จุดโทษชัดๆ!เอวร่าชี้แม็กไกวร์ทำอย่างกับเล่นมวยปล้ำ

ปาทริซ เอวร่า เผยความรู้สึกเมื่อเห็นจังหวะที่ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เหนี่ยวรั้งไม่ให้ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า เข้าเล่นบอล โดยระบุว่าทำให้นึกถึงการเล่นมวยปล้ำ ขณะเดียวกันอดีตแข้งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยืนยันว่าสมควรเป็นลูกจุดโทษแน่นอน
     เกมที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ เชลซี ลงเอยด้วยผลเสมอ 0-0 ซึ่งระหว่างเกมมีจังหวะปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กัปตันทีม’ปีศาจแดง’ ไปล็อกคอ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า แนวรับของ เชลซี ในจังหวะที่ ‘สิงห์บลูส์’ ได้ลูกฟรีคิกที่เปิดเข้ามาในกรอบเขตโทษ

    อย่างไรก็ตาม ผู้ตัดสินไม่ได้เป่าว่าจังหวะนี้เป็นการทำฟาวล์ อีกทั้ง วีเออาร์ ก็ไม่ได้เรียกตรวจสอบความชัดเจนนี้ ซึ่งทำให้หลายฝ่ายต่างสงสัย เพราะถ้าว่ากันตามตรง ดูเหมือนว่าเป็นลูกฟาวล์ที่ชัดเจน และ เชลซี สมควรได้ลูกจุดโทษ ถึงขนาดที่ ปาทริซ เอวร่า อดีตแข้งคนดังของ แมนยู เอง ยังเอ่ยปากในรายการของ สกาย สปอร์ต ว่าไม่ว่ายังไงเสีย จังหวะนี้ก็ต้องเป็นการฟาวล์

    "ผมเคยดูมวยปล้ำ และเขา (แม็กไกวร์) ทำให้ผมนึกถึง ฮัลค์ โฮแกน (ยอดนักมวยปล้ำชื่อดังของ WWE) มันชัดเจนว่าเป็นลูกจุดโทษ ผมคิดว่าเราน่าจะได้พูดถึงเรื่องนี้กันทั้งวันเลยล่ะ" อดีตแบ็กซ้ายปีศาจแดง กล่าว

    นอกจากนี้ จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ อดีตกองหน้าของ เชลซี และทำหน้าที่ในห้องส่งของ สกาย สปอร์ต เช่นเดียวกับ เอวร่า ก็ระบุว่า แม็กไกวร์ พยายามรั้ง อัซปิลิกวยต้า ไว้เพื่อไม่ให้เล่นบอลแบบชัดเจน

    "100 % เลยว่าต้องเป็นลูกจุดโทษ แม็กไกวร์ เขาทำอะไรของเขาน่ะ" อดีตผู้เล่นทีมชาติฮอลแลนด์ กล่าวในช่วงพักครึ่งแรก

    "หากคุณได้มองจากมุมต่างๆ แล้วล่ะก็ เขา (แม็กไกวร์) เหนี่ยวรั้งคอ อัซปิลิกวยต้า และจงใจหยุดไม่ให้เขา (อัซปิลิกวยต้า) เทคตัวกระโดด แม็กไกวร์ ใส่น้ำหนักตัวทิ้งลงไปตรงไหล่ของ อัซปิลิกวยต้า"

แวน บาสเทนชี้ฟาน เดอ เบ็คไม่ควรซบแมนยู

มาร์โก แวน บาสเท่น แสดงความเห็นกับสื่อประเทศบ้านเกิด โดยเชื่อว่า ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ควรที่จะอดทนรอทางเลือกอื่นแทนที่จะย้ายไปอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
   
มาร์โก แวน บาสเท่น ตำนานทีมชาติฮอลแลนด์ ให้ความเห็นว่า ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค มิดฟิลด์รุ่นน้อง ไม่ควรรีบย้ายมาอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา เพราะการเป็นผู้เล่นที่มีฝีเท้าดีควรที่จะได้ลงสนามทุกสัปดาห์

ฟาน เดอ เบ็ค ได้รับความสนใจจากหลายสโมสรในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา หลังจากโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดกับ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในมิดฟิลด์พรสวรรค์สูงของวงการลูกหนัง และสุดท้ายเป็น แมนฯ ยูไนเต็ด ที่คว้าตัว ฟาน เดอ เบ็ค ไปครอบครองด้วยค่าตัว 40 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 1,520 ล้านบาท
 
อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ย้ายทีม ฟาน เดอ เบ็ค ในวัย 23 ปี กลับไม่ได้ลงสนามเต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าที่ควร โดยเพิ่งได้ลงเล่นเกมพรีเมียร์ลีก ไปเพียง 61 นาทีเท่านั้น อีกทั้งเกมล่าสุดที่ต้นสังกัดเสมอกับ เชลซี 0-0 ก็ไม่ได้มีส่วนร่วมกับทีมเลย

ในเรื่องนี้เอง แวน บาสเท่น ให้สัมภาษณ์กับ Ziggo Sport สื่อโทรทัศน์ในประเทศฮอลแลนด์ ระบุถึงเรื่องที่ว่า ฟาน เดอ เบ็ค ควรจะรอข้อเสนออื่นๆ แทนที่ย้ายไปร่วมทีม ‘ปีศาจแดง’

"ดอนนี่ ไม่ควรย้ายไป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด"

"ในเมื่อคุณเป็นผู้เล่นที่ดี คุณก็ต้องการที่จะลงสนามทุกสัปดาห์" อดีตยอดกองหน้าเผย

"มันเป็นเรื่องแย่มากๆ สำหรับผู้เล่นอย่าง ดอนนี่ ที่จะได้ลงเล่นแค่ 6 หรือ 7 เกมในปีนี้ นั่นคือเรื่องช็อคในการที่คุณต้องมีเกมเพื่อจับจังหวะในการเล่น"

"ผมรู้ว่าเขาได้รับค่าแรงมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว แต่ในการเป็นนักเตะฝีเท้าดีคุณก็ต้องมีวิจารณญาณ และมองถึงโอกาสในการลงเล่นตอนที่คุณจะเซ็นสัญญากับทีมใหม่"

"ดอนนี่ ควรที่จะรอโอกาสที่ดีกว่า และเซ็นสัญญากับสโมสรอื่น" แวน บาสเท่น กล่าวปิดท้าย

ทั้งนี้ ความเห็นของ แวน บาสเท่น สอดคล้องกับสิ่งที่ ปาทริซ เอวร่า อดีตแบ็กซ้าย แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ตั้งข้อสงสัยว่าทำไม ‘ปีศาจแดง’ ถึงต้องทุ่มเงินซื้อ ฟาน เดอ เบ็ค มาร่วมทีม ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่คิดที่จะใช้งาน

 

แม็กไกวร์ตอบโต้เสียงวิจารณ์แมนยูตลกสิ้นดี

แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ไม่สนคำวิจารณ์ที่มีต่อทีม โดยระบุว่าเป็นเรื่องที่น่าตลกที่มาหาว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่ในช่วงวิกฤติครั้งใหญ่

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บุกเอาชนะ นิวคาสเซิล 4-1 ในเกมพรีเมียร์ลีก เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยฟอร์มการเล่นแสดงออกมาให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอีกครั้ง แก้ตัวจากเกมก่อนที่แพ้ต่อ ทอตแน่ม ฮอตสเปอร์ 1-6 คาสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด

‘ปีศาจแดง’ ได้ประตูจาก แฮร์รี่ แม็กไกวร์, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, อารอน วาน-บิสซาก้า และ มาร์คัส แรชฟอร์ด โดยกัปตันทีมอย่าง แม็กไกวร์ ได้ให้สัมภาษณ์หลังจบเกมว่าไม่ได้สนคำจารณ์เชิงลบที่มีต่อตนและเพื่อนร่วมทีม

"มันน่าตลกสิ้นดี 3 สามเกมผ่านไปของฤดูกาล และดูเหมือนว่าเป็นเรื่องวิกฤติครั้งใหญ่ การชนะ 2 แพ้ 2 เส้นทางยังมีอีกยาวไกล ซึ่งเราต้องพิสูจน์ให้เห็น" แม็กไกวร์ กล่าวกับ สกาย สปอร์ต

"เมื่อคุณเล่นให้กับสโมสรนี้ และแพ้ในบ้านตัวเอง เราก็ถูกตั้งคำถามขึ้น เราทำงานหนักในตอนซ้อม นี่คือกลุ่มที่ยอดเยี่ยม และเราก็รู้ดีว่าเราต้องกลับมาให้ได้ ผมรู้สึกว่ามันคงเป็นเรื่องเลวร้ายหากเรากลับออกไปแค่คะแนนเดียว"

"มันเป็นเรื่องสำคัญ ทุกๆ เกมใน พรีเมียร์ลีก เราต้องเล่นให้ได้ในระดับสูง บางเกมเราไม่สามารถทำได้ดีที่สุด แต่เราก็ต้องทำเรื่องพื้นฐานให้ได้ดี และในเกมที่เราแพ้ เราทำมันไม่ได้ดีเท่าที่ควร"
   
"พวกเราเป็นทีมที่อายุน้อย แต่เราจะไม่ใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้าง มันเป็นเรื่องน่าผิดหวังที่ออกสตาร์ทแบบนี้ แต่ด้วยฟอร์มการเล่นยอดเยี่ยมในคืนนี้ก็เกิดขึ้นในยามที่เราต้องการมัน"

มอยส์เผยเคยกาหัวเบลเป้าหมายเบอร์1สมัยคุมแมนยู

เดวิด มอยส์ กุนซือ เวสต์แฮม ระบุ ตอนคุม แมนฯ ยูไนเต็ด ตนเคยอยากได้ แกเร็ธ เบล จนถึงขั้นกาหัวเขาเป็นเป้าหมายเบอร์ 1 พร้อมบอกว่าที่จริงตอนนั้น "ปีศาจแดง" ทุ่มสุดตัวเพื่อที่จะปิดดีลกับ เบล ให้ได้ แต่ตัวนักเตะมีใจให้กับ เรอัล มาดริด ไปก่อนแล้ว

เดวิด มอยส์ ผู้จัดการทีม เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ยืนยันว่าตนเคยอยากได้ แกเร็ธ เบล ไปร่วมทัพในตอนที่คุม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จริงๆ แถมถึงขั้นกาหัวปีกชาวเวลส์เป็นเป้าหมายการเสริมทัพรายแรกด้วยซ้ำ

ในช่วงแรกๆ ที่ มอยส์ เข้าไปกุมบังเหียน แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อช่วงซัมเมอร์ ปี 2013 เขาตกเป็นข่าวกับนักเตะชื่อดังหลายราย อย่างเช่น เบล, เชส ฟาเบรกาส และ โทนี่ โครส เป็นต้น แต่สุดท้ายในตอนนั้นก็ได้เพียง มารูยาน เฟลไลนี่ มาร่วมทัพแค่คนเดียว โดยที่หลายคนตำหนิบอร์ดบริหารของ "ปีศาจแดง" ด้วยว่าไม่ทุ่มเทกับการล่าแข้งที่เป็นเป้าหมายของ มอยส์ มากเท่าที่ควร

มอยส์ ซึ่งอาจต้องเจอกับ เบล ในเกมลีกที่ เวสต์แฮม มีคิวดวลกับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ในวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคมนี้ เผยว่า "แกเร็ธ เบล อาจจะเป็นชื่อแรกที่ผมิคดถึงในตอนที่ผมเข้าไปรับงานกับที่นั่น ผมคิดว่า แกเร็ธ เบล เป็นนักเตะตามแบบฉบับของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขาคือคนที่เหมาะสม ยูไนเต็ด เคยมีปีกเก่งๆ หลายราย ไล่ตั้งแต่ จอร์จ เบสต์ ไปจนถึง ไรอัน กิ๊กส์ ระหว่างยุคของ 2 คนนั้นพวกเขาก็มีปีกชั้นยอดอีกหลายคน"

"ผมอยากได้ แกเร็ธ เบล ไปเสริมทัพเป็นรายแรกในตอนที่คุม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ตอนนั้นมันเหมือนกับว่าเขาก้าวขาไปทาง เรอัล มาดริด นิดๆ แล้ว ผมพยายามที่จะปาดหน้าพวกเขาให้ได้ ผมพยายามที่จะดึงเขามาร่วมทีมให้ได้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ให้เงินมากกว่าที่ เรอัล มาดริด ยื่นให้เขา พวกเขายอมให้เงินมากกว่าแล้ว เราทำทุกทางเท่าที่จะทำได้เพื่อที่จะพยายามเอาเขาไปร่วมทีมให้ได้ เราถึงขั้นเตรียมเฮลิคอปเตอร์เอาไว้ที่สนามซ้อมเพื่อที่จะไปรับเขากลับมาด้วยซ้ำ เราเคยคิดว่าเรามีโอกาสที่จะได้เขาไปร่วมทีม แต่แล้วเขาก็เลือก เรอัล มาดริด ซึ่งมันก็เป็นการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยม เพราะเขาได้แชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก ถึง 4 สมัยกับที่นั่น เขามีอาชีพการค้าแข้งที่ยอดเยี่ยมสุดๆ"

มีทั้งดีและแย่!แมนยูสร้าง2สถิติหลังบุกทุบเปแอสเช

การบุกไปชนะ ปารีสฯ 2-1 ทำให้ตอนนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด สามารถเก็บชัยชนะในเกมเยือนได้ 10 นัดติดต่อกันเป็นหนแรกในประวัติศาสตร์ของทีม แต่พวกเขาก็ทาบสถิติการทำเข้าประตูตัวเองเยอะที่สุดในศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก เหมือนกัน
    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ สร้างประวัติศาสตร์ชนะเกมเยือน 10 นัดติดต่อกันในทุกรายการได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของทีมหากไม่รับรวมเกมอุ่นเครื่อง หลังล่าสุดพวกเขาบุกไปทุบ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 2-1 ในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอช เมื่อวันอังคารที่ 20 ตุลาคม ที่ผ่านมา

    สำหรับสถิติในครั้งนี้ของ แมนฯ ยูไนเต็ด เริ่มต้นจากเกม เอฟเอ คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศของฤดูกาลก่อนที่พวกเขาบุกไปเฉือน นอริช ซิตี้ 2-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ โดยชัยชนะที่เด่นๆ หลังจากนั้นมีอย่างเช่นเกมลีกที่บุกไปชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 2-0 เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ส่วนเกม ยูฟ่า ยูโรปา ลีก รอบรองชนะเลิศที่แพ้ เซบีย่า 1-2 ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมามันเตะที่สนามเป็นกลางจนทำให้ไม่ถือว่าสถิติของพวกเขาถูกหยุดเอาไว้ในตอนนั้น

    อย่างไรก็ตาม การที่ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล โหม่งเข้าประตูตัวเองในเกมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาก็ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ทาบสถิติการเป็นทีมที่ทำเข้าประตูตัวเองเยอะที่สุดในประวัติศาสตร์ของศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก เท่ากับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน เหมือนกัน ด้วยจำนวน 9 ครั้ง ซึ่งคนล่าสุดก่อนหน้านี้ของพวกเขาที่ทำเข้าประตูตัวเองในเกมชิงถ้วย "บิ๊กเอียร์" ได้แก่ ลุค ชอว์ โดยมันเกิดขึ้นในรอบก่อนรองชนะเลิศ นัดแรก ที่ทีมของกุนซือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา แพ้ บาร์เซโลน่า 0-1 เมื่อช่วงเดือนเมษายน ปี 2019

อัดอั้นมานาน!ชไนเดอร์ลินจวกฟานกัลยับเยิน

หลังจากกลั้นความรู้สึกมานานหลายปี ล่าสุด มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน ก็ออกมาจวก หลุยส์ ฟาน กัล อดีตกุนซือที่ร่วมงานกันตอนอยู่ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด แบบยับเยิน โดยบอกว่าอีกฝ่ายจำกัดกรอบการเล่นมากเกินไปจนทำให้นักเตะไม่มีอิสระในการเล่น แถมยังเข้มงวดเกินกว่าเหตุ พร้อมรับ ตอนนั้นน่าจะไปอยู่กับ สเปอร์ส น่าจะเหมาะกว่า
   
มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน มิดฟิลด์ นีซ สโมสรในศึก ลีก เอิง ฝรั่งเศส ตำหนิ หลุยส์ ฟาน กัล ว่าทำทีมโดยที่ใช้มาตรการเข้มงวดกับเรื่องต่างๆ มากเกินไป อย่างเช่นการจำกัดรูปแบบการเล่น จนส่งผลให้ตนกับคนอื่นๆ ในทีมไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งออกมาได้ตามไปด้วย

ตอนช่วงซัมเมอร์ ปี 2015 ชไนเดอร์ลิน ตกเป็นข่าวกับหลายทีม อย่างเช่น แมนฯ ยูไนเต็ด และ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เป็นต้น หลังจากช่วงนั้นเขาทำผลงานได้โดดเด่นกับ เซาธ์แฮมป์ตัน ก่อนที่สุดท้ายเจ้าตัวจะเลือก "ปีศาจแดง" แต่เขาก็ไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งกับที่นั่นได้จนโดนปล่อยไปให้ เอฟเวอร์ตัน ในเดือนมกราคม ปี 2017

ดาวเตะชาวฝรั่งเศสให้สัมภาษณ์กับ ดิ แอธเลติก สื่อกีฬาชื่อดังว่า "เราโดนสั่งว่า -เมื่อไหร่ก็ตามที่แกได้จับบอลน่ะ แกต้องทำอย่างนี้นะ- ทั้งที่ผมควรจะได้เล่นด้วยความกล้าของผมเหมือนอย่างที่ทำได้ตอนเล่นให้ (เมาริซิโอ) โปเช็ตติโน่ และ (โรนัลด์) คูมัน (ชไนเดอร์ลิน เคยร่วมงานกับทั้งคู่ที่ เซาธ์แฮมป์ตัน) สิ่งที่เลวร้ายที่สุดของนักฟุตบอลก็คือเมื่อมันเกิดเวลาที่คุณคิดมากเกินไป ผมเริ่มคิดว่า -อา ผู้จัดการทีมอยากให้ฉันทำอย่างนี้- ซั่งนั่นทำให้คุณเสียสัญชาตญาณของตัวเอง คุณจะเริ่มถูกบีบให้ต้องทำบางอย่างจนสุดท้ายก็จ่ายพลาด, เข้าสกัดช้าเกินไป ฯลฯ มันทำให้ความมั่นใจของคุณหายไป"

"มันทำให้ผมมีทั้งเกมที่เล่นได้ดีมากๆ แล้วก็เกมที่เล่นได้ห่วยแตกสุดๆ ตอนนั้นผมไม่มีความมั่นใจมากนัก ผมถึงขั้นเริ่มบ่นกับภรรยาของผมด้วยซ้ำ จนถึงตอนนี้ผมก็ยังรู้สึกเจ็บใจที่ไม่สามารถเล่นอย่างมีอิสระที่ ยูไนเต็ด ได้ ไอ้เรื่องความกดดันจากสถานะของสโมสรน่ะมันไม่ใช่ปัญหาสำหรับผมเลย ผมชอบรับมือกับความกดดันอยู่แล้ว ผมอยากเจอกับความกดดันและอยากมีอะดรีนาลีนที่ดี ส่วนแฟนบอลก็ปฏิบัติกับผมดีมากๆ ตอนที่เจอกันบนท้องถนน"

"ปัญหามันมาจากตัวผมเอง เพราะผมรู้ว่าผมสามารถทำหลายอย่างให้กับทีมได้ แต่กลับทำไม่สำเร็จเพราะผมรู้สึกว่าตัวเองโดนจำกัดให้อยู่ในกรอบมากเกินไป ตอนนี้ผมอาจจะไม่ได้รู้สึกโมโหมากนัก แต่สมัยนั้นผมโกรธสุดๆ คุณไม่สามารถกินข้าวได้เลยจนกว่าผู้จัดการทีมจะอนุญาตให้คุณทำอย่างนั้นได้ จริงอยู่ว่าแนวทางแบบนี้มันได้ผลดีกับนักเตะทีอายุ 19 และ 20 ปี แต่ไม่ใช่กับนักเตะที่อายุเยอะกว่านั้น แน่นอนว่า ฟาน กัล พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาเป็นกุนซือชั้นยอด แต่ผมไม่คิดว่าเราควรจะต้องมีไอเดียแบบนั้นในตอนนั้น"

ชไนเดอร์ลิน ยอมรับด้วยว่าที่จริงตอนนั้นตนน่าจะย้ายไปอยู่กับ สเปอร์ส ดีกว่า โดยตอนนั้น โปเช็ตติโน่ ที่เคยร่วมงานกับเขาที่ เซาธ์แฮมป์ตัน ก็เป็นกุนซือของ "ไก่เดือยทอง" อยู่พอดีด้วย "มี 2 ทีมที่ติดต่อหาเอเยนต์ของผม แต่พอ แมนฯ ยูไนเต็ด ให้ความสนใจในตัวคุณแล้วน่ะ คุณก็ไม่มีทางเลือกอื่นหรอก เพราะว่า แมนฯ ยูไนเต็ด กับ เรอัล มาดริด คือ 2 ทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก คุณไม่สามารถปฏิเสธ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ แต่ถ้าผมทำตามหัวใจของตัวเองแล้วล่ะก็ ผมก็น่าจะเซ็นสัญญากับ สเปอร์ส ดีกว่า"

"ผมรู้จักผู้จัดการทีม (โปเช็ตติโน่) เป็นอย่างดี ผมรู้ว่าเขาต้องการอะไรจากผม และรู้ว่าสไตล์การนำซ้อมของเขาเป็นยังไง เขาติดต่อมาขอให้ผมไปเล่นที่ สเปอร์ส เขาอยากได้ผมไปร่วมทีมแบบจริงจังระดับ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม จริงอยู่ว่าเขา (ฟาน กัล) อยากได้ผมเหมือนกัน แต่เราแค่คุยทางโทรศัพท์กันนิดหน่อยเท่านั้น ดังนั้นมันก็เหมือนกับว่าผมเซ็นสัญญาเพื่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในฐานะสโมสรฟุตบอลมากกว่าการเซ็นสัญญาเพื่อผู้จัดการทีม"

 

แฉยูเว่ทุ่มเงินมหาศาลพร้อมโด้คว้า “เอ็มบัปเป้”

สื่อดังในอิตาลี รายงานว่า ยูเวนตุส พร้อมทุ่มเงินเป็นสถิติโลกรวมทั้งใช้ไม้เด็ดนำ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เป็นส่วนหนึ่งในข้อเสนอที่จะยื่นให้กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เพื่อพิจารณาปล่อย คีลิยัน เอ็มบัปเป้ มาสวมชุด "ม้าลาย" ช่วงซัมเมอร์ปี 2021

ยูเวนตุส ยอดทีมแห่งศึกกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี เตรียมสร้างความตื่นตะลึงด้วยการทุ่มเงินเป็นสถิติโลกจำนวน 360 ล้านปอนด์ (ราว 13,680 ล้านบาท) เพื่อคว้าตัว คีลิยัน เอ็มบัปเป้ กองหน้าฟอร์มฮอต ปารีส แซงต์-แชร์กแมง จากการเปิดเผยของ ตุ๊ตโต้สปอร์ต สื่อดังในประเทศอิตาลี

 เอ็มบัปเป้ เป็นที่หมายปองของบรรดาสโมสรยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรป ในขณะที่ "เปแอสเช" ก็ตกเป็นข่าวว่าพร้อมที่จะปล่อย หัวหอกทีมชาติฝรั่งเศส ออกจากสโมสรในช่วงซัมเมอร์ปี 2021 เช่นกัน ส่งผลให้ทีมดังๆ อย่าง "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด พยายามจับตาสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด

ขณะที่ ยูเวนตุส ก็สนใจอยากได้ เอ็มบัปเป้ เช่นกันแต่ด้วยความที่นักเตะมีค่าเหนื่อยสูงมาก ทำให้ "ม้าลาย" ปิ๊งไอเดียที่จะใช้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าซูเปอร์สตาร์ชาวโปรตุกีส เป็นส่วนหนึ่งในข้อเสนอเพื่อยื่นให้ แซงต์-แชร์กแมง พิจารณาในการปล่อย ดาวเตะเลือดเฟร้นช์ ออกมา

เหตุผลสำคัญที่ ยูเว่ ต้องทำแบบนี้เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายของ สตาร์ดังเจ้าของบัลลง ดอร์ 5 สมัย กับ เอ็มบัปเป้ หากทั้งสองคนอยู่ร่วมทีมเดียวกัน จึงจำเป็นที่จะใช้ "ซีอาร์ 7" ซึ่งได้รับค่าเหนื่อย 540,000 ปอนด์ (ราว 20.52 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ เป็นไม้เด็ดที่อาจจะมัดใจ ยักษ์ใหญ่แห่งศึกลีก เอิง ได้

เนื่องจากก่อนหน้านี้มีหลายสื่อรายงานไปในทิศทางเดียวกันว่า ปารีส แซงต์-แชร์กแมง สนใจที่จะดึงตัว อดีตสตาร์ดัง "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ซึ่งพร้อมที่จะอำลา ยูเว่ หลังหมดสัญญาในปี 2022 มาร่วมทีม และเกือบสำเร็จเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่สุดท้ายการย้ายทีมไม่สำเร็จ

 

“แม็กไกวร์” ทำสถิติหายากหลังโดนไล่ออกที่เวมบลีย์

แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ปราการหลังร่างใหญ่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำสถิติหายากในทีมชาติอังกฤษ ที่ก่อนหน้านี้มีเพียงแค่ 2 รายที่ทำได้ หลังเจ้าตัวถูกไล่ออกในเกมเจอกับ เดนมาร์ก เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา
                แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เซนเตอร์แบ็กกัปตันทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลายเป็นแข้งทีมชาติอังกฤษรายที่ 3 ในประวัติศาสตร์ ที่ถูกไล่ออกในการเตะที่สังเวียนแข้ง เวมบลีย์ หลังเจ้าตัวได้รับใบแดงตั้งแต่ช่วงครึ่งแรกในศึก ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก เอ กลุ่มสอง นัดที่ "สิงโตคำราม" แพ้ เดนมาร์ก คาบ้าน 0-1 เมื่อวันพุธที่ 14 ตุลาคม ที่ผ่านมา

              แม็กไกวร์ ได้รับใบเหลืองแรกตั้งแต่นาทีที่ 5 ก่อนมาโดนอีกเหลืองในนาทีที่ 31 หลังเข้าหนักใส่ แคสเปอร์ ดอลเบิร์ก ทำให้ ปราการหลังร่างยักษ์วัย 27 ปี กลายเป็นนักเตะ "ทรีไลอ้อนส์" คนที่ 3 ที่โดนไล่ออกในเกมที่ เวมบลีย์ ต่อจากสองตำนานมิดฟิลด์อย่าง พอล สโคลส์ (เจอ สวีเดน เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 1999) และ สตีเว่น เจอร์ราร์ด (เจอ ยูเครน เมื่อเดือนกันยายน ปี 2012) 

              เกมนี้ เดนมาร์ก ได้ประตูชัยจากการสังหารลูกจุดโทษของ คริสเตียน อีริคเซ่น ในนาทีที่ 35 ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งแรกที่ อังกฤษ เสียประตูจากลูกจุดโทษและมีผู้เล่นถูกไล่ออกในเกมเดียวกัน นับตั้งแต่เกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายศึก เวิลด์ คัพ 1998 ที่ อังกฤษ เจอกับ อาร์เจนตินา (เดวิด เบ็คแฮม โดนไล่ออก)

เปาโดนพักงาน!เซ่นเมินเช็คจังหวะสำคัญเอฟเวอร์ตัน-ลิเวอร์พูล

องค์กรกรรมการลูกหนังอาชีพ ไม่นิ่งนอนใจจับการสั่งห้าม เดวิด คูท ท่านเปาฉาว ทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินที่ 1 และผู้ตัดสินในห้องวีเออาร์ เป็นเวลา 1 สัปดาห์ หลังจากไม่สนใจเช็คจังหวะสำคัญที่อาจมีผลทำให้เกมเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์ เปลี่ยนไป
    คณะกรรมการผู้ตัดสินฟุตบอลอาชีพแห่งอังกฤษ (พีจีเอ็มโอแอล) ประกาศสั่ง เดวิด คูท ห้ามทำหน้าที่ในฐานะผู้ตัดสินหลัก และผู้ตัดสินในห้องวีเออาร์ เกมพรีเมียร์ลีก สุดสัปดาห์นี้ หลังเจ้าตัวเมินเฉยที่จะพิจารณาจังหวะสำคัญในแมตช์ เอฟเวอร์ตัน เสมอ ลิเวอร์พูล 2-2 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา  

    คูท โดนวิจารณ์อย่างหนักในการทำหน้าที่ผู้ตัดสินวีเออาร์ ที่มัวแต่ให้ความสำคัญการเช็คล้ำหน้าในจังหวะที่  จอร์แดน พิคฟอร์ด นายทวาร "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" ปะทะกับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ เท่านั้น โดยไม่สนเช็คจังหวะที่ โกลทีมชาติอังกฤษ เจตนาพุ่งเสียบหนักใส่ แนวรับเลือดดัตช์ ซึ่งมีสิทธิ์ที่จะทำให้ พิคฟอร์ด โดนใบแดงและเสียจุดโทษได้เลย

    อย่างไรก็ตาม องค์กรกรรมการลูกหนังอาชีพเมืองผู้ดี ไม่นิ่งนอนใจในกรณีนี้ โดยที่พวกเขาได้สั่งห้าม คูท ทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินที่ 1 และกรรมการห้องวีเออาร์ เป็นเวลา 1 สัปดาห์ แต่ให้ทำหน้าที่เพียงแค่ผู้ตัดสินที่ 4 ในแมตช์ที่ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พบ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในวันเสาร์ที่ 24 ตุลาคมนี้เท่านั้น

    ทั้งนี้จังหวะที่ พิคฟอร์ด เสียบหนักใส่ ฟาน ไดค์ ส่งผลให้ ปราการหลังทีมชาติฮอลแลนด์ ต้องเข้ารับการผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าหัวเข่าฉีกขาด โดย "หงส์แดง" ไม่สามารถระบุได้ว่านักเตะต้องพักนานแค่ไหน แต่สื่อคาดการณ์กันว่าอาจจะ 6 เดือน หรือทั้งฤดูกาล 2020/2021

ลิเวอร์พูลหืด-แมนยูใส!พี่มาร์คฟันธงพรีเมียร์ฯ

กูรูดังแดนผู้ดีฟันธง พรีเมียร์ลีก วีกนี้ เชื่อ ลิเวอร์พูล ชนะ เชฟฯ ยูไนเต็ด ไม่ง่าย ขณะที่ เอฟเวอร์ตัน และ แอสตัน วิลล่า สองทีมที่ยังไม่แพ้จะพลาดพร้อมกัน
    มาร์ค ลอว์เรนสัน นักวิเคราะห์เกมคนดังของ บีบีซี สื่อชั้นนำของอังกฤษ ออกโรงแสดงทรรศนะถึงฟุตบอล พรีเมียร์ลีก นัดที่ 6 ของฤดูกาล 2020/21 โดยเชื่อว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเปิดบ้านชนะ เชลซี 2-0 ส่วน ลิเวอร์พูล เฉือน เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด หืดจับ 2-1

    ทรรศนะของ ลอว์เรนสัน
    วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม

แอสตัน วิลล่า แพ้ ลีดส์ 1-2

    วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม

เวสต์แฮม เสมอ แมนฯ ซิตี้ 1-1
ฟูแล่ม แพ้ คริสตัล พาเลซ 0-2
แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ เชลซี 2-0
ลิเวอร์พูล ชนะ เชฟฯ ยูไนเต็ด 2-1

    วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม

เซาธ์แฮมป์ตัน ชนะ เอฟเวอร์ตัน 2-0
วูล์ฟส์ ชนะ นิวคาสเซิ่ล 2-0
อาร์เซน่อล ชนะ เลสเตอร์ 2-1

    วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม

ไบรท์ตัน ชนะ เวสต์บรอมวิช 2-0    
เบิร์นลี่ย์ ชนะ สเปอร์ส 2-1