มีแค่เบลที่ย้าย!เผยสาเหตุอัลลี่อดซบมาดริด

อาส สื่อของสเปน ตีข่าว หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ เรอัล มาดริด เปลี่ยนใจไม่เอา เดเล่ อัลลี่ มาเป็นส่วนหนึ่งในดีลการปล่อย แกเร็ธ เบล ไปอยู่กับ สเปอร์ส แบบยืมตัว เป็นเพราะ ซีเนดีน ซีดาน กุนซือของทีมคัดค้านกับเรื่องนี้เอง หลังจากยังแค้นฝังหุ่นกับคำให้สัมภาษณ์ในอดีตของ อัลลี่
    ซีเนดีน ซีดาน เทรนเนอร์ เรอัล มาดริด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ ลา ลีกา สเปน คัดค้านการที่สโมสรจะเอา เดเล่ อัลลี่ มิดฟิลด์ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ มาเป็นส่วนหนึ่งในดีลการปล่อย แกเร็ธ เบล ไปอยู่กับ "ไก่เดือยทอง" ด้วยสัญญายืมตัว จนทำให้ อัลลี่ จะอดมาเล่นให้ "ราชันชุดขาว" ตามรายงานของ อาส สื่อชื่อดังของแดนกระทิงดุ

    ก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่าหนึ่งในเงื่อนไขที่ มาดริด ต้องการเพื่อแลกกับการปล่อย เบล ไปอยู่กับ สเปอร์ส ก็คือให้อีกฝ่ายยอมส่ง อัลลี่ มาให้พวกเขาใช้งานด้วยสัญญาเช่าเหมือนกัน ซึ่งตอนแรกมันก็ทำท่าว่าจะไม่มีปัญหาอะไรเพราะเป็นที่เชื่อกันว่า อัลลี่ กำลังมีความสัมพันธ์ที่เลวร้ายกับ โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีมชาวโปรตุกีสในระดับหนึ่ง แถมเกม ยูฟ่า ยูโรปา ลีก รอบคัดเลือก รอบ 2 ที่ สเปอร์ส บุกไปชนะ โลโคโมทีฟ พลอฟดิฟ 2-1 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน ที่ผ่านมานั้น อัลลี่ ก็ไม่มีชื่อแม้กระทั่งเป็นตัวสำรองด้วยซ้ำ

    อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่า ซีดาน จะยังสนับสนุนให้บอร์ดบริหารของทีมปล่อย เบล ไปอยู่กับ สเปอร์ส ด้วยสัญญาเช่า แต่เขาก็ไม่อยากได้ อัลลี่ มาร่วมทัพจนทำให้สุดท้ายจะมีเพียง เบล ที่ได้ย้ายทีม ซึ่งสาเหตุที่ ซีดาน คัดค้านกับเรื่องนั้นแบบหัวชนฝาเป็นเพราะไม่พอใจที่ดาวเตะชาวอังกฤษเคยให้สัมภาษณ์ว่าตัวเองน่าจะทำแฮตทริกได้ด้วยซ้ำในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอช นัดที่ สเปอร์ส เอาชนะ มาดริด 3-1 เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน ปี 2017 หลังจากวันนั้น อัลลี่ ทำได้ 2 ประตู โดยคำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวทำให้ ซีดาน โมโหมากๆ แถมตำนานมิดฟิลด์ชาวฝรั่งเศสก็เชื่อด้วยว่าที่จริง 2 ประตูที่ อัลลี่ ทำได้มันไม่ได้โดดเด่นอะไรเลย เพราะลูกหนึ่งมันดูเหมือนกับว่าจะเป็นจังหวะล้ำหน้า ส่วนอีกประตูก็มีการแฉลบเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง

    สื่อเจ้าเดิมเสริมว่าเรื่องค่าเหนื่อยก็เป็นสิ่งที่ทำให้ มาดริด เปลี่ยนใจไม่เอา อัลลี่ มาอยู่กับทีม หลังจากปัจจุบันเขารับค่าเหนื่อยกับ สเปอร์ส อยู่ที่สัปดาห์ละ 100,000 ปอนด์ (ประมาณ 4.10 ล้านบาท) โดยที่ มาดริด ต้องการประหยัดเงินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อที่จะรอล่าตัว คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ในช่วงซัมเมอร์ ปีหน้า อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็ขัดกับรายงานก่อนหน้านี้ที่บอกว่า มาดริด พร้อมจ่ายค่าเหนื่อยของ อัลลี่ แบบ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม

แมนยูช้ำแพ้คาบ้าน! ซาฮาแสบนำพาเลซบุกคว้าชัย-ฟาน เดอ เบ็คซัดเปิดซิง

"ปีศาจแดง" ทำผลงานได้น่าผิดหวังหลังประเดิมสนามซีซั่นใหม่ด้วยการพ่ายคาบ้านให้ คริสตัล พาเลซ 1-3 เกมนี้แม้ว่า ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค จะซัดประเดิมเกมแรกให้ต้นสังกัดแต่ทีมต้องปราชัย วิลฟรีด ซาฮา อดีตเด็กเก่าทำแสบเหมาสองเม็ดนำ "ดิ อีเกิ้ลส์" บุกซิวสามแต้ม คว้าชัยสองเกมติด มี 6 คะแนน ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมา

สนาม : โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

    แมนฯ ยูไนเต็ด ประเดิมนัดแรกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ หลังได้สิทธิพักไม่ต้องเล่นเกมแรกเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยรับการมาเยือนของ คริสตัล พาเลซ ที่เกมแรกเบียดเอาชนะ เซาธ์แฮมป์ตัน 1-0 ก่อนที่เกมกลางสัปดาห์จะตกรอบ คาราบาว คัพ รอบแรก หลังพ่ายจุดโทษให้ บอร์นมัธ

    โดย โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ส่ง สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ ยืนจับคู่ปอล ป็อกบา ขณะที่ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ห้องเครื่องตัวใหม่มีรายชื่อเป็นสำรอง เช่นเดียวกับ อารอน วาน-บิสซาก้า ขณะที่ แนวรุกวาง บรูโน่ แฟร์นันด์ส  ปั้นเกมรุกร่วมกับ มาร์คัส แรชฟอร์ด ,แดเนียล เจมส์ และให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล เป็นหน้าเป้า 

    ขณะที่ รอย ฮ็อดจ์สัน กุนซือพาเลซ เปลี่ยนแปลงผู้เล่นบางตำแหน่งจากเกมที่แล้ว แต่แนวรุกยังฝากความหวังไว้ที่ วิลฟรีด ซาฮา และจอร์แดน อายิว
   
     ออกสตาร์ทเกมมาได้แค่ 6 นาทีแรก ดาบิด เด เคอา ทำเหวอหลังจ่ายบอลหน้าบ้านตัวเองพลาด ก่อนที่แนวรับจะช่วยกันแก้สกัดออกไปพ้นอันตราย

    ทว่านาทีถัดมา "ดิ อีเกิ้ลส์" มาทำช็อกจนได้ เมื่อพังประตูขึ้นนำไปก่อนอย่างรวดเร็ว 1-0 จากจังหวะเซ็ตบอลขึ้นทางซ้าย  ไทริค มิตเชลล์ เปิดบอลขนานเส้นให้ เจฟฟรี่ย์ ชลุปป์ ก่อนจะปาดเลียดไปเสาไกลให้ แอนดรอส ทาวน์เซ่นด์ เติมมาซัดด้วยขวาติดปลายมือ เด เคอา ก่อนเบียดเสาสองเข้าไป

    โอกาสแรกของ "ผีแดง" ต้องรอถึง นาที 13 หลังบรูโน่ แฟร์นันด์ส ไหลบอลให้ ทิโมธี่ โฟซู-เมนซาห์ กดด้วยขวานอกกรอบ บอลพุ่งไปติดบล็อค ชลุปป์ ออกหลัง

    เกมรับของปีศาจแดงค่อนข้างมีปัญหา ถัดมานาทีเดียว วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ เกือบทำพลาดหลังโขกคืนหลังสั้นไป วิลฟรีด ซาฮา พยายามวิ่งตามไปฉกบอลแต่ยังดีที่ไปติด เด เคอา ที่สกัดบอลออกไปได้หวุดหวิด
   
     เกมรุกเจ้าบ้านเริ่มดีขึ้น นาที 20 ปอล ป็อกบา ซัดด้วยขวานอกกรอบบอลพุ่งไปเสาแรก แต่ยังไม่ผ่านมือ บิเซนเต้ กวาอิต้า ที่ล้มตัวรับไว้ได้

    อีก 2 นาทีต่อมา สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ ปั่นด้วยขวานอกกรอบบอลไปแฉลบ ชีกู กูยาเต้ ถากเสาไกลออกไปแบบได้เสียว

    นาที 26 บรูโน่ แฟร์นันด์ส เก็บบอลได้หน้ากรอบก่อนจะซัดด้วยซ้าย แต่บอลยังไปแฉลบ กูยาเต้ อีกครั้งก่อนพุ่งไปเข้ามือ บิเซนเต้ กวาอิต้า

    นาที 40 บรูโน่ แฟร์นันด์ส เรียกฟรีคิกหน้ากรอบให้เจ้าบ้านได้ แม้ว่าจะมีการเช็ก VAR ถึงความเป็นไปได้ในการได้จุดโทษหลัง ปอล ป็อกบา โดนเบียดล้มในกรอบ ทว่า ผู้ตัดสิน มาร์ติน แอ็ตกินสัน ยืนยันเป่าให้แค่ฟรีคิก ก่อนที่ บรูโน่ จะปั่นกว่า 23 หลาไปแฉลบกำแพงออกหลัง

    ช่วงทดเจ็บ นาที 45+1 เจ้าบ้านเกือบมาเสียเม็ดที่สอง หลัง จอร์แดน อายิว ได้บอลทางซ้ายก่อนเลี้ยงจี้เข้าไปในกรอบเขตโทษหนี สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ ก่อนจะเอี่ยวตัวซัดด้วยขวาไปติดเซฟของ ดาบิด เด เคอา ออกหลังเป็นเตะมุม

    จบครึ่งแรก แมนฯยูไนเต็ด ตามหลัง คริสตัล พาเลซ 0-1

    ครึ่งหลัง แมนฯยูไนเต็ด เปลี่ยนตัวถอดเอา แดเนี่ยล เจมส์ ออกแล้วส่ง เมสัน กรีนวู้ด ลงไปเล่นแทน

    นาที 49 จอร์แดน อายิว ได้ซัดนอกกรอบแต่บอลยังไม่ผ่านมือ เด เคอา อีก 2 นาทีต่อมา เป็นโอกาสของ ปอล ป็อกบา บ้างแต่ยังยิงไม่ดีพอ บอลพุ่งไปเข้ามือ บิเซนเต้ กวาอิต้า

    เกมรุกแลกกันสนุก นาที 54 ซาฮา เกือบได้โอกาสยิงแต่ดันไปลื่น บอลมาเข้าทาง แอนดรอส ทาวน์เซ่นด์ ซัดด้วยซ้ายเต็มเน้นๆ แต่บอลพุ่งไปติดป็อกบาออกหลัง

    เกมผ่านไปหนึ่งชั่วโมง เจ้าบ้านมีโอกาสลุ้นตีเสมอ บอลขึ้นทางขวา ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ เปิดไปเสาไกลให้ เมสัน กรีนวู้ด ที่ยืนโล่งโขกหลุดกรอบออกไปอย่างน่าเสียดาย

    นาที 67 โซลชา เปลี่ยนตัวคนที่สองส่ง ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ลงมาเล่นแทน ปอล ป็อกบา

    นาที 70 "ปีศาจแดง" มาเสียลูกที่จุดโทษหลัง วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ไปทำแฮนด์บอลในกรอบ ซึ่งผู้ตัดสินวิ่งไปเช็กจากภาพ VAR ข้างสนามแล้วยืนยันให้จุดโทษ ซึ่งแม้ว่า ดาบิด เด เคอา จะเซฟลูกยิงของ จอร์แดน อายิว ได้แล้วแต่ไม่ถึงนาที VAR จับภาพได้ว่า นายด่านของผีแดงขยับเท้าออกมานอกเส้นก่อน ทำให้ต้องยิงจุดโทษใหม่ ซึ่งคราวนี้ ทีมเยือนเปลี่ยนคนยิงเป็น วิลฟรีด ซาฮา ก่อนที่อดีตแข้งผีจะซัดเข้าไปไม่พลาดให้ "ดิ อีเกิ้ลส์" นำห่างเจ้าถิ่น 2-0

    กระนั้น นาที 80 "ปีศาจแดง" มาได้ประตูตีไข่แตก จากจังหวะที่ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ตามไปซ้ำด้วยขวาเข้าไป เป็นประตูแรกประเดิมสนาม ช่วยให้ แมนยู ไล่พาเลซมาเป็น 1-2

    แต่แล้ว นาที 85 วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ทำพลาดอีกหลังโดน วิลฟรีด ซาฮา กระชากบอลหนีก่อนซัดด้วยขวาบอลพุ่งเลียดเสียบเสาแรก ชนิด ดาบิด เด เคอา ได้แต่ยืนมองอย่างสุดเซ็ง พาเลซ บุกมานำ ปีศาจแดง 3-1

    จบเกม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดหัวพ่ายให้ คริสตัล พาเลซ 1-3

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        แมนฯ ยูไนเต็ด (4-2-3-1) : ดาบิด เด เคอา – ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ (โอเดียน อิกาโล่ น.81), วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, ลุค ชอว์ – ปอล ป็อกบา (ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค น.67), สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ – แดเนียล เจมส์ (เมสัน กรีนวู้ด น.46), บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรซฟอร์ด – อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

        ผู้จัดการทีม : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

        คริสตัล พาเลซ (4-4-2) : บิเซนเต้ กวาอิต้า – โจเอล วอร์ด, ชีกู กูยาเต้, มามาดู ซาโก้, ไทริค มิตเชลล์ – แอนดรอส ทาวน์เซ่นด์, เจมส์ แม็คอาร์เธอร์, เจมส์ แม็คคาร์ธี่ (ลูก้า มิลิโวเยวิช น.88), เจฟฟรีย์ ชลุปป์ (เอเบเรชี่ เอเซ่ น.75) – วิลฟรีด ซาฮา, จอร์แดน อายิว (มิชี่ บาตชูอายี่ น.81)

ฮาแวร์ทซ์เงียบ-แวร์เนอร์เรียกโทษ! เชลซีบุกอัดไบรท์ตัน-ลัลลาน่าเจ็บอีก

"สิงห์บลูส์" ประเดิมสามแต้มแรกฤดูกาลใหม่ได้สำเร็จ หลังบุกไปคว้าชัยเหนือ ไบรท์ตัน 3-1 เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา เกมนี้สตาร์ป้ายแดงทั้ง ติโม แวร์เนอร์ และไค ฮาแวร์ทซ์ ต่างได้ออกสตาร์ทตัวจริงทั้งคู่ กระนั้นข่าวร้ายของไบรท์ตันคือต้องเสีย อดัม ลัลลาน่า ที่บาดเจ็บเล่นได้แค่ครึ่งเดียว

    เกมที่ เอเม็กซ์ สเตเดี้ยม เป็นเกมประเดิมสนามนัดแรกของพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซีซั่น 2020-21 ระหว่างเจ้าถิ่น ไบรท์ตัน เปิดบ้านรับการมาเยือนของ เชลซี

    แกรม พ็อตเตอร์ เกมนี้มาพร้อมเต็มสูบแนวรุกวางหน้าคู่เป็น เลอันโดร ทรอสซาร์ และนีล โมเปย์ โดยใช้ อดัม ลัลลาน่า มิดฟิลด์ที่เพิ่งคว้ามาจาก "หงส์แดง" คอยขับเคลื่อนเกมกลางสนาม

    ขณะที่ฝั่งของ "สิงห์บลูส์" ของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ประเดิมแข้งหน้าใหม่ทั้ง  ไค ฮาแวร์ทซ์ และติโม แวร์เนอร์ ลงเป็นตัวจริงเกมแรก โดยมี เมสัน เมาน์ท สนับสนุนร่วมกับ รูเบน ลอฟตัน-ชีค และเอ็นโกโล่ ก็องเต้

    เปิดฉากมาครึ่งแรก นาทีที่ 5 เจ้าถิ่นไบรท์ตันทักทายก่อนเลยหลัง อดัม เว็บสเตอร์ เติมขึ้นสูงก่อนส่องด้วยขวานอกกรอบ บอลพุ่งเหินคานออกไปไกล

    โอกาสลุ้นหนแรกของทีมเยือน ต้องรอถึงนาที 19 เมสัน เมาน์ท เปิดเข้ากลางให้ ติโม แวร์เนอร์ พยายามเช็ดบอลไปเสาสองแต่ไปแฉลบแนวรับเจ้าถิ่นก่อนเข้ามือ แม็ทธิว ไรอัน

    กระนั้นอีก 2 นาทีต่อมา "สิงห์บลูส์" มาได้ลูกที่จุดโทษ หลังเจ้าถิ่นทำเสียบอลกลางสนามโดน จอร์จินโญ่ แทงบอลให้ ติโม แวร์เนอร์ หลุดเข้าไปแตะหลบ แม็ทธิว ไรอัน ก่อนโดนนายด่านเจ้าถิ่นขวางล้มลงในกรอบ ผู้ตัดสินเป่าเป็นจุดโทษทันที ก่อนที่
จอร์จินโญ่ จะเป็นมือสังหารซัดจุดโทษเข้าไปไม่พลาดในนาที 23 ให้ เชลซี บุกมานำไบรท์ตัน 1-0

    เจ้าถิ่นหลังเสียประตูพยายามโหมบุกเพื่อทวงตีเสมอให้ได้ นาที 26 ได้ลุ้นจากจังหวะที่ ทาริก แลมป์ตีย์ ครอสบอลไปเสาแรกให้ นีล โมเปย์ โฉบมาโขกแต่บอลไปโดนหัวไหลสุดท้ายไปเข้ามือ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า

    นาที 35 สตีเว่น อัลซาเต้ กระชากเข้าหน้ากรอบก่อนตะบันด้วยซ้ายบอลพุ่งไปเสียบเสาไกลแล้ว แต่ยังโดน เกป้า พุ่งปัดออกไป บอลมาเข้าทางปืน ซอลลี่ มาร์ช ซ้ำด้วยซ้ายไปติดบล็อค อันเดรียส คริสเตนเซ่น

    นาที 45 ไบรท์ตัน ต้องเปลี่ยนตัวคนแรกหลัง อดัม ลัลลาน่า ห้องเครื่องคนใหม่มีอาการเจ็บเล่นต่อไม่ไหวทำให้ต้องส่ง อารอน คอนนอลลี่ ลงมาเล่นแทน

    ช่วงทดเจ็บ นาที 45+2 ติโม แวร์เนอร์ เกือบเบิกสกอร์แรกให้ต้นสังกัดใหม่อย่างเป็นทางการ หลังกระชากหนีแนวรับเจ้าถิ่นเข้าไปซัดมุมแคบ แต่ยังไปติดเซฟของ เกป้า ที่ปัดออกหลังหวุดหวิด

    จบครึ่งแรก ไบรท์ตัน ตามหลัง เชลซี 0-1

    กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 47 เจ้าบ้านเกือบได้ลุ้นตีเสมอ ซอลลี่ มาร์ช กระชากหลบแข้งสิงห์บลูส์ก่อนหนีตัวประกบถึงเส้นหลังแล้วครอสไปเสาแรกให้ คอนนอลลี่ เข้าชาร์ทเสาแรกหลุดกรอบไป

    เกมรุกของไบรท์ตันเกือบแผลงฤทธิ์อีก อีก 2 นาทีต่อมา ทาริก แลมป์ตีย์ อดีตเด็กปั้นของเชลซีเองกระชากบอลแหวกอลอนโซ่ และเมสัน เมาน์ท เข้าไปซัดด้วยขวาเสาแรกบอลพุ่งแรกไปติด คูร์ท ซูม่า ออกหลัง

    แต่แล้ว นาที 54 ความพยายามของ ไบรท์ตัน มาประสบผลสำเร็จไล่ตีเสมอ 1-1 จากจังหวะที่ ทาริก แลมป์ตีย์ ที่เล่นได้โดดเด่นไหลบอลเข้ากลางให้ เลอันโดร ทรอสซาร์ ตะบันด้วยซ้ายเต็มแรงนอกกรอบ บอลพุ่งหนีมือ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า เสียบ
โคนเสาสองไปอย่างสวยงาม

    ทว่าอีก 2 นาทีถัดมา นาที 56 ลูกทีมของแฟร้งค์ แลมพาร์ด มาแซงขึ้นนำ 2-1 จากความยอดเยี่ยมของ รีซ เจมส์ แบ็กขวาดาวรุ่งของ เชลซี ที่ซัดเต็มข้อด้วยขวานอกกรอบ บอลพุ่งติดไซด์หนีมือ แม็ทธิว ไรอัน เสียบมุมสามเหลี่ยมชนิดงามหยด
ย้อย

    นาที 66 เชลซี มาได้ประตูนำห่างเจ้าบ้าน 3-1 บอลต่อเนื่องจากจังหวะเตะมุม รีซ เจมส์ เปิดมาให้ คูร์ท ซูม่า ตวัดยิงด้วยขวาหน้ากรอบไปแฉลบ อดัม เว็บสเตอร์ เปลี่ยนทางเข้าประตูตัวเองไป ก่อนจะให้เครดิต ซูม่า เป็นผู้ทำประตู

    นาที 80 ไบรท์ตันได้ลุ้นจากจังหวะที่ อลิเรซ่า ยาฮานบาคช์ แข้งสำรองที่เพิ่งลง ผ่านบอลให้ อารอน คอนนอลลี่ แต่บอลยังไม่ผ่านมือ  เกปา อาร์รีซาบาลาก้า

    ช่วงเวลาที่เหลือเจ้าบ้านไล่ไม่ทัน จบเกม ไบรท์ตัน แพ้คาบ้านให้ เชลซี 1-3

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
   
        ไบรท์ตัน (3-4-1-2): แม็ทธิว ไรอัน – เบน ไวท์ (ปาสกาล กรอสส์ น.79), ลูอิส ดังค์, อดัม เว็บสเตอร์ – ทาริก แลมป์ตีย์, สตีเว่น อัลซาเต้ (อลิเรซ่า ยาฮานบาคช์ น.79), อีฟส์ บิสซูม่า, ซอลลี่ มาร์ช – อดัม ลัลลาน่า (อารอน คอนนอลลี่ น.45) – เลอัน
โดร ทรอสซาร์, นีล โมเปย์

        เทรนเนอร์ : แกรม พ็อตเตอร์

        เชลซี (4-3-3): เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – รีซ เจมส์, คูร์ท ซูม่า, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, มาร์กอส อลอนโซ่ – รูเบน ลอฟตัน-ชีค (รอสส์ บาร์คลี่ย์ น.61), เอ็นโกโล่ ก็องเต้, จอร์จินโญ่ (เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า น.85) – ไค ฮาแวร์ทซ์ (คัลลัม ฮัดสัน-โอดอน
น.80),  ติโม แวร์เนอร์, เมสัน เมาน์ท

แวร์เนอร์แจ่ม-ฮาแวร์ทซ์ยังต้องจูน! 5ข้อหลังเชลซีบุกอัดไบรท์ตัน

แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีมเชลซี นำทัพ "สิงห์บลูส์" ยุคใหม่ที่มาพร้อมกับนักเตะชั้นยอดอย่าง ติโม แวร์เนอร์ กับ ไค ฮาแวร์ทซ์ ลงสนามเปิดตัวในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ครั้งแรก พร้อมกับโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมช่วยให้ทีมไล่ต้อน ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 3-1 ถึงถิ่นเอแม็กซ์ สเตเดี้ยม เมื่อวันจันทร์ที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา

แมตช์นี้ แวร์เนอร์ โชว์ให้เห็นแล้วว่าทำไม "แลมพ์ส" ถึงอยากได้เขามาร่วมทีม โดยเจ้าตัวใช้สปีดเร็วกว่านรกช่วยให้ทีมได้จุดโทษ และเป็น จอร์จินโญ่ สังหารไม่เหลือซาก แต่เจ้าบ้านมาได้ประตูตีเสมอจากการยิงไกลของ เลอันโดร ทรอสซาร์ ซึ่งจังหวะนี้ส่วนหนึ่งมาจาก เกปา อาร์รีซาบาลาก้า นายด่านที่กะจังหวะผิด

อย่างไรก็ตามด้วยคุณภาพของทีมทำให้ เชลซี ได้อีกสองประตูจากความยอดเยี่ยมของ รีซ เจมส์ ที่ยิงไกลสุดสวย และแอสซิสต์ให้  คูร์ท ซูม่า ซัดประตูย้ำชัยชนะ ช่วยให้ทีมเก็บ 3 คะแนนสำคัญ และทำให้พวกเขาคว้าแต้มรวม 2,000 แต้มในพรีเมียร์ลีก จากการเล่น 1,077 เกม ซึ่งเป็นทีมที่สามที่ทำได้ต่อจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (2,234 คะแนน) และ อาร์เซน่อล (2,014 คะแนน)

1.  บทบาทชอง ฮาแวร์ทซ์ ?
ก่อนหน้านี้มีคำถามเกิดขึ้นตอนที่ เชลซี ตัดสินใจเซ็นสัญญาคว้าตัว ไค ฮาแวร์ทซ์ เพลย์เมกเกอร์ชาวเยอรมัน มาร่วมทีม ว่าจะส่งเขาลงเล่นในตำแหน่งไหน ? เพราะแผงกลางของ "สิงโตน้ำเงินคราม" อัดแน่นไปด้วยผู้เล่นคุณภาพชั้นยอดมากมาย

แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือคนหนุ่ม แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพร้อมใช้งาน ฮาแวร์ทซ์ ในตำแหน่งไหนก็ได้ในแผงกองกลาง เนื่องจากนักเตะเป็นผู้เล่นที่มีความสามารถหลากหลาย และสามารถปรับตัวให้เข้ากับตำแหน่งที่ได้รับมอบหมายได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับในเกมแรกของ ฮาแวร์ทซ์ ในศึกพรีเมียร์ลีก "แลมพ์ส" จับเขาลงเล่นทางฝั่งขวาโดยคอยช่วยสนับสนุนกองหน้า ขณะที่ จอร์จินโญ่ กับ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ยืนเป็นตัวคุมจังหวะ นั่นทำให้ ดาวเตะเลือดด๊อยท์ช มีอิสระในการเล่น และทำหน้าที่คอยปั้นเกมให้กับ ติโม แวร์เนอร์, เมสัน เมาท์ และรูเบน ลอฟตัน-ชีค

การที่ ฮาแวร์ทซ์ ถูกจับไปยืนฝั่งขวา ขณะที่ เมาท์ ลงเล่นฝั่งซ้าย และ ลอฟตัน-ชีค เล่นอยู่ตรงกลางทำให้แนวรุกของ "สิงห์บลูส์" อันตรายมากยิ่งขึ้น แม้นักเตะจะมีจังหวะผ่านบอลสวย และการเคลื่อนไหวหาพื้นที่ได้ดี แต่นี่ยังใช่ศักยภาพที่แท้จริงของเขา กระนั้นนี่แค่ช่วงเริ่มต้นกับลูกหนังเมืองผู้ดี คาดว่าคงจะได้เห็นทีเด็ดของยอดแข้งเลือดด๊อทย์ช มากกว่านี้แน่นอน
 

2. ฤดูกาลใหม่ แต่ เกปา ยังออกทะเลเหมือนเดิม
หนึ่งในนักเตะที่ทำผลงานได้น่าผิดหวังของ เชลซี คงหนีไม่พ้น  เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ผู้รักษาประตูชาวสแปนิช ที่โชว์ฟอร์มได้น่าผิดหวังจริงๆ กับแมตช์เยือน ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มีข่าวว่าสโมสรต้องการโกลคนใหม่

นายทวารเลือดกระทิงดุ ย้ายมาร่วมทีมด้วยค่าตัวเป็นสถิติสโมสร แต่ผลงานในเกมชนะ ไบรท์ตัน ถือว่าไม่คุ้มค่าตัวจริงๆ โดยเฉพาะจังหวะที่เสียประตูจากการยิงไกลของ  เลอันโดร ทรอสซาร์ แต่ เกปา ดันพุ่งช้า ส่งผลให้บอลลอยเข้าไปเสียบมุมอย่างงดงาม

ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะ โกลชาวสแปนิช ยังมีจังหวะผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ให้เห็นอยู่เรื่อยๆ หากพูดกันแบบเป็นกลางจังหวะที่ ทรอสซาร์ ยิงไกล หากเป็นผู้รักษาประตูระดับโลก น่าจะสามารถจัดการกับลูกนี้ได้ดีกว่า อดีตนายทวาร แอธเลติก บิลเบา แน่นนอน

ฉะนั้น เกปา น่าจะเป็นปัญหาสำคัญที่ แลมพาร์ด ต้องรีบแก้ไขเป็นการด่วน ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเหตุผลรองรับว่าทำไม กุนซือชาวอังกฤษ ถึงต้องการคว้าตัว เอดูอาร์ด เมนดี้ ผู้รักษาประตูชาวเซเนกัลจากสโมสร แรนส์ มาร่วมทัพให้ได้ในช่วงซัมเมอร์นี้

 3.  ตัวเลือกแบ็กขวาอังกฤษเพิ่มขึ้น
อังกฤษมีผู้เล่นแบ็กขวาชั้นดีเยอะมากในเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็น ไคล์ วอล์คเกอร์, คีแรน ทริปเปียร์, เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และ อารอน วาน-บิสซาก้า แต่ตอนนี้ "ทรี ไลอ้อนส์" มีตัวเลือกชั้นดีอีกได้แก่ รีซ เจมส์ และ ทาริก แลมป์ตีย์ ที่ฟอร์มโดดเด่นเหลือเกิน

 ในรายของ แลมป์ตีย์ มีส่วนสำคัญกับฟอร์มของไบรท์ตัน ในเกมนี้ โดยอดีตเด็กปั้นเชลซี โชว์ฟอร์มได้เด็ดสะระตี่ทั้งๆ ที่อายุเพียงแค่ 19 ปีเท่านั้น โดยเขาเต็มไปด้วยความเร็ว และมีศักยภาพในการเล่นเกมรับได้แข็งแกร่ง และยังเติมเกมรุกได้ดีเยี่ยม มีทักษะดี และกล้าวิ่งทะลุทะลวง สำหรับสถิติของเขาสามารถเสียบสกัดได้ 3 ครั้ง และตัดบอลได้ 3 ครั้งมากว่าเพื่อนร่วมสังกัด ที่สำคัญนักเตะยังเป็นคนแอสซิสต์ให้ ทรอสซาร์ ยิงประตูซะด้วย

ขณะที่ เจมส์ ก็ทำผลงานได้ไม่ธรรมดากับ "สิงโตน้ำเงินคราม" ด้วยวัยแค่ 20 ปี เขากลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่เล่นได้อย่างเฉิดฉาย และถือเป็นฟูลแบ็กที่ครบเครื่องจริงๆ โดยหากมองอย่างเป็นการ "เจ้าหนูรีซ" มีการเล่นเกมรับที่เหนียวแน่นกว่า อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และเล่นเกมบุกได้เยี่ยมกว่า วาน-บิสซาก้า ต้องยอมรับว่ามีสองสิ่งที่สมดุลมากกว่าผู้เล่นทั้งสองคน

นอกจากนี้ เจมส์ ยังมีทีเด็ดในเรื่องของการยิงประตู โดยนักเตะแสดงให้เห็นในจังหวะที่ซัดประตูให้ต้นสังกัดขึ้นนำ 2-1 จากการตะบันเต็มข้อระยะกว่า  25 หลา บอลพุ่งราวกับขี่พายุทะลุฟ้าแหวกอากาศเข้าไปซุกก้นตาข่ายชนิดที่ แม็ทธิว ไรอัน  หมดปัญญาป้องกัน แถมยังแอสซิสต์ให้ คูร์ท ซูม่า ซัดประตูตอกฝาโลงด้วย

ฉะนั้นตอนนี้ อังกฤษ มีตัวเลือกในตำแหน่งแบ็กขวาเยอะมาก และหากทีมเกิดมีปัญหานักเตะตัวหลักบาดเจ็บหรือติดโทษแบน งานนี้ แกเร็ธ เซาธ์เกต ผู้จัดการทีมอังกฤษ สบายใจได้เลยเพราะเขามีตัวเลือกอีก 2 รายทั้ง แลมป์ตีย์ กับ เจมส์ เข้ามาเสียบแทนได้สบายๆ

 4. แนวรับต้องการผู้นำที่แท้จริง
    ตอนนี้ดูเหมือนว่า เชลซี จำเป็นต้องมีผู้นำในเกมรับอย่างแท้จริง แน่นอนว่าหากมองกันอย่างยุติธรรมกองหลังของ "สิงโตน้ำเงินคราม" แมตช์นี้อาจจะผ่านบททดสอบเรื่องสภาพร่างกาย และเทคนิคส่วตัว แต่สอบตกอย่างสิ้นเชิงในเรื่องของการเล่นตามแท็คติกโค้ช

แมตช์นี้ทุกๆ คนคงได้เห็นแล้วว่า อันเดรียส คริสเตนเซ่น กับ  คูร์ท ซูม่า ยังคงมีบางจังหวะที่เล่นกันแบบสับสนโดยเฉพาะเมื่อโดนไบรท์ตันเปิดเกมบุกเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง แถมยังพลาดมหันต์ที่ปล่อยให้ ลูอิส ดังค์ ขึ้นไปโหม่งแบบสบายๆ ไร้ตัวประกบในระยะ 5 หลาเข้าประตู งานนี้เกมคงจะแตกต่างออกไปจากนี้

การที่ปล่อยให้ ดังค์ ได้โหม่งแบบโล่งๆ ในจังหวะฟรีคิกจึงเป็นเหตุผลสำคัญอย่างยิ่งที่ว่าทำไม เชลซี จึงต้องการกองหลังที่มีความเป็นผู้นำ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเซ็นสัญญากับ ติอาโก้ ซิลวา เซนเตอร์แบ็กที่ผ่านประสบการณ์ในเกมลูกหนังมาอย่างโชกโชน

 ฉะนั้น ซิลวา มีความเป็นผู้นำโดยธรรมชาติ และจะช่วยบัญชาเกมรับของทีมให้มีความนิ่ง และเล่นได้ตามแท็คติกที่โค้ชสั่ง อย่างไรก็ตามสิ่งแรกที่ เชลซี ต้องลุ้นที่สุดก็คือตอนนี้ ดาวเตะชาวบราซิเลียน ยังไม่สามารถลงเล่นให้ทีมได้ เพราะสภาพร่างกายยังไม่ฟิต

    อย่างไรก็ตามหาก อดีตสตาร์ เอซี มิลาน และ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง พร้อมลงสนามเมื่อไหร่ เชื่อว่าเขาจะทำหน้าที่คอยควบคุมและสั่งการเพื่อให้แผงกองหลังมีการเล่นที่เหนียวแน่นมากยิ่งขึ้น และยังช่วย เกปา (หากยังไม่โดนดร็อป) ไม่ต้องเจอกับงานหนัก

 5. แวร์เนอร์ โชว์ของตั้งแต่เกมแรก
สำหรับการลงเล่นเกมแรกในพรีเมียร์ลีก เหมือนกับ  ฮาแวร์ทซ์ นั้น แวร์เนอร์ แสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถปรับตัวกับการเล่นในลีกที่แตกต่างได้อย่างรวดเร็ว และแน่นอนว่าสามคะแนนในแมตช์นี้ส่วนหนึ่งมาจากฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมของเขา

ในตอนแรกที่เห็นรายชื่อแนวรุก "สิงห์บลูส์" มี รูเบน ลอฟตัน-ชีค ลงเป็น 11 ตัวจริง ทำให้หลายคนค่อนข้างแปลกใจ และรู้สึกเป็นห่วงว่า ดาวเตะดีกรีทีมชาติอังกฤษ กับ แวร์เนอร์ จะสามารถประสานงานกันได้ไหม โดยหากมองภาพรวมแล้ว ทั้งคู่ดูเหมือนจะเล่นเข้าขากัน แต่สำหรับ ลอฟตัน-ชีค ฟอร์มส่วนตัวน่าผิดหวังมากๆ เพราะเล่นแย่ และมักจะจับบอลพลาดบ่อยๆ

สวนทางกับ แวร์เนอร์ ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพชั้นยอดโดยเขาเต็มไปด้วยความรวดเร็วซึ่งทุกๆ สายตาคงได้เห็นแล้วจากจังหวะที่ช่วยให้ต้นสังกัดได้จุดโทษ นอกจากนี้ ดาวเตะเลือดด๊อยท์ช ยังแสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทในการวิ่งไล่บี้คู่แข่งตลอดทั้งเกม รวมไปถึงการเคลื่อนที่หาช่องว่างอย่างชาญฉลาด และการสร้างโอกาสให้กับเพื่อนร่วมทีม

 อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าเสียดายในแมตช์นี้ของ อดีตสตาร์แอร์เบ ไลป์ซิก ก็คือการที่เจ้าตัวไม่สามารถซัดประตูในเกมแรกภายใต้สีเสื้อ "สิงโตน้ำเงินคราม" ได้ แต่หากนักเตะยังคงรักษาฟอร์มแบบนี้ต่อไป อีกไม่นานคงจะได้เห็นชื่อเขาบนสกอร์บอร์ดแน่นอน 
 

เก็บตกวันผีโดนวิลล่าสอย

ย้อนกลับไปเมื่อวันเสาร์ แมนฯ ยูไนเต็ด พ่ายแพ้ แอสตัน วิลล่า ในเกมอุ่นเครื่องที่ วิลล่า พาร์ค

1. ในภาพคือผู้เล่น 11 ตัวจริงในระบบ 4-2-3-1 โดย สก๊อตต์ แม็คโทมิเนย์ กับ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค เล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางคู่กัน แต่ที่น่าสนใจคือ มาร์คัส แรชฟอร์ด ในตำแหน่งหน้าต่ำ (บางมีผังในทีวีอาจขึ้นผิดก็ได้ เพราะในสนาม เจสซี่ ลินการ์ด อาจเป็นหน้าต่ำ แดน เจมส์ เป็นหน้าขวา และ ‘แรช’ อยู่ทางซ้ายตามถนัด)

ดีน เฮนเดอร์สัน เฝ้าเสา ลุค ชอว์ หายเจ็บกลับมาแล้ว ส่วนบนม้านั่งสำรองคือดาวรุ่งเกือบจะล้วนๆ

2. ผู้เล่นตัวหลักที่หายไปคือ ดาบิด เด เคอา, อารอน วาน-บิสซาก้า, วิคตอร์ ลินเดเลิฟ, เอริก ไบยี่, ปอล ป๊อกบา, เนมานย่า มาติช, เฟร็ด, เมสัน กรีนวู๊ด, บรูโน่ แฟร์นันด์ส และอ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

3. รายงานว่า ลุค ชอว์ ผอมเพรียวและเล่นได้ดี ขณะที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ก็พอใจในฟอร์มการเล่นของ ‘ดีวีบี’ ส่วน ปอล ป๊อกบา หายจากโควิด และกลับมาซ้อมได้แล้วนะครับ

4. แจ็ค กรีลิช ลงเล่นในเกมนี้ด้วย แต่คนทำประตูชัยให้ แอสตัน วิลล่า เป็นกองหน้าคนใหม่อย่าง โอลลี่ วัตกิ้นส์ ซึ่งหากใครได้เห็นไฮไลท์การทำประตูนี้จะพบว่าปราการหลังอย่าง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ได้แต่ยืนมองเฉยๆ

5. แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ได้จุดโทษในเกมนี้นะครับ แม้ซีซั่นที่แล้วพวกเขาจะได้จุดโทษมากที่สุดถึง 22 ครั้ง

สาหัส!แลมพาร์ดรับ4แข้งชวดฉะลิเวอร์พูล

แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือ เชลซี ก้มหน้ารับ เบน ชิลเวลล์, คริสเตียน พูลิซิช, ฮาคิม ซิเย็ค และ ติอาโก้ ซิลวา จะไม่พร้อมลงเล่นในเกมกับ ลิเวอร์พูล แต่ ติโม แวร์เนอร์ มีความฟิตที่น่าพอใจจนพร้อมช่วยทีม

แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม เชลซี เปิดเผยว่า เบน ชิลเวลล์, คริสเตียน พูลิซิช, ฮาคิม ซิเย็ค และ ติอาโก้ ซิลวา จะอดช่วยทีมในเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ทีมของตนมีคิวเปิดรัง สแตมฟอร์ด บริดจ์ เจอกับ ลิเวอร์พูล วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายนนี้

4 คนดังกล่าวต่างก็ไม่มีชื่อในเกมแรกของฤดูกาลนี้ที่ เชลซี บุกไปชนะ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 3-1 เมื่อวันจันทร์ที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมาไปแล้วหลังจากที่พวกเขาโดนอาการบาดเจ็บเล่นงาน ซึ่งตอนแรกบางฝ่ายมองว่าพวกเขาอาจจะหายทันช่วยทีมในนัดสำคัญกับ ลิเวอร์พูล

แลมพาร์ด เผยว่า "เบน ชิลเวลล์ ไม่พร้อมสำหรับเกมนี้ คริสเตียน พูลิซิช ก็ไม่พร้อมเหมือนกัน เราหวังว่าพวกเขาจะซ้อมได้และมีอาการดีขึ้นในอีกไม่กี่วันต่อจากนี้ ฮาคิม ซิเย็ค เองก็ยังไม่พร้อมเหมือนกัน ส่วน ติโม แวร์เนอร์ มีความฟิตที่ดี"

พอโดนถามเพิ่มว่า ซิลวา พร้อมลงเล่นหรือไม่ แลมพาร์ด ก็ตอลบว่า "เขา (ซิลวา) ซ้อมกับเรามา 3 หรือ 4 วันแล้ว เรากำลังทำงานเรื่องสภาพความฟิตของเขาอย่างเต็มที่ แต่เกมกับ ลิเวอร์พูล ยังถือว่าเร็วเกินไปสำหรับเขา"

ดอนนี่ลงโชว์,แนวรุกฟูลทีม!คาดการณ์11ตัวจริงแมนยูเกมเปิดซีซั่นฉะพาเลซ

"ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เตรียมรูดม่านเปิดฉากศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำฤดูกาล 2020/21 อย่างเป็นทางการในค่ำคืนวันเสาร์นี้ โดยจะเปิดรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด รับมือ คริสตัล พาเลซ ของกุนซือ รอย ฮ็อดจ์สัน ที่เปิดหัวซีซั่นได้แจ่มไม่น้อย ด้วยการสอย เซาธ์แฮมป์ตัน 1-0 เมื่อสุดสัปดาห์ก่อน

ถึงแม้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม "ปีศาจแดง" อาจจะต้องเช็คความฟิตนักเตะหลายคน แต่ก็น่าจะจัดทีมที่แข็งแกร่งลงฟัดกับ "ดิ อีเกิ้ลส์" ได้ เพื่อลุ้นเก็บ 3 คะแนนประเดิมซีซั่นใหม่ และนี่คือโฉมหน้า 11 ผู้เล่นตัวจริงของ แมนฯ ยูไนเต็ด สำหรับเกมคืนวันนี้ ซึ่งคาดการณ์โดยเว็บไซต์ theunitedstand.com (ระบบ 4-2-3-1)

– ผู้รักษาประตู : ดาบิด เด เคอา
ยังไงตำแหน่งโกลตัวจริงก็หนีไม่พ้น เด เคอา ถึงแม้ ดีน เฮนเดอร์สัน โชว์ฟอร์มได้สุดยอดระหว่างยืมตัวกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด เมื่อซีซั่นก่อนก็ตาม

– แบ็กขวา : อารอน วาน-บิสซาก้า
หากไม่เดี้ยงหนัก หรือมีปัญหาอะไรกวนใจ แทบจะการันตีตำแหน่งตัวจริงไปเลยสำหรับ วาน-บิสซาก้า

– เซนเตอร์แบ็ก : วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ
ถึงแม้ฟอร์มช่วงหลังๆ ดูไม่ค่อยดี แถมล้ามาจากการกลับไปเล่นให้ทีมชาติสวีเดน แต่ ลินเดอเลิฟ ก็น่าจะพร้อมลงเป็นตัวจริงในเกมเปิดซีซั่นคืนนี้

– เซนเตอร์แบ็ก : แฮร์รี่ แม็กไกวร์
ยังคงเป็นกำลังสำคัญในแนวรับที่ทีมขาดไม่ได้ และคืนนี้ถึงเวลาที่กัปตัน แม็กไกวร์ ต้องเรียกศรัทธาจากแฟนบอล หลังไปก่อเรื่องฉาวที่ประเทศกรีซ
 – แบ็กซ้าย : ลุค ชอว์
ฟิตสมบูรณ์ พร้อมสตาร์ทเป็นตัวจริงทางฝั่งซ้ายแน่นอน

 – มิดฟิลด์ตัวกลาง : เนมานย่า มาติช
ไม่มีปัญหาเรื่องความฟิต และน่าจะครองตำแหน่งตัวจริงในเกมนี้ หลังมีผลงานดีตั้งแต่ซีซั่นที่แล้ว

 – มิดฟิลด์ตัวกลาง : ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค
ด้วยการที่ ปอล ป็อกบา ยังไม่ฟิตเต็มร้อย ทำให้มีโอกาสสูงมากๆ ที่แข้งใหม่อย่าง ฟาน เดอ เบ็ค จะได้สตาร์ทเป็นตัวจริงให้บรรดาสาวก "ปีศาจแดง" ได้ยลฝีเท้า
 
 – มิดฟิลด์ตัวรุก : บรูโน่ แฟร์นันด์ส
ได้ลงปั้นเกมรุกให้ แมนฯ ยูไนเต็ด อย่างแน่นอน สำหรับ "เดอะ แบก" ชาวโปรตุกีส 
 
 – ปีกขวา : เมสัน กรีนวู้ด
ถึงแม้ไม่ใช้ปีกขวาโดยธรรมชาติ แต่ กรีนวู้ด น่าจะยังคงถูกเลือกเป็นตัวจริงในตำแหน่งนี้มากกว่า แดเนี่ยล เจมส์ หลังทำผลงานได้ดีในซีซั่นก่อน

 – ปีกซ้าย : มาร์คัส แรชฟอร์ด
ไม่มีปัญหาเรื่องความฟิต ได้สตาร์ทเป็นตัวจริงชัวร์ สำหรับ สตาร์ทีมชาติอังกฤษวัย 22 ปี

 – กองหน้าตัวเป้า : อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล
อาจจะต้องเช็คความฟิต แต่ไม่น่าจะมีปัญหาสำหรับ ดาวยิงเฟร้นช์แมนวัย 24 ปี ที่กระทุ้งไป 23 ประตูเมื่อฤดูกาลที่แล้ว 
   

ลิเวอร์พูลฟัดเชลซีจัด “ซาลาห์-ฟีร์มีโน่” ดวล “แวร์เนอร์-ฮาแวร์ทซ์” PPTVยิงสด

PPTVจัดให้…"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล เตรียมจัด โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กับ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ลงขุดสกอร์เกมเยือนถ้ำ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ที่มี ติโม แวร์เนอร์ กับ ไค ฮาแวร์ทซ์ ผนึกล่าตาข่าย ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 20 ก.ย. ศกนี้  ถ่ายทอดสด : PPTV HD และ True Premier HD1 (เวลา : 23.30 น.)

ปรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2563
เชลซี   –   ลิเวอร์พูล
ถ่ายทอดสด 
: PPTV HD และ True Premier HD1 (เวลา : 23.30 น.)


สนาม : สแตมฟอร์ด บริดจ์

    เชลซีของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ลงประเดิมสนามเกมนัดแรกในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล  2020-2021 โดยการบุกไปอัดไบรท์ตันถึงถิ่นดิ เอเม็กซ์ 3-1 ในคืนวันจันทร์ที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา 

    สภาพความพร้อมของทีมในเกมวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้เชลซีจะยังไม่มี ฮาคิม ซิเย็ค, เบน ชิลเวลล์ และ บิลลี่ กิลมอร์ ที่ยังคงมีอาการบาดเจ็บอยู่ ในส่วนของ คริสเตียน พูลิซิช ถึงแม้อาการบาดเจ็บเอ็นร้อยหวายจะดีขึ้นแล้ว แต่ แลมพาร์ด อาจจะยังไม่เสี่ยงส่งเขาลงเล่นในเกมนี้ ในรายของ ติอาโก้ ซิลวา นั้นอาจจะมีสิทธิ์ได้ลงประเดิมสนามให้ทัพสิงห์บลูส์เป็นนัดแรก แต่ต้องรอเช็กสภาพความฟิตก่อนอีกทีหนึ่งหลังจากเพิ่งบินมาเก็บตัวลงซ้อมกับทีมในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่จะได้ มาเตโอ โควาซิช กลับมาสู่ทีมหลังจากที่โดนใบแดงในเกมรอบชิงชนะเลิศ เอฟเค คัพ ในฤดูกาลที่ผ่าน 

    การจัดทัพในเกมวันอาทิตย์นี้ แลมพาร์ด น่าจะมาในแผน 4-3-3 โดยที่ผู้รักษาประตูจะยังคงใช้งาน เกปา อาร์รีซาบาลาก้า แม้ทีมจะเพิ่งเซ็นสัญญากับทาง เอดัวร์ แม็งดี้ เข้ามา ในส่วนแผงแบ็กโฟร์ คู่เซนเตอร์น่าจะเป็นทาง อันเดรียส คริสเตนเซ่น จับคู่กับทาง คูร์ท ซูม่า โดยมี รีซ เจมส์ กับ มาร์กอส อลอนโซ่ ยืนเป็นแบ็กขวา-ซ้าย ในส่วนแผงมิดฟิลด์ 3 คนอาจจะเป็นทาง จอร์จินโญ่ ที่ยืนเป็นกองกลางตัวต่ำสุด ขนาบข้างด้วย เอ็นโกโล่ ก็องเต้ กับ มาเตโอ โควาซิช ในส่วนแนวรุกจะเป็นนทาง ไค ฮาแวร์ทซ์ และ เมสัน เมาน์ท ยืนทำเกมอยู่ทางริมเส้นโดยมี ติโม แวร์เนอร์ เป็นหน้าเป้า

    ส่วนทาง ลิเวอร์พูล ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ เพิ่งเฉือนเอาชนะลีดส์ ยูไนเต็ด ในบ้านของตัวเองไปอย่างสุดมันส์ 4-3 ในเกมเปิดฤดูกาล 2020-2021 คืนวันเสาร์ที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา โดยเกมวันนั้น โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เป็นฮีโร่ยิงประตูชัยให้ทีมคว้าชัยชนะมาครอง รวมถึงทำแฮตทริกให้กับตัวเองได้อีกด้วย

    สภาพความพร้อมของทีมในเกมวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ทางหงส์แดงเพิ่งเปิดตัว ติอาโก้ อัลกันตาร่า มิดฟิลด์รายใหม่ที่ย้ายมาจากทางบาเยิร์น มิวนิก แต่จะยังไม่สามารถลงเล่นในเกมวันอาทิตย์นี้ได้ ในส่วนผู้เล่นบาดเจ็บทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ จะขาดเพียง อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน แค่คนเดียวที่ยังมีอาการบาดเจ็บ ส่วนผู้เล่นคนสำคัญรายอื่นๆ อย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, อลีสซง เบ็คเกอร์ และ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีม พร้อมที่จะลงสนามในเกมวันอาทิตย์นี้อย่างแน่นอน

    การจัดทัพในเกมวันอาทิตย์นี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ คงใช้แผนเก่งของเขา 4-3-3 โดยมี อลีสซง เบ็คเกอร์ ยืนเฝ้าเสา แผงแบ็กโฟร์ใช้ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ยืนจับคู่กับทาง โจ โกเมซ แบ็กตัวทำเกมทั้งสองข้างเป็นทาง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ กับ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน แผนกองกลาง 3 คน จะเป็นทาง ฟาบินโญ่ ยืนอยู่หน้าแนวรับ ขนาบข้างด้วย จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ส่วนอีกฝั่งหนึ่งอาจจะต้องลุ้นว่าจะเป็นทาง จอร์จินโย่ ไวนัลดุม หรือ นาบี เกอิต้า ที่ได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริง ในสามประสานในแนวกรุกเป็น โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ 


นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

    เชลซี (4-3-3) : เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – รีซ เจมส์,  อันเดรียส คริสเตนเซ่น, คูร์ท ซูม่า, มาร์กอส อลอนโซ่ – จอร์จินโญ่, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, มาเตโอ โควาซิช – ไค ฮาแวร์ทซ์, ติโม แวร์เนอร์, เมสัน เมาน์ท
    เทรนเนอร์ : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

    ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อลีสซง เบ็คเกอร์ – เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์, โจ โกเมซ, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – ฟาบินโญ่, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม – ซาดิโอ มาเน่, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ 
    เทรนเนอร์ : เจอร์เก้น คล็อปป์

    ผู้ตัดสิน : พอล เทียร์นี่ย์


ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด
วัน/เดือน/ปี    รายการ    ผลการแข่งขัน

23/07/20    พรีเมียร์ลีกลิเวอร์พูล5 – 3เชลซี
04/03/20    เอฟเอ คัพเชลซี2 – 0ลิเวอร์พูล
22/09/19    พรีเมียร์ลีกเชลซี1 – 2ลิเวอร์พูล
15/08/19    ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพลิเวอร์พูล2 – 2 เชลซี
14/04/19    พรีเมียร์ลีกลิเวอร์พูล2 – 0เชลซี

 

ผลงาน 5 นัดหลังสุด
เชลซี

15/09/20 ชนะ ไบรท์ตัน 3-1(เยือน) พรีเมียร์ลีก
29/08/20 เสมอ ไบรท์ตัน 1-1 (เยือน) กระชับมิตร 
09/08/20 แพ้ บาเยิร์น มิวนิค 1-4 (เยือน) ชปล. 
01/08/20 แพ้ อาร์เซน่อล 1-2 (สนามกลาง) เอฟเอ คัพ 
26/07/20 ชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน 2-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก

ลิเวอร์พูล
12/09/20 ชนะ ลีดส์ ยูไนเต็ด 4-3 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
05/09/20 ชนะ แบล็คพูล 7-2 (เหย้า) กระชับมิตร
29/08/20 เสมอ อาร์เซน่อล 1-1 (สนามกลาง) คอมมิวนิตี้ ชีลด์ 
25/08/20 เสมอ ซัลซ์บวร์ก 2-2 (เยือน) กระชับมิตร 
22/08/20 ชนะ สตุ๊ตการ์ท 3-0 (สนามกลาง) กระชับมิตร

น้องใหม่ล่าชัย! ลีดส์จัดทัพใหญ่รับมือฟูแล่มใส่2แข้งใหม่บู๊

ศึกสองน้องใหม่ "ยูงทอง" ลีดส์ ยูไนเต็ด พร้อมเปิดศึก "เจ้าสัวน้อย" ฟูแล่ม หลังปราชัยเกมประเดิมลีกสูงสุดมาทั้งคู่ ความพร้อมเกมนี้ของทั้งคู่เป็นอย่างไร แนวโน้มทีมตัวจริงใครได้ลงสนามบ้างไปดูกัน

    ปรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
    วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2563 
    ลีดส์ ยูไนเต็ด – ฟูแล่ม
    ถ่ายทอดสด : True Premier HD1 (เวลา : 21.00 น.)

    สนาม : เอลแลนด์ โร้ด 

 

    มาร์เซโล่ บิเอลซ่า กุนซืออาร์เจนไตน์มากประสบการณ์สูงของลีดส์ ยูไนเต็ด พาทีมออกสตาร์ทพรีเมียร์ลีกซีซั่นใหม่ ด้วยการบุกไปพ่ายลิเวอร์พูลหวุดหวิด 3-4 แต่เป็นการแพ้ที่สร้างความประทับใจให้แฟนๆอย่างเต็มที่ ก่อนผิดหวังต่อเนื่อง จากการแพ้จุดโทษฮัลล์ ซิตี้ หลังเสมอ 1-1 ใน 90 นาทีตกรอบลีก คัพไปอีก  

    ความพร้อมเกมนี้ คุณลุงบิเอลซ่าต้องลุ้นความพร้อมของเลียม คูเปอร์ กองหลังกัปตันทีมที่มีอาการเจ็บน่องรบกวน ส่วนอดัม ฟอร์ชอว์ ที่เจ็บสะโพกยังต้องพักยาว

    การจัดทัพก็แน่นอนว่าต้องมีการปรับ หลังแกเปลี่ยนยกชุดทั้ง 11 ตัวเมื่อมิดวีก เพื่อเปิดโอกาสให้พวกตัวสำรองและดาวรุ่งได้ลงสนามกันอย่างเต็มที่  

    ทำให้บรรดาตัวหลัก ซึ่งสร้างความลือลั่นที่แอนฟิลด์ ไม่ว่าจะเป็นลุค อายลิ่ง กัปตันทีม, โรบิน ค็อค, คัลวิน ฟิลลิปส์, เอลแดร์ กอสต้า, มาเตอุสซ์ คลิช, แจ็ค แฮร์ริสัน และ แพทริค แบมฟอร์ด ต่างพร้อมคัมแบ็กตามปกติ 

    ฝั่ง สกอตต์ พาร์เกอร์ กุนซือฟูแล่ม พาทีมออกสตาร์ทได้อย่างน่าผิดหวังแพ้อาร์เซน่อลคารัง 0-3 แต่เรียกความมั่นใจกลับคืนมาได้เล็กน้อย หลังบุกไปเชือดอิปสวิช 1-0 ในเกมลีก คัพ 

    สภาพทีมเกมนี้ สกอตตี้ไม่มีปัญหาอะไรรบกวนเพิ่มเติม แต่ก็จะมีการปรับจากเมื่อมิดวีกแน่นอน 

    พวกแกนหลักที่ได้พัก อย่างทิม รีม, ไมเคิ่ล เฮ็คเตอร์, โจ ไบรอัน, ทอม แคร์นี่ย์ กัปตันทีม, จอช โอโนมาห์ และ อิวาน กาวาเลยโร่ ต่างพร้อมคัมแบ็ก   

    ส่วน 2 แข้งใหม่ที่ได้ประเดิมไปแล้วในเกมลีก คัพ ทั้งอัลฟงส์ อเรโอล่า ประตูทีมชาติฝรั่งเศส และ เคนนี่ เตเต้ แบ็กขวาฮอลแลนด์ น่าจะได้ยึดตัวจริงต่อเนื่อง

    รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    ลีดส์ ยูไนเต็ด (4-1-4-1) : อิลล็อง เมสลิเย่ร์ – ลุค อายลิ่ง, โรบิน ค็อค, ปาสกาล สตรุยจ์ค, สจ๊วร์ต ดัลลัส – คัลวิน ฟิลลิปส์ – เอลแดร์ กอสต้า, ปาโบล เอร์นานเดซ, มาเตอุสซ์ คลิช, แจ็ค แฮร์ริสัน – แพทริค แบมฟอร์ด 
    ผู้จัดการทีม : มาร์เซโล่ บิเอลซ่า   

    ฟูแล่ม (4-2-3-1) : อัลฟงส์ อเรโอล่า – เคนนี่ เตเต้, ทิม รีม, ไมเคิ่ล เฮ็คเตอร์, โจ ไบรอัน – แฮร์ริสัน รีด, ทอม แคร์นี่ย์ – นีสเก้นส์ เกบาโน่, จอช โอโนมาห์, อิวาน กาวาเลยโร่ – อเล็กซานดาร์ มิโตรวิช  
    ผู้จัดการทีม : สกอตต์ พาร์เกอร์ 

    ผู้ตัดสิน : แอนโธนี่ เทย์เลอร์ 

    ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด

    27/06/20 ลีดส์ ยูไนเต็ด 3 – 0 ฟูแล่ม (แชมเปี้ยนชิพ)
    21/12/19 ฟูแล่ม 2 – 1 ลีดส์ ยูไนเต็ด (แชมเปี้ยนชิพ)
    04/04/18 ฟูแล่ม 2 – 0 ลีดส์ ยูไนเต็ด (แชมเปี้ยนชิพ)
    16/08/17 ลีดส์ ยูไนเต็ด 0 – 0 ฟูแล่ม (แชมเปี้ยนชิพ)
    08/03/17 ฟูแล่ม 1 – 1 ลีดส์ ยูไนเต็ด (แชมเปี้ยนชิพ)

    ผลงาน 5 นัดหลังสุด

    ลีดส์ ยูไนเต็ด 
    17/09/20 เสมอ ฮัลล์ ซิตี้ 1-1 (เหย้า) ลีก คัพ 
    12/09/20 แพ้ ลิเวอร์พูล 3-4 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
    01/09/20 แพ้ สโต๊ค ซิตี้ 0-3 (เยือน) กระชับมิตร 
    23/07/20 ชนะ ชาร์ลตัน 4-0 (เหย้า) แชมเปี้ยนชิพ
    19/07/20 ชนะ ดาร์บี้ 3-1 (เยือน) แชมเปี้ยนชิพ

    ฟูแล่ม 
    17/09/20 ชนะ อิปสวิช 1-0 (เยือน) ลีก คัพ  
    12/09/20 แพ้ อาร์เซน่อล 0-3 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
    29/08/20 เสมอ เอ็มเค ดอนส์ 2-2 (เหย้า) กระชับมิตร 
    05/08/20 ชนะ เบรนท์ฟอร์ด 2-1 (สนามกลาง) แชมเปี้ยนชิพ
    31/07/20 แพ้ คาร์ดิฟฟ์ 1-2 (เหย้า) แชมเปี้ยนชิพ

 

อูไนจัดเต็ม! บียาร์เรอัลรับน้องลุ้น “คุโบะ” ตัวจริงยิงอ้วยส์ก้า

อูไน เอเมรี่ นายใหญ่ "เรือดำน้ำสีเหลือง" ความพร้อมไม่มีปัญหาจัดทัพแบบเต็มสูบโดยลุ้นส่ง ทาเคฟุสะ คุโบะ ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงทันที ทางด้าน มิเชล อังเคล ซานเชซ กุนซือ อ้วยส์ก้า น้องใหม่หน้าเก่า เตรียมบู๊เต็มที่มี ชินจิ โอกาซากิ หัวหอกจอมเก๋าลงบู๊สู้ ในศึกฟุตบอล ลา ลีกา สเปน คืนวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. นี้

ปรีวิวฟุตบอล ลา ลีกา สเปน
วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2563
บียาร์เรอัล – อ้วยส์ก้า
เวลา : 23.30

สนาม : เอสตาดิโอ เด ลา เซรามิก้า

    อูไน เอเมรี่ กุนซือใหม่ เรือดำน้ำสีเหลือง เตรียมออกสตาร์ตเกมแรกด้วยระบบ 4-4-2 แดนหน้า การ์ลอส บักก้า ยังเจ็บอยู่แต่ไม่มีปัญหาเพราะ เคราร์ด โมเรโน่ พร้อมยืนคู่กับ ปาโก้ อัลกาเซร์ อยู่แล้ว ส่วนตัวรุกริมเส้นใช้ ซามูแอล ชุคเวเซ่ กับ ทเคเฟุสะ คุโบะ มี ดาเนียล ปาเรโฆ กับ ฟร็องซิส โกเกอแล็ง คุมจังหวะร่วมกัน 

 ในแดนหลัง คู่เซนเตอร์วาง เปา ตอร์เรส ยืนกับคู่กับ ราอูล อัลบิโอล, รูเบน เปนญ่า ยืนแบ็กขวา แบ็กซ้ายใช้ อัลฟองโซ่ เปดราซ่า เนื่องจาก อัลเบร์โต้ โมเรโน่ บาดเจ๋บเอ็นหลังหัวเข่าพักยาวถึงมีนาคมปีหน้า

    มิเชล อังเคล ซานเชซ กุนซืออ้วยส์ก้า น้องใหม่หน้าเก่า ไม่มีปัญหาในการจัดทีมมากนัก โดยเกมนี้จะขาดแค่ เปโดร โลเปซ แบ็กขวาที่เจ็บข้อเท้าเท่านั้นที่เหลือพร้อมรบ 

    แนวรับวาง ปาโบล มาฟเฟโอ, ฆอร์เค่ ปูลีโด้, ปาโบล อินซูอา และ ลุยซินโญ่ ยืนเป็นแผงแบ็กโฟร์ แดนกลางมี มิเกล รีโก้, เปโดร มอสเกร่า คุมจังหวะ ส่วนตัวรุกใช้ ราฟา มีร์, ฆวน การ์ลอส และ ดาบิด เฟร์เรยโร่ ขับเคลื่อน และวาง ชินจิ โอกาซากิ เป็นกองหน้าตัวเป้า 

11 นักเตะตามคาด

    บียาร์เรอัล (4-4-2) : เซร์คิโอ อาเซนโฆ-รูเบน เปนญ่า, ราอูล อัลบิโอล,เปา ตอร์เรส, อัลฟองโซ่ เปดราซ่า-ซามูแอล ชุคเวเซ่, ดาเนียล ปาเรโฆ,ฟร็องซิส โกเกอแล็ง, ทาเคฟุสะ คุโบะ-เคราร์ด โมเรโน่, ปาโก้ อัลกาเซร์

    อ้วยส์ก้า(4-2-3-1) : อันเดรส เฟร์นานเดซ-ปาโบล มาฟเฟโอ, ฆอร์เค่ ปูลีโด้, ปาโบล อินซูอา, ลุยซินโญ่-มิเกล รีโก้, เปโดร มอสเกร่า-ราฟา มีร์, ฆวน การ์ลอส, ดาบิด เฟร์เรยโร่-ชินจิ โอกาซากิ