มาร์กซัดชัย! ลินการ์ดก็ยิง-แมนยูแซงแอลเอเอสเค รวมลิ่ว8ทีมยูโรปาลีก

"ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เกมนี้เล่นแบบไม่เน้นเท่าไหร่หลังเกมแรกตุนสกอร์ไว้เพียบ กระนั้นแข้งผีแดงหลังโดนนำไปก่อนมารัวสองประตูจาก เจสซี่ ลินการ์ด และอ็องโตนี่ มาร์กซิยาล พาทีมแซงเอาชนะ แอลเอเอสเค ลินซ์ จากออสเตรีย 2-1 รวมสองนัดเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยประตูรวม 7-1 โดยจะเข้าไปพบกับ เอฟซี โคเปนเฮเกน ในศึกยูโรปาลีก รอบ16ทีมสุดท้าย นัดสอง เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา

สนาม : โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

    "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โอกาสเข้ารอบสดใสหลังนัดแรกบุกไปถล่ม แอลเอเอสเค ลินซ์ 5-0 ทำให้เกมนี้กลับมาเล่นใน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แบบไม่กดดัน โดยผู้ชนะของคู่นี้จะเข้าไปพบ เอฟซี โคเปนเฮเกน ซึ่งในรอบก่อนรองชนะเลิศ แบบมินิทัวร์นาเมนท์ แบบน็อคเอาท์ ที่ประเทศเยอรมัน 

   โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เปลี่ยนแปลงผู้เล่นเกือบยกทีมจากเกมลีกล่าสุด โดยมีเพียง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กัปตันทีมและ แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ คุมเกมรับ แนวรุกวาง ฆวน มาต้า, เจสซี่ ลินการ์ด และแดเนียล เจมส์ สนับสนุน โอเดียน อิกาโล่ ที่เป็นหน้าเป้า ส่วน แอลเอเอสเค ลินซ์ ฝากความหวังไว้ที่

    ออกสตาร์ทเกมครึ่งแรก นาทีที่ 4 เจ้าบ้านได้ทักทายก่อนเลยหลัง ฆวน มาต้า เปิดเตะมุมเข้ามาให้ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เทกตัวโขกข้ามคานไป

    นาที 10 แอลเอเอสเค เกือบชิงขึ้นนำก่อนหลัง อันเดรส อันดราเด้ โขกบอลไปชนคาน ก่อนจังหวะต่อมา ฟิลิปป์ ไวซิงเกอร์ จะซัดด้วยซ้ายบอลพุ่งถากเสาไกลออกหลังแบบได้เสียว

    เกมผ่านไปครึ่งชั่วโมง "ปีศาจแดง" ได้ลุ้นหนที่สองจากจังหวะเตะมุมอีกครั้ง และเป็น ม้าต้า ที่เปิดมาให้ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ โหม่งหลุดกรอบออกไป

    ถัดมาอีกนาที ทีมเยือนได้ส่องเข้ากรอบเป็นครั้งแรก เจมส์ ฮอลแลนด์ แทงขึ้นหน้าให้ มาร์โก รากุซ ตะบันด้วยขวาแต่บอลพุ่งไปเข้ามือ เซร์คิโอ โรเมโร่

    นาที 33 "ปีศาจแดง" พลาดโอกาสทำประตูอย่างน่าเสียดายหลัง เจสซี่ ลินการ์ด ดีดบอลเร็วให้  โอเดียน อิกาโล่ หลุดเข้าไปในกรอบแต่จังหวะสุดท้ายโดนเบียดทำให้บอลทะลักไปเข้ามือ อเล็กซานเดอร์ ชลาเกอร์

    จบครึ่งแรก แมนฯยูไนเต็ด ยังทำอะไร แอลเอเอสเค ลินซ์ ไม่ได้เสมอแบบไร้สกอร์ 0-0

    ครึ่งหลัง นาที 50 "ผีแดง" ได้ส่องเข้ากรอบเป็นหนแรก หลัง ฆวน มาต้า แทงบอลเข้ากลางให้ โอเดียน อิกาโล่ พลิกตัวยิงแต่หลักไม่ดีทำให้น้ำหนักบอลเบาไปเข้ามือนายด่านทีมเยือน

    นาที 55 "ผีแดง" ต้องเป็นฝ่ายตามหลังก่อน หลัง ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ สกัดบอลจากลูกคอนเนอร์ไม่ดีไปเข้าทาง ฟิลิปป์ ไวซิงเกอร์ แนวรับทีมเยือนตั้งป้อมปั่นบอลด้วยขวาบอลพุ่งโค้งๆ เสียบสามเหลี่ยมเข้าไปชนิดที่ เซร์คิโอ โรเมโร่ หมดสิทธิ์ป้องกันให้ แอลเอเอสเค ลินซ์ บุกมานำ 1-0 สกอร์รวมไล่มาห่าง 1-5

    กระนั้น ทีมเยือนดีใจได้แค่ 2 นาที คราวนี้ ฆวน มาต้า ออกบอลเร็วจากกลางสนามให้ เจสซี่ ลินการ์ด หลุดกับดักล้ำหน้าหลุดเข้าไปซัดด้วยขวาผ่านตัว อเล็กซานเดอร์ ชลาเกอร์ เข้าไปให้ แมนฯยูไนเต็ด ไล่ตีเสมอทันควัน 1-1

    จากนั้น นาที 62 เจ้าบ้านเกือบแซงขึ้นนำหลัง ลินการ์ด จ่ายต่อให้ ฆวน มาต้า ซัดไปติดเซฟของนายด่านทีมเยือน บอลทะลักมาเข้าทาง ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ กดด้วยซ้ายหลุดกรอบออกไปแบบหมดลุ้น

    นาที 63 โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เปลี่ยนสองคนรวดถอดเอา เจสซี่ ลินการ์ด และเฟร็ด ออกแล้วส่ง ปอล ป็อกบา และอันเดรียส เปเรยร่า ลงเล่นแทน

    นาที 72 โดมินิค ไรเตอร์ สำรองของแอลเอเอสเคเกือบส่องประตูให้ทีมเยือนหนีห่างอีกครั้งเมื่อหลุดเข้าไปซัดเต็มแรง ทว่าบอลพุ่งไปติดขา เซร์คิโอ โรเมโร่ ออกหลังไป

    นาที 88 เจ้าบ้าน "ผีแดง" มาแซงขึ้นนำ 2-1 ฆวน มาต้า จ่ายสั้นๆให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ที่ลงมาสำรองหลุดเข้าไปซัดบอลผ่านตัว อเล็กซานเดอร์ ชลาเกอร์ แบบเด็ดขาด

    จบเกม แมนฯ ยูไนเต็ด แซงเอาชนะแอลเอเอสเค ลินซ์ 2-1 รวมสองนัดผ่านเข้าไปเล่นในรอบก่อนรองชนะเลิศด้วยประตูรวม 7-1 โดยจะเข้าไปพบกับ เอฟซี โคเปนเฮเกน ในวันที่ 10 สิงหาคม นี้ โดยจะจัดการแข่งแบบ มินิทัวร์นาเมนท์ ที่ประเทศเยอรมัน

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        แมนฯ ยูไนเต็ด (4-2-3-1) : เซร์คิโอ โรเมโร่ – ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ , เอริก ไบยี่, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ – สกอตต์ แม็คโทมิเนย์, เฟร็ด – ฆวน มาต้า, เจสซี่ ลินการ์ด, แดเนียล เจมส์ – โอเดียน อิกาโล่

        เทรนเนอร์ : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา 

        แอลเอเอสเค ลินซ์ (3-4-2-1) : อเล็กซานเดอร์ ชลาเกอร์ – ฟิลิปป์ ไวซิงเกอร์, เกอร์โนต์ เทราเนอร์, อันเดรส อันดราเด้ – ไรน์โฮลด์ รานฟ์เทิ่ล, เจมส์ ฮอลแลนด์, ปีเตอร์ มิโชรล, เรเน่ เรนเนอร์ – โดมินิค ไฟรเซอร์, มาร์โก รากุซ, ฮูเซียน บาลิช

        เทรนเนอร์ : โดมินิค ธัลฮัมเมอร์

        ผู้ตัดสิน : ทาซอส ซิดิโรปูลอส (กรีซ)

 

บรูโน่ซัดโทษ! แมนยูต่อเวลาฯเฉือนโคเปนเฮเก้น ทะลุตัดเชือกยูโรปาลีก

"ปีศาจแดง" ต้องเล่นถึง 120 นาที กว่าจะปราบ เอฟซี โคเปนเฮเก้น ทีมดังจากเดนมาร์กไปได้แบบหืดจับ 1-0 โดยได้ประตูชัยจาก บรูโน่ แฟร์นันด์ส ซัดจุดโทษในช่วงต่อเวลาพิเศษฯ พาทีมผ่านเข้าไปเล่นในรอบรองชนะเลิศ ได้สำเร็จ ในศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก รอบตัดเชือก เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา

สนาม : ไรน์ เอเนอร์กี้ สตาดิโอน (สนามกลาง), โคโลญจน์ ประเทศเยอรมัน

    ศึกยูโรปา ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย โดยจะแข่งขันกันที่ประเทศเยอรมัน ไปจนถึงนัดชิงชนะเลิศในวันที่ 21 สิงหาคม นี้ เกมนี้เป็นการพบกันระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จากอังกฤษ พบกับ เอฟซี โคเปนเฮเก้น ยอดทีมจากเดนมาร์ก โดยผู้ชนะจะเข้าไปเล่นในรอบตัดเชือกพบ วูล์ฟแฮมป์ตัน หรือเซบีย่า

    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เปลี่ยน 6 ตำแหน่งจากเกมที่เอาชนะ แอลเอเอสเค ลินซ์ ในเกมล่าสุด แนวรุกให้ ปอล ป็อกบา ปั้นเกมร่วมกับ บรูโน่ แฟร์นันด์ส สนับสนุน เมสัน กรีนวู้ด, มาร์คัส แรชฟอร์ด และอ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ขณะที่ สตาเล่ โซลบัคเค่น ของโคเปนเฮเก้นฝากความหวังล่าตาข่ายไว้ที่ โยนาส วินด์ และราสมุส ฟัลค์

    เริ่มเกมมา นาทีที่ 9 "ผีแดง" ทักทายก่อนเลยหลัง อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล เรียกฟรีคิกนอกกรอบให้กับทีมได้ ทว่า มาร์คัส แรชฟอร์ด ตะบันด้วยขวาผ่านกำแพงหลุดกรอบออกไปแบบไม่ได้ลุ้น ไม่ถึงนาทีต่อมา กรีนวู้ด ได้หลุดไปจิ้มด้วยขวาแต่หลักไม่ดีบอลไปเข้ามือ คาร์ล-โยฮัน ยอห์นส์สัน นายด่านโคเปนเฮเก้น

    นาที 15 ทีมจากแดนโคนมต้องเปลี่ยนตัวเร็วคนแรกหลัง นิโคลาย โบเลเซ่น ห้องเครื่องตัวเก่งบาดเจ็บก่อนจะส่ง ปิแอร์ เบงก์สสัน ลงเล่นแทน

    กลายเป็น โคเปนเฮเก้น กดดันได้ดีกว่าและเกือบได้ลุ้นขึ้นนำ นาที 16 ราสมุส ฟัลค์ เปิดบอลมาให้ โมฮาเหม็ด ดารามี ซํดด้วยขวาออกข้างไป อีกนาทีถัดมา เยนส์ สเตจ ซัดด้วยซ้ายไปติดบล็อค ไบยี่ ช่วยสกัดบอลออกหวุดหวิด

    นาที 20 ผู้ตัดสินเป่าเป็นจุดโทษให้ แมนฯยูไนเต็ด หลัง อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล โดนพลักล้มในกรอบ ทว่าหลังดูจาก วีเออาร์ แล้วกลับคำตัดสินไม่ให้จุดโทษ เนื่องจากก่อนหน้านั้น แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ยืนอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าก่อน

    นาที 28 "ปีศาจแดง" ได้ลุ้นจากฟรีคิกหน้ากรอบกว่า 25 หลา แต่คราวนี้แม้จะเปลี่ยนเป็น บรูโน่ แฟร์นันด์ส แต่ก็ยังยิงข้ามกำแพงเหินโด่งออกไปไกล

    อีก 5 นาทีถัดมา วาน-บิสซาก้า ไหลบอลให้ เมสัน กรีนวู้ด อัดด้วยซ้ายเต็มแรงบอลพุ่งไปแฉลบ อันเดรียส บีเยลลันด์ ออกหลังเป็นเตะมุม

    นาที 45 มาร์คัส แรชฟอร์ด ได้ซัดเต็มข้อเน้นๆนอกกรอบ บอลพุ่งอย่างได้ลุ้นแต่ไปตรงตัว คาร์ล-โยฮัน ยอห์นส์สัน แม้จะรับไม่อยู่แต่ยังเคลียร์พ้นหน้าปากประตูไปได้

    ถัดมาอีกนาทีในช่วงทดเจ็บ เมสัน กรีนวู้ด ตะบันด้วยขวาเบียดเสาไกลเข้าไปอย่างเฉียบขาดแล้ว แต่ผู้ตัดสินหลังเช็กจากสัญญาณ VAR ปฎิเสธไม่ให้ประตูแก่ "ผีแดง" เนื่องจาก กรีนวู้ด อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าก่อน

    จบครึ่งแรก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังเสมอกับ เอฟซี โคเปนเฮเก้น 0-0

    ครึ่งหลัง นาที 55 แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ ไหลสั้นเข้ากลางให้ เฟร็ด วิ่งมายิงแบบไม่จับด้วยซ้ายแต่บอลเบาไปก่อนพุ่งเข้ามือ คาร์ล-โยฮัน ยอห์นส์สัน

    อีกสองนาทีถัดมา มาร์คัส แรชฟอร์ด ชิ่งให้ให้ เมสัน กรีนวู้ด อัดด้วยขวาเน้นๆบอลพุ่งเลียดผ่านนายด่านโคเปนเฮเก้นไปแล้วแต่ไปชนเสาออกมา แม้ แรชฟอร์ด จะตามซ้ำเข้าไปแต่เป็นลูกล้ำหน้าอย่างน่าเสียดาย

    โคเปนเฮเก้น นานๆ จะได้ลุ้นที นาที 61 ไบรอัน โอเบียโด้ ที่เพิ่งลงมาไหลเข้ากลางให้ โยนาส วินด์ ยิงด้วยซ้ายแต่บอลไม่ห่างตัว โรเมโร่ ล้มตัวรับไว้ได้

    นาที 63 "ผีแดง" น่าจะได้ประตูขึ้นนำ หลัง บรูโน่ แฟร์นันด์ส ตั้งป้อมยิงไกลนอกกรอบบอลพุ่งผ่านมือ คาร์ล-โยฮัน ยอห์นส์สัน ไปแล้วแต่ไปชนเสาประตูอย่างน่าเสียดาย

    ลูกทีมของ โซลชา โหมกระหน่ำบุกมาอย่างต่อเนื่อง นาที 68 บรูโน่ แฟร์นันด์ส อัดด้วยขวานอกกรอบ บอลพุ่งติดไซด์ก้อยจนนายด่านโคเปนเฮเก้นต้องปัดออกมา ก่อนจังหวะต่อมา ปอล ป็อกบา จะปั่นนอกกรอบแต่บอลไม่แรงพอไปเข้ามือ คาร์ล-โยฮัน ยอห์นส์สัน

    นาที 84 อีกครั้งที่ "ปีศาจแดง" ต้องพลาดโอกาสขึ้นนำ คราวนี้เป็น อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ได้บอลนอกกรอบก่อนปั่นด้วยขวากำลังจะเลี้ยวเสียบเสาไกลอยู่แล้วแต่ คาร์ล-โยฮัน ยอห์นส์สัน นายด่านโคเปนเฮเก้นพุ่งปัดออกไปแบบหวุดหวิด

    ช่วงทดเจ็บ นาที 90+3 โคเปนเฮเก้น ตอบโต้บ้างคราวนี้เป็น เยนส์ สเตจ กดด้วยซ้ายนอกกรอบบอลพุ่งเหินคานออกไปไกล ก่อนที่ผู้ตัดสินจะเป่าจบเกม แมนฯยูไนเต็ด ยังเสมอกับ โคเปนเฮเก้น 0-0 ต้องต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาที

    โดยช่วงต่อเวลาฯ โซลชา ส่ง ฆวน มาต้า ลงไปปั้นเกมแทน เมสัน กรีนวู้ด
   
    นาที 92  อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล  เกือบยิงให้ทีมขึ้นนำหลังวิ่งไปซัดบอลมุมแคบไปติดเซฟของ คาร์ล-โยฮัน ยอห์นส์สัน ออกหลังไป

    อีกนาทีถัดมา มาร์กซิยาล พลิกบอลหลุดเข้าไปยิงด้วยขวาอีกที แต่บอลก็ยังไม่ผ่านมือนายด่านโคเปนเฮเก้นที่เซฟได้หวุดหวิด

    กระนั้น นาที 93 "ปีศาจแดง" มาได้ลูกที่จุดโทษ หลัง มาร์กซิยาล โดน อันเดรียส บีเยลลันด์ ทำฟาวล์ล้มลงในเขตโทษ ผู้ตัดสินชี้เป็นจุดโทษทันทีก่อนที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส จะซัดผ่านมือ คาร์ล-โยฮัน ยอห์นส์สัน เข้าไปให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขึ้นนำ 1-0

    ทีมดังจากเดนมาร์กรุกไม่ขึ้นเลยกลายเป็นโดน แมนฯยูไนเต็ด โหมกระหน่ำรุกใส่ตลอด นาที 98 "ผีแดง" เกือบได้เม็ดที่สองเพิ่มหลัง มาร์กซิยาล โชว์โซโล่เดี่ยวเลี้ยงบอลแหวกแนวรับโคเปนเฮเก้นเข้าไปแต่จังหวะสุดท้ายยิงไม่ได้ ตอกส้นคืนหลังให้ ฆวน มาต้า ซัดไปติดบล็อค

    ทดเจ็บของต่อเวลาฯครึ่งแรก นาที 105+3 "ปีศาจแดง" เกือบได้เม็ดสองอีก คราวนี้บอลไหลมาเข้าทาง บรูโน่ แฟร์นันด์ส หวดเต็มแรงบอลพุ่งไปติดเซฟของ ยอห์นส์สัน

    ถัดมาอีกนาที นายด่านของโคเปนเฮเก้นโชว์หนึบอีก หลัง ฆวน มาต้า ซัดด้วยซ้ายในกรอบแต่จังหวะสุดท้ายก็ยังไปติดขาของ คาร์ล-โยฮัน ยอห์นส์สัน อีกรอบ

     ช่วง 15 นาทีสุดท้ายของต่อเวลาฯครึ่งหลัง โคเปนเฮเก้น โหมบุกอย่างหนักแต่ยังไม่สามารถทวงประตูตีเสมอได้ จบเกม แมนฯ ยูไนเต็ด เบียดเอาชนะ เอฟซี โคเปนเฮเก้น ไปแบบหวุดหวิด 1-0 ผ่านเข้าไปเล่นในรอบตัดเชือก โดยจะพบกับผู้ชนะระหว่าง วูล์ฟแฮมป์ตัน หรือเซบีย่า

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
   
        แมนฯ ยูไนเต็ด (4-2-3-1) : เซร์คิโอ โรเมโร่ – อารอน วาน-บิสซาก้า, เอริก ไบยี่ (วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ น.71), แฮร์รี่ แม็กไกวร์, แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ – ปอล ป็อกบา, เฟร็ด (เนมานย่า มาติช น.70) – เมสัน กรีนวู้ด (ฆวน มาต้า น.91), บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด (เจสซี่ ลินการ์ด น.113) – อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

        เทรนเนอร์ : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา 

        เอฟซี โคเปนเฮเกน (4-3-3) : คาร์ล-โยฮัน ยอห์นส์สัน – กีเยร์โม่ วาเรล่า (คาร์โล บาร์โตเล็ค น.105), อันเดรียส บีเยลลันด์, วิคเตอร์ เนลส์สัน, นิโคลาย โบเลเซ่น (ปิแอร์ เบงก์สสัน น.15) – เป๊ป บรีล (ไบรอัน โอเบียโด้ น.58), เยนส์ สเตจ (โรเบิร์ต มูดราซิย่า น.105), เซก้า – โมฮาเหม็ด ดารามี (มิคเคล เคาฟ์มันน์ น.57) ,โยนาส วินด์, ราสมุส ฟัลค์ (วิลเลี่ยม วิค น.111)

        เทรนเนอร์ : สตาเล่ โซลบัคเค่น 

“ดานิโล่” หักหน้าฟีฟ่ายกโด้แชมป์3ลีกใหญ่คนเดียว

"ลบแทบไม่ทัน" ดานิโล่ ฟูลแบ็กตัวเก่ง ยูเวนตุส มีอาการเคืองนิดๆ ที่ ฟีฟ่า เชิดชู คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เป็นนักเตะคนเดียวที่ได้แชมป์ลา ลีกา, พรีเมียร์ลีก และ เซเรีย อา เท่านั้น เพราะจริงๆ แล้วเจ้าตัวก็ทำได้เหมือนกับ "ซีอาร์ 7" แถมยังมีแชมป์ลีกโปรตุเกสอีก 2 สมัยด้วย
              ดานิโล่ กองหลังชาวบราซิเลียน ของ "ม้าลาย" ยูเวนตุส จัดการหักหน้าสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ที่ระบุข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าซูเปอร์สตาร์เพื่อนร่วมสังกัด เป็นนักเตะเพียงคนเดียวที่คว้าแชมป์ใน 3 ลีกยักษ์ใหญ่ทวีปยุโรป

              โรนัลโด้ เป็นหนึ่งในนักเตะสำคัญที่ช่วยให้ ยูเว่ ผงาดคว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ในฤดูกาลนี้ หลังจากที่พวกเขาจัดการปราบ "ลา ซามพ์" ซามพ์โดเรีย 2-0 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และทำให้ทัพ "เบียงโคเนรี่" กลายเป็นแชมป์ลีกสูงสุดแดนมะกะโรนี 9 สมัยติดต่อกัน

               ฟีฟ่า ได้ร่วมด้วยช่วยกันเชิดชู โรนัลโด้ ด้วยการโพสต์ข้อความใน ทวิตเตอร์ เว็บไซต์ยอดฮิตด้วยการระบุว่า กัปตันทีมชาติโปรตุเกส เป็นนักเตะเพียงคนเดียวที่ได้แชมป์ลา ลีกา (เรอัล มาดริด) , พรีเมียร์ลีก อังกฤษ (แมนฯยูไนเต็ด) และ กัลโช่ เซเรีย อา "10 ประตูใน 10 เกมนับตั้งแต่ที่เกมลีกกลับมาแข่งกันต่อ  @SerieA_EN ช่วยให้  @Cristiano เป็นนักเตะที่คว้าแชมป์ลีกทั้งในอังกฤษ, สเปน และ อิตาลี ไม่มีนักเตะคนไหนได้แชมป์ 3 ลีก ประเทศไม่มีความสำคัญเมื่อคุณมาจากดาวดวงอื่น"

               อย่างไรก็ตามเรื่องนี้จบไม่สวยเมื่อ ดานิโล่ จัดการรีทวิตข้อความของสหพันธ์ลูกหนังโลกพร้อมกับใส่ภาพอีโมจิเป็นรูปขบคิดสงสัย จากกรณีนี้ทำเอา ฟีฟ่า ตั้งสติได้รีบจัดการลบโพสต์ดังกล่าวทิ้งทันที เนื่องจาก ฟูลแบ็กเลือดแซมบ้า ก็เป็นหนึ่งในนักเตะที่ได้แชมป์ 3 ลีกยักษ์ใหญ่ยุโรปเช่นกัน

               ดาวเตะวัย 29 ปีคว้าแชมป์ ลา ลีกา ร่วมกับ โรนัลโด้ สมัยที่เล่นให้กับ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด เมื่อปี 2017 และจากนั้นเขาได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ จากการย้ายไปเล่นให้ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2018 และประสบความสำเร็จกับ "ม้าลาย" นอกจากนี้ ดานิโล ยังได้แชมป์พรีเมียร่า ลีกา โปรตุกีส กับ ปอร์โต้ ในปี 2012 และ 2013

ลินการ์ดขโมยซีนทดเจ็บ! แมนยูมีเฮงบุกอัดเลสเตอร์10ตัว จบที่3ตีตั๋วลุยชปล.

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บุกเก็บชัยเหนือ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่เหลือผู้เล่น 10 คนช่วงท้ายเกม ด้วยสกอร์ 2-0 ทั้งที่รูปเกมเป็นรอง โดยได้ประตูจากจุดโทษของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส และ เจสซี่ ลินการ์ด ลงมาซัดปิดกล่องช่วงทดเจ็บ ส่งให้ "ปีศาจแดง" จบด้วยการคว้าอันดับ 3 ของตารางคว้าตั๋วลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ซีซั่นหน้าได้สำเร็จ ส่วนทีม "จิ้งจอก" จบด้วยการคว้าอันดับ 5 ได้ตั๋วไปลุยศึกยูโรปาลีกรอบแบ่งกลุ่มซีซั่นหน้าแทน

    ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ประจำวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2563 เป็นการแข่งขันนัดสุดท้ายของฤดูกาล แข่งขันพร้อมกัน 10 คู่ 10 สนาม โดยคู่ที่น่าสนใจอยู่ที่สนาม คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม เลสเตอร์ ซิตี้ เจ้าถิ่นทีมอันดับ 5 เปิดบ้านรับมือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 3 ของตารางโดยเกมนี้เป็นการเดิมพันโควต้าลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลหน้า

    เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือ จิ้งจอก พาทีมแพ้ 2 จาก 3 เกมล่าสุดโดยสัปดาห์ก่อนโดน สเปอร์ส สอยไป 3-0 ที่ ลอนดอน นี่คือนัดสำคัญสุดยอด ซึ่ง เลสเตอร์ ต้องการชัยชนะเพื่อจะการันตีการติดอันดับท็อปโฟร์ของพวกเขา เกมนี้ขาดผู้เล่นตัวหลักหลายรายโดยฝากความหวังไว้ที่สองกองหน้าอย่าง คิเลชี่ อิเฮนาโช่ และ เจมี่ วาร์ดี้ ลงล่าตาข่าย

    ขณะที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ ปีศาจแดง พาทีมไม่ชนะ 2 เกมติดต่อกัน โดยแพ้ เชลซี 1-3 ในศึกเอฟเอ คัพ รอบตัดเชือก ตามด้วยการไล่ตีเสมอ เวสต์แฮม 1-1 ในบ้านตัวเองนัดล่าสุด เกมนี้ขุนผู้เล่นชุดดีที่สุดลงสนามเช่นเคยแนวรุกนำมาโดย  เมสัน กรีนวู้ด, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด และ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

    เปิดฉากครึ่งแรกมา แมนยู เดินหน้าบุกเข้าใส่ทันที ส่วน เลสเตอร์ หวังใช้โอกาสโต้กลับและมาเรียกใบเหลืองแรกได้ก่อนเมื่อ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ตามขึ้นมาพุ่งสกัดใส่ เคเลชี่ อิเฮนาโช่ บริเวณกลางสนามโดนใบเหลืองตั้งแต่ไม่ถึง 10 นาทีแรก

    จากนั้น เลสเตอร์ เริ่มตั้งเกมของตัวเองได้มีโอกาสขึงบุกใส่อยู่พักใหญ่ และได้โอกาสใกล้เคียงที่จะขึ้นนำ ใน นาที 14 จากจังหวะที่ เนมันย่า มาติช พลาดเสียบอลหน้ากรอบเขตโทษ ก่อนจะโดน วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้ ได้ซัดบอลพุ่งเหินข้ามคานออกไปนิดเดียว

    เจ้าถิ่นได้ลุ้นต่อเนื่องใน นาที 17 ลุค โธมัส ได้ครอสจากริมเส้นฝั่งซ้ายบอลเลยมาถึง มาร์ค อัลไบรท์ตัน เก็บตกได้ที่เสาไกลก่อนจะหวดด้วยขวาแต่บอลไม่ตรงกรอบ

    ทีม "จิ้งจอก" ยังครองเกมได้เหนือกว่า นาที 25 เคเลชี่ อิเฮนาโช่ ได้โซโล่มาคนเดียวจากกลางสนาม ก่อนจะตัดสินใจยิงเองบริเวณหัวกระโหลกแต่โดนไม่เต็ม แต่ ดาบิด เดเคอา กลับโชว์ลูกหวาดเสียวพุ่งรับง่ายๆไม่อยู่บอลกระเฉาะออกมา เจมี่ วาร์ดี้ พยายามตามเข้ามาซ้ำแต่ถูกจับล้ำหน้าไปก่อน

    จากนั้น นาที 33 แมนยู เกือบที่จะได้ประตูขึ้นนำไปก่อนเมื่อ บรูโน่ แฟร์นันด์ส หลุดไปยิงส่งบอลตุงตาข่ายไปแล้วแต่ผู้ช่วยยกธงเป็นจังหวะล้ำหน้าไปก่อน

    นาทีถัดมา เลสเตอร์ ได้สวนกลับมาทันควันเกือบขึ้นนำอีกครั้งเมื่อ ยูริ ตีเลอมันส์ ได้วางเท้ายิงเล่นทางในเขตโทษบอลหลุดเสาออกไปนิดเดียว

    ท้ายครึ่งแรก นาที 42 แมนยู ได้โอกาสจบสกอร์แบบจะแจ้งสุดๆ มาคัส แรชฟอร์ด ได้บอลในเขตโทษพยายามแปเล่นทางไปเสาไกลแต่บอลออกไปแบบไม่ได้ลุ้น

    ครึ่งหลังเกมกลายเป็นของ เลสเตอร์ ที่ได้ขึงบุกใส่ได้มากกว่า นาที 63 เจมี่ วาร์ดี้ เก็บตกจากจังหวะฟรีคิกที่ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ โหม่งสกัดออกมาไม่ขาดฮวดสวนไปตูมเดียวบอลเหินข้ามคานออกไป

    อย่างไรก็ตาม แมนยู ที่เกมเป็นรองกลับได้จุดโทษจากจังหวะที่ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล หลุดเดี่ยวแล้ว เวส มอร์แกน และ จอนนี่ อีแวนส์ พุ่งเสียบสกัดจากด้านหลังไม่โดนบอลผู้ตัดสินชี้เป็นจุดโทษทันที ก่อนจะเป็น บรูโน่ แฟร์นันด์ส รับหน้าที่สังหารเข้าไปไม่พลาดให้ แมนยู ขึ้นนำ 1-0

    นาที 75 เลสเตอร์ หวิดตามตีเสมอ ฮาร์วีย์ บาร์นส์ ตัวสำรองกลับตัวซัดด้วยซ้ายระยะไม่กี่หลาแต่บอลไม่มีน้ำหนักเข้ามือ เด เคอา รับสบาย

    จากนั้น เลสเตอร์ กระหน่ำบุกใส่อย่างหนัก และเกือบตามตีเสมอ ใน นาที 83 เมื่อ เดเมอไร เกรย์ ลากตัดเข้าในแล้วกดด้วยซ้ายบอลไปแฉลบแนวรับ แมนยู ออกหลังไปนิดเดียว

    สถานการณ์ของ เลสเตอร์ ย่ำแย่ลงไปอีกเมื่อ จอนนี่ อีแวนส์ โดนใบเหลืองที่สองเป็นใบแดงไล่ออกจากสนาม ในช่วงทดเจ็บ นาที 90+4

    แต่ถึงกระนั้นช่วงทดเจ็บ 90+8 แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล พยายามเลี้ยงหลบ เจสซี่ ลินการ์ด นอกเขตโทษ แต่พลาดโดนมิดฟิลด์ชาวอังกฤษฉกเข้าไปยิงง่ายๆให้ แมนยู นำ 2-0

    เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม แมนฯ ยูไนเต็ด บุกชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 2-0 ส่งให้ "ปีศาจแดง" จบด้วยการคว้าอันดับ 3 ของตารางคว้าตั๋วลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ซีซั่นหน้าได้สำเร็จ ส่วนทีม "จิ้งจอก" จบด้วยการคว้าอันดับ 5 ได้ตั๋วไปลุยศึกยูโรปาลีกรอบแบ่งกลุ่มซีซั่นหน้าแทน

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

เลสเตอร์ ซิตี้ : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล – เจมส์ จัสติน, เวส มอร์แกน, จอนนี่ อีแวนส์ – มาร์ค อัลไบรท์ตัน (เดเมอไร เกรย์ น.73), วิลฟรีด เอ็นดิดี้, ยูริ ตีเลอมันส์ (ฮาร์วีย์ บาร์นส์ น.73), ฮัมซ่า เชาฮ์รี่ (ดาเนียล ปราท น.73), ลุค โธมัส – เคเลชี่ อิเฮนาโช่ (อโยเซ่ เปเรซ น.58), เจมี่ วาร์ดี้

แมนฯยูไนเต็ด : ดาบิด เด เคอา – อารอน วาน-บิสซาก้า, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ – ปอล ป็อกบา, เนมานย่า มาติช – เมสัน กรีนวู้ด (เจสซี่ ลินการ์ด น.77), บรูโน่ แฟร์นันด์ส (สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ น.86), มาร์คัส แรชฟอร์ด – อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

ชิงที่3!แมนยูบุกดวลเลสเตอร์จัด “มาร์กซิยาล-วาร์ดี้” วัดคมนัดปิดฤดูกาล PPTV ยิงสด

หากทีมใดคว้าชัยจะมีโอกาสยึดอันดับที่ 3 ของซีซั่นนี้…"ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เตรียมยกพบบุก คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม พบ "จิ้งจอกสีน้ำเงิน" เลสเตอร์ ซิตี้ โดยนัดนี้อาจเป็นการวัดความคมปิดสกอร์ของ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล กับ เจมี่ วาร์ดี้ ก็เป็นได้ ลุ้นระทึกได้ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค. ศกนี้  ถ่ายทอดสด : PPTV HD 36 และ True Premier HD 1  (เวลา : 22.00 น.)

ปรีวิว ฟุตบอล พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ (นัดสุดท้าย)
วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2563
เลสเตอร์ ซิตี้ (5)   –   แมนฯยูฯ (3)
ถ่ายทอดสด : PPTV HD 36 และ True Premier HD 1  (เวลา : 22.00 น.)

สนาม : คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม

    เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือ จิ้งจอก พาทีมแพ้ 2 จาก 3 เกมล่าสุดโดยสัปดาห์ก่อนโดน สเปอร์ส สอยไป 3-0 ที่ ลอนดอน นี่คือนัดสำคัญสุดยอด ซึ่ง เลสเตอร์ ต้องการชัยชนะเพื่อจะการันตีการติดอันดับท็อปโฟร์ของพวกเขา

    เลสเตอร์ จะขาดผู้เล่นเกมรับเยอะเช่นเคย คักลาร์ โซยุนคู ยังติดโทษแบน ขณะที่ ริคาร์โด้ เปไรร่า, เบน ชิลเวลล์ และ คริสเตียน ฟุ้คส์ พวกนี้เจ็บอยู่ทั้งหมด

    ในแดนกลาง เจมส์ แมดดิสัน ยังเจ็บสะโพกไม่พร้อมลงสนาม ส่วน มาร์ค อัลไบรท์ตัน ก็ต้องทดสอบความฟิตก่อน

    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ ปีศาจแดง พาทีมไม่ชนะ 2 เกมติดต่อกัน โดยแพ้ เชลซี 1-3 ในศึกเอฟเอ คัพ รอบตัดเชือก ตามด้วยการไล่ตีเสมอ เวสต์แฮม 1-1 ในบ้านตัวเองนัดล่าสุด

    แมนฯยูฯ มีปัญหาที่เกมรับเมื่อ ลุค ชอว์, เอริก ไบยี่ และ อักเซล ตวนเซเบ้ เจ็บไม่น่าจะลงเล่นได้ทั้งหมด

    ขณะที่ แอรอน วาน-บิสซาก้า ที่นั่งสำรองเกมก่อน น่าจะได้กลับมาเป็นตัวจริง

    ตัวเข้าทำของ ปีศาจแดง ยังอยู่กันครบครันทั้ง อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล, มาร์คัส แรชฟอร์ด, บรูโน่ แฟร์นันด์ส และ เมสัน กรีนวู้ด

ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    เลสเตอร์ ซิตี้ (3-4-2-1) : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล – ไรอัน เบนเนตต์, เวส มอร์แกน, จอนนี่ อีแวนส์ – เจมส์ จัสติน, วิลฟรีด เอ็นดิดี้, ยูริ ตีเลอมันส์, ลุค โธมัส – อโยเซ่ เปเรซ, ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ – เจมี่ วาร์ดี้
    ผู้จัดการทีม : เบรนแดน ร็อดเจอร์ส

    แมนฯยูไนเต็ด (4-2-3-1) : ดาบิด เด เคอา – อารอน วาน-บิสซาก้า, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ – ปอล ป็อกบา, เนมานย่า มาติช – เมสัน กรีนวู้ด, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด – อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล
    ผู้จัดการทีม : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

    ผู้ตัดสิน : มาร์ติน แอตกินสัน

 

ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด
วัน/เดือน/ปี    รายการ    ผลการแข่งขัน
14/09/19    พรีเมียร์ลีก  แมนฯ ยูไนเต็ด1 – 0เลสเตอร์
03/02/19    พรีเมียร์ลีก  เลสเตอร์0 – 1แมนฯ ยูไนเต็ด
11/08/18    พรีเมียร์ลีก  แมนฯ ยูไนเต็ด2 – 1เลสเตอร์
24/12/17    พรีเมียร์ลีก  เลสเตอร์2 – 2แมนฯ ยูไนเต็ด
26/08/17    พรีเมียร์ลีก  แมนฯ ยูไนเต็ด2 – 0เลสเตอร์

ผลงาน 5 นัดหลังสุด
เลสเตอร์
19/07/20 แพ้ สเปอร์ส 0-3 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
16/07/20 ชนะ เชฟฯ ยูไนเต็ด 2-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
12/07/20 แพ้ บอร์นมัธ 1-4 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
07/07/20 เสมอ อาร์เซน่อล 1-1 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
04/07/20 ชนะ คริสตัล พาเลซ 3-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก

แมนฯ ยูไนเต็ด
22/07/20 เสมอ เวสต์แฮม 1-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
19/07/20 แพ้ เชลซี 1-3 (สนามกลาง) เอฟเอ คัพ
16/07/20 ชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
13/07/20 เสมอ เซาธ์แฮมป์ตัน 2-2 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
09/07/20 ชนะ แอสตัน วิลล่า 3-0 (เยือน) พรีเมียร์ลีก

กรีนวู้ดซัดกู้ชีพ! แมนยูแค่เจ๊าขุนค้อน แซงสิงห์ขึ้นที่3ชี้ชะตาท็อปโฟร์นัดสุดท้าย

"ปีศาจแดง" ทำได้แค่เสมอกับ เวสต์แฮม 1-1 ปอล ป็อกบา ทำเสียจุดโทษก่อนที่ มิคาอิล อันโตนิโอ จะซัดขึ้นนำ กระนั้นครึ่งหลัง เมสัน กรีนวู้ด มาซัดไล่เจ๊าก่อนจบด้วยการแบ่งแต้ม ส่งให้ แมนฯยูไนเต็ด มีเพิ่มเป็น 63 คะแนนเท่ากับ เชลซี แต่ลูกได้เสียดีกว่าทำให้แซงขึ้นไปรั้งอันดับ 3 ชั่วคราว ซึ่งนัดสุดท้ายต้องไปชี้ชะตาลุ้นท็อปโฟร์กับ เลสเตอร์ ซิตี้ ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ 37 เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา

สนาม : โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เพิ่งจะพาทีมพ่าย เชลซี ในรอบตัดเชือก เอฟเอ คัพ 1-3 ทำให้เสียสถิติไม่แพ้ทีมใดทุกรายการ 19 นัด เกมนี้กลับมาเฝ้ารังรับมือ เวสต์แฮม ที่รอดตกชั้นแล้ว ซึ่งหากเกมนี้ "ปีศาจแดง" ไม่แพ้จะแซงขึ้นอันดับ 3 ก่อนหน้า "สิงห์บลูส์" ที่มีคิวไปเยือนแชมป์อย่าง ลิเวอร์พูล

    เกมนี้ แมนฯยูไนเต็ด กลับมาใช้ผู้เล่นที่ดีที่สุด นำโดย เมสัน กรีนวู้ด, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด และอ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ขณะที่ "ขุนค้อน" ของ เดวิด มอยส์ ยึด11แข้งชุดเก่งจากเกมล่าสุดที่ชนะ วัตฟอร์ด 3-1 นำโดย มิคาอิล อันโตนิโอ เป็นหน้าเป้าและให้  จาร์ร็อด โบเว่น, มาร์ค โนเบิล และ ปาโบล ฟอร์นัลส์ ปั้นเกมรุกสนับสนุน

    เปิดฉากมาไม่ถึง 3 นาที "ผีแดง" ทักทายก่อนเลยหลัง บรูโน่ แฟร์นันด์ส จ่ายบอลทะลุให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล หลุดเข้าไปซัดด้วยขวามุมแคบบอลพุ่งไปติดเซฟ ลูคัส ฟาเบียนสกี้

    ถัดมาไม่ถึงนาที บรูโน่ แฟร์นันด์ส ได้จ่ายอีกหนคราวนี้ให้ เมสัน กรีนวู้ด ที่วิ่งสอดขึ้นหน้าก่อนจะอัดด้วยซ้ายไปเสาไกลแต่บอลเบา ฟาเบียนสกี้ พุ่งรับไว้ได้

    แม้ทีมเยือนจะเริ่มตั้งเกมได้ แต่ "ปีศาจแดง" ยังครองเกมได้เหนือกว่า นาที 18 ได้โอกาสลุ้นอีกครั้ง เนมานย่า มาติช ไหลบอลให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ได้กดนอกกรอบเต็มแรงแต่บอลพุ่งหลุดกรอบออกไป

    นาที 31 "ขุนค้อน" ได้ลุ้นเป็นหนแรกของเกมหลัง มาร์ค โนเบิล เล่นสั้นที่มุมธงให้ จาร์ร็อด โบเว่น ตักบอลเข้ากลางมาให้ อันเจโล อ็อกบอนน่า เทกตัวโขกหลุดเสาไกลออกไป

    นาที 37 เป็นโอกาสของ มาร์คัส แรชฟอร์ด บ้างคราวนี้ตั้งป้อมตะบันไกลกว่า 30 หลา บอลพุ่งแรงจนลูคัส ฟาเบียนสกี้ ต้องทุบออกไป ถัดมาไม่ถึงนาทีผีแดงเกือบขึ้นนำอีก แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ ครอสมาเสาสองให้ ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ วิ่งมาวอลเลย์ด้วยขวาแต่บอลโดนไม่เต็มปลิ้นหลุดกรอบออกไป

    เจ้าบ้านยังบุกอย่างต่อเนื่อง นาที 39 ไอ้หนูวิลเลี่ยมส์ได้หลุดถึงเส้นหลังก่อนจะล็อคหนี จาร์ร็อด โบเว่น อย่างใจเย็นแล้วปาดเข้ากลางให้  เมสัน กรีนวู้ด หวดด้วยซ้ายหน้ากรอบไม่ถึง 12 หลาบอลพุ่งไปติดบล็อค อันเจโล อ็อกบอนน่า อย่างน่าเสียดาย

    นาที 45 ทีมเยือนมาได้ลุ้นจากฟรีคิก  อารอน เครสส์เวลล์ ยิงเต็มแรงไปติดตัวป็อกบาแต่ VAR ส่งสัญญาณ พอล เทียร์นี่ย์ ผู้ตัดสินว่าจังหวะที่ ป็อกบา ยกมือมาบังบอลกลายเป็นแฮนด์บอล ก่อนที่ผู้ตัดสินจะชี้เป็นจุดโทษให้ "ขุนค้อน" และเป็น มิคาอิล อันโตนิโอ ยิงเข้าไปไม่พลาดให้ เวสต์แฮม บุกมาขึ้นนำ 1-0 ในนาที 45+2

    จบครึ่งแรก แมนฯยูไนเต็ด ตามหลัง เวสต์แฮม 0-1

    ครึ่งหลัง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา แก้เกมทันทีเลยด้วยการส่ง อารอน วาน-บิสซาก้า ลงไปเล่นแบ็กขวาแทน ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์

    นาที 51 "ผีแดง" มาทวงประตูตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จ จากจังหวะการประสานงานอันยอดเยี่ยมของ มาร์กซิยาล ที่จ่ายบอลสุดเนียนให้ เมสัน กรีนวู้ด ได้บอลก่อนซัดเร็วด้วยซ้ายเสาแรกส่งบอลซุกก้นตาข่ายเข้าไปอย่างเด็ดขาด เป็นประตูที่ 10 ในลีกของดาวยิงวัย 18 ปี

    นาที 62 ขุนค้อน ตอบโต้ขึ้นมาเกือบแซงขึ้นนำอีกครั้ง มาร์ค โนเบิล ป้ายบอลออกขวาให้ จาร์ร็อด โบเว่น กระชากเข้าไปซัดเต็มข้อบอลแฉลบ แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ ก่อนที่ ดาบิด เด เคอา จะซูเปอร์เซฟปัดบอลข้ามคานออกไป

    นาที 75 เดวิด มอยส์ ต้องเปลี่ยนเอา อาร์ตูร์ มาซูอากู ลงไปเล่นแทน อารอน เครสส์เวลล์ ที่บาดเจ็บ ก่อนในนาที 78 จะส่ง เซบาสเตียง อัลแลร์ ลงไปเล่นแทน มิคาอิล อันโตนิโอ

    นาที 85 "ผีแดง" ส่ง โอเดียน อิกาโล่ ลงมาเล่นแทน มาร์คัส แรชฟอร์ด และแค่สัมพัสแรกเกือบพังประตูให้ทีมขึ้นนำหลัง เมสัน กรีนวู้ด ครอสมาเสาแรกมาให้ หัวหอกชาวไนจีเรียซัดด้วยขวาหลุดกรอบไป

    ช่วงท้ายเกม เจ้าบ้านกดดันอย่างหนักเพื่อเอาประตูชัย แต่ทัพขุนค้อนยังช่วยกันได้ดีจนจบการแข่งขันเป็นอันว่า แมนฯยูไนเต็ด ทำได้แค่ไล่ตีเสมอ เวสต์แฮม 1-1 แบ่งแต้มกันไป "ปีศาจแดง" มีเพิ่มเป็น 63 คะแนนเท่ากับ เชลซี แต่ลูกได้เสียดีกว่าทำให้แซงขึ้นไปรั้งอันดับ 3 ชั่วคราว ส่วน "ขุนค้อน" รั้งอันดับ 15 มี 38 แต้ม

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        แมนฯ ยูไนเต็ด (4-2-3-1) : ดาบิด เด เคอา – ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ (อารอน วาน-บิสซาก้า น.46), วิคตอร์ ลินเดเลิฟ, แฮร์รี่ แม็กไกว์, แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ – ปอล ป็อกบา, เนมานย่า มาติช – เมสัน กรีนวู้ด, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด (โอเดียน อิกาโล่ น.85) – อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

        ผู้จัดการทีม : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

        เวสต์แฮม (4-2-3-1-) : ลูคัส ฟาเบียนสกี้ – เบน จอห์นสัน, อิสซ่า ดิย็อป, อันเจโล อ็อกบอนน่า, อารอน เครสส์เวลล์ (อาร์ตูร์ มาซูอากู น.75) – เดแคลน ไรซ์, โทมัส ซูเช็ค – จาร์ร็อด โบเว่น (อังเดร ยาร์โมเลนโก้ น.90+1), มาร์ค โนเบิล, ปาโบล ฟอร์นัลส์ – มิคาอิล อันโตนิโอ (เซบาสเตียง อัลแลร์ น.78)

ชะตาแชมเปี้ยนส์ ลีก อยู่ในมือ ! ผ่า 5 ประเด็น แมนยู เปิดรังเสมอ เวสต์แฮม

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีโอกาสที่จะติดท็อปโฟร์ หลังจากที่พวกเขาเก็บ 1 คะแนนในแมตช์เสมอ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 1-1 ที่สนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันพุธที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่สำคัญยังเป็นการสร้างสถิติไร้พ่ายในลีก 13 เกมติดต่อกันของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา
    บรรดาสาวก "เร้ด อาร์มี่" มีอาการหวาดหวั่นหัวใจหลังโดน มิคาอิล อันโตนิโอ ซัดจุดโทษในช่วงทดเจ็บครึ่งแรก แต่ต้นครึ่งหลัง เมสัน กรีนวู้ด ซัดตีเสมอให้ทีม หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายมีโอกาสที่จะบวกสกอร์เพิ่ม แต่สุดท้ายทำอะไรกันไม่ได้จบเกมแบ่งคะแนนกันไป

    สำหรับ 1 แต้มในแมตช์นี้ถือว่ามีค่ามากๆ เพราะทำให้ "ปีศาจแดง" ขยับขึ้นไปอยู่ในอันดับ 3 และในเกมสุดท้ายที่เยือน เลสเตอร์ ซิตี้ ถือว่ามีความสำคัญมากๆ เพราะพวกเขากุมชะตาชีวิตเอาไว้ในมือ และหากทุกอย่างไม่มีอะไรผิดพลาด คอลูกหนังอาจจะได้เห็น แมนฯ ยูไนเต็ด กลับไปผงาดในเกมถ้วยใบโตยุโรปอีกครั้ง

 

1. เจ้าหนูกรีนวู้ดกับสถิติสุดเหลือเชื่อ

    ใครจะไปเชื่อว่า เมสัน กรีนวู้ด เพิ่งจะอายุเพียง 18 ปีเท่านั้น เพราะผลงานของนักเตะในเวลานี้ต้องบอกเลยว่าโดดเด่นสุดๆ และก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทัพ "ปีศาจแดง" ในเวลานี้ ที่สำคัญฟอร์มของเขายังคงร้อนแรงจนเป็นหัวหอกตัวความหวังของทีม

    สำหรับประตูที่ซัดเต็มข้อช่วยตีเสมอให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ในช่วงต้นครึ่งหลัง ส่งผลให้ตอนนี้ กรีนวู้ด ตะบันไปแล้ว 17 ประตูจากการแข่งขันทุกรายการ นอกจากนี้เขายังเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุด (18 ปี กับ 295 วัน) นับตั้งแต่ ไรอัน กิ๊กส์ ตำนานปีก "พ่อมด" ที่ลงสนามครบ 50 เกมในนามทัพ "เร้ด เดวิลส์" เมื่อปี 1992

    นอกจากนี้ กรีนวู้ด ยังเป็นนักเตะดาวรุ่งคนแรก  ที่ยิงประตูในพรีเมียร์ลีก ครบ 10 ลูกในฤดูกาลนี้ นับตั้งแต่ที่ โรเมลู ลูกากู เคยทำได้ในฤดูกาล 2012/2013 (14 ประตู) และยังเป็นผู้เล่นชาวอังกฤษที่ทำได้นับตั้งแต่ที่ เวย์น รูนี่ย์ เคยทำในซีซั่น 2004/2005 (11 ประตู)

    ทั้งนี้ยังไม่มีนักเตะดาวรุ่ง (อายุไม่ถึง 20 ปี)  ของ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยิงประตูได้ 17 ประตูจากทุกรายการในฤดูกาลเดียว โดยก่อนหน้านี้มีเพียงแค่ จอร์จ เบสต์ ฤดูกาล 1965/1966, ไบรอัน คิดด์ ฤดูกาล 1967/1968 และ รูนี่ย์ ในฤดูกาล 2004/2005 เท่านั้นที่ทำได้เท่ากัน
   
2. บรูโน่ ก็มนุษย์ไม่ได้แกร่งตลอดเวลา

    บรูโน่ แฟร์นันด์ส ทำผลงานได้อย่างสุดยอดนับตั้งแต่ที่ย้ายจาก สปอร์ติ้ง ลิสบอล มาเล่นให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา และกลายเป็นผู้เล่นสำคัญที่ช่วยพลิกฟอร์มของ "ผีแดง" จากที่ย่ำแย่ไม่มีลุ้นอะไรเลย แต่ตอนนี้มีลุ้นท็อปโฟร์ และยูฟ่า ยูโรปา ลีก
 
    อย่างไรก็ตามในเกมรับมือ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ต้องบอกว่า แฟร์นันด์ส งัดฟอร์มเก่งออกมาไม่ได้เลย ที่สำคัญเจ้าตัวยังทำหมูหกอย่างน่าเหลือเชื่อ ทั้งๆ ที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด เปิดบอลงามหยดย้อยให้กับเขาในกรอบเขตโทษ แต่ สตาร์ชาวโปรตุกีส ดันจับบอลทะลักออกหลังไปซะงั้น

    หากเกมไหนที่ แฟร์นันด์ส เล่นไม่ออกแน่นอนว่าการเชื่อมเกมของ แมนฯ ยูไนเต็ด ค่อนข้างจะไม่ไหลลื่น ขณะเดียวกับการประสานงานกับ ปอล ป็อกบา และ เนมานย่า มาติช ก็ไม่ค่อยลงตัวในแมตช์นี้ ยิ่งส่งผลให้เกมรุกของทีมค่อนข้างจะไม่มีความหลากหลาย

    ฉะนั้นนี่คือการบ้านข้อใหญ่สำหรับ โซลชา หากเกมไหนที่ แฟร์นันด์ส เล่นไม่ออก ทีมต้องมีแผนสำรอง ไม่งั้นอาจจะไม่ดวงดีในกรณีที่ต้องพบกับทีมใหญ่
   
3. โซลชา สร้างสถิติให้กับตัวเอง

    โซลชา ค่อยๆ ทำผลงานดีมีคุณภาพมากขึ้นเรื่อยๆ และทำให้เหล่าสาวก "เร้ด อาร์มี่" ต่างเชื่อมั่นแล้วว่านี่คือทายาทของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อย่างแท้จริง หลังจากที่นำทัพ "ปีศาจแดง" โกยคะแนนเป็นว่าเล่นทำให้ทีมมีโอกาสซิวโควตา แชมเปี้ยนส์ ลีก

    แมตช์ที่นำ "ปีศาจแดง" เสมอ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 1-1 ทำให้ตอนนี้ ยอดทีมแห่งถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด สะกดคำว่าแพ้ไม่เป็นในพรีเมียร์ลีก 13 แมตช์ติดต่อกัน ซึ่งกลายเป็นสถิติใหม่ของ นายใหญ่ชาวนอร์เวย์ นับตั้งแต่ที่ได้เข้ามากุมบังเหียนสโมสรอันเป็นที่รัก

    ก่อนหน้านี้ โซลชา เคยนำ "เร้ด เดวิลส์" ไม่แพ้ในลีกจำนวน 12 เกม (ชนะ 8 เสมอ 4) ตอนที่คุมทัพครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม 2018 แต่จากนั้นผลงานก็ไม่ค่อยโสภาสถาพร ล้มลุกคลุกคลานอยู่พักใหญ่ๆ จนกระทั่งทุกอย่างค่อยๆ ลงตัว และเล่นได้สุดยอดในปัจจุบัน

    ทั้งนี้มีเพียง โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือจอมแท็คติกเท่านั้นที่คุม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไร้พ่ายในเกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดียาวนานที่สุด 25 แมตช์ นับตั้งแต่ที่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เคยทำเอาไว้ 24 เกม 

4. เด เคอา ยังมีอนาคตกับทีมแน่นอน

    สำหรับเกมนี้หลายคนจับตามองว่า ดาบิด เด เคอา ผู้รักษาประตูชาวสแปนิช จะทำผลงานได้ดีแค่ไหน หลังจากที่ โซลชา ยังคงไว้วางใจให้เขาทำหน้าที่เฝ้าเสาต่อไป แม้จะโดนเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับฟอร์มที่ไม่ค่อยดีนักในช่วงที่ผ่านมา

    ก่อนเกมนี้มีกระแสเรียกร้องให้ "น้าลูกอม" ดร็อปนายด่านเลือดกระทิงดุ ซะที หลังทำพลาดหลายครั้ง โดยฟางเส้นสุดท้ายเกิดขึ้นในแมตช์ที่พวกเขาแพ้ เชลซี ร่วงตกรอบรองชนะเลิศ ศึกเอฟเอ คัพ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และให้โอกาส เซร์คิโอ โรเมโร่ ได้ลงทำหน้าที่บ้าง

    อย่างไรก็ตาม โซลชา ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของ เด เคอา และงานนี้โกลเครางามไม่ทำให้นายใหญ่หน้าทารกต้องผิดหวัง เพราะมีหลายจังหวะที่เขาโชว์ซูเปอร์เซฟในเกมนี้ เพราะหากไม่ได้ความเหนียวหนึบของ เด เคอา ยังไม่แน่ว่าเกมนี้ แมนฯ ยูฯ จะได้ 1 คะแนนหรือเปล่า

    ดังนั้นคงเป็นเรื่องยากที่จะเห็น เด เคอา นั่งอยู่ในซุ้มม้านั่งสำรอง เพราะฟอร์มของเขายังคงน่าเชื่อถือได้เสมอ แม้อาจจะมีฟอร์มหลุดบ้างในบางเกม อย่างไรก็ตามในแมตช์สุดท้ายเยือน เลสเตอร์ ซิตี้ สาวก "ผีแดง" คงภาวนาให้เจ้าตัวยังรักษาฟอร์มหนึบเอาไว้เหมือนเดิม !!
 
5. โควตาแชมเปี้ยนส์ ลีก อยู่ในกำมือ

    หากย้อนไปเมื่อช่วงต้นปี 2020 คงไม่มีใครจะคิดว่า แมนฯยูไนเต็ด จะมีโอกาสได้ลุ้นติดท็อปโฟร์ เพราะฟอร์มในเวลานั้นพวกเขาไม่มีราศีที่จะได้ตั๋วไปลุยถ้วยใบโตยุโรปเลย แต่ในเวลานี้ทัพ "ปีศาจแดง" ผงาดขึ้นมารั้งอันดับ 3 เรียบร้อยแล้ว

    สำหรับตอนนี้ สโมสรเจ้าของแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี 20 สมัย ผงาดขึ้นมาอยู่ในพื้นที่ท็อปโฟร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กลางเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา โดยตอนนี้เหลือเพียงแค่เกมเดียวเท่านั้นและพวกเขาต้องเยือน เลสเตอร์ ซึ่งในเวลานี้หล่นไปอยู่อันดับ 5 แล้ว เป็นแมตช์ที่สำคัญมากๆ

    ด้วยฟอร์มในเวลานี้ ผสมกับความมั่นใจ ต้องยอมรับว่า แมนฯ ยูฯ ค่อนข้างจะได้เปรียบในทุกๆ ด้าน ที่สำคัญพวกเขาเป็นฝ่ายกุมชะตาชีวิตในการไปกลับคืนสู่แชมเปี้ยนส์ ลีก หากไม่สะดุดขาตัวเอง นี่น่าจะเป็นซีซั่นที่ทำให้บรรดาแฟนผีแดง ยิ้มได้บ้าง

ชูถ้วยแชมป์ทางการ! ลิเวอร์พูลอัดเชลซีส่งสิงห์ลุ้นตั๋วชปล.นัดสุดท้าย

"หงส์แดง" ไม่พลาดสามแต้มสุดท้ายในแอนฟิลด์ซีซั่นนี้ หลังไล่ถลุง เชลซี แบบสุดมันส์ 5-3 ส่งให้ "สิงห์บลูส์" ต้องไปลุ้นตั๋วชปล.ในเกมสุดท้ายที่จะกลับไปเล่นในบ้านรับมือ วูล์ฟแฮมป์ตัน ในวันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค.นี้ ขณะที่ ลิเวอร์พูล ฉลองแชมป์อย่างเป็นทางการโดยมี จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมชูโทรฟี่แชมป์ที่รอคอยมานานถึง 30 ปี ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ 37 เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา

สนาม : แอนฟิลด์

    แชมป์พรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล ลงเล่นในรังเหย้าเป็นเกมสุดท้ายของซีซั่นรับการมาเยือนของ เชลซี ที่ก่อนแข่งหล่นมาอยู่อันดับ 4 หลังโดน "ปีศาจแดง" ขึ้นไปรั้งอันดับ 3 โดยหลังจบเกมนี้จะมีพิธีมอบถ้วยแชมป์ให้ "หงส์แดง" อย่างเป็นทางการ

    เจอร์เก้น คล็อปป์ จัดชุดที่ดีที่สุดลงสนาม แนวรุกยังเป็นสามประสานเหมือนเดิมทั้ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต ฟีร์มีโน่ และซาดิโอ มาเน่ ขณะที่ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ใช้11แข้งชุดเดิมที่ปราบ แมนฯยูไนเต็ด ลิ่วชิ่งเอฟเอ คัพ ส่ง โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ หอกเป้า โดยมี เมสัน เมาน์ท และวิลเลี่ยน คอยสนับสนุน

    เริ่มเกมครึ่งแรก นาทีที่ 8 "สิงห์บลูส์" เกือบเป็นฝ่ายบุกมาขึ้นนำก่อนหลัง วิลเลี่ยน ตบคืนหลังมาให้ รีซ เจมส์ ครอสไปเสาแรกให้ เมสัน เมาน์ท ขึ้นโขกหลุดคานออกไปแบบได้เสียว

    นาที 16 ทีมเยือนได้โอกาสลุ้นอีก จอร์จินโญ่ ผ่านให้ รีซ เจมส์ ตะบันนอกกรอบด้วยขวาหลุดเสาออกไปแบบได้เสียว

    แต่แล้ว นาที 23 โอกาสแรกของ "หงส์แดง" กลายเป็นประตูขึ้นนำ 1-0 ทันที จากความผิดพลาดของ วิลเลี่ยน ที่เสียการครองบอลหน้ากรอบกลายเป็นส่งให้ นาบี เกอิต้า กระชากหลุดเข้าไปซัดเต็มแรงส่งบอลผ่านมือ เกป้า เช็ดใต้คานเข้าไปอย่างสวยงาม

    นาที 30 เจ้าบ้านเกือบได้เม็ดที่สองอีกหลัง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ใช้ความเร็วเลี้ยงบอลถึงเส้นหลังก่อนซัดมุมแคบไปแฉลบ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ ออกหลัง

    อีกสองนาทีถัดมา รีซ เจมส์ แทงบอลให้ เมสัน เมาน์ท หลุดเข้าไปซัดบอลซุกก้นตาข่าย ทว่าผู้ตัดสินเป่าเป็นจังหวะที่ เมาน์ท ล้ำหน้าไปก่อนแล้ว

    นาที 38 ซาดิโอ มาเน่ เรียกฟรีคิกให้ "หงส์แดง" หน้ากรอบก่อนที่ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ จะรับหน้าที่สังหารปั่นบอลกว่า 25 หลาข้ามกำแพงเบียดเสาแรกเข้าไปชนิดที่ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ได้แต่ยืนมอง ให้ ลิเวอร์พูล นำห่าง 2-0

    นาที 40 เชลซีได้ลุ้นตีไข่แตกเหมือนกัน หลัง รีซ เจมส์ ครอสบอลมาหน้าประตูให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ขึ้นโขกแต่บอลก็ยังไม่ผ่านมือ อลีสซง
 
    นาที 43 เมื่อทำไม่ได้มาโดนทีเด็ดของทีมแชมป์ หลัง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เปิดเตะมุมมาในกรอบ ชิรูด์ พยายามโขกสกัดแต่ไปติด จอร์จินโญ่ ก่อนบอลตกหน้า จอร์จินโย่ ไวนัลดุม ตะบันด้วยขวาส่งบอลพุ่งเสียบตาข่ายเข้าไปให้ "หงส์แดง" นำขาดลอย 3-0

    ช่วงทดเจ็บ นาที 45+3 ลูกทีมของ แลมพาร์ด มาตีไข่แตกได้สำเร็จหลัง เมสัน เมาน์ท เปิดเข้าไปติด เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ บอลมาเข้าทาง มาร์กอส อลอนโซ่ ดีดเข้ากลางให้ วิลเลี่ยน ซัดด้วยซ้ายไปติดเซฟของ อลีสซง แต่บอลลอยมาเข้าทาง  โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ตามซ้ำเข้าไปไม่พลาดให้ เชลซี ไล่เจ้าบ้าน ลิเวอร์พูล มาห่าง 1-3
   
    ก่อนที่ผู้ตัดสินจะเป่าจบครึ่งแรกให้ ลิเวอร์พูล ขึ้นนำ เชลซี 3-1

    ครึ่งหลัง นาที 50 ลิเวอร์พูล เกือบได้ลุ้นเม็ดที่สี่นำห่างหลัง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ได้บอลหลุดเดี่ยวเข้าไปแต่ดันยิงด้วยซ้ายหนีมือ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า มากเกินไปจนหลุดกรอบออกไปไกล

    แต่แล้ว นาที 55 "หงส์แดง" มาได้ประตูนำโด่ง 4-1 จนได้ จากจังหวะที่ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ครอสบอลยาวมากลางประตูให้ โรแบร์โต ฟีร์มีโน่ พุ่งมาโขกเต็มหัวส่งบอลซุกก้นตาข่ายอย่างงดงาม เป็นประตูที่ 9 ในลีกซีซั่นนี้ และเป็นประตูแรกในแอนฟิลด์ซีซั่นนี้อีกด้วย

    แลมพาร์ด อยู่ไม่ได้ นาที 59 เปลี่ยนรวดเดียว 3 คนเลยส่ง แทมมี่ อบราฮัม, คริสเตียน พูลิซิช และคัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ลงมาเล่นแทน

    และแค่สัมพัสแรกในนาที 61 คริสเตียน พูลิซิช กระชากลากเลื้อยพาบอลเข้าไปในกรอบแล้วปาดมากลางประตูให้ แทมมี่ อบราฮัม ซัดให้ทีมไล่มาเป็น 2-4

    นาที 64 สิงห์บลูส์พลาดโอกาสได้ประตูที่สามไล่คืนหลัง รีซ เจมส์ แทงบอลให้ คริสเตียน พูลิซิช หลุดเข้าไปยิงด้วยขวาแต่บอลหลุดกรอบเฉียดเสาไกลออกไป

    นาที 73 แนวรับของเจ้าถิ่นมาเล่นกันพลาดอีก ก่อนที่ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย จะครอสบอลมากลางประตูให้ คริสเตียน พูลิซิช พักบอลด้วยอกก่อนแต่งด้วยขวาแล้วอัดเต็มแรงเสยตาข่ายเข้าไปอย่างเฉียบขาดให้ เชลซี ไล่เจ้าบ้านมาเป็น 3-4

    นาที 85 "หงส์แดง" มาพังประตูนำห่างเป็น 5-3 จากจังหวะสวนกลับขึ้นมา แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน กระชากบอลขึ้นมาทางซ้ายแล้วครอสมาเสาสองให้ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ตัวสำรองที่เพิ่งลงมายิงผ่านมือ เกป้า เข้าไป

    จบเกม ลิเวอร์พูล เปิดแอนฟิลด์เฉือนเอาชนะ เชลซี ไปแบบสนุก 5-3 คว้าสามแต้มมีเพิ่มเป็น 96 คะแนน ส่วน เชลซี หล่นมาอยู่อันดับ 4 มี 63 แต้มเท่ากับ "ปีศาจแดง" แต่ลูกได้เสียเป็นรอง โดยเกมสุดท้าย "สิงห์บลูส์" ต้องลุ้นจบท็อปโฟร์ด้วยการกลับมาเล่นในบ้านรับมือ วูล์ฟแฮมป์ตัน ขณะที่ทีมแชมป์อย่าง ลิเวอร์พูล จะบุกไปเยือน นิวคาสเซิ่ล ซึ่งนัดสุดท้ายจะเตะพร้อมกัน 10 คู่ ในวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม นี้ เริ่มแข่งขันเวลา 22.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อลีสซง เบ็คเกอร์ – เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โจ โกเมซ, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – นาบี เกอิต้า (เคอร์ติส โจนส์ น.67), ฟาบินโญ่, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม (เจมส์ มิลเนอร์ น.67) – โมฮาเหม็ด ซาลาห์
(อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน น.79), โรแบร์โต ฟีร์มีโน่ (ทาคูมิ มินามิโนะ น.87), ซาดิโอ มาเน่ (ดิว็อค โอริกี้ น.87)
 
        ผู้จัดการทีม : เจอร์เก้น คล็อปป์

         เชลซี (3-4-3) : เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, คัวร์ท ซูม่า, อันโตนิโอ รือดิเกอร์ – รีซ เจมส์, จอร์จินโญ่, มาเตโอ โควาซิช, มาร์กอส อลอนโซ่ (เอเมอร์สัน น.88) – วิลเลี่ยน (คริสเตียน พูลิซิช น.59), เมสัน เมาน์ท (คัลลั่ม ฮัดสัน-โอ
ดอย น.59) – โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ (แทมมี่ อบราฮัม น.59)

        ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด 

        ผู้ตัดสิน : อันเดร มาร์ริเนอร์

ท็อปโฟร์สะเทือน! “ร็อดเจอร์ส” เปิดใจหลังแพ้สเปอร์ส

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส นายใหญ่เลสเตอร์ ซิตี้ ใจดีสู้เสือแม้ต้นสังกัดจะโดน ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ไล่อัดสกอร์ 0-3 เกมลีกเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ระบุนักเตะทุกคนทุ่มเทอย่างเต็มที่ และต้องพยายามยึดอันดับเพื่อไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรปให้ได้
    เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ผู้จัดการทีม "เดอะ ฟ็อกซ์" เลสเตอร์ ซิตี้ เปิดใจหลังจากต้นสังกัดออกไปโดน "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ถลุง 0-3 ที่สนามท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยม ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา

    เลสเตอร์ ต้องการ 3 คะแนนในเกมนี้อย่างมาก เพื่อจะได้กดดัน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในการลุ้นอันดับท็อปโฟร์ แต่งานนี้ "สุนัขจิ้งจอก" ไม่สามารถทำตามเป้าหมายที่วางเอาไว้เมื่อพวกเขาโดนเจ้าบ้านไล่ถลุงด้วยสกอร์ 0-3 ส่งผลให้ยังคงอยู่อันดับ 4 เหมือนเดิมโดยมี 62 แต้มเท่ากับ แมนฯยูไนเต็ด แต่ "ผีแดง" แข่งน้อยกว่า

    ร็อดเจอร์ส ซึ่งจะต้องนำลูกทีมรับมือ "ปีศาจแดง" ในเกมสุดท้ายของพรีเมียร์ลีก เปิดใจว่า "เราพยายามเล่นเกมสวนกลับ เรายังทำได้ดีในจังหวะป้องกัน เราเริ่มต้นได้ดีเยี่ยม แต่เกมรับดูเหมือนว่าเรายังขาดความดุดันไปเยอะมาก และแน่นอนว่าเราเสียประตูในช่วงเวลาที่แย่จริงๆ"

    "เราประสบความสำเร็จในหลายๆ เป้าหมายที่เราได้ตั้งเอาไว้ในช่วงแรก และมีลุ้นในการไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรป เรายังมีเกมที่จะต้องเล่นเพื่อที่จะยึดอันดับไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ก็มีบางสิ่งที่น่าผิดหวัง อย่างไรก็ตามมีอีกหลายเรื่องที่น่าพอใจจากสิ่งที่นักเตะได้ทุ่มเทในฤดูกาลนี้" ร็อดเจอร์ส กล่าว

ผี-สิงห์ยิ้ม! เคนเบิ้ล-ไก่อัดเลสเตอร์ส่งจิ้งจอกลุ้นท็อป4นัดสุดท้าย

     "ไก่เดือยทอง" ฟอร์มจัดจ้านซิวชัยในลีก3เกมติดหลังล่าสุดเปิดรังไล่ต้อน เลสเตอร์ ซิตี้ 3-0 เกมนี้ แฮร์รี่ เคน เหมาคนเดียวสองประตูช่วยให้ทีมขึ้นมารั้งอันดับ 6 ขณะที่ "เดอะ ฟ็อกซ์" หยุดที่ 62 แต้มเท่ากับ "ผีแดง" แต่แข่งมากกว่าทำให้เลสเตอร์ต้องลุ้นหนักในการจบท็อปโฟร์ โดยจะต้องชี้ชะตาด้วยการเปิดรังดวลกับลูกทีมของ โซลชา ในเกมสุดท้าย ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 19 ก.ค. ที่ผ่านมา

ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2563
สเปอร์ส 3   –   0 เลสเตอร์ ซิตี้

สนาม : ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ สเตเดี้ยม

     การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำวันที่ 19 กรกฏาคม 2563 ที่สนาม ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยม ระหว่าง สเปอร์ส ทีมอันดับ 7 ของตาราง พบ เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมอันดับ 4

     โชเซ่ มูรินโญ่ พาทีมไก่เดือยทองติดเครื่องด้วยการเก็บ 10 แต้มจาก 4 เกมล่าสุด โดยเมื่อกลางสัปดาห์พวกเขาบุกเอาชนะ นิวคาสเซิ่ล ได้ 3-1 นัดนี้ถ้ามีแต้มจะแซงหน้า วูล์ฟแฮมป์ตัน ขึ้นอันดับ 6 เกมนี้ไม่มีปัญหาการจัดทัพฝากความหวังไว้ที่สามแนวรุกอย่าง ซน ฮึง มิน, ลูคัส มูร่า และ แฮร์รี่ เคน

     ส่วน เบรนแดน ร็อดเจอร์ส พาทีมจิ้งจอกสีน้ำเงินลุ้นอันดับท็อปโฟร์กับ เชลซี และ แมนฯ ยูไนเต็ด โดยฟอร์มล่าสุดของพวกเขาเปิดบ้านทุบ ”ดาบคู่” เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ไป 2-0 เกมนี้ เลสเตอร์มีปัญหาที่เกมรับ เมื่อ คักลาร์ โซยุนชู ติดโทษแบนส่ง เวสส์ มอแกน ลงประจการแทน ส่วนสามแนวรุกใช้ อโยเซ่ เปเรซ, ฮาร์วีย์ บาร์นส์ และ เจมี่ วาร์ดี้ ลงล่าตาข่าย 

     เปิดฉากครึ่งแรกมาเพียง 6 นาที สเปอร์ส ได้ประตูขึ้นนำอย่างรวดเร็วจากจังหวะที่ ซน ฮึง มิน ลากตัดเข้าในแล้วซัดด้วยขวาบอลไปแฉลบ เจมส์ จัสติน เปลี่ยนทางเข้าประตูตัวเองไปให้ "ไก่เดือยทอง" นำ 1-0

     จากนั้น เป็นโอกาสของ เลสเตอร์ ซิตี้ นาที 19 ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ ขึ้นเกมมาทางกราบซ้ายก่อนจะเปิดเข้าเขตโทษให้ เจมี่ วาร์ดี้ โฉบมาโขกเสาแรกแต่ไปติด ดาวินซอน ซานเชซ แฉลบออกหลังไป

     นาทีถัดมา เลสเตอร์ เกือบตามตีเสมอเมื่อ เวส มอร์แกน ขึ้นโหม่งบอลไปติดบล็อคแนวรับ สเปอร์ส ก่อนที่จะมาเข้าทาง เจมี่ วาร์ดี้ พยายามยิงตอกส้นแต่ยังติดเซฟ อูโก้ โยริส

     หลังถูกขึ้นนำทีมเยือนได้ขึงบุกใส่อยู่พักใหญ่ และเกือบขึ้นนำอีกครั้ง ในนาที 25 อโยเซ่ เปเรซ พักอกก่อนหนึ่งจังหวะแล้วฮาล์ฟวอลเลย์ด้วยซ้ายบอลกำลังจะเสียบเสาเข้าประตู แต่ โยริส บินปัดออกไปหน้าตาเฉย

     นาที 30 สเปอร์ ได้โต้กลับมาบ้างและเกือบได้ลูกสองเมื่อ โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ วางบอลยาวจากแนวรับให้ ซน ฮึง มิน หลุดเดี่ยวไปซัดในกรอบเขตโทษแต่ยังติดเซฟ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล

     จนกระทั่ง นาที 38 จากจังหวะสวนกลับเร็ว ซน ฮึง มิน จ่ายจากกลางสนามให้ ลูคัส มูร่า แล้วแทงทะลุช่องต่อให้ แฮร์รี่ เคน หลุดไปตวัดยิงด้วยซ้ายหน้าปากประตูบอลพุ่งเสียบเสาไกลเข้าไปให้ สเปอร์ส นำห่าง 2-0 

     เท่านั้นไม่พอ นาที 40 "ไก่เดือยทอง" ได้ประตูนำ 3-0 จากจังหวะที่ ลูคัส มูร่า ไหลบอลให้ แฮร์รี่ เคน ก่อนที่ดาวยิงทีมชาติอังกฤษใช้ความสามารถเฉพาะตัวลากตัดเข้าในแล้วปั่นด้วยขวาบอลเช็ดเสาไกลเข้าประตูไปพร้อมเป็นประตูที่สองของเจ้าตัวในเกมนี้

     ช่วงที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบครึ่งแรก สเปอร์ส นำ เลสเตอร์ สบาย 3-0 
 
     ครึ่งหลัง นาที 53 "ไก่เดือยทอง" เกือบได้ลุ้นเม็ดที่สี่ หลัง ลูคัส มูร่า วางบอลยาวจากหน้าปากประตูตัวเองให้ แฮร์รี่ เคน พาบอลเข้าไปซัดหน้ากรอบแต่ยิงไปแฉลบแข้งทีมเยือนออกหลังไป

     นาที 58 เดอมาราย เกรย์ ตัวสำรองที่ลงมาครึ่งหลังเกือบซัดให้ "จิ้งจอก" ตีไข่แตกสำเร็จหลังตะบันฟรีคิกกว่า 25 หลากลางประตูบอลพุ่งแรงจน อูโก้ โยริส ต้องปัดข้ามคานหวุดหวิด

     นาทีถัดมา เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เปลี่ยนผู้เล่นคนที่สองส่ง เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ ลงมาเล่นแทน อาโยเซ่ เปเรซ
 
     ทีมเยือนตอบโต้ขึ้นมาอีก นาที 65 ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ พลิกบอลหนีแฮร์รี่ วิงค์ส เข้าไปซัดหน้ากรอบแต่บอลโดนไม่เต็มเท้าก่อนจะพุ่งไปเข้ามืออูโก้ โยริส

     "เดอะ ฟ็อกซ์" ยังกดดันอย่างหนักเพื่อทวงประตูตีไข่แตกให้ได้ นาที 76 อิเฮียนาโช่ จ่ายสั้นให้ เดอมาราย เกรย์ ตะบันด้วยขวาเต็มแรงจากนอกกรอบ ทว่าบอลพุ่งเหินคานออกไปอีก

     โชเซ่ มูรินโญ่ เปลี่ยนแปลงผู้เล่นบ้าง นาที 78 ส่ง เอริก ลาเมล่า และสตีเฟ่น เบิร์กไวจ์น ลงไปเล่นแทน ลูคัส มูร่า และโจวานนี่ โล เซลโซ่

     นาที 81 แฮร์รี่ เคน ชวดโอกาสทำแฮตทริกหลังส่งบอลซุกก้นตาข่ายไปแล้ว แต่โดนผู้ตัดสินเป่าเป็นลูกล้ำหน้าไปก่อน

     ท้ายเกม นาที 87 "จิ้งจอก" ได้ลุ้นตีไข่แตกอีก คราวนี้ อิเฮียนาโช่ ซัดด้วยขวาจะเสียบเสาไกลอยู่แล้วแต่ยังเจอ อูโก้ โยริส โชว์ซูเปอร์เซฟปัดออกไปได้อีก

     ช่วงเวลาที่เหลือ เจ้าถิ่นรักษาสกอร์นำไว้ได้ ก่อนที่ แอนโทนี่ เทย์เลอร์ เชิ้ตดำจะเป่าจบการแข่งขัน เป็นอันว่า สเปอร์ส โชว์ฟอร์มหรูไล่ถล่ม เลสเตอร์ ซิตี้ 3-0 คว้าสามแต้มขึ้นมารั้งอันดับ 6 ชั่วคราว ขณะที่ "จิ้งจอกสยาม" อยู่อันดับ 4 เหมือนเดิมโดยมี 62 แต้มเท่ากับ แมนฯยูไนเต็ด แต่ "ผีแดง" แข่งน้อยกว่า โดยทั้งคู่ต้องไปดวลกันเองในเกมสุดท้ายที่ คิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม ซึ่งเป็นแมตช์ชี้ชะตาลุ้นท็อปโฟร์ของทัพจิ้งจอก

รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม

     สเปอร์ส : อูโก้ โยริส – แซร์ช โอริเย่ร์, ดาวินซอน ซานเชซ, โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์, เบน เดวิส – มุสซ่า ซิสโซโก้, แฮร์รี่ วิงค์ส  (โอลิเวอร์ สคิปป์ น.90+2), โจวานี่ โล เซลโซ่ (สตีเฟ่น เบิร์กไวจ์น น.78) – ลูคัส มูร่า (เอริก ลาเมล่า น.78), แฮร์รี่ เคน, ซน ฮึง-มิน (เก็ดสัน แฟร์นันเดส น.89)

     เลสเตอร์ ซิตี้ : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล – ไรอัน เบนเน็ตต์ (เดอมาราย เกรย์ น.45), เวส มอร์แกน, จอนนี่ อีแวนส์ – เจมส์ จัสติน, วิลฟรีด เอ็นดิดี้ (นอมปาลิส เมนดี้ น.70), ยูริ ตีเลอมันส์ (เดนนิส ปราต น.70), ลุค โธมัส – อาโยเซ่ เปเรซ (เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ น.59), เจมี่ วาร์ดี้, ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ (จอร์จ เฮิร์สท์ น.83)