คล็อปป์เป่าปาก! อาแจ็กซ์ยิงตัวเอง-ลิเวอร์พูลบุกเฉือนหวิว เปิดหัวชปล.

"หงส์แดง" ฟอร์มเหนียวแน่นทั้งที่มีปัญหาแนวรับ แต่ยังบุกไปคว้าชัยเหนือ อาแจ็กซ์ หวุดหวิด 1-0 จากการทำเข้าประตูตัวเองของ นิโกลัส ตายาฟิโก้ ส่งผลให้ ลิเวอร์พูล ประเดิมสามแต้มแรก ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา

สนาม :  โยฮัน ครัฟฟ์ อารีน่า

    เอริค เทน ฮาก เกมนี้ไม่มีปัญหาเท่าไหร่จัดตัวเก่งทั้ง ดาวิด เนเรส, โมฮัมเหม็ด คูดาส และดูซาน ทาดิช ส่วนทางฝั่ง "หงส์แดง" มาในสภาพทีมไม่สมบูรณ์หลังแนวรับมีปัญหาลงไม่ได้ทั้ง เฟอร์กิล ฟานไดค์ และโฌแอล มาติป ทำให้ ฟาบินโญ่ ต้องยืนเซ็นเตอร์แบ็กคู่กับ โจ โกเมซ แทนส่วนแนวรุกยังเป็น 3 ประสานทั้ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ซาดิโอ มาเน่

    ครึ่งแรกเริ่มมาได้แค่ 9 นาที เจ้าบ้าน อาแจ็กซ์ ต้องเปลี่ยนตัวคนแรกอย่างรวดเร็วหลัง โมฮัมเหม็ด คูดาส เล่นต่อไม่ไหวทำให้ต้องส่ง ควินซี่ โพรเมส ลงมาเล่นแทน

    นาที 15 อาเดรียน นายด่านของ "หงส์แดง" เกือบทำพลาดหลังออกบอลด้วยเท้าหน้าประตูตัวเองไปติดบล็อคแข้งเจ้าถิ่น แต่ดีที่บอลกระเด้งไปตรงกรอบ

    ก่อนเจ้าถิ่นจะได้เตะมุมในนาทีถัดมา บอลต่อเนื่องจาก ดูซาน ทาดิช เปิดยาวไปเสาไกลให้ ลิซานโดร มาร์ติเนซ เซ็นเตอร์แบ็กเทกตัวขึ้นโขกแต่บอลยังไปตรงตัว อาเดรียน

    "หงส์แดง" ได้ลุ้นบ้าง นาที 19 เจมส์ มิลเนอร์ ซัดนอกกรอบแต่บอลก็ไม่ได้ลุ้น อีกนาทีถัดมา เคอร์ติส โจนส์ ยิงด้วยซ้ายนอกกรอบแต่บอลก็เบาไปเข้ามือ โอนาน่า อีก

    นาที 32 อาแจ็กซ์ พลาดโอกาสลุ้นขึ้นนำ หลัง ดาวิด เนเรส  เปิดบอลให้  ควินซี่ โพรเมส หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปยิงติดเซฟของ อาเดรียน

    นาที 35 ประตูแรกของเกมเป็นทางฝั่ง ลิเวอร์พูล ที่บุกมานำไปก่อน 1-0 จากจังหวะที่ มิลเนอร์ ทุ่มบอลเข้ามาให้ ซาดิโอ มาเน่ พลิกบอลหลบเข้าปในกรอบก่อนหวดด้วยขวา บอลพุ่งไปโดนขา นิโกลัส ตายาฟิโก้ กลายเป็นเปลี่ยนทางเสียบเสาสองเข้าประตูตัวเองไป

    นาที 40 แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน สปีดพาบอลจากแดนตัวเองขึ้นมาถึงหน้ากรอบก่อนไหลออกขวาให้ ซาลาห์ เลี้ยงตัดเข้าซ้ายข้างถนัดแต่จังหวะสุดท้ายดันยิงไปติดบล็อคอย่างน่าเสียดาย

    นาที 44 "หงส์แดง" เกือบพลาดเสียประตู หลัง ดูซาน ทาดิช หลุดเข้าไปกระดกบอลข้ามหัว อาเดรียน กำลังจะเข้าประตูไปแล้ว แต่ ฟาบินโญ่ ยังวิ่งตามไปสกัดบอลบนเส้นอย่างหวุดหวิด

    อีกนาทีถัดมา โรเบิร์ตสัน กระชากบอลก่อนเปิดไปให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ โขกแต่บอลยังไปติดเซฟของ อ็องเดร โอนาน่า

    จบครึ่งแรก อาแจ็กซ์ ตามหลัง ลิเวอร์พูล 0-1

    ครึ่งหลังกลับมาบู๊กันแค่ นาที 46 เจ้าบ้านเกือบได้ลูกตีเสมอหลัง ดาวี่ คลาสเซ่น ซัดบอลนอกกรอบผ่านมือ อาเดรียน ไปแล้วแต่ยังไปแม่นเสาอย่างน่าเสียดาย

     เกมแลกกันสนุก นาที 57 ทัพหงส์ได้ลุ้นจากลูกเตะมุม แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เปิดมาเข้าหัว ฟาบินโญ่ โหม่งเน้นๆแต่บอลไปติดผู้เล่นเจ้าถิ่นออกหลังหวุดหวิด

    อีกนาทีถัดมา แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ที่วันนี้โดดเด่นสุดๆ ครอสบอลไปหน้ากรอบให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ขึ้นโขกหลุดกรอบออกไป

    ทว่าหงส์บุกเพลินๆ เกือบโดน อาแจ็กซ์ ตีเสมอ นาที 58 บอลสวนกลับของ นูส์แซร์ มาซราอูย แบ็กขวาครอสมาให้ ควินซี่ โพรเมส ยิงเน้นๆแต่ยังไปติดเซฟของ อาเดรียน ปัดออกหลัง

    นาที 60 เจอร์เก้น คล็อปป์ เปลี่ยนรวดเดียว 3 คน ถอดสามแนวรุกทั้ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ซาดิโอ มาเน่ ออกแล้วส่ง เซอร์ดาน ชากิรี่, ทาคูมิ มินามิโนะ และดีโอโก้ โชต้า ลงไปเล่นแทน

    อีก 10 นาทีถัดมา ทาคูมิ มินามิโนะ เกือบใส่สกอร์ที่สองให้ลิเวอร์พูล หลังรับลูกจาก ชากิรี่ ก่อนตั้งป้อมตะบันไกลเต็มแรงบอลพุ่งจน อ็องเดร โอนาน่า ต้องปัดออกไป

    ช่วงเวลาที่เหลือ เจ้าถิ่นไม่สามารถทวงประตูคืนได้ จบเกม อาแจ็กซ์ พ่ายคาบ้านให้ ลิเวอร์พูล 0-1

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

         อาแจ็กซ์ (4-3-3) : อ็องเดร โอนาน่า – นูส์แซร์ มาซราอูย, แปร์ ชูร์ส์,  ลิซานโดร มาร์ติเนซ, นิโกลัส ตายาฟิโก้ –  ไรอัน กราเวนเบิร์ค, ดาเล่ย์ บลินด์, ดาวี่ คลาสเซ่น – ดาวิด เนเรส, โมฮัมเหม็ด คูดาส (ควินซี่ โพรเมส น.9), ดูซาน ทาดิช

         ผู้จัดการทีม : เอริค เทน ฮาก

         ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อาเดรียน – เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, ฟาบินโญ่, โจ โกเมซ, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – เคอร์ติส โจนส์, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, เจมส์ มิลเนอร์ – โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่
 
       ผู้จัดการทีม :  เจอร์เก้น คล็อปป์

         ผู้ตัดสิน : เฟลิกซ์ ไบรช์ (เยอรมัน)

โซลชาระเบิดพลังแฝง ! ผ่า 5 ประเด็น แมนยู ฟอร์มหรูย้ำแค้น ปารีสฯ

    ในยามที่กดดันเก้าอี้ร้อน โอเล่ กุนนาร์ โซลชา มักจะระเบิดพลังแฝงออกมาซึ่งในแมตช์เยือน ปารีส แซงต์-แชร์กแมง "น้าลูกอม" ได้โชว์กึ๋นชั้นยอดในการนำ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตอกย้ำความแค้นใส่ "เปแอสเช" ด้วยการบุกชนะ 2-1 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอช เมื่อวันอังคารที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา
    ระบบการเล่น 3-5-2 ของ โซลชา เต็มไปด้วยประสิทธิภาพในในเกมรับ และเกมรุก โดยเกมรับทั้ง วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, อั๊กเซล ตวนเซเบ้ และ ลุค ชอว์ เล่นได้อย่างเหนียวแน่น ขณะที่ อารอน วาน-บิสซาก้า กับ อเล็กซ์ เตลลิส ช่วยเติมเกมบุกได้ยอดเยี่ยม และเกมรับเหนียวแน่น ทำให้แนวรุกเจ้าบ้านเล่นไม่ออก

    ขณะที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ยังคงเป็นหัวใจในเกมรุกของทีมเหมือนเดิม ส่วนคู่มิดฟิลด์ เฟร็ด กับ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ทำหน้าที่ปิดทองหลังพระได้อย่างยอดเยี่ยม ด้านกองหน้าอย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด ก็โดดเด่น สำหรับ อองโตนี่ มาร์กซิยาล เล่นไม่ค่อยออก แถมยังทำเข้าประตูตัวเองอีกต่างหาก

    ส่วนอีกคนที่สำคัญมากๆ และมีส่วนช่วยให้ทีมชนะนั่นก็คือ ดาบิด เด เคอา เพราะเจ้าตัวโชว์ฟอร์มมหาเทพช่วยป้องกันจังหวะสำคัญๆ จากแนวรุกของ แซงต์-แชร์กแมง ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ และฟอร์มของ นายด่านสแปนิช น่าจะทำให้หลายๆ คนหยุดสงสัยในตัวเขาซะที

 

 

1.  บรูโน่ นิ่งสงบไม่มีหวั่นไหว
    เกมนี้เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นว่า บรูโน่ แฟร์นันด์ส คือนักเตะที่มีหัวใจกล้าแกร่งไม่หวั่นไหวในการรับหน้าที่สังหารจุดโทษ แม้ว่าเขาเพิ่งจะทำพลาดยิงจุดโทษไม่เข้าในแมตช์ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไล่ถลุง นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด เกมลีกเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาก็ตาม

    อองโตนี่ มาร์กซิยาล ช่วยทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้เปรียบตั้งแต่นาทีที่ 25 เมื่อเขาโดนทำฟาวล์ในเขตโทษ และเป็น แฟร์นันด์ส ที่ขันอาสาจัดการยิงจุดโทษ โดยการยิงครั้งแรกเจ้าตัวใช้ลีลากระโดดยิงแต่โดน เคย์เลอร์ นาบาส เซฟเอาไว้ได้ แต่ท่านเปาให้ยิงใหม่ เพราะนายด่าน "เปแอสเช" ดันขยับออกมาจากเส้นก่อน
 

    เมื่อได้รับโอกาสครั้งที่สอง จอมทัพทีมชาติโปรตุเกส ไม่ยอมพลาดอีกครั้ง และเจ้าตัวแสดงให้เห็นถึงหัวใจที่แข็งแกร่งดั่งภูผาหิน ด้วยการสังหารจุดโทษไปที่มุมเดิม แต่ครั้งนี้ นาบาส พุ่งผิดทาง ส่งผลให้บอลเข้าไปนอนเล่นในก้นตาข่ายอย่างสวยงาม

    สำหรับประตูขึ้นนำของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็เหมือนเป็นการชดเชยจากกรณีที่พวกเขาเคยเจอกับเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว ในจังหวะที่ ดาบิด เด เคอา เซฟจุดโทษเกมกับ คริสตัล พาเลซ แต่โดนจับว่าขยับตัวออกมาก่อน และต้องยิงใหม่ สุดท้าย "ผีแดง" พ่ายแพ้คาโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อเดือนที่ผ่านมา

    ที่สำคัญฟอร์มของ แฟร์นันดส์ ในเกมนี้ต้องยอมรับว่าน่าประทับใจมากๆ เพราะนอกจากที่เขาจะเป็นหัวใจในการสร้างเกมบุก และรังสรรค์โอกาสในการทำประตูให้เพื่อนร่วมทีมแล้ว เจ้าตัวยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในฐานะกัปตันทีมอีกด้วย 
 
2. เตลลิส ว่าที่จอมเปิดบอลชั้นยอด
    อเล็กซ์ เตลลิส แสดงให้เห็นถึงผลงานไม่ธรรมดาในเกมเปิดตัวของเขา แถมยังเป็นแมตช์ใหญ่เยือนกรุงปารีสซะด้วย โดยเขาโชว์ความเป็นนักเตะชั้นยอดในการเล่นเกมรุก ขณะเดียวกันยังรับหน้าที่จัดการเล่นลูกตั้งเตะซึ่งเจ้าตัวเปิดบอลได้ดียิ่งกว่าผู้เล่นเท้าซ้ายคนอื่นๆ ของ "ผีแดง" ในเวลานี้

    โดยเฉพาะจังหวะการเล่นลูกเตะมุม เตลลิส โชว์ให้เห็นถึงการเตะมุมที่อันตรายมากๆ และทุกครั้งที่ได้เตะมุมทางฝั่งขวาเขาจะรับหน้าที่เปิดเองซึ่งบอลที่เปิดเลี้ยวเข้าหาประตู และเกือบที่จะช่วยให้ "ปีศาจแดง" ได้ประตูที่สองในช่วงครึ่งแรกด้วย ขณะที่การเปิดบอลจากฝั่งซ้ายก็โดดเด่นไม่แพ้กัน

    ลองนึกภาพเวลาที่ แมนฯ ยูไนเต็ด มี เอดินสัน คาวานี่ ลงสนามเพราะทีมจะมีหน้าเป้าชั้นยอดคอยทำหน้าที่ยิงประตู ฉะนั้นหากให้ เตลลิส ได้มีโอกาสเปิดบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษ งานนี้บอกเลยว่า แมนฯ ยูไนเต็ด มีสิทธิ์ได้ประตูอย่างแน่นอน

    ในส่วนของเกมรับ เตลลิส ก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีไม่มีที่ติดในการคุมพื้นที่ฝั่งซ้ายได้อยู่หมัด แม้ว่านี่จะเป็นเพียงแค่เกมแรกของเขาในสีเสื้อ "ปีศาจแดง" เท่านั้น แต่ผลงานแบบนี้น่าจะเป็นการบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า ดาวเตะชาวบราซิเลียน พร้อมที่จะเป็นผู้เล่นตัวจริงของทีม และเขาจะทำให้ "ผีแดง" แข็งแกร่งยิ่งขึ้น 
   
3. วาน-บิสซาก้า, ตวนเซเบ้ แข็งแกร่งน่าประทับใจ
    บอกเลยว่าเกมนี้ อารอน วาน-บิสซาก้า เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญที่ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด บุกชนะ "เปแอสเช" โดยเขาสามารถจัดการหยุดความเก่งฉกาจของ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ กับ เนย์มาร์ ได้อย่างยอดเยี่ยมทุกครั้งที่ทั้งสองคนนี้บุกเข้ามาอยู่ในพื้นที่การดูแลของเขา

    "เอดับเบิ้ลยูบี" สามารถรับมือทักษะชั้นยอดของ เอ็มบัปเป้ และ เนย์มาร์ ได้เป็นอย่างดี และยังโชว์การเสียบสกัดที่แม่นยำ รวมทั้งการปะทะ เอ็มบัปเป้ ส่งผลให้เขาพลาดโอกาสที่จะยิงประตู นอกจากนี้ "ไอ้แมงมุม" ยังแท็กเกิล มอยเซ่ คีน จนทำให้เขาเสียการครองบอล จนพลาดยิงประตู

    สถิติในแมตช์นี้ของ วาน-บิสซาก้า บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าเขาสำคัญมากๆ เมื่อสกัดได้ 6 ครั้ง, ตัดบอลจากคู่แข่งได้ 2 ครั้ง และหยุดความร้อนแรงของ เนย์มาร์, เอ็มบัปเป้ ได้อยู่หมัด ฉะนั้นนี่เป็นอีกบทพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาเป็นหนึ่งในแบ็กขวาที่ดีที่สุดในเวลานี้

    ขณะที่ อั๊กเซล ตวนเซเบ้  ที่ลงเล่นเกมแรกให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในปี 2020 ทำผมได้ดีมากๆ โดยเขาทำหน้าที่เป็นปราการหลังได้อย่างดีไม่มีที่ติ โดยเฉพาะการจัดการกับ เนย์มาร์ และ เอ็มบัปเป้ ที่สำคัญยังมีชอตเด็ดในจังหวะดวลตัวต่อตัวกับ สตาร์ดังทีมชาติฝรั่งเศส และสามารถจัดการนักเตะได้อยู่หมัด

    แน่นอนว่าเกมนี้ถือเป็นเรื่องที่เซอร์ไพรส์สำหรับสาวก "เร้ดส์ อาร์มี่" ที่เห็น ตวนเซเบ้ เล่นด้วยความนิ่งทั้งๆ ที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์กดดันหลายครั้งก็ตาม นอกจากนี้เขายังมีจังหวะเคลียร์บอลที่สุดยอด และด้วยฟอร์มแบบนี้ โซลชา คงพร้อมที่จะให้โอกาสกับเจ้าตัวมากยิ่งขึ้น
 
 4. สามแต้มเปิดตัวที่สุดยอดเยี่ยม
    ต้องยอมรับว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในแมตช์นี้ โดยส่วนหนึ่งต้องยกเครดิตให้กับ โซลชา ในการวางแผนมาเป็นอย่างดีด้วยการใช้ระบบ 3-5-2 เนื่องจากทีมขาด แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ทำให้ "น้าลูกอม" จำเป็นต้องใช้ระบบนี้ และถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยมมากๆ

    วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, ตวนเซเบ้ และ ลุค ชอว์ ทำหน้าที่เป็นสามแนวรับที่สมบูรณ์แบบ โดยพวกเขาสามารถจัดการเกมบุกที่แสนดุดันของ แซงต์-แชร์กแมง ได้เป็นอย่างดี ขณะที่ในแผงกองกลาง โซลชา เลือกดร็อป ปอล ป็อกบา กับ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค และส่ง เฟร็ด ยืนคู่กับ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ซึ่งทั้งคู่ทำหน้าที่ได้อย่างเข้าขารู้ใจ ที่สำคัญพวกเขายังช่วยให้ทีมเล่นเกมสวนกลับได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 
 

    ในส่วนของแดนหน้าแม้ อองโตนี่ มาร์กซิยาล จะยิงไม่ได้แต่เขาคือคนที่เรียกจุดโทษให้ทีม ฉะนั้นก็พอจะหยวนๆ ให้อภัยในจังหวะที่โหม่งเข้าประตูตัวเอง รวมทั้งอีกหลายจังหวะที่มีโอกาสทำประตูแต่ยิงไม่ดี ส่วน มาร์คัส แรชฟอร์ด ก็ยังคงเป็นหัวหอกตัวความหวัง ความเร็ว และการยิงที่เฉียบคมของเขาช่วยให้ทีมได้ 3 คะแนนสำคัญในแมตช์นี้

    ฉะนั้นการออกมาเยือนถิ่นปาร์ก เดส์ แพร็งซ์ พร้อมกับคว้าชัยชนะกลับเมืองแมนเชสเตอร์ ถือเป็นฤกษ์งามยามดีสำหรับทีม และยังเป็นกำลังใจให้กับบรรดาแข้ง "ปีศาจแดง" สำหรับแมตช์ที่พวกเขาจะต้องปะทะกับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี เกมลีกสัปดาห์นี้ 
 
5. ยืนหนึ่งต้อง เด เคอา เท่านั้น
    แฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลายคนเรียกร้องดร็อป ดาบิด เด เคอา ได้แล้ว และเปิดโอกาสให้ ดีน เฮนเดอร์สัน ได้ทำหน้าที่มือ 1 ซะที เพราะเชื่อว่า นายทวารชาวอังกฤษ มีศักยภาพที่จะดีกว่า โกลเลือดกระทิงดุ ที่มักจะโดนมองว่าฟอร์มตกในช่วงที่ผ่านมา

    อย่างไรก็ตามในฤดูกาลนี้ เด เคอา ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าระดับฟอร์มการเล่นของเขายังคงสุดยอดเหมือนเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเกมล่าสุดที่ปะทะกับ "เปแอสเช" เจ้าตัวโชว์ความเหนียวหนึบ และต้องบอกเลยว่าเขาคือหนึ่งในนักเตะสำคัญที่นำชัยชนะมาสู่ทัพ "ผีแดง" แมตช์นี้
 

    นายด่านทีมชาติสเปน มีจังหวะเซฟสำคัญๆ หลายครั้งเริ่มตั้งแต่การปฏิเสธจังหวะยิงประตูของ อังเคล ดิ มาเรีย ในนาทีที่ 11 จากนั้นก็โชว์ความเหนียวหนึบจากการยิงของ เลย์วิน คูร์ซาว่า ในนาทีถัดมา ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะในครึ่งหลังเขายังเซฟจังหวะยิงอย่างเหนือชั้นของ เอ็มบัปเป้ ในนาทีที่ 47  จากนั้นก็หยุดการยิงของ เนย์มาร์ ในนาทีที่ 82

    แน่นอนว่าฟอร์มการเซฟประตูของ เด เคอา ช่วยให้ แมนฯ ยูไนเต็ด รอดพ้นจากหายนะในแมตช์นี้ แถมยังนำไปสู่การได้ชัยชนะด้วย ฉะนั้นหาก เฮนเดอร์สัน อยากจะรู้ว่าตัวเองควรจะมีมาตรฐานในระดับไหนถึงจะได้เป็นมือ 1 "ปีศาจแดง" ก็ให้ดูผลงานของ นายด่านเลือดกระทิงดุ เอาไว้ และหากยังทำไม่ได้ในระดับนี้ ก็ยากจะได้เป็นตัวจริง

ไม่ได้เจ็บ! สื่อดังพร้อมใจแฉสาเหตุที่ “กรีนวูด” หายจากทีม 2 นัดหลังสุด

สื่อหลายเจ้าแดนผู้ดีรายงานว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ทำการเตือนไปยัง เมสัน กรีนวูด กองหน้าดาวรุ่งในเรื่องพฤติกรรมที่ไม่ตรงต่อเวลา ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้นักเตะหายไปจากทีมในช่วง 2 เกมล่าสุด

กรีนวูดไม่มีชื่อในเกมที่ปีศาจแดงบุกไปถล่ม นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 4-1 ศึกพรีเมียร์ลีก และเกมล่าสุดที่บุกไปเฉือน ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 2-1 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม

โดยก่อนหน้านี้ทางฝั่งของ โอเล กุนนาร์ โซลชา ได้ออกมาชี้แจงเรื่องดังกล่าวว่ากรีนวูดมีอาการบาดเจ็บนิดหน่อย

แต่ล่าสุด  เดอะ การ์เดียน, เดอะ มิร์เรอร์ และ สกาย สปอร์ตส์ ต่างรายงานตรงกันว่า สาเหตุที่แท้จริงคือ ดาวรุ่งวัย 19 ปี มารายงานตัวในการซ้อมสายกว่าปกติ จนทำให้บอร์ดบริหารเริ่มไม่พอใจและเรียกตัวไปตักเตือน

อีกทั้งก่อนหน้านี้ กรีนวูด ก็โดนทีมชาติอังกฤษตัดออกจากทีม จากเหตุละเมิดกฎควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วยการพาสาวขึ้นห้องพักโรงแรมที่ไอซ์แลนด์ด้วย

โมราต้ากดเบิ้ล! ยูเวนตุสไม่พลาดบุกเชือดเคียฟ ประเดิมสามแต้มชปล.

"ม้าลาย" ยูเวนตุส ไม่พลาดสามคะแนนหลังบุกไปเอาชนะเจ้าถิ่น ดินาโม เคียฟ ทีมดังจากยูเครน 2-0 จากสองประตูของ อัลบาโร่ โมราต้า ที่ยิงคนเดียวในครึ่งหลัง ซิวสามแต้มประเดิมนัดแรก ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา

สนาม : เอ็นเอสซี โอลิมปิสกี้

    ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม เมื่อคืนวันอังคารที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา เป็นการแข่งขัน นัดแรกของกลุ่ม จี ระหว่าง ดินาโม เคียฟ (ยูเครน) เปิดบ้านรับการมาเยือนของ "ม้าลาย" ยูเวนตุส (อิตาลี) โดยเกมนี้ได้เปิดให้แฟนบอลเข้าชมเกมโดยอยู่ภายใต้มาตรการการป้องกันโควิด-19

    เกมครึ่งแรก ทีมเยือนกดดันได้ดีกว่า นาที 13 "ม้าลาย" เกือบได้ลุ้นขึ้นนำหลัง อารอน แรมซี่ย์ แทงบอลออกซ้ายมาให้ เฟเดริโก้ เคียซ่า ซัดด้วยซ้ายไปทางเสาไกลแต่บอลยังไปติดมือของ จอร์จี้ บุชชาน ปัดออกไปหวุดหวิด

    อีก 3 นาทีถัดมา บอลขึ้นทาง เคียซ่า อีก ก่อนที่อดีตแข้งฟิออเรนติน่าจะเลี้ยงตัดเข้าในกรอบแล้วโยกเข้าขวาข้างถนัดปั่นหลุดเสาไกลออกไป

    นาที 17 เป็นโอกาสของ เคียฟ บ้างคราวนี้บอลออกด้านขวาให้ โทมัส เคดซิโอร่า ครอสไปในกรอบให้ วลาดิสลาฟ ซูเพรียก้า ชิงโขกแต่บอลเหินคานแบบหมดลุ้น

    นาที 19 อันเดรีย ปีร์โล่ ต้องเปลี่ยนตัวคนแรกอย่างรวดเร็วหลัง จอร์โจ้ คิเอลลินี่ กัปตันทีมมีอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อก่อนจะเป็น เมริห์ เดมิรัล แนวรับชาวตุรกีลงไปเล่นแทน

    นาที 34 อารอน แรมซี่ย์ โชว์ทักษะเอาตัวรอดการพาบอลกระชากหนีเข้าไปถึงเส้นหลังก่อนดีดไซด์ก้อยให้ เดยัน คูลูเซฟสกี้ วิ่งมาไขว้ยิงเสาแรกแต่ยังโดน จอร์จี้ บุชชาน ปัดออกหลังหวุดหวิด

    นาที 39 การ์ลอส เด เปนญ่า ตัดบอลจากแดนกลางได้ก่อนจะลักไก่ยิงกว่า 35 หลาให้ข้ามหัว เชสนี่ ทว่านายด่านม้าลายยังไหวตัวทันถอยไปรับไว้ไม่มีปัญหา

    ช่วงทดเจ็บเจ้าถิ่นกดดันได้ดี นาที 45 โรดริโก้ เบนตันกูร์ ไปเสียบใส่ มิโกล่า ชาปาเรนโก้ หน้ากรอบเขตโทษจนโดนใบเหลือง ก่อนที่  วิคตอร์ ซิกันคอฟ จะซัดฟรีคิกทะลุกำแพงแต่ยังดีไปตรงตัวเข้ามือ วอยเชียค เซสนี่

    จบครึ่งแรกยังทำอะไรกันไม่ได้ เสมอกัน 0-0

    ครึ่งหลัง เริ่มมาได้แค่นาที 46 "ม้าลาย" ได้ประตูขึ้นนำ 1-0 ทันทีจากจังหวะขึ้นเกมทาง เฟเดริโก้ เคียซ่า ปาดมาเสาแรกให้ แรมซี่ย์ ไขว้คืนหลังถึง เดยัน คูลูเซฟสกี้ วิ่งมาอัดเต็มแรงเสาแรก แม้ว่า จอร์จี้ บุชชาน จะพุ่งปัดแต่ไปเข้าทางปืน อัลบาโร่ โมราต้า ที่ยืนตำแหน่งไม่ล้ำหน้าซ้ำเข้าไปไม่เหลือ

    นาที 56 ยูเวนตุส เปลี่ยนคนที่สองส่ง เปาโล ดีบาล่า ลงมาเล่นแทน เดยัน คูลูเซฟสกี้
   
    โอกาสส่องหนแรกของ ดีบาล่า ต้องรอถึง นาที 72 หลัง ฮวน กวาดราโด้ ครอสบอลมาให้ ทว่าหัวหอกชาวอาร์เจนไตน์ดันซัดเหินโด่งข้ามคานไปหมดลุ้น

    นาที 72 เจ้าถิ่นมีลุ้นตีเสมอเช่นกัน เซอร์เก ซิดอร์ชุค ตะบันเต็มแรงนอกกรอบบอลพุ่งแบบได้เสียวแต่ยังไปตรงตัว วอยเชียค เซสนี่

    นาที 83 เจ้าบ้านเมื่อทวงสกอร์คืนไม่ได้ กลายมาโดนเม็ดที่สอง หลังเจอทีเด็ดของ "ม้าลาย" สวนเกมขึ้นมา อาเดรียง ราบิโอต์ แทงออกขวาให้ ฮวน กวาดราโด้ ครอสบอลเร็วไปหน้ากรอบให้ อัลบาโร่ โมราต้า โฉบมาโหม่งบอลเข้าไปง่ายๆ เป็นประตูที่สองในเกมนี้ ช่วยให้ ยูเวนตุส นำห่าง 2-0

    ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติม จนผู้ตัดสินชาวโรมาเนีย เป่าจบเกมเป็นอันว่า ยูเวนตุส บุกมาคว้าชัยเหนือ ดินาโม เคียฟ 2-0 ซิวสามแต้มประเดิมนัดแรก รอบแบ่งกลุ่ม ได้สำเร็จ

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

    ดินาโม เคียฟ (4-3-3) : จอร์จี้ บุชชาน – โทมัส เคดซิโอร่า, อิลีย่า ซาบาร์นี่, วิตาลี มิโคเลนโก้, โอเล็กซานเดอร์ คาราวาเยฟ (เดนิส โปปอฟ น.70) – วิตาลี บูยัลสกี้, เซอร์เก ซิดอร์ชุค, มิโกล่า ชาปาเรนโก้ – วิคตอร์ ซิกันคอฟ (เบนจามิน เวอร์บิช น.71), วลาดิสลาฟ ซูเพรียก้า, การ์ลอส เด เปนญ่า (เกอร์สัน โรดริเกซ น.60)

    เทรนเนอร์ : มีร์เชีย ลูเชสคู

    ยูเวนตุส (3-4-1-2) : วอยเชียค เซสนี่ – ดานีโล่, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่, จอร์โจ้ คิเอลลินี่ (เมริห์ เดมิรัล น.19) – ฮวน กวาดราโด้, โรดริโก้ เบนตันกูร์ (อาร์ตูร์ เมโล่ น.79), อาเดรียง ราบิโอต์, เฟเดริโก้ เคียซ่า – อารอน แรมซี่ย์ (เฟเดริโก้ แบร์นาร์เดสคี่น.79) – เดยัน คูลูเซฟสกี้ (เปาโล ดีบาล่า น.56), อัลบาโร่ โมราต้า

    เทรนเนอร์ : อันเดรีย ปีร์โล่

    ผู้ตัดสิน : โอวิดิอู ฮาเตกัน (โรมาเนีย)

 

งูใหญ่ระส่ำ! อินเตอร์ยันอเล็กซิสเจ็บกล้ามเนื้อจากเกมเจ๊ากลัดบัค

อินเตอร์ มิลาน ได้รับข่าวร้ายเพิ่มเติมเมื่อ อเล็กซิส ซานเชซ มีอาการบาดเจ็บจากเกมที่ "งูใหญ่" เปิดรังเสมอ โบรุสเซีย มึนเช่น กลัดบัค 2-2 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มบี แต่ไม่ได้มีการระบุว่าต้องพักนานเท่าไหร่

อินเตอร์ มิลาน ประกาศยืนยันว่า อเล็กซิส ซานเชซ กองหน้าทีมชาติชิลี มีอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาระหว่างเกมที่ "งูใหญ่" เปิดรังเสมอ โบรุสเซีย มึนเช่น กลัดบัค 2-2 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มบี เมื่อคืนวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา

เกมดังกล่าวดาวเตะวัย 31 ปี ถูกส่งลงเล่นเป็นตัวจริง แต่มีอาการบาดเจ็บจนเล่นต่อไม่ไหว และโดนเปลี่ยนตัวออกไปในช่วงพักครึ่งแล้วเป็น เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ที่ถูกส่งลงเล่นแทน

กระทั่งล่าสุดมีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากสโมสรแล้วว่า อเล็กซิส มีอาการเจ็บบริเวณกล้ามเนื้อ โดยระบุว่า "อเล็กซิส ต้องถูกเปลี่ยนตัวในช่วงพักครึ่งคืนนี้เนื่องจากเขามีปัญหาบาดเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาด้านขวา"

ทั้งนี้ อินเตอร์ กำลังประสบปัญหาขาดแคลนนักเตะตัวหลักหลายรายที่ติดเชื้อโควิด-19 ทั้ง อัชราฟ ฮาคิมี่, รัดย่า นาอิงโกลัน, อเลสซานโดร บาสโตนี่, มิลาน สคริเนียร์, แอชลี่ย์ ยัง, โรแบร์โต้ กายาร์ดินี่ และ โลนุต ราดู

สำหรับ อเล็กซิส เพิ่งจะย้ายจาก แมนฯ ยูไนเต็ด มาอยู่กับ "งูใหญ่" ด้วยสัญญาถาวรเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา หลังจากทำผลงานได้น่าประทับใจระหว่างยืมตัวในซีซั่น 2019/20 และทำผลงานได้ดีพอตัวด้วยการทำไป 4 ประตู กับ 8 แอสซิสต์ จากการลงเล่นในลีก 22 นัด

แฟนแมนยูอยากเห็น “ตวนเซเบ้” ลงตัวจริงเหนือแม็กไกวร์

ผลสำรวจระบุชัดเจนถึง 83 เปอร์เซนต์จากสาวก "เร้ด อาร์มี่" เกือบ 4,000 คน ที่ต้องการเห็น อั๊กเซล ตวนเซเบ้ ลงเล่นตัวจริงเหนือ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ในเกมดวล เชลซี วันเสาร์นี้ แต่ก็มีบางส่วนมองว่าอยากให้ทั้งคู่ทำหน้าที่พร้อมกันไปเลย
               แฟนบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คาดหวังอยากเห็น อั๊กเซล ตวนเซเบ้ ปราการหลังอนาคตไกล ลงเล่นตัวจริงมากกว่า แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เซนเตอร์แบ็กกัปตันทีม ในเกมบิ๊กแมตช์ปะทะ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคมนี้

              แนวรับวัย 22 ปี มีโอกาสได้ลงสนามเกมแรกในรอบ 10 เดือนเกมเยือน ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา และทำผลงานได้อย่างโดดเด่นโดยสามารถรับมือกับ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ และ เนย์มาร์ อยู่หมัด จนทำให้ทีมบุกชนะ "เปแอสเช" 2-1

              สำหรับตอนนี้สาวก "เร้ด อาร์มี่" มองว่า โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม น่าจะลองให้โอกาส ตวนเซเบ้ ลงตัวจริงมากกว่า แม็กไกวร์ ซึ่งทำประตูได้ในเกมไล่ถลุง นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 4-1 เกมลีกเมื่อสุดสัปดาห์ก่อน ในแมตช์ที่สำคัญมากๆ ในการดวลกับ เชลซี

              ผลการสำรวจจากแฟนบอลเกือบ 4,000 คนมีถึง 83 เปอร์เซนต์ ที่เชื่อมั่นว่า ตวนเซเบ้ ซึ่งคว้ารางวัลแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในเกมที่กรุงปารีส สมควรที่จะได้ลงสนามเป็นตัวจริงเหนือ แม็กไกวร์ อย่างไรก็ตามมีแฟนบอลบางส่วนที่มองว่าหากเป็นไปได้ก็อยากเห็นทั้งคู่ลงสนามพร้อมกัน

ระดับโลกทั้งนั้น! “เดอะ ซัน”จัดทีม11แข้งฟรีเอเยนต์ซัมเมอร์ปีหน้า

อย่างที่รู้ๆ กันว่า ฤดูกาลนี้มีนักเตะชื่อดังหลายคนกำลังอยู่ในสัญญาปีสุดท้ายกับต้นสังกัด ดังนั้นเท่ากับว่า ช่วงซัมเมอร์ปีหน้าเราอาจจะได้เห็นการโยกย้ายทีมแบบไร้ค่าตัวที่น่าสนใจหลายดีล ซึ่งมันอาจจะเกิดขึ้นกับนักเตะระดับโลกอย่าง ลิโอเนล เมสซี่, ปอล ป็อกบา รวมถึง เซร์คิโอ รามอส ด้วย และล่าสุดทาง เดอะ ซัน สื่อดังของอังกฤษ ก็ได้มีการจัดทีม 11 แข้งดังที่กำลังจะหมดสัญญากับต้นสังกัดหลังจบฤดูกาลนี้
– ผู้รักษาประตู : จานลุยจิ ดอนนารุมม่า (เอซี มิลาน)

        เชื่อเหลือเกินว่า นี่คือนายทวารที่หลายสโมสรกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด ซึ่งมันก็อาจจะถึงเวลาแล้วเช่นกัน ที่เจ้าตัวอาจจะเลือกออกไปหาความท้าทายใหม่ๆ หลังอยู่เฝ้าเสาให้ "ปีศาจแดง-ดำ" มาตั้งแต่ปี 2015

– แบ็กซ้าย : เอริค การ์เซีย (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

         แน่นอนว่า ตำแหน่งถนัดของเขาคือปราการหลังตัวกลาง แต่กับทีมชุดนี้ การ์เซีย จำเป็นต้องถูกจับไปอยู่แบ็กขวา ซึ่งก็อย่างที่รู้ๆ กันว่า บาร์เซโลน่า หวังกระชากเจ้าตัวออกจากถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม ตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์นี้แล้ว แต่ทำไม่สำเร็จ กระนั้น บาร์ซ่า ก็คงจะหวังซิว ปราการหลังเลือดกระทิงดุวัย 19 ปี กลับรัง คัมป์ นู แบบฟรีๆ ในช่วงซัมเมอร์ปีหน้า

– เซนเตอร์แบ็ก : เซร์คิโอ รามอส (เรอัล มาดริด)

        รามอส อยู่โยงรับใช้ทัพ "ราชันชุดขาว" มาตั้งแต่ปี 2005 แถมประสบความสำเร็จคว้าแชมป์อย่างมากมาย จนกลายเป็นตำนานของสโมสรเรียบร้อย แต่ด้วยสัญญาที่เหลืออีกแค่ปีเดียว บางทีนี่อาจจะเป็นสัญญาฉบับสุดท้ายของ ยอดปราการหลังวัย 34 ปี ในถิ่น ซานติอาโก เบร์นาเบว ก็เป็นได้

– เซนเตอร์แบ็ก : เยโรม บัวเต็ง (บาเยิร์น มิวนิค)

        ปราการหลังดีกรีแชมป์โลกวัย 32 ปี น่าจะเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นที่น่าสนใจในตลาดฟรีเอเจนต์ช่วงหน้าร้อนปีหน้า หลังประสบความสำเร็จจนอิ่ม นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทัพ "เสือใต้" เมื่อปี 2011 กระนั้นเมื่อเร็วๆ นี้เจ้าตัวเปรยๆ ว่า ไม่ปิดโอกาสเรื่องเซ็นสัญญาฉบับใหม่กับ บาเยิร์น เช่นกัน

– แบ็กซ้าย : ดาวิด อลาบา (บาเยิร์น มิวนิค)

        เป็นอีกหนึ่งแข้งดังจากค่าย "เสือใต้" ซึ่งมีข่าวเกี่ยวโยงกับเรื่องย้ายทีมมาตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์นี้แล้ว และด้วยการที่ อลาบา ไม่มีท่าทีที่จะเซ็นสัญญาฉบับใหม่กับต้นสังกัด เชื่อเหลือเกินว่า เขาจะเป็นอีกหนึ่งแข้งฟรีสุดฮอตในช่วงซัมเมอร์ปีหน้า เพราะกำลังถูกหลายสโมสรระดับท็อปจับตามองอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ยูเวนตุส, บาร์เซโลน่า และ เรอัล มาดริด

– มิดฟิลด์ : ปอล ป็อกบา (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

        มีข่าวเกี่ยวโยงกับ เรอัล มาดริด และ ยูเวนตุส เป็นระยะๆ แต่สุดท้าย ป็อกบา ก็ไม่ได้ย้ายไปไหน ซึ่งถึงแม้เจ้าตัวมีออปชั่นขยายสัญญาค้าแข้งในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ออกไปอีก 12 เดือนหลังจบซีซั่นนี้ แต่มันก็มีความเป็นไปได้ที่ สตาร์ทีมชาติฝรั่งเศสวัย 27 ปี อาจจะเลือกมองหาความท้าทายครั้งใหม่อีกรอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหาก "ปีศาจแดง" ยังคงไร้ความสำเร็จในฤดูกาลนี้

– มิดฟิลด์ : จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม (ลิเวอร์พูล)

        เป็นหนึ่งในแข้งกำลังสำคัญแดนกลางของ "หงส์แดง" มาตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงสองซีซั่นหลังสุด ที่ช่วยทีมสอยแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ต่อด้วย พรีเมียร์ลีก แต่การย้ายเข้ามาของ ติอาโก้ อัลกันตาน่า ทำให้ ไวจ์นัลดุม อาจจะพิจารณาถึงเรื่องอนาคตของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการที่เหลือสัญญาอีกแค่ปีเดียว และแน่นอนว่า ไวจ์นัลดุม คือนักเตะที่กุนซือ โรนัลด์ คูมัน อยากดึงไปร่วมงานด้วยที่ บาร์เซโลน่า

– มิดฟิลด์ : เมซุต โอซิล (อาร์เซน่อล)

        โอซิล ดูเหมือนหมดอนาคตที่ เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม มาตั้งนานแล้ว และก็เชื่อกันว่า ตอนนี้ "ไอ้ปืนใหญ่" กำลังหาทางเขี่ยเจ้าตัวออกจากทีมอยู่ เพราะนอกจากไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมของกุนซือ มิเกล อาร์เตต้า แล้ว ยังดูดเงินจากสโมสรสัปดาห์ละ 350,000 ปอนด์ (ประมาณ 14.35 ล้านบาท) อีกด้วย บางที โอซิล อาจจะกลายเป็นแข้งฟรีเอเจนต์โดยที่ไม่ต้องรอจนถึงซัมเมอร์ปีหน้าก็ได้

–  ปีกขวา : ลิโอเนล เมสซี่ (บาร์เซโลน่า)

        ทุกคนทราบดีว่า เมสซี่ เกือบจะชิ่ง บาร์ซ่า ตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์นี้แล้ว แต่สุดท้ายเจ้าตัวจำยอมเลือกอยู่ช่วยทีมต่อ เพราะไม่อยากหักดิบกับต้นสังกัดที่ตัวเองรัก แต่นั่นก็คงเป็นแค่การขยายเวลาย้ายทีมออกไปเท่านั้น เพราะเมื่อสัญญากับ บาร์เซโลน่า หมดอายุลงในช่วงซัมเมอร์ปีหน้า เมสซี่ ก็คงเลือกที่จะไป และแน่นอนว่า สโมสรเงินถุงเงินถังอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง พร้อมเปิดศึกชิงตัวด้วยข้อเสนอเงินค่าจ้างสุดงาม

– ปีกซ้าย : เมมฟิส เดอปาย (โอลิมปิก ลียง)

        เจ้าตัวผิดหวังอย่างมากที่อดย้ายไป บาร์เซโลน่า ในช่วงซัมเมอร์นี้ แต่มันก็ยังคงมีโอกาสดีอยู่ เพราะปัจจุบันเหลือสัญญากับ ลียง อีกแค่ปีเดียว แต่ดูจากสถานการณ์แล้ว ลียง คงอยากจะทำเงินเข้าสโมสรมากกว่าเสียไปแบบฟรีๆ ด้วยการชิงขายเจ้าตัวให้ บาร์ซ่า ในช่วงตลาดนักเตะรอบสองเดือนมกราคมนี้เลย เพราะใจของ เดอปาย ลอยไปที่ คัมป์ นู ตั้งนานแล้ว

– กองหน้าตัวเป้า : เซร์คิโอ อเกวโร่ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

        นี่คือดาวยิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก หลังกระทุ้งประตูให้ แมนฯ ซิตี้ ไปแล้วถึง 254 ลูก นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับทีมเมื่อ 9 ปีก่อน และถ้าหากไม่มีการต่อสัญญาเกิดขึ้นภายในฤดูกาลนี้ แน่นอนว่า "เอล กุน" จะเป็นอีกหนึ่งแข้งฟรีเอเจนต์ที่เนื้อหอมมากๆ ในช่วงหน้าร้อนปีหน้า

    *ทีมฟรีเอเจนต์ชุดสอง* : แจ็ค บัตแลนด์ (สโต๊ค ซิตี้), วิลลี่ โบลี่ (วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส), จอนนี่ อีแวนส์ (เลสเตอร์ ซิตี้), ชโคดราน มุสตาฟี่ (อาร์เซน่อล), มิชาอิล อันโตนิโอ (เวสต์แฮม ยูไนเต็ด), ลูก้า โมดริช (เรอัล มาดริด), ยูเลียน ดรักซ์เลอร์ (ปารีส แซงต์-แชร์กแมง), แดนนี่ โรส (ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์), อังเคล ดิ มาเรีย (ปารีส แซงต์-แชร์กแมง), อาร์คาดิอุสซ์ มิลิค (นาโปลี), ดีเอโก้ คอสต้า (แอตเลติโก มาดริด)

 

เล่นดีขนาดนี้!โซลชาโวแมนยูสมควรโค่นเปแอสเช

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ลั่น "ปีศาจแดง" คู่ควรกับชัยชนะ หลังบุกสอย ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ถึงบ้าน 2-1 พร้อมชูสองแข้งที่ฟอร์มแจ่มมากๆ ในเกมนี้
     โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เชื่อว่า ทีมตนเล่นได้ดีมากๆ และสมควรเป็นฝ่ายได้ชัยชนะแล้ว หลังจากที่ทัพ "ปีศาจแดง" บุกไปพิชิต ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ยอดทีมเมืองน้ำหอม 2-1 ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอช นัดแรก เมื่อวันอังคารที่ 20 ตุลาคม ที่ผ่านมา

     แม้ก่อนเกมถูกมองเป็นรอง แต่ แมนฯ ยูไนเต็ด สามารถทำประตูขึ้นนำก่อน 1-0 จากการสังหารลูกจุดโทษเข้าไปของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส (ยิงพลาดครั้งแรก แต่ผู้ตัดสินให้ยิงรอบสอง เพราะ เกย์ลอร์ นาวาส นายทวาร เปแอสเช กระโดดออกมานอกเส้นก่อน)

     อย่างไรก็ตาม นาทีที่ 55 เปแอสเช ตามตีเสมอได้จากการโหม่งเข้าประตูตัวเองของ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ซึ่งเกมทำท่าจะจบลงด้วยการแบ่งคะแนนกันไป แต่นาทีที่ 87 "ปีศาจแดง" มาได้ประตูชัย 2-1 จากการยิงสุดเฉียบของ มาร์คัส แรชฟอร์ด

     "มันให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากครั้งก่อนที่เรามาคว้าชัยชนะที่นี่ (แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 3-1 ในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้าย เลกสอง เมื่อซีซั่น 2018/19) เพราะเกมนี้คือเกมนัดแรกของรองแบ่งกลุ่ม แต่เราก็ยังสามารถเอาชนะทีมที่ยอดเยี่ยมมากๆ ได้"

     "ครั้งก่อนเป็นเกมรอบน็อกเอาต์ และมันเป็นชัยชนะที่สะใจมาก ส่วนครั้งนี้จืดๆ ไปหน่อย เพราะไม่มีแฟนบอล แต่มันก็ยังเป็นชัยชนะที่ยอดเยี่ยม ซึ่งเราก็คู่ควรแล้วกับชัยชนะครั้งนี้ เมื่อคุณออกมาเจอกับทีมที่มีนักเตะอย่าง เนย์มาร์ และ (คีลิยัน) เอ็มบัปเป้ คุณจำเป็นต้องเล่นเกมรับให้ดี และผู้รักษาประตูของคุณก็ต้องเซฟเยอะด้วย"

     "อักเซล ตวนเซเบ้ เป็นกองหลังที่เก่งมากๆ และนี่คือการลงเล่นครั้งแรกของเขาในรอบ 10 เดือน ซึ่งถือเป็นการทดสอบคุณภาพของเขาได้เป็นอย่างดี ส่วน บรูโน่ ยิงจุดโทษพลาดมาสองเกมติด (รวมถึงเกมลีกที่บุกต้อน นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 4-1 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา) แต่เขาก็ยังมุ่งมั่นที่จะรับหน้าที่เป็นคนยิงต่อ ซึ่งมันเป็นการแสดงให้เห็นถึงสมาธิและแคแรคเตอร์ที่สุดยอดของเขา" โซลชา เปิดใจหลังเกม

แรชฟอร์ดซัดชัย! แมนยูบุกเชือดปารีสหวิว-บรูโน่กดโทษ เตลลิสประเดิม

"ผีแดง" งัดฟอร์มเฉียบหลังบุกไปเอาชนะเจ้าถิ่น ปารีส แซงต์-แชร์กแมง หวุดหวิด 2-1 เกมนี้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ยิงจุดโทษขึ้นนำทว่า อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล มาโขกเข้าประตูตัวเอง ก่อนที่ช่วงท้ายเกม มาร์คัส แรชฟอร์ด จะเป็นฮีโร่ยิงประตูชัยให้ แมนฯยูไนเต็ด บุกมาคว้าสามแต้ม ประเดิมนัดแรก ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา
สนาม : ปาร์ก เดส์ แพร็งซ์

    ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม เมื่อคืนวันอังคารที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา เป็นการแข่งขัน นัดแรกของกลุ่ม เอช ระหว่าง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เปิดรังพบ แมนฯยูไนเต็ด

    โธมัส ทูเคิ่ล ส่งสามแนวรุกอย่าง อังเคล ดิ มาเรีย, คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ และ เนย์มาร์ ล่าตาข่าย ขณะที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา บอสใหญ่ "ผีแดง" ใช้ระบบ 3-4-1-2 อเล็กซ์ เตลลิส ประเดิมนัดแรกด้วยการยืนวิงซ้าย โดยใช้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ปั้นเกมให้มาร์คัส แรชฟอร์ด และ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล
   
    เริ่มเกมมา นาที 12 เจ้าบ้าน เปแอสเช เกือบชิงขึ้นนำไปก่อน จากจังหวะที่ อังเคล ดิ มาเรีย ลากตัดจากขวาเข้ากลางมาปั่นด้วยซ้าย แต่บอลยังไม่ผ่านมือ ดาบิด เด เคอา ที่พุ่งปัดออกไปได้

    ไม่ถึงนาทีถัดมา "ผีแดง" เกือบเสียท่าอีกหลังบอลครอสมาในกรอบ 6 หลา เลย์วิน คูร์ซาว่า พุ่งเข้าชาร์จแต่บอลยังไปติดตัว เด เคอา ก่อนพุ่งตะครุบไว้ได้ทัน

    ทว่าโอกาสลุ้นครั้งแรกของ "ผีแดง" นาที 20 มาได้ลูกที่จุดโทษทันที หลัง ลุค ชอว์ แทงบอลให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล พลิกบอลแต่โดน อับดู ดิยัลโล่ พุ่งมาอัดจนล้ม เชิ้ตดำชาวสเปนเป่าเป็นจุดโทษทันที ทว่า บรูโน่ แฟร์นันด์ส ยิงไม่ดีไปติดเซฟของ เกย์ลอร์ นาวาส กระนั้นไลน์แมนและ VAR ให้สัญญาณว่า นาวาส ออกมาจากเส้นก่อนทำให้ต้องยิงใหม่ และคราวนี้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ยิงไม่พลาดซัดไปทางขวามือตัวเองเข้าไปให้ "ปีศาจแดง" บุกนำ 1-0 ในนาที 23

    นาที 32 เจ้าบ้านกดดันอย่างหนัก บอลขึ้นทาง เนย์มาร์ ครอสเข้าไปในกรอบ 6 หลาอย่างน่ากลัว บอลตกพื้นจะถึง เอ็มบั๊ปเป้ แต่ยังดีที่ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ พุ่งมาสกัดได้ทันหวุดหวิด

    นาที 39 ทีมเยือนเกือบได้เม็ดที่สองนำห่าง อเล็กซ์ เตลลิส ไหลเข้ากลางให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ซัดด้วยขวานอกกรอบ ทว่า เกย์ลอร์ นาวาส  นายด่านปารีสฯยังไวพุ่งปัดออกหลังหวุดหวิด

    และจากลูกคอนเนอร์ในจังหวะต่อมา อเล็กซ์ เตลลิส เปิดบอลโค้งเข้าไปเสาแรกให้ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ สะบัดโขกเต็มแรงบอลไปชน อับดู ดิยัลโล่ ก่อนบอลเปลี่ยนทางถากเสาแรกไปแบบได้เสียว

    จบครึ่งแรก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ตามหลัง แมนฯยูไนเต็ด 0-1
   
    ครึ่งหลัง ทั้งสองทีมยังไม่มีการเปลี่ยนตัว นาที 46 "ผีแดง" พลาดโอกาสได้ลุ้นเม็ดที่สองอย่างน่าเสียดาย หลัง มาร์คัส แรชฟอร์ด หลุดเข้าไปดวลกับแนวรรับเจ้าถิ่นแต่จังหวะจ่ายบอลขึ้นหน้าทำได้ไม่ดีพอ

    นาที 48 เปแอสเช ได้สวนขึ้นมาและเกือบได้ลุ้นตีเสมอ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ กระชากจากซ้ายหนีทั้ง สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ และวาน บิสซาก้า ก่อนจะตะบันด้วยขวาเต็มแรง บอลพุ่งจน เด เคอา ต้องพุ่งชกออกไป

    นาที 55 เปแอสเช มาไล่ตีเสมอ 1-1 จนได้ จากจังหวะลูกเตะมุมฝั่งซ้าย เนย์มาร์ เปิดไปเสาแรก ทว่า  อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล พยายามโขกสกัดแต่กลายเป็นเช็ดบอลเข้าประตูตัวเองไป

    นาที 67 "ผีแดง" ปรับหมากส่ง ปอล ป็อกบา ลงไปเล่นแทน อเล็กซ์ เตลลิส

    อีกสองนาทีต่อมา แรชฟอร์ด เกือบส่องให้ทีมขึ้นนำอีกครั้ง หลังอัดด้วยขวานอกกรอบแต่บอลยังไปติดเซฟของ นาวาส

    นาที 80  แรชฟอร์ด มีโอกาสอีกครั้ง คราวนี้กดด้วยซ้ายนอกกรอบแต่บอลยังไม่ผ่านมือ เกย์ลอร์ นาวาส

     อีก 3 นาทีถัดมา "เปแอสเช" ได้สวนกลับ เนย์มาร์ ลองกดด้วยขวานอกกรอบเต็มแรงบอลพุ่งจน ดาบิด เด เคอา ต้องทุบออกไป

    นาที 87 "ผีแดง" มาเฮกันลั่นหลังแซงขึ้นนำ 2-1 อีกครั้ง จากจังหวะที่ ปอล ป็อกบา ไหลบอลออกขวาให้ มาร์คัส แรชฟอร์ด พลิกตัวหนี ดานิโล่ ก่อนตะบันด้วยขวาหนีมือ นาวาส ส่งบอลเสียบเสาไกลอย่างเฉียบขาด

    จบเกม  ปารีส แซงต์-แชร์กแมง แพ้คาบ้านให้ แมนฯยูไนเต็ด 1-2 ส่งให้ "ผีแดง" คว้าสามแต้มแรกประเดิมสนามนัดแรกสำเร็จ

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

         ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (4-3-3) : เกย์ลอร์ นาวาส – อเลสซานโดร ฟลอเรนซี่, อับดู ดิยัลโล่, เพรสแนล คิมเพมเบ้, เลย์วิน คูร์ซาว่า  – อันเดร์ เอร์เรร่า, อิดริสซ่า กาน่า เกย, ดานิโล่ เปเรยร่า – อังเคล ดิ มาเรีย, คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้, เนย์มาร์

         ผู้จัดการทีม : โธมัส ทูเคิ่ล

         แมนฯยูไนเต็ด (3-4-1-2) : ดาบิด เด เคอา – อั๊กเซล ตวนเซเบ้, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, ลุค ชอว์ – อารอน วาน-บิสซาก้า, สกอตต์ แม็คโทมิเนย์, เฟร็ด, อเล็กซ์ เตลลิส – บรูโน่ แฟร์นันด์ส – มาร์คัส แรชฟอร์ด, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

         ผู้จัดการทีม : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

         ผู้ตัดสิน : อันโตนิโอ มาเตว ลาโอซ (สเปน)

จอมพลังโรเบิร์ตสัน ! ผ่า 5 ข้อ ลิเวอร์พูล เปิดหัวเบาๆ บุกเฉือน อาแจ็กซ์

เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมันของ ลิเวอร์พูล คงเห็นแนวทางในการแก้ปัญหาเซนเตอร์แบ็กหลัง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ต้องพักยาวจากอาการเจ็บเข่า เพราะตอนนี้ "หงส์แดง" มี ฟาบินโญ่ ที่สามารถทำหน้าที่นี้ได้อย่างดีไม่มีที่ติ ในเกมล่าสุดที่บุกชนะ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม 1-0 ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม ดี เมื่อวันพุธที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา
    ฟาบินโญ่ แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาเป็นนักเตะสารพัดประโยชน์ที่สามารถทำผลงานในตำแหน่งกองกลางได้ดี และยังเล่นเป็นกองหลังได้อย่างสุขุม โดยในเกมเยือน อาแจ็กซ์ นั้น ดาวเตะชาวบราซิเลียน จับคู่กับ โจ โกเมซ ได้อย่างโดดเด่น และจัดการเกมรุกของเจ้าบ้านได้ดีเยี่ยม ที่สำคัญยังมีชอตเด็ดเคลียร์บอลจากเส้นประตูช่วงท้ายครึ่งแรก ซึ่งถือเป็นชอตไฮไลท์ของเจ้าตัวเลยทีเดียว

    ในขณะเดียวกัน แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ดูเหมือนจะกลายเป็นนักเตะที่ คล็อปป์ ฝากผีฝากไข้ได้ในการทำหน้าที่เติมเกมบุกให้กับทีม เพราะ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แทบจะไม่มีบทบาทในการวิ่งขึ้นไปกดดันแนวรับอาแจ็กซ์ ขณะเดียวกัน ดาวเตะเลือดวิสกี้ ยังเล่นเกมรับได้ดี และสามารถวิ่งขึ้นลงได้แบบไม่มีหมดพลัง จนทำให้หลายคนสงสัยว่าเจ้าตัวมีเคล็ดลับอะไรที่ได้ฟิตเปรี๊ยะขนาดนี้

    สำหรับ อาเดรียน แมตช์นี้ถือว่าเป็นบทพิสูจน์ความสามารถของเขา แม้ว่าในช่วงต้นเกมจะมีจังหวะไม่เข้าใจกับ โกเมซ แต่ที่เหลือ นายด่านชาวสแปนิช ทำผลงานได้ดีเยี่ยม มีจังหวะการเซฟสวยๆ หลายคน ต้องยอมรับว่า คล็อปป์ ใจเด็ดมากๆ ที่กล้าใช้งานเขา และสิ่งนี้คือรางวัลที่นักเตะตอบแทนให้กับเจ้านายได้ดีเยี่ยม

1.  อาเดรียน ยังพอไว้วางใจได้บ้าง

    หลายคนอาจจะยังคลางแคลงใจในฝีมือของ อาเดรียน แต่ในเมื่อทีมไม่มี อลีสซง เบ็คเกอร์ ฉะนั้น คล็อปป์ จึงไม่มีทางเลือกที่จะไว้วางใจ นายทวารชาวสแปนิช ให้ทำหน้าที่เป็นมือ 1 แม้ว่าเขาจะทำผลงานไม่ค่อยน่าประทับใจโดยเฉพาะการพลาดจังหวะง่ายๆ หลายครั้งก็ตาม

    อย่างไรก็ตามในเกมเยือน อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม เจ้าตัวทำผลงานที่ทำให้การตัดสินใจของ คล็อปป์ ถูกต้อง เมื่อโชว์จังหวะการป้องกันประตูได้หลายครั้ง โดยเฉพาะในครึ่งแรกที่เซฟระยะเผาขนจากการยิงของ ควินซี่ โพรเมส ได้อย่างน่าอัศจรรย์ นอกจากนี้ยังมีจังหวะป้องกันประตูจากการยิงของ โพรเมส เจ้าเดิม ในนาทที่ 58

    ขณะเดียวกัน อาเดรียน ยังมีจังหวะในการออกมาตัดบอลได้อย่างแม่นยำ ทำให้แนวรับของ "หงส์แดง" ไม่รู้สึกกดดัน อย่างไรก็ตามในช่วงต้นเกมอาจจะมีจังหวะหวาดเสียวที่ไม่เข้าใจกับ โจ โกเมซ จนเกือบเป็นต้นเหตุให้เสียประตู รวมไปถึงการจับบอลที่ไม่ค่อยนิ่ง นอกเหนือจากนั้นฟอร์มโดยรวมของเขาก็ถือว่าน่าประทับใจ

    สำหรับผลงานในแมตช์นี้ยังแสดงให้เห็นว่า อาเดรียน เป็นนักฟุตบอลที่มีจิตใจที่ค่อนข้างนิ่ง ไม่มีอาการประหม่า แม้ว่าเขาจะโดนเสียงวิจารณ์เยอะก็ตาม แต่ผลงานในเกมนี้ที่สามารถเก็บคลีนชีตได้ น่าจะเป็นการสร้างความมั่นใจในการเฝ้าเสาให้กับเจ้าตัว และเพื่อนร่วมทีมมากยิ่งขึ้น
   
2. ฟาบินโญ่-โกเมส คู่ขวัญเซนเตอร์แบ็ก

    การที่ "หงส์แดง" ไม่มี เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ อีกหลายเดือนเนื่องจากนักเตะต้องเข้ารับการผ่าตัดเอ็นไขว้หัวเข่า ทำให้สาวก "เดอะ ค็อป" หวั่นไหวอย่างมาก เพราะเซนเตอร์แบ็กอาชีพที่มีประสบการณ์เหลือแค่ โจ โกเมซ กับ โฌแอล มาติป เท่านั้น ซึ่งทั้งสองคนฟอร์มก็ออกแนวผีเข้าผีออกไว้วางใจไม่ได้มากนัก

    อย่างไรก็ตาม คล็อปป์ ยังพอมีออปชั่นพิเศษในตำแหน่งกองหลัง นั่นก็คือการจับ ฟาบินโญ่ ลงมาทำหน้าที่เซนเตอร์แบ็กชั่วคราว และเจ้าตัวก็ทำได้ดีไม่มีที่ติ โดยคอยคุมเกมรับได้อย่างเหนียวแน่น แถมยังมีจังหวะในการตัดบอลและเล่นสวนกลับเร็วจนทำให้ "หงส์แดง" กดดันเกมรับเจ้าบ้านได้ตลอด

    นอกจากนี้ ดาวเตะชาวบราซิเลียน ยังมีชอตแห่งชีวิตที่ทำให้ ลิเวอร์พูล รอดจากการเสียประตูไปได้อย่างเหลือเชื่อ โดยเกิดขึ้นในนาทีที่ 44 เมื่อ ดูซาน ทาดิช หลุดเข้าไปกระดกบอลข้ามหัว อาเดรียน แต่ ฟาบินโญ่ วิ่งมาเตะบอลออกจากเส้นประตูได้อย่างหวุดหวิด ขณะเดียวกันเขามักจะยืนถูกที่ถูกเวลา และยังมีจังหวะที่ขึ้นไปโหม่งลุ้นทำประตูตอนเตะมุมด้วย

    ขณะที่ โจ โกเมซ ก็เล่นได้โดดเด่นเช่นกัน หากไม่นับจังหวะต้นเกมที่ไม่เข้าใจกับ อาเดรียน นอกเหนือจากนั้นเขาสามารถคุมพื้นที่กองหลังได้ดีเยี่ยม แทบไม่มีจังหวะพลาดไม่เห็น ขณะที่ลูกกลางอากาศก็เก็บกินเรียบวุธ ฉะนั้น คล็อปป์ น่าจะพอฝากความหวังเอาไว้กับ กองหลังทีมชาติอังกฤษ ในการเป็นตัวตายตัวแทนของ ฟาน ไดค์

     ฉะนั้นมีความเป็นได้สูงที่ กุนซือชาวด๊อยท์ช จะตัดสินใจใช้งาน ฟาบินโญ่ ยืนคู่กับ โกเมซ ในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กอีกแมตช์ในเกมลีกพบ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ที่สำคัญสำหรับ ดาวเตะเลือดแซมบ้า อาจมีความเป็นได้ที่เขาจะได้ยืนกองหลังไปอีกหลายเกม เพราะผลงานที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเจ้าตัวทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมจริงๆ

3. ไวจ์นัลดุม ผู้ปิดทองหลังพระ

    หนึ่งในนักเตะที่มักจะทำผลงานได้ดีเยี่ยม แต่ไม่ค่อยได้รับคำชมมากนักนั่นก็คือ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม เพราะหลายๆ แมตช์ที่เขาลงสนามคอยทำหน้าที่ในแดนกลาง เจ้าตัวเล่นได้ดี มีความคงเส้นคงวา และยังสามารถเชื่อมเกมจากรับเป็นรุกได้อย่างดีไม่มีที่ติ

    ฟอร์มในสนามโยฮัน ครัฟฟ์ อารีน่า ของ ไวจ์นัลดุม ถือว่าน่าสนใจมากๆ เพราะนักเตะต้องคุมเกมอย่างหนักในแผงมิดฟิลด์ และจัดการกับเกมแดนกลางของ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ได้อยู่หมัด ในขณะเดียวกันก็ยังคอยคุมจังหวะเกมเพื่อสร้างโอกาสให้กับทีมในช่วงที่เปิดเกมบุก

    โดยเฉพาะในช่วงท้ายครึ่งหลัง ไวจ์นัลดุม มีโอกาสปั้นเกมให้กับทีมได้อย่างต่อเนื่อง และทำให้ "หงส์แดง" เกือบได้ประตูที่สองหลายครั้ง แถมยังคอยตัดบอลในแดนกลางจังหวะที่ อาแจ็กซ์ พยายามจะเติมเกมบุกสวนกลับ ซึ่งทำให้เจ้าบ้านต้องเสียจังหวะหลายครั้ง

    สำหรับตอนนี้แฟนบอล "เดอะ เร้ดส์" คงอยากสะกิด คล็อปป์ ให้รีบเปิดการเจรจาขยายสัญญาฉบับใหม่กับ ไวจ์นัลดุม เป็นการด่วน เพราะการที่ทีมมี ดาวเตะทีมชาติฮอลแลนด์ ลงสนาม จะช่วยทำให้แผงมิดฟิลด์มีความสมดุลมากยิ่งขึ้น ยิ่งถ้าได้จับคู่กับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ยิ่งทำให้แดนกลางแข็งแกร่งมาขึ้นเป็นทวีคูณ
 
4. สามประสามสำรองทดแทน "หินเหล็กไฟ"

    หลายคนอาจจะรู้สึกกังวลใจว่า คล็อปป์ ใช้งาน ซาดิโอ มาเน่, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ มากเกินไปจนอาจส่งผลต่อสภาพร่างกายได้ แต่สำหรับในฤดูกาลนี้ "หงส์แดง" มีขุมกำลังสำรองในเกมรุกที่สามารถลงมาทดแทนทั้ง 3 คน และประสิทธิภาพก็ไม่ลดทอนลงไปด้วย

    สามประสาน "เอสเอ็มเอฟ" ลงสนามเป็นตัวจริงมาตลอดในเกมพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ บางแมตช์พวกเขาต้องเล่นจนจบเกม ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีอาการเหนื่อยล้า อย่างไรก็ตามในแมตช์ แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อค่ำคืนวันพุธที่ผ่านมา แสดงให้เห็นแล้วว่าทีมยังมีสามแนวรุกที่พร้อมลงไปทดแทน มาเน่, ฟีร์มีโน่ และ "บังโม" ได้ทันที

    คล็อปป์ ตัดสินใจเปลี่ยนตัวแนวรุก "หินเหล็กไฟ" ออกหลังเกมผ่านไปเกือบชั่วโมง โดยเลือก เซอร์ดาน ชากีรี่, ทาคุมิ มินามิโนะ และ ดีโอโก โชต้า ลงสนามพร้อมกัน โดยพวกเขาเล่นได้ดีเยี่ยมสามารถไล่กดดันเกมรับของ อาแจ็กซ์ ได้ตลอด โดยเฉพาะการวิ่งเพรสซิ่ง จนทำให้พวกเขาตั้งเกมไม่ได้

    นอกจากนี้ยังมีหลายจังหวะในช่วงท้ายเกมที่ทั้งสามคนพยายามสร้างโอกาสยิงประตู อย่างเช่นจังหวะที่ มินามิโนะ มีโอกาสสับไกลบริเวณกรอบเขตโทษแต่โดน อ็องเดร โอนาน่า นายด่านอาแจ็กซ์ ปัดออกไปได้อย่างหวุดหวิด และยังมีครั้งที่เจ้าตัว ประสานงานกับ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ หลุดเข้าไปในเขตโทษ แต่ยิงไปติดโกลเจ้าบ้านอีกครั้ง

    ในส่วนของ โชต้า ได้แสดงให้เห็นถึงทักษะการเล่น การครองบอลที่เหนียวแน่ และยังมีจังหวะส่งบอลให้ ไวจ์นัลดุม เกือบทำประตูได้ในนาทีที่ 90 สำหรับ ชากีรี่ นอกจากจังหวะที่ส่งบอล ให้ มินามิโนะ ได้ซัดไกลแล้วที่เหลือเจ้าตัวทำผลงานได้ตามมาตรฐาน

    ฉะนั้นหากมองภาพรวมต้องบอกว่าทั้งสามแนวรุกสำรอง พร้อมที่จะลงมาทดแทน มาเน่, ซาล่าห์ และ ฟีร์มีโน่ ได้ในอนาคตอย่างแน่นอน

5. จอมพลังโรเบิร์ตสัน
    ต้องยอมรับว่าแมตช์นี้ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ทำหน้าที่แบ็กซ้ายได้ดีเยี่ยม โดยวิ่งเติมเกมรุกอย่างต่อเนื่อง และยังเล่นเกมรับได้อย่างเหนียวแน่น สวนทางกับ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่เกมนี้แทบไม่มีบทบาทในเกมรุกมากนัก ส่วนเกมรับก็ยังพอประคับประคองตัวเองไปได้

    การมาเยือน อาแจ็กซ์ ต้องบอกว่า "หงส์แดง" เน้นขึ้นเกมรุกทางฝั่งซ้ายแทบตลอดทั้งเกม โดย โรเบิร์ตสัน ไม่ทำให้สาวก "เดอะ ค็อป" ต้องผิดหวัง เพราะเขาสามารถวิ่งทะลุทะลวงเข้าไปในพื้นที่คู่แข่ง และยังมีโอกาสเปิดบอลสร้างความหวาดเสียวในพื้นที่สุดท้ายได้บ่อยๆ

    หนึ่งในจุดเด่นของฟูลแบ็กชาวสกอตติช ก็คือพละกำลังที่มีเหลือเฟือ วิ่งแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จะว่าไปแล้วต้องบอกว่า โรเบิร์ตสัน เป็นนักเตะที่ฟิตมากกว่าเดิมหลายเท่าด้วยซ้ำ โดยตั้งแต่เสียงนกหวีดดังจนกระทั่งเสียงนกหวีดยาวหมดเวลา นักเตะรายนี้วิ่งแบบไม่มีอาการเหนื่อยล้าให้เห็น

    ก่อนหน้านี้จะเห็นว่า โรเบิร์ตสัน กับ "เจ้าหนูเทรนต์" จะค่อยช่วยเหลือกันวิ่งเติมเกมรุกทางริมเส้น แต่สำหรับในเกมล่าสุด แบ็กซ้ายทีมชาติสกอตแลนด์ ต้องรับหน้าที่เติมเกมรุกมากกว่าเดิม และยังต้องคอยทำหน้าที่เล่นลูกตั้งเตะ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่แฟนบอล "เดอะ เร้ดส์" จะยกย่องแข้งเลือดวิสกี้ เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของทีม