ชะตาแชมเปี้ยนส์ ลีก อยู่ในมือ ! ผ่า 5 ประเด็น แมนยู เปิดรังเสมอ เวสต์แฮม

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีโอกาสที่จะติดท็อปโฟร์ หลังจากที่พวกเขาเก็บ 1 คะแนนในแมตช์เสมอ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 1-1 ที่สนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันพุธที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่สำคัญยังเป็นการสร้างสถิติไร้พ่ายในลีก 13 เกมติดต่อกันของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา
    บรรดาสาวก "เร้ด อาร์มี่" มีอาการหวาดหวั่นหัวใจหลังโดน มิคาอิล อันโตนิโอ ซัดจุดโทษในช่วงทดเจ็บครึ่งแรก แต่ต้นครึ่งหลัง เมสัน กรีนวู้ด ซัดตีเสมอให้ทีม หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายมีโอกาสที่จะบวกสกอร์เพิ่ม แต่สุดท้ายทำอะไรกันไม่ได้จบเกมแบ่งคะแนนกันไป

    สำหรับ 1 แต้มในแมตช์นี้ถือว่ามีค่ามากๆ เพราะทำให้ "ปีศาจแดง" ขยับขึ้นไปอยู่ในอันดับ 3 และในเกมสุดท้ายที่เยือน เลสเตอร์ ซิตี้ ถือว่ามีความสำคัญมากๆ เพราะพวกเขากุมชะตาชีวิตเอาไว้ในมือ และหากทุกอย่างไม่มีอะไรผิดพลาด คอลูกหนังอาจจะได้เห็น แมนฯ ยูไนเต็ด กลับไปผงาดในเกมถ้วยใบโตยุโรปอีกครั้ง

 

1. เจ้าหนูกรีนวู้ดกับสถิติสุดเหลือเชื่อ

    ใครจะไปเชื่อว่า เมสัน กรีนวู้ด เพิ่งจะอายุเพียง 18 ปีเท่านั้น เพราะผลงานของนักเตะในเวลานี้ต้องบอกเลยว่าโดดเด่นสุดๆ และก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทัพ "ปีศาจแดง" ในเวลานี้ ที่สำคัญฟอร์มของเขายังคงร้อนแรงจนเป็นหัวหอกตัวความหวังของทีม

    สำหรับประตูที่ซัดเต็มข้อช่วยตีเสมอให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ในช่วงต้นครึ่งหลัง ส่งผลให้ตอนนี้ กรีนวู้ด ตะบันไปแล้ว 17 ประตูจากการแข่งขันทุกรายการ นอกจากนี้เขายังเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุด (18 ปี กับ 295 วัน) นับตั้งแต่ ไรอัน กิ๊กส์ ตำนานปีก "พ่อมด" ที่ลงสนามครบ 50 เกมในนามทัพ "เร้ด เดวิลส์" เมื่อปี 1992

    นอกจากนี้ กรีนวู้ด ยังเป็นนักเตะดาวรุ่งคนแรก  ที่ยิงประตูในพรีเมียร์ลีก ครบ 10 ลูกในฤดูกาลนี้ นับตั้งแต่ที่ โรเมลู ลูกากู เคยทำได้ในฤดูกาล 2012/2013 (14 ประตู) และยังเป็นผู้เล่นชาวอังกฤษที่ทำได้นับตั้งแต่ที่ เวย์น รูนี่ย์ เคยทำในซีซั่น 2004/2005 (11 ประตู)

    ทั้งนี้ยังไม่มีนักเตะดาวรุ่ง (อายุไม่ถึง 20 ปี)  ของ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยิงประตูได้ 17 ประตูจากทุกรายการในฤดูกาลเดียว โดยก่อนหน้านี้มีเพียงแค่ จอร์จ เบสต์ ฤดูกาล 1965/1966, ไบรอัน คิดด์ ฤดูกาล 1967/1968 และ รูนี่ย์ ในฤดูกาล 2004/2005 เท่านั้นที่ทำได้เท่ากัน
   
2. บรูโน่ ก็มนุษย์ไม่ได้แกร่งตลอดเวลา

    บรูโน่ แฟร์นันด์ส ทำผลงานได้อย่างสุดยอดนับตั้งแต่ที่ย้ายจาก สปอร์ติ้ง ลิสบอล มาเล่นให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา และกลายเป็นผู้เล่นสำคัญที่ช่วยพลิกฟอร์มของ "ผีแดง" จากที่ย่ำแย่ไม่มีลุ้นอะไรเลย แต่ตอนนี้มีลุ้นท็อปโฟร์ และยูฟ่า ยูโรปา ลีก
 
    อย่างไรก็ตามในเกมรับมือ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ต้องบอกว่า แฟร์นันด์ส งัดฟอร์มเก่งออกมาไม่ได้เลย ที่สำคัญเจ้าตัวยังทำหมูหกอย่างน่าเหลือเชื่อ ทั้งๆ ที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด เปิดบอลงามหยดย้อยให้กับเขาในกรอบเขตโทษ แต่ สตาร์ชาวโปรตุกีส ดันจับบอลทะลักออกหลังไปซะงั้น

    หากเกมไหนที่ แฟร์นันด์ส เล่นไม่ออกแน่นอนว่าการเชื่อมเกมของ แมนฯ ยูไนเต็ด ค่อนข้างจะไม่ไหลลื่น ขณะเดียวกับการประสานงานกับ ปอล ป็อกบา และ เนมานย่า มาติช ก็ไม่ค่อยลงตัวในแมตช์นี้ ยิ่งส่งผลให้เกมรุกของทีมค่อนข้างจะไม่มีความหลากหลาย

    ฉะนั้นนี่คือการบ้านข้อใหญ่สำหรับ โซลชา หากเกมไหนที่ แฟร์นันด์ส เล่นไม่ออก ทีมต้องมีแผนสำรอง ไม่งั้นอาจจะไม่ดวงดีในกรณีที่ต้องพบกับทีมใหญ่
   
3. โซลชา สร้างสถิติให้กับตัวเอง

    โซลชา ค่อยๆ ทำผลงานดีมีคุณภาพมากขึ้นเรื่อยๆ และทำให้เหล่าสาวก "เร้ด อาร์มี่" ต่างเชื่อมั่นแล้วว่านี่คือทายาทของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อย่างแท้จริง หลังจากที่นำทัพ "ปีศาจแดง" โกยคะแนนเป็นว่าเล่นทำให้ทีมมีโอกาสซิวโควตา แชมเปี้ยนส์ ลีก

    แมตช์ที่นำ "ปีศาจแดง" เสมอ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 1-1 ทำให้ตอนนี้ ยอดทีมแห่งถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด สะกดคำว่าแพ้ไม่เป็นในพรีเมียร์ลีก 13 แมตช์ติดต่อกัน ซึ่งกลายเป็นสถิติใหม่ของ นายใหญ่ชาวนอร์เวย์ นับตั้งแต่ที่ได้เข้ามากุมบังเหียนสโมสรอันเป็นที่รัก

    ก่อนหน้านี้ โซลชา เคยนำ "เร้ด เดวิลส์" ไม่แพ้ในลีกจำนวน 12 เกม (ชนะ 8 เสมอ 4) ตอนที่คุมทัพครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม 2018 แต่จากนั้นผลงานก็ไม่ค่อยโสภาสถาพร ล้มลุกคลุกคลานอยู่พักใหญ่ๆ จนกระทั่งทุกอย่างค่อยๆ ลงตัว และเล่นได้สุดยอดในปัจจุบัน

    ทั้งนี้มีเพียง โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือจอมแท็คติกเท่านั้นที่คุม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไร้พ่ายในเกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดียาวนานที่สุด 25 แมตช์ นับตั้งแต่ที่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เคยทำเอาไว้ 24 เกม 

4. เด เคอา ยังมีอนาคตกับทีมแน่นอน

    สำหรับเกมนี้หลายคนจับตามองว่า ดาบิด เด เคอา ผู้รักษาประตูชาวสแปนิช จะทำผลงานได้ดีแค่ไหน หลังจากที่ โซลชา ยังคงไว้วางใจให้เขาทำหน้าที่เฝ้าเสาต่อไป แม้จะโดนเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับฟอร์มที่ไม่ค่อยดีนักในช่วงที่ผ่านมา

    ก่อนเกมนี้มีกระแสเรียกร้องให้ "น้าลูกอม" ดร็อปนายด่านเลือดกระทิงดุ ซะที หลังทำพลาดหลายครั้ง โดยฟางเส้นสุดท้ายเกิดขึ้นในแมตช์ที่พวกเขาแพ้ เชลซี ร่วงตกรอบรองชนะเลิศ ศึกเอฟเอ คัพ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และให้โอกาส เซร์คิโอ โรเมโร่ ได้ลงทำหน้าที่บ้าง

    อย่างไรก็ตาม โซลชา ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของ เด เคอา และงานนี้โกลเครางามไม่ทำให้นายใหญ่หน้าทารกต้องผิดหวัง เพราะมีหลายจังหวะที่เขาโชว์ซูเปอร์เซฟในเกมนี้ เพราะหากไม่ได้ความเหนียวหนึบของ เด เคอา ยังไม่แน่ว่าเกมนี้ แมนฯ ยูฯ จะได้ 1 คะแนนหรือเปล่า

    ดังนั้นคงเป็นเรื่องยากที่จะเห็น เด เคอา นั่งอยู่ในซุ้มม้านั่งสำรอง เพราะฟอร์มของเขายังคงน่าเชื่อถือได้เสมอ แม้อาจจะมีฟอร์มหลุดบ้างในบางเกม อย่างไรก็ตามในแมตช์สุดท้ายเยือน เลสเตอร์ ซิตี้ สาวก "ผีแดง" คงภาวนาให้เจ้าตัวยังรักษาฟอร์มหนึบเอาไว้เหมือนเดิม !!
 
5. โควตาแชมเปี้ยนส์ ลีก อยู่ในกำมือ

    หากย้อนไปเมื่อช่วงต้นปี 2020 คงไม่มีใครจะคิดว่า แมนฯยูไนเต็ด จะมีโอกาสได้ลุ้นติดท็อปโฟร์ เพราะฟอร์มในเวลานั้นพวกเขาไม่มีราศีที่จะได้ตั๋วไปลุยถ้วยใบโตยุโรปเลย แต่ในเวลานี้ทัพ "ปีศาจแดง" ผงาดขึ้นมารั้งอันดับ 3 เรียบร้อยแล้ว

    สำหรับตอนนี้ สโมสรเจ้าของแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี 20 สมัย ผงาดขึ้นมาอยู่ในพื้นที่ท็อปโฟร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กลางเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา โดยตอนนี้เหลือเพียงแค่เกมเดียวเท่านั้นและพวกเขาต้องเยือน เลสเตอร์ ซึ่งในเวลานี้หล่นไปอยู่อันดับ 5 แล้ว เป็นแมตช์ที่สำคัญมากๆ

    ด้วยฟอร์มในเวลานี้ ผสมกับความมั่นใจ ต้องยอมรับว่า แมนฯ ยูฯ ค่อนข้างจะได้เปรียบในทุกๆ ด้าน ที่สำคัญพวกเขาเป็นฝ่ายกุมชะตาชีวิตในการไปกลับคืนสู่แชมเปี้ยนส์ ลีก หากไม่สะดุดขาตัวเอง นี่น่าจะเป็นซีซั่นที่ทำให้บรรดาแฟนผีแดง ยิ้มได้บ้าง

ชูถ้วยแชมป์ทางการ! ลิเวอร์พูลอัดเชลซีส่งสิงห์ลุ้นตั๋วชปล.นัดสุดท้าย

"หงส์แดง" ไม่พลาดสามแต้มสุดท้ายในแอนฟิลด์ซีซั่นนี้ หลังไล่ถลุง เชลซี แบบสุดมันส์ 5-3 ส่งให้ "สิงห์บลูส์" ต้องไปลุ้นตั๋วชปล.ในเกมสุดท้ายที่จะกลับไปเล่นในบ้านรับมือ วูล์ฟแฮมป์ตัน ในวันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค.นี้ ขณะที่ ลิเวอร์พูล ฉลองแชมป์อย่างเป็นทางการโดยมี จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมชูโทรฟี่แชมป์ที่รอคอยมานานถึง 30 ปี ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ 37 เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา

สนาม : แอนฟิลด์

    แชมป์พรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล ลงเล่นในรังเหย้าเป็นเกมสุดท้ายของซีซั่นรับการมาเยือนของ เชลซี ที่ก่อนแข่งหล่นมาอยู่อันดับ 4 หลังโดน "ปีศาจแดง" ขึ้นไปรั้งอันดับ 3 โดยหลังจบเกมนี้จะมีพิธีมอบถ้วยแชมป์ให้ "หงส์แดง" อย่างเป็นทางการ

    เจอร์เก้น คล็อปป์ จัดชุดที่ดีที่สุดลงสนาม แนวรุกยังเป็นสามประสานเหมือนเดิมทั้ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต ฟีร์มีโน่ และซาดิโอ มาเน่ ขณะที่ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ใช้11แข้งชุดเดิมที่ปราบ แมนฯยูไนเต็ด ลิ่วชิ่งเอฟเอ คัพ ส่ง โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ หอกเป้า โดยมี เมสัน เมาน์ท และวิลเลี่ยน คอยสนับสนุน

    เริ่มเกมครึ่งแรก นาทีที่ 8 "สิงห์บลูส์" เกือบเป็นฝ่ายบุกมาขึ้นนำก่อนหลัง วิลเลี่ยน ตบคืนหลังมาให้ รีซ เจมส์ ครอสไปเสาแรกให้ เมสัน เมาน์ท ขึ้นโขกหลุดคานออกไปแบบได้เสียว

    นาที 16 ทีมเยือนได้โอกาสลุ้นอีก จอร์จินโญ่ ผ่านให้ รีซ เจมส์ ตะบันนอกกรอบด้วยขวาหลุดเสาออกไปแบบได้เสียว

    แต่แล้ว นาที 23 โอกาสแรกของ "หงส์แดง" กลายเป็นประตูขึ้นนำ 1-0 ทันที จากความผิดพลาดของ วิลเลี่ยน ที่เสียการครองบอลหน้ากรอบกลายเป็นส่งให้ นาบี เกอิต้า กระชากหลุดเข้าไปซัดเต็มแรงส่งบอลผ่านมือ เกป้า เช็ดใต้คานเข้าไปอย่างสวยงาม

    นาที 30 เจ้าบ้านเกือบได้เม็ดที่สองอีกหลัง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ใช้ความเร็วเลี้ยงบอลถึงเส้นหลังก่อนซัดมุมแคบไปแฉลบ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ ออกหลัง

    อีกสองนาทีถัดมา รีซ เจมส์ แทงบอลให้ เมสัน เมาน์ท หลุดเข้าไปซัดบอลซุกก้นตาข่าย ทว่าผู้ตัดสินเป่าเป็นจังหวะที่ เมาน์ท ล้ำหน้าไปก่อนแล้ว

    นาที 38 ซาดิโอ มาเน่ เรียกฟรีคิกให้ "หงส์แดง" หน้ากรอบก่อนที่ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ จะรับหน้าที่สังหารปั่นบอลกว่า 25 หลาข้ามกำแพงเบียดเสาแรกเข้าไปชนิดที่ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ได้แต่ยืนมอง ให้ ลิเวอร์พูล นำห่าง 2-0

    นาที 40 เชลซีได้ลุ้นตีไข่แตกเหมือนกัน หลัง รีซ เจมส์ ครอสบอลมาหน้าประตูให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ขึ้นโขกแต่บอลก็ยังไม่ผ่านมือ อลีสซง
 
    นาที 43 เมื่อทำไม่ได้มาโดนทีเด็ดของทีมแชมป์ หลัง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เปิดเตะมุมมาในกรอบ ชิรูด์ พยายามโขกสกัดแต่ไปติด จอร์จินโญ่ ก่อนบอลตกหน้า จอร์จินโย่ ไวนัลดุม ตะบันด้วยขวาส่งบอลพุ่งเสียบตาข่ายเข้าไปให้ "หงส์แดง" นำขาดลอย 3-0

    ช่วงทดเจ็บ นาที 45+3 ลูกทีมของ แลมพาร์ด มาตีไข่แตกได้สำเร็จหลัง เมสัน เมาน์ท เปิดเข้าไปติด เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ บอลมาเข้าทาง มาร์กอส อลอนโซ่ ดีดเข้ากลางให้ วิลเลี่ยน ซัดด้วยซ้ายไปติดเซฟของ อลีสซง แต่บอลลอยมาเข้าทาง  โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ตามซ้ำเข้าไปไม่พลาดให้ เชลซี ไล่เจ้าบ้าน ลิเวอร์พูล มาห่าง 1-3
   
    ก่อนที่ผู้ตัดสินจะเป่าจบครึ่งแรกให้ ลิเวอร์พูล ขึ้นนำ เชลซี 3-1

    ครึ่งหลัง นาที 50 ลิเวอร์พูล เกือบได้ลุ้นเม็ดที่สี่นำห่างหลัง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ได้บอลหลุดเดี่ยวเข้าไปแต่ดันยิงด้วยซ้ายหนีมือ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า มากเกินไปจนหลุดกรอบออกไปไกล

    แต่แล้ว นาที 55 "หงส์แดง" มาได้ประตูนำโด่ง 4-1 จนได้ จากจังหวะที่ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ครอสบอลยาวมากลางประตูให้ โรแบร์โต ฟีร์มีโน่ พุ่งมาโขกเต็มหัวส่งบอลซุกก้นตาข่ายอย่างงดงาม เป็นประตูที่ 9 ในลีกซีซั่นนี้ และเป็นประตูแรกในแอนฟิลด์ซีซั่นนี้อีกด้วย

    แลมพาร์ด อยู่ไม่ได้ นาที 59 เปลี่ยนรวดเดียว 3 คนเลยส่ง แทมมี่ อบราฮัม, คริสเตียน พูลิซิช และคัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ลงมาเล่นแทน

    และแค่สัมพัสแรกในนาที 61 คริสเตียน พูลิซิช กระชากลากเลื้อยพาบอลเข้าไปในกรอบแล้วปาดมากลางประตูให้ แทมมี่ อบราฮัม ซัดให้ทีมไล่มาเป็น 2-4

    นาที 64 สิงห์บลูส์พลาดโอกาสได้ประตูที่สามไล่คืนหลัง รีซ เจมส์ แทงบอลให้ คริสเตียน พูลิซิช หลุดเข้าไปยิงด้วยขวาแต่บอลหลุดกรอบเฉียดเสาไกลออกไป

    นาที 73 แนวรับของเจ้าถิ่นมาเล่นกันพลาดอีก ก่อนที่ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย จะครอสบอลมากลางประตูให้ คริสเตียน พูลิซิช พักบอลด้วยอกก่อนแต่งด้วยขวาแล้วอัดเต็มแรงเสยตาข่ายเข้าไปอย่างเฉียบขาดให้ เชลซี ไล่เจ้าบ้านมาเป็น 3-4

    นาที 85 "หงส์แดง" มาพังประตูนำห่างเป็น 5-3 จากจังหวะสวนกลับขึ้นมา แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน กระชากบอลขึ้นมาทางซ้ายแล้วครอสมาเสาสองให้ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ตัวสำรองที่เพิ่งลงมายิงผ่านมือ เกป้า เข้าไป

    จบเกม ลิเวอร์พูล เปิดแอนฟิลด์เฉือนเอาชนะ เชลซี ไปแบบสนุก 5-3 คว้าสามแต้มมีเพิ่มเป็น 96 คะแนน ส่วน เชลซี หล่นมาอยู่อันดับ 4 มี 63 แต้มเท่ากับ "ปีศาจแดง" แต่ลูกได้เสียเป็นรอง โดยเกมสุดท้าย "สิงห์บลูส์" ต้องลุ้นจบท็อปโฟร์ด้วยการกลับมาเล่นในบ้านรับมือ วูล์ฟแฮมป์ตัน ขณะที่ทีมแชมป์อย่าง ลิเวอร์พูล จะบุกไปเยือน นิวคาสเซิ่ล ซึ่งนัดสุดท้ายจะเตะพร้อมกัน 10 คู่ ในวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม นี้ เริ่มแข่งขันเวลา 22.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อลีสซง เบ็คเกอร์ – เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โจ โกเมซ, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – นาบี เกอิต้า (เคอร์ติส โจนส์ น.67), ฟาบินโญ่, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม (เจมส์ มิลเนอร์ น.67) – โมฮาเหม็ด ซาลาห์
(อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน น.79), โรแบร์โต ฟีร์มีโน่ (ทาคูมิ มินามิโนะ น.87), ซาดิโอ มาเน่ (ดิว็อค โอริกี้ น.87)
 
        ผู้จัดการทีม : เจอร์เก้น คล็อปป์

         เชลซี (3-4-3) : เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, คัวร์ท ซูม่า, อันโตนิโอ รือดิเกอร์ – รีซ เจมส์, จอร์จินโญ่, มาเตโอ โควาซิช, มาร์กอส อลอนโซ่ (เอเมอร์สัน น.88) – วิลเลี่ยน (คริสเตียน พูลิซิช น.59), เมสัน เมาน์ท (คัลลั่ม ฮัดสัน-โอ
ดอย น.59) – โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ (แทมมี่ อบราฮัม น.59)

        ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด 

        ผู้ตัดสิน : อันเดร มาร์ริเนอร์

ท็อปโฟร์สะเทือน! “ร็อดเจอร์ส” เปิดใจหลังแพ้สเปอร์ส

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส นายใหญ่เลสเตอร์ ซิตี้ ใจดีสู้เสือแม้ต้นสังกัดจะโดน ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ไล่อัดสกอร์ 0-3 เกมลีกเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ระบุนักเตะทุกคนทุ่มเทอย่างเต็มที่ และต้องพยายามยึดอันดับเพื่อไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรปให้ได้
    เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ผู้จัดการทีม "เดอะ ฟ็อกซ์" เลสเตอร์ ซิตี้ เปิดใจหลังจากต้นสังกัดออกไปโดน "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ถลุง 0-3 ที่สนามท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยม ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา

    เลสเตอร์ ต้องการ 3 คะแนนในเกมนี้อย่างมาก เพื่อจะได้กดดัน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในการลุ้นอันดับท็อปโฟร์ แต่งานนี้ "สุนัขจิ้งจอก" ไม่สามารถทำตามเป้าหมายที่วางเอาไว้เมื่อพวกเขาโดนเจ้าบ้านไล่ถลุงด้วยสกอร์ 0-3 ส่งผลให้ยังคงอยู่อันดับ 4 เหมือนเดิมโดยมี 62 แต้มเท่ากับ แมนฯยูไนเต็ด แต่ "ผีแดง" แข่งน้อยกว่า

    ร็อดเจอร์ส ซึ่งจะต้องนำลูกทีมรับมือ "ปีศาจแดง" ในเกมสุดท้ายของพรีเมียร์ลีก เปิดใจว่า "เราพยายามเล่นเกมสวนกลับ เรายังทำได้ดีในจังหวะป้องกัน เราเริ่มต้นได้ดีเยี่ยม แต่เกมรับดูเหมือนว่าเรายังขาดความดุดันไปเยอะมาก และแน่นอนว่าเราเสียประตูในช่วงเวลาที่แย่จริงๆ"

    "เราประสบความสำเร็จในหลายๆ เป้าหมายที่เราได้ตั้งเอาไว้ในช่วงแรก และมีลุ้นในการไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรป เรายังมีเกมที่จะต้องเล่นเพื่อที่จะยึดอันดับไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ก็มีบางสิ่งที่น่าผิดหวัง อย่างไรก็ตามมีอีกหลายเรื่องที่น่าพอใจจากสิ่งที่นักเตะได้ทุ่มเทในฤดูกาลนี้" ร็อดเจอร์ส กล่าว

ผี-สิงห์ยิ้ม! เคนเบิ้ล-ไก่อัดเลสเตอร์ส่งจิ้งจอกลุ้นท็อป4นัดสุดท้าย

     "ไก่เดือยทอง" ฟอร์มจัดจ้านซิวชัยในลีก3เกมติดหลังล่าสุดเปิดรังไล่ต้อน เลสเตอร์ ซิตี้ 3-0 เกมนี้ แฮร์รี่ เคน เหมาคนเดียวสองประตูช่วยให้ทีมขึ้นมารั้งอันดับ 6 ขณะที่ "เดอะ ฟ็อกซ์" หยุดที่ 62 แต้มเท่ากับ "ผีแดง" แต่แข่งมากกว่าทำให้เลสเตอร์ต้องลุ้นหนักในการจบท็อปโฟร์ โดยจะต้องชี้ชะตาด้วยการเปิดรังดวลกับลูกทีมของ โซลชา ในเกมสุดท้าย ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 19 ก.ค. ที่ผ่านมา

ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2563
สเปอร์ส 3   –   0 เลสเตอร์ ซิตี้

สนาม : ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ สเตเดี้ยม

     การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำวันที่ 19 กรกฏาคม 2563 ที่สนาม ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยม ระหว่าง สเปอร์ส ทีมอันดับ 7 ของตาราง พบ เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมอันดับ 4

     โชเซ่ มูรินโญ่ พาทีมไก่เดือยทองติดเครื่องด้วยการเก็บ 10 แต้มจาก 4 เกมล่าสุด โดยเมื่อกลางสัปดาห์พวกเขาบุกเอาชนะ นิวคาสเซิ่ล ได้ 3-1 นัดนี้ถ้ามีแต้มจะแซงหน้า วูล์ฟแฮมป์ตัน ขึ้นอันดับ 6 เกมนี้ไม่มีปัญหาการจัดทัพฝากความหวังไว้ที่สามแนวรุกอย่าง ซน ฮึง มิน, ลูคัส มูร่า และ แฮร์รี่ เคน

     ส่วน เบรนแดน ร็อดเจอร์ส พาทีมจิ้งจอกสีน้ำเงินลุ้นอันดับท็อปโฟร์กับ เชลซี และ แมนฯ ยูไนเต็ด โดยฟอร์มล่าสุดของพวกเขาเปิดบ้านทุบ ”ดาบคู่” เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ไป 2-0 เกมนี้ เลสเตอร์มีปัญหาที่เกมรับ เมื่อ คักลาร์ โซยุนชู ติดโทษแบนส่ง เวสส์ มอแกน ลงประจการแทน ส่วนสามแนวรุกใช้ อโยเซ่ เปเรซ, ฮาร์วีย์ บาร์นส์ และ เจมี่ วาร์ดี้ ลงล่าตาข่าย 

     เปิดฉากครึ่งแรกมาเพียง 6 นาที สเปอร์ส ได้ประตูขึ้นนำอย่างรวดเร็วจากจังหวะที่ ซน ฮึง มิน ลากตัดเข้าในแล้วซัดด้วยขวาบอลไปแฉลบ เจมส์ จัสติน เปลี่ยนทางเข้าประตูตัวเองไปให้ "ไก่เดือยทอง" นำ 1-0

     จากนั้น เป็นโอกาสของ เลสเตอร์ ซิตี้ นาที 19 ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ ขึ้นเกมมาทางกราบซ้ายก่อนจะเปิดเข้าเขตโทษให้ เจมี่ วาร์ดี้ โฉบมาโขกเสาแรกแต่ไปติด ดาวินซอน ซานเชซ แฉลบออกหลังไป

     นาทีถัดมา เลสเตอร์ เกือบตามตีเสมอเมื่อ เวส มอร์แกน ขึ้นโหม่งบอลไปติดบล็อคแนวรับ สเปอร์ส ก่อนที่จะมาเข้าทาง เจมี่ วาร์ดี้ พยายามยิงตอกส้นแต่ยังติดเซฟ อูโก้ โยริส

     หลังถูกขึ้นนำทีมเยือนได้ขึงบุกใส่อยู่พักใหญ่ และเกือบขึ้นนำอีกครั้ง ในนาที 25 อโยเซ่ เปเรซ พักอกก่อนหนึ่งจังหวะแล้วฮาล์ฟวอลเลย์ด้วยซ้ายบอลกำลังจะเสียบเสาเข้าประตู แต่ โยริส บินปัดออกไปหน้าตาเฉย

     นาที 30 สเปอร์ ได้โต้กลับมาบ้างและเกือบได้ลูกสองเมื่อ โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ วางบอลยาวจากแนวรับให้ ซน ฮึง มิน หลุดเดี่ยวไปซัดในกรอบเขตโทษแต่ยังติดเซฟ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล

     จนกระทั่ง นาที 38 จากจังหวะสวนกลับเร็ว ซน ฮึง มิน จ่ายจากกลางสนามให้ ลูคัส มูร่า แล้วแทงทะลุช่องต่อให้ แฮร์รี่ เคน หลุดไปตวัดยิงด้วยซ้ายหน้าปากประตูบอลพุ่งเสียบเสาไกลเข้าไปให้ สเปอร์ส นำห่าง 2-0 

     เท่านั้นไม่พอ นาที 40 "ไก่เดือยทอง" ได้ประตูนำ 3-0 จากจังหวะที่ ลูคัส มูร่า ไหลบอลให้ แฮร์รี่ เคน ก่อนที่ดาวยิงทีมชาติอังกฤษใช้ความสามารถเฉพาะตัวลากตัดเข้าในแล้วปั่นด้วยขวาบอลเช็ดเสาไกลเข้าประตูไปพร้อมเป็นประตูที่สองของเจ้าตัวในเกมนี้

     ช่วงที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบครึ่งแรก สเปอร์ส นำ เลสเตอร์ สบาย 3-0 
 
     ครึ่งหลัง นาที 53 "ไก่เดือยทอง" เกือบได้ลุ้นเม็ดที่สี่ หลัง ลูคัส มูร่า วางบอลยาวจากหน้าปากประตูตัวเองให้ แฮร์รี่ เคน พาบอลเข้าไปซัดหน้ากรอบแต่ยิงไปแฉลบแข้งทีมเยือนออกหลังไป

     นาที 58 เดอมาราย เกรย์ ตัวสำรองที่ลงมาครึ่งหลังเกือบซัดให้ "จิ้งจอก" ตีไข่แตกสำเร็จหลังตะบันฟรีคิกกว่า 25 หลากลางประตูบอลพุ่งแรงจน อูโก้ โยริส ต้องปัดข้ามคานหวุดหวิด

     นาทีถัดมา เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เปลี่ยนผู้เล่นคนที่สองส่ง เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ ลงมาเล่นแทน อาโยเซ่ เปเรซ
 
     ทีมเยือนตอบโต้ขึ้นมาอีก นาที 65 ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ พลิกบอลหนีแฮร์รี่ วิงค์ส เข้าไปซัดหน้ากรอบแต่บอลโดนไม่เต็มเท้าก่อนจะพุ่งไปเข้ามืออูโก้ โยริส

     "เดอะ ฟ็อกซ์" ยังกดดันอย่างหนักเพื่อทวงประตูตีไข่แตกให้ได้ นาที 76 อิเฮียนาโช่ จ่ายสั้นให้ เดอมาราย เกรย์ ตะบันด้วยขวาเต็มแรงจากนอกกรอบ ทว่าบอลพุ่งเหินคานออกไปอีก

     โชเซ่ มูรินโญ่ เปลี่ยนแปลงผู้เล่นบ้าง นาที 78 ส่ง เอริก ลาเมล่า และสตีเฟ่น เบิร์กไวจ์น ลงไปเล่นแทน ลูคัส มูร่า และโจวานนี่ โล เซลโซ่

     นาที 81 แฮร์รี่ เคน ชวดโอกาสทำแฮตทริกหลังส่งบอลซุกก้นตาข่ายไปแล้ว แต่โดนผู้ตัดสินเป่าเป็นลูกล้ำหน้าไปก่อน

     ท้ายเกม นาที 87 "จิ้งจอก" ได้ลุ้นตีไข่แตกอีก คราวนี้ อิเฮียนาโช่ ซัดด้วยขวาจะเสียบเสาไกลอยู่แล้วแต่ยังเจอ อูโก้ โยริส โชว์ซูเปอร์เซฟปัดออกไปได้อีก

     ช่วงเวลาที่เหลือ เจ้าถิ่นรักษาสกอร์นำไว้ได้ ก่อนที่ แอนโทนี่ เทย์เลอร์ เชิ้ตดำจะเป่าจบการแข่งขัน เป็นอันว่า สเปอร์ส โชว์ฟอร์มหรูไล่ถล่ม เลสเตอร์ ซิตี้ 3-0 คว้าสามแต้มขึ้นมารั้งอันดับ 6 ชั่วคราว ขณะที่ "จิ้งจอกสยาม" อยู่อันดับ 4 เหมือนเดิมโดยมี 62 แต้มเท่ากับ แมนฯยูไนเต็ด แต่ "ผีแดง" แข่งน้อยกว่า โดยทั้งคู่ต้องไปดวลกันเองในเกมสุดท้ายที่ คิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม ซึ่งเป็นแมตช์ชี้ชะตาลุ้นท็อปโฟร์ของทัพจิ้งจอก

รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม

     สเปอร์ส : อูโก้ โยริส – แซร์ช โอริเย่ร์, ดาวินซอน ซานเชซ, โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์, เบน เดวิส – มุสซ่า ซิสโซโก้, แฮร์รี่ วิงค์ส  (โอลิเวอร์ สคิปป์ น.90+2), โจวานี่ โล เซลโซ่ (สตีเฟ่น เบิร์กไวจ์น น.78) – ลูคัส มูร่า (เอริก ลาเมล่า น.78), แฮร์รี่ เคน, ซน ฮึง-มิน (เก็ดสัน แฟร์นันเดส น.89)

     เลสเตอร์ ซิตี้ : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล – ไรอัน เบนเน็ตต์ (เดอมาราย เกรย์ น.45), เวส มอร์แกน, จอนนี่ อีแวนส์ – เจมส์ จัสติน, วิลฟรีด เอ็นดิดี้ (นอมปาลิส เมนดี้ น.70), ยูริ ตีเลอมันส์ (เดนนิส ปราต น.70), ลุค โธมัส – อาโยเซ่ เปเรซ (เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ น.59), เจมี่ วาร์ดี้, ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ (จอร์จ เฮิร์สท์ น.83)

ซิลบายิง1จ่าย2! แมนซิตี้ถลุงยับนิวคาสเซิ่ล ขออีกแต้มการันตีท็อปโฟร์

"เรือใบสีฟ้า" กลับมาแก้ตัวได้สำเร็จหลังเกมที่แล้วพ่ายมา เมื่อเปิดรังไล่ถล่ม นิวคาสเซิ่ล แบบไม่ซ้ำหน้า 5-0 ดาบิด ซิลบา กัปตันทีมยิงหนึ่งจ่ายอีกสอง พาทีมคว้าสามแต้มมีเพิ่มเป็น 69 คะแนน ต้องการอีกแต้มเดียวจะการันตีพื้นที่ท็อปโฟร์ หรือหากพรุ่งนี้ "ผีแดง" พ่ายจะคว้าตั๋วลุยแชมเปี้ยนส์ ลีกทันที ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมือคืนวันพุธที่ผ่านมา
สนาม : เอติฮัด สเตเดี้ยม

    "เรือใบสีฟ้า" รองจ่าฝูง ต้องการอีก 4 คะแนนจะการันตีด้วยการจบท็อปโฟร์ ผลงานล่าสุดบุกไปพ่าย เซาธ์แฮมป์ตัน 0-1 เกมนี้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า โรเตชั่นแข้งบางตำแหน่งแนวรุกพัก ราฮีม สเตอร์ลิง และแบร์นาร์โด้ ซิลวา เป็นสำรองแล้วส่ง ฟิล โฟเด้น, ริยาด มาห์เรซ และกาเบรียล เชซุส ทำเกมรุก

    ขณะที่ฝั่ง สตีฟ บรูซ บอสใหญ่ของสาลิกาดง ทีมอันดับ 12 สถานการณ์อยู่รอดปลอดภัยแล้ว ฟอร์มล่าสุดเปิดบ้าน เสมอกับ เวสต์แฮม 2-2 เกมนี้เน้นรับมาเยือนแมนฯซิตี้เต็มตัวโดยวาง  โชลินตอน เป็นหน้าเป้าคนเดียว และให้ จอนโจ เชลวี่ย์ กัปตันทีมคุมเกมแดนกลาง

    เริ่มครึ่งแรก มาได้แค่ 3 นาที เจ้าบ้านได้ทักทายก่อนหลัง ชูเอา คานเชโล่ จ่ายให้ ริยาด มาห์เรซ กระชากตัดเข้าหน้ากรอบก่อนซัดด้วยซ้ายไปเข้ามือ มาร์ติน ดูบราฟก้า

    และแค่นาทีที่ 10 ทัพเรือใบสีฟ้าทะยานขึ้นนำก่อน 1-0 เกมขึ้นทางซ้าย ฟิล โฟเด้น จ่ายไปที่ว่างให้ ดาบิด ซิลบา ฉีกไปรับบอลก่อนตบจากเส้นหลังมากลางประตูให้ กาเบรียล เชซุส ตั้งเท้าแปด้วยขวาเสียบเสาสองไปอย่างง่ายดาย

    อีกสองนาทีต่อมา บอลเล่นเร็วของ เอแดร์ซอน เปิดยาวมาหน้าประตู ริยาด มาห์เรซ เบียดเอาชนะแนวรับของนิวคาสเซิ่ลได้ก่อนพลิกตัววอลเลย์ด้วยขวาบอลพุ่งไปตรงตัว มาร์ติน ดูบราฟก้า อย่างน่าเสียดาย

    นาที 21 ลูกทีมของเป๊ป มาได้ประตูที่สอง จากจังหวะที่แข้งเรือใบตัดเกมได้ ฟิล โฟเด้น แทงขึ้นหน้าไปที่ว่างให้ เควิน เดอ บรอยน์ สอดมาก่อนตบจากเส้นหลังมากลางประตูให้ ริยาด มาห์เรซ ยืนยิงด้วยซ้ายไม่ถึง 10 หลาเข้าประตูไป แมนฯซิตี้ นำห่าง 2-0

    โอกาสแรกของ "เดอะ แม็กพายส์" ต้องรอถึงนาที 31 จากลูกเตะมุมทางฝั่งซ้าย แม็ตต์ ริทชี่ เปิดมาให้ เฟเดริโก้ เฟร์นานเดซ เทกตัวโขกแต่บอลยังไม่ห่างตัว เอแดร์ซอน ล้มรับไว้ได้

    นาที 40 ทีมเยือนเกือบเสียเม็ดที่สามหลังโดน ซิลบา ตัดบอลได้หน้ากรอบ บอลมาถึง ฟิล โฟเด้น เล่นหนึ่งสองกับ กาเบรียล เชซุส ก่อนที่โฟเด้นจะหลุดเข้าไปซัดด้วยซ้ายบอลพุ่งถากเสาออกไปอย่างน่าเสียดาย

    จบครึ่งแรก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นำห่าง นิวคาสเซิ่ล 2-0

    ครึ่งหลัง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เปลี่ยนสองคนรวดเลย ถอดเอา โรดรี้ และชูเอา คานเชโล่ ออกแล้วส่ง อิลคาย กุนโดกัน และไคล์ วอล์คเกอร์ ลงไปเล่นแทน

    นาที 49 แมนฯซิตี้ชวดได้ประตูที่สาม หลัง เควิน เดอ บรอยน์ ยกบอลไปเสาไกลให้ ฟิล โฟเด้น เติมมาจิ้มด้วยซ้ายบอลผ่านหน้าประตูออกหลังไปแบบน่าเสียดาย

    นาที 59 เจ้าบ้านมาพังประตูนำห่าง 3-0 จนได้ จากจังหวะที่ กาเบรียล เชซุส พาบอลตะลุยแหวกเข้าไปในกรอบ บอลไปเข้าทาง แมตต์ ริทชี่ พยายามจะเคลียร์บอลแต่ดันเตะไปชน เฟเดริโก้ เฟร์นานเดซ เพื่อนร่วมทีมเปลี่ยนทางเข้าประตูตัวเองไป

    นาที 65 ราฮีม สเตอร์ลิง ตัวสำรองที่เพิ่งลงมาเรียกฟรีคิกได้หน้ากรอบ ก่อนที่ ดาบิด ซิลบา กัปตันทีมจะปั่นบอลข้ามกำแพงเข้าประตูไปอย่างสวยงาม ให้ แมนฯซิตี้ นำโด่งหนีสาลิกาดง 4-0

    นาที 75 ดาบิด ซิลบา ชวดยิงประตูที่สองของตัวเองในเกมนี้ หลัง เควิน เดอ บรอยน์ ไหลบอลมาเสาแรกให้อย่างนิ่มแต่อดีตห้องเครื่องทีมชาติสเปนยิงไปตรงตัว ดูบราฟก้า ปัดออกหลังน่าเสียดาย

    นาที 81 เควิน เดอ บรอยน์ ที่แอสซิสต์ในลีกไป 18 ลูกแล้วเกือบได้เพิ่มอีกหนึ่งเมื่อไหลบอลให้ไอ้หนู ทอมมี่ ดอย์ล ตัวสำรองวัย 18 ปี ที่เพิ่งลงมาซัดด้วยซ้ายจากนอกกรอบแต่บอลยังไม่ผ่านมือ มาร์ติน ดูบราฟก้า

    ช่วงทดเจ็บ นาที 90+1 ดาบิด ซิลวา ได้บอลสวนกลับก่อนจะกระชากเข้ากรอบแล้วจ่ายง่ายๆให้ ราฮีม สเตอร์ลิง ยิงประตูที่ห้าให้ "เรือใบสีฟ้า" นำโด่ง 5-0

    จบเกม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กลับมาคว้าชัยด้วยการไล่ถล่ม นิวคาสเซิ่ล แบบไม่ยาก 5-0 คว้าสามแต้มมีเพิ่มเป็น 69 คะแนน ขออีกแต้มเดียวจะการันตีพื้นที่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หรือพรุ่งนี้หาก แมนฯยูไนเต็ด บุกไปพ่ายแอสตัน วิลล่า พวกเขาจะการันตีท็อปโฟร์ทันที ส่วน นิวคาสเซิ่ล รั้งอันดับ 13 มี 43 คะแนน

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ชูเอา คานเชโล่ (ไคล์ วอล์คเกอร์ น.46), นิโกลัส โอตาเมนดี้, จอห์น สโตนส์, อเล็กซานเดร์ ซินเชนโก้ – เควิน เดอ บรอยน์, โรดรี้ เอร์นานเดซ (อิลคาย กุนโดกัน น.46), ดาบิด ซิลบา (กัปตันทีม) – ริยาด มาห์เรซ (ทอมมี่ ดอย์ล น.75), กาเบรียล เชซุส (ราฮีม สเตอร์ลิง น.62), ฟิล โฟเด้น (แบร์นาร์โด้ ซิลวา น.62)

    ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

        นิวคาสเซิ่ล (4-2-3-1) : มาร์ติน ดูบราฟก้า – เดอันเดร เยดลิน, เอมิล คราฟธ์ (โยชิโนริ มูโตะ น.84), ฟาเบียน ชาร์, เฟเดริโก้ เฟร์นานเดซ, แดนนี่ โรส – วาเลนติโน่ ลาซาโร่ (ฮาเบียร์ มานกีโย่ น.66), จอนโจ เชลวี่ย์ (กัปตันทีม) (แมทธิว ลองสตาฟฟ์ น.67), นาบิล เบนทาเล็บ, แม็ตต์ ริตชี่ (คริสเตียน อัตซู น.84) – โชลินตอน (ดไวท์ เกย์ล น.66)

    ผู้จัดการทีม : สตีฟ บรูซ

    ผู้ตัดสิน : แอนดี้ แมดลี่ย์

 

ผีกำลังคึก! แมนยูล่าท็อปโฟร์ส่ง “แฟร์นันด์ส” นำทัพดวลวิลล่า

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา นายใหญ่ "ปีศาจแดง" ผลงานกำลังร้อนแรงไม่แพ้ใคร 16 นัดในทุกรายการ การจัดทัพเกมนี้เต็ยสูบมี บรูโน่ แฟร์นันด์ส นำทัพล่าท็อปโฟร์ ทางด้าน ดีน สมิธ กุนซือ ”สิงห์ผยอง” ยังต้องลุ้นหนีตายรั้งอันดับ 18 ตามโซนปลอดภัยอยู่ 3 คะแนนส่ง แจ็ค กรีลิช ลงบู๊สู้ ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันพฤหัสบดีที่ 9 ก.ค. นี้

ปรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2563
แอสตัน วิลล่า (18) – แมนฯ ยูไนเต็ด (5)
ถ่ายทอดสด : ทรู พรีเมียร์ ฟุตบอล HD 1 (02.15 น.)
สนาม : วิลล่า พาร์ค

    ดีน สมิธ กุนซือ ”สิงห์ผยอง” พาทีมได้ 2 แต้มจาก 5 เกมในการรีสตาร์ต ฟอร์มล่าสุดพวกเขาออกไปแพ้ ลิเวอร์พูล 0-2

    วิลล่าจะไม่สามารถใช้งาน แม็ตต์ ทาร์เก็ตต์ (เอ็นหลังหัวเข่า) และ บียอร์น เอ็นเกลส์ (เอ็นร้อยหวาย) ได้

    ขณะที่ ทอมมี่ ฮีตัน ผู้รักษาประตู และ เวสลี่ย์ กองหน้าก็ปิดเทอมยาวไปตั้งนานแล้ว

    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือปีศาจแดง พาทีมไม่แพ้ใคร 16 นัดในทุกรายการ พวกเขาเดินหน้าลุ้นท็อปโฟร์เต็มที่ โดยฟอร์มล่าสุดไล่ถล่มบอร์นมัธไปถึง 5-2 กันเลยทีเดียว

    โซลชา ใช้ 11 ตัวจริงในลีกชุดเดิมมา 3 เกมติดต่อกันแล้ว และด้วยฟอร์มที่ดีอย่างนี้จึงไม่ความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรมาก

    ทว่าทีมอาจจะจำเป็นต้องเปลี่ยนเซนเตอร์แบ็กจาก วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ มาเป็น เอริก ไบยี่ ก็ได้ เพราะลินเดอเลิฟเดี้ยงที่หลังความฟิตอาจจะไม่เต็มร้อย

ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    แอสตัน วิลล่า (4-4-1-1) : เปเป้ เรน่า – เอซรี่ คอนซ่า, คอร์ตนี่ย์ เฮาส์, ไทรอน มิงส์, นีล เทย์เลอร์ – อันวาร์ เอล กาซี่, ดั๊กลาส ลุยซ์, จอห์น แม็คกินน์, เทรเซเก้ต์ – แจ็ค กรีลิช – เอ็มบวานา ซามัตต้า

ผู้จัดการทีม : ดีน สมิธ

    แมนฯยูไนเต็ด (4-2-3-1) : ดาบิด เด เคอา – อารอน วาน-บิสซาก้า, เอริก ไบยี่, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, ลุค ชอว์ – ปอล ป็อกบา, เนมานย่า มาติช – เมสัน กรีนวู้ด, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด – อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

ผู้จัดการทีม : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

ผู้ตัดสิน : โจนาธาน มอสส์

ผลการพบกันที่ผ่านมา

วัน/เดือน/ปี รายการ ผลการแข่งขัน

01/12/19    พรีเมียร์ลีก    แมนฯ ยูไนเต็ด 2 – 2 แอสตัน วิลล่า   
16/04/16    พรีเมียร์ลีก    แมนฯ ยูไนเต็ด 1 – 0 แอสตัน วิลล่า   
15/08/15    พรีเมียร์ลีก    แอสตัน วิลล่า 0 – 1 แมนฯ ยูไนเต็ด   
04/04/15    พรีเมียร์ลีก    แมนฯ ยูไนเต็ด 3 – 1 แอสตัน วิลล่า   
20/12/14    พรีเมียร์ลีก    แอสตัน วิลล่า 1 – 1 แมนฯ ยูไนเต็ด

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

แอสตัน วิลล่า   

05/07/20 แพ้ ลิเวอร์พูล 0-2 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
27/06/20 แพ้ วูล์ฟแฮมป์ตัน 0-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
25/06/20 เสมอ นิวคาสเซิ่ล 1-1 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
21/06/20 แพ้ เชลซี 1-2 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
18/06/20 เสมอ เชฟฯ ยูไนเต็ด 0-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก

แมนฯ ยูไนเต็ด

04/07/20 ชนะ บอร์นมัธ 5-2 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
01/07/20 ชนะ ไบรท์ตัน 3-0 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
27/06/20 ชนะ นอริช ซิตี้ 2-1 (เยือน) เอฟเอ คัพ
25/06/20 ชนะ เชฟฯ ยูไนเต็ด 3-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
20/06/20 เสมอ สเปอร์ส 1-1 (เยือน) พรีเมียร์ลีก

แมนยูหนักชนเชลซี อาร์เซน่อลดวลแมนซิตี้ จับติ้วรอบรองฯเอฟเอ คัพ

ศึกลูกหนังน็อคเอาท์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เอฟเอ คัพ อังกฤษ ได้ประกบคู่ในรอบรองชนะเลิศเรียบร้อยแล้ว ซึ่งทั้งสองคู่จะเล่นที่สนาม เวมบลี่ย์ จนถึงรอบชิงชนะเลิศ

    เอฟเอ คัพ อังกฤษ ประจำฤดูกาล 2019-20 ต้องหยุดการแข่งขันพร้อมกับลีกของอังกฤษ หลังจากโดนพิษ โควิด-19 เล่นงานตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้รอบ 8 ทีมสุดท้าย เพิ่งจะมาแข่งขันกันในช่วงวันที่ 27-28 มิ.ย.ที่ผ่านมา ก่อนจะได้ 4 ทีมผ่านเข้ามาเล่นในรอบรองชนะเลิศ

    โดยผลประกบคู่ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ผ่านเข้ามาถึงรอบนี้เป็นสมัยที่ 30 หลังบุกไปปราบ นอริช ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 2-1 เจอกับงานหนักเมื่อต้องพบกับ เชลซี ที่เพิ่งบุกไปทุบ เลสเตอร์ ซิตี้ 1-0

    ขณะที่อีกคู่นั้น อาร์เซน่อล หืดจับเหมือนกันกว่าจะผ่านเข้ามาถึงรอบตัดเชือกหลังบุกไปเอาชนะ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ในช่วงทดเวลาเจ็บ 2-1 เข้ามาเล่นในรอบรองชนะเลิศเป็นสมัยที่ 30 เท่ากับ แมนฯยูไนเต็ด จะพบกับแชมป์เก่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่บุกไปเอาชนะ นิวคาสเซิ่ล 2-0

    โดยทั้งสองคู่จะแข่งขันในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 18-19 กรกฎาคม นี้ โดยผู้ชนะจะผ่านเข้าไปเล่นในรอบชิงชนะเลิศวันที่ 1 สิงหาคม 2563

    สรุปผลประกบคู่ รอบรองชนะเลิศ เอฟเอ คัพ 2019-20

    – แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (พรีเมียร์ลีก) พบ เชลซี (พรีเมียร์ลีก)

    – อาร์เซน่อล (พรีเมียร์ลีก) พบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (พรีเมียร์ลีก)

บรูโน่สะเด่ากด2ตุง! แมนยูฟอร์มคึกบุกทุบไบรท์ตัน แซงวูล์ฟส์ขึ้นที่ 5

แมนฯยูไนเต็ด ไม่พลาดเก็บสามแต้มหลังบุกไปปราบเจ้าถิ่น ไบรท์ตัน แบบขาดลอย 3-0 เกมนี้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ห้องเครื่องตัวเก่งยิงคนเดียวสองประตู ช่วยให้ "ปีศาจแดง" มีแต้มเท่ากับ วูล์ฟแฮมป์ตัน ที่ 52 คะแนน แต่ลูกได้เสียนั้นดีกว่า ทำให้แซงรั้งอันดับ 5 เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา
สนาม : เอเม็กซ์ สเตเดี้ยม

    เริ่มครึ่งแรกมาได้แค่ 6 นาทีแรก ไบรท์ตัน เจ้าถิ่นได้ทักทายก่อนเลยจากจังหวะที่ เดล สตีเฟ่นส์ กดด้วยขวานอกกรอบบอลพุ่งเหินคานไปไกล

    จากนั้น นาที 12 "ปีศาจแดง" เกือบชิงขึ้นนำไปก่อน จากจังหวะขึ้นเกมทางด้านขวาบอลมาถึง ป็อกบา ดึงแข้งเจ้าถิ่นก่อนไหลสั้นๆให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ตะบันด้วยขวาเต็มแรงบอลพุ่งไปชนเสาอย่างน่าเสียดาย

    กระนั้น นาที 16 "ผีแดง" ได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จนได้จากจังหวะที่ อารอน วาน-บิสซาก้า ได้บอลริมเส้นทางขวาแล้วจ่ายทะลุให้ เมสัน กรีนวู้ด หลุดเข้าไปสับขาหลอกอย่างเหนือชั้นแล้วยิงเสาแรกผ่านมือ แม็ทธิว ไรอัน เข้าไปอย่างสวยงาม

    กลายเป็น แมนฯยูไนเต็ด ที่พับสนามบุก ครองบอลได้เหนือกว่า นาที 21 ปอล ป็อกบา เรียกฟรีคิกได้หน้ากรอบกว่า 20 หลา แต่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ยิงฟรีคิกข้ามกำแพงเหินคานออกไป

    เกมเข้าสู่ครึ่งชั่วโมงแรก สกอร์ของทีมเยือนำห่างเป็น 2-0 ทันที บอลเริ่มจาก แรชฟอร์ด จ่ายให้ลุค ชอว์ หลุดเข้าไปครอสเลียดมาหน้าประตูบอลเลยมาถึง ป็อกบา ที่อยู่แถวสองจ่ายต่อให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส วิ่งมาอัดด้วยขวาไปแฉลบแนวรับเจ้าถิ่นก่อนพุ่งเบียดเสาเข้าไป เป็นประตูที่ 4 ในลีก

    นาที 39 มาร์คัส แรชฟอร์ด ลองซัดไกลนอกกรอบบ้างแต่บอลพุ่งเหินหลุดกรอบออกไปแบบหมดลุ้น จบครึ่งแรก ไบรท์ตัน ตามหลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-2

    ครึ่งหลัง ไบรท์ตัน เปลี่ยนตัวส่ง นีล โมเปย์ และเลอันโดร ทรอสซาร์ด ลงมาเล่นแทน  ดาวี่ พรอปเปอร์ และทาริก แลมพ์ตี้ย์

    นาที 50 แฟนผีแดงทางบ้านได้เฮต่อ หลัง "ปีศาจแดง" ทะยานนำโด่งเหนือเจ้าถิ่น 3-0 บอลสวนกลับเร็วจาก เนมานย่า มาติช วอลเลย์ไปที่ว่างทางซ้ายให้ เมสัน กรีนวู้ด กระชากขึ้นไปแล้วตักบอลไปเสาสองให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส วิ่งมาวอลเลย์ด้วยขวาส่งบอลตุงตาข่ายอย่างสวยงาม เป็นประตูที่สองของ บรูโน่ ในเกมนี้และประตูที่ 5 ในพรีเมียร์ลีก

    โอกาสของไบรท์ตันนานๆจะมีให้เห็น แต่ นาทีที่ 60 ก็เกือบทำให้แนวรับผีแดงปั่นป่วนหลัง อเล็กซิส แม็คอัลลิสเตอร์ เล่นลูกสูตรจากฟรีคิกจ่ายสั้นไปในกรอบให้ นีล โมเปย์ ยิงถาถเสาออกไป

    นาที 69 ทรอสซาร์ด จ่ายบอลให้ อารอน คอนนอลลี่  ซัดเต็มแรงด้วยขวานอกกรอบบอลพุ่งเข้ากรอบ แต่ยังโดน ดาบิด เด เคอา บินปัดบอลออกไป
   
    ไบรท์ตัน หวังจะทวงคืนประตูตีไข่แตกให้ได้ นาที 76 ดาบิด เด เคอา ต้องออกแรงเซฟอีก หลัง นีล โมเปย์ กดด้วยซ้ายเสาแรก
   
    ท้ายเกม นาที 86 แดเนี่ยล เจมส์ ตัวสำรอง ได้โอกาสซัดสองหนติดๆ แต่บอลยังไปเข้ามือ แม็ทธิว ไรอัน

    จบเกม ไบรท์ตัน แพ้ให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-3 ส่งผลให้ "ปีศาจแดง" ได้อีก 3 แต้มมีเพิ่มเป็น 52 คะแนนเท่ากับวูล์ฟสแฮมป์ตัน แต่ลูกได้เสียลูกทีมของ  โอเล่ กุนนาร์ โซลชา นั้นดีกว่าทำให้แซงรั้งอันดับ 5 แทน

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        ไบรท์ตัน (3-5-1-1) : แม็ทธิว ไรอัน – เชน ดัฟฟี่, ลูอิส ดังค์, แดน เบิร์น – ทาริก แลมพ์ตี้ย์, ดาวี่ พรอปเปอร์, เดล สตีเฟ่นส์, อีฟส์ บิสซูม่า, มาร์ติน มอนโตย่า – อเล็กซิส แม็คอัลลิสเตอร์, อารอน คอนนอลลี่

    ผู้จัดการทีม : เกรแฮม พ็อตเตอร์

        แมนฯ ยูไนเต็ด (4-2-3-1) : ดาบิด เด เคอา – อารอน วาน-บิสซาก้า, วิคตอร์ ลินเดเลิฟ, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, ลุค ชอว์ – เนมานย่า มาติช, ปอล ป็อกบา – เมสัน กรีนวู้ด, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด – อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

    ผู้จัดการทีม : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

    ผู้ตัดสิน : อังเดร มาร์ริเนอร์

 

บรูโน่ซัดโทษ-ป็อกบายิงด้วย! แมนยูบุกถล่มวิลล่าบี้เลสเตอร์เหลือแต้มเดียว

"ผีแดง" แมนยู ผลงานกำลังดุดันเกินพิกัดไม่แพ้ใครในลีกเป็น 10 เกมติด หลัง "ป็อกบา-บรูโน่" ร่วมกันพังสกอร์ก่อนทีมถล่ม "สิงห์ผงาด" แอสตัน วิลล่า 3-0 ทำคะแนนไล่หลังกดดัน เลสเตอร์ ที่รั้งอันดับ 4 พื้นที่ชปล.เหลือแค่แต้มเดียวเท่านั้น ในการแข่งขันศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา

สนาม : วิลล่า พาร์ค

     ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา "ผีแดง" แมนยู ผลงานกำลังเข้าฝักสุดขีดไม่แพ้ใครในลีกมา 9 นัดติด แถมแนวรุกนัดล้่าสุดถล่ม บอร์นมัธ เละเทะ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา นายใหญ่ทีมเยือน จัดผู้เล่นแบบไม่มีพัก แดนกลางมี "ป็อกบา-บรูโน่" คุมเกม ด้านหน้ามี "แรชฟอร์ด-มาร์กซิยาล" ร่วมผลิตสกอร์ ฟากเจ้าบ้าน "สิงห์ผงาด" แอสตัน วิลล่า  จำเป็นต้องมีคะแนนแมตช์นี้หากอยากเพิ่มเปอร์เซ็นต์รอดตกชั้น แต่มองฟอร์มลูกทีม ดีน สมิธ แล้วแทบส่ายหัว ไม่ชนะใครเกมลีก 9 เกมติดเช่นกัน วาง "แจ็ค กรีลิช" แข้งเป้าหมายทีมเยือนวาดลวดลาย

     ผ่านมาถึงนาทีที่ 17 แจ็ค กรีลิช โยกบอลข้ามฟากจากด้านซ้ายมาที่ เอซรี่ คอนซ่า ครอสบอลเข้าไปที่บริเวณเขตโทษ 8 หลาทางซ้าย ดั๊กลาส ลุยซ์ ปรี่มาพักอกกระแทกบอลหวังทำประตูแต่ยังดี อารอน วาน-บิสซาก้า มาขวางไว้ทันเวลา

     สิงห์ผงาดเดินเครื่องนาทีที่ 19 เอซรี่ คอนซ่า ฟูลแบ้กเจ้าบ้านแอบเติมขึ้นมาเปิดบอลจากกลางสนามด้านขวา บอลโค้งมาตกริมเขตโทษทางซ้าย แจ็ค กรีลิช วางเท้ายิงตามน้ำจังหวะเดียว แต่บอลเหินข้ามคานออกหลังไปไกล

     วิลล่าเกือบเฮนาทีที่ 25 ปอล ป็อกบา ครองบอลไม่ดีถูกแนวรุกเจ้าถิ่น เทรเซเก้ต์ ขโมยบอลลากเข้ามาถึงหน้ากรอบเขตโทษ แล้วเจ้าตัวยิงแบบปั่น  บอลพุ่งเรียดหนีมือ ดาบิด เด เคอา แต่กลับชนเสาด้านซ้าย กลิ้งออกหลังไป

     แมนยูออกนำนาทีที่ 27 เมสัน กรีนวู้ด จ่ายบอลสั้นให้เข้าเขตโทษให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล เลี้ยงบอลกลับออกมานอกเขตโทษ แล้วแตะต่อให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ปรี่มาม้วนตัวจะรับบอลแต่ถูก เอซรี่ คอนซ่า แหย่ขาเตะล้มในเขตโทษ กรรมการชี้ให้ฟรีคิกจังหวะแรก ก่อนดูวีเออาร์เปลี่ยนเป็นให้จุดโทษ และเป็น บรูโน่ แฟร์นันด์ส สังหารเข้าไป

     ผีแดงเร่งหนักนาทีที่ 35 ปอล ป็อกบา ลากบอลขึ้นหน้าเลยกลางสนาม ส่งออกข้างฝั่งขวาให้ เมสัน กรีนวู้ด เลี้ยงบอลมาถึงหน้ากรอบเขตโทษจ่ายเรียดขวางสนามไปที่ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล รับบอลกระชากต่อมาตรงเส้นเขตโทษแล้วซัดบอลแต่เบาไปเข้ามือนายทวารเจ้าถิ่น

     ทีมเยือนชวดทิ้งห่างนาทีที่ 37 เนมานยา มาติช แทงบอลจากกลางสนามระยะประมาณ 25 หลาต่อให้ เมสัน กรีนวู้ด พลิกตัวเลี้ยงบอลเข้าไปซัดในเขตโทษ บอลพุ่งหากรอบประตูแต่ เปเป้ เรน่า โชว์เซฟปัดบอลออกข้างเขตโทษด้านขวาได้ยอดเยี่ยม

     ช่วงนาทีที่ 45 อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ได้บอลจากกลางสนาม ฝากบอลไปที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส หน้ากรอบเขตโทษจ่ายออกข้างให้ ลุค ชอว์ ลากบอลจี้มาริมเส้นเขตโทษทางซ้ายทำชิ่งกับ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ที่ยืนรอในเขตโทษ ก่อนแบ็กขวาผีแดงหลุดเข้าไปหยอดบอลมาหน้าเขตโทษ และเป็น บรูโน่ แฟร์นันด์ส สอดขึ้นมาโหม่งคนเดียวโล่ง ๆ ทว่าบอลลอยข้ามคานออกไปแบบเหลือเชื่อ

     ป๊ศาจแดงได้เปรียบหนีกนาทีที่ 45+4 อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ลงต่ำไปแย่งบอลจาก ไทรอน มิงส์ ที่เลี้ยงบอลขึ้นสูง ก่อนเจ้าตัวส่งต่อให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส แทงออกด้านขวาไปที่ เมสัน กรีนวูด ลากบอลถึงกลางสนาม 25 หลาไหลเข้ากลางให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล แตะหนึ่งครั้งแล้วส่งคืนไปที่ เมสัน กรีนวู้ด ลากบอลมาถึงวงกลมเขตโทษซัดด้วยเท้าขวาบอลแรงผ่านมือ เปเป้ เรน่า นายทวารวิลล่าเข้าไปอย่างสวยงาม หมดครึ่งแรก แมนฯยูไนเต็ด บุกนำอยู่ 2-0

     ทีมเยือนรุกอีกนาทีที่ 49 เนมานยา มาติช ไหลบอลออกข้างจากกลางสนาม 25 หลาให้ ลุค ชอว์ ดีดบอลสั้นเข้าเขตโทษฝั่งเดียวกัน มาร์คัส แรชฟอร์ด วิ่งมารับบอลแล้วล็อกหนึ่งครั้งหลอกผู้เล่นเจ้าบ้านตักบอลข้ามมาเขตโทษอีกฝั่ง ก่อนเป็น อารอน วาน-บิสซาก้า สอดมาเทคตัวโหม่งคนเดียว บอลกระดอนฉิวเสาออกไปแบบมีลุ้น

     วิลล่าตอบโต้นาทีที่ 54 แจ็ค กรีลิช เลี้ยงบอลกินระยะมาถึงหน้ากรอบเขตโทษ ป้ายบอลให้ เทรเซเก้ต์ รับบอลตบย้อนกลับมาจากเขตโ?ษให้ จอห์น แม็คกินน์ ส่องไกลจากนอกเขตโทษ บอลเบาเกินไป ดาบิด เด เคอา ล้มตัวรับไว้สบายมือ

     ผีแดงอดเฮนาทีที่ 56 อารอน วาน-บิสซาก้า ได้บอลริมสนามฝั่งขวา จ่ายเข้ากลางสนามไปที่ ปอล ป็อกบา ไหลออกทางซ้ายไปที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด ครองบอลแล้วตัดเข้ามายิงจากเส้นกรอบเขตโทษ บอลพุ่งกระดอนพื้นชนตัว ปอล ป็อกบา ที่วิ่งเติมเข้าไปในเขตโทษซุกก้นตาข่าย แต่ว่ากลายเป็นลูกล้ำหน้าจังหวะบอลไปถูกตัว ปอล ป็อกบา

     แมนยูทิ้งไกลนาทีที่ 58 บรูโน่ แฟร์นันด์ส เปิดลูกเตะมุมย้อนออกมาหน้าวงกลมนอกเขตโทษตรงกลาง ปอล ป็อกบา ปรี่มาคนเดียวจับบอลแต่งหนึ่งทีแล้วปั่นโค้งเสียบตาข่ายด้านขวา แบบที่ เปเป้ เรน่า มือกาวสิงห์ผงาดได้แต่ยืนดู

     ทีมเยือนลุยต่อนาทีที่ 61 อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ลงต่ำไปกระชากบอลมาถึงกลางสนาม ส่งสั้นให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส รับบอลก่อนจิ้มต่อให้หัวหอกเพื่อนร่วมทีมหลุดเข้าไปในเขตโทษทางซ้ายหวดบอลเต็มเท้า บอลเหินเช็คคานกระเด้งออกเขตโทษอีกด้านไป

     ท้ายเกมนาทีที่ 90+2 ปอล ป็อกบา เลี้ยงบอลตะลุยเดี่ยวกลางสนามระยะ 25 หลา ก่อนไหลบอลลอดขา ไทรอน มิงส์ กองหลังวิลล่าให้ มาร์คัส แรชฟอร์ด แตะบอลเข้าเขตโทษแล้วซัดบอลทันทีแต่ว่า เปเป้ เรน่า นายด่นเจ้าบ้านยังเซฟเอาไว้ได้ จบเกม แมนฯยูไนเต็ด บุกถล่ม แอสตัน วิลล่า 3-0 ทำคะแนนไล่จี้ เลสเตอร์ อันดับ 4 พื้นที่ ชปล.เหลือแค่แต้มเดียว

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

แอสตัน วิลล่า (4-4-1-1): เปเป้ เรน่า,เอซรี่ คอนซ่า,คอร์ตนี่ย์ เฮาส์,ไทรอน มิงส์,นีล เทย์เลอร์,อันวาร์ เอล กาซี่ (คอเนอร์ เฮาริฮาน น.58),ดั๊กลาส ลุยซ์ (อินเดียน่า วาซิเลฟ น.84),จอห์น แม็คกินน์ (มาร์เวลัส นากัมบา น.59),เทรเซเก้ต์,แจ็ค กรีลิช,เอ็มบวานา ซามัตต้า (เคนัน เดวิส น.59)

แมนฯยูไนเต็ด (4-2-3-1): ดาบิด เด เคอา,อารอน วาน-บิสซาก้า (แบรนดอน วิลเลียมส์ น.66),วิคตอร์ ลินเดเลิฟ, แฮร์รี่ แม็คไกวร์,ลุค ชอว์,เนมานยา มาติช (สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ น.66),ปอล ป็อกบา,เมสัน กรีนวู้ด (ดาเนียล เจมส์ น.79),บรูโน่ แฟร์นันด์ส (เฟร็ด น.71),มาร์คัส แรชฟอร์ด, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล (โอเดียน อิกาโล่ น.79)

มาร์กซิยาลฟอร์มกระฉูด, บรูโน่-ป็อกบาเข้าขา ! เจาะ 5 ประเด็น แมนยู ทุบ เชฟยู

อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล กลับมาสู่ฟอร์มที่ยอดเยี่ยมของเขาอีกครั้ง หลังจากที่ซัดแฮตริกแรกในอาชีพพ่อค้าแข้ง ช่วยให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไล่ถล่ม เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 3-0 ที่สนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันพุธที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา
   
นอกจาก มาร์กซิยาล จะโชว์ฟอร์มได้โดดเด่นแล้ว เกมนี้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส กับ ปอล ป็อกบา ได้ลงเป็นตัวจริงร่วมกันเป็นครั้งแรก และประสานงานกันได้อย่างเข้าขาเหมือนกับเล่นกันมานาน ซึ่งนี่คือสิ่งที่แฟนบอล "ปีศาจแดง" ปรารถนามานาน และก็ไม่ผิดหวัง

    ขณะเดียวกันสิ่งที่น่าสนใจอีกเรื่องก็คือการเติมเกมบุกของ อารอน วาน-บิสซาก้า ที่มีโอกาสช่วยทำให้เกมรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด มีความน่ากลัวมากยิ่งขึ้น ในส่วนของ เนมานย่า มาติช ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าทำไม โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ถึงต้องการเก็บเขาเอาไว้กับทีม ซึ่งแมตช์นี้ทุกๆ คนคงได้รับคำตอบกันแล้ว

    ต้องยอมรับว่าระบบที่ โซลชา พยายามปั้นแต่งขึ้นมานับตั้งแต่กุมบังเหียน "ผีแดง" เริ่มค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเรื่อยๆ ในซีซั่นนี้พวกเขาคงคาดหวังในเรื่องการคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยซักรายการ และการทำอันดับติดท็อปโฟร์ ส่วนในฤดูกาลหน้า การลุ้นแชมป์ลีกคือเป้าหมายหลักแน่นอน

1. สามประสานฟอร์มระเบิด

    เป็นไปตามคาดที่ โซลชา จัดแนวรุกแบบโหดทั้ง มาร์คัส แรชฟอร์ด, อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล และ เมสัน กรีนวู้ด โดยทั้ง 3 คนเต็มไปด้วยทักษะและความเร็ว ซึ่งงานนี้ "น้าลูกอม" คิดถูกจริงๆ เพราะพวกเขาประสานงานกันได้อย่างเข้าขา จัดการปั่นป่วนเกมรับของ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด จนพังยับเยิน

    แรชฟอร์ด ยังคงทำผลงานได้อย่างหวือหวา และมีโอกาสที่จะทำประตูให้ทีมขึ้นนำในช่วงต้นเกม แต่น่าเสียดายที่ขาดความเฉียบคมไปหน่อย กระนั้นสิ่งเหล่านี้ถูกทดแทนด้วยฟอร์มที่สุดยอด เมื่อเขาใช้ความเร็วและทักษะในการป่วนเกมรับ "ดาบคู่" ที่สำคัญยังประสานงานกับ มาร์กซิยาล ได้อย่างลงตัว โดยช่วยแอสซิสให้ ดาวเตะเลือดเฟร้นช์ 2 ลูก โดยเฉพาะประตูปิดท้ายที่ทั้งคู่โชว์ให้เห็นลีลาการต่อบอลที่สวยงาม ก่อนที่แข้งเลือดเฟร้นช์จะส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่าย

    ในส่วนของ กรีนวู้ด มีพัฒนาที่น่าสนใจมากๆ ทั้งรูปร่างที่ใหญ่ขึ้น และทักษะที่ยอดเยี่ยม ทำให้เกมรุกทางฝั่งขวาของ "ปีศาจแดง" น่ากลัวมากขึ้นหลายเท่า โดยทุกครั้งที่ "ไม้เขียว" ได้บอลเขาใช้ความสามารถเฉพาะตัวในการกระชากลากเลื้อยทำให้เกมรับของทีมเยือนต้องระส่ำไปหมด

    สำหรับตอนนี้ดูเหมือนว่า โซลชา จะมีแนวรุกในดวงใจแล้ว และหากทั้งสามคนมีโอกาสได้ลงร่วมกันอย่างต่อเนื่อง บอกเลยว่าความดุดันของพวกเขา ไม่แตกต่างจากความสุดยอดของ  3 แนวรุกสุดระห่ำอย่าง โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ ซาดิโอ มาเน่ จาก ลิเวอร์พูล แน่นอน

2.  มาร์กซิยาล ฟอร์มระเบิดเถิดเทิง

    หลายคนมักจะปรามาสผลงานของ มาร์กซิยาล บ่อยๆ โดยเฉพาะในเกมที่เสมอ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ดาวเตะเลือดเฟร้นช์ ทำผลงานได้น่าผิดหวังว่า โดยเขามีโอกาสเพียงแค่ครั้งเดียวในแมตช์นั้น แถมยังไม่สามารถฉกฉวยโอกาสจากจังหวะนั้นได้ด้วย

    อย่างไรก็ตามในเกมนี้ มาร์กซิยาล พลิกฟอร์มจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยเขาสามารถสร้างผลงานที่สุดยอดออกมาได้อย่างน่าเหลือเชื่อ โดยเพียงแค่ 6 นาทีก็สามารถช่วยปลดล็อกให้ทีมด้วยการซัดประตูขึ้นนำ จากนั้นก็จัดการบวกอีกสองประตูซึ่งกลายเป็นแฮตทริกของเจ้าตัวในเกมนี้ และแฮตทริกครั้งแรกในสีเสื้อของ แมนฯยูไนเต็ด และเป็นแฮตทริกแรกของ "ผีแดง" ในรอบ 7 ปี ต่อจาก โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ในยุคของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

    ที่สำคัญตอนนี้ มาร์กซิยาล ซัดไปแล้ว 19 ประตูจากการเล่นทุกรายการ มากกว่า โรเมลู ลูกากู ที่ทำเอาไว้เมื่อซีซั่นที่แล้วจำนวน 16 ประตู แน่นอนว่าตอนนี้นักเตะมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น และในช่วงที่เหลืออยู่ของซีซั่นนี้ อาจจะได้เห็นของเด็ดจากเจ้าตัวอีกแน่นอน

    อย่างไรก็ตาม หากจะมองหาข้อวิจารณ์ หัวหอกทีมชาติฝรั่งเศส ก็คงมีแค่เรื่องเดียวนั้นก็คือในช่วงครึ่งแรกที่เขาตัดสินใจส่งบอลให้ แรชฟอร์ด บริเวณหน้าประตู แทนที่จะยิงเอง ซึ่งจังหวะนั้น กองหน้าทีมชาติอังกฤษ ซัดพลาดอย่างน่าเหลือเชื่อ

3. วาน บิสซาก้า โดดเด่นเกมรุก

    แมตช์นี้หนึ่งในนักเตะที่ได้รับคำชื่นชมอย่างมากก็คือ อารอน วาน-บิสซาก้า ที่แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาสามารถพัฒนาการเล่นเกมรุกได้ดุดันมากยิ่งขึ้น และมีส่วนสำคัญในการปั่นป่วนเกมริมเส้นฝั่งขวาของ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด จนทำให้อาคันตุกะตั้งกระบวนรับไม่อยู่

    ต้องยอมรับว่าเกมนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ขึ้นเกมทางฝั่งขวาบ่อยมากๆ ในครึ่งแรก โดย วาน-บิสซาก้า มีโอกาสที่จะได้ดันเกมบุกอย่างต่อเนื่อง และมีโอกาสได้เปิดบอลบ่อยครั้ง ซึ่งแต่ละชอตก็ทำให้แนวรับของ "ดาบคู่" ระส่ำระส่าย ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ โซลชา ต้องการอย่างมากจาก ดาวเตะเลือดผู้ดีรายนี้

    การที่ทีมขึ้นเกมทางขวาบ่อยทำให้ วาน-บิสซาก้า ได้สร้างโอกาสให้เกมรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด บ่อยๆ และในที่สุดก็มาประสบความสำเร็จด้วยการโชว์การกระชากบอลก่อนเปิดให้ มาร์กซิยาล ซัดประตูที่สอง ช่วยให้ทีมขึ้นนำ 2-0 ซึ่งเป็นแอสซิสต์สำคัญของเจ้าตัวในเกมนี้

    จังหวะดังกล่าวถือเป็นแอสซิสต์ที่สองของ วาน-บิสซาก้า ในช่วง 6 เกมลีกหลังสุด  อย่างไรก็ตามนี่ถือเป็นเรื่องดีมากๆ สำหรับสาวก "เร้ด อาร์มี่" ที่ได้เห็นแบ็กขวาของพวกเขามีการเล่นเกมบุกที่น่ากลัวมากขึ้น ขณะที่เกมรับเจ้าตัวการันตีความเหนียวอยู่แล้ว
   
4. บรูโน่-ป็อกบา-มาติช คุมแดนกลางอยู่หมัด

    สิ่งที่แฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยากเห็นมากที่สุดก็เป็นความจริงแล้วนั่นก็คือการที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส กับ ปอล ป็อกบา ลงเล่นร่วมกันตั้งแต่ต้นเกม และงานนี้ทั้งสองคนก็ไม่ทำให้สาวก "เร้ด อาร์มี่" ต้องผิดหวัง เมื่อประสานงานกันได้อย่างเข้าขารู้ใจ

    ในเกมกับ สเปอร์ส ทั้งสองคนมีโอกาสได้ประสานงานกันในช่วงเกือบครึ่งชั่วโมงสุดท้าย และก็โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะ ป็อกบา ที่ลงมาเปลี่ยนเกมอย่างแท้จริง และช่วยทีมได้จุดโทษ ซึ่ง แฟร์นันด์ส จัดการสังหารเป็นประตูตีเสมอ ทำให้ทีมได้แบ่งแต้มในแมตช์นั้น

    สำหรับเกมที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด "น้าลูกอม" เลือกใช้งานทั้งสองคนตั้งแต่ต้นเกม และพวกเขาก็โชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอด ช่วยให้เกมรุกของ "ปีศาจแดง" มีมิติมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญ แฟร์นันด์ส และ ป็อกบา เล่นด้วยความนิ่ง พร้อมทั้งยังช่วยดึงศักยภาพของเพื่อนร่วมทีมออกมาด้วย

    ในส่วนของ ป็อกบา ต้องบอกว่าตอนนี้กลับมาฟิตสมบูรณ์ และมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม โดยหลายๆ จังหวะที่เขาแสดงให้เห็นถึงการเล่นที่เชื่อมั่น บางครั้งยังมีการโชว์สเต็ปการเลี้ยงหลบคู่แข่งหลายๆ ครั้ง รวมไปถึงการผ่านบอลที่แม่นยำ ต้องบอกเลยว่าแมตช์นี้ ดาวเตะเลือดเฟร้นช์ กำลังจะกลับมาสู่ที่สุดยอดอีกครั้ง

    อย่างไรก็ตามยังมีอีกคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ เนมานย่า มาติช เพราะนักเตะถือว่าเป็นแข้งปิดทองหลังพระ ซึ่งหากไม่มี ดาวเตะชาวเซอร์เบีย คอยทำหน้าที่ตัดเกมแดนกลาง ทั้ง ป็อกบา และ แฟร์นันด์ส คงไม่ได้เล่นสบายๆ อย่างที่เห็นแน่นอน

5. ระบบ โอเล่ เริ่มเข้ารูปเข้ารอย

    ผลการแข่งขันในแมตช์นี้มีความสำคัญอย่างมากกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือระบบการเล่นที่ โซลชา พยายามนำมาใช้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เริ่มเข้ารูปเข้ารอยมากยิ่งขึ้น เพราะเห็นได้ชัดว่าทีมของเขาสามารถประสานงานกันได้อย่างลงตัวในแมตช์นี้

    ตั้งแต่แนวรุกยันเกมรับ ต้องบอกว่าเกมนี้ทุกตำแหน่งเล่นได้เนียนตามากๆ แถมยังเล่นในปรัชญาที่พวกเขาพยายามทำมาตลอดนั่นก็คือการเล่นเกมบุก เน้นเอนเตอร์เทน ซึ่งหากพวกเขามีความเฉียบคมมากกว่านี้บอกเลยว่าครึ่งแรกสกอร์คงนำห่างถึง 4 ประตู

    สำหรับตอนนี้ โซลชา นำทีมไม่แพ้ใครมานานถึง 13 เกมแล้ว และที่สำคัญฟอร์มการเล่นของพวกเขายังเป็นการกดดัน "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ในการเบียดแย่งอันดับท็อปโฟร์ เพราะทีมของกุนซือแฟร้งค์ แลมพาร์ด ต้องพบกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในวันพฤหัสบดี หากพวกเขาเก็บ 3 แต้มไม่ได้ งานนี้ แมนฯ ยูฯ ยิ้มกริ่มแน่นอน

    ในส่วนของแมตช์ต่อไปของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็คือการพบกับ นอริช ซิตี้ ในศึกเอฟเอ คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศ วันเสาร์นี้ ตามด้วยการออกไปเยือน ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ในเกมลีกช่วงกลางสัปดาห์หน้า โดยผลงานในเวลานี้ต้องบอกเลยว่าคู่แข่งยากจะต้านทานได้แน่นอน