คล็อปป์แบ่ง2ชุด ! ปรีซีซั่น ลิเวอร์พูล ทำศึกอุ่นเครื่องเกมแรกปะทะ สตุ๊ตการ์ท

    ลิเวอร์พูล เตรียมลงสนามลับแข้งอุ่นเครื่องปรีซีซั่นแมตช์พบ เฟาเอฟเบ สตุ๊ตการ์ท ในวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคมนี้ โดยจะเป็นการประเดิมสนามแมตช์แรกหลังจากที่พักเบรกเป็นเวลาประมาณ 27 วันนับตั้งแต่ที่ "หงส์แดง" ไล่ต้อน นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 3-1 ในเกมลีกแมตช์ปิดซีซั่น 2019/2020
    การที่ "เดอะ เร้ดส์" ไม่มีโปรแกรมลงแข่งมินิทัวร์นาเมนต์ ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส และเกมทีมชาติ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสดควิด-19 ทำให้ทีมเลือกที่จะเดินทางมาเข้าแค้มป์เก็บตัวในประเทศออสเตรีย

    แม้ว่าการเดินทางไปที่นั่นจะส่งผลกระทบพอสมควรกับ ลิเวอร์พูล เนื่องจากรัฐบาลอังกฤษ ได้เพิ่มชื่อประเทศออสเตรีย เป็นดินแดนที่ผู้ไปหรือกลับมาจากที่นั่นต้องเข้ารับการกักตัว 14 วัน เพราะสถานการณ์ในการแพร่ระบาดของเชื้อมรณะค่อนข้างน่าเป็นห่วงสำหรับที่นั่น

    อย่างไรก็ตาม เจอร์เก้น คล็อปป์ ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงในเรื่องนี้ และพวกเขาได้กำหนดเกมอุ่นเครื่องเอาไว้ 2 แมตช์ทั้งพบ สตุ๊ตการ์ท ซึ่งได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในบุนเดสลีกา ตามด้วยการดวลกับ เรดบูลล์ส ซัลซ์บวร์ก ในวันอังคารที่ 25 ส.ค.นี้

    ด้วยการลงฝึกซ้อมเพียงแค่ 6 วันทำให้ คล็อปป์ คงใช้วิธีการลองนักเตะแบบแบ่งเป็นสองทีมโดยลงแข่งทีมละครึ่งเวลา 

    สำหรับนักเตะที่จะได้มีชื่อในแมตช์พบกับ สตุ๊ตการ์ท นั้นแน่นอนว่าจะไม่มี เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เพราะเขาอยู่ในช่วงพักฟื้นร่างกายที่ เมล วู้ด เนื่องจากมีปัญหาบาดเจ็บเล็กน้อย เช่นเดียวกับ แฮร์รี่ วิลสัน โดย คล็อปป์ คงจะจัดนักเตะแบบผสมผสานระหว่างแข้งประสบการณ์กับดาวรุ่งในแมตช์นี้

    โฌแอล มาติป, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ อเล็กซ์ อ็อดซ์เลด-แชมเบอร์เลน จะไม่มีส่วนในการอุ่นเครื่องที่ออสเตรีย เนื่องจากพวกเขาจำเป็นต้องอยู่ในช่วงพักฟื้่นร่างกาย โดยเฉพาะในรายของ อ็อดซ์เลด-แชมเบอร์เลน ที่เพิ่งจะมีปัญหาบาดเจ็บหัวเข่า ขณะที่ เซอร์ดาน ชากีรี่ กับ ดิว็อค โอริกี้ ไม่ได้ร่วมฝึกซ้อม และยังไม่แน่ว่าจะได้มีส่วนในเกมนี้หรือไม่

    ในส่วนของ มาติป กับ "เฮนโด้" งานนี้กุนซือเลือดด๊อยท์ช ระบุว่าสถานการณ์เป็นในทางที่ดีขึ้น แต่ทั้้งสองคนไม่สามารถกลับมาฝึกซ้อมกับทีมได้ และจำเป็นที่จะต้องพักฟื้นร่างกายเพื่อให้ฟิตสมบูรณ์สำหรับโปรแกรมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่จะเปิดฉากในวันที่ 12 กันยายนนี้

คาดการณ์ขุมกำลัง ลิเวอร์พูล ในเกมพบ สตุ๊ตการ์ท
ผู้รักษาประตู : อลีสซง เบ็คเกอร์, อาเดรียน, ควีวีน เคลเลเฮอร์, ลอริส คาริอุส

กองหลัง : เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, โจ โกเมซ, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, เนโก วิลเลี่มส์, คอสตาส ซิมิคาส, นาธาเนียล ฟิลลิปส์, เซป ฟาน เดน เบิร์ก, คี-ยาน่า ฮูแฟร์, บิลลี่ คูเมติโอ

กองกลาง : ฟาบินโญ่, เจมส์ มิลเนอร์, นาบี เกอิต้า, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, เคอร์ติช โจนส์, มาร์โก กรูยิช

กองหน้า : โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ล ซาดิโอ มาเน่, ทาคุมิ มินามิโนะ, ริอาน บรูว์สเตอร์, ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์

 
 11 ผู้เล่นในเกมครึ่งแรก
    "ม้าขาว" เพิ่งได้กลับมาเล่นในบุนเดสลีกา อีกครั้ง หลังจากที่พวกเขาคว้ารองแชมป์ ลีกา 2 โดยทีมเตรียมจะได้เจอกับบททดสอบครั้งสำคัญในการปะทะกับ แชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาลล่าสุด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีเยี่ยมในการเตรียมความพร้อมก่อนลุยเกมลีกเมืองเบียร์

    สำหรับ ลิเวอร์พูล พวกเขาจัด 11 แข้งที่จะลงสนามในครึ่งแรกกับการอุ่นเครื่อง สตุ๊ตการ์ท โดยงานนี้ คล็อปป์ จะใช้ชุดที่แข็งที่สุดลงเล่นในครึ่งแรก เริ่มตั้งแต่ตำแหน่งผู้รักษาประตูจะเป็นหน้าที่ของ อลีสซง ขณะที่แบ็กขวา วิลเลี่ยมส์ จะไดรับหน้าที่สำคัญนี้เนื่องจากทีมขาด อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ในส่วนของเซนเตอร์แบ็กจะเป็นของ ฟาน ไดค์ และ โกเมซ ขณะที่แบ็กซ้ายเป็นหน้าที่ของ โรเบิร์ตสัน

 

    ในส่วนของแผนกองกลาง ฟาบินโญ่ จะได้ลงเล่นตัวจริง โดยจะรับบทบาทโฮลดิ้ง มิดฟิลด์ เคียงข้าง เกอิต้า กับ ไวนัลดุม ซึ่ง 3 มิดฟิลด์ได้ลงเล่นตัวจริงร่วมกันครั้งล่าสุดก็ในเกมลีกที่พบกับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ด้านกองหน้ายังคงเป็นหน้าที่ของ "หินเหล็กไฟ" โม ซาลาห์, ฟีร์มีโน่ และ มาเน่

    11 ผู้เล่นในเกมครึ่งแรก : อลิสซง, วิลเลี่ยมส์, โกเมซ, ฟาน ไดค์, โรเบิร์ตสัน, ฟาบินโญ่, เกอิต้า, ไวนัลดุม, ซาลาห์, ฟีร์มีโน่, มาเน่ 

11 ผู้เล่นในเกมครึ่งหลัง
    ในช่วงพักครึ่ง คล็อปป์ คงจะมีการเปลี่ยนนักเตะแบบยกชุดโดยค่าเฉลี่ยในเรื่องอายุของทีมชุดนี้จะลดลงมา เนื่องจากจะเป็นการส่งผู้เล่นดาวรุ่งลงสนามผสมกับนักเตะมากประสบการณ์ งานนี้นายทวารจะเป็นหน้าที่ของ อาเดียน โกลชาวสแปนิช

    ส่วน ซิมิคาส จะมีโอกาสได้ลงสนามเป็นเกมแรกในฐานะผู้เล่น "หงส์แดง" ในตำแหน่งแบ็กซ้าย หลังจากที่นักเตะย้ายจาก โอลิมเปียกอส มาอยู่ในถิ่นแอนฟิลด์ เมื่อช่วงซัมเมอร์นี้ ส่วนตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กจะเป็นหน้าที่ของ คูเมติโอ ที่จะจับคู่กับ ฟิลลิปส์ ซึ่งเมื่อซีซั่นที่ผ่านมาถูกส่งไปเล่นยืมตัวกับ สตุ๊ตการ์ท ขณะที่แบ็กขวาเป็นหน้าที่ของ ฮูแฟร์

    ขณะที่ มิลเนอร์ จะได้ลงไปคุมบรรดาน้องๆ วัยกระเตาะในแผงกองกลางซึ่งจะรับบทบาทมิดฟิลด์ตัวรับ ส่วน กรูยิช ที่คาดว่าอาจจะย้ายทีมแบบถาวรในช่วงซัมเมอร์นี้ จะได้ลงเล่นด้วย ขณะที่ โจนส์ จะได้ลงคุมเกมด้วยเช่นกัน ที่น่าตื่นเต้นก็คือเกมรุก เพราะ คล็อปป์ จะส่งแข้งแบบผสมผสานลงสนาม

 

    งานนี้ เอลเลียตต์ , ทาคุมิ มินามิโนะ และ บรูว์สเตอร์ จะได้ลงไล่ล่าประตู "ม้าขาย" และอาจจะมีเซอร์ไพรส์เพราะ นายใหญ่ชาวเยอรมัน มีโอกาสที่จะใช้ระบบโรเตชั่นในแต่ละตำแหน่งตลอดช่วง 45 นาทีหลังก็เป็นไปได้
 
     11 ผู้เล่นในเกมครึ่งหลัง : อาเดรียน, ฮูแฟร์, ฟิลลิปส์, คูเมติโอ, มิลเนอร์, กรูยิช, โจนส์, เอลเลียตต์, มินามิโนะ, บรูว์สเตอร์

บาเยิร์นขอโหดต่อ! “เลวาน” พร้อมซัด,ลียงลุ้น “เดอปาย” โป้งรอบรองฯ ชปล.

"เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค หวังโชว์ฟอร์มโหดต่อเนื่องโดยมี โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ นำปิดสกอร์เกมพบ "โอแอล" โอลิมปิก ลียง ที่มี เมมฟิส เดอปาย พร้อมล่าตาข่าย ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ  วันพุธที่ 19 ส.ค. ศกนี้  เวลา : 02.00 น.

ปรีวิวฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ
วันพุธที่ 19 สิงหาคม 2563, เวลา : 02.00 น.
โอลิมปิก ลียง (ฝรั่งเศส)   –  บาเยิร์น มิวนิค (เยอรนมัน)

สนาม : เอสตาดิโอ โชเซ่ อัลวาลาด (สนามกลาง)

    ทีมโอแอลของ รูดี้ การ์เซีย มาไกลเกินคาดถึงรอบตัดเชือกเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ หลังจากที่ไล่เขี่ยตัวเต็งมาทั้งยูเวนตุส ด้วยกฎประตูทีมเยือน และแมนฯ ซิตี้ 3-1 ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย

    การจัดทัพไม่มีปัญหาเจ็บ-แบนให้กังวล ในแดนหน้าที่มีกัปตัน เมมฟิส เดอปาย ยืนพื้น คู่หูต้องเลือกระหว่าง คาร์ล โตโก้ เอก็อมบี ที่ออกสตาร์ตทั้ง 2 แมตช์ล่าสุด หรือ มุสซ่า เดมเบเล่ ที่ถูกเปลี่ยนตัวมายิงรัว 2 ลูกใส่ทีมเรือใบสีฟ้า

    นอกนั้นยึดชุดเดิม เท่ากับว่า มักซ็องซ์ กาเกอเร่ต์ ดาวรุ่งวัย 20 จะได้ลงตัวจริงกลางสนามต่อไป ประสานงานกับอีก 2 แข้งพลังหนุ่มทั้ง บรูโน่ กิมาไรช์ และ อูสเซ็ม อาอูอาร์ วัย 22 เท่ากัน

    วิงแบ็ก 2 ฟากวาง เลโอ ดูบัวส์ กับ มักซ์เวล กอร์เน่ต์ โดยหลังปรับตำแหน่งจากแนวรุกแล้วกลายเป็นเล่นดี แนวรับนำโดย เจสัน เดนาเยอร์ อดีตแข้งแมนฯ ซิตี้ และ แอนโธนี่ โลเปส ที่โชว์เซฟอุตลุดในรอบก่อน

    ด้านทีมเสือใต้ของกุนซือ ฮันซี่ ฟลิค ยังคงเป็นทีมเดียวในท็อป 5 ลีกยุโรปที่ชนะรวดทุกรายการนับจากรีสตาร์ต อีกทั้งรายการนี้ก็เฮทุกนัดตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม รวมถึงแมตช์ล่าสุดที่ระเบิดฟอร์มโหด ถล่มบาร์เซโลน่าไปถึง 8-2

    ความพร้อมล่าสุดได้ข่าวดีเมื่อ เบนฌาแม็ง ปาวาร์ แบ็กขวาแชมป์โลกกลับมาซ้อมได้แล้ว กระนั้นเชื่อว่าฟลิคคงไม่คิดเยอะเกิน ยึด 11 ตัวจริงที่กำลังลงตัวต่อไป

    นั่นเท่ากับว่า โยชัว คิมมิช จะได้เล่นแบ็กขวาต่อไป แล้วให้ ติอาโก้ อัลกันตาร่า คุมกลางสนามคู่ เลออน โกเร็ทซ์ก้า แม้ว่าดาวเตะทีมชาติสเปนกำลังตกเป็นข่าวย้ายไปร่วมทีมลิเวอร์พูลก็ตาม

    คิงส์เล่ย์ โกมัน อีกหนึ่งแข้งฝรั่งเศสกลับมาฟิตเช่นกัน แต่ อิวาน เปริชิช ลากเลื้อยทดแทนได้เยี่ยม น่าจะยึดตำแหน่งใน 3 แนวรุกเคียงข้าง แซร์ช นาบรี้ และ โธมัส มุลเลอร์ คอยสนับสนุน โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ หอกโปลที่กดไปแล้ว 54 ลูกทุกรายการฤดูกาลนี้

    ในราย ลีรอย ซาเน่ ปีกสมาชิกใหม่ที่คว้ามาจากแมนฯ ซิตี้ นั้นยังไม่สามารถลงเล่นได้จนกว่าจะเริ่มต้นฤดูกาลใหม่

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    โอลิมปิก ลียง (3-5-2) : แอนโธนี่ โลเปส – เจสัน เดนาเยอร์, มาร์เซโล่, แฟร์นานโด มาร์ซาล – เลโอ ดูบัวส์, มักซ็องซ์ กาเกอเร่ต์, บรูโน่ กิมาไรช์, อูสเซ็ม อาอูอาร์, มักซ์เวล กอร์เน่ต์ – คาร์ล โตโก้ เอก็อมบี, เมมฟิส เดอปาย
    เทรนเนอร์ : รูดี้ การ์เซีย

    บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1) : มานูเอล นอยเออร์ – โยชัว คิมมิช, เยโรม บัวเต็ง, ดาวิด อลาบา, อัลฟอนโซ่ เดวิส – เลออน โกเร็ทซ์ก้า, ติอาโก้ อัลกันตาร่า – แซร์ช นาบรี้, โธมัส มุลเลอร์, อิวาน เปริชิช – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้
    เทรนเนอร์ : ฮันซี่ ฟลิค

    ผู้ตัดสิน : อันโตนิโอ มาเตว ลาโอซ (สเปน)

 

ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด
วัน/เดือน/ปี      รายการ    ผลการแข่งขัน
28/04/10        ชปล.    ลียง แพ้ บาเยิร์น 0-3
22/04/10        ชปล.    บาเยิร์น ชนะ ลียง 1-0
11/12/08        ชปล.    ลียง แพ้ บาเยิร์น 2-3
01/10/08        ชปล.    บาเยิร์น เสมอ  ลียง 1-1 
05/11/03        ชปล.    บาเยิร์น แพ้ ลียง 1-2
21/10/03        ชปล.    ลียง เสมอ  บาเยิร์น 1-1
06/03/01        ชปล.    ลียง ชนะ  บาเยิร์น 3-0

ผลงาน 5 นัดหลังสุด
ลียง
16/08/20 ชนะ แมนฯ ซิตี้  3-1 (สนามกลาง)     ชปล.
07/08/20 แพ้ ยูเวนตุส 1-2 (เยือน)         ชปล.
01/08/20 เสมอ เปแอสเช 0-0 (สนามกลาง) เฟร้นช์ ลีก คัพ 
23/07/20 ชนะ เกนท์ 3-2 (เยือน)         อุ่นเครื่อง   
19/07/20 ชนะ เซลติก 2-1 (เหย้า)         อุ่นเครื่อง

บาเยิร์น
15/08/20 ชนะ บาร์เซโลน่า 8-2 (สนามกลาง)     ชปล.
09/08/20 ชนะ เชลซี 4-1 (เหย้า)         ชปล.
31/07/20 ชนะ มาร์กเซย 1-0 (สนามกลาง)     อุ่นเครื่อง
05/07/20 ชนะ เลเวอร์คูเซ่น 4-2 (สนามกลาง) เดเอฟเบ โพคาล
27/06/20 ชนะ โวล์ฟสบวร์ก 4-0 (เยือน)     บุนเดสลีกา

ตัดเชือก UCL ไร้ทีมสเปน-อังกฤษครั้งแรกรอบ 24 ปี

รอบตัดเชือกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ไม่มีทีมจากสเปนและอังกฤษเข้ารอบเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปี

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ ไม่มีทีมจากลีกสเปนหรืออังกฤษ ผ่านเข้ารอบเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปี

บรรดายอดทีมจากพรีเมียร์ลีก อังกฤษ หรือ ลาลีกาสเปน มักได้รับการยกเป็นสองลีกที่จะมีทีมเต็งคว้าแชมป์ถ้วยบิ๊กเอียร์เป็นประจำทุกปี ซึ่งบรรดาสโมสรระดับท็อปจากสองลีกนี้มักจะทำผลงานได้อย่างโดดเด่นบนเวทียุโรป

ทว่าในฤดูกาลน้ีรอบตัดเชือก UCL เหลือ 4 ทีมจาก 2 ประเทศอย่างฝรั่งเศสและเยอรมัน หลัง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เอาชนะ อตาลันต้า 2-1 และ แอร์เบ ไลป์ซิก เอาชนะ แอตเลติโก้ มาดริด 2-1

ขณะที่ในสองคืนที่ผ่านมา บาเยิร์น มิวนิค ถล่ม บาร์เซโลนา 8-2 ตามด้วยเมื่อคืนที่ผ่านมา โอลิมปิก ลียง เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 3-1 ทำให้เป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปีหรือตั้งแต่ฤดูกาล 1994-95 ที่ไม่มีทีมจากสเปนหรืออังกฤษผ่านเข้าสู่รอบตัดเชือกฯ อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2013 ที่มีทีมจากฝรั่งเศสและเยอรมันผ่านเข้ารอบรองฯทั้งคู่

มาร์ติเนซควงลูกากูเบิ้ล! อินเตอร์ถล่มชัคตาห์ ลิ่วชิงเซบีย่า ยูโรปาลีก

 "งูใหญ่" ทะยานเข้าชิงดำได้สำเร็จหลังไล่ถล่มเอาชนะ  ชัคตาร์ โดเนตส์ค แบบเละเทะ 5-0 เกมนี้ โรเมลู ลูกากู ควงรุ่นน้อง เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ยิงคนละสองเม็ด ก่อนพา อินเตอร์ มิลาน ทะยานเข้าไปชิงชนะเลิศได้เป็นหนแรกในรอบ 22 ปี ของรายการนี้ โดยจะเข้าไปพบ เซบีย่า วันศุกร์นี้ ในศึกยูฟ่า ยูโรป้า ลีก รอบรองชนะเลิศ ที่ประเทศเยอรมัน เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา

สนาม : แมร์เคอร์ สปีล-อารีน่า, ดุสเซลดอร์ฟ ประเทศเยอรมัน

    เกมยูโรปา ลีก รอบรองชนะเลิศ เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา เป็นการพบกันระหว่าง อินเตอร์ มิลาน ตัวแทนจากอิตาลี ที่รอบ 8 ทีมสุดท้ายผ่าน ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น 2-1 เข้ามาพบกับ ชัคตาร์ โดเนตส์ค ทีมดังจากยูเครน ซึ่งคว้าชัยเหนือ บาเซิ่ล มาแบบไม่ยาก 4-1 โดยผู้ชนะจะผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศพบกับ เซบีย่า ที่เอาชนะ แมนฯยูไนเต็ด ในวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม นี้

    อันโตนิโอ คอนเต้  เกมนี้ยังใช้แข้งชุดเก่งวางหน้าคู่เป็น  โรเมลู ลูกากู และเลาตาโร่ มาร์ติเนซ โดยมี แอสชลี่ย์ ยัง ขับเคลื่อนริมเส้นร่วมกับ มาร์เซโล่ โบรโซวิช และโรแบร์โต้ กายาร์ดินี่ ขณะที่ อดีตแชมป์ปี 2009 จากยูเครน ที่มี หลุยส์ กาสโตร คุมทัพยังฝากความหวังไว้ที่แข้ง บราซิเลี่ยน ทั้ง มาร์ลอส, อลัน แพทริค และ ไทซอน

    ออกสตาร์ทครึ่งแรก นาที 19 โอกาสยิงหนแรกของเกมกลายเป็น อินเตอร์ มิลาน ที่ได้โอกาสแล้วส่งบอลซุกก้นตาข่ายทันที หลังฉกความผิดพลาดของ อังเดร เปียตอฟ ผู้รักษาประตูของชัคตาร์ฯ ที่ออกบอลพลาด กลายเป็นจ่ายเลียดเข้ากลางก่อนโดน นิโกโล่ บาเรลล่า ตัดบอลขึ้นมาด้านขวา แล้วครอสมาในกรอบสุดแม่นให้ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ โฉบมาโหม่งบอลเข้าไปอย่างสวยงาม ให้ "งูใหญ่" ออกนำ 1-0

    นาที 26 อินเตอร์ฯ เกือบได้เสียวอีก หลัง อเลสซานโดร บาสโตนี่ ครอสบอลมาในกรอบ 6 หลา ดานิโล่ ดัมโบรซิโอ พุ่งชาร์จไม่ตรงกรอบบอลเลยไปเสาไกล แม้ว่า เลาตาโร่ มาร์ติเนซ จะพุ่งมาตามซ้ำแต่ซัดไปเข้าข้างตาข่าย ก่อนผู้ตัดสินเป่าเป็นจังหวะที่ มาร์ติเนซ ล้ำหน้าไปก่อนแล้ว

    กลายเป็น "งูใหญ่" ที่เปิดเกมรุกเข้าใส่เสียมากกว่า นาที 34 ได้โอกาสส่องเข้ากรอบอีกหลัง ลูกากู โขกเช็ดต่อให้ นิโกโล่ บาเรลล่า หลุดเข้าไปซัดมุมแคบด้วยขวาบอลพุ่งติดไซด์จน อังเดร เปียตอฟ นายด่านดีกรีทีมชาติยูเครนต้องปัดออกหลังไป

    นาที 43 ชัคตาห์ เกือบได้ลุ้นตีเสมอจากจังหวะที่ มาร์กอส อันโตนิโอ รับบอลจาก มาร์ลอส ก่อนหวดด้วยขวาเต็มแรงบอลพุ่งเฉียดคานออกไป

    จบครึ่งแรก อินเตอร์ มิลาน ขึ้นนำ ชัคตาห์ โดเนตส์ค 1-0

    กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 49 "งูใหญ่" พลาดได้เม็ดที่สองอย่างน่าเสียดายหลัง เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ฉกบอลจากแนวรับชัคตาห์ฯ ก่อนพยายามกระดกบอลกว่า 30 หลา ข้ามหัว อังเดร เปียตอฟ ทว่านายด่านของชัคตาห์ยังเหินปัดปลายนิ้วออกหลังไปได้หวุดหวิด

    อีก 2 นาทีถัดมา แอชลี่ย์ ยัง จ่ายให้ ลูกากู ก่อนที่อดีตดาวยิง "ผีแดง" จะปั่นด้วยขวาบอลพุ่งหลุดเสาไกลออกไปแบบได้ลุ้น

    นาที 62 ชัคตาห์ฯ พลาดโอกาสทองในการตีเสมอ หลัง มิโกล่า มัตวิเยนโก้ ครอสบอลมาให้ จูเนียร์ โมราเอส ได้โขกโล่งๆหน้ากรอบแต่บอลยังไปตรงตัว ซาเมียร์ ฮันดาโนวิช เซฟช่วยทีมไม่ให้เสียประตูได้

    เมื่อทำไม่ได้ นาที 64 มาเสียประตูที่สองให้ "งูใหญ่" หลัง มาร์เซโล่ โบรโซวิช เปิดคอนเนอร์ทางด้านขวามาเสาไกลให้ ดานิโล่ ดัมโบรซิโอ โขกย้อนหนีมือ อังเดร เปียตอฟ เข้าไปอย่างเด็ดขาด ให้ อินเตอร์ มิลาน นำห่าง 2-0

    รูปเกมยังเป็นลูกทีมของ คอนเต้ ที่โหมบุกอยู่ฝ่ายเดียว นาที 72 เกือบได้เม็ดสาม หลัง มาร์ติเนซ จ่ายให้ ลูกากู หลุดเข้าไปกดด้วยซ้ายแต่บอลพุ่งไปตรงตัวนายด่านชัคตาห์

    ทว่า นาที 74 ทัพเนรัสซูรี่ มาได้ประตูนำโด่ง 3-0 จนได้ หลัง โรเมลู ลูกากู จ่ายบอลให้ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ซัดนอกกรอบด้วยขวาบอลพุ่งผ่าน เปียตอฟ เข้าไปไม่เหลือเป็นประตูที่สองของเจ้าตัวในเกมนี้

    เท่านั้นไม่พอ นาที 78 "งูใหญ่" มาพังประตูที่สี่จากการประสานงานของสองหัวหอกเหมือนเดิม คราวนี้ มาร์ติเนซ จ่ายออกขวาให้ โรเมลู ลูกากู แปด้วยซ้ายเข้าไปอย่างเด็ดขาด

    นาที 83 ทัพงูใหญ่มาได้ประตูนำห่าง 5-0 คราวนี้ สเตฟาน เดอ ฟราย จ่ายบอลขึ้นหน้าให้ โรเมลู ลูกากู พลิกบอลก่อนควบเข้าไปซัดด้วยขวาผ่านตัว อังเดร เปียตอฟ เข้าไปเป็นประตูที่สองของอดีตดาวยิงปีศาจแดง

    จบเกม อินเตอร์ มิลาน ไล่ถล่ม ชัคตาร์ โดเนตส์ค เละเทะ 5-0 ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศ พบ เซบีย่า ในวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม นี้

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        อินเตอร์ มิลาน (3-5-2) : ซาเมียร์ ฮันดาโนวิช – ดีเอโก้ โกดิน, สเตฟาน เดอ ฟราย, อเลสซานโดร บาสโตนี่ – ดานิโล่ ดัมโบรซิโอ (วิคเตอร์ โมเสส น.81), นิโกโล่ บาเรลล่า, มาร์เซโล่ โบรโซวิช (สเตฟาโน่ เซนซี่ น.85), โรแบร์โต้ กายาร์ดินี่, แอชลี่ย์ ยัง (คริสเตียโน่ บิรากี้ น.66) – โรเมลู ลูกากู (เซบาสเตียโน่ เอสโปซิโต้ น.85), เลาตาโร่ มาร์ติเนซ (คริสเตียน อีริคเซ่น น.81) 

    เทรนเนอร์ : อันโตนิโอ คอนเต้ 

     ชัคตาร์ โดเนตส์ค (4-2-3-1) : อังเดร เปียตอฟ – โดโด้, เซอร์เก คริฟต์ซอฟ, ดาวิต โคชาโลว่า, มิโกล่า มัตวิเยนโก้ – มาร์กอส อันโตนิโอ, ทารัส สเตปาเนนโก้ – มาร์ลอส (เยฟเฮน โคโนเปลียนก้า น.75), อลัน แพทริค (มาเนอร์ โซโลแมน น.59), ไทซอน – จูเนียร์ โมราเอส  

    เทรนเนอร์ : หลุยส์ กาสโตร    

    ผู้ตัดสิน : ไซม่อน มาร์ซิเนียค (โปแลนด์)

ลียงพิสูจน์แล้ว! เอ็มบัปเป้ทวิตโต้เสียงวิจารณ์ “ลีกชาวนา”

กองหน้าปารีส แซงต์ แชร์กแมง ตอบโต้เสียงวิจารณ์ที่เคยดูถูกลีกเอิงว่าเป็นลีกชาวนา หลังโอลิมปิก ลียง เอาชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ได้ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

คีลิยัน เอ็มบัปเป้ กองหน้าปารีส แซงต์ แชร์กแมง ทวิตโต้เสียงวิจารณ์ที่เคยดูถูกว่าลีกเอิงเป็นลีกชาวนา ซึ่งด้อยกว่าลีกใหญ่ในยุโรปลีกอื่นๆ

โอลิมปิก ลียง หนึ่งในตัวแทนสโมสรจากฝรั่งเศสในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เพิ่งหักปากกาเซียน เอาชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ได้ถึง 3-1 ในเกมรอบก่อนรองชนะเลิศ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ทั้งที่ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าจะเป็นเรือใบสีฟ้าที่ได้เข้าถึงรอบรองชนะเลิศต่อไป

จากผลการแข่งขันดังกล่าว ไม่เพียงสร้างความดีใจให้แฟนบอลลียงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเอ็มบัปเป้ สตาร์ของเปแอสเช ที่รู้สึกยินดีกับสโมสรร่วมลีกเอิงที่ช่วยพิสูจน์ความแข็งแกร่งของฟุตบอลฝรั่งเศสให้โลกได้เห็น

ดาวยิงวัย 21 ปี โพสต์ข้อความทางทวิตเตอร์หลังเกมเพียงสั้นๆ ว่า "ลีกชาวนา" พร้อมรูปอิโมจิเป็นตัวตลก และรูปปรบมือ เพื่อตอบโต้เสียงวิจารณ์ที่มีคนเคยดูถูกลีกเอิงมาก่อน

หลังจากที่เอ็มบัปเป้ทวิตข้อความดังกล่าวออกไป ทวิตเตอร์อย่างเป็นทางการของทางลียงก็เข้าร่วมสนุกด้วยการโพสต์ข้อความว่า "ไม่มีชาวนาที่นี่" พร้อมแสดงความยินดีกับชัยชนะที่ได้มา

ทั้งนี้ โอลิมปิก ลียง มีโปรแกรมต้องเข้าไปพบกับบาเยิร์น มิวนิค ในรอบรองชนะเลิศต่อไป หลังจากที่เคยเขี่ยยูเวนตุส และแมนฯ ซิตี้ ตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย และรอบก่อนรองชนะเลิศ ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก มาแล้วก่อนหน้านี้ตามลำดับ

อาร์เตต้าฝันหวาน! จัดทัพ “ปืนใหญ่” หากคว้าแข้งเป้าหมายครบ

เหล่าแฟนบอล “เดอะ กันเนอร์ส” เริ่มมองเห็นอนาคตที่สดใสมากขึ้นหลังการเข้ามาของ มิเกล อาร์เตต้า และเขาก็ตอบแทนแฟนบอลด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่คุมทัพ อย่างไรก็ตามฤดูกาลหน้าจะเป็นบทพิสูจน์อย่างแท้จริงของกุนซือรายนี้ เขาจำเป็นต้องปรับทัพพอสมควรเพื่อลดระยะห่างจากทีมหัวตารางซึ่งคาดว่าจะมีการเซ็นสัญญานักเตะหลักๆประมาณ 3 ราย ลองมาคาดเดากันว่าโฉมหน้าของ อาร์เซน่อล ฤดูกาลหน้าจะเป็นอย่างไร
    ตอนนี้ “ปืนใหญ่” มีข่าวกับนักเตะหลักๆอยู่ 3 ราย คนที่คาดว่าจะเข้ามาเป็นคนแรกเลยคือ วิลเลี่ยน ซึ่งหลังจากหมดสัญญากับเชลซีและปฏิเสธต่อสัญญา 2 ปีที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ อาร์เซน่อลก็รีบดำเนินการคว้าตัวมาทันที มีโอกาสที่เราจะได้เห็นปีกบราซิลเลี่ยนวัย 31 ปีเปิดตัวกับทีมไม่กี่วันข้างหน้า

    ส่วนคนที่มีข่าวกับทีมหนาหูขึ้นเรื่อยๆคือ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ดาวเตะบาร์เซโลน่า โดยตอนนี้ อาร์เซน่อล เป็นทีมเต็ง 1 ที่จะได้ไปร่วมทัพในแบบยืมตัว และทั้งสองทีมกำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจากัน ขณะที่เอเจ้นต์ยืนยันว่าตัวนักเตะต้องการกลับไปเล่นพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง ดังนั้นอาจจะมีบทสรุปในเร็วๆนี้

    ฝั่งบาร์เซโลน่าเองก็ยินดีที่จะปล่อยตัวกองกลางคนนี้ออกจากทีมเนื่องจากต้องการลดค่าใช้จ่ายตามแนวทางของบอร์ดบริหารที่ออกมาประกาศว่าทีมกำลังเจอวิกฤตการเงินจากปัญหาโควิด-19 ซึ่งตอนนี้เขารับค่าเหนื่อยอยู่ที่ 240,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์

    ส่วนคนสุดท้ายคือ โธมัส ปาร์เตย์ ที่มีข่าวกับอาร์เซน่อลมาโดยตลอด ถึงขนาดที่บิดาของนักเตะเคยออกมายืนยันตอนช่วงเดือน เม.ย. ที่ผ่านมาว่ากำลังเจรจากันอยู่ ทว่าจนถึงตอนนี้ยังไม่มีอะไรคืบหน้ามากนัก

    ค่าฉีกสัญญาของ ปาร์เตย์ มีมูลค่า 45 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,804 ล้านบาท) และเมื่อเร็วๆ นี้มีรายงานข่าวว่า อาร์เซน่อล พร้อมโละ เมตแลนด์-ไนล์ส ทิ้งในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยตั้งค่าหัวไว้ที่ 30 ล้านปอนด์เพื่อระดมทุนไปล่าตัวกองกลาง “ตราหมี” รายนี้

    หาก อาร์เตต้า ได้ทั้ง 3 ตัวเข้ามาในทีมถือว่าน่าสนใจมาก มีโอกาสที่กุนซือจะปรับเปลี่ยนแผนการเล่นจากระบบ 3-4-3 มาเป็นระบบ 4-2-3-1 โดยเริ่มจากกองหลังพวกเขาจะได้ วิลเลี่ยม ซาลิบา กลับมาหลังจากปล่อยให้ แซงต์-เอเตียน ยืมตัว พร้อมกลับมายังสโมสรจับคู่กับ ดาวิด ลุยซ์ ที่อาร์เตต้าทำการต่อสัญญาเป็นที่เรียบร้อย

    อาร์เตต้า น่าจะโยก คีแรน เทียร์นี่ย์ กลับไปเล่นแบ็กซ้ายเช่นเดิมหลังจากฤดูกาลนี้เขาจับมายืนเป็นเซนเตอร์ฝั่งซ้ายอยู่บ่อยครั้งในระบบกองหลัง 3 ตัว ขณะที่ฝั่งขวาหาก เอคตอร์ เบเยริน ฟิตสมบูรณ์ก็จะเป็นตำแหน่งของเขา

    ขยับมาที่กองกลางหากได้ โธมัส ปาร์เตย์ ถือว่าแน่นพอสมควร เขาจะเข้ามาแทนที่ของ กรานิต ชาคา ที่แม้ช่วงหลังจะทำผลงานดีแต่คงจะฝากความหวังในระยะยาวไม่ได้ ขณะที่คู่หูแดนกลางจะเป็น ดานี่ เซบายอส ที่คาดว่า อาร์เซน่อล จะทำการซื้อขาดจากเรอัล มาดริดให้ได้หลังจากตัวนักเตะโชว์ฟอร์มเยี่ยมจนยึดกองกลางตัวจริงในฤดูกาลที่ผ่านมา

    คูตินโญ่ จะเข้ามารับหน้าที่บทบาทจอมทัพคอยปั้นเกมแดนหน้าให้ อเล็กซองดร์ ลากาแซตต์ ขนาบข้างด้วยฝั่งขวาอย่าง วิลเลี่ยน ส่วนฝั่งซ้าย อาร์เตต้า ต้องรั้งตัว ปิแอร์ เอเมอริค-โอบาเมย็อง ให้อยู่กับทีมต่อให้ได้เนื่องจากการสร้างทีมจำเป็นต้องมีแกนหลักของทีมและ โอบาเมยอง คือคนนั้น

บิ๊กเกม!แมนซิตี้หวังย้ำชัยรับเรอัลมาดริดที่ลุ้นพลิกนรกเข้า8ทีมชปล.

"เรือใบสีฟ้า" แมนฯ ซิตี้ กุมความได้เปรียบแมตช์แรกมาก่อน นัดนี้ไม่ง่ายปะทะยอดทีมแดนกระทิง เรอัล มาดริด แชมป์รายการนี้ 13 สมัย ที่มุ่งมั่นคว้าอีกโทรฟี่ประดับบารมี โดยต้องชนะและยิงให้ได้สองเม็ดเป็นอย่างน้อยเพื่อโอกาสเข้ารอบ ในการแข่งฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง คืนวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2563

ปรีวิว ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง
วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2563
แมนฯ ซิตี้ – เรอัล มาดริด
(สกอร์นัดแรก แมนฯ ซิตี้ ชนะ 2-1)
เวลา : 02.00 น.
สนาม :  เอติฮัด สเตเดี้ยม

    ทีมเรือใบเข้าป้ายรองแชมป์พรีเมียร์ลีกตามหลังลิเวอร์พูลถึง 18 แต้ม แต่มีแชมป์ติดมือแล้วกับโทรฟี่คาราบาว คัพ ส่วนรายการนี้กุมความได้เปรียบจากชัยชนะเลกแรกที่มาดริด 2-1

    ความพร้อมล่าสุดกุนซือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ได้แข้งใหม่มาร่วมทัพ 2 รายคือ เฟร์ราน ตอร์เรส ปีกดาวรุ่งชาวสเปนจากบาเลนเซีย และสดๆ ร้อนๆ นาธาน อาเก้ กองหลังดัตช์จากบอร์นมัธ แต่ทั้งคู่ยังไม่สามารถลงทะเบียนเล่นในแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้

    ขณะเดียวกัน พวกเขาจะไม่มี เบนฌาแม็ง เมนดี้ แบ็กซ้ายเฟร้นช์แมน ที่ติดโทษแบน น่าจะใช้งาน โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ ลงตัวจริงแทน หรือ ชูเอา คันเซโล่ ก็เล่นได้เช่นกัน

    เซร์คิโอ อเกวโร่ ดาวยิงคนสำคัญชาวอาร์เจนไตน์ มีชื่อในรายการนี้อยู่ ทว่ายังคงเจ็บเข่า เปิดโอกาสให้ กาเบรียล เชซุส เสียบแทนอัตโนมัติ โดยมี ริยาด มาห์เรซ กับ ราฮีม สเตอร์ลิง สนับสนุนด้านข้าง ส่วน ดาบิด ซิลบา มิดฟิลด์กัปตันตัวเก๋า น่าจะนั่งสำรองเพื่อให้ เป๊ป ได้จัดทัพตัวจริงระยะยาวไปในตัว

    ”ราชันชุดขาว” ผงาดคว้าแชมป์ลา ลีกา ด้วยผลงานสุดยอดชนะ 10 จาก 11 นัดนับจากรีสตาร์ต แต่รายการนี้เสียเปรียบเสี่ยงตกรอบจากผลปราชัยเลกแรกคาบ้านนั่นเอง

    มิหนำซ้ำ ซีเนดีน ซีดาน กุนซือคนเก่งชาวฝรั่งเศส ยังต้องประสบปัญหาแนวรับขาด เซร์คิโอ รามอส กัปตันทีม ที่โดนใบแดงในการเจอกันหนก่อน ต้องใช้งาน เอแดร์ มิลิเตา ลงเล่นเซนเตอร์แบ็กคู่กับ ราฟาแอล วาราน ส่วน แฟร์กล็องด์ เมนดี้ ก็จะได้ลงแบ็กซ้ายแทน มาร์เซโล่ ที่ยังบาดเจ็บต่อไป

    ประเด็นสำคัญตอนนี้คือระบบจะมาไม้ไหน หากเป็นแบบไดมอนด์ก็จะวาง มาร์โก อาเซนซิโอ ปั้นเกมหลังคู่หน้า คาริม เบนเซม่า กับ เอแด็น อาซาร์ หรือถ้ายัดกลาง 5 ตัวก็ถอด อาเซนซิโอ แล้วเติมตัวสดอย่าง เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้ ตรงกลางสนาม

    ในราย แกเร็ธ เบล, ฮาเมส โรดริเกซ หมดสิทธิ์แน่ๆ ไม่ได้เดินทางร่วมทีมท่ามกลางข่าวเตรียมย้ายออก ขณะที่ มาเรียโน่ ดิอาซ ดาวยิงโดมินิกัน ถูกตรวจพบเชื้อโควิด-19 ต้องกักตัวแยกจากทีมไปโดยปริยาย

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, แฟร์นันดินโญ่, เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์, โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ (ชูเอา กานเซโล่) – เควิน เดอ บรอยน์, โรดรี้ เอร์นานเดซ, อิลคาย กุนโดอัน – ริยาด มาห์เรซ, กาเบรียล เชซุส, ราฮีม สเตอร์ลิง

เรอัล มาดริด (4-3-1-2) : ติโบต์ กูร์กตัวส์ – ดานี่ การ์บาฆาล, เอแดร์ มิลิเตา, ราฟาแอล วาราน, แฟร์กล็องด์ เมนดี้ – เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้, กาเซมิโร่, โทนี่ โครส – มาร์โก อาเซนซิโอ – คาริม เบนเซม่า, เอแด็น อาซาร์

ผู้ตัดสิน : เฟลิกซ์ บรีช (เยอรมัน)

เลวานยิง2จ่าย2! บาเยิร์นย้ำชัยถล่มเชลซี ทะลุชนบาร์ซ่า8ทีมชปล.

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ งัดฟอร์ดสุดยอดหลังยิงสอง-จ่ายสอง พา "เสือใต้" ไล่ถล่ม เชลซี 4-1 สกอร์รวมสองนัดผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ด้วยประตูรวม 7-1 โดยจะเข้าไปพบกับ บาร์เซโลน่า ในวันที่ 14 สิงหาคมนี้ ในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา

สนาม : อัลลิอันซ์ อารีน่า 

    ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง บาเยิร์น มิวนิค กลับมาเล่นในบ้านรับการมาเยือนของ เชลซี โดยเกมแรก "เสือใต้" โชว์ฟอร์มดุบุกไปถล่ม "สิงห์บลูส์" 3-0 ทำให้มีโอกาสสูงที่จะผ่านเข้าไปเล่นในรอบก่อนรองชนะเลิศ

     ฮันส์-ดีเตอร์ ฟลิค พาเสือใต้ไร้พ่ายตั้งแต่ขึ้นปี 2020 แมตช์ทางการล่าสุดคือ ไล่บดเอาชนะ เลเวอร์คูเซ่น 4-2 คว้าแชมป์เดเอฟเบ โพคาล เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เกมนี้ไร้ปัญหาในการจัดทัพจัดชุดใหญ่ส่ง  แซร์จ นาร์บี้, โธมัส มุลเลอร์ และอิวาน เปริซิช สนับสนุน โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ยืนเป็นหน้าเป้า

    ส่วน แฟร้งค์ แลมพาร์ด นายใหญ่ของเชลซี แพ้เกมแรกมาขาดลอยทำให้โอกาสเข้ารอบยากเต็มที สภาพทีมก็ไม่ดีเท่าไหร่ ฟอร์มล่าสุดพ่าย อาร์เซน่อล 1-2 ในนัดชิงฯเอฟเอ คัพ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา แถมต้องมาปวดหัวกับอาการเจ็บของผู้เล่นอีก โดยสามแนวรุกวันนี้จัด เมสัน เมาน์ท, แทมมี่ อบราฮัม และ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย

    ออกสตาร์ทมาได้แค่ 8 นาที โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ หลุดเข้าไปแตะบอลหลบ วิลลี่ กาบาเยโร่ ได้แล้ว แม้ผู้ตัดสินจะเป่าเป็นล้ำหน้าไปก่อน แต่หลังจากเช็กจาก VAR แล้วไม่เป็นลูกล้ำหน้า ทำให้กลับคำตัดสินชี้เป็นจุดโทษให้ "เสือใต้" พร้อมแจกใบเหลืองให้ กาบาเยโร่ ก่อนที่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ จะซัดเข้าไปไม่พลาดให้ บาเยิร์น มิวนิค ขึ้นนำอย่างรวดเร็ว 1-0 และเป็นประตูที่ 12 นำดาวซัลโวยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สกอร์รวมนำ เชลซี ขาดลอย 4-0

    นาที 18 "เสือใต้" ได้ลุ้นอีกคราวนี้ แซร์จ นาร์บี้ ครอสมาให้ เลวานดอฟสกี้ ดีดเร็วด้วยขวาบอลพุ่งถากเสาไกลออกไปอย่างน่าเสียดาย

    กระนั้น นาที 24 สิงห์บลูส์ มาเล่นกันพลาดหลัง  มาเตโอ โควาซิช ทำเสียบอลกลางสนาม ก่อนบอลมาถึง เลวานดอฟสกี้ ดึงจังหวะแล้วไหลนิ่มๆให้ อิวาน เปริซิช แปด้วยขวาเสาแรกผ่านมือ วิลลี่ กาบาเยโร่ เข้าไป ให้ "เสือใต้" นำห่าง 2-0

    นาที 28 เชลซี มาชวดประตูตีไข่แตกอย่างน่าเสียดายหลัง แทมมี่ อบราฮัม จ่ายบอลต่อให้ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ปั่นบอลอย่างสุดสวยเบียดเสาเข้าไปแล้ว แต่ VAR ยืนยันไม่ให้ประตูเนื่องจาก แทมมี่ กลับมาจากตำแหน่งล้ำหน้า

    ท้ายครึ่งแรก นาที 44 เชลซี มาพังประตูตีไข่แตกสำเร็จ หลัง เอเมอร์สัน ครอสบอลเข้ามาในกรอบ 6 หลา มานูเอล นอยเออร์ ออกมาตะครุบบอลแต่พลาดทำหลุดมือไปเข้าทาง แทมมี่ อบราฮัม ที่ยืนโล่งๆตามซ้ำด้วยขวาเข้าไปให้ เชลซี ไล่มาเป็น 1-2

    จบครึ่งแรก บาเยิร์น มิวนิค ขึ้นนำ เชลซี 2-1 สกอร์รวมสองนัด "เสือใต้" นำห่าง 5-1

    กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 49 เอเมอร์สัน จ่ายบอลขึ้นหน้าให้ เมสัน เมาน์ท กระชากขึ้นทางซ้ายเข้าไปในกรอบก่อนจะกดด้วยซ้ายมุมแคบไปเข้ามือ มานูเอล นอยเออร์

    นาที 63 เจ้าบ้านเปลี่ยนสองคนรวดส่ง นิคลาส ซือเล่ ลงไปเล่นแทน เยโรม บัวเต็ง ที่มีอาการเจ็บ และส่ง ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ลงไปเล่นแทน อิวาน เปริซิช

    อีก 4 นาทีต่อมา บาเยิร์น เกือบได้เม็ดที่สามหลัง โยชัว คิมมิช เปิดเตะมุมมาให้ ติอาโก้ อัลกันตาร่า โขกบอลโดนสกัดมาเข้าทาง ดาวิด อลาบา อัดด้วยขวาแถวสองเข้าไปแต่บอลพุ่งไปเข้ามือ กาบาเยโร่

    นาที 76 "เสือใต้" มาได้ประตูที่สามนำห่าง 3-1 บอลออกซ้ายไปให้ เลวานดอฟสกี้ ก่อนที่หัวหอกชาวโปแลนด์จะเปิดมากลางประตูให้ โกร็องแต็ง โตลิสโซ่ ตัวสำรองที่เพิ่งลงมากระโดดแปด้วยขวาเน้นๆเข้าไปให้เจ้าบ้านสกอร์รวมนำ สิงห์บลูส์ 6-1
   
    เท่านั้นไม่พอ นาที 84 มาได้ประตูที่สี่นำโด่ง 4-1 คราวนี้ อัลบาโร่ โอดริโอโซล่า ครอสจาดด้านขวามาให้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ โขกเข้าไปเป็นประตูที่สองของเจ้าตัวในเกมนี้ และประตูที่ 13 นำดาวซัลโวรายการนี้

    จบการแข่งขัน บาเยิร์น มิวนิค เปิดบ้านเอาชนะ เชลซี 4-1 รวมผลสองนัด "เสือใต้" เอาชนะขาดลอย 7-1 ผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่ประเทศโปรตุเกสที่จะจัดแบบ "มินิทัวร์นาเมนท์" โดยจะพบกับ บาร์เซโลน่า ในวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคมนี้

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1) : มานูเอล นอยเออร์ – โยชัว คิมมิช, เยโรม บัวเต็ง, ดาวิด อบาลา, อัลฟงโซ่ เดวิส – ติอาโก้ อัลกันตาร่า, เลออน โกเร็ทซ์ก้า – แซร์จ นาร์บี้, โธมัส มุลเลอร์, อิวาน เปริซิช – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ 
   
        เชลซี (4-3-3) : วิลลี่ กาบาเยโร่ – รีซ เจมส์, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, คูร์ท ซูม่า, เอเมอร์สัน พัลไมรี่ – มาเตโอ โควาซิช, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, รอสส์ บาร์คลี่ย์ – เมสัน เมาน์ท, แทมมี่ อบราฮัม, คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย

        ผู้ตัดสิน : คูเน็ย์ต ชาคีร์ (ตุรกี)

เป๊ปซึม-แมนซิตี้ฝันสลาย! พ่ายช็อกโลกส่งลียงเข้าตัดเชือกศึกชปล.

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นายใหญ่ "เรือใบ" แมนซิตี้ ยังคงต้องผิดหวังในการพาทีมเป็นจ้าวยุโรปอีกซีซั่น หลังแพ้ช็อกโลกถูก มุสซา เด็มเบเล่ หัวหอกสำรอง ลียง ซัดสองเม็ด นำต้นสังกัดทะลุตัดเชือกเป็นหนที่สองถ้วยใบนี้กับ บาเยิร์น ต่อไป ในการแข่งขัน ศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย แบบนัดเดียวรู้ผล คืนวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา

สนาม : เอสตาดิโอ โชเซ่ อัลวาลาด (ลิสบอน, โปรตุเกส)

     ศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย แบบนัดเดียวรู้ผล "เรือใบ" แมนซิตี้ ผ่านยักษ์อย่าง เรอัล มาดริด มาได้สบายแบบชนะทั้งสองนัด เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นายใหญ่ของทีม ขนผู้เล่นเต็มพิกัด แนวรุกลงครบทั้ง "เดอ บรอยน์,เชซุส,สเตอร์ลิง" แต่ยังไม่มี "อเกวโร่" ที่บาดเจ็บอยู่ ฟากคู่แข่ง โอลิมปิก ลียง ที่สร้างความประหลาดใจเขี่ย ยูเวนตุส ตกรอบไป รูดี้ การ์เซีย เทรนเนอร์จอมเก๋า กระตุ้นลูกทีมทำฟอร์มสุดยอดให้ได้อีกหน จัด "เมมฟิส เดอปาย" หัวหอกกัปตันทีมพังสกอร์สำคัญเข้าดวล บาเยิร์น ในรอบถัดไปให้จงได้

     เพียงนาทีที่ 3 อายเมริค ลาปอร์กต์ ดันขึ้นสูงมาถึงกลางสนามไหลออกริมเส้นให้ ชูเอา กานเซโล่ รับบอลแล้วแทงขึ้นหน้าไปที่ ราฮีม สเตอร์ลิง วิ่งหนีผู้เล่นลียงเข้าไปปาดบอลจากเขตโทษด้านซ้ายเข้ากลางแต่ยังมี แฟร์นานโด มาร์ซาล กองหลังคู่แข่งสไลด์ดักไว้ได้ก่อนเพื่อนร่วมทีมเตะเคลียร์ออกหลังไป

     ถัดมานาทีที่ 10 แฟร์นานโด มาร์ซาล ปราการหลังลียงเก็บตกบอลจากลูกเตะมุมทางด้านซ้าย เจ้าตัววางเท้าซัดไกลนอกกรอบเขตโทษ บอลเรียดขนานพื้นแต่ยังถูก เอแดร์ซอน นายด่านเรือใบย่อตัวรับเอาไว้

     ลียงออกนำนาทีที่ 24 แฟร์นานโด มาร์ซาล โยนบอลโด่งจากแดนหลังมาให้ คาร์ล โตโก เอก็อมบี้ สปีดมารับบอลก่อนโดน เอริค การ์เซีย สไลด์ดักก่อนเข้ากรอบเขตโทษทางซ้าย แต่ว่าบอลกลับกลิ้งเข้าทาง มักซ์เวล กอร์กเน่ต์ ตามมาปั่นบอลโค้งหนีตัวนายทวารแมนซิตี้เสียบทางเสาแรก กรรมการดูวีเออาร์สักพักว่ามีการล้ำหน้าหรือไม่แล้วยืนยันให้เป็นสกอร์

     เรือใบเร่งนาทีที่ 31 ชูเอา กานเซโล่ ลากบอลลุยมาทางริมสนามด้านซ้าย ก่อนเปิดเข้ามากลางเขตโทษ แอนโธนี่ โลเปส มือกาวลียง เหินตัวปัดแต่บอลไม่ขาดกระดอนมาหา อิลคาย กุนโดกัน ที่ยืนรออยู่บริเวณตรงนั้นยิงซ้ำหนึ่งครั้ง ทว่านายทวารทีมฝรั่งเศสแก้ตัวบล็อกไว้ได้

     ยักษ์ลีกผู้ดีพลาดจังหวะนาทีที่ 39 เควิน เดอ บรอยน์ สบโอกาสยิงฟรีคิกทางด้านซ้ายของกรอบเขตโทษ บอลพุ่งข้ามกำแพงฮุบลงเข้าหากรอบประตูแต่ว่า แอนโธนี่ โลเปส ยืนถูกตำแหน่งทุบทิ้งออกไปพ้นอันตรายได้เช่นเดิม

     แมนซิตี้ชวดเจ๊านาทีที่ 43 ไคล์ วอล์คเกอร์ จ่ายบอลสั้นให้ กาเบรียล เชซุส รับบอลหน้ากรอบเขตโทษส่งเข้าเขตโทษด้านขวาไปที่ ราฮีม สเตอร์ลิง จับบอลล็อกหลอกแนวรับลียงหนึ่งครั้งแล้วตบหักย้อนกลับมา โรดรี วิ่งมาบรรจงซัดแต่บอลไม่ผ่านมือนายทวารคู่แข่งเซฟแล้วตามมาตะปบบอลกระฉอกเอาไว้ได้

     ช่วงนาทีที่ 45+1 เควิน เดอ บรอยน์ โชว์การจ่ายด้วยไซต์ก้อยจากกลางสนามเอนมาทางซ้ายระยะเกือบ 30 หลา บอลลอยโด่งเลี้ยวข้ามฟากมาเลยเท้า แฟร์นานโด มาร์ซาล กองหลังลียงที่พยายามจะสกัดมาเข้าทาง ราฮีม สเตอร์ลิง หลุดเข้าไปซัดติดตัวนายทวารสโมสรลีกเอิง ก่อนจบ 45 นาทีแรก โอลิมปิก ลียง ขึ้นนำ 1-0

     แมนซิตี้พลาดตีเสมอนาทีที่ 60 เควิน เดอ บรอยน์ ซัดฟรีคิกกลางสนามระยะ 25 หลา บอลเหินข้ามกำแพงผู้เล่นลียงแต่ยังเป็น แอนโธนี่ โลเปส พุ่งตัวทุบบอลทิ้งออกมาได้เช่นเคยอีกครั้ง

     ทีมดังลีกเอิงบุกบ้างนาทีที่ 63 แฟร์นานโด มาร์ซาล ดันขึ้นมาถึงกลางสนาม ก่อนลองส่องไกลนอกกรอบเขตโทษ บอลกระดอนพื้นแต่ไม่ได้สร้างปัญหาอะไรให้ เอแดร์ซอน นายทวารเรือใบสักเท่าไหร่ล้มตัวรับอยู่มือ

     เรือใบตามตีทันนาทีที่ 69 ริยาด มาห์เรซ ตวัดบอลทิ้งจากสนามทางซ้ายให้ ราฮีม สเตอร์ลิง สปีดมารับบอลในเขตโทษด้านเดียวกันปาดย้อนมากลางให้ เควิน เดอ บรอยน์ ปรี่มาเอียงตัวแปบอลเข้าซุกก้นตาข่ายสำเร็จ

     ต่อมานาทีที่ 73 กาเบรียล เชซุส ได้บอลสนามด้านซ้าย จ่ายสั้นให้ ริยาด มาห์เรซ ทำชิ่งจนดาวยิงวแซมบ้าหลุดเข้าเขตโทษด้านซ้ายตัดเข้ามายิงบอลยัดเสาแรกแต่ว่านายทวารลียงยังเหนียวพุ่งปัดบอลพ้นออกหลังไปได้

     ลียงนำอีกครั้งนาทีที่ 79 อายเมริค ลาปอร์กต์ ส่งบอลพลาดไปถูกผู้เล่นลียงดักได้กลางสนาม ก่อนเป็น อุสเซม อาอูอาร์ แทงทะลุช่องบอลผ่านตัว คาร์ล โตโก เอก็อมบี้ ที่ยืนล้ำหน้าปล่อยบอลต่อให้ มุสซา เด็มเบเล่ ที่วิ่งไปสะกิดโดน อายเมริค ลาปอร์กต์ ล้มลงหลุดเดี่ยวเข้าไปยิงบอลติดเท้า เอแดร์ซอน แต่บอลแรงพอกระเด้งเข้าประตูไป เชิ้ตดำเช็ควีเออาร์จังหวะล้ำหน้า แล้วให้เป็นประตูนำของทีมลีกเอิง

     เกมดำเนินมาถึงนาทีที่ 86 กาเบรียล เชซุส  ลากบอลจากนห้ากรอบเขตโทษแล้วยิงกึ่งผ่านมาที่เสาสอง ก่อนเป็น ราฮีม สเตอร์ลิง ปรี่มาคนเดียวแต่กลับซัดเหินข้ามคาน ก่อนจังหวะต่อเนื่อง ลียงได้ลูกที่สาม อุสเซม อาอูอาร์ เก็บบอลได้นอกเขตโทษ ปั่นบอลถูก เอแดร์ซอน นายด่านเรือใบปัดออกมาแต่มี มุสซา เด็มเบเล่ หัวหอกตัวสำรองหวดลูกที่สองของเจ้าตัวเกมนี้เข้าไปอีกในนาทีที่ 87 จบเกม โอลิมปิก ลียง เอาชนะ แมนซิตี้ 3-1 ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศเป็นหนที่สองของสโมสร รอดวล บาเยิร์น มิวนิค

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

แมนซิตี้ (4-3-3): เอแดร์ซอน,ไคล์ วอล์คเกอร์,เอริค การ์เซีย,อายเมริค ลาปอร์กต์,ชูเอา กานเซโล่,แฟร์นันดินโญ่ (ริยาด มาห์เรซ น.56),อิลคาย กุนโดกัน,โรดรี (ดาบิด ซิลบา น.84),เควิน เดอ บรอยน์,กาเบรียล เชซุส,ราฮีม สเตอร์ลิง

โอลิมปิก ลียง (3-5-2): แอนโธนี่ โลเปส,เจสัน เดนาเยอร์,มาร์เซโล่,แฟร์นานโด มาร์ซาล,เลโอ ดูบัวส์ (เคนนี่ เตเต้ น.75),มักซ็องซ์ กาเกอเร่ต์,บรูโน่ กิมาเรส (ติอาโก้ เมนเดส น.70),อุสเซม อาอูอาร์,มักซ์เวล กอร์กเน่ต์,เมมฟิส เดอปาย (มุสซา เด็มเบเล่ น.75),คาร์ล โตโก เอก็อมบี้ (เจฟฟ์ เรเน่-อเดเลด น.87)

ท้าดวลเซียนยูโรปา! 5 ประเด็นร้อนก่อนแมนยูฉะเซบีย่า

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถือเป็นทีมอังกฤษเพียงหนึ่งเดียวที่เหลือรอดในฟุตบอลยุโรปตอนนี้และพวกเขาต้องทำศึก ยูโรปา ลีก รอบรองชนะเลิศ พบกับเจ้าของแชมป์รายการนี้ 5 สมัยอย่าง เซบีย่า แน่นอนว่าเป็นเกมที่ไม่ง่ายสำหรับ "ปีศาจแดง" เพราะนอกจากคู่แข่งจะเป็นเซียนบอลถ้วยนี้แล้วพวกเขายังมีตัวผู้เล่นทีเด็ดที่เป็นหมัดน็อคได้เลย ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง แต่ก่อนเกมจะเริ่มเรามาเช็คประเด็นที่น่าสนใจกัน

1.ไบยี่ หรือ ลินเดอเลิฟ

โซลชา เปลี่ยนผู้เล่นตัวจริงถึง 6 คนในเกมพบ โคเปนเฮเก้น และใช้ตัวสำรองครบ 5 คนใน 120 นาที แสดงให้เห็นว่าเมื่อมีโอกาสกุนซือ “ผีแดง” จะหมุนเวียนผู้เล่นไปจนจบทัวร์นาเม้นต์

ในส่วนของผู้รักษาประตูนั้นดูเหมือนจะค่อนข้างชัวร์แล้วว่า โซลชา จะให้โอกาส เซร์คิโอ โรเมโร่ แทนที่ของ ดาบิด เด เคอา หลังลงเล่นในนัดเอาชนะ โคเปนเฮเก้น แต่อีกหนึ่งตำแหน่งที่ดูจะยังไม่ชัวร์คือเซนเตอร์แบ็ก โดยฝั่ง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ น่าจะยึดตัวจริงอยู่แล้วแต่อีกตำแหน่งหนึ่งจะเป็นของใครระหว่าง วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ หรือ เอริก ไบยี่

ปกติ ลินเดอเลิฟ ถือเป็นเซนเตอร์แบ็กตัวหลักของทีมแต่เมื่อเกมที่แล้ว โซลชา เลือกใช้ เอริก ไบยี่ ลงเล่นบ้าง อาจจะเป็นเพราะก่อนหน้านี้ ไบยี่ ออกสตาร์ทตัวจริงทุกนัดในยูโรปา ลีกตั้งแต่รอบ 32 ทีมสุดท้าย ฟอร์มโดยรวมของเขาก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียวนับตั้งแต่หายเจ็บกลับมา บางคนก็มองว่าน่าเป็นตัวจริงมากกว่า ลินเดอเลิฟ เสียอีก แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ โซลชา ว่าจะให้โอกาส ไบยี่ เหมือนกับ โรเมโร่ ที่ลงเล่นเป็นส่วนใหญ่ในทัวร์นาเม้นต์นี้ หรือจะเลือก ลินเดอเลิฟ ที่เป็นตัวหลักของทีมอยู่แล้ว

2.หวังล้างแค้นเซบีย่า

เกมคืนนี้เพิ่งจะเป็นการปะทะกันครั้งที่สามในฟุตบอลยุโรปของ แมนฯ ยูไนเต็ด และ เซบีย่า โดยหากใครยังจำกันได้สองครั้งก่อนหน้านี้เกิดขึ้นได้ไม่นานนี้เองและแฟน “เร้ด อาร์มี่” ก็น่าจะยังะจำได้ไม่เคยลืมเลือน

ครั้งนั้น โชเซ่ มูรินโญ่ กำลังเป็นนายใหญ่ให้กับ “ผีแดง” เป็นฤดูกาลที่ 2 (2017-18) และเขาพาทีมผ่านเข้าสู่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ โดยคู่แข่งที่จับสลากมาเจอกันนั้นคือ เซบีย่า นัดแรกในการออกไปเยือนที่สเปน น้ามูและลูกทีมเก็บผลเสมอ 0-0 ซึ่งถือว่าน่าพอใจในระดับหนึ่ง แน่นอนว่า แมนฯ ยูไนเต็ด หวังจะมาเผด็จศึกใน โอลด์ แทรฟฟอร์ด นัดที่สอง

อย่างไรก็ตามทั้งสองฝ่ายทำประตูกันไม่ได้จนกระทั่งช่วง 15 นาทีสุดท้าย แฟนบอลที่โรงละครแห่งความฝันถึงกับช็อกเนื่องจาก วิสซาม เบน เยแดร์ ซัดประตูผ่านมือ เด เคอา เสียบตาข่ายให้ทีมเยือนออกนำ ยิ่งไปกว่านั้น เบน เยแดร์ คนเดิมโหม่งประตูที่ 2 ในอีก 4 นาทีถัดมากลายเป็นประตูที่แทบจะดับฝัน แมนฯ ยูไนเต็ด แล้ว แม้ โรเมลู ลูกากู จะยิงประตูตีไข่แตกสำเร็จแต่สุดท้ายก็ไล่ไม่ทันทำให้ทีมของ มูรินโญ่ ต้องอกหักตกรอบไปในที่สุด

นั่นหมายความว่า แมนฯ​ ยูไนเต็ด ยังไม่สามารถเอาชนะได้เลยในการดวลกับ เซบีย่า รอดูกันว่าคืนนี้พวกเขาจะมีครั้งแรกและล้างแค้นได้หรือไม่

3.อาถรรพ์รอบรองฯ

เป้าหมายหลักของ “ผีแดง” ในฤดูกาลนี้สัมฤทธิ์ผลเป็นที่เรียบร้อยหลังสามารถจบอันดับ 3 ในพรีเมียร์ลีกพร้อมกับคว้าตั๋วกลับไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้า แต่เชื่อว่าแฟนบอลคงต้องการถ้วยติดไม้ติดมือเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของยุคใหม่นี้ อย่างไรก็ตามแม้จะทำได้ผลงานได้ดีทีเดียวในฟุตบอลถ้วยทุกรายการแถมเข้ารอบลึกทั้งหมดด้วย ทว่าพวกเขามักจะมาตกม้าตายในรอบรองชนะเลิศเสมอ

ตัวอย่างเช่นในฟุตบอล คาราบาว คัพ แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นอันต้องพ่ายให้กับเพื่อนร่วมเมืองอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในรอบตัดเชือกด้วยสกอร์รวมสองนัด 2-3 ขณะที่ฟุตบอล เอฟเอ คัพ ก็ฝ่าด่านมาถึงรอบรองชนะเลิศเช่นกันแต่สุดท้ายต้องอกหักตกรอบด้วยน้ำมือของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ที่พา เชลซี เอาชนะ 3-1

มาถึงรายการ ยูโรปา ลีก บ้าง พวกเขาเข้ารอบรองรองชนะเลิศได้อีกเช่นกัน ไม่รู้ว่าจะปิ่วตกรอบนี้อีกหรือไม่ ครั้งสุดท้ายที่ “ปีศาจแดง” ชูถ้วยแชมป์ต้องย้อนกลับไปในฤดูกาล 2016/17 หลัง โชเซ่ มูรินโญ่ พาทีมซิว ยูโรปา ลีก เพราะฉะนั้นหาก โซลชา หวังจะฉลองความสำเร็จบ้างคงต้องทำลายอาถรรพ์รอบรองฯในฤดูกาลนี้ให้ได้

4.เซบีย่าเซียนยูโรปา

เซบีย่า ภายใต้การคุมทีมฤดูกาลแรกของ จูเลน โลเปเตกี ถือว่าน่าประทับใจทีเดียวหลังออกสตาร์ทซีซั่นด้วยการเกาะกลุ่มหัวตารางทว่าก็มีฟอร์มแผ่วให้เห็นในบางแมตช์ แต่ที่พีคจริงคือช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมซึ่งมีโอกาสขึ้นไปลุ้นแชมป์กับ เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า รวมถึงยังเกาะที่สามอย่างเหนียวแน่น อย่างไรก็ตามในเดือนมกราคมพวกเขาสะดุดบ่อยครั้งโดยชนะเกมลีกแค่นัดเดียวจาก 3 นัดแถมยังพ่าย มิรานเดส ตกรอบ โกปา เดล เรย์ ด้วย

ขณะที่เดือนกุมภาพันธ์ก็ชนะเกมลีกแค่ 2 จาก 5 นัด ส่วนช่วงรีสตาร์ทลีกเดือนมิถุนายนก็สะดุดเสมอถึง 4 นัดติดต่อกันทำให้ แอตเลติโก มาดริด แซงขึ้นมาอันดับที่ 3 กลายเป็นว่าจาก เซบีย่า ลุ้นแชมป์อยู่ดีๆต้องมาทำแต้มเพื่อยึดพื้นที่ท็อปโฟร์เป็นพอ แต่ในช่วง 6 นัดสุดท้ายพวกเขาก็เรียกฟอร์มกลับมาด้วยการชนะ 5 จาก 6 นัดสุดท้ายพร้อมคว้าตั๋ว ชปล. ได้สำเร็จ ก่อนจะมาสานต่อฟอร์มร้อนแรงที่ ยูโรปา ลีก ด้วยการเขี่ย โรม่า และ วูล์ฟแฮปม์ตัน ตกรอบ พร้อมทำสถิติไร้พ่ายในทุกรายการ 19 นัดติดต่อกันแถมยังเก็บคลีนชีท 7 จาก 8 นัดหลังสุดอีกต่างหาก

เจ้าของแชมป์ยูโรปาสูงสุด 5 สมัยยังถือเป็นเซียนของบอลถ้วยนี้เหมือนเดิมหลังยังพ่ายแค่นัดเดียวตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มแถมยังไม่มีสะดุดเสมอเลยด้วย บุคคลที่ “ผีแดง” ควรต้องระวังไว้เลยคือ ลูกัส โอกัมโปส แนวรุกฟอร์มฮอตที่ทำ 17 ประตูกับอีก 5 แอสซิสต์ในทุกรายการ โดยมีแอสซิสต์สำคัญในเกมกับ โรม่า รวมถึงโขกประตูชัยถีบ วูล์ฟส์ ตกรอบด้วย ถือเป็นคู่แข่งไม่ธรรมดา “ผีแดง” ห้ามประมาทเด็ดขาด

5.โซลชาเคยเจอมาแล้ว

โซลชา น่าจะรู้พิษสง เซบีย่า ดีหลังเคยเจอกันมาแล้วตั้งแต่คุมทีมโมลด์ในประเทศนอร์เวย์ โดยทั้งสองทีมโคจรมาเจอกันในยูโรปา ลีก นี่แหละซึ่งเป็นรอบ 32 ทีมสุดท้ายในฤดูกาล 2015/16 โดยเกมแรกในบ้านเซบีย่านั้น โมลด์ โดนถลุงไปถึง 3 เม็ดเลยทีเดียว ถึงแม้ว่านัดที่สอง โมลด์ จะกลับมาเล่นที่นอร์เวย์พร้อมกับเก็บชัยชนะ 1-0 ได้สำเร็จข แต่ผลรวมประตูไม่เพียงพอที่จะทำให้ทีมเข้ารอบ แน่นอนว่า โซลชา ก็คงหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องเอาคืนให้ได้

และถ้าหาก โซลชา เก็บชัยชนะได้ในคืนนี้จริงๆจะเป็นการชนะนัดที่ 50 จาก 89 เกมที่คุม “ปีศาจแดง” พร้อมกลายเป็นกุนซือที่ชนะ 50 นัดในทุกรายการเร็วที่สุดเป็นอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์สโมสรตามหลัง เออร์เนส แมงนอลล์ (78 นัด) และ โชเซ่ มูรินโญ่ (81 นัด)