เชลซีกักตัว 4 แข้งตามมาตรการคุมโควิด-19

ทีมสิงโตน้ำเงินครามแถลงว่าพวกเขาทำตามมาตรการของรัฐ และต้องกักตัวนักเตะอย่างน้อย 4 รายทันที หลังการตรวจเชื้อโควิด-19 ครั้งล่าสุดเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว
เชลซี แถลงการณ์ว่าพวกเขาจำเป็นต้องกักตัวนักเตะอย่างน้อย 4 ราย ตามมาตรการควบคุมโควิด-19 ของรัฐ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

ทีมสิงโตน้ำเงินครามยังคงปฏิบัติตามมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในยุโรป โดยพวกเขาเพิ่งมีการตรวจเชื้อครั้งล่าสุดเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ก่อนที่พรีเมียร์ลีกจะกลับมาเริ่มฤดูกาลใหม่ในวันที่ 12 กันยายนนี้

ล่าสุด สโมสรได้มีการแถลงว่าพวกเขาจำเป็นต้องกักตัวผู้เล่นจำนวนหนึ่งตามมาตรการดังกล่าว ถึงแม้ยังไม่มีการยืนยันว่าตรวจพบผู้ติดเชื้อหรือไม่ในทีมของแฟรงค์ แลมพาร์ด

ดาวซัลโวไทยลีก2020จะเป็นใคร?

แม้ดูเหมือนว่าจะเป็นการเร็วเกินไปที่จะตัดสินว่านักเตะคนไหนจะเป็นดาวซัลโวไทยลีก 1 ฤดูกาล 2020 นี้ แต่หากพิจารณาจาก 4 เกมแรกที่ผ่านมา ของ 16 ทีมก่อนที่ลีกบ้านเราจะโดนคุกคามจาก โควิด-19 จนต้องหยุดยาวและรอกลับมารีสตาร์ทกันใหม่ ตั้งแต่ 12 ก.ย. 2563 เป็นต้นไป ก็คงไม่แคล้ว ที่ ดาวซัลโว ฤดูกาลนี้น่าจะมีชื่อของใครคนใดคนหนึ่ง ที่ ยิงไปแล้ว 4,3 และ 2 ประตู จาก 4 เกมที่ว่านี่ล่ะ

สรุปดาวซัลโวไทยลีก 1 ฤดูกาล 2020 จาก 4 เกมแรกที่ผ่านมา

4ประตู : เฮแบร์ตี้ แฟร์นานเดส ( การท่าเรือฯ )

3 ประตู : แซร์คิโอ ซัวเรซ ( การท่าเรือฯ ), แฮริสัน ไคออน ( ชลบุรีฯ), ยานนิค โบรี่ ( ราชบุรีฯ ), จอห์น บาจโจ้ ( สุโขทัยฯ ), แดร์เลย์ (เอสซีจี เมืองทองฯ ), สุภโชค สารชาติ ( บุรีรัมย์ฯ ) 

2 ประตู : อดิศักดิ์ ไกรษร ( การท่าเรือฯ), ริชาร์ด บรูโน่ ( บุรีรัมย์ฯ), กษิดิ์เดช เวทยาวงศ์ ( สุพรรณบุรี ฯ ), ฟิลิป โรลเลอร์, ฮาเวียร์ ปาติญโญ่  ( ราชบุรีฯ ), ชญาวัต ศรีนาวงษ์ ( สมุทรปราการฯ ), เอวานโดร เปาลิสต้า ( สุโขทัยฯ ), วิลเลียม เอ็นริเก้ ( พีที ประจวบฯ ), ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ( บีจีปทุมฯ ) 

1 ประตู : อาริส ซาริโฟวิช ( สมุทรปราการฯ ) ,ปิยะพล ผานิชกุล, ศนุกรานต์ ถิ่นจอม , โชติภัทร พุ่มแก้ว , บิลล์ โรซิมาร์ , จอร์นาตา แวร์ซูร่า , อัครวินท์ สวัสดี , บรินเนอร์ เอ็นริเก้  (สิงห์เชียงรายฯ ),ณัฐวุฒิ สุขสุ่ม, อดุลย์ หมื่นสมาน ( นักเตะพีทีประจวบฯทำเข้าเอง ), อานนท์ อมรเลิศศักดิ์,ทศวรรษ ลิ้มวรรณเสถียร , วานเดอร์ หลุยส์ , เอเวอร์ตัน กอนซาลเวซ  ,มานูเอล ทอมเบียร์ ,ฮาจิเมะ โอโซไก ,เบรนเนอร์ มารอส , สรรวัชร เดชมิตร  (แบงค็อกฯ ) , อิ๊บสัน เมโล่ ( สุโขทัยฯ ) , เอเวอร์ตัน กอนซาเวซ ( นักเตะแบงค็อกฯ ทำเข้าเอง )

สหรัฐ กันยะโรจน์ , ซันดี้ วงษ์เดอรี  (เอสซีจี เมืองทองฯ ) ,โก ซุล กิ , ดาบิด โรเชร่า ( การท่าเรือฯ ) , วิคเตอร์ คาโดโซ่ ,อิรฟาน ฟานดี้ , ดาเนียล การ์เซีย โรดริเกวซ , สิโรจน์ ฉัตรทอง   ( บีจีปทุม ยูไนเต็ด ),อมาดู ออตตาร่า , เลอันโดร อัสซัมเซา , เดนนิส มูริลโล่, วงศกร ชัยกุลเทวินทร์  ( นครราชสีมาฯ), ณรงค์ จันทร์เสวก, จตุรงค์ พิมพ์คูณ, กีรติ เขียวสมบัติ, เกร็ก ฮูล่า , อาทิตย์ บุตรจินดา ( โปลิศเทโรฯ ) , ปิยะราษฎร์ ลาจังหรัด ( นักเตะสุโขทัยฯ ทำเข้าเอง ) ,ลอสซามี่ การาบูเอ้ ( ราชบุรีฯ ) ,ดราแกน บอสโควิช ,คาร์ลี เด มูร์ก้า  ( ชลบุรีฯ ), อลงกรณ์ จรนาทอง ( ระยอง เอฟซี ), เอลิอันโดร , ทินกร อสุรินทร์ ( สุพรรณบุรี เอฟซี )ริชาร์ด บรูโน่,อันเดรซ ทูเนซ ,เกียรติศักดิ์ เจียมอุดม ( นักเตะราชบุรีฯ ทำเข้าเอง )  ( บุรีรัมย์ฯ ), คัง ซู อิล ( ตราดฯ )

ทำเนียบดาวซัลโวไทยพรีเมียร์ลีก 23 ฤดูกาลที่ผ่านมา

ไทยลีกครั้งที่ 1 อำพร อัมพันสุวรรณ (โทรศัพท์) 21 ประตู

ไทยลีกครั้งที่ 2 วรวุธ ศรีมะฆะ (บีอีซีเทโรศาสน) 17 ประตู

ไทยลีกครั้งที่ 3 รณชัย สยมชัย (การท่าเรือ) 23 ประตู

ไทยลีกครั้งที่ 4 สุธี สุขสมกิจ (ธ.กสิกรไทย) 13 ประตู

ไทยลีกครั้งที่ 5 สุธี สุขสมกิจ (ธ.กสิกรไทย) 16 ประตู

ไทยลีกครั้งที่ 6 วรวุธ ศรีมะฆะ (บีอีซี เทโรศาสน) / ปิติพงษ์ กุลดิลก (การท่าเรือ) 12 ประตู

ไทยลีกครั้งที่ 7 ศรายุทธ ชัยคำดี (การท่าเรือ) 12 ประตู

ไทยลีกครั้งที่ 8 วิมล จันทร์คำ (โอสถสภา เอ็ม 150) 15 ประตู

ไทยลีกครั้งที่ 9 ศรายุทธ ชัยคำดี (การท่าเรือ) / ศุภกิจ จินะใจ (การไฟฟ้าฯ) 10 ประตู

ไทยลีกครั้งที่ 10 พิพัฒน์ ต้นกันยา(บีอีซี เทโรศาสน) 12 ประตู

ไทยลีกครั้งที่ 11 เนย์ ฟาเบียโน่ (ยาสูบ) 18 ประตู

ไทยลีกครั้งที่ 12 อานนท์ สังสระน้อย (บีอีซี เทโรศาสน) 20 ประตู

ไทยลีกครั้งที่ 13 อานนท์ สังสระน้อย (บีอีซี เทโรศาสน) 18 ประตู

ไทยลีกครั้งที่ 14 ลูโดวิค ทาคาม (พัทยา ยูไนเต็ด) 17 ประตู

ไทยลีกครั้งที่ 15 แฟรงค์ โอฮันซ่า (บุรีรัมย์ฯ) 19 ประตู

ไทยลีกครั้งที่ 16 ธีรศิลป์ แดงดา (เอสซีจี เมืองทองฯ) / คลีตัน ซิลวา (บีอีซี เทโรฯ) 24 ประตู

ไทยลีกครั้งที่ 17 คาเมลโล กอนซาเลซ (บุรีรัมย์ฯ) 23 ประตู

ไทยลีกครั้งที่ 18 เฮแบร์ตี้ แฟร์นานเดส (ราชบุรี ฯ) 26 ประตู

ไทยลีกครั้งที่ 19 ดิโอโก หลุยส์ ซานโต (บุรีรัมย์ฯ) 33 ประตู

ไทยลีกครั้งที่ 20 คลีตัน ซิลวา (เอสซีจี เมืองทองฯ) 27 ประตู

ไทยลีกครั้งที่ 21 ดราแกน บอสโควิช (แบงค็อกฯ) 38 ประตู

ไทยลีกครั้งที่ 22 ดิโอโก หลุยส์ ซานโต (บุรีรัมย์ฯ) 34 ประตู

ไทยลีกครั้งที่ 23 ลอนซาน่า ดูมบูญ่า (ตราด เอฟซี) 20 ประตู

 

โพลระบุท่าเรือเต็งแชมป์ไทยลีก-อยากเห็นเกมใสสะอาด

KBU SPORT POLL เผยแฟนโหวต การท่าเรือ เต็งแชมป์ไทยลีก2020  1 ใน 4 ระบุเกมการแข่งขันไม่มีความยุติธรรมเป็นปัญหาที่ไม่อยากเห็น 


จากการที่การแข่งขันฟุตบอลไทยลีกฤดูกาล 2020 จะกลับมาจัดการแข่งขันต่อภายหลังปรากฎการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นเพื่อเป็นการสะท้อนมุมมองของแฟนกีฬาลูกหนังและประชาชนที่ติดตามและสนใจกีฬาในมิติต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน KBU SPORT POLLโดยศูนย์นวัตกรรมการพัฒนาทุนมนุษย์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิตจึงสำรวจคิดเห็นเรื่อง "สีสันไทยลีกกับปรากฎการณ์วิถีใหม่"

สำหรับการสำรวจดังกล่าวดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ระหว่างวันที่ 24-26 สิงหาคมคม 2563โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่สนใจและติดตามข่าวสารทางการกีฬาซึ่งมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปจำนวน 1,148 คนโดยแบ่งเป็นเพศชาย 614 คนคิดเป็นร้อยละ 53.49  เพศหญิง 534  คนคิดเป็นร้อยละ 46.51 ซึ่งผลการวิเคราะห์ในประเด็นต่างๆโดยภาพรวมพบว่า

ความคาดหวังที่มีต่อสีสันของเกมและรูปแบบการจัดการแข่งขัน ส่วนใหญ่ร้อยละ 44.51 คาดว่าจะเหมือนเดิม รองลงมาร้อยละ 37.69 ไม่แน่ใจ และร้อยละ 17.80 คาดว่าจะดีกว่าเดิม

สีสันของเกมการแข่งขันที่แฟนบอลอยากเห็น ส่วนใหญ่ร้อยละ 26.17 เกมการแข่งขันตื่นเต้นเร้าใจ รองลงมาร้อยละ 25.89 ผู้ตัดสินมีความยุติธรรมและทันเกม ร้อยละ 17.93 ฝ่ายจัดพัฒนาและยกระดับการแข่งขันสู่มาตรฐานสากล ร้อยละ 15.63 นักเตะโชว์ลีลาและฝีเท้าการเล่นที่โดดเด่น ร้อยละ11.92 แฟนคลับติดตามชมและเชียร์ทั้งในและนอกสนามเพิ่มขึ้น และอื่นๆร้อยละ 2.46

สโมสรที่คาดว่าจะคว้าแชมป์และมีคะแนนติด1ใน5 ส่วนใหญ่ร้อยละ 23.12 การท่าเรือ เอฟซี รองลงมาร้อยละ21.49 บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ร้อยละ 19.37 บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ร้อยละ 16.95 ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ร้อยละ14.53  เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด และอื่นๆร้อยละ 4.54

ปัญหาที่แฟนบอลไม่อยากเห็น ส่วนใหญ่ร้อยละ 25.88 เกมการแข่งขันที่ไม่มีความยุติธรรม รองลงมาร้อยละ 20.41 นักกีฬาไม่เคารพและเชื่อฟังผู้ตัดสิน ร้อยละ 17.94 แฟนคลับก่อการทะเลาะวิวาท ร้อยละ 15.97 การพนันในสนาม ร้อยละ 11.62 ความไม่แน่นอนของการถ่ายทอดสด และอื่นๆร้อยละ 8.18

 

 

ถ้าได้ครบสยองแน่ ! เปิด 11 ตัวจริง เชลซี สุดแกร่งลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก

   เชลซี แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อีกครั้ง ด้วยการทุ่มเงินสร้างทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยพวกเขาได้นักเตะชั้นยอดมาเสริมแกร่งหลายคน ทำให้ตอนนี้ "สิงโตน้ำเงินคราม" มีขุมกำลังที่น่าเกรงขามอย่างมากในการสู้ศึกฤดูกาล 2020/2021
   
จริงๆ แล้ว "สิงห์บลูส์" ไม่ได้ใช้เงินเลยเมื่อปีที่ผ่านมา เนื่องจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ได้ลงโทษห้ามพวกเขาซื้อผู้เล่นเข้ามาเสริมทัพช่วงตลาดเปิดซัมเมอร์ที่ผ่านมาและช่วงเดือนมกราคม 2020  อย่างไรก็ตาม ศาลอนุญาโตตุลาการกีฬาโลก (ซีเอเอส) ตัดสินลดโทษแบนเสริมทัพ ทำให้ทีมเดินหน้าเสริมแกร่งทันที

    เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือคนหนุ่มไฟแรง ไม่ได้ใช้เงินในการเสริมทัพเลย และต้องใช้งานนักเตะที่มีอยู่ในทีมผสมกับแข้งดาวรุ่ง แต่ก็ทำผลงานได้น่าประทับใจ เมื่อสามารถนำ เชลซี จบฤดูกาลในอันดับ 4 คว้าสิทธิ์ไปเล่นศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ

    สำหรับตอนนี้ เชลซี ปลดแอกโทษแบนการซื้อนักเตะแล้ว ทำให้พวกเขาเดินเครื่องใช้เงินเต็มที่ โดยผู้เล่นที่ดึงตัวเข้ามารายแรกก็คือ ฮาคิม ซิเย็ค ที่ย้ายจาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ด้วยค่าตัว 38 ล้านปอนด์ (ราว 1,444 ล้านบาท) จากนั้นก็สวมบทสิงห์ปืนไวคว้าตัว ติโม แวร์เนอร์ หัวหอกฟอร์มแรงจาก ไลป์ซิก ด้วยค่าตัว 55 ล้านปอนด์ (ราว 2,090 ล้านบาท) ตัดหน้า ลิเวอร์พูล

    ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะ เชลซี ยังคงเดินเครื่องใช้เงินไม่หยุดโดยพวกเขาพร้อมที่จะควักกระเป๋าเป็นสถิติสโมสรด้วยการซื้อตัวหนึ่งในนักเตะพรสวรรค์สูงแห่งวงการลูกหนังยุโรป นั่นก็คือ ไค ฮาแวร์ทซ์ กองกลางดาวรุ่ง "ห้างขายยา" ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ด้วยสนนราคา 90 ล้านปอนด์ (ราว 3,420 ล้านบาท)

    ขณะที่ เบน ชิลเวลล์ แบ็กซ้ายฟอร์มแรง ก็เพิ่งจะมาเป็นสมาชิกใหม่ในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ หลังย้ายจาก เลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัว 50 ล้านปอนด์ (ราว 1,900 ล้านบาท) ตามด้วย ติอาโก้ ซิลวา ซึ่งย้ายมาแบบไม่มีค่าตัวจาก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง โดยการเสริมเกมรับในครั้งนี้ "แลมพ์ส" ต้องการที่จะอุดช่องโหว่แนวรับที่เสียไปถึง 79 ประตูจากการเล่นทุกรายการเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา

     นอกจากนี้ทีมยังคว้าตัว มาล็อง ซาร์ กองหลังดาวรุ่งอีกราย ซึ่งย้ายมาแบบไม่มีค่าตัว แต่ เชลซีปล่อยให้ทีมอื่นยืมตัวไปใช้งานก่อนในซีซั่นหน้า สำหรับผู้รักษาประตูพวกเขาเล็งกระชากตัว  อ็องเดร โอนาน่า โกลจอมหนึบจาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ด้วยค่าตัว 30 ล้านปอนด์ (ราว 1,140 ล้านบาท) โดยหวังที่จะเอามาแทนที่ เกปา อาร์ริซาบาลาก้า ที่มักจะเล่นผิดพลาดบ่อยๆ

     รวมๆ กันแล้วตอนนี้หาก เชลซี ได้นักเตะที่เล็งเอาไว้มาร่วมทีมอย่างที่ตั้งใจ นั่นหมายความว่า แลมพาร์ด ใช้เงินเพื่อสร้างทีมของเขาขึ้นมาไปแล้วประมาณ 250 ล้านปอนด์ (ราว 9,500 ล้านบาท) และด้วยขุมกำลังที่มีอยู่ผสมกับแข้งใหม่ที่เข้ามา ทำให้ "สิงห์บลูส์" กลายเป็นหนึ่งในทีมที่สามารถลุ้นแชมป์ลีกได้ทันที

    ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าขุมกำลังเชิงลึกของ เชลซี ต้องบอกว่าน่าเกรงขามมากๆ เพราะพวกเขายังมีนักเตะฟอร์มแรงอย่าง เมสัน เมาท์, แทมมี่ อบราฮัม, คริสเตียน พูลิซิช และ ฟิคาโย่ โทโมรี่ รวมทั้ง รอสส์ บาร์คลี่ย์, มิชี่ บัตชูอายี่, จอร์จินโญ่ และ เอแมร์ซอน ปัลมิเอรี่ เป็นต้น

     สำหรับการจัด 11 ตัวจริงของ แลมพาร์ด ที่จะนำมาใช้ในฤดูกาลใหม่ โดยหากเขาได้นักเตะที่ต้องการมาครบจริงๆ ต้องบอกว่าเลยว่า "สิงโตน้ำเงินคราม" ชุดนี้ น่ากลัวมากๆ เพราะเป็นการผสมผสานผู้เล่นที่มีอยู่เดิม กับนักเตะใหม่ที่เต็มไปด้วยความสามารถเฉพาะตัว และการเล่นที่โดดเด่น

    งานนี้ "แลมพ์ส" พร้อมจับ เมาท์ กับ พูลิซิช ลงเล่นร่วมกันโดยทำหน้าที่เป็นแนวรุกทางริมเส้นทั้งสองฝั่ง ขณะที่ตำแหน่งจอมทัพจะใช้  ฮาแวร์ทซ์  คอยทำหน้าที่ปั้นเกม โดยมี แวร์เนอร์ ซึ่งซัดไป 34 ประตูจากการเล่นให้ เลเวอร์คูเซ่น เมื่อซีซั่นล่าสุด ยืนเป็นหน้าเป้า

      อย่างไรก็ตาม หากเกิดกรณีที่ เมาท์ กับ พูลิซิช คนใดคนหนึ่งไม่สามารถลงเล่นตัวจริงในช่วงต้นซีซั่นใหม่ โดยอาจจะเป็นไปได้ที่พวกเขาต้องถูกกักตัวอย่างน้อย 14 วันเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แลมพาร์ด ก็อาจจะส่ง ซิเย็ค ลงมาเติมเต็มในด้านหน้าแทน

     สำหรับ สตาร์ทีมชาติโมร็อคโก ต้องบอกเลยว่าเป็นนักเตะเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ แต่เหตุผลที่ แลมพาร์ด ไม่เลือกเขาลงเล่นตัวจริง เนื่องจากมองว่านักเตะน่าจะเล่นไม่เข้าขากับ ฮาแวร์ทซ์  ฉะนั้นเขาจึงเลือกใช้งาน เมาท์ ซึ่งได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับผู้เล่นคนอื่นๆ ในทีมเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา มากกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่า เชลซี เจอกับทีมไหน เพราะแผนของ แลมพ์ส สามารถยืดหยุ่นได้เสมอเนื่องจากมีตัวเลือกให้ใช้งานได้หลากหลาย

    ในส่วนของแดนกลาง แน่นอนว่า กุนซือคนหนุ่มเลือดผู้ดี จะใช้งาน เอ็นโกโล่ ก็องเต้ กับ  มาเตโอ โควาซิช ซึ่งได้รับเลือกเป็นนักเตะแห่งซีซั่นของทีมเมื่อฤดูกาลล่าสุด ขณะที่ในตำแหน่งแบ็กซ้ายปกติแล้วจะเป็น เอแมร์ซอน กับ มาร์กอส อลอนโซ่ ที่สลับกันลงเล่น แต่การที่ทีมได้ตัว ชิลเวลล์ มาเสริมแกร่ง ทำให้ตอนนี้โอกาสที่ ฟูลแบ็กทีมชาติอังกฤษ จะกลายเป็นตัวเลือกแรกในตำแหน่งนี้มากที่สุด

     ชิลเวลล์ มีจุดเด่นที่ แลมพาร์ด ชื่นชอบมากๆ นั่นก็คือการเล่นที่โดดเด่นทั้งเกมรับ และเกมรุก รวมทั้งยังเป็นผู้เล่นที่มีเท้าซ้ายสุดฉมัง และสิ่งนี้จะเป็นการสร้างมิติการเล่นเกมบุกให้กับ เชลซี มากยิ่งขึ้น ด้าน  รีซ เจมส์ แข้งดาวรุ่งจะได้รับโอกาสลงเล่นอย่างสม่ำเสมอในตำแหน่งแบ็กขวา เพราะนักเตะเต็มไปด้วยความสด และเล่นได้โดดเด่นถูกใจ "แลมพ์ส" มากๆ ในซีซั่นที่ผ่านมา

    ด้านตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กแน่นอนว่า ซิลวา จะเข้ามายืนเป็นตัวหลักของทีมแม้ว่านักเตะจะอายุ 36 ปีในเดือนกันยายนนี้ก็ตาม แต่ด้วยประสบการณ์ในการเล่นในลีกชั้นยอดทั้ง กัลโช่ เซเรีย อา และ ลีก เอิง น่าจะช่วยขันเกมรับให้กับ เชลซี เหนียวแน่นยิ่งขึ้น ที่สำคัญความสามารถของเขาจะช่วยพัฒนาบรรดานักเตะดาวรุ่งของทีมด้วย

    ส่วนคู่หูของ ซิลวา ก็คงเป็น เคิร์ก ซูม่า ที่โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา แต่ แลมพาร์ด เชื่อว่านักเตะรายนี้ยังไม่ได้พัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่ ฉะนั้นการได้เล่นร่วมกับ สตาร์ดังชาวบราซิเลียน จะช่วยดึงความสามารถของเขาออกมาได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

    ตบท้ายด้วยตำแหน่งโกล ต้องบอกเลยว่า แลมพาร์ด ไม่ไว้วางใจ เกปา อีกต่อไปแล้ว ฉะนั้นจึงต้องมองหาตัวเลือกที่ดีที่สุด ก่อนหน้านี้เขาอยากได้ ยาน โอบลัค นายด่าน "ตราหมี" แอตเลติโก มาดริด แต่ด้วยค่าตัวที่มหาศาล ทำให้ทีมเบนเข็มไปที่ โอนาน่า ที่มีค่าตัวถูกกว่าเยอะ และฟอร์มการเล่นก็เหนียวหนึบไม่ต่างกันมากนัก

    นอกจากการได้ 11 ตัวจริงที่คาดว่า แลมพาร์ด จะนำมาใช้งานในฤดูกาล 2020/2021 แล้ว ขุมกำลังสำรองของ เชลซี ต้องบอกเลยว่าอัดแน่นด้วยคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ซึ่งมีพรสวรรค์อันโดดเด่นแต่นักเตะอาจจะต้องพิสูจน์ตัวเองอีกซักระยะ เช่นเดียยวกับ โทโมรี่ ที่ต้องพัฒนาตัวเองเพื่อโอกาสในการก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลัก

     ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะทีมยังมีนักเตะประสบการณ์สูงทั้ง อันโตนิโอ รือดิเกอร์, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า และ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ เป็นต้น รวมทั้งนักเตะดาวรุ่งที่พร้อมสอดแทรกแย่งตำแหน่งอย่าง บิลลี่ กิลมอร์ กับ รูเบน ลอฟตัส-ชีค และอีกหลายๆ คน

    ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าขุมกำลังของ เชลซี ในฤดูกาลใหม่ต้องบอกว่าอัดแน่นไปด้วยคุณภาพมากๆ และการมีขนาดทีมที่ใหญ่แบบนี้ ทำให้ แลมพาร์ด สามารถปรับกลยุทธ์ได้หลากหลายเพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ที่ทีมต้องเจอในแต่ละเกม

    11 ตัวจริง เชลซี ในฤดูกาล 2020/2021 หากพวกเขาคว้านักเตะที่เล็งเอาไว้มาร่วมทีมได้ครบ

ผู้รักษาประตู : อ็องเดร โอนาน่า

กองหลัง : เบน ชิลเวลล์,  เคิร์ก ซูม่า, ติอาโก้ ซิลวา, รีซ เจมส์

กองกลาง :   เอ็นโกโล่ ก็องเต้, มาเตโอ โควาซิชล, เมสัน เมาท์, ไค ฮาแวร์ทซ์, คริสเตียน พูลิซิช

กองหน้า :  ติโม แวร์เนอร์

แบงค็อกฯตอบรับอุ่นแข้งศึก”บิ๊กไฟฟ์ ปรีซีซั่น”ก่อนหวดไทยลีก

ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ตอบรับร่วมโม่แข่งเกมอุ่นเครื่องศึก "บิ๊กไฟฟ์ ปรีซีซั่น" ก่อนหวดไทยลีก ไทยรัฐยิงสดเริ่มวันที่ 3 ก.ย. 63 บีจี ปทุม ยูไนเต็ด พบ ชลบุรี เอฟซี ต่อด้วย วันที่ 4 ก.ย. 63 การท่าเรือ เอฟซี พบ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด และวันที่ 6 ก.ย. 63 เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด พบ ชลบุรี เอฟซี

ศึกฟุตบอลอุ่นเครื่องนัดพิเศษที่ทางไทยรัฐจัดขึ้น ได้รับกระแสล้นหลาม ล่าสุด ได้ "ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด" ร่วมโม่แข้งอีกทีม ในรายการ "ไทยรัฐ บิ๊กไฟฟ์ ปรีซีซั่น" พร้อมแข่งขัน 3 วัน 3 สังเวียน จากกระแสอันล้นหลามของฟุตบอลอุ่นเครื่องนัดพิเศษที่ทางไทยรัฐ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-6 กันยายน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่การแข่งขันฟุตบอลไทยลีก 2020 จะกลับมารีสตาร์ต ในวันที่ 12 กันยายนนี้

ล่าสุด ฝ่ายจัดการแข่งขันได้รับการตอบรับจาก "ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด" จ่าฝูงในศึกฟุตบอลไทยลีกขณะนี้ เข้าร่วมโม่แข้งอีกทีม ทำให้ฟุตบอลรายการนี้จะใช้ชื่อรายการที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมว่า "ไทยรัฐ บิ๊กไฟฟ์ ปรีซีซั่น"

โดยจะมี 5 ทีมระดับท็อป ร่วมฟาดแข้ง ได้แก่ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด, การท่าเรือ เอฟซี, บีจี ปทุม ยูไนเต็ด, ชลบุรี เอฟซี และทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด แข่งขันกันในสังเวียนหลัก 3 สนาม ขณะที่โปรแกรมการแข่งขันอัปเดตล่าสุด ในฟุตบอล "ไทยรัฐ บิ๊กไฟฟ์ ปรีซีซั่น คัพ" นับว่าเป็นคู่ที่สุดมันเช่นเดิม
วันที่ 3 กันยายน 2563  บีจี ปทุม ยูไนเต็ด พบ ชลบุรี เอฟซี  ที่สนามบีจี ปทุม ยูไนเต็ด ,วันที่ 4 กันยายน 2563 การท่าเรือ เอฟซี พบ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ที่สนามแพท สเตเดี้ยม ,วันที่ 6 กันยายน 2563
เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด พบ ชลบุรี เอฟซี ที่สนามเอสซีจี สเตเดี้ยม

สำหรับการแข่งขัน ยังคงดำเนินการแข่งขันแบบปิด เพื่อเป็นไปตามนโยบายป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19
ในเบื้องต้น ทุกคู่เริ่มแข่งขันเวลา 16.05 น. (เข้ารายการถ่ายทอดสด 15.50 น.) แฟนฟุตบอลสามารถติดตามชมได้ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 ถ่ายทอดสดทุกคู่ รวมทั้งสามารถติดตามชมทางออนไลน์ได้ทุกช่องทาง ทั้ง Facebook Thairath Sport, YouTube Thairath และเว็บไซต์ https://www.thairath.co.th

 

ลุ้นเป็นจริง!แฉ “พ่อเมสซี่” บุกอังกฤษเจรจาแมนซิตี้

สองสื่อดังในแดนกระทิงดุ รายงาน ฮอร์เก้ เมสซี่ พ่อของ ลิโอเนล เมสซี่ ได้เดินทางไปยังอังกฤษ เพื่อเปิดการเจรจากับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เรื่องการย้ายไปเล่นในทัพ "เรือใบสีฟ้า" โดยงานนี้ยังไม่มีความแน่ชัดว่าทีมของกุนซือเป๊ป กวาร์ดิโอล่า จะต้องจ่ายค่าตัวของนักเตะให้กับ บาร์เซโลน่า เท่าไหร่

               ฮอร์เก้ บิดาบังเกิดเกล้าของ ลิโอเนล เมสซี่ กองหน้าอัจฉริยะ "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า จัดการเปิดการเจรจากับ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เกี่ยวกับเรื่องการที่ลูกชายสุดที่รักจะย้ายไปเล่นในถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยม จากการเปิดเผยของ 2 สื่อชั้นนำในประเทศสเปน

               สตาร์ลูกหนังชาวอาร์เจนไตน์ ได้แจ้งความจำนงในการขออำลาถิ่นคัมป์ นู เมื่อวันอังคารที่ 25 สิงหาคม หลังจากที่เจ้าตัวอยู่รับใช้สโมสรนี้ตั้งแต่เป็นเด็กปั้น จนกระทั่งก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่แห่งทัพ "เลือดหมูน้ำเงิน" ในช่วงเวลาเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา

               หลังจากนั้นไม่นานเริ่มมีการคาดการณ์เกี่ยวกับอนาคตสังกัดใหม่ของ ดาวเตะวัย 33 ปี ซึ่ง แมนฯ ซิตี้ ที่มี เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ทำหน้าที่กุมบังเหียน กลายเป็นทีมเต็งหนึ่งในการคว้านักเตะรายนี้ไปร่วมทีม เพราะสโมสรแห่งนี้มีทั้งสถานะการเงินที่มั่นคง และมีกุนซือที่ เมสซี่ อยากร่วมงานด้วยเสมอ

              ล่าสุดเรื่องนี้มีความเป็นไปได้สูงเมื่อ RAC1และ TyC Sports สองสื่อดังในดินแดนกระทิงดุ รายงานว่า ฮอร์เก้ เมสซี่ พ่อของนักเตะได้เดินทางไปยัง อังกฤษ เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการเจรจาเรื่องเงื่อนไขต่างๆ ในการที่ กองหน้าทีมชาติอาร์เจนตินา จะย้ายไปค้าแข้งด้วย

              อย่างไรก็ตามยังไม่มีความแน่ชัดเกี่ยวกับเรื่องค่าตัวในการย้ายทีมครั้งนี้ว่า แมนฯ ซิตี้ ต้องจ่ายเงินให้ บาร์ซ่า เท่าไหร่ โดย เมสซี่ จะหมดสัญญาในปี 2021 และมีเงื่อนไขในสัญญาที่จะขอย้ายทีมได้หลังจบแต่ละฤดูกาล ขณะที่ บาร์เซโลน่า ได้สวนกลับไปว่า เงื่อนไขนี้หมดอายุไปแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งหากเป็นสถานการณ์ปกติจะเป็นเวลา 10 วันหลังจบเกมนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก  (30 พ.ค.)

              ขณะที่ทีมกฎหมายของ เมสซี่ สวนกลับไปว่านี่เป็นช่วงเวลาที่ไม่ปกติเนื่องจากเกิดเหตุการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้เกมลูกหนังต้องขยายระยะเวลาการแข่งขันออกไป โดยนัดชิง แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็เพิ่งจบไปเมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา แต่กระนั้น บาร์ซ่า ยังคงยืนกรานว่า เมสซี่ จะย้ายทีมได้ก็ต้องมีสโมสรกล้าจ่ายค่าฉีกสัญญาจำนวน 700 ล้านยูโร (ราว 24,500 ล้านบาท) เท่านั้น

ทีมไหนพักน้อย ! เปิดวันพักเบรกท็อปซิกซ์พรีเมียร์ลีก ก่อนเปิดซีซั่นใหม่

 

   ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ จะเปิดฤดูกาล 2020/2021 ในวันที่ 12 กันยายนนี้ โดยงานนี้บรรดาทีมท็อปซิกซ์ ในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี อยู่ในช่วงที่ได้พักฟื้นร่างกาย แม้ว่าจะไม่นานเหมือนกับซีซั่นก่อนๆ เนื่องจากฤดูกาลที่ผ่านมา การแข่งขันต้องยืดเยื้อเพราะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19
    สำหรับ "ไอ้ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ต้องบอกว่าเป็นทีมที่ได้พักผ่อนน้อยที่สุดในบรรดาท็อปซิกซ์ เพราะเกมสุดท้ายที่พวกเขาลงสนามก็คือ แมตช์ที่เฉือน "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี 2-1 ในเกมนัดชิงชนะเลิศ ศึกเอฟเอ คัพ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา

    ส่วนทีมในท็อปซิกซ์ที่ได้พักกี่วัน และนานแค่ไหน งานนี้ เดอะ ซัน สื่อดังในอังกฤษ ได้นำข้อมูลที่น่าสนใจเพื่อแสดงให้เห็นว่า 6 ทีมยักษ์ใหญ่ในลีกจะมีโอกาสได้พักฟื้นร่างกายเพื่อเรียกความฟิตกลับมาให้พร้อมสำหรับลุยศึกพรีเมียร์ลีก ในฤดูกาลใหม่ 
 
อาร์เซน่อล – 28 วัน

    ทีมของกุนซือมิเกล อาร์เตต้า จบฤดูกาลที่แสนยากลำบากด้วยการคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยเก่าแก่ที่สุดในโลก ซึ่งงานนี้ต้องขอบคุณ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาคือนักเตะตัวความหวังเมื่อเหมาสองประตูนำทีมปราบ เชลซี

    อาร์เซน่อล มีคิวต้องพบกับ ลิเวอร์พูล ในเกมคอมมิวนิตี้ ชิลด์ ซึ่งเป็นประเพณีที่ต้องชิงโล่การกุศลก่อนที่เกมลีกจะเปิดฉากอย่างเป็นทางการ โดยแมตช์นี้จะแข่งกันที่สนามเวมบลีย์ ในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ นั่นทำให้พวกเขามีเวลาได้พักฟื้่นร่างกายเพียงแค่ 28 วันเท่านั้น 
   
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด – 34 วัน

    "ปีศาจแดง" อาจจะมีเวลาได้พักผ่อนน้อยลงกว่านี้หากพวกเขาไม่พ่ายแพ้ต่อ เซบีย่า ในรอบรองชนะเลิศ ศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก แต่เมื่อทีมโบกมือลาฟุตบอลถ้วยใบเล็กยุโรป ส่งผลให้บรรดาพ่อค้าแข้งแมนฯ ยูไนเต็ด ได้มีเวลาในการผ่อนคลาย และพักฟื้นร่างกายนานยิ่งขึ้น

    อย่างไรก็ตาม การที่ทีมของกุนซือโอเล่ กุนนาร์ โซลชา ได้ทะลุไปถึงรอบตัดเชือก ทำให้โปรแกรมที่ต้องลงเล่นเปิดสนามเยือน เบิร์นลี่ย์ วันเสาร์ที่ 12 กันยายนนี้ ถูกเลื่อนไปก่อน ทำให้แมตช์แรกที่พวกเขาจะลงสนามคือเกมรับมือ คริสตัล พาเลซ ในวันที่ 19 ก.ย. นั่นหมายความว่า "เร้ด เดวิลส์" ได้พักนานถึง 34 วันเลยทีเดียว 
 
ลิเวอร์พูล – 34 วัน

    อาจจะพูดได้ว่า ลิเวอร์พูล เริ่มผ่อนคลายหลังจากที่พวกเขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ทั้งที่ยังเหลือโปรแกรมอีก 7 นัด ทำให้ "หงส์แดง" เล่นแบบไม่ค่อยเน้นมากนัก แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดปล่อยตัวสำรองลงสนามยกชุด เพียงแต่พวกเขาสามารถสู้กับทุกๆ ทีมในเกมที่เหลืออยู่แบบไม่รู้สึกกดดันอะไรมากนัก

    ที่สำคัญทีมยังร่วงตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ทำให้ ลิเวอร์พูล ไม่ต้องมีภารกิจในการลงชิงชัยถ้วยใบโตยุโรปแบบมินิทัวร์นาเมนต์ ที่กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ฉะนั้นแมตช์สุดท้ายที่ลงแข่งก็คือเกมไล่ต้อน "สาลิกาดง" นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 3-1

    สำหรับเกมแรกของ "หงส์แดง" ก็คือแมตช์ปะทะ อาร์เซน่อล ที่สนามเวมบลีย์ ในศึกคอมมิวนิตี้ ชิลด์ วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคมนี้ นั่นหมายความว่าพวกเขาได้พักเบรก 34 วัน 
   
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ – 35 วัน

    "เรือใบสีฟ้า" มีสถานการณ์เหมือนกับ แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อพวกเขาต้องมีภารกิจในการลงแข่งขันในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก แม้สุดท้ายจะไปไม่ถึงฝั่งฝันเมื่อโดน โอลิมปิก ลียง หักปากกาเซียนเขี่ยร่วงตกรอบก่อนรองชนะเลิศ ไปแบบช็อกโลกเลยทีเดียว

    สำหรับเกมที่แพ้ ลียง เกิดขึ้นในวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยโปรแกรมแรกที่ทีมของกุนซือเป๊ป กวาร์ดิโอล่า จะลงแข่งมีขึ้นในวันที่ 19 กันยายนนี้ ซึ่งจะต้องออกไปเยือน "หมาป่า" วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส นั่นทำให้พวกเขาได้มีเวลาพักฟื้นร่างกายถึง 35 วัน

เชลซี – 37 วัน

    เชลซี เป็นทีมที่ได้พักฟื้นร่างกายนานเป็นอันดับ 2 ในบรรดาท็อปซิกซ์ แต่สิ่งเหล่านี้มันมาพร้อมกับความเจ็บปวดของทีม เพราะพวกเขาต้องพบกับความผิดหวังทั้งในการแข่งขันฟุตบอลถ้วยภายในประเทศ และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลที่ผ่านมา

    "สิงโตน้ำเงินคราม" แพ้ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค 1-4 นัด 2 ในเกมถ้วยใบโตยุโรป รอบ 16 ทีมสุดท้าย (รวมสองนัดแพ้ยับ 1-7) ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่พวกเขาต้องเจ็บช้ำระกำใจจากการแพ้ให้กับสโมสรคู่อริร่วมกรุงลอนดอน "ไอ้ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ในรอบชิงชนะเลิศ ศึกเอฟเอ คัพ

    สำหรับฤดูกาลใหม่ ต้องบอกว่าทีมของกุนซือแฟร้งค์ แลมพาร์ด มาพร้อมขุมกำลังที่ดูสดใสซาบซ่าซึ่งมีทั้ง ติโม แวร์เนอร์ กับ ฮาคิม ซิเย็ค และพวกเขาจะลงประเดิมสนามในเกมลีกนัดแรกพบ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ในวันที่ 14 กันยายนนี้

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ – 48 วัน

    ขุนพลของ โชเซ่ มูรินโญ่ มีโอกาสได้พักเบรกในช่วงซัมเมอร์ถึง 48 วัน เนื่องจากพวกเขาไม่มีโปรแกรมในเกมฟุตบอลถ้วยยุโรป ฉะนั้น สเปอร์ส ได้พักมากกว่าคู่แข่งท็อปซิกซ์เกือบ 2 สัปดาห์  โดยแมตช์สุดท้ายของพวกเขาเกิดขึ้นในเกมเสมอ คริสตัล พาเลซ 1-1 เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม

    โดยโปรแกรมลงสนามสำหรับฤดูกาลปัจจุบันของ "ไก่เดือยทอง" จะมีขึ้นในแมตช์เปิดบ้านรับมือ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน ที่สนามท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยม ในวันเสาร์ที่ 12 กันยายนนี้ ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขามีร่างกายที่ฟิตสมบูรณ์ชัวร์

จับตาดีลช็อกโลก! เปิด 7 ทีมเต็งลุ้นคว้า “เมสซี่” ร่วมทัพ

กลายเป็นข่าวใหญ่โตขึ้นมาเมื่อสื่อหลายสำนักพร้อมใจกันลงข่าวว่า ลีโอเนล เมสซี่ แจ้งความประสงค์ต่อบอร์ดบริหารบาร์เซโลน่าว่าต้องการขอย้ายออกจากทีมในซัมเมอร์นี้และต้องการที่จะเจรจาขอยกเลิกสัญญาตอนนี้เลย งานนี้ทำเอาสโมสรต้องมีการประชุมด่วนกันทันที หากเป็นตามนี้จริงๆน่าสนใจว่าสถานีต่อไปของสตาร์ทีมชาติอาร์เจนตินาวัย 33 ปีจะเป็นที่ใด เรามาดู 7 ตัวเต็งที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด

1.แมนเชสเตอร์ ซิตี้

 

    แน่นอนว่าเต็งหนึ่งตอนนี้คงหนีไม่พ้น แมนฯ ซิตี้ ซึ่งมี เป๊ป กวาร์ดิโอล่า อดีตนายใหญ่ของ เมสซี่ คุมทัพอยู่ ทั้งสองยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและหลายคนก็เชื่อว่าตัวเลือกอันดับหนึ่งของ เมสซี่ ก็ต้องเป็นทีมนี้ แม้ว่าสถานการณ์โควิด-19จะส่งผลกระทบต่อการเงินหลายทีมแต่เมื่อเป็น “เรือใบสีฟ้า” เรื่องเงินคงไม่ใช่ปัญหา

    การเซ็นสัญญา “เมสซี่” จะทำให้ยกระดับทีมมาท้าทายแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่าง ลิเวอร์พูล ยิ่งขึ้นไปอีกรวมถึงแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ปรารถนามานาน ความจริง แมนฯ ซิตี้ ไม่ได้จำเป็นต้องมี เมสซี่ ในทีมตอนนี้แต่คุณคงไม่ได้ซื้อ เมสซี่ เพราะเขาเข้ากับทีมคุณหรอก คุณต้องการซื้อเขาเพราะเขาคือ “เมสซี่” นี่แหละและนี่จะเป็นโอกาสทองที่จะทำให้ “เรือใบ” ครองความยิ่งใหญ่ในยุโรป

อัตราต่อรอง: 6/4 (แทง 4 จ่าย 6)

2.ปารีส แซงต์-แชร์กแมง

 

    อีกหนึ่งทีมที่น่าจะมีความเป็นไปได้อยู่มากทีเดียวคือ เปแอสเช  ยิ่งปีนี้พวกเขาอกหักพลาด ชปล. ไปต่อหน้าต่อตา ยิ่งทำให้ทีมต้องฟื้นฟูสภาพจิตใจโดยด่วน การเซ็นสัญญา เมสซี่ อาจจะทำให้ทีมกลับมามีบรรยากาศกลับมาดีขึ้น รวมถึงอาจทำให้ทีมการันตีเข้ารอบฟุตบอลยุโรปลึกๆเลยด้วย

    ลองจิตนาการแนวรุก เนย์มาร์-เอ็มบั๊ปเป้-เมสซี่ คงจะโหดไม่แพ้ตำนาน MSN เนย์มาร์-ซัวเรซ-เมสซี่ อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ของ เมสซี่ และ เนย์มาร์ ไม่ได้ดีมาตั้งแต่อยู่บาร์ซ่า และเนย์มาร์ เองก็เคยมีข่าวว่าอยากกลับสเปนมาตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์ปปีที่แล้ว มีโอกาสที่ เนย์มาร์ จะเดินออกจากทีมไปเพื่อเปิดทางให้กับ เมสซี่ อยู่เหมือนกัน ปัญหาอย่างหนึ่งคือ ลีกเอิง จะเป็นลีกที่เมสซี่อยากมาหรือไม่?

อัตราต่อรอง: 3/1 (แทง 1 จ่าย 3)

3.อินเตอร์ มิลาน

 

    ตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา อินเตอร์ มิลาน เป็นทีมที่มีข่าวกับ เมสซี่ มากที่สุด ขนาดที่สื่ออิตาลีเล่นข่าวว่าพ่อของเมสซี่ซื้อบ้านในย่านปอร์ต้า โนวา ที่เมืองมิลานเพื่อเตรียมให้ลูกชายมาอยู่แล้วด้วย ด้าน มาสซิมิเลียโน่ มิราเบลลี่ อดีตผู้อำนวยการกีฬาอินเตอร์ ออกมยอมรับว่าสโมสรวางแผนที่จะนำเข้า เมสซี่ มาหลายปีซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าของสโมสรระบุตั้งแต่ครั้งแรกที่ประชุม

    หนึ่งในตัวแปรที่น่าสนใจคือ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ซึ่งเป็นเป้าหมายของ บาร์เซโลน่า มานานและตัวนักเตะดูจะแสดงออกว่าต้องการย้ายไปค้าแข้งกับทีมเจ้าบุญทุ่ม ดังนั้นไม่มีเหตุลที่จะต้องเก็บไว้ การแลกตัวกับ เมสซี่ ดูมีความเป็นไปได้มากที่สุด

    ลูกทีมของ อันโตนิโอ คอนเต้ จบซีซั่นด้วยการตามหลัง ยูเวนตุส แต้มเดียว ส่วนยูโรปา ลีกก็พลาดท่าอีก หาก เมสซี่ ย้ายมาจริงเชื่อว่าพวกเขาสามารถยกระดับมาต่อกรกับ “ม้าลาย” ได้เลย

อัตราต่อรอง: 3/1 (แทง 1 จ่าย 3)

4.ยูเวนตุส

 

    ยูเวนตุส เคยสร้างดีลช็อกโลกด้วยการคว้าตัว คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จาก เรอัล มาดริด มาแล้ว ถ้ามีโอกาสเซ็นสัญญาอีกหนึ่งนักเตะระดับโลกทำไมพวกเขาจะไม่สนใจล่ะ? แม้ว่าทัพ “ม้าลาย” จะไม่ได้เป็นตัวเต็งลำดับต้นๆแต่พวกเขาเคยโชว์ให้เห็นหลายครั้งแล้วว่าการปิดดีลระดับบิ๊กๆต้องทำอย่างไร

    หลายคนคงอยากเห็นสองแข้งที่ดีที่สุดในโลกมาอยู่ทีมเดียวกันและเชื่อว่า เมสซี่ ก็คงไม่ปฏิเสธโอกาสที่จะได้จับคู่กับคู่ปรับตลอดกาล ดังนั้นประตูสำหรับยูเวนตุสยงคงเปิดกว้างอยู่เสมอ

อัตราต่อรอง: 4/1 (แทง 1 จ่าย 4)

5.แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

    ทีมที่มูลค่าอันดับสามของโลกก็ต้องมีชื่อเข้ามาติดในนี้เช่นกัน ซัมเมอร์นี้พวกเขาตัดสินใจแน่วแน่มากว่าจะล่าตัว เจดอน ซานโช่ มาให้ได้แต่ปรากฎว่าทางดอร์มมุนด์ตั้งค่าตัวไว้มากจนจ่ายไม่ไหว แล้วทำไมไม่ลองหันมาทางเมสซี่บ้าง? เจ้าตัวมีสปอนเซอร์เป็นอดิดาสเหมือนกับเสื้อแข้งของ แมนฯ ยูไนเต็ด หากการย้ายตัวเกิดขึ้น อดิดาส ก็น่าจะมีส่วนสำคัญทีเดียว

    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา พูดถึงการลดช่องว่างระหว่าง แมนฯยูไนเต็ด กับ แมนฯ ซิตี้ และลิเวอร์พูล การซื้อ เมสซี่ นี่แหละคือคำตอบอย่างแท้จริง แม้จะดูเป็นไปได้ยากตามอัตราต่อรองที่ออกมา ยิ่ง โซลชา มีนโยบายซื้อนักเตะดาวรุ่งเข้าทีมยิ่งยากเข้าไปใหญ่ แต่ตอนนี้แฟนบอลผีแดงกำลังไม่พอใจบอร์ดบริหารโดยเฉพาะ เฮ้ด วู้ดเวิร์ด และตระกูล เกลเซอร์ อย่างหนักหลังจากซัมเมอร์นี้ยังไม่มีใครเดินเข้ามาในทีมเลย “เมสซี่” จะเป็นโอกาสทองที่จะทำให้เสียงวิจารณ์เหล่านั้นหมดไป

อัตราต่อรอง: 13/2 (แทง 2 จ่าย 13)

6.ทีมในเมเจอร์ลีก และลีกจีน

 

    แล้วถ้าเป็นนอกยุโรปล่ะ? เมเจอร์ลีก ถือเป็นจุดหมายปลายทางของนักเตะที่อยู่ช่วงบั้นปลายอาชีพนิยมมากัน หากเจ้าตัวตัดสินใจย้ายไปแดนลุงแซมจริงๆจะเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลอเมริกาอย่างแท้จริง

    ตัวลีกอาจจะไม่ใช่ประเด็นหลักมากนัก แต่เป็นเรื่องเงินและคุณภาพชีวิตในอเมริกาที่น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่โน้มน้าวให้ เมสซี่ มาค้าแข้งที่นี่ ทีมอย่าง อินเตอร์ ไมอามี่ ซึ่งมีเจ้าของคือ เดวิด เบ็คแฮม คงไม่ปิดโอกาสที่จะคว้าตัวเมสซี่มาแน่นอน

อัตราต่อรอง: 12/1 (แทง 1 จ่าย 12)

7.นีเวลล์ส โอลด์ บอยส์

 

    นีเวลล์ส โอลด์ บอยส์ เป็นสโมสรในอาร์เจนติน่าที่ปลุกปั้นเขามาในช่วงระหว่างปี 1994-2000 ก่อนจะย้ายไปอคาเดมี่ของบาร์ซ่า หาก เมสซี่ เลือกที่จะวางมือจะการเล่นในยุโรปและกลับมาสโมสรบ้านเกิดถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเช่นกันซึ่งเขาก็เคยให้สัมภาษณ์ว่าอยาจะกลับไปค้าแข้งที่ นีเวลส์ สักครั้งก่อนแขวนสตั๊ด

อัตราต่อรอง: 20/1 (แทง 1 จ่าย 20)

เรื่องเงินไม่ลงตัว!แมนยูพร้อมเลิกล่าซานโช่ซัมเมอร์นี้



เดอะ มิร์เรอร์ สื่อของอังกฤษ ระบุ แมนฯ ยูไนเต็ด พร้อมเลิกภารกิจล่า เจดอน ซานโช่ ในช่วงซัมเมอร์นี้ ถ้าหากยังคุยเรื่องค่าใช้จ่ายกับทุกฝ่ายไม่ได้ เพราะสุดท้ายแล้วยังไม่อยากเสียเงินก้อนโตไปกับการล่าปีกทีมชาติอังกฤษ
    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรชั้นนำของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ พร้อมที่จะระงับแผนการล่าตัว เจดอน ซานโช่ ปีกตัวเก่งของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ มาร่วมทัพให้ได้ในช่วงซัมเมอร์นี้ ถ้าหากสุดท้ายแล้วทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถต่อรองเรื่องค่าใช้จ่ายได้ ตามรายงานของ เดอะ มิร์เรอร์ สื่อชื่อดังของเมืองผุ้ดี

    "ปีศาจแดง" ตกเป็นข่าวให้ความสนใจในตัว ซานโช่ ตลอดช่วงที่ผ่านมา โดยช่วงหนึ่งเคยมีข่าวว่าพวกเขาใกล้ที่จะบรรลุข้อตกลงกับอดีตลูกหม้อ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้แล้วด้วย แต่ติดปัญหาที่ ดอร์ทมุนด์ ประกาศว่าต้องการค่าตัวในระดับ 108 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,320 ล้านบาท) สถานเดียว

    กระทั่งล่าสุด เดอะ มิร์เรอร์ ก็แฉว่า แมนฯ ยูไนเต็ด พร้อมถอนตัวจากดีลนี้เป็นการชั่วคราวจนถึงช่วงซัมเมอร์ ปีหน้า ถ้าหากทุกฝ่ายยังคุยเรื่องเงินกันไม่ลงตัว เพราะจนถึงตอนนี้พวกเขายังคิดว่าค่าตัว 108 ล้านปอนด์มันไม่สมเหตุสมผลเมื่อพิจารณาถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นอกจากนี้ การจะให้ค่าเหนื่อย ซานโช่ ในระดับเกือบสัปดาห์ละ 300,000 ปอนด์ (ประมาณ 12 ล้านบาท) ตามที่เจ้าตัวต้องการก็อาจจะทำให้โครงสร้างเรื่องค่าเหนื่อยของสโมสรในตอนนี้มีปัญหาด้วย

จ่อปิดดีล! “กาเบรียล” ผ่านตรวจร่างกายกับอาร์เซน่อลเรียบร้อย

 

กาเบรียล มากัลเญส ปราการหลังร่างใหญ่ ลีลล์ จ่อเต็มทีที่จะกลายเป็นสมาชิกใหม่ของ อาร์เซน่อล เพราะล่าสุดมีข่าวเจ้าตัวผ่านขั้นตอนการตรวจร่างกายเรียบร้อย

กาเบรียล มากัลเญส เซนเตอร์แบ็กชาวบราซิเลียนของ ลีลล์ ได้ผ่านขั้นตอนการตรวจร่างกายกับ อาร์เซน่อล ว่าที่ต้นสังกัดใหม่ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่กรุงลอนดอน เรียบร้อย ตามรายงานจาก ฟาบริซิโอ โรมาโน่ นักข่าวคนดังของ สกาย สปอร์ตส์ เมื่อวันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม ที่ผ่านมา

คาดกันว่า "ไอ้ปืนใหญ่" จะประกาศปิดดีลคว้าตัว กาเบรียล ในเร็วๆ นี้ หลังจากที่นักเตะตกลงสัญญา 5 ปีกับสโมสรได้เรียบร้อย ส่วนค่าตัวของ ปราการหลังร่างใหญ่วัย 22 ปี น่าจะอยู่ที่ราว 27 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,107 ล้านบาท)

 ทั้งนี้ หากทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย กาเบรียล ซึ่งเพิ่งเดินทางมาจากประเทศฝรั่งเศส ก็ยังไม่สามารถร่วมฝึกซ้อมกับ อาร์เซน่อล ได้ทันที เนื่องจากจำเป็นต้องกักตัวเป็นเวลา 14 วัน ตามมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อไวรัส "โควิด-19"