จริงไหม? “บรูโน่” โกรธแมนยูเซ็นแข้งเป้าหมายไม่ได้

สื่อดังตีข่าว บรูโน่ แฟร์นันด์ส จอมทัพเลือดฝอยทอง ไม่ปลื้ม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ไม่รักษาสัญญาที่ให้เอาไว้ว่าจะมีการทุ่มเงินเพื่อเสริมแกร่ง โดยหวังจะเห็นทีมเทียบชั้น แมนฯ ซิตี้ กับ ลิเวอร์พูล แต่สุดท้ายแข้งเป้าหมายที่เล็งเอาไว้แห้วเรียบวุธ
               บรูโน่ แฟร์นันด์ส กองกลางทีมชาติโปรตุเกสของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกเป็นข่าวว่าทั้งโกรธและผิดหวังที่ตนเองเหมือนถูกหักหลังจากทัพ "ปีศาจแดง" จากกรณีที่ต้นสังกัดพลาดเซ็นสัญญานักเตะเป้าหมายในช่วงซัมเมอร์นี้ จากการเปิดเผยของ เดอะ ทรานส์เฟอร์ วินโดว์ รายการพ็อดแคสต์เกี่ยวกับการซื้อ-ขายนักเตะในประเทศอังกฤษ 

              "เร้ด เดวิลส์" ตกเป็นข่าวหนาหูเกี่ยวกับเรื่องการเซ็นสัญญากับ เจดอน ซานโช่ ปีกตัวเก่งจาก "เสือเหลือง" โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในช่วงตลาดพ่อค้าแข้งรอบแรก นอกจากนี้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ "ผีแดง" ยังหมายตา แจ็ค กรีลิช มิดฟิลด์กัปตันทีมแอสตัน วิลล่า รวมทั้งความพยายามที่จะซื้อเซนเตอร์แบ็กเพื่อมาอุดช่องโหว่เกมรับ

              กระนั้นหลังจากที่คว้า ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค มาจาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ด้วยค่าตัว 35 ล้านปอนด์ (ราว 1,330 ล้านบาท) แมนฯ ยูไนเต็ด คาดหวังว่าจะคว้า ซานโช่ มาเสริมแกร่งต่อทันที แต่ติดเพียงแค่ว่าพวกเขาอยากให้ ดอร์ทมุนด์ ลดค่าตัวที่ตั้งเอาไว้สูงถึง 108 ล้านปอนด์ (ราว 4,104 ล้านบาท) ลงมา แต่สุดท้ายก็กินแห้วไปตามระเบียบ ส่วนเป้าหมายอื่นๆ ก็ไม่ได้ตัวมาร่วมทีมด้วย

             จากรายงานของ เดอะ ทรานส์เฟอร์ วินโดว์ ระบุว่า แฟร์นันด์ส ไม่ปลื้มกับแนวทางในการซื้อนักเตะมาเสริมแกร่งในช่วงซัมเมอร์นี้ของสโมสรอย่างมาก และรู้สึกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ได้ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่ให้เอาไว้ว่ากับเขาตอนที่ตัดสินใจย้ายมาเล่นในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

            นอกจากนี้ จอมทัพเลือดฝอยทอง ยังคาดหวังว่าจะได้เห็นนักเตะคุณภาพชั้นยอดเข้ามาเล่นใน "โรงละครแห่งความฝัน" ซึ่งจะทำให้ทัพ "ปีศาจแดง" สามารถที่จะก้าวขึ้นมาแข่งขันกับ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ในฤดูกาลนี้ แต่สุดท้ายมันไม่เกิดขึ้น และนั่นทำให้ แมนฯ ยูฯ ดูเหมือนจะยังอยู่ห่างไกลจากการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก

            ก่อนหน้านี้ "ดิ แอธเลติก" สื่อดังระดับโลก ตีข่าวว่า แฟร์นันด์ส ระเบิดอารมณ์อย่างรุนแรงภายในห้องแต่งตัวช่วงพักครึ่งเกมที่แพ้ยัง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 1-6 แถมอารมณ์ของเขายิ่งโกรธเป็นทวีคูณเมื่อ โซลชา ตัดสินใจเปลี่ยนตัวออกในครึ่งหลังด้วย

แมนยูหรือเปล่า?วัตซ์เค่เผยทีมสนซานโช่ทำพลาดเองจนดีลล่ม

ฮันส์-โยอาคิม วัตซ์เค่ ซีอีโอ ดอร์ทมุนด์ ระบุ ทีมที่อยากได้ เจดอน ซานโช่ ไปร่วมทัพในตลาดรอบล่าสุดนั้น ตัดสินใจพลาดจนทำให้การย้ายทีมไม่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่ได้บอกว่าทีมที่ว่าคือ แมนฯ ยูไนเต็ด หรือไม่ พร้อมเผย ไม่ปิดโอกาสที่จะขาย ซานโช่ ในอนาคต

ฮันส์-โยอาคิม วัตซ์เค่ ประธานบริหาร โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยอดสโมสรแห่งวงการ บุนเดสลีกา เยอรมัน บอกว่าทีมที่อยากได้ เจดอน ซานโช่ ในตลาดช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมานั้น ตัดสินใจพลาดเองจนทำให้สุดท้ายแล้วอดได้ ซานโช่ ไปร่วมทัพ ท่ามกลางกระแสข่าวลือที่บอกว่าในช่วงนั้น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยากได้ปีกชาวอังกฤษสุดๆ

"ปีศาจแดง" คือทีมที่มีข่าวกับ ซานโช่ หนักที่สุดในช่วงที่ตลาดยังเปิดทำการอยู่ โดยว่ากันว่า แมนฯ ยูไนเต็ด บรรลุข้อตกลงกับอดีตลูกหม้อ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ด้วย แต่สุดท้ายแล้วการย้ายทีมก็ไม่เกิดขึ้นเพราะทีมของกุนซือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ไม่พร้อมจ่ายค่าตัวถึง 120 ล้านยูโร (ประมาณ 4,440 ล้านบาท) ตามที่ ดอร์ทมุนด์ ต้องการ

ทั้งนี้ ล่าสุด วัตซ์เค่ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องอนาคตของ ซานโช่ กับทาง เซทดีเอฟ สปอร์ตส์ สื่อกีฬาของเมืองเบียร์ ซึ่งเขาบอกว่าสาเหตุที่แข้งวัย 20 ปีไม่ได้ย้ายทีมเป็นเพราะทีมที่อยากได้ ซานโช่ เดินเรื่องพลาดเอง แต่ก็ไม่ได้พูดว่าทีมที่ว่าคือ แมนฯ ยูไนเต็ด รึเปล่า อย่างไรก็ตาม ซีอีโอ "เสือเหลือง" ก็ไม่ปิดโอกาสที่จะปล่อย ซานโช่ เหมือนกัน

"พวกเขาตัดสินสถานการณ์ผิดไปเอง เราน่ะยินดีที่จะประนีประนอมอยู่แล้ว เรามีข้อกำหนดที่ชัดเจน และจะทำอย่างนั้นต่อไปในช่วงซัมเมอร์ปีหน้า ในวงการนี้น่ะคุณไม่สามารถบอกได้หรอกว่านักเตะคนใดคนหนึ่งจะไม่มีทางโดนปล่อยออกจากทีม ในช่วงฤดูใบไม้ผลิน่ะผมเจอข่าวจากทุกสื่อว่า ซานโช่ จะย้ายออกจากทีม แต่ตอนนี้เขาก็ยังอยู่กับที่นี่ เรามีข้อตกลงบางอย่างกับเขาอยู่แล้ว และตอนนี้มันดูไม่เหมือนกับว่าเขาจะย้ายออกจากทีมเลย" วัตซ์เค่ ระบุ

ฮาแลนด์ชูลิเวอร์พูลทีมดีสุดโลก

เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ หัวหอก ดอร์ทมุนด์ เคยยกย่อง ลิเวอร์พูล ว่าเป็นทีมที่ดีที่สุดของโลก แถมยังบอกว่าการได้เล่นที่ แอนฟิลด์ เหมือนฝันที่เป็นจริงสำหรับตน

เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ กองหน้าคนเก่งของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยอดสโมสรแห่งศึก บุนเดสลีกา เยอรมัน เคยกล่าวชม ลิเวอร์พูล ว่าเป็นทีมที่ดีที่สุดในโลก

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคมของปีก่อนซึ่งเป็นตอนที่ ฮาแลนด์ ยังอยู่กับ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก นั้น หัวหอกชาวนอร์เวย์ได้ไปเยือน แอนฟิลด์ จากการที่ ซัลซ์บวร์ก มีคิวลงเล่นเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม อี กับ ลิเวอร์พูล โดยในเกมนั้นเขาทำประตูได้ด้วยก่อนที่ ซัลซ์บวร์ก จะแพ้ไปแบบหวุดหวิด 3-4

ทั้งนี้ ซัลซ์บวร์ก เพิ่งฉายสารคดีเกี่ยวกับผลงานของพวกเขาเมื่อฤดูกาลก่อน โดยในช่วงหนึ่งของสารคดีมันมีการกล่าวถึงตอนไปเยือน แอนฟิลด์ ด้วย ซึ่งในตอนที่ ฮาแลนด์ ได้ลงซ้อมที่ แอนฟิลด์ ก่อนถึงวันแข่งขันนั้น เขาก็มองไปรอบๆ สนามด้วยสายตาสุดประทับใจ พร้อมกับบอกว่า "พวกเขาเป็นทีมที่ดีที่สุดในโลก พวกเขามีแฟนบอลที่ดีมากๆ รวมถึงมีสนามกับบรรยากาศที่ยอดเยี่ยม พวกเขามีทุกอย่างที่ดี การได้มาเล่นที่นี่คือฝันที่เป็นจริงเลย"

ในประเทศยังซื้อได้!เผยแมนยูยังคิดดึงซาร์ร่วมทีมหรือไม่

โกล สื่อวงการฟุตบอลรายหนึ่งเปิดเผยว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เอา อิสไมล่า ซาร์ ปีก วัตฟอร์ด มาร่วมทัพ โดยหนึ่งในสาเหตุที่ตัดสินใจแบบนั้นเพราะยังไงซะก็จะอดใช้งานเขาในรอบแบ่งกลุ่มของ แชมเปี้ยนส์ ลีก อยู่ดี

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ไม่คิดที่จะคว้าตัว อิสไมล่า ซาร์ ปีกชาวเซเนกัลของ วัตฟอร์ด มาร่วมทัพในตลาดรอบนี้อีกต่อไป ตามรายงานของ โกล สื่อแวดวงฟุตบอลรายหนึ่ง

"ปีศาจแดง" เคยตกเป็นข่าวกับ ซาร์ อยู่พักใหญ่ หลังจากที่พวกเขามองว่าแข้งวัย 22 ปีเป็นหนึ่งในทางเลือกสำรองที่น่าสนใจในกรณีที่อดได้ตัว เจดอน ซานโช่ ปีกคนเก่งของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ โดยฤดูกาลก่อน ซาร์ ทำผลงานได้โดดเด่นในระดับหนึ่ง แม้ว่าสุดท้ายจะไม่สามารถช่วยให้ต้นสังกัดรอดจากการตกชั้นได้ก็ตาม

ทั้งนี้ แม้ว่าตลาดการเสริมทัพระหว่างทีมใน พรีเมียร์ลีก กับลีกจากต่างประเทศจะปิดไปแล้ว แต่ตลาดช็อประหว่างทีมใน พรีเมียร์ลีก กับทีมในลีกล่างๆ ของเมืองผู้ดียังเปิดทำการจนถึงวันที่ 16 ตุลาคมนี้ อย่างเช่นทีมจาก พรีเมียร์ลีก สามารถซื้อนักเตะจาก เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ได้ เป็นต้น ซึ่งมันก็ทำให้บางคนคิดว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ยังอาจจะล่าตัว ซาร์ มาร่วมทัพ

อย่างไรก็ตาม โกล บอกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่คิดที่จะทำการเสริมทัพใดๆ อีกแล้ว นั่นรวมถึงการปิดความเป็นไปได้ที่จะเอา ซาร์ มาร่วมทีมด้วย โดยหนึ่งในสาเหตุหลักที่พวกเขาตัดสินใจอย่างนั้นเป็นเพราะว่าต่อให้เอา ซาร์ มาร่วมทัพได้ มันก็จะไม่สามารถใช้งานเขาในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่มได้อยู่ดี เนื่องจากมันเลยเส้นตายของการส่งชื่อนักเตะสำหรับการลงเล่นรายการดังกล่าวไปแล้ว หลังจาก ยูฟ่า กำหนดให้แต่ละทีมต้องส่งชื่อนักเตะภายในวันอังคารที่ 6 ตุลาคม ที่ผ่านมา

เด็กผีพอยิ้มได้ ! คาดการณ์ 11 ตัวจริง แมนยู หลังได้ คาวานี่, เตลเลส

สาวก "เร้ด อาร์มี่" คงพอใจในระดับหนึ่งที่เห็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าตัว อเล็กซ์ เตลเลส แบ็กซ้ายชาวบราซิเลียน มาร่วมทีมเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ เอดินสัน คาวานี่ กองหน้ามากประสบการณ์ ก็เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่เพื่อเติมเต็มเกมรุกให้ดุดันมากยิ่งขึ้น โดยงานนี้ "ปีศาจแดง" น่าจะระเบิดฟอร์เก่งเรียกศรัทธากลับคืนมาจากแฟนบอล
    ฤดูกาล 2020/2021 ผลงานของ แมนฯ ยูไนเต็ด ค่อนข้างน่าผิดหวัง โดยเฉพาะเกมล่าสุดที่ "ผีแดง" เปิดบ้านโดน "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ไล่ถลุงยับไม่นับญาติด้วยสกอร์ 1-6 ทำให้แฟนบอลเริ่มหมดศรัทธาในการคุมทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา และการบริหารงานของบอร์ด

    สิ่งสำคัญก็คือ แมนฯ ยูไนเต็ด แทบไม่มีการลงทุนซื้อนักเตะใหม่ในช่วงซัมเมอร์นี้ นอกจากคว้าตัว ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค มาจาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม อย่างไรก็ตามในช่วงเส้นตายตลาดพ่อค้าแข้งซัมเมอร์นี้  "ผีแดง" เดินเครื่องเต็มสูบในการคว้านักเตะใหม่มาเสริมทัพ

    หนึ่งในจุดสำคัญที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องเสริมก็คือกองหลัง เพราะทีมโดนวิจารณ์อย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะการเสียถึง 6 ประตูในเกมเดียว ส่งผลให้ตอนนี้ทีมเสียประตูรวมไปแล้วถึง 11 ลูกทั้งๆ ที่เพิ่มจะเปิดฉากฤดูกาลใหม่ได้ไม่กี่เกมเท่านั้น

    ด้วยเหตุนี้ทำให้พวกเขาคว้าตัว เตลเลส เพื่อเข้ามาเติมเต็มเกมบุกทางตำแหน่งฟูลแบ็กซ้าย เพราะช่วงที่ผ่านมา ลุค ชอว์ กับแบรนดอน วิลเลี่ยมส์ ผลงานไม่เข้าตา ในขณะที่แนวรุกพวกเขาใร คาวานี่ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในกองหน้าฝีเกือกคมในวงการฟุตบอล มาไล่ล่าตาข่ายคู่แข่งด้วยเช่นกัน รวมทั้ง อาหมัด ดิยัลโล่ ตราโอเร่ ปีกดาวรุ่ง จาก อตาลันต้า (ซึ่งจะย้ายมาโชว์เพลงแข้งในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เดือนมกราคม ปีหน้า)

    ฉะนั้นเมื่อทีมได้นักเตะทั้งสองคนมาเสริมทัพในช่วงเวลานี้ทำให้พวกเขามีโอกาสได้ที่จะส่ง เตลเลส และ คาวานี่ ลงสนามในเกมเยือน "สาลิกาดง" นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ซึ่งจะลงดวลกันในวันที่ 17 ตุลาคมนี้ เนื่องจากสองสัปดาห์จากนี้เป็นช่วงพักเบรกทีมชาติพอดิบพอดี

    โซลชา เตรียมที่จะจัดทีมแบบเต็มสูบเพื่อเรียกศรัทธาคืนมาจาก "เด็กผี" ทั่วโลก โดยพร้อมที่จะส่งแข้งใหม่ทั้งสองคนลงสนามทันที สำหรับตำแหน่งผู้รักษาประตูยังคงเป็น ดาบิด เด เคอา เหมือนเดิม เพราะ "น้าลูกอม" ยังไว้วางใจ โกลทีมชาติสเปน ต่อไปแม้ล่าสุดจะถูกกระซวกไปครึ่งโหลก็ตาม

    ขณะที่แบ็กขวา อารอน วาน-บิสซาก้า ยังคงยึดตำแหน่งของตัวเองได้อย่างเหนียวแน่น ส่วนเซนเตอร์แบ็กแน่นอนว่า แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กัปตันทีมยังคงเป็นหัวใจสำคัญในเกมรับ โดย วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ซึ่งโดน เอริก ไบยี่ แย่งตำแหน่งในเกมพบ สเปอร์ส จะได้รับความไว้วางใจจาก โซลชา ให้กลับมายื่นคู่กับ แม็กไกวร์ อีกครั้ง

    ส่วน ชอว์ ตอนนี้เจ้าตัวคงรู้สถานภาพของตัวเองว่าไม่น่าจะได้เล่นตัวจริงแล้ว เพราะ เตลเลส ซึ่งย้ายจาก ปอร์โต้ จะได้ลงสนามตั้งแต่ต้นเกม ขณะที่แผนกองกลางงานนี้ โซลชา ยังไม่เลือก ฟาน เดอ เบ็ค ลงเป็น 11 ตัวจริง และตัดสินใจใช้งาน ปอล ป็อกบา ยืนคู่กับ เนมานย่า มาติช

    ด้าน บรูโน่ แฟร์นันด์ส จะได้ทำหน้าที่ในฐานะเพลย์เมกเกอร์ ส่วน เมสัน กรีนวู้ด หัวหอกลูกรักของ โซลชา กับ มาร์คัส แรชฟอร์ด จะถูกจับไปเล่นเป็นกองหน้าตัวริมเส้น ด้านหน้าเป้างานนี้ทีมต้องเสีย อองโตนี่ มาร์กซิยาล เนื่องจากติดโทษใบแดง ฉะนั้น คาวานี่ คงจะได้ลงไปทำหน้าที่สำคัญ ซึ่งจะเป็นเกมแรกของเขานับตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม

    ทั้งนี้ กองหน้าชาวอุรุวัย วัย 33 ปี ไม่ได้ลงสนามอีกเลยนับตั้งแต่ที่ลงเล่นตัวจริงให้กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เกมชนะ "เสือเหลือง" โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 2-0 ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่แฟน "ปีศาจแดง" ไม่ต้องกังวลเพราะนักเตะพยายามฝึกซ้อมส่วนตัวเพื่อรักษาความฟิตอยู่ตลอด

    คาดการณ์ 11 ตัวจริง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ผู้รักษาประตู : ดาบิด เด เคอา

กองหลัง : อเล็กซ์ เตลเลส, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, อารอน วาน-บิสซาก้า

กองกลาง : เนมานย่า มาติช, ปอล ป็อกบา, บรูโน่ แฟร์นันด์ส

กองหน้า :  มาร์คัส แรชฟอร์ด, เมสัน กรีนวู้ด, เอดินสัน คาวานี่

แมนยูปาดเหงื่อ!หงส์,เสือเล็งปาดหน้าสอย “ซานโช่”

สองยักษ์ใหญ่ในลีกยุโรป เตรียมเร่งเครื่องเต็มสปีดเพื่อหวังปาดหน้า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในการคว้าตัว เจดอน ซานโซ่ จาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในช่วงซัมเมอร์ปีหน้า หลังแผนการซบตัก "ผีแดง" ล้มเหลวไม่เป็นท่าในตลาดพ่อค้าแข้งรอบแรกปี 2020
              บาเยิร์น มิวนิค และ ลิเวอร์พูล สองสโมสรยักษ์ใหญ่ในวงการฟุตบอลยุโรป เตรียมปาดหน้า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กระชากตัว เจดอน ซานโช่ ปีกทีมชาติอังกฤษจาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ไปเสริมแกร่งในช่วงซัมเมอร์ปี 2021 จากการเปิดเผยของ อินดิเพนเดนท์ สื่อดังระดับโลก

            "ปีศาจแดง" ไม่เคยปกปิดว่าพวกเขาอยากได้ ซานโช่ จากทัพ "เสือเหลือง" อย่างมาก แต่ติดอยู่แค่ต้นสังกัดของนักเตะต้องการค่าตัวสูงถึง 108 ล้านปอนด์ (ราว 4,104 ล้านบาท) ซึ่งถือว่าเยอะมากเนื่องจากวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อสถานะการเงินแมนฯ ยูไนเต็ด

             อย่างไรก็ตาม "เร้ด เดวิลส์" ยังคาดหวังที่จะเซ็นสัญญากับนักเตะในช่วงซัมเมอร์ปีหน้า แต่กระนั้นพวกเขาอาจจะต้องใช้กำลังภายในเยอะขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า เนื่องจากมีรายงานว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ "หงส์แดง" ซึ่งประทับใจในผลงานของ ซานโช่ มานานแล้ว พร้อมที่จะกระชากนักเตะมาเล่นในถิ่นแอนฟิลด์

            ส่วนรายละเอียดในรายงานระบุว่า ลิเวอร์พูล เป็นตัวเลือกที่นักเตะชื่นชอบมาตลอด แม้จะเป็นที่รู้กันว่า ซานโช่ ซึ่งเคยเป็นอดีตเด็กปั้น "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เต็มใจที่จะย้ายไปเล่นในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด หากการเจรจาสามารถตกลงกันได้

            ขณะที่ บาเยิร์น เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจมากๆ เนื่องจากมีสตาร์ดังหลายคนของทัพ "เสือเหลือง" มักจะย้ายข้ามฝากไปเล่นให้กับ "เสือใต้" มาแล้วหลายคน โดยเจ้าของทริปเบิลแชมป์ฤดูกาล 2019/2020 เพิ่งจะคว้าตัว ลีรอย ซาเน่ มาจาก แมนฯ ซิตี้ และ ดั๊กลาส คอสต้า จาก ยูเวนตุส แต่ ซานโช่ เป็นนักเตะที่โดดเด่นที่สุดในตำแหน่งของเขาแถมอายุแค่ 20 ปีเท่านั้น

แมนยูว่าไง?บาร์เซโลน่าลดกระหน่ำราคาเดมเบเล่หวังขายขาด

เดอะ มิร์เรอร์ สื่อของอังกฤษ ระบุ บาร์เซโลน่า บอกกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ว่าพร้อมขาย อุสมาน เดมเบเล่ ให้ทันทีในช่วงซัมเมอร์นี้ด้วยราคา 60 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าน้อยกว่าตอนที่พวกเขาดึงแข้งเลือดน้ำหอมมาร่วมทีมเยอะ

บาร์เซโลน่า สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที ลา ลีกา สเปน แจ้งกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ว่าพวกเขาพร้อมที่จะขาย อุสมาน เดมเบเล่ ให้กับอีกฝ่ายในช่วงซัมเมอร์นี้ด้วยราคา 60 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,400 ล้านบาท) ตามรายงานของ เดอะ มิร์เรอร์ สื่อชั้นนำของประเทศอังกฤษ

"ปีศาจแดง" ตกเป็นข่าวกับ เดมเบเล่ อย่างหนักในช่วงหลายวันที่ผ่านมา หลังจากที่พวกเขาไม่สามารถเกลี้ยกล่อมให้ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยอมขาย เจดอน ซานโช่ ได้ จนหันมาพิจารณาทางเลือกอื่น โดยที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ตั้งใจจะขอยืมตัวและยังพร้อมที่จะใส่อ็อปชั่นซื้อขาดเขาด้วย

อย่างไรก็ตาม เดอะ มิร์เรอร์ แฉว่าทั้ง บาร์เซโลน่า และ เดมเบเล่ ไม่สนใจที่จะให้ข้อเสนอเป็นในรูปแบบยืมตัว ถึงกระนั้น ยอดทีมแห่งถิ่น คัมป์ นู ก็ยินดีที่จะขายขาดเขาตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์ของปีนี้เลย เพราะจะได้เอาเงินไปใช้ในการทำทีมต่อไป โดยที่จริงเงิน 60 ล้านปอนด์ ถือว่าจะทำให้ บาร์เซโลน่า ขาดทุนราว 35 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,400 ล้านบาท) ด้วยซ้ำ เพราะตอนปี 2017 พวกเขาจ่ายไปถึง 95 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,800 ล้านบาท) เพื่อดึงดาวเตะชาวฝรั่งเศสมาจาก ดอร์ทมุนด์

 

10 เกมในความทรงจำ 5 ปีระหว่าง คล็อปป์ กับ ลิเวอร์พูล

เจอร์เก้น คล็อปป์ เข้ามาคุมทีม ลิเวอร์พูล เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ปี 2015 และจนถึงวันนี้กุนซือเลือดด๊อยช์ท ก็อยู่กับ ‘หงส์แดง’ มาแล้วถึง 5 ปี ซึ่งตลอดระยะเวลาดังกล่าวมีเกมน่าประทับใจมากมาย ซึ่ง 10 เกมดังต่อไปนี้ คือสุดยอดแมตช์แห่งความทรงจำกับ ลิเวอร์พูล
1. "คล็อปป์ ทำให้แฟนบอลคล้อยตาม"

ลิเวอร์พูล 2-2 เวสต์บรอมฯ : 13 ธันวาคม 2015

   ก่อนอื่นต้องเท้าความไปถึงตอนนัดที่ 2 ที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ พา ลิเวอร์พูล ลงเล่นใน แอนฟิลด์ เจอกับ คริสตัล พาเลซ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2015

   หลังจากทัพ ‘ดิ อีเกิ้ลส์’ ยิงขึ้นนำ 2-1 ช่วงท้ายเกม คล็อปป์ เริ่มรู้สึกได้ว่าแฟนบอลบางคนเริ่มทยอยเดินออกจากสนามทั้งที่ยังเหลือเวลาอีก 8 นาที

   "มันทำให้ผมรู้สึกโดดเดี่ยวมาก ๆ " เขากล่าวแบบนี้ออกมาหลังเกมคืนนั้น

   ซึ่งนี่ก็ช่วยอธิบายได้เป็นอย่างดีว่าทำไมอีก 1 เดือนให้หลัง เขาถึงฉลองอย่างสุดเหวี่ยงต่อหน้า เดอะ ค็อป ทั้งที่ทีมตามตีเสมอทีมระดับกลาง ๆ อย่าง เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน

   ประตูตีเสมอจาก ดิว็อค โอริกี้ ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ทำให้พวกเขาขึ้นไปรั้งอันดับ 9 ของตาราง ซึ่งตามปกติผู้จัดการทีมของทั้ง 2 ฝั่ง เมื่อจบเกมจะเข้ามาจับมือกัน แต่ คล็อปป์ เลือกที่จะไม่เดินเข้าไปหา โทนี่ พูลิส กุนซือ เดอะ แบ๊กกี้ส์ ในตอนนั้น แล้วเลือกที่จะทุบอกแบบสะใจแล้วพาลูกทีมเดินตรงไปหาแฟนๆ

   อย่างไรก็ตามตอนที่เขาฉลองแบบสุดเหวี่ยงในเกมนี้ คล็อปป์ โดนล้อเลียนอย่างหนัก แต่ในอีกไม่กี่ปีต่อมาเขาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า "ผมอยากแสดงให้เห็นว่าเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นั่นหมายความว่าผมรู้ดีว่าผมต้องรับผิดชอบกับเรื่องฟอร์มการเล่นของทีม แต่ผู้ชมน่ะคือคนที่ต้องรับผิดชอบกับบรรยากาศในสนาม"

   และนั่นคือสัญญาณแรกของการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างตัวผู้จัดการทีมและบรรดาเหล่ากองเชียร์

2. "การกลับมาอีกครั้งของค่ำคืนมหัศจรรย์ ที่ แอนฟิลด์"

   ลิเวอร์พูล 4-3 โบรุสเซียร์ ดอร์ทมุนด์ (ผลสกอร์รวม 5-4) – 14 เมษายน 2016

   ช่วงท้ายฤดูกาล 2015/16 ห้วงอารมณ์ใน แอนฟิลด์ แบบฉลองสุดขีดก็กลับมาอีกครั้ง

   ขณะที่เหลือเวลาอีกแค่ 25 นาที ลิเวอร์พูล ตามหลังอยู่ 1-3 โดยที่สกอร์รวมสองนัดก็ไล่หลัง "เสือเหลือง" อยู่ 2-4 แต่เหล่าแฟนบอลที่ยังไม่หมดศรัทธาต่างปลุกเร้าอารมณ์จนเป็นส่วนสำคัญทำให้ทีมกลับมามีผลการแข่งขันที่ต้องการได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

   ลูกโขกช่วงทดเวลาบาดเจ็บของ เดยัน ลอฟเรน ส่งให้ ลิเวอร์พูล ทะยานเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ และแน่นอนคนที่ดีใจสุดๆ ชนิดไม่มีใครจะห้ามได้คือตัวผู้จัดการทีม
   
   "มันเป็นภาพที่ยอดเยี่ยมมากๆ, เป็นเรื่องที่สุดยอด ผมดีใจสุดๆ ตอนที่เราทำประตูได้ ทุกคนเห็นกันชัดเจนว่ามันมีบางอย่างเกิดขึ้นบนอัฒจันทร์ คุณสามารถสัมผัสถึงมันได้, ได้ยินเสียงต่างๆ ได้ รวมถึงได้กลิ่นจากการฉลองด้านต่างๆ ด้วย"

   "เหล่า เดอะ ค็อป สร้างช่วงครึ่งชั่วโมงที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอในวงการฟุตบอลขึ้นมา" คล็อปป์ กล่าวด้วยความตื้นตัน

3. "จบได้สวยงามด้วยการไป แชมเปี้ยนส์ลีก รอบคัดเลือก"

ลิเวอร์พูล 3-0 มิดเดิลสโบรส์ – 21 พฤษภาคม ปี 2017

   6 ฤดูกาลก่อนหน้าที่จะก้าวถึงนัดชิงชนะเลิศ ณ กรุงเคียฟ เมื่อปี 2018 ลิเวอร์พูล ได้สิทธิ์เล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก แค่ครั้งเดียวเท่านั้น ซ้ำร้ายยังจอดป้ายตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม

   กว่าที่ทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ คว้าสิทธิ์ตั๋วยุโรปถ้วยใหญ่ ต้องมาลุ้นกันถึงเกมลีกนัดสุดท้ายจากการเอาชนะ มิดเดิลสโบรส์ เมื่อฤดูกาล 2016/17 โดยมีคะแนนมากกว่า อาร์เซน่อล ที่ตามมาแค่ 1 แต้ม และมีคะแนนน้อยกว่าทีมอันดับ 3 อย่าง เชลซี ถึง 17 คะแนน

   "ผมตั้งตารอฤดูกาลหน้าอย่างใจจดใจจ่อเลยล่ะ ผมคิดว่าตอนนี้เราสร้างฐานที่ยอดเยี่ยมได้แล้ว" คล็อปป์ เปิดใจหลังพาทีมคว้าตั๋วใบสุดท้าย

   ขณะที่ อลัน เชียเรอร์ ที่ทำงานเป็นกูรูให้ บีบีซี แมตช์ ออฟ เดอะ เดย์ ทำนายเอาไว้ว่า "ฤดูกาลหน้าพวกเขาจะเป็นทีมที่ดีขึ้นและเก่งขึ้นแน่นอน"

   และสุดท้ายคำทำนายของ ‘ฮอตช็อต’ ก็เป็นจริง

4. "สามประสาน ซาลาห์, มาเน่ และฟีร์มีโน่ จัดเต็ม"

วัตฟอร์ด 3-3 ลิเวอร์พูล – 12 สิงหาคม ปี 2017

   ตอนที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ย้ายจาก โรม่า มาร่วมชายคา แอนฟิลด์ เมื่อปี 2017 ทั้ง ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ก็เพิ่งอยู่กับ ลิเวอร์พูล ได้เพียง 1 ฤดูกาลกับ 2 ฤดูกาล ตามลำดับ

   3 ประสานแนวรุกของ ลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จในตอนนี้ ต่างได้ลงเล่นร่วมกันเป็นครั้งแรกในนัดเปิดฤดูกาล 2017/18 และทั้งหมดก็ทำประตูได้ทุกคน

   มาเน่ เบิกสกอร์แรก ก่อนที่ ซาลาห์ เรียกจุดโทษโดยที่ ฟีร์มีโน่ ยิงเข้าไป หลังจากนั้น ฟีร์มีโน่ ก็เป็นคนผ่านบอลให้ ซาลาห์ ทำลูกที่ 3

   การให้ทั้ง 3 คนประสานงานลงล็อกตั้งแต่วันแรก นับเป็นผลสัมฤทธิ์ที่พา ลิเวอร์พูล ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมอย่างต่อเนื่องหลังจากนั้นเป็นต้นมา

5. "ฟาน ไดค์ สถาปนาตัวเองที่ แอนฟิลด์"

ลิเวอร์พูล 2-1 เอฟเวอร์ตัน – 5 มกราคม 2018

   แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในการพยายามดึง เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ มาจาก เซาธ์แฮมป์ตัน ในช่วงซัมเมอร์ ปี 2017 แต่ท้ายที่สุด คล็อปป์ ก็ได้กองหลังชาวดัตช์ตามที่ตัวเองต้องการด้วยค่าตัว 75 ล้านปอนด์ ซึ่งถือเป็นค่าตัวที่สูงที่สุดของโลกสำหรับกองหลังในตอนนั้น

   โดยสาเหตุที่ทำให้พวกเขาไม่สมหวังในการล่าตัว ฟาน ไดค์ ในช่วงหลายเดือนก่อนหน้านั้นเป็นเพราะ เซาธ์แฮมป์ตัน ไม่พอใจที่ ลิเวอร์พูล ทาบทามแบบผิดกฎ

   ถ้ามีใครสงสัยว่ามันคุ้มค่ากับการรอคอยและเงินที่จ่ายไปรึเปล่าแล้วล่ะก็ แค่นัดประเดิมสนามก็น่าจะทำให้พวกเขาหายข้องใจได้แล้ว หลังจากที่ ฟาน ไดค์ โขกทำประตูชัยให้ทีมชนะ เอฟเวอร์ตัน ในเกม เอฟเอ คัพ นัดเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์

   ฟาน ไดค์ กลายเป็นที่ชื่นชอบของแฟนบอล ลิเวอร์พูล ตั้งแต่วินาทีที่เขาสไลด์ไปฉลองประตูต่อหน้าเหล่า "เดอะ ค็อป" กระโดดดีใจฉลองต่อหน้ากองเชียร์หลายหมื่นคนที่  เป็นสักขีพยาน

   แต่ผลกระทบเชิงบวกที่เขามีต่อทีมมากที่สุดในฤดูกาลนั้นคือเรื่องเกมรับ ตอนที่ ฟาน ไคด์ ลงเล่นเกม พรีเมียร์ลีก ให้กับทีมเป็นนัดแรกนั้น ลิเวอร์พูล เสียประตูในลีกถึง 28 ลูกจากการลงเล่น 23 นัด แต่ใน 14 เกมที่ ฟาน ไดค์ ลงเล่นให้ ลิเวอร์พูล นั้น ทีมของ คล็อปป์ เสียไปเพียง 10 ลูกเท่านั้น
   
6. "ฝันร้าย คาริอุส จนต้องคว้า อลีสซง"

เรอัล มาดริด 3-1 ลิเวอร์พูล – 26 พฤษภาคม ปี 2018

   ในอดีตมีหลายทีมที่เจอปัญหาตามมาหลังพ่ายแพ้เกมนัดชิงชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ ลีก แบบชอกช้ำ

   ยกตัวอย่างเช่น

   โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ที่ได้แค่แชมป์ เดเอฟเบ-โพคาล 1 สมัย นับตั้งแต่แพ้นัดชิงชนะเลิศในปี 2013

   แอตเลติโก มาดริด ไม่ได้แชมป์อะไรเลยนับตั้งแต่แพ้ในปี 2014 และ 2016

   รวมถึง เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ที่ทำผลงานย่ำแย่จนโดนปลดออกจากการเป็นกุนซือ สเปอร์ส หลังจากพาทีมแพ้ในนัดชิงดำของปี 2019

   ทว่าเรื่องแบบนั้นมันไม่ได้เกิดขึ้นกับ ลิเวอร์พูล…

   เจอร์เก้น คล็อปป์ เปลี่ยนแปลงทีมครั้งใหญ่ 1 อย่างหลังจบเกมที่แพ้ เรอัล มาดริด 1-3 นั่นคือตำแหน่งผู้รักษาประตูมือหนึ่ง

   ลอริส คาริอุส พลาดแบบมหันต์ ชนิดเลวร้ายสุดขีดแบบที่ไม่เคยมีนายด่านคนไหนทำมาก่อนในเกมนัดชิงฯ ชปล. ซึ่งมันไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียว แต่เป็นถึง 2 หนด้วยกัน

   หลังจากนั้น ความมั่นใจของ คาริอุส ถดถอยไปเยอะ ลิเวอร์พูล จึงหันไปดึง อลีสซง มาจาก โรม่า ด้วยค่าตัวสูงเป็นสถิติโลกที่ 66.8 ล้านปอนด์ ถึงแม้ว่านายด่านชาวบราซิเลียนจะเคยเสียไปรวมกัน 7 ประตูในตอนที่เจอกับ ลิเวอร์พูล ในรอบรองชนะเลิศของฤดูกาล 2017-18 ก็ตาม

   การเสริมทัพในครั้งนั้นนับเป็นการเปลี่ยนทุกอย่าง เพราะ ลิเวอร์พูล กลายเป็นแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก ในซีซั่ย 21018-19 ก่อนที่จะมาเป็นแชมป์ลีกในซีซั่นนี้ โดยตลอดช่วง 2 ฤดูกาลที่ผ่านมาที่เขาเล่นให้ ลิเวอร์พูล นั้น อลีสซง ลงเล่นไป 81 นัด และเสียไป 51 ประตู
   
7. "กำเนิดโคตรฟูลแบ็กแห่งยุค"

ลิเวอร์พูล 2-0 ฟูแล่ม – 11 พฤศจิกายน ปี 2018

   ในขณะที่ ลิเวอร์พูล ยอมจ่ายเงินระดับสถิติโลกเพื่อการได้มาซึ่ง อลีสซง กับ ฟาน ไดค์  แต่อีกหนึ่งตำแหน่งสำคัญที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จคือฟูลแบ็กทั้งสองข้างซึ่งมีค่าตัวรวมกันเพียง 8 ล้านปอนด์เท่านั้น

   แอนดี้ โรเบิร์ตสัน และเด็กจากท้องถิ่นอย่าง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ต้องใช้เวลาอยู่พักหนึ่งกว่าจะกลายเป็นจอมแอสซิสต์อย่างในทุกวันนี้ได้ โดยตอนนี้ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ก็เพิ่งมีอายุแค่ 22 ปีเท่านั้นด้วย

10 เกมในความทรงจำ 5 ปีระหว่าง คล็อปป์ กับ ลิเวอร์พูล
   เกมแรกที่ทั้งคู่ต่างก็ทำแอสซิสต์ได้ในนัดเดียวกันนั้นไม่ได้เป็นเกมที่น่าสนใจมากนัก เพราะเป็นการชนะ ฟูแล่ม ที่ตอนนั้นเป็นบ๊วยของตารางคะแนน โดย อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เปิดบอลให้ ซาลาห์ ทำประตูขึ้นนำให้ทีม ส่วน โรเบิร์ตสัน ครอสบอลให้ เซอร์ดาน ชากิรี่ ทำประตู

   ก่อนถึงเกมนั้นทั้งคู่ทำแอสซิสต์ใน พรีเมียร์ลีก รวมกันได้เพียง 9 ครั้ง (แบ่งเป็น 7 หนของ โรเบิร์ตสัน และ 2 ครั้งของ อล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์) แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมาพวกเขาก็ทำแอสซิสต์ได้รวมกันกว่า 40 หน และทั้งสองก็มักบลัฟกันเรื่องแอสซิสต์แข่งกัน (ฮา)

8. "การคัมแบ็กที่ยอดเยี่ยมที่สุด"

ลิเวอร์พูล 4-0 บาร์เซโลน่า (ประตูรวมชนะ 4-3) – 7 พฤษภาคม ปี 2019

   ลิเวอร์พูล แทบจะสิ้นหวังหลังแพ้ 0-3 ในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดแรก ที่สนาม คัมป์ นู เมื่อฤดูกาลก่อน

   ทว่านัดที่สองพวกเขาโชว์ฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดนัดหนึ่งที่ แอนฟิลด์ ขึ้นมาได้ ด้วยการทำไป 4 ลูก และไม่เสียประตูเลย จนทำให้ทีมไปถึงนัดชิงชนะเลิศได้

   การเปิดลูกเตะมุมให้ ดิว็อค โอริกี้ อย่างรวดเร็วของ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ก่อนที่ โอริกี้ จะทำประตูชัยได้โดยที่แนวรับของ บาร์เซโลน่า ยังไม่ทันตั้งตัวนั้น อาจจะเป็นจังหวะที่ถูกพูดถึงตามผับในย่านเมอร์ซี่ย์ไซด์ไปอีก 50 ปีต่อจากนี้เลย

   และถ้าไม่มีจังหวะนั้นแล้วล่ะก็ อาจจะไม่เกิดเกมที่อยู่ในลิสต์ลำดับถัดไปก็เป็นได้

9. -"แชมป์ยุโรป สมัย 6"

ลิเวอร์พูล 2-0 สเปอร์ส – 1 มิถุนายน ปี 2019

   หลายคนอาจลืมไปแล้ว แต่ที่จริง คล็อปป์ ต้องใช้เวลาเกือบ 4 ปีกว่าที่จะได้แชมป์เป็นรายการแรกกับ ลิเวอร์พูล

   ก่อนหน้านั้นเขาแพ้ในนัดชิงชนะเลิศทั้ง 6 ครั้ง เมื่อนับรวมทั้งตอนคุม โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ ลิเวอร์พูล แถมก่อนลงเล่นนัดชิงชนะเลิศพวกเขายังเพิ่งผิดหวังจากการที่ต้องเป็นเพียงรองแชมป์เพราะแพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปเพียง 1 คะแนนด้วย โดยที่ฤดูกาล 2018/19 ลิเวอร์พูล เก็บได้ถึง 97 คะแนน จนทำให้พวกเขาสร้างสถิติเป็นทีมรองแชมป์ที่เก็บแต้มได้เยอะที่สุด

   แต่พวกเขาก็หาวิธีเอาชนะ สเปอร์ส ในนัดชิงชนะเลิศของ แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ ทั้งที่จริงๆ แล้ววันนั้นพวกเขาเล่นได้ไม่ดีเท่าไหร่เลย ซาลาห์ ยิงให้ทีมขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 2 หลังจากที่ มูสซ่า ซิสโซโก้ ทำแฮนด์บอล และ โอริกี้ ก็มาทำประตูในช่วงท้ายเกมจนกลายเป็นประตูตอกย้ำชัยชนะ

   "มันเป็นฤดูกาลที่ดุเดือด และเป็นซีซั่นที่มีตอนจบสวยงามที่สุดเท่าที่ผมจะจินตนาการออกเลยล่ะ" คล็อปป์ ระบุ

10. "ทิ้ง 8 แต้ม และหนีแบบไม่เห็นฝุ่น"

ลิเวอร์พูล 3-1 แมนฯ ซิตี้ – 10 พฤศจิกายน ปี 2019

   การแพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-2 เมื่อวันที่ 3 มกราคม ปี 2019 เป็นปัจจัยที่ทำให้ ลิเวอร์พูล ชวดแชมป์ลีกในฤดูกาล 2018-19

   แต่ฤดูกาลนี้พวกเขาก็แก้ตัวได้ในเกมที่ แอนฟิลด์ เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

   หากวันนั้นทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เป็นฝ่ายชนะแล้วล่ะก็ ช่องว่างระหว่างทั้ง 2 ทีมก็จะเหลือเพียง 3 แต้ม แต่กลายเป็นว่า ลิเวอร์พูล ชนะไป 3-1 โดยจุดเปลี่ยนสำคัญในเกมดังกล่าวที่ถึงขั้นถูกมองว่าเป็นจุดตัดสินแชมป์ด้วย ก็คือการที่ตอนแรก แมนฯ ซิตี้ ฟ้องว่าน่าจะได้ลูกจุดโทษจากจังหวะที่ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เหมือนจะทำแฮนด์บอลในตอนที่ แบร์นาร์โด้ ซิลวาเปิดบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษ แต่แล้วอีก 21 วินาทีต่อมา ลิเวอร์พูล ก็ได้ประตูจาก ฟาบินโญ่

   พอจบเกมนั้น ลิเวอร์พูล ก็นำห่าง ซิตี้ เพิ่มเป็น 9 คะแนน และมากกว่า เลสเตอร์ ซิตี้ ที่เป็นอันดับ 2 เป็นจำนวน 8 แต้ม หลังจากนั้นเป็นต้นมาพวกเขาก็เล่นได้ยอดเยี่ยมจนไม่ต้องพะวงอะไรอีกเลย ชนะติดต่อกัน 18 เกม และไม่แพ้ใครเป็นเวลา 422 วันติด ก่อนที่สถิติจะไปหยุดที่เกมกับ วัตฟอร์ด ที่แพ้ไป 0-3

   สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ได้แชมป์ลีกโดยที่ไม่ต้องเล่นเอง เนื่องจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปแพ้ เชลซี และตอนนี้ ลิเวอร์พูล ก็กำลังมีลุ้นเก็บแต้มโดยรวมได้สูงที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ของ พรีเมียร์ลีก ด้วย

ไม่ได้โดนทิ้ง!โซลชายันบอร์ดแมนยูหนุนหลังเต็มเปี่ยม

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา นายใหญ่ แมนฯ ยูไนเต็ด ระบุ คนใหญ่คนโตของทีมหนุนหลังตนอยู่เสมอ พร้อมบอกว่ามีความสุขในการทำงานร่วมกับขุมกำลังชุดปัจจุบัน

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กล่าวว่าบอร์ดบริหารของ "ปีศาจแดง" ให้การสนับสนุนตนอย่างเต็มเปี่ยมอยู่ตลอด ท่ามกลางกระแสการตำหนิคนใหญ่คนโตของยอดทีมแห่งถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา

บอร์ดบริหารชุดนี้ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ถูกเฉ่งมานานแล้วว่าบริหารงานในหลายด้านได้ย่ำแย่ โดยเฉพาะการเสริมทัพที่ส่วนใหญ่ได้นักเตะที่ไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งกับทีมได้ รวมถึงการเจรจากับแข้งเป้าหมายที่กินเวลานานเกินไปจนบางครั้งก็ถึงกับแห้วนักเตะรายนั้นๆ ไปเลย อย่างในกรณีของช่วงซัมเมอร์ปีนี้ก็มี เจดอน ซานโช่ ปีก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ที่พวกเขาใช้เวลาเจรจานานมากและยังไม่ได้เขามาร่วมทัพอีกต่างหาก

กุนซือชาวนอร์เวย์เผยว่า "ตอนที่ผมเข้ามาและได้รับงานนี้น่ะผมก็แสดงความเห็นไปแล้วว่าทีมของผมควรจะเป็นยังไง และต้องทำยังไงถึงจะทำให้ทีมแบบนั้นนั้นเกิดขึ้นได้ ในตอนที่ได้คุยกันน่ะผมก็สัมผัสได้ว่าสโมสรเข้าใจมุมมองของผม แน่นอนว่าผลการแข่งขันมันเป็นสิ่งที่สำคัญอยู่เสมอสำหรับที่นี่ แต่สโมสรก็เข้าใจด้วยว่าเรากำลังทำอะไรกันอยู่ รวมถึงเรื่องที่ว่าเราอยากทำอะไรกับสโมสร"

"เวลาผมพิจารณาสโมสรอื่นน่ะผมไม่ได้มองด้วยแนวคิดแบบเดียวกัน แน่นอนว่าผมมองพวกเขาเวลาคิดถึงเรื่องที่ว่าต้องตามสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขาให้ทัน อย่างไรก็ตาม แต่ละสโมสรก็มีแนวทางการบริหารต่างกันไป เราเองก็มีแนวทางการบริหารสโมสรในแบบของเราเอง และแน่นอนว่าผมกำลังมีความสุขในการทำงานร่วมกับนักเตะที่มีอยู่ในตอนนี้ ส่วนหนึ่งของงานของผมคือการปรับปรุงขุมกำลังตลอดเวลา และจนถึงตอนนี้ผมก็ได้รับการสนับสนุน (จากบอร์ดบริหาร) อย่างเต็มเปี่ยม เราต่างก็ทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะได้ดวลกับบรรดาทีมชั้นยอดได้อย่างสูสีอีกครั้ง"

"ผมคิดว่าฟุตบอลในตอนนี้มันต่างจากเมื่อ 6 หรือ 8 เดือนก่อน ตอนนี้มันเป็นช่วงเวลาที่ถือว่าพิเศษมากๆ การจะปิดดีลให้ได้น่ะคุณก็จำเป็นต้องตามดูฟอร์มของนักเตะเป็นเวลานานสุดๆ และผมก็รู้สึกว่ากระบวนการของเรากำลังเดินหน้าไปได้ด้วยดี"

มีของดีอยู่แล้ว!แมนยูส่อแววเลิกล่า “ซานโช”

สื่อดังอังกฤษปูด "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีแววที่จะเลิกล่าตัว เจดอน ซานโช ปีกจอมพลิ้ว โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เหตุเพราะมีดาวรุ่งที่น่าจับตามองในอคาเดมี่อยู่แล้ว
     แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ อาจจะยุติความสนใจในตัว เจดอน ซานโช ปีกดาวดังของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เนื่องจากแข้งดาวรุ่งในอคาเดมี่สโมสรอย่าง โชล่า ชอร์ไทร์ กำลังพัฒนาฝีเท้าได้อย่างน่าจับตามอง ตามรายงานจาก เดอะ มิร์เรอร์ สื่อชั้นนำเมืองผู้ดี เมื่อวันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม ที่ผ่านมา

     เป็นที่ทราบกันดีว่า แมนฯ ยูไนเต็ด มีข่าวเกี่ยวโยงกับ ซานโช มาตลอดช่วงซัมเมอร์นี้ ทว่าสุดท้ายไม่มีดีลย้ายทีมเกิดขึ้น เนื่องจาก "ปีศาจแดง" ไม่พร้อมทุ่มเงินซื้อตามที่ "เสือเหลือง" เรียกร้อง กระนั้นก็เชื่อกันว่า กุนซือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ยังคงต้องการตัว สตาร์ทีมชาติอังกฤษวัย 20 ปี และอาจจะออกล่าตัวอีกครั้งในช่วงซัมเมอร์ปีหน้า แม้อาจจะต้องชิงกับ ลิเวอร์พูล และ บาเยิร์น มิวนิค ก็ตาม

     อย่างไรก็ตาม ล่าสุด เดอะ มิร์เรอร์ ระบุว่า สมาชิกบางคนในบอร์ดบริหาร แมนฯ ยูไนเต็ด เริ่มมีความมั่นใจว่า พวกเขาสามารถหา "เดอะ เน็กซ์ ซานโช" หรือ "ซานโช คนต่อไป" ได้จากอคาเดมี่ของสโมสร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายของ ชอร์ไทร์ วัย 16 ปี ที่ดูมีอนาคตสดใส ซึ่งทางสโมสรก็ได้มีการยื่นข้อเสนอสัญญาอาชีพล่วงหน้าให้นักเตะพิจารณาเรียบร้อย เพื่อให้เจ้าตัวเซ็นตอนอายุครบ 17 ปี

     ทั้งนี้ เมื่อปีที่แล้ว ชอร์ไทร์ ทำสถิติเป็นนักเตะอายุน้อยสุดในประวัติศาสตร์ ที่ลงเล่นในศึก ยูฟ่า ยูธ ลีก ด้วยวัยเพียงแค่ 14 ปี กับ 314 วัน