ใครนะ!โดน”ดีทมาร์ ฮามันน์”ไล่ให้กลับไทยไปทำนา

อดีตนักเตะดังอย่าง ดีทมาร์ ฮามันน์ เคยบอกให้นักเตะไทย รายหนึ่งไปทำนาดีกว่าหากเล่นฟุตบอลได้แค่นี้ !
   
นักเตะคนนั้นไม่ใช่ใคร เขาคือ "เจ้าคาร์" เกียรติประวุฒิ สายแวว นั่นเอง อดีตกองกลาง ดีกรีทีมชาติ เยอรมัน ที่เคยค้าแข้งกับ บาเยิร์น มิวนิค , นิวคาสเซิล , ลิเวอร์พูล , โบลตัน ฯ , มิลตัน คีนส์ ดอน  ไล่ให้"เจ้าคาร์" กลับมาทำนาที่เมืองไทยมาแล้ว เมื่อตอนที่ "เจ้าคาร์" ไปร่วมซ้อมกับทีม "เรือใบสีฟ้า " แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นั่นเอง

    ย้อนหลังกลับไปเมื่อหลายปีที่ผ่านมา สมัยที่ ทีม "เรือใบสีฟ้า " มีเจ้าของทีมเป็นคนไทย อย่าง อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นั่นเอง

    ห้วงเวลานั้น อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ได้ให้โอกาส 3 นักเตะไทยไปฝึกลูกหนังกับ ทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทั้ง 3 คนคือ "เจ้ามุ้ย" ธีรศิลป์ แดงดา อดีตแข้ง เอสซีจี เมืองทองฯที่ ค้าแข้งอยู่กับ ชิมิสึ เอสพัลส์ ในเจลีก ขณะนี้ , สุรีย์ สุขะ อดีตแข้งดัง ชลบุรีฯ ที่ตอนนี้เล่นกับ สิงห์ระฆังทอง และอีกรายก็คือ "เจ้าคาร์" เกียรติประวุฒิ สายแวว นักเตะจากเมืองดอกบัว จ.อุบลฯ ที่ตอนนั้นเล่นกับ "ฉลามชล" นั่นเอง

    ปัจจุบันในวัย 34 ปี "เจ้าคาร์" อำลา การเป็นนักเตะไปแล้ว ตั้งแต่ตอนอายุ 32 ปีด้วยซ้ำไป โดยกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด จ.อุบลราชธานี ทีมสุดท้ายที่ เขาเล่นคือ โปลิศ เทโรฯ แต่ด้วยปัญหาอาการบาดเจ็บเรื้อรัง บริเวณ หมอนรองกระดูกหัวเข่าขวา อักเสบ เลยทำให้เขาไม่สามารถไปต่อในฐานะพ่อค้าแข้งได้

    ปูมหลังของ "เจ้าคาร์" เขาเรียน มัธยมศึกษาตอนต้นที่ โรงเรียนศรีประทุมพิทยาคม บ้านเกิด แต่ สถาบันการศึกษาที่ทำให้"เจ้าคาร์"ได้เดินสู่การเป็นพ่อค้าแข้งจริงจังก็คือ โรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย จ.ชลบุรี ที่เป็นแหล่งผลิตนักเตะให้"ฉลามชล" และหลายๆทีมในเครือเมืองชล ต่อจากอสช.ศรีราชา  นั่นเอง ที่เขามาเรียนระดับม.ปลายที่นี่และก้าวเป็นนักเตะอาชีพเต็มตัวในที่สุด ก่อนจบปริญญาตรี ม.กรุงเทพธนบุรี

    ด้านการรับใช้ชาตินั้น "เจ้าคาร์" เริ่มต้นติดธงหนแรกชุด ยช. 16 ปี ที่ มี"โค้ชเฮง" วิทยา เลาหกุล ทำทีม  ตอนเรียน ม.4 นักเตะชุดนั้นมี เจษฎากรณ์ เหมแดง , ภานุวัฒน์ จินตะ , อาทิตย์ สุนทรพิธ อดีตเพื่อนร่วมทีม"ฉลามชล"

    จากนั้นติดยช.19 ปี ที่มี"โค้ชหรั่ง"ชาญวิทย์ ผลชีวิน คุมทัพ ก่อนจะติดทีมชุดปรีโอลิมปิก และติดธงชุดใหญ่หนแรกในวัยแค่ 19 ปีเคยเล่นกับรุ่นพี่อย่าง "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง , ธชตะวัน ศรีปาน ในศึกอช.คัพ เมื่อปี คศ. 2007 , คัดเลือกฟุตบอลโลก ก็เคยติดมาแล้ว

    "เจ้าคาร์"  เล่นซีเกมส์ 3 ครั้ง ได้แชมป์  2 สมัยที่ ฟิลิปปินส์ และไทย อีกครั้งก็คือ ที่ ลาว 

    เมื่อปี ค.ศ. 2008 หรือเมื่อราว 12 ปีที่แล้ว แม้จะไม่สามารถฝ่ากำแพงสู่การเป็นนักเตะอาชีพในลีกดังอย่างพรีเมียร์ลีก อังกฤษได้แต่ก็ทั้ง 3 รายได้รับการส่งต่อโดย "เจ้ามุ้ย" กับ สุรีย์ ถูกส่งไปซ้อมกับ กลาส ฮอปเปอร์ ซูริค ทีมดังลีกสวิตเซอร์แลนด์ ส่วน "เจ้าคาร์" ได้ไปซ้อมกับ คลับ บรูซ ของเบลเยียม โดย"เจ้าคาร์" หอบเงินกลับมาราว 4 ล้านบาท ในครั้งนั้น

    "เจ้าคาร์" เล่าให้ฟังว่า สาเหตุที่ เขาโดน ดีทมาร์ ฮามันน์ ไล่ให้กลับไทยมาทำนา ประมาณ ว่า เล่นฟุตบอลเหมือนควาย นั้นเกิดตอนที่ผมซ้อมกับ แมนฯซิตี้ มีจังหวะหนึ่งที่ผมส่งบอลผิดจังหวะไปให้ ดีทมาร์ ฮาร์มันน์ แบบส่งบอลเสียเลยทำให้ นักเตะเยอรมัน รายนี้อารมณ์เสียของขึ้น 555 พี่แกเลยด่าใส่ผม แต่ผมไม่โกรธนะครับ เพราะเราส่งบอลให้เขาไม่ดีจริงๆ"

    เส้นทางลูกหนังของ"เจ้าคาร์" นั้นเขาเล่นกับ ชลบุรีฯ ตั้งแต่อายุ 15-27 ปี จากนั้น ไปอยู่กับ "กว่างโซ้ง" สิงห์เชียงรายฯ 3 ฤดูกาลครึ่ง และกลับมาอยู่กับชลบุรีฯ 6 เดือนในเลกสองฤดูกาล พ.ศ. 2560  และ โปลิศเทโรฯ ที่ไม่ได้ลงเล่นแม้แต่เกมเดียว กระทั่ง ล่าสุดอยู่กับ โปลิศ เทโรฯ แต่ไม่ได้ลงเล่นแม้แต่นัดเดียว

    วันนี้ชีวิตของ"เจ้าคาร์ "มีความสุขดี มีทรัพย์สินเป็นที่ดิน 30 ไร่ ซึ่ง 25 ไร่เป็นที่นา อีก 5 ไร่ เป็นที่ติดถนน คิดมูลค่าทั้งหมดก็น่าจะตัวเลขหลายล้านบาท

    "เจ้าคาร์" ร่วมกับ พี่ชาย ประวุฒินันท์ สายแวว นักเตะรุ่นเดียวกับธีรศิลป์ แดงดา ที่จบการศึกษาจากม.มหิดล และเป็นโค้ชดีกรี ซีไลน์เซนส์ เอเอฟซี โดยอะคาเดมี่ที่ใช้ชื่อเขาเอง ว่า เกียรติประวุฒิ อะคาเดมี่ ตั้งอยู่อ.เมือง จ.อุบลฯที่สนาม ทูเดย์ สเตเดี้ยม อยู่ข้างๆ แมคโคร อุบลฯ ใครสนใจติดต่อไปได้ที่ เบอร์ 082-2026168 หรือเฟสบุ๊ค เกียรติประวุฒิ อคาเดมี่

 

สถิติ UCL! ‘เลวานดอฟสกี้-กนาบรี้’ยิงแซง’โรนัลโด้-เบล’

สองแนวรุกเสือใต้ซัดประตูแซงอดีตดูโอของราชันชุดขาว และเป็นสถิติใหม่ของถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีก


โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ และ แซร์จ กนาบรี้ กลายเป็นคู่หูที่ยิงประตูมากที่สุดในศึกยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก 1 ฤดูกาล

ทีมเสือใต้โชว์ฟอร์มแกร่งไล่ยิง โอลิมปิค ลียง ในรอบรองชนะเลิศ 3-0 จากผลงานของกนาบรี้ 2 ประตู และเลวานดอฟสกี้ 1 ประตู

นั่นทำให้ทั้งคู่ยิงรวมกันในถ้วยยุโรปฤดูกาลนี้ไปแล้ว 24 ประตู (เลวานดอฟสกี้ 15, กนาบรี้ 9) กลายเป็นสถิติใหม่ของศึกแชมเปี้ยนส์ลีกทันที แซงหน้า คริสเตียโน โรนัลโด้ และ แกเร็ธ เบล ที่เคยยิงช่วย เรอัล มาดริด รวมกัน 23 ประตู ในฤดูกาล 2013/14

Editor Picks
-ส่องผลงาน 14 แข้งบราซิลของ เชลซี ใครรุ่ง ใครร่วง?
-แข้งแมนฯซิตี้ ฤดูกาล 2007/08 ก่อนถูกเทคโอเวอร์ ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหน?
-รุ่นพี่ปิร์โล : ส่องผลงาน 16 กุนซือ จากนักเตะดังสู่โค้ช
-Rank It Up : 8 ดาวรุ่งอาเซียนค่าตัวแพงที่สุด

ขณะเดียวกัน ดาวยิงชาวโปแลนด์ยังมีลุ้นทาบสถิติยิงประตูสูงสุดในถ้วยยุโรป 1 ฤดูกาล หลังตอนนี้ตามหลังเจ้าของสถิติอย่าง คริสเตียโน โรนัลโด้ ที่ทำไว้ 17 ประตู ในฤดูกาล 2013/14 เพียง 2 ประตู ในขณะที่ยังมีโปรแกรมลงเล่นนัดชิงชนะเลิศกับ ปา่รีส แซงต์ แชร์กแมง 

ด้านบาเยิร์นก็มีลุ้นทำลายสถิติยิงประตูสูงสุดในเกมแชมเปี้ยนส์ลีก 1 ฤดูกาลเช่นกัน ซึ่งบาร์เซโลนาทำไว้ 45 ประตู ในฤดูกาล 1999-2000 หลังตอนนี้พวกเขายิงไปแล้ว 41 ประตู

 

วารานจัดให้! ราฮีม-เชซุสซัดพาแมนซิตี้ถลุงเรอัลมาดริด ฉลุย8ทีมชปล.

ราฟาแอล วาราน เจอฝันร้ายสุดๆ หลังทำให้ทีมต้องเสียสองเม็ดให้ ราฮีม สเตอร์ลิง และกาเบรียล เชซุส ซัดคนละเม็ดพา "เรือใบสีฟ้า" เจ้าบ้านบดย้ำชัยเอาชนะ เรอัล มาดริด 2-1 รวมผลสองนัด ผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่ โปรตุเกส ด้วยประตูรวม 4-2 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นันสอง เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา

สนาม :  เอติฮัด สเตเดี้ยม

    ฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดสอง เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา เจ้าบ้าน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ รับการมาเยือนของ เรอัล มาดริด อดีตแชมป์รายการนี้ 13 สมัย โดยเกมแรกที่ ซานติอาโก้ เบร์นาเบว ก่อนพักเบรคโควิด-19 เป็น "เรือใบสีฟ้า" ที่บุกไปคว้าชัยถึงสเปนมาได้ 2-1

    เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นายใหญ่ของเรือใบเกมนี้ส่งสามประสานแนวรุกเป็น ราฮีม สเตอร์ลิง, กาเบรียล เชซุส และฟิล โฟเด้น ขณะที่ ซีเนดีน ซีดาน เกมนี้ขาด เซร์คิโอ รามอส กัปตันทีมเซ็นเตอร์แบ็กที่ติดโทษแบน ส่วนแนวรุกวาง เอแด็น อาซาร์, คาริม เบนเซม่า และโรดรีโก้

    เริ่มเกมมาได้แค่ 7 นาที เจ้าถิ่น "เรือใบ" ได้ทักทายก่อนเลย หลัง เควิน เดอ บรอยน์ตะบันด้วยขวาเต็มแรงบอลพุ่งเข้ากรอบไปแฉลบ เอแดร์ มิลิเตา ออกหลังได้เตะมุม

    นาที 9 ลูกทีมของ "เป๊ป" มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากความผิดพลาดของแนวรับ ราฟาแอล วาราน แนวรับของ เรอัล มาดริด ที่เล่นพลาดโดน กาเบรียล เชซุส เบียดแย่งบอลในกรอบเขตโทษก่อนจะปาดให้ ราฮีม สเตอร์ลิง ยิงโล่งๆเข้าไปไม่พลาด สกอร์รวมสองนัด แมนฯซิตี้ นำห่าง 3-1

    นาที 21 ราชันชุดขาว เกือบไล่ตีเสมอได้สำเร็จ หลัง อาซาร์ แทงบอลเข้ากลางให้ คาริม เบนเซม่า พลิกบอลกดด้วยขวาเน้นๆแต่บอลยังไปโดน เอแดร์ซอน พุ่งปัดออกหลังหวุดหวิด

    จากนั้นไม่ถึงนาที อาซาร์ ได้ลองกดด้วยซ้ายจากนอกกรอบบ้างแต่บอลพุ่งเลียดไม่ห่างมือนายด่านเจ้าถิ่นที่ล้มรับไว้ได้อีก

    นาที 28 เรอัล มาดริด ไล่ตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จ จากจังหวะที่ คาริม เบนเซม่า แทงบอลออกขวาให้ โรดรีโก้ หลบแข้งเจ้าถิ่นถึงเส้นหลังก่อนครอสมาให้ เบนเซม่า ที่วิ่งไปจุดนัดพบเทกตัวโขกลงพื้นเสียบเสาแรกเข้าไปอย่างเฉียบขาด สกอร์รวม2นัด "ชุดขาว" ไล่มาเป็น 2-3

    นาที 37 แมนฯซิตี้ ตอบโต้ขึ้นมาบ้างบอลไหลออกซ้ายให้ ชูเอา กานเซโล่ ลากตัดเข้าหน้ากรอบแล้วอัดด้วยเท้าขวาข้างถนัดบอลพุ่งแรงจน ติโบต์ กูร์กตัวส์ ต้องปัดบอลออกไป

    อีก 5 นาทีถัดมา เจ้าบ้านได้ลุ้นขึ้นนำอีกหลัง เควิน เดอ บรอยน์ จ่ายให้ ฟิล โฟเด้น ลากตัดเข้าหน้ากรอบก่อนอัดด้วยซ้ายบอลพุ่งถากเสาออกไปแบบได้เสียว

    จบครึ่งแรก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เสมอกับ เรอัล มาดริด 1-1 (สกอร์รวม 2 นัด แมนฯซิตี้ นำ 3-2)

    กลับมาบู๊กันต่อในครึ่งหลัง แค่นาที 47 เจ้าบ้านได้เสียวทันทีหลัง เดอ บรอยน์ ไหลออกให้ ราฮีม สเตอร์ลิง ก่อนกดด้วยซ้ายไปติดบล็อคออกหลัง

    นาที 57 โอกาสของเจ้าบ้านมาอีก เดอ บรอยน์ ได้บอลหลุดเข้าไปก่อนล็อคหนี มิลิเตา ได้แล้วแต่จังหวะซัดด้วยขวาไปติด ดานี่ การ์บาฆาล ที่ตามมาบล็อคได้ทัน

    อาคันตุกะ ได้บอลสวนกลับขึ้นมาบ้าง นาที 64 คาริม เบนเซม่า ได้โอกาสับไกด้วยขวาในกรอบแต่บอลพุ่งไปเข้ามือ เอแดร์ซอน

    อีกนาทีถัดมา "เรือใบสีฟ้า" โต้กลับทันควัน เดอ บรอยน์ ไหลให้ อิลคาย กุนโดอัน จ่ายเร็วต่อให้ กาเบรียล เชซุส พลิกบอลก่อนอัดด้วยขวาไปติดมือ ติโบต์ กูร์กตัวส์

    นาที 68 เจ้าถิ่นมาแซงได้ประตูขึ้นนำ 2-1 จนได้ และเป็นความผิดพลาดของ ราฟาแอล วาราน อีกครั้ง คราวนี้พยายามโหม่งบอลคืนหลังให้ ติโบต์ กูร์กตัวส์ แต่บอลเบาไปจน กาเบรียล เชซุส วิ่งตามไปซ้ายด้วยซ้ายมุมแคบผ่านตัว กูร์กตัวส์ เข้าไปทำให้สกอร์รวมสองนัด นำห่าง 4-2

    เดอ บรอยน์ ที่วันนี้เล่นได้โดดเด่นไหลออกขวาให้ ไคล์ วอล์คเกอร์ เติมมายิงด้วยขวานอกกรอบแต่บอลก็ยังไม่ผ่านมือ กูร์กตัวส์

    จากนั้น นาที 86 เดอ บรอยน์ เรียกฟรีคิกให้ทีมได้ลุ้นระยะกว่า 23 หลา ก่อนที่ ดาบิด ซิลบา ตัวสำรองจะปั่นบอลด้วยซ้ายหลุดกรอบออกไปหวุดหวิด

    ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เอาชนะเรอัล มาดริด 2-1 ประตูรวมสองนัดผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยประตูรวม 4-2 โดยในรอบก่อนรองชนะเลิศ จะจัดแบบมินิทัวร์นาเมนท์ รู้ผลในนัดเดียว โดยจะเล่นที่ประเทศโปรตุเกส
   
    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

    แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, แฟร์นันดินโญ่, เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์, ชูเอา กานเซโล่ – เควิน เดอ บรอยน์, โรดรี้ เอร์นานเดซ, อิลคาย กุนโดอัน – ฟิล โฟเด้น, กาเบรียล เชซุส, ราฮีม สเตอร์ลิง

    เรอัล มาดริด (4-3-1-2) : ติโบต์ กูร์กตัวส์ – ดานี่ การ์บาฆาล, เอแดร์ มิลิเตา, ราฟาแอล วาราน, แฟร์กล็องด์ เมนดี้ – ลูก้า โมดริช, กาเซมิโร่, โทนี่ โครส – โรดรี้, คาริม เบนเซม่า, เอแด็น อาซาร์

    ผู้ตัดสิน : เฟลิกซ์ บรีช (เยอรมัน)

โทรฟี่แรกอาร์เตต้า! 5 ประเด็นร้อนหลังอาร์เซน่อลตบเชลซีซิวเอฟเอ คัพ

"ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ส่งท้ายฤดูกาล 2019/20 ได้อย่างสวยงามด้วยการผงาดคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ หลังแซงเอาชนะ เชลซี ได้สำเร็จพร้อมกับซิวตั๋วไปเล่นยูฟ่า ยูโรปาลีก ฤดูกาลหน้า ถือเป็นเกมที่มีประเด็นร้อนหลายอย่างมากไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนักเตะที่ทำประตู, เหล่าแข้งบาดเจ็บ หรือแม้กระทั่งผู้ตัดสิน เรามาดูกันว่าวิเคราะห์กันทีละประเด็นเลย

1.พูลิซิชสร้างประวัติศาสตร์

 

    เป็นวันที่ คริสเตียน พูลิซิช เจอทั้งเรื่องดีและเรื่องเลวร้าย เขาเป็นคนยิงประตูตั้งแต่ 5 นาทีแรกของเกมซึ่งจังหวะนี้มีทั้งความเก่งและความเฮงรวมกัน แนวรุกวัย 21 ปีเป็นคนพาบอลขึ้นหน้าและเริ่มต้นเกมรุกด้วยการจ่ายให้ เมสัน เมาน์ท ทางด้านซ้ายก่อนจะปาดเข้ากลางโดยบอลแฉลบแนวรับของอาร์เซน่อลมาเข้าทาง ชิรูด์ แตะบอลต่อให้กับ พูลิซิช ได้เลี้ยงหลบ คีแรน เทียร์นีย์ หนึ่งจังหวะก่อนซัดประตูเข้าไป

    ประตูนี้ทำให้เขาสร้างสถิติเป็นนักเตะชาวอเมริกันคนแรกที่ยิงประตูในเอฟเอ คัพ นัดชิงชนะเลิศ และยังเป็นนักเตะสหรัฐฯคนที่ 3 ที่ลงเล่นในนัดชิงฯ ต่อจาก จอห์น ฮาร์คส์ และ ทิม ฮาวเวิร์ด

    เกมนี้ในจังหวะโอเพ่น เพลย์ พูลิซิช โดดเด่นมากโดยเฉพาะการใช้ความเร็วในการเลี้ยงแหวกแนวรับอาร์เซน่อลซึ่งสร้างปัญหาให้ลูกทีมอาร์เตต้าได้ตลอด แต่โชคร้ายเหลือเกินที่เขาบาดเจ็บแฮมสตริงจนถูกเปลี่ยนตัวออกเลยทำให้เกมรุกเชลซีมีประสิทธิภาพน้อยลงมาก อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากฟอร์มการเล่น ต้องยอมรับว่าเขาเป็นแนวรุกที่ดีที่สุดของเชลซีในตอนนี้อย่างไม่ต้องสงสัย หวังว่าอาการบาดเจ็บของเขาจะไม่หนักมากและกลับมาพร้อมฟาดแข้งในฤดูกาลหน้า

2.โอบามาเหนือ

 

    โอกาสยิงเข้ากรอบ 2 ครั้งของ โอบาเมย็อง ในเกมนี้เปลี่ยนเป็นสองประตูสุดสำคัญและกลายเป็นกัปตันทีมแอฟริกันคนแรกที่ผงาดแชมป์ เอฟเอ คัพ ไม่แปลกใจที่แฟนอาร์เซน่อลจะบอกว่าเป้าหมายอันดับหนึ่งของตลาดซัมเมอร์นี้คือการรั้งโอบาเมย็องให้อยู่กับทีมต่อไปให้ได้

    ศูนย์หน้ากาบองพลาดซิวดาวซัลโวในฤดูกาลนี้หลังยิง 22 ประตูตามหลัง เจมี่ วาร์ดี้ แค่ลูกเดียว อย่างไรก็ตามยังถือเป็นซีซั่นที่เขาแสดงศักยภาพการจบสกอร์ให้เห็นต่อเนื่อง ไอเดีย, สเต็ปเท้า และการวิ่งหาพื้นที่ทำให้ อาร์เตต้า พบบทบาทใหม่ของเขานั่นคือการใช้ โอบาเมย็อง เล่นเป็นตัวริมเส้นฝั่งซ้าย เขาไม่ได้เล่นแบบศูนย์หน้าหมายเลข 9 แต่เขาก็ยังคงทำประตูได้เรื่อยๆ

    แมนฯ ซิตี้ รู้ซึ้งถึงความ “เวิลด์ คลาส” ในการจบสกอร์ของ โอบาเมย็อง แล้วในรอบรองชนะเลิศที่ผ่านมา และ นัดชิงชนะเลิศเจ้าตัวก็โชว์ให้เห็นอีกครั้งโดยการชิพข้ามตัวของ กาบาเยโร่ แบบเหนือชั้น อาร์เซน่อล ยังมีระยะทางอีกไกลเพื่อจะกลับไปยังจุดสูงสุดแต่เส้นทางของพวกเขาจะยากขึ้นไปอีกหากไม่สามารถรั้งกองหน้าคนนี้ไว้ได้ อาร์เตต้า คงหวังว่าการคว้าแชมป์ครั้งนี้คงจะเป็นสิ่งที่ทำให้มั่นใจกับอนาคตของทีมมากขึ้นและตัดสินใจจรดปากกาต่อสัญญากับทีม

3.โชคร้ายบาดเจ็บทำพิษ

 

    ช่วง 20 นาทีแรกของเกม อาร์เซน่อล เจอความยากลำบากมากทั้งการตกเป็นฝ่ายตามหลังค่อนข้างเร็วและรูปเกมยังเป็นรองอีกต่างหาก ทว่าหลังจากนั้นลูกทีมแฟร้งค์ แลมพาร์ด แผ่วลงไปพอสมควร ขณะที่ทัพ “ปืนใหญ่” เริ่มเป็นฝ่ายตั้งหลักได้และสร้างเกมรุกได้ต่อเนื่องโดยเฉพาะการวางบอลยาวจากแดนหลังขึ้นหน้า สร้างปัญหาให้แนวรุกเชลซรีจนโดนตีเสมอ

        เชลซี พยายามจะดึงโมเมนตัมให้กลับมาอยู่ฝั่งตัวเองแต่โชคร้ายที่มีผู้เล่นสำคัญของพวกเขาดันมาได้รับบาดเจ็บในช่วงท้ายครึ่งแรก นั่นคือกัปตันทีม เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ไม่เพียงเท่านี้ต้นครึ่งหลัง คริสเตียน พูลิซิช แนวรุกที่สร้างปัญหาให้กับอาร์เซน่อลมากที่สุดก็มาบาดเจ็บแฮมสตริงจนถูกเปลี่ยนตัวออก

    แถมท้ายเกมในช่วงที่ทีมกำลังหาประตูตีเสมอ ตัวสำรองอย่าง เปโดร โรดริเกซ ที่ลงเล่นให้เชลซีเป็นนัดสุดท้ายก่อนจะย้ายไป โรม่า ก็ต้องเดินออกจากสนามหลังบาดเจ็บที่ไหล่ นี่ยังไม่รวมถึงใบแดงของโควาซิช กองกลางคนสำคัญอีก ถือเป็นเกมที่ เชลซี สะบักสะบอมพอสมควรนอกจากจะชวดแชมป์แล้วยังมีนักเตะบาดเจ็บเพิ่มอีก

4.ตัดสินค้านสายตา?

 

    อีกหนึ่งจุดสำคัญที่ส่งผลมากทีเดียวต่อเกมนี้คือผู้ตัดสินและทีมงานวีเออาร์ ซึ่งทางฝั่งเชลซีก็คงมองว่าพวกเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมมากพอ โดยผู้ตัดสิน แอนโธนี่ เทย์เลอร์ เป่าให้ฟาวล์กับ อาร์เซน่อล ถึง 9 ครั้งในครึ่งแรกแต่ไม่ได้ให้ฟาวล์แก่ “สิงห์บลูส์” เลยสักครั้ง

    ยังมีจังหวะที่ เชลซี เสียจุดโทษจากการที่ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ทำฟาวล์ใส่ โอบาเมย็อง ซึ่งจังหวะนี้มีเสียงแตกพอสมควร ตัวอย่างเช่น อดีตนักเตะเชลซีและกูรู บีบีซี อย่าง คริส ซัตตัน มองว่า “โอบาเมย็อง ตั้งใจพุ่งล้มเพื่อเอาจุดโทษ มันเป็นการโกงกันเห็นๆ” ขณะที่ โรเบิร์ต กรีน อดีตนายด่านอังกฤษ เสริมว่า “ผมดูจังหวะนี้หลายครั้ง โอบาเมย็องรอจนกระทั่งเขาอยู่ในเขตโทษและทิ้งตัวล้ม มันเป็นการเล่นที่ฉลาด และมันก็เพียงพอที่จะให้จุดโทษ”

    นอกจากนี้ในครึ่งหลังมีจังหวะที่ มาเตโอ โควาซิช โดนใบเหลืองที่สองจากการย่ำใส่ กรานิต ชาคา และเมื่อเช็คภาพช้าแล้วเหมือนจะเป็นทาง โควาซิช เองที่โดนย่ำเสียมากกว่า ซึ่ง แฟร้งค์ แลมพาร์ด กล่าวหลังเกมว่ามันเป็นจุดเปลี่ยนของเกมและไม่เห็นด้วยมากๆกับการเสียใบแดง

    คงไม่ต้องพูดถึงจังหวะที่ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ ผู้รักษาประตูอาร์เซน่อลวิ่งออกมารับบอลนอกกรอบเขตโทษซึ่งเราไม่ได้เห็นแม้กระทั่งภาพรีเพลย์ แน่นอนว่าต้องยกให้เครดิตชัยชนะครั้งนี้ให้กับอาร์เซน่อล แต่ผู้ตัดสินและวีเออาร์กลายเป็นประเด็นโจมตีนับไม่ถ้วนแล้วในฤดูกาลนี้ แฟนบอลก็คงหวังว่าจะมีการพัฒนาขึ้นในฤดูกาลนี้

5.แชมป์แรกมาแล้ว

 

    อาร์เซน่อล ยังคงเป็นจ้าวแห่ง เอฟเอ คัพ เช่นเดิมหลังซิวแชมป์สมัยที่ 14 ซึ่งมากที่สุดในเกาะอังกฤษแล้ว หากจะบอกว่าทีมนี้มีสนามเวมบลีย์เป็นบ้านหลังที่สองก็คงไม่ผิดเนื่องจากพวกเขาเข้าชิงเอฟเอ คัพ 7 ครั้งหลังสุดจบลงด้วยชัยชนะของ “ปืนใหญ่” ทั้งหมด

    อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นคือการคว้าแชมป์แรกของ มิเกล อาร์เตต้า ในฐานะกุนซือแบบเต็มตัว ถือเป็นก้าวแรกที่ดีเยี่ยมของนายใหญ่คนนี้ แม้ว่าฤดูกาลนี้เขาจะเจอปัญหารุมเร้าและเจอกับผลการแข่งขันที่ย่ำแย่แต่ อาร์เตต้า ยังเชื่อมั่นในแนวทางของตัวเองพร้อมกับเรียนรู้บทเรียนมากมาย เราได้เห็นผลลัพธ์ของแล้วว่า อาร์เซน่อล กำลังมาถูกทางและการคว้าชัยชนะเหนือ ลิเวอร์พูล, แมนฯซิตี้, แมนฯ ยูไนเต็ด และเชลซี ในฤดูกาลนี้บวกกับ แชมป์เอฟเอ คัพ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่ากุนซือคนนี้มีแววจะประสบความสำเร็จในอนาคต

    สิ่งที่สำคัญต่อจากนี้คือบอร์ดบริหารต้องสนับสนุน อาร์เตต้า อย่างเต็มที่ในตลาดนักเตะเพื่อสร้างทีมในแบบฉบับของเขา การลดระยะห่างจาก ลิเวอร์พูล และ แมนฯ ซิตี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย มารอดูกันว่าฤดูกาลแรกแบบเต็มตัวของ อาร์เตต้า จะทำผลงานเป็นอย่างไร

หนีโซนตกชั้นสำเร็จ! วิลล่าบี้อาร์เซน่อลหวิว ชี้ชะตาอยู่รอดอาทิตย์นี้

มาห์มูด เทรเซเก้ต์ เป็นฮีโร่ของ "สิงห์ผยอง" หลังซัดประตูชัยพาทีมเอาชนะ อาร์เซน่อล หวุดหวิด 1-0 เก็บสามแต้มมี 34 คะแนนเท่ากับ วัตฟอร์ด แต่ลูกได้เสียดีกว่าทำให้พ้นโซนตกชั้นขึ้นมารั้งอันดับ 17 ทว่าต้องลุ้นหนีตกชั้นเกมสุดท้ายในวันอาทิตย์นี้ ขณะที่ "ปืนใหญ่" รั้งอันดับ 10 หมดโอกาสลุ้นตั๋วยูโรปาในระบบลีกแน่นอนแล้ว ต้องไปลุ้นคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ เท่านั้น

สนาม : วิลล่า พาร์ค

    ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ 37 เมื่อคืนวันอังคารที่ 21 กรกฎาคม ที่ผ่านมา "สิงห์ผยอง" ยังต้องดิ้นรนหนีตกชั้นต่อ ฟอร์มสองเกมล่าสุดค่อนข้างดีเก็บได้ถึง 4 คะแนน ล่าสุดเสมอกับ เอฟเวอร์ตัน 1-1 เกมนี้เปิดบ้านรับมือ อาร์เซน่อล ที่ผลงานสองเกมทุกรายการยอดเยี่ยมปราบ ลิเวอร์พูล 2-1 ก่อนจะเขี่ย แมนฯซิตี้ 2-0 ทะยานเข้าชิง เอฟเอ คัพ

    ดีน สมิธ เกมนี้วาง มาห์มูด เทรเซเก้ต์, เอ็มบ์วาน่า ซามัตต้า และ แจ็ค กรีลิช เป็นสามประสานแดนหน้า ขณะที่ฝั่ง มิเกล อาร์เตต้า ของปืนใหญ่โรเตชั่นแข้งหลายราย แนวรุกวันนี้ส่ง  เอ็ดเวิร์ด เอ็นเคเทียห์ เป็นตัวจริงโดยจะไล่ล่าสกอร์ร่วมกับ อเล็กซองด์ ลากแซตต์ และ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง

    แค่ 7 นาทีแรก เจ้าบ้านได้ทักทายก่อนเลยหลัง อาห์เหม็ด เอล โมฮามาดี้ ครอสเข้าไปให้ จอห์น แม็คกินน์ สอดมาโขกออกหลังไปแบบหมดลุ้น

    นาที 13 บอลขึ้นทาง บูกาโย่ ซาก้า ก่อนไหลให้ เอ็ดเวิร์ด เอ็นเคเทียห์ กดด้วยซ้ายไปติดบล็อคแข้งเจ้าถิ่น

    ผ่านไปครึ่งทางของครึ่งแรก ทั้งคู่ยังหาโอกาสส่องเข้ากรอบยังไม่ได้เลย นาที 25 สิงห์ผยองต้องเปลี่ยนตัวคนแรกหลัง อาห์เหม็ด เอล โมฮามาดี้ เจ็บกล้ามเนื้อเล่นต่อไม่ไหวต้องส่ง เฟรเดริก กิลแบร์ต ลงเล่นแทน

    จากนั้น นาที 27 แอสตัน วิลล่า มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะลูกเตะมุมเปิดมาเสาแรกให้ ไทรอน มิงส์ โขกเช็ดมาเสาไกลถึง มาห์มูด เทรเซเก้ต์ ตะบันด้วยขวาติดไซด์ก้อยเข้าไป

    นาที 29 ไอ้ปืนใหญ่มีโอกาสเช่นกัน หลัง เซดริก ซูอาเรซ จ่ายเข้ามาให้ ดานี่ เซบายอส กดนอกกรอบด้วยขวาบอลหลุดกรอบออกไปไม่ได้ลุ้น

    กลายเป็นฝั่ง วิลล่า ที่โอกาสบุกขึ้นมามีลุ้นกว่า นาที 42  แจ็ค กรีลิช เปิดจากด้าานขวาเข้าไปให้  มาห์มูด เทรเซเก้ต์ ขึ้นโขกระยะกว่า 16 หลาแต่บอลเบาไปเข้ามือ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ

    จบครึ่งแรก แอสตัน วิลล่า ขึ้นนำอาร์เซน่อล 1-0

    ครึ่งหลัง มิเกล อาร์เตต้า ถอดเอา ลูกัส ตอร์เรยร่า ออกแล้วส่ง กรานิต ชาคา ลงไปคุมจังหวะตรงกลางสนามแทน

    นาที 51 ไอ้ปืนใหญ่ตอบโต้ขึ้นมาบ้าง คราวนี้ เซดริก ซูอาเรซ ครอสเข้ากลางมาถึง บูกาโย่ ซาก้า ซัดเหินคานออกไป อีก 3 นาทีถัดมาเป็นโอกาสของ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง แต่ก็ยังซัดไปติดบล็อคแข้งของเจ้าถิ่น

    เข้าสู่นาทีที่ 60 อาร์เซน่อล เปลี่ยนอีกสองคนส่งทั้ง นิโกล่าส์ เปเป้ และคีแรน เทียนี่ย์ ลงไปเล่นแทน ดาวิด ลุยซ์ และบูกาโย่ ซาก้า

    นาที 75 วิลล่า พลาดโอกาสได้เม็ดที่สองหลัง แจ็ค กรีลิช แทงบอลขึ้นหน้าให้ คีแนน เดวิส หลุดเข้าไปซัดบอลหนีตัว เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ แต่บอลถากเสาออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย

    อีกสองนาทีถัดมา อาร์เซน่อล เกือบไล่ตีเสมอได้บ้าง หลัง นิโกล่าส์ เปเป้ เปิดบอลมาให้ เอ็ดเวิร์ด เอ็นเคเทียห์ โฉบมาสะบัดไปชนเสาก่อนจะกระดอนมาเข้ามือ โฆเซ่ มานูเอล เรน่า

    จบเกม แอสตัน วิลล่า คว้าสามแต้มสำเร็จหลังเบียดเอาชนะ อาร์เซน่อล 2-1 ต้องลุ้นหนีตกชั้นต่อในเกมสุดท้ายวันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค.นี้โดยจะบุกไปเยือน เวสต์แฮม ส่วน อาร์เซน่อล รั้งอันดับ 10 หมดลุ้นโควตายูโรปาลีกในระบบลีกแน่นอนแล้วต้องไปคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ สถานเดียวเพื่อโอกาสลุยยูโรปาลีกซีซั่นหน้า

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        แอสตัน วิลล่า (4-3-3) : โฆเซ่ มานูเอล เรน่า – อาห์เหม็ด เอล โมฮามาดี้, เอซรี่ คอนซ่า, ไทโรน มิงส์, แม็ตต์ ทาร์เก็ตต์ – จอห์น แม็คกินน์, ดั๊กลาส ลุยซ์, คอนอร์ ฮูริเฮน – มาห์มูด เทรเซเก้ต์, เอ็มบ์วาน่า ซามัตต้า, แจ็ค กรีลิช

        ผู้จัดการทีม : ดีน สมิธ

        อาร์เซน่อล (3-4-3) : เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ – ร็อบ โฮลดิ้ง, ดาวิด ลุยซ์, เซอัด โคลาซินัช – เซดริก ซูอาเรซ, ดานี่ เซบายอส, ลูกัส ตอร์เรยร่า, บูกาโย่ ซาก้า – เอ็ดเวิร์ด เอ็นเคเทียห์, อเล็กซองด์ ลากแซตต์, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง

        ผู้จัดการทีม : มิเกล อาร์เตต้า
   
        ผู้ตัดสิน : คริส คาวานาห์

แมนซิตี้ทัพใหญ่กู้หน้า! “สเตอร์ลิง” นำล่าถิ่นวัตฟอร์ดที่ดิ้นหนีตกชั้น

"เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คาดจะจัดทัพหนักเพื่อกู้ชัยกลับมาอีกครั้งโดย ราฮีม สเตอร์ลิง พร้อมนำปิดสกอร์เกมเยือนถิ่น "แตนอาละวาด" วัตฟอร์ด ที่จะสู้เพื่อแต้มสำคัญในการหนีตกชั้น ลุ้นระทึกในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอังคารที่ 21 ก.ค. ศกนี้  ถ่ายทอดสด : True Premier HD 1  (เวลา : 00.00 น.)
ปรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม 2563
วัตฟอร์ด (17)   –   แมนฯ ซิตี้ (2)
ถ่ายทอดสด : True Premier HD 1  (เวลา : 00.00 น.)

 

สนาม : วิคาเรจ โร้ด

     ”แตนอาละวาด” สร้างความช็อกไปทั่วเมื่อไล่ ไนเจล เพียร์สัน ออกจากตำแหน่งในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออย่างนี้ โทษฐานทำทีมแพ้เวสต์แฮม 1-3 ในนัดล่าสุด

    เฮย์เดน มัลลินส์ จะคุมทัพวัตฟอร์ดไปจนจบฤดูกาล โดยทีมยังคงไม่มี ดารีล ยันมาต, เคราร์ด เดวโลเฟว และ ไอแซค ซัคเซสส์ ที่บาดเจ็บอยู่ทั้งหมด

    นอกจากนี้ วัตฟอร์ดจะต้องรอลุ้นความฟิตของ เอเตียน กาปู มิดฟิลด์คนสำคัญ ที่มีอาการบาดเจ็บขารบกวนอยู่เล็กน้อยอีกด้วย

    เป๊ป กวาร์ดิโอล่า รองแชมป์พรีเมียร์ลีก เพิ่งจะพาทีมแพ้อาร์เซน่อล 0-2 ในเอฟเอ คัพ รอบตัดเชือก เมื่อวันเสาร์ ทำให้เกมนี้ต้องเน้นเป็นพิเศษ

    พวกเขายังคงไม่มี เซร์คิโอ อเกวโร่ ”กุน” กองหน้าตัวเก่ง ที่บาดเจ็บเข่าต้องพักยาว

    เชื่อว่า เป๊ป จะมีการปรับเปลี่ยนตัวผู้เล่นจากชุดแพ้ไอ้ปืนใหญ่แน่ๆ 2 คนคือ ฟิล โฟเด้น กับ แบร์นาร์โด้ ซิลวา น่าจะได้กลับมาเป็นตัวจริงบ้าง

ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    วัตฟอร์ด (4-2-3-1) : เบน ฟอสเตอร์ – กีโก้ เฟเมเนีย, คริสติย็อง กาบาเซเล่, เคร็ก ดอว์สัน, อดัม มาซิน่า – วิลล์ ฮิวจ์ส, อับดูลาย ดูกูเร่ – อิสไมล่า ซาร์, ทอม เคลฟเวอร์ลี่ย์, แดนนี่ เวลเบ็ค – ทรอย ดีนี่ย์
    ผู้จัดการทีม : เฮย์เดน มัลลินส์ (รักษาการ)

    แมนฯซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, นิโกลัส โอตาเมนดี้, เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์, โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ – เควิน เดอ บรอยน์, โรดรี้, ฟิล โฟเด้น – แบร์นาร์โด้ ซิลวา, กาเบรียล เชซุส, ราฮีม สเตอร์ลิง
    ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

    ผู้ตัดสิน : ไมเคิ่ล โอลิเวอร์

 

ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด
วัน/เดือน/ปี    รายการ    ผลการแข่งขัน
21/09/19    พรีเมียร์ลีกแมนฯ ซิตี้8-0วัตฟอร์ด
18/05/19    เอฟเอ คัพแมนฯ ซิตี้6-0วัตฟอร์ด
10/03/19    พรีเมียร์ลีกแมนฯ ซิตี้3-1วัตฟอร์ด
05/12/18    พรีเมียร์ลีกวัตฟอร์ด1-2แมนฯ ซิตี้
03/01/18    พรีเมียร์ลีกแมนฯ ซิตี้3-1วัตฟอร์ด

 

ผลงาน 5 นัดหลังสุด
วัตฟอร์ด
17/06/20 แพ้ เวสต์แฮม 1-3 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
11/06/20 ชนะ นิวคาสเซิ่ล 2-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
07/06/20 ชนะ นอริช ซิตี้ 2-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
04/06/20 แพ้ เชลซี 0-3 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
28/06/20 แพ้ เซาธ์แฮมป์ตัน 1-3 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก

 

แมนฯ ซิตี้
18/06/20 แพ้ อาร์เซน่อล 0-2 (สนามกลาง) เอฟเอ คัพ
15/07/20 ชนะ บอร์นมัธ 2-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
11/07/20 ชนะ ไบรท์ตัน 5-0 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
08/07/20 ชนะ นิวคาสเซิ่ล 5-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
05/07/20 แพ้ เซาธ์แฮมป์ตัน 0-1 (เยือน) พรีเมียร์ลีก

ซิลบายิง1จ่าย1-แมนซิตี้เสียวท้ายเกมเฉือนบอร์นมัธหวิว

"เรือใบสีฟ้า" รองจ่าฝูงคว้าชัยชนะเป็นเกมที่ 3 ติดต่อกันหลังเปิดรังไล่ทุบ บอร์นมัธ 2-1 รั้งอันดับ 2 ยาวๆต่อไป ส่วน บอร์นมัธ รั้งอันดับ 18 ต้องหนีตายกับอีก 2 เกมสุดท้าย ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันพุธที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา
สนาม : เอติฮัด สเตเดี้ยม

    "เรือใบสีฟ้า" การันตีอันดับ 2 และคว้าตั๋วไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกแน่นอนแล้ว ที่สำคัญพวกเขาพ้นมลทินชนะอุทธรณ์โทษแบนเกมยุโรปของ สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เกมนี้เปิดรังรับมือ บอร์นมัธ ทีมอันดับ 18 ที่ต้องการแต้มเพื่อหนีตกชั้นให้ได้

    เป๊ป กวาร์ดิโอล่า โรเตชั่นผู้เล่นแต่ยังให้ ดาบิด ซิลบา กัปตันทีมได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นฤดูกาลสุดท้ายของห้องเครื่องวัย 34 ปี โดยจะปั้นเกมอยู่หลัง แบร์นาร์โด้ ซิลวา, กาเบรียล เชซุส และฟิล โฟเด้น ขณะที่ เอ็ดดี้ ฮาว บอสใหญ่ของบอร์นมัธฝากความหวังล่าตาข่ายไว้ที่ โจชัว คิง, จูเนียร์ สตานิสลาฟ  และ โดมินิก โซลันกี้ 

    เริ่มเกมมาได้ไม่ถึง 3 นาที บอร์นมัธ ได้ทักทายก่อนจากลูกโขกของ แดน กอสลิ่ง แต่บอลไปเข้ามือ เอแดร์ซอน ก่อนที่นายด่านทีมชาติบราซิลจะเปิดบอลยาวอย่างแม่นให้ กาเบรียล เชซุส หลุดเข้าไปในกรอบก่อนจะแทงลอดขาเข้าไปในกรอบ 6 หลา บอลเกือบถึง ดาบิด ซิลบา ก่อนจะโดนแนวรับทีมเยือนสกัดออกไป

    ทว่าในนาทีที่ 6 ดาบิด ซิลบา มาแผลงฤทธิ์จนได้หลังเรียกฟรีคิกหน้ากรอบกว่า 20 หลา ก่อนเจ้าตัวจะลุกขึ้นมาปั่นบอลข้ามกำแพงเช็ดใต้คานเข้าไปอย่างสวยงามให้ แมนฯซิตี้ ขึ้นนำอย่างรวดเร็ว 1-0 เป็นประตูที่ 6 ในซีซั่นนี้ของอดีตกองกลางทีมชาติสเปน
 
    นาที 22 ทีมเยือนมีโอกาสบ้างหลัง แดน กอสลิ่ง โขกบอลเข้าไปในกรอบให้ โจชัว คิง พลิกตัวซัดด้วยขวาแต่บอลยังหลุดกรอบออกไปไกล

    นาที 34 บอร์นมัธพลาดโอกาสไล่ตีเสมออย่างน่าเสียดาย หลังได้ฟรีคิกหน้ากรอบ จูเนียร์ สตานิสลาฟ รับหน้าที่สังหารปั่นฟรีคิกข้ามกำแพงจะเข้าอยู่แล้วแต่ไปติดปลายมือของ เอแดร์ซอน ชนเสาก่อนบอลมาโดนหัวแม้จะตามตะครุบบอลแต่ออกหลังไปก่อน

    อีก 3 นาทีถัดมา โดมินิก โซลันกี้ ได้ซัดด้วยซ้ายในกรอบ 6 หลาแต่จังหวะยิงไปแฉลบ โอตาเมนดี้ เหินคานออกไป

    เมื่อทำไม่ได้กลายมาโดน "เรือใบสีฟ้า" ลงโทษในนาที 39 จากจังหวะสวนขึ้นมาก ดาบิด ซิลบา แทงบอลทะลุให้ กาเบรียล เชซุส หลุดเข้าไปในกรอบก่อนแตะบอลหนีแนวรับสองคนแล้วซัดด้วยขวาเข้าไปอย่างเฉียบขาดให้ แมนฯซิตี้ นำห่าง 2-0

    จบครึ่งแรก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ขึ้นนำ บอร์นมัธ 2-0

    ครึ่งหลัง นาที 59 บอลโต้กลับของ บอร์นมัธ สวนขึ้นมาทางขวา โซลันกี้ แทงบอลให้ จูเนียร์ สตานิสลาฟ หลุดเข้าไปล็อคด้วยขวาหนีแนวรับซิตี้ก่อนปั่นด้วยซ้ายไปเสาไกลบอลไปโดน โจชัว คิง จิ้มบอลเข้าไป VAR ยืนยันว่า คิง อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าทำให้พลาดโอกาสไล่ตีไข่แตก

    นาที 73 ดาบิด ซิลบา จ่ายบอลทะลุให้ กาเบรียล เชซุส กำลังจะยิงอยู่แล้วแต่มาโดน สตีฟ คุ๊ก เข้ามาเสียบจากด้านหลัง ผู้ตัดสินชี้เป็นจุดโทษทันที ทว่าหลังจากเช็กกับ VAR แล้วเชิ้ตดำ ลี เมสัน ปฎิเสธไม่ให้จุดโทษแก่เจ้าถิ่นหลัง ภาพฟ้องว่า สตีฟ คุ๊ก เข้าสกัดโดนบอลก่อนจะโดน กาเบรียล เชซุส เหยียบเท้าใส่ทำให้กลายเป็นผู้เล่นเกมรุกทำฟาวล์

    นาที 81 ทีมเยือนเกือบได้ลุ้นตีไข่แตกหลัง เดวิด บรู๊คส์ จ่ายบอลให้ คัลลั่ม วิลสัน ตัวสำรองซัดด้วยขวาในกรอบแต่บอลหลุดกรอบออกไปอย่างน่าเสียดาย

    นาที 84 ลูกทีมของ เป๊ป พลาดโอกาสได้เม็ดที่สามนำห่าง คราวนี้ ฟิล โฟเด้น ได้โอกาสกดด้วยซ้ายในกรอบ 6 หลาแต่บอลไปตรงตัว อารอน แรมส์เดล

    นาที 88 บอร์นมัธ มาทวงประตูตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-2 สำเร็จหลังบอลสวนกลับให้ คัลลั่ม วิลสัน หลุดเข้ไาปในกรอบก่อนปาดมาหน้าประตูให้ เดวิด บรู๊คส์ ยิงเข้าไปไม่พลาด

    ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม แมนฯซิตี้ เอาชนะ บอร์นมัธ 2-1 คว้าสามแต้มยึดอันดับ 2ต่อไปโดยมีเพิ่มเป็น 75 คะแนน ส่วน บอร์นมัธ ต้องลุ้นหนีตกชั้นกับอีก 2 เกมสุดท้าย หลังแพ้เป็นเกมที่ 21 ในลีกรั้งอันดับ 18 มี 31 คะแนนตามโซนปลอดภัยอยู่ 3 คะแนนแต่แข่งมากกว่าหนึ่งเกม

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, จอห์น สโตนส์, นิโกลัส โอตาเมนดี้, เบนฌาแม็ง เมนดี้ – แฟร์นานดินโญ่, อิลคาย กุนโดกัน, ดาบิด ซิลบา – แบร์นาร์โด้ ซิลวา, กาเบรียล เชซุส, ฟิล โฟเด้น

        ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า  
    
        บอร์นมัธ (4-3-2-1) : อารอน แรมส์เดล – แจ็ค สเตซี่ย์, สตีฟ คุ้ก, ลอยด์ เคลลี่, ดีเอโก้ รีโก้ – แดน กอสลิ่ง, เจฟเฟร์ซอน เลร์ม่า, ฟิลิป บิลลิ่ง – จูเนียร์ สตานิสลาฟ, โจชัว คิง – โดมินิก โซลันกี้

        ผู้จัดการทีม : เอ็ดดี้ ฮาว  
   
        ผู้ตัดสิน : ลี เมสัน

ฟานไดค์-อลีสซงพลาด! ปืนลงโทษแซงลิเวอร์พูลเข้าวิน ดับฝันทุบสถิติเรือ

ครั้งแรกในรอบ 5 ปี นับแต่ยุคเวนเกอร์! อาร์เซน่อล ทำได้สำเร็จหลังเปิดบ้านพลิกแซงเอาชนะ ลิเวอร์พูล ทีมแชมป์พรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้ไปอย่างสนุก 2-1 ส่งผลให้ "ปืนใหญ่" ยังได้ลุ้นคว้าตั๋วไปเล่นบอลยุโรปอีก 2 เกมที่เหลือ ขณะที่ "หงส์แดง" หมดลุ้นทำทุบสถิติทำแต้มเกิน 100 ของ แมนฯซิตี้ แล้ว ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันพุธที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา   
สนาม : เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม

    "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล เกมล่าสุดบุกไปพ่าย สเปอร์ส 1-2 ทำให้ไม่ชนะมา 2 เกมแล้ว เกมนี้กลับมาเฝ้ารังรับการมาเยือนของแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่าง ลิเวอร์พูล ที่เกมล่าสุดสะดุดแค่เสมอกับ เบิร์นลี่ย์ 1-1

    มิเกล อาร์เตต้า เกมนี้ดร็อปทั้ง ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง และดานี่ เซบายอส ไว้ข้างสนาม 3 แนวรุกส่ง นิโกล่าส์ เปเป้, อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ และ รีสส์ เนลสัน ขณะที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ เกมนี้จัดชุดใหญ่สามประสานแนวรุกยังเป็น โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และซาดิโอ มาเน่ เหมือนเดิม

    เปิดฉากครึ่งแรกมา นาที 12 "ปืนใหญ่" เกือบเสียประตูแบบไม่น่าเสีย หลัง เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ เตะบอลไปติดบล็อค ฟีร์มีโน่ บอลเปลี่ยนทางเกือบเข้าประตูทว่าพุ่งไปชนเสาออกหลังหวุดหวิด

    นาที 20 "หงส์แดง" มาเจาะตาข่ายชิงขึ้นนำเจ้าถิ่นก่อน 1-0 จากจังหวะตัดบอลได้กลางสนามบอลเลยมาถึง ฟีร์มีโน่ ไหลไปที่ว่างให้  แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เติมขึ้นมาปาดเลียดเข้าไปให้ ซาดิโอ มาเน่ ที่วิ่งมาไร้ตัวประสบแปด้วยขวาไม่ถึง 10 หลาเข้าไปอย่างง่ายดาย เป็นประตูที่ 17 ในลีกเท่ากับ ราอูล ฮิเมเนซ และราฮีม สเตอร์ลิง

     นาที 32 แนวรับของ ลิเวอร์พูล มาเล่นกันพลาดเอง หลัง ฟานไดค์ พยายามบังบอลก่อนโดน รีสส์ เนลสัน พยายามแซะก่อนกัปตันหงส์แดงจะจ่ายบอลคืนหลังพลาดไปเข้าเท้า อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ หลุดเข้าไปแตะหลบ อลีสซง ก่อนยิงด้วยขวาโล่งๆเข้าไปให้ทีมตีเสมอ 1-1 และเป็นโอกาสยิงหนแรกของ อาร์เซน่อล ในเกมนี้อีกด้วย

    นาที 39 ทีมเยือนมาได้ลุ้นจากลูกเตะมุม แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เปิดมาให้ ซาดิโอ มาเน่ โขกหลุดกรอบออกไป

    นาที 42 กลายเป็น อาร์เซน่อล ที่มาแซงขึ้นนำ 2-1 บ้าง จากความผิดพลาดของ อลีสซง เบ็คเกอร์ ที่ออกบอลพลาดโดน อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ ฉกบอลได้ก่อนปาดเลียดมาหน้าประตูให้ รีสส์ เนลสัน จับหนึ่งจังหวะก่อนเลือกยิงด้วยขวาหนีมือ อลีสซง เสียบเสาไกลเข้าไป

    จบครึ่งแรก อาร์เซน่อล พลิกขึ้นนำ ลิเวอร์พูล 2-1
   
    กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 54 "หงส์แดง" พลาดโอกาสไล่ตีเสมอหลัง เฟอร์กิล ฟานไดค์ เปิดบอลยาวให้ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ หลุดถึงเส้นหลังก่อนตบมากลางประตูให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยิงด้วยซ้ายกว่า 10 หลาแต่บอลไปโดน เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ เหินปัดปลายมือออกหลังอย่างน่าเสียดาย

    นาที 58 มิเกล อาร์เตต้า เปลี่ยนผู้เล่นสามคนรวดส่งทั้ง ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ,ดานี่ เซบายอส และโจ วิลล็อค ลงแทน รีสส์ เนลสัน, ลูคัส ตอร์เรยร่า และ อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ ส่วน นาที 62 เจอร์เก้น คล็อปป์ เปลี่ยนตัวบ้างส่ง ทาคุมิ มินามิโนะ และนาบี เกอิต้า ลงเล่นแทน โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และอเล็กซ์ อ็อซ์เลด-แชมเบอร์เลน

    นาที 63 โอกาสแรกของ มินามิโนะ เกือบได้ลุ้นตีเสมอให้ทีมเลยหลังรับบอลจาก มาเน่ แต่จังหวะยิงด้วยซ้ายบอลหลุดกรอบถากเสาออกไปอย่างน่าเสียดาย

    ลิเวอร์พูล ยังเป็นฝ่ายครองเกมได้มากกว่า และนาที 75 ได้ลุ้นอีกหลัง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ครอสมาเสาไกลให้ เฟอร์กิล ฟานไดค์ ขึ้นเบียดโขกบอลหลุดกรอบออกไป

    คล็อปป์ แก้เกมอีกด้วยการส่งสองตัวรุกอย่าง ดิว็อค โอริกี้ และเซอร์ดาน ชากิรี่ ลงไปเล่นแทน โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และจอร์จินโย่ ไวนัลดุม ในนาที 83

    ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม อาร์เซน่อล พลิกแซงเอาชนะ ลิเวอร์พูล 2-1 ขึ้นมาอยู่อันดับ 9 ยังได้ลุ้นคว้าตั๋วยูโรปาลีกอีก 2 เกมที่เหลือต่อไป ขณะที่ "หงส์แดง" ทีมแชมป์ปีนี้แพ้เป็นเกมที่ 3 ของฤดูกาล แถมยังชวดทำแต้มเกิน 100 คะแนนของ แมนฯซิตี้ ที่เคยทำไว้อีกด้วย

       รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        อาร์เซน่อล (3-4-3) : เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ – ร็อบ โฮลดิ้ง, ดาวิด ลุยซ์, คีแรน เทียร์นี่ย์  – เซดริก ซูอาเรซ (เอนส์ลี่ย์ เมทแลนด์-ไนล์ส น.76), กรานิต ชาคา, ลูคัส ตอร์เรยร่า (ดานี่ เซบายอส น.57), บูกาโย่ ซาก้า (เซอัด โคลาซินัช น.85) – นิโกล่าส์ เปเป้, อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ (โจ วิลล็อค น.58), รีสส์ เนลสัน (ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง น.58)

        ผู้จัดการทีม : มิเกล อาร์เตต้า

        ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อลีสซง เบ็คเกอร์ – เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โจ โกเมซ, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, ฟาบินโญ่, อเล็กซ์ อ็อซ์เลด-แชมเบอร์เลน (นาบี เกอิต้า น.62) – โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ (ทาคุมิ มินามิโนะ น.61), ซาดิโอ มาเน่

        ผู้จัดการทีม : เจอร์เก้น คล็อปป์

        ผู้ตัดสิน : พอล เทียร์นี่ย์

สเตอร์ลิงเบิ้ล! แมนซิตี้บุกถล่มวัตฟอร์ดยับส่งแตนลุ้นหนีตายนัดสุดท้าย

"เรือใบสีฟ้า" รองแชมป์ซีซั่นนี้ แม้เพิ่งอกหักจาก เอฟเอ คัพ มาแต่ล่าสุดคืนฟอร์มโหดหลังบุกไปถล่ม วัตฟอร์ด ทีมโซนหนีตายแบบยับเยิน 4-0 เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา โดยเกมนี้ ราฮีม สเตอร์ลิง เหมาสองประตูทำสถิติยิงเพิ่มเป็น 19 ลูกในลีกเท่ากับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ช่วยให้เรือใบมีเพิ่มเป็น 78 คะแนน ส่วน "แตนอาละวาด" ซึ่งรั้งอันดับ 17 มี 34 แต้มต้องลุ้นหนีตกชั้นในเกมสุดท้ายที่จะบุกไปเยือน อาร์เซน่อล

สนาม : วิคาเรจ โร้ด

    เกมพรีเมียร์ลีก นัดที่ 37 (นัดรองสุดท้าย) "แตนอาละวาด" ที่เพิ่งปลด ไนเจล เพียร์สัน จากการคุมทัพ ต้องดิ้นรนหนีตกชั้นหลังรั้งอันดับ 17 เกมนี้รับมือรองจ่าฝูง แมนเชสเตอร์ ซิตี้

    โดยผลงานล่าสุดของทั้งคุ่นั้น วัตฟอร์ด เพิ่งบุกไปแพ้ เวสต์แฮม 1-3 ขณะที่ "เรือใบสีฟ้า" แม้เกมในลีกล่าสุดจะเฉือน บอร์นมัธ 2-1 ทว่าฟอร์มล่าสุดเพิ่งร่วงจาก เอฟเอ คัพ รอบตัดเชือก หลังพ่ายให้ อาร์เซน่อล 0-2 ที่เวมบลี่ย์

    เกมนี้ เฮย์เดน มัลลินส์ รักษาการแทนส่ง โรแบร์โต้ เปเรยร่า ที่ไม่ได้ลงเลยในยุคของ เพียร์สัน สตาร์ทเป็นตัวจริงล่าตาข่ายร่วมกับ อิสไมล่า ซาร์ และทรอย ดีนี่ย์ ขณะที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จัดสามประสานเป็น แบร์นาร์โด้ ซิลวา, กาเบรียล เชซุส และราฮีม สเตอร์ลิง

    ครึ่งแรก "เรือใบสีฟ้า" ไล่บี้กดดันตั้งแต่ต้นเกม นาที 12 เกือบชิงขึ้นนำไปก่อนหลัง โรดรี้ ตะบันนอกกรอบด้วยขวาบอลพุ่งไปแฉลบหลัง กาเบรียล เชซุส บอลลอยจะเสียบสามเหลี่ยมอยู่แล้วแต่ เบน ฟอสเตอร์ ยังเหินบินปัดออกหลังหวุดหวิด

    เจ้าบ้านรับแน่นมากจน แมนฯซิตี้ แทบจะหาโอกาสส่องแบบจะๆไม่ได้เลย นาที 22 ชูเอา คานเซโล่ เล่นชิ่งกับ กาเบรียบ เชซุส ก่อนที่คานเซโล่จะกดด้วยซ้ายไปติดบล็อค บอลมาเข้าทาง ฟิล โฟเด้น หวดด้วยซ้ายซ้ำเข้าไปแต่ก็ยังไปติดแข้งเจ้าถิ่นออกหลังเป็นเตะมุม

    จนแล้วจนรอด นาที 32 ลูกทีมของ "เป๊ป" บุกมาขึ้นนำจนได้ 1-0 จากจังหวะที่ ไคล์ วอล์คเกอร์ เปิดเข้ามาให้ ราฮีม สเตอร์ลิง จับหนึ่งจังหวะก่อนซัดเต็มข้อด้วยขวา บอลพุ่งแรงเสียบสามเหลี่ยมเข้าไปอย่างสวยงามเป็นประตูที่ 18 ของปีกทีมชาติอังกฤษในฤดูกาลนี้

    นาที 40 ฟิล โฟเด้น ตัดบอลได้กลางสนามก่อนพาขึ้นมาเองแล้วจ่ายให้ ราฮีม สเตอร์ลิง ดึงหลอกในกรอบก่อนจะโดน วิลล์ ฮิวจ์ส ทำฟาวล์ในเขตโทษผู้ตัดสินชี้เป็นจุดโทษทันที ก่อนเจ้าตัวจะลุกขึ้นมาสังหาร ทว่าไปโดน เบน ฟอสเตอร์ เซฟไว้ได้แต่บอลยังมาตกหน้า สเตอร์ลิง ซ้ำด้วยขวาเข้าไปง่ายๆ เป็นประตูที่สองของเจ้าตัวในเกมนี้ให้ แมนฯซิตี้ บุกมานำห่าง 2-0 และเป็นประตูที่ 19 เท่ากับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์

    ช่วงทดเจ็บ นาที 45+1 ทีมเยือนเกือบได้เม็ดที่สาม หลัง แบร์นาร์โด้ ซิลวา จ่ายบอลให้ เควิน เดอ บรอยน์ ยิงด้วยขวาถากเสาออกไปอย่างน่าเสียดาย

    จบครึ่งแรก วัตฟอร์ด ตามหลัง แมนฯซิตี้ 0-2

    กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลังแค่ นาที 46 เจ้าบ้านเกือบพลาดเสียประตูที่สามหลัง กาเบรียล เชซุส หลุดเขาไปยิงติดเซฟ เบน ฟอสเตอร์

    อีกนาทีถัดมา เควิน เดอ บรอยน์ จ่ายออกขวาให้ ราฮีม สเตอร์ลิง หวดนอกกรอบด้วยขวาบอลพุ่งแรงแต่ยังไม่ห่างตัว ฟอสเตอร์ ปัดออกไปได้อีก

    นาที 49 เป็นโอกาสหนแรกในเกมของ วัตฟอร์ด ทรอย ดีนี่ย์ จ่ายต่อให้ อิสไมล่า ซาร์ ซัดด้วยซ้ายแต่บอลหลุดกรอบออกไปไม่ได้ลุ้น

    นาที 61 เควิน เดอ บรอยน์ เกือบมีชื่อเป็นคนทำประตูบ้างหลังตะบันนอกกรอบเต็มแรงแต่บอลยังโดน เบน ฟอสเตอร์ ปัดออกไป

    จากนั้น นาที 63 "เรือใบสีฟ้า" นำห่างเป็น 3-0 บอลจาก เดอ บรอยน์ แทงทะลุช่องให้ ราอีม สเตอร์ลิง หลุดเข้าไปยิงติดตัว ฟอสเตอร์ แต่บอลยังมาเข้าทาง ฟิล โฟเด้น ตามซ้ำด้วยซ้ายโล่งๆเข้าไปไม่พลาด

    แมนฯซิตี้ยังไม่หยุดแค่นั้น ยังเดินหน้าลุยต่อ นาที 67 มาได้ประตูนำโด่งเป็น 4-0 อย่างรวดเร็ว จากจังหวะที่ ชูเอา คาานเซโล่ เรียกฟรีคิกให้เรือใบ ก่อนที่ เควิน เดอ บรอยน์ จะเปิดสุดแม่นเข้าไปให้ เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์ ขึ้นโขกกดลงพื้นย้อนตัว เบน ฟอสเตอร์ เข้าไปอย่างสวยงาม

    นาที 78 เจ้าบ้านวางบอลยาวสวนกลับให้ แดนนี่ เวลเบ็ค ตัวสำรองหลุดเข้าไปแต่จังหวะจะแตะบอลหลบ เอแดร์ซอน  นั้นไม่พ้นโดนมือกาวบราซิเลี่ยนขวางเอาไว้ได้ทัน

    ช่วงเวลาที่เหลือ ไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม วัตฟอร์ด พ่ายคาบ้านให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เละเทะ 0-4 ส่งผลให้ "เรือใบสีฟ้า" ที่การันตีรองแชมป์พรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้มีเพิ่มเป็น 78 คะแนน ส่วนวัตฟอร์ด แพ้นัดที่ 19 มี 34 แต้มในลีกรั้งอันดับ 17 ต้องดิ้นรนลุ้นหนีตกชั้นในเกมนัดสุดท้ายที่จะบุกไปเยือน อาร์เซน่อล ในวันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค.นี้

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        วัตฟอร์ด (4-3-3) : เบน ฟอสเตอร์ – อาเดรียน มาเรียปป้า, คริสติย็อง กาบาเซเล่, เคร็ก ดอว์สัน, กีโก้ เฟเมเนีย – วิลล์ ฮิวจ์ส, อับดูลาย ดูกูเร่ (นาธาเนียล ชาโลบาห์ น.82), ทอม เคลฟเวอร์ลี่ย์ – อิสไมล่า ซาร์, ทรอย ดีนี่ย์ (แดนนี่ เวลเบ็ค น.67), โรแบร์โต้ เปเรยร่า (อดัม มาซิน่า น.87)

        ผู้จัดการทีม : เฮย์เดน มัลลินส์ (รักษาการ)

        แมนฯซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์ (โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ น.64), เอริก การ์เซีย, เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์ (จอห์น สโตนส์ น.74), ชูเอา คานเซโล่ – เควิน เดอ บรอยน์, โรดรี้, ฟิล โฟเด้น – แบร์นาร์โด้ ซิลวา, กาเบรียล เชซุส, ราฮีม สเตอร์ลิง (ริยาด มาห์เรซ น.64)

        ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

        ผู้ตัดสิน : ไมเคิ่ล โอลิเวอร์

ใครชนะรอชิง! แมนฯซิตี้ลั่นบู๊อาร์เซน่อล,”เป๊ป”ดวลกึ๋น”อาร์เตต้า”

"เรือใบสีฟ้า" แมนฯ ซิตี้ เจ้าของแชมป์รายการนี้ซีซั่นก่อน หวังเป็นอย่างมากในการเข้าไปป้องกันแชมป์อีกครั้ง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นายใหญ่ของทีมส่ง "ราฮีม สเตอร์ลิง" ลงป่วนทัพ "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล เจ้าของโทรฟี่ถ้วยนี้ 13 สมัย มิเกล อาร์เตต้า เทรนเนอร์คนเก่งหวัง "ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง" ซัดนำสโมสรลิ่วเกมชิงดำ ในการแข่งขันฟุตบอลเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ คืนวันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2563
ฟุตบอลเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ
วันเสาร์ที่ 18  กรกฎาคม 2563
อาร์เซน่อล – แมนฯ ซิตี้    
 เวลา : 01.45 น. ถ่ายทอดสด : บีอินส์ สปอร์ต 2

สนาม : เวมบลีย์  สเตเดี้ยม  

     มิเกล อาร์เตต้า กุนซืออาร์เซน่อล พาทีมเข้ารอบตัดเชือก หลังเบียดชนะเชฟฯ ยูไนเต็ด 2-1 ก่อนชนะลิเวอร์พูลด้วยสกอร์เดียวกัน ในเกมลีกล่าสุด

     ความพร้อมเกมนี้ อาร์เตต้ายังไม่มี แบร์นด์ เลโน่, คาลั่ม แชมเบอร์ส, ปาโบล มารี และ กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ ที่เดี้ยงอยู่ก่อน รวมไปถึง เอ็ดเวิร์ด เอ็นเคเทียห์ ที่เหลือโทษแบนอีก 1 นัด

     ส่วนพวกแกนหลักที่ได้พักในเกมล่าสุดอย่างเซอัด โคลาซินัช, เอคตอร์ เบเยริน, ดานี่ เซบายอส และ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ก็น่าจะคัมแบ็กตามปกติ

     เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือแมนฯ ซิตี้ พาทีมเข้ารอบนี้ หลังชนะนิวคาสเซิ่ล 2-0 ก่อนเชือดบอร์นมัธ 2-1 ในเกมลีกล่าสุด เป็นการคว้าชัย 3 นัดติด

     ความพร้อมเกมนี้ เป๊ปไม่มีปัญหาอะไรรบกวนเพิ่มเติม ขาดแค่ เซร์คิโอ อเกวโร่ “กุน” ที่ยังเดี้ยงอยู่รายเดียว

     ส่วนพวกแกนหลักที่ได้พักในเกมล่าสุดอย่างเอมเมริค ลาป๊อร์กต์, โรดรี้ เอร์นานเดซ,เควิน เดอ บรอยน์ และ ราฮีม สเตอร์ลิง ก็น่าจะกลับมาออกสตาร์ตตามปกติ

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

อาร์เซน่อล (3-4-2-1) : เอมิลิอาโน่ มาร์ติเนซ – ชโคดราน มุสตาฟี่, ดาวิด ลุยซ์,เซอัด โคลาซินัช – เอคตอร์ เบเยริน, กรานิต ชาคา, ดานี่ เซบายอส, คีแรน เทียร์นี่ย์ – นิโกล่าส์ เปเป้, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง – อเล็กซองด์ ลากาแซตต์

ผู้จัดการทีม : มิเกล อาร์เตต้า

แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, นิโกลัส โอตาเมนดี้,เอมเมริค ลาป๊อร์กต์, เบนฌาแม็ง เมนดี้ – เควิน เดอ บรอยน์, โรดรี้ เอร์นานเดซ,แบร์นาร์โด้ ซิลวา – ริยาด มาห์เรซ, กาเบรียล เชซุส, ราฮีม สเตอร์ลิง

ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

ผู้ตัดสิน : โจนาธาน มอสส์