สปิริต!มูรินโญ่ชูเวสต์แฮมสู้สุดยอดจนไล่เจ๊าสเปอร์ส

ยอมเลย… โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ยกเครดิตให้คู่แข่ง หลังทีมออกนำ 3-0 แต่สุดท้ายโดน เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ไล่เจ๊า 3-3 ระบุงานนี้ต้องเคลียร์กับบรรดาแข้ง "ไก่เดือยทอง" กันแบบภายใน 

โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีม ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ กล่าวชื่นชม เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ที่สู้ได้อย่างสุดยอด และสามารถกลับมาได้ทั้งที่มีสกอร์ตามหลัง 0-3 ช่วงครึ่งแรก ในเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ทัพ "ไก่เดือยทอง" ทำได้แค่เปิดบ้านเสมอ "ขุนค้อน" 3-3 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม ที่ผ่านมา

ดูเหมือนชัยชนะกำลังจะตกเป็นของ สเปอร์ส อย่างง่ายดาย หลังจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นำ 3-0 จาก ซน ฮึง-มิน ตั้งแต่นาทีที่ 1, แฮร์รี่ เคน เหมาสองตุงในนาทีที่ 8 และ 16 อย่างไรก็ตาม เวสต์แฮม กลับมาสู้ได้อย่างยอดเยี่ยมในช่วงครึ่งหลัง และมาได้สามประตูรวดในช่วงท้ายเกมจาก ฟาเบียน บัลบูเอน่า นาทีที่ 82, การทำเข้าประตูตัวเองของ ดาวินซอน ซานเชซ นาทีที่ 85 และ มานูเอล ลานซินี่ นาทีที่ 90+4 ซึ่งถึงแม้ทำสามแต้มหลุดมือ แต่ "เฮียมู" ก็ยกเครดิตให้กับทีมคู่แข่งเต็มที่

 "พวกเขาสมควรได้รับคำชื่นชม แต่สำหรับเราแล้ว มันเป็นการแพ้ 0-3 ในช่วงครึ่งหลัง ซึ่งนั่นหมายความว่า ช่วงครึ่งหลังเราเล่นไม่ได้ดีแบบครึ่งแรก และสุดท้ายเราก็โดนลงโทษ เรามีโอกาสเปลี่ยนสกอร์เป็น 4-0 จากการที่ แฮร์รี่ เคน ยิงไปชนเสา และมีโอกาสที่จะเป็น 4-2 จาก แกเร็ธ (เบล) เราทุกคนต่างคิดว่า เราควบคุมเกมได้ แต่มันไม่ใช่เลย"

" หนึ่งลูกฟรีคิกของพวกเขา ได้นำพวกเขากลับมาสู่เกม และก็ยังทำประตูที่สวยงามปิดท้าย แน่นอน เราจะคุยกันเป็นภายในเกี่ยวกับเกมนี้ เราสำหรับพวกคุณ ผมอยากให้ยกย่อง เวสต์แฮม มากกว่า" มูรินโญ่ เปิดใจหลังเกม

 

ซนสำรอง?คาดการณ์11ตัวจริงสเปอร์สบุกรังแมนยู

  

 

 เกมบิ๊กแมตช์ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันนี้ หนีไม่พ้นเกมที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ซึ่ง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ มีคิวบุกไปเยือน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมเก่าของกุนซือ โชเซ่ มูรินโญ่ แน่นอนว่า "เฮียมู" ต้องการเห็นทัพ "ไก่เดือยทอง" กลับมาคว้าชัยชนะในเกมลีกอีกครั้ง หลังนัดที่แล้วทำได้แค่เปิดบ้านเจ๊า นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 1-1 แต่ปัญหาหนักใจคือ ซน ฮึง-มิน แข้งตัวหลักในแนวรุก มีปัญหาเรื่องความฟิต และอาจไม่ถูกเลือกใช้งาน และนี่คือการคาดการณ์ 11 ผู้เล่นตัวจริงของ สเปอร์ส ในแมตช์นี้  (ระบบ 4-2-1-3)

– ผู้รักษาประตู : อูโก้ โยริส
  ตำแหน่งตัวจริงยังไงก็ต้องเชื่อมือกัปตันทีมอย่าง โยริส แถมเจ้าตัวเพิ่งได้พักในเกมยุโรปช่วงกลางสัปดาห์ด้วย

– แนวรับ : แม็ตต์ โดเฮอร์ตี้, ดาวินซอน ซานเชซ, เอริค ดายเออร์, เซร์คิโอ เรกีลอน
  สองฟูลแบ็กตัวใหม่อย่าง โดเฮอร์ตี้ และ เรกีลอน ไม่น่าจะมีปัญหากับการสตาร์ทตัวจริง ส่วน ดายเออร์ น่าจะถูกดึงกลับสู่ทีมตัวจริงในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กอีกครั้ง หลังจากที่ได้พักแข้งในเกมที่เจอกับ มัคคาบี้ ไฮฟา โดยจะจับคู่กับ ซานเชซ ที่ฤดูกาลนี้ได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่องในลีก

 – สองตัวกลาง : ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก, ต็องกีย์ เอ็นดอมเบเล่
  มูรินโญ่ น่าจะใช้ ฮอยเบิร์ก กับ เอ็นดอมเบเล่ สู้กับแดนกลางของ "ปีศาจแดง" เนื่องจากทั้งสองมีความแข็งแกร่งและตัดเกมเก่ง

 – มิดฟิลด์ตัวรุก : เอริค ลาเมล่า
  ลาเมล่า มีโอกาสถูกใช้งานเป็นตัวสร้างสรรค์เกมอยู่ด้านหลังแนวรุก หลังโชว์ฟอร์มได้ดีในเกม คาราบาว คัพ ที่เจอกับ เชลซี แถมได้พักในเกมยุโรปมาด้วย
  
 – แนวรุก : ลูคัส มูร่า, แฮร์รี่ เคน, สตีเฟ่น เบิร์กไวจ์
  แน่นอนว่า แกเร็ธ เบล ยังไม่พร้อม ขณะที่ ซน ก็ไม่น่าจะฟิตพอลงเป็นตัวจริง ดังนั้น เบิร์กไวจ์ น่าจะถูกส่งลงเล่นทางฝั่งซ้าย หลังจากที่เพิ่งทำ 2 แอสซิสต์ ในเกมเจอกับ มัคคาบี้ ไฮฟา ส่วน ลูคัส มูร่า จะลงลากเลื้อยทางฝั่งขวา โดยที่มี เคน ที่ฟอร์มกำลังร้อน ยืนเป็นหน้าเป้าเช่นเคย 

 

เซาธ์เกตแอบเหน็บเฮียมูเรื่องใช้งานเคน

แกเร็ธ เซาธ์เกต กุนซือทีมชาติอังกฤษให้สัมภาษณ์เชิงเหน็บ โชเซ่ มูรินโญ่ เล็กน้อย หลังจากที่นายใหญ่ชาวโปรตุกีสเคยขอร้องตนว่าอย่าใช้งาน แฮร์รี่ เคน หนักเกินควร แต่แจงว่าไม่ได้โกรธ มูรินโญ่ แต่อย่างใด

แกเร็ธ เซาธ์เกต ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษเหน็บ โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สโมสรชั้นนำแห่งวงการ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ หลังจากที่ มูรินโญ่ เคยพยายามจะเรียกร้องให้ เซาธ์เกต อย่าใช้งาน แฮร์รี่ เคน กองหน้าคนเก่งของทีมมากเกินไป

มูรินโญ่ เคยแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับเรื่องที่ลูกทีมแต่ละคนของเขาได้รับผลกระทบจากการไปรับใช้ทีมชาติอยู่บ้าง อย่างเมื่อฤดูกาลก่อน เคน ก็เคยลงเล่นทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติอย่างต่อเนื่องจนสุดท้ายเจ็บหนักและต้องพักเป็นเวลานาน ซึ่งมันก็ส่งผลกระทบกับผลงานของ สเปอร์ส ตามไปด้วย

เซาธ์เกต เผยว่า "สิ่งที่ โชเซ่ จำเป็นต้องทำในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม (ปีหน้า) ก็คือเขาต้องดูแล แฮร์รี่ เคน ให้กับเรา เพราะมันจะมีคน 55 ล้านคน (หมายถึงประชากรอังกฤษทั้งประเทศ) ที่จะพึ่งพาเรื่องนั้น (หมายถึงการให้ เคน มีสภาพร่างกายพร้อมสำหรับการเล่น ยูโร 2020) ที่จริงถ้าเขาดูแล เคน ได้ดีมันก็จะเป็นประโยชน์ต่อทั้ง 2 ฝ่าย ตอนนี้ โชเซ่ กำลังท็อปฟอร์มเลยทีเดียว ผมได้ยินเขาพูดเกี่ยวกับเรื่องนั้น (การไม่อยากให้ เคน ลงเล่นให้ทีมชาติเยอะเท่าไหร่) เขาจะไม่โทรศัพท์มาบอกเราหรอกว่าควรจะทำยังไง แต่เขาคงจะไปอยู่บนอัฒจันทร์ของ ท็อตแน่ม แล้วตะโกนบอกเรา ซึ่งนั่นก็คงเป็นเรื่องดีน่ะนะ"

อย่างไรก็ตาม อดีตกองหลังคนดังก็เสริมว่าตนไม่ได้โมโห มูรินโญ่ แต่อย่างใด และที่ผ่านมากุนซือเลือดฝอยทองก็ไม่เคยกดดันตนเรื่องที่ว่าอย่าเลือกลูกทีมของเขาไปติดทีมชาติอังกฤษด้วย "ผมผิดหวังนิดหน่อยที่ผมไม่ได้เป็นหนึ่งในเพื่อนของเขา สตีฟ (ฮอลแลนด์ ผู้ช่วยกุนซือทีมชาติอังกฤษ) สนิทกับเขา แต่มันก็พอจะเข้าใจได้ว่าทำไม 2 คนนี้สนิทกัน เพราะว่าเขา (ฮอลแลนด์) เคยช่วยให้เขาได้แชมป์มาครอง"

"โชเซ่ ไม่เคยกดดันผมเรื่องที่ว่าอย่าเลือกลูกทีมของเขามาติดทีม เขายอมรับด้วยดีอยู่เสมอในตอนที่ลูกทีมของเขาต้องไปเล่นเกมทีมชาติ เขาไม่เคยขอผมว่าอยากเลือกลูกทีมของเขามาติดทีมของผม แน่นอนว่าเราคงไม่คิดที่จะส่งนักเตะบางคนลงเล่นเป็นตัวจริงทั้ง 3 นัดหรอก แต่ผมก็ไม่สามารถรับปากได้เหมือนกันว่าจะมีคนที่ได้พักจนถึงขนาดไม่ได้ลงเล่นเลยแม้แต่นาทีเดียวตลอดทั้ง 3 เกมที่จะถึงนี้"

 

อาจารย์สอนศิษย์ ! 5 ประเด็น สเปอร์ส เขี่ย เชลซี ร่วงคาราบาว คัพ

โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือมากประสบการณ์ จัดการสั่งสอน แฟร้งค์ แลมพาร์ด อดีตลูกศิษย์ แบบเบาๆ โดย "เฮียมู" นำ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ชนะจุดโทษ เชลซี 5-4 หลังเสมอกันในเวลา 90 นาที 1-1 ในศึกคาราบาว คัพ รอบ 4 หรือรอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อวันอังคารที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา
  ก่อนเกมนี้ มูรินโญ่ ออกโรงเปรยว่าอาจจะต้องปล่อยแมตช์ดังกล่าวไป เพราะกลัวสภาพร่างกายของลูกทีมจะกรอบเนื่องจากพวกเขามีโปรแกรมแน่นเอี๊ยด แต่กลายเป็นว่า สเปอร์ส เล่นได้ดีเยี่ยมสามารถต่อก่อน "สิงห์บลูส์" ที่มีขุมกำลังชั้นยอดมากมาย ได้อย่างสนุกสูสี

    แม้ว่า เชลซี จะตกรอบก็ตาม แต่อย่างน้อยๆ พวกเขาก็มีเรื่องพอยิ้มได้เพราะ ติโม แวร์เนอร์ สามารถซัดประตูแรกให้กับต้นสังกัดอย่างเป็นทางการซะที หลังจากรอมานานหลายเกม ขณะที่ เอดูอาร์ด เมนดี้ ลงเฝ้าเสาเปิดตัวเกมแรก ก็โชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจพอสมควร

    ที่สำคัญในช่วงระหว่างเกมนี้มีเรื่องน่าสนใจมากๆ ทั้งการปะทะคารมระหว่าง มูรินโญ่ กับ แลมพาร์ด รวมไปถึงการวิ่งออกนอกสนามของ เอริค ดายเออร์ ในช่วงกลางครึ่งหลัง จนทำให้ นายใหญ่ชาวโปรตุกีส ต้องรีบเข้าไปตามในอุโมงค์สนามเลยทีเดียว

1. แวร์เนอร์ เริ่มส่องแสง
    การมาของ ติโม แวร์เนอร์ ทำให้สาวก "สิงโตน้ำเงินคราม" มองเห็นโอกาสที่ทีมจะผลิตสกอร์เป็นกอบเป็นกำ เพราะนักเตะรายนี้ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นกับ แอร์เบ ไลป์ซิก แถมในช่วงอุ่นเครื่องยังยิงประตูได้ด้วย ทำให้งานนี้บรรดาคอบอลต่างเชื่อมั่นว่าเขาจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงเกมรุกของ เชลซี อย่างแน่นอน

    อย่างไรก็ตามการที่ต้องมาเล่นในบรรยากาศใหม่ วัฒนธรรมฟุตบอลที่คุ้นชินทำให้ แวร์เนอร์ ไม่สามารถผลิตฟอร์มชั้นยอดออกมาได้อย่างที่หลายคนคาดหวังเอาไว้ แม้ว่าผลงานโดยรวมในเรื่องการมีส่วนร่วมกับเกมถือว่า ดาวเตะทีมชาติเยอรมนี สอบผ่าน แต่การยิงประตูซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกๆ คนคาดหวัง นักเตะยังสอบตก

    กระนั้นตอนนี้ แวร์เนอร์ สามารถซัดประตูได้แล้วแม้ว่าจะเป็นการแข่งขันในเกมฟุตบอลถ้วยใบเล็กประเทศอังกฤษก็ตาม แต่ก็ถือเป็นการผลิตสกอร์ในการเล่นแมตช์อย่างเป็นทางการของนักเตะภายใต้ชุด "สิงห์บลูส์" ซึ่งประตูนี้คงจะทำให้เขามีความมั่นใจในการเล่นในเมืองผู้ดีมากยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ประตูที่ แวร์เนอร์ ทำได้น่าจะเป็นการปลดล็อกความเครียด และความกดดันของเขาออกไปซะที จากนี้ไปคาดว่าบรรดาแนวรับคู่แข่งเตรียมระวังตัวเอาไว้ให้ดีๆ เพราะ หัวหอกวัย 24 ปี จะทำให้พวกเขาต้องหวาดผวาอย่างแน่นอน

2. อาจารย์สั่งสอนศิษย์
    เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า โชเซ่ มูรินโญ่ กับ แฟร้งค์ แลมพาร์ด มีความสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมสมัยที่ทั้งสองคนทำงานร่วมกันในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ โดยในยุคที่ "เฮียมู" คุม เชลซี "แลมพ์ส" ขุนพลคู่ใจในยุครุ่งเรืองของทีมที่ผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ อย่างยิ่งใหญ่

    แน่นอนว่าการได้ทำงานร่วมกับทำให้ "แลมพ์ส" ได้ศึกษาวิธีการคุมทีม และการวางแท็คติกไม่มากก็น้อยมาจาก นายใหญ่ชาวโปรตุกีส โดยในช่วงที่ผลันตัวไปทำงานโค้ช แลมพาร์ดมีผลงานที่โดดเด่นมากๆ โดยเฉพาะกับ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ จนทำให้ เชลซี ต้องตัดสินใจดึงเขามาชอบกอบกู้วิกฤติของสโมสรเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา และเขาก็มีส่วนทำให้ทีมติดท็อปโฟร์ได้สำเร็จ

    สำหรับการปะทะกันของอาจารย์กับลูกศิษย์ ดูเหมือนจะไม่น่าอภิรมณ์ตั้งแต่ก่อนการแข่งขัน เพราะพวกเขาสาดน้ำลายใส่กัน แถมในช่วงระหว่างการแข่งขัน มูรินโญ่ ยังพูดจาแขวะ แลมพาร์ด แบบเจ็บจี๊ดไปถึงทรวงในด้วยการอ้างถึงเกมที่ "สิงห์บลูส์" โดน เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน นำ 3-0 แต่เดชะบุญที่ตามตีเสมอได้ 3-3

    ในเกมนี้ แลมพาร์ด ดูเหมือนจะจัดการกำราบอาจารย์ได้เพราะพวกเขาได้ประตูขึ้นนำไปก่อน แต่ด้วยประสบการณ์และขาดการเล่นที่แน่นอน ซึ่งเทียบกับ มูรินโญ่ แล้วเขามีลูกล่อลูกชนเหนือกว่าเยอะ และสามารถวางแผนนำทีมตีเสมอในช่วงท้ายเกมได้สำเร็จ ก่อนจะไปเผด็จศึกในการดวลจุดโทษ

    เป็นอันว่าการดวลกันในฤดูกาล 2020/2021 ท่านอาจารย์ฝอยทอง กำราบลูกศิษย์ไปแบบเบาๆ สบายๆ 1 แมตช์

3.  เมนดี้  กดดัน เกปา ได้จริงเหรอ ?
    เชลซี ตัดสินใจคว้าตัว เอดูอาร์ด เมนดี้ มาเฝ้าเสาเพื่อหมายจะนำมากดดัน เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ที่ทำผลงานไม่ค่อยน่าประทับใจมากนักในฤดูกาลนี้ โดยการได้นายทวารชาวเซเนกัล ถูกส่งลงสนามในแมตช์คาราบาว คัพ ไม่ใช่เพราะ แลมพาร์ด จะใช้งานเขาในเกมฟุตบอลถ้วย แต่เป็นการให้โอกาสนักเตะได้ปรับตัวกับการเล่นในอังกฤษต่างหาก

    สำหรับผลงานโดยรวมของ เมนดี้ หากพูดกันตามเนื้อผ้าก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นไปกว่า เกปา แต่ข้อดีที่เห็นได้ชัดเจนการยืนตำแหน่งที่ถูกต้อง ไหวพริบในการเล่น และมีจังหวะการเซฟสวยๆ 2 ครั้ง ต้องถือว่าเป็นการเปิดตัวที่ค่อนข้างน่าสนใจสำหรับนายทวารรายนี้

    อย่างไรก็ตามในเรื่องของการป้องกันจุดโทษดูเหมือน เมนดี้ ยังคงต้องฝึกปรือฝีมืออีกเยอะ เพราะเขาพุ่งไม่ถูกทางเลย ฉะนั้นการฝากความหวังกับเจ้าตัวในการฏีกาคงอาจจะต้องทำใจ กระนั้นนี่เป็นแค่เกมแรกของเขาเท่านั้น แม้ว่าจะไม่สวยหรูเพราะตกรอบ แต่ฟอร์มของเจ้าตัวคงทำให้ เกปา ต้องปาดเหงื่อแน่นอน

4. เสริมทัพรุ่งแต่ผลงานร่วง
    ในช่วงซัมเมอร์นี้ เชลซี คือสโมสรที่สร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างมากในการทุ่มเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเพื่อเสริมทัพ โดยพวกเขาน่าจะเป็นสโมสรเดียวในพรีเมียร์ลีก ที่คว้านักเตะชั้นยอดมาร่วมทีมได้มากมาย ในขณะที่ทีมร่วมลีกไม่สามารถเซ็นสัญญากับผู้เล่นพรสวรรค์มาเสริมทัพได้มากนัก

    ลองไล่รายชื่อนักเตะที่ เชลซี ทุ่มเงินมาร่วมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้อย่าง  ฮาคิม ซิเย็ค,  แวร์เนอร์, เบน ชิลเวลล์, เมนดี้ และ ไค ฮาแวร์ทซ์  เป็นต้น รวมๆ แล้วเม็ดเงินที่ทุ่มลงไปในเวลานี้ทะลุไปกว่า 200 ล้านปอนด์ (ประมาณ 8,000 ล้านบาท) แล้ว

    อย่างไรก็ตามผลงานของทีมนับตั้งแต่เปิดฤดูกาลนี้ ดูเหมือนจะไม่เข้าตาแฟนบอล และบอร์ดบริหาร โดยในเกมลีกพวกเขาลงเล่นไปแล้ว 3 แมตช์ชนะ 1 เสมอ 1 แพ้ 1 มีแค่ 4 แต้ม รั้งอันดับ 9 ในตารางลีก ขณะที่ในเกมคาราบาว คัพ ลงสนามไป 2 แมตช์ถล่ม บาร์นส์ลี่ย์ รอบ 3 และตกรอบ 4 ด้วยน้ำมือของ สปอร์ส

    สำหรับตอนนี้ความกดดันกำลังถาโถมเข้าใส่ แลมพาร์ด เพราะหากเขายังไม่สามารถกระตุ้นฟอร์มการเล่นของทีมให้กลับมาโดดเด่นสมกับเงินที่ทุ่มทุนเพื่อใช้สร้างทีม งานนี้มีหวังบอร์ดบริหารอาจจะมีการปรับเปลี่ยนตัวกุนซือ อย่างลืมว่า เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กับ  มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี ยังว่างงานอยู่นะ !!!

5. ธรรมชาติเรียกร้อง !
    ประเด็นที่น่าสนใจอีกเรื่องในแมตช์นี้ก็คือ ทำไม เอริค ดายเออร์ ถึงต้องรีบวิ่งออกจากสนามในช่วงนาทีที่ 75 ทั้งๆ ที่ในเวลานั้น สเปอร์ส ยังตกเป็นร่องเรื่องสกอร์ แถมการทิ้งเกมออกไปแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยทำให้พวกเขามีผู้เล่นน้อยกว่า และสุ่มเสี่ยงที่จะโดนยิงประตูเพิ่ม

    ด้วยเหตุนี้ มูรินโญ่ จึงได้รีบวิ่งเข้าไปในอุโมงค์เพื่อตาม ดายเออร์ ให้ออกไปลงสนามให้เร็วที่สุด เพราะขืนชักช้าอาจจะทำให้ทีมต้องเสียเปรียบไปมากกว่านี้ และหลังจากที่นักเตะกลับมาลงสนามได้ ทีมก็ยังไม่โดน เชลซี ยิงประตูทิ้งห่าง จากนั้นไม่นานนักพวกเขาก็ได้ประตูตีเสมอ ทำให้ต้องดวลจุดโทษตัดสิน และหนึ่งในห้าแข้งของ สเปอร์ส ที่ต้องทำหน้าที่สำคัญก็คือ ดายเออร์ และเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวังเมื่อซัดเป็นคนแรกเข้าประตูซะด้วย

    หลังจบเกมนักเตะได้ออกมาเฉลยความจริงถึงสาเหตุที่ต้องรีบวิ่งเข้าไปในอุโมงค์เพราะว่าเกิดปัญหาเรื่องการขับถ่าย แต่เจ้าตัวไม่ได้บอกว่าเป็นการถ่ายหนักหรือถ่ายเบา ขณะที่ "เฮียมู" ก็ยอมรับจำเป็นต้องไปตามลูกทีมรายนี้ให้กลับมาลงสนามเร็วๆ เพราะไม่อยากให้ทีมต้องเสียเปรียบตัวผู้เล่นนานเกินไป

    สุดท้ายทุกอย่างจบอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง เพราะ สเปอร์ส ชนะจุดโทษเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ เกมคาราบาว คัพ ส่วน ดายเออร์ ก็ไม่ต้องอับอายที่ต้องปล่อยสิ่งปฏิกูลในสนามแข่ง !!!

มูรินโญ่โชว์วาจาปากกรรไกรกรีดแลมพ์สเจ็บจี๊ดไปถึงใจ

โชเซ่ มูรินโญ่ นายใหญ่ สเปอร์ส โชว์ฝีปากสุดเจ็บจี๊ดกรีด แฟร้งค์ แลมพาร์ด ในระหว่างเกมที่ "ไก่เดือยทอง" ชนะจุดโทษ เชลซี เกมคาราบาว คัพ รอบ 4 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา งานนี้ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ที่เคยหวานชื่นในยุคร่วมงานกันในถิ่นสแตมฟอร์ด บริจด์ จบสิ้นไปแล้ว
    โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีมชาวโปรตุกีสของ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ โชว์ลีลาฝีปากจัดจ้านด้วยการจวกใส่ แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ระหว่างเกมที่ "ไก่เดือยทอง" ชนะจุดโทษ 5-4 หลังจากที่เสมอกันในเวลา 90 นาที 1-1 ศึกคาราบาว คัพ รอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อวันอังคารที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา

    เกมนี้ เชลซี ได้ประตูขึ้นนำไปก่อนจาก ติโม แวร์เนอร์ ซึ่งเป็นประตูแรกอย่างเป็นทางการที่เขายิงให้กับ "สิงห์บลูส์" นับตั้งแต่ย้ายจาก แอร์เบ ไลป์ซิก ในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยในช่วงระหว่างนั้น "เฮียมู" กับ แลมพ์ส ที่เคยเป็นอาจารย์กับลูกศิษย์สมัยอยู่ในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ได้เปิดฉากสงครามน้ำลายใส่กันอย่างเมามัน

    มูรินโญ่ ได้ระเบิดอารมณ์อย่างรุนแรงใส่ แลมพาร์ด ด้วยคำพูดที่ว่า "ไอ้เวร แฟร้งค์ ทีตอนที่แกกำลังจะแพ้ 0-3 แกไม่เห็นมายืนอย่างนี้เลย" โดย กุนซือจอมแท็คติก แซะ ตำนานทีมชาติอังกฤษ ในแมตช์ที่ เชลซี โดน เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน นำ 3-0 แต่สุดท้ายสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาตีเสมอ 3-3 ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

    จากการแสดงพฤติกรรมที่เดือดดาลในครั้งนี้ทำให้ดูเหมือนความสัมพันธ์เก่าๆ ระหว่าง มูรินโญ่ กับ แลมพาร์ด ที่ครั้งหนึ่งเคยร่วมงานกันในยุคที่ เชลซี รุ่งเรือง และประสบความสำเร็จมากมาย เปลี่ยนไปเป็นศัตรูคู่อาฆาตไปเรียบร้อยแล้ว

 

 

คู่บุญ! “มูรินโญ่” สะกิดบอร์ดเซ็นปีกทีเด็ดแมนยู

แฟนบอล "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ คงเกิดอาการขนลุกขนพองหลังมีรายงานว่า โชเซ่ มูรินโญ่ นายใหญ่ชาวโปรตุกีส สะกิด แดเนี่ยล เลวี่ ประธานสโมสรให้เปิดการเจรจากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพื่อดึง เจสซี่ ลินการ์ด มาช่วยสร้างสรรค์เกมให้กับสโมสร

เจสซี่ ลินการ์ด ปีกชาวอังกฤษกับ โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีมจอมแท็คติก มีโอกาสได้ที่จะได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง หลัง "เฮียมู" แสดงความสนใจอยากได้นักเตะมาสร้างสรรค์เกมให้กับ "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทเสปอร์ จากการรายงานของ เดลี่ เมล สื่อดังในเมืองผู้ดี

ดาวเตะทีมชาติอังกฤษ ซึ่งเป็นผลผลิตจากศูนย์ฝึกเยาวชนของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เริ่มหมดอนาคตกับทัพ "ผีแดง" โดยเขาได้ลงสนามเป็นตัวสำรองเพียง 2 เกมในศึกพรีเมียร์ลีก นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ และล่าสุดก็ไม่มีชื่ออยู่ในทีมชุดเปิดบ้านแพ้ คริสตัล พาเลซ 1-3 คาสนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ลินการ์ด ยังคงเป็นนักเตะที่ มูรินโญ่ ชื่นชอบ และมีรายงานว่า นายใหญ่ชาวโปรตุกีส ได้เข้าไปบอก แดเนี่ยล เลวี่ ประธานสโมสร ให้เปิดการเจรจากับทีมของกุนซือโอเล่ กุนนาร์ โซลชา เพื่อดึงศิษย์เก่ามาร่วมงานกันในถิ่นท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยม

ลินการ์ด ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นด้วยการซัดไป 13 ประตูจากการลงสนาม 48 แมตช์ภายใต้การกุมบังเหียนของ มูรินโญ่ ในช่วงระหว่างฤดูกาล 2017/2018 ที่โอล์ด แทร็ฟฟอร์ด โดยนอกจาก สเปอร์ส ที่อยากได้ตัวแล้ว เซนิต เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กส ก็พร้อมร่วมวงกระชากตัวด้วยเช่นกัน

 

ถูกใจเฮีย!มูรินโญ่แฮปปี้สเปอร์สอุ่นเกือกอัดอิปสวิชสบายเท้า



โชเซ่ มูรินโญ่ นายใหญ่ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ แฮปปี้กับฟอร์มลูกทีมในเกมอุ่นเครื่องสอย อิปสวิช ทาวน์ 3-0 พร้อมอวยบอสใหญ่สโมสรทำได้เยี่ยมจริงๆ กับการสอย ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก และ โจ ฮาร์ท มาร่วมทีม
    โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีม ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สโมสรดังแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เผยว่า ตนรู้สึกพอใจกับผลงานของลูกทีม โดยเฉพาะบรรดานักเตะดาวรุ่งที่ถูกส่งลงสนาม หลังจากที่ทัพ "ไก่เดือยทอง" เปิดรัง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยม พิชิต อิปสวิช ทาวน์ สโมสรจากระดับ ลีก วัน 3-0 ในแมตช์อุ่นเครื่อง เมื่อวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม ที่ผ่านมา  

     เกมนี้ สเปอร์ส ได้ประตูจาก ซน ฮึง-มิน ที่ทำคนเดียวสองตุงในนาทีที่ 10 และ 29 ส่วนอีกหนึ่งลูกเป็นประตู 1-0 จาก ไรอัน แซสเซอญง ตั้งแต่นาทีที่ 6 โดยเกมนี้ สเปอร์ส ได้มีการส่งสองนักเตะดาวรุ่งวัย 16 ปี อย่าง อัลฟี่ เดอไวน์ และ เดน สการ์เล็ตต์ ลงโชว์ฝีเท้าช่วงครึ่งหลังด้วย  

     "เราได้เห็นสิ่งดีๆ หลายอย่าง เราให้โอกาสเด็กๆ หลายคนลงเล่น และบางคนอายุยังน้อยมากๆ ด้วย อย่าง อัลฟี่ ก็เล่นให้ วีแกน ยู-16 เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ส่วน สการ์เล็ตต์ ก็เพิ่งอายุ 16 ปี ซึ่งใกล้กับ 15 มากกว่า 17 ด้วยซ้ำ"

     "ผมคิดว่า โดยรวมถือเป็นเกมที่ดี และเราก็สามารถเซฟบรรดานักเตะจากการลงเล่นเต็ม 90 นาทีด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ในสัปดาห์แรกของช่วงปรี-ซีซั่น อิปสวิช เป็นสโมสรระดับ ลีก วัน แต่พวกเขาซ้อมมาก่อนแล้วราวสองสามสัปดาห์ พวกเขาใช้สองทีมลงเล่น ดังนั้นพวกเขาจริงเล่นด้วยความมุ่งมั่น ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดี" อดีตกุนซือ เรอัล มาดริด, อินเตอร์ มิลาน และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กล่าวกับ Spurs TV

     สำหรับสองแข้งใหม่อย่าง ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก (ย้ายมาจาก เซาธ์แฮมป์ตัน) และ โจ ฮาร์ท (เซ็นฟรี) ต่างก็ได้ลงเล่น 63 นาที และ 30 นาที ตามลำดับ ซึ่ง "เฮียมู" ก็กล่าวชื่นชม สเปอร์ส ว่า เป็นการทำธุรกิจที่ชาญฉลาดมาก สำหรับการเดินหน้าคว้าสองนักเตะดังกล่าวมาร่วมทีม

     "สโมสรหาหนทางได้ชาญฉลาดมากๆ สำหรับเรื่องนี้ เพราะมันเป็นสัญญาปีสุดท้ายของ ปิแอร์ (ตอนอยู่กับ เซาธ์แฮมป์ตัน) ซึ่งสโมสรของเขาก็ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากในการเจรจา ดังนั้นผมจึงคิดว่า มิสเตอร์ แดเนี่ยล เลวี่ (ประธาน สเปอร์ส) ทำได้ยอดเยี่ยมมากๆ ในการดึงนักเตะเก่งๆ มาอยู่กับสโมสรเรา"

     "ผมคิดว่า สโมสรเราทำได้เยี่ยมมากๆ กับการดึงนักเตะทั้งสองมาร่วมทีม เพราะพวกเขาจะทำให้ขุมกำลังของเราดูแข็งแกร่งขึ้น การดึง โจ ซึ่งผ่านการเล่นให้ทีมชาติอังกฤษมา 75 เกม และอัดแน่นไปด้วยประสบการณ์ ทำให้เรามีผู้รักษาประตูที่ยอดเยี่ยมในทีมถึงสามคน (ฮาร์ท, อูโก้ โยริส และ เปาโล กาซซานิก้า)" ยอดกุนซือชาวโปรตุกีสวัย 57 ปี ระบุ

     สำหรับเกมอุ่นเครื่องนัดต่อไปของ สเปอร์ส คือการเจอกับ เร้ดดิ้ง วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคมนี้

ทัวร์ลงแน่! เฮียมูเชื่อแมนยูมีโชคคั่วท็อปโฟร์

โชเซ่ มูรินโญ่  กุนซือ "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เชื่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นทีมที่มีโชคพอสมควรในการลุ้นทำอันดับติดท็อปโฟร์ ในขณะที่ "ไก่เดือยทอง" ไม่ค่อยมีโชคซักเท่าไหร่

    โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีมจอมแท็คติก "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เปิดใจ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีโชคมากกว่าทีมอื่นๆ ในการลุ้นทำอันดับติดท็อปโฟร์ เพื่อคว้าโควตาไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า

     เกมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา มีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับระบบวีเออาร์อย่างมาก จากจังหวะที่ วิลฟรีด ซาฮา โดน วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ เตะเข้าที่เท้าในกรอบเขตโทษ แต่กรรมการ เกรแฮม สกอตต์ ไม่เป่าว่าเป็นการทำฟาวล์ ขณะที่ทีมงาน วีเออาร์ มองเห็นจังหวะนี้ แต่ตัดสินใจว่ามันไม่ใช่จังหวะที่ชัดเจนมากพอจะเป็นการฟาวล์ได้เช่นกัน   

    นอกจากนี้ยังมีการเปิดสถิติที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า "ปีศาจแดง" ได้ประโยชน์มากที่สุดจากการกลับคำตัดสินของ วีเออาร์ ในเกมพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ ที่สำคัญ สโมสรเจ้าของแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี 20 สมัย ยังเป็นทีมที่ได้จุดโทษมากที่สุดด้วย

    มูรินโญ่ ที่เตรียมนำลูกทีมปะทะกับ เลสเตอร์ ซิตี้ ในเกมนัดรองสุดท้าย แสดงความเห็นเกี่ยวกับสโมสรเก่าที่กำลังมีลุ้นติดท็อปโฟร์ว่า "สิ่งแรกผมไม่ได้มองไปที่เรื่องการต่อสู้ (แย่งอันดับท็อปโฟร์) ผมไม่รู้ว่าในทางคณิตศาสตร์มันเป็นไปได้ไหมสำหรับพวกเขา ผมคิดแค่ว่าพวกเขาต้องลงเล่นเกมสุดท้ายโดยต้องเจอกันเอง (เลสเตอร์ กับ ยูไนเต็ด" และผมไม่รู้ว่าหลายๆ สิ่งจะตัดสินที่เกมนั้นหรือเปล่า"

        "ผมไม่รู้ว่า เชลเซี อยู่ในอันดับที่ปลอดภัยไหม ผมไม่คิดว่าพวกเขาจะอยู่ในสถานการณ์นั้นหรอก ผมคิดว่าพวกเขายังคงต้องสู้เพื่อสิ่งนี้ (ท็อปโฟร์) ถ้า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำได้ นั่นเป็นเพราะพวกเขาทำผลงานได้ดีในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล และเมื่อคุณเล่นดีคุณก็สมควรได้สิ่งนี้ ยิ่งไปกว่านั้นทุกๆ คนรู้ว่าพวกเขามีโชคพอสมควร ส่วนเราไม่ค่อยมีโชคเท่าไหร่" มูรินโญ่ กล่าว

เกือบชนะแล้ว! “มูรินโญ่” เซ็งสเปอร์สได้แค่เจ๊าแมนยู

โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ แอบเซ็งที่ทีมทำได้แค่เปิดบ้านเจ๊า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-1 แต่แฮปปี้กับความมุ่งมั่นและทุ่มเทของลูกทีม

     โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีม ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ยอมรับว่า ผลเสมอไม่ใช่ผลการแข่งขันที่ตนและทีมต้องการ หลังจากที่ทัพ "ไก่เดือยทอง" เปิดบ้านเจ๊า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-1 ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน ที่ผ่านมา

     เกมนี้ สเปอร์ส เป็นฝ่ายขึ้นนำก่อน 1-0 ในนาทีที่ 27 จากการลุยเข้าไปยิงของ สตีเฟ่น เบิร์กไวจ์น ทว่าช่วงท้ายเกมในนาทีที่ 81 แมนฯ ยูไนเต็ด ตามตีเสมอได้ จากการสังหารลูกจุดโทษเข้าไปอย่างเฉียบขาดของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ก่อนที่เกมจะจบลงด้วยการแบ่งกันไปฝั่งละแต้ม

         "มันไม่ใช่ผลการแข่งขันที่เราต้องการ แต่มันก็ไม่ใช่ผลการแข่งขันที่ทำให้เขาหมดความมุ่งมั่นที่จะสู้ต่อไปจนกระทั่งจบฤดูกาล" ยอดกุนซือชาวโปรตุกีสวัย 57 ปี กล่าว
    
         อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ สเปอร์ส ทำสองแต้มหลุดมือ แต่ "เฮียมู" ก็รู้สึกพอใจมากๆ กับความมุ่งมั่นและความทุ่มเทของลูกทีม "ผมชื่นชอบทัศนคติของทีม, การประสานงาน และความมุ่งมั่น ทำให้ ยูไนเต็ด เล่นไม่ได้ตามที่ต้องการ ซึ่งจุดนี้ผมแฮปปี้มาก ในมุมมองของผม ผมคิดว่าทุกคนทุ่มเทกันดี ผมภูมิใจพวกเขา" 

     สำหรับผลเสมอนัดนี้ทำให้ สเปอร์ส มีคะแนนเพิ่มเป็น 42 แต้ม จากการลงแข่ง 30 นัด แต่ยังคงรั้งอันดับแปดเหมือนเดิม โดยห่างจากพื้นที่ท็อปโฟร์ 6 แต้ม

ครบ 6 ปี “ลื่น” เจอร์ราร์ด กับความทรงจำที่ลืมไม่ได้

27 เมษายน 2014 เป็นวันที่สุดแสนเจ็บปวดสำหรับ สตีเว่น เจอร์ราร์ด และเหล่าสาวก "เดอะ ค็อป" เพราะเป็นวันที่ทำให้ความฝันในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่รอคอยมานานต้องพังทลายจากความพ่ายแพ้ เชลซี คาสนามแอนฟิลด์ เมื่อฤดูกาล 2013/2014
           ย้อนไปเมื่อ 6 ปีก่อน ลิเวอร์พูล ภายใต้การกุมบังเหียนของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นโดยเฉพาะเกมรุกที่ยิงประตูคู่แข่งถล่มทลาย และสะกดคำว่าแพ้ไม่เป็นถึง 16 แมตช์ในลีก โดยเป็นชัยชนะ 11 เกมรวด ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นแมตช์ชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 3-2 ส่งผลให้พวกเขานำ "เรือใบสีฟ้า" 5 คะแนนและเหลือเกมลงเล่นแค่ 3 แมตช์เท่านั้น

           ในเวลานั้น "หงส์แดง" ต้องการแค่ 7 แต้มจาก 3 เกมสุดท้ายก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาได้เติมเต็มสิ่งที่รอคอยมานานกว่า 2 ทศวรรษ (ในเวลานั้น) และการเปิดรังแอนฟิลด์ รับมือ เชลซี ก็ไม่ใช่งานยากลำบากเนื่องจากทีมเยือนไม่มีลุ้นแชมป์แล้ว แถมยังพักผู้เล่นหลักหลายคน

           แน่นอนว่า โชเซ่ มูรินโญ่ นำทัพ "สิงโตน้ำเงินคราม" มาเยือน "เดอะ เร้ดส์" พร้อมกับรถบัส 2 ชั้นนั่นก็คือการเล่นแบบไม่เน้นบุกแต่ก็ไม่ได้อุดจนน่าเกลียด แค่รออาศัยความผิดพลาดจากคู่แข่ง แล้วฉกฉวยมันให้ได้ก็พอ

           การเล่นที่อดทน ไร้ความกดดัน สวนทางกับ ลิเวอร์พูล ที่รู้สึกจะกดดันตัวเองเพราะพยายามที่จะเปิดเกมรุกเพื่อเอาชนะตามสไตล์ของ "บีร็อด" ซึ่งจริงๆ แล้วเกมนี้พวกเขาสามารถเน้นได้ แต่ไม่ควรประมาท เพราะผลเสมอก็ยังถือว่าปลอดภัยในการลุ้นแชมป์

           สถานการณ์ทุกอย่างอยู่ในมือ "หงส์แดง" พวกเขาครองเกมได้ตลอด แต่ไม่สามารถส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายทีมเยือนได้ และในช่วงทดเวลาบาดเจ็บครึ่งแรก เจอร์ราร์ด อาจจะเสียสมาธิหรืออะไรก็แล้วแต่ ดันจับบอลหลุดเท้า และพยายามหันกลับไปเอาบอลแต่ดันลื่นล้ม ส่งผลให้ เดมบา บา หลุดเข้าไปซัดบอลผ่านมือ ซิมง มิโญเลต์ เข้าไปซุกก้นตาข่าย

          จริงๆ แล้วหากสกอร์จบลง 0-0 ในครึ่งแรก  คาดว่า ร็อดเจอร์ส อาจจะวางหมากใหม่เพื่อทำลายรถบัส 2 คันของ มูรินโญ่ แต่การต้องตกเป็นรอง 1-0 ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ทุกอย่างเข้าทาง "เฮียมู" ซึ่งขึ้นชื่อลือชาในฐานะเจ้าพ่อจอมวางแท็คติกอยู่แล้ว

          ก็เป็นไปตามคาด ในครึ่งหลัง เชลซี แทบไม่ต้องทำอะไรแค่ตั้งรับและรอสวนกลับ ซึ่งก็ได้ผลเมื่อพวกเขาได้ประตูตอกฝาโลงจากการประสานงานของ วิลเลี่ยม ซึ่งความพ่ายแพ้คาบ้านต่อหน้าสาวก "เดอะ ค็อป" 2-0 มันเป็นสิ่งที่ทำลายความมั่นใจทุกอย่าง แถมฮีโร่ของพวกเขาดันมีส่วนกับคามพ่ายแพ้ซะด้วย ยิ่งทวีความเจ็บปวดเข้าไปอีก

          หลังจากเกมพลาดท่า เชลซี แล้ว ลิเวอร์พูล ยังทำแต้มหลุดมือแบบไม่น่าเชื่อในเกมถัดมาเมื่อพวกเขาบุกไปทำได้แค่เสมอ "ดิ อีเกิ้ลส์" 3-3 ทั้งๆ ที่พวกเขายิงประตูนำไปก่อน 3-0 แต่โดนเจ้าบ้านยิงประตูคืน 3 ลูกรวดในช่วง 10 นาทีสุดท้าย

          สุดท้าย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของกุนซือมานูเอล เปเยกรินี่ ปาดหน้าแซง "เดอะ เร้ดส์" คว้าแชมป์ไปครอง โดยหลายคน (ซึ่งอาจจะมีแฟน "หงส์แดง" ด้วย) เชื่อว่าจังหวะการลื่นของ กัปตันสตีวี่จี คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้พวกเขาพลาดแชมป์ลีก

          แม้ว่าแฟนบอลลิเวอร์พูลจะเจ็บปวดแต่คนที่เจ็บปวดที่สุดคงหนีไม่พ้น เจอร์ราร์ด ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นฮีโร่ของแฟน "เดอะ เร้ดส์" และถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะผ่านไป 6 ปีแล้วก็ตาม แต่เมื่อวันที่ 27 เม.ย.วนกลับมาอีกครั้ง มันก็อดไม่ได้ที่จะทำให้เขาหวนนึกถึงเรื่องราวในวันนั้น และทำให้เขาได้ชื่อว่าตำนานไร้มงกุฎแชมป์ลีกแห่งแอนฟิลด์

         "แน่นอนว่า อืมม ผมคิดเรื่องนี้ทุกวัน ผมรู้สึกเชื่อมั่นว่าจะช่วย ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ได้ แต่เมื่อวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลแล้วผมเข้าใจว่ามันไม่ใช่แค่จังหวะนั้น แต่มันก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผม และยังอยู่ในหัวของผม มีหลายคนพยายามพูดให้ผมรู้สึกดีว่า -มันต้องมองทั้งหมด 38 เกม- แต่ผมยังรู้สึกว่าเบื้องหลังสิ่งที่คุณพูดกับผมในช่วงเวลานั้นมันมีความสำคัญมากๆ"

         "นั่นเป็นช่วงเวลาที่สำคัญจริงๆ เบรนแดน (ร็อดเจอร์ส) เคยพูดว่าการที่ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน โดนแบนส่งผลกระทบกับเรา มันอาจจะเป็นแค่เปอร์เซนต์เล็กๆ เท่านั้น มีเรื่องราวมากมายในระหว่างซีซั่น แต่มันไม่เหมือนกับช่วงเวลานั้นที่มีผลต่อทีมชุดนั้น เรื่องนั้นยังคงอยู่ในใจของทุกๆ คนที่พยายามทำให้ผมรู้สึกดี"

          ทุกวันนี้ เจอร์ราร์ด ยังคงรู้สึกเศร้าเมื่อนึกถึงประสบการณ์ที่เลวร้ายในครั้งนั้น "นี่เป็นการเปิดใจครั้งแรกนับตั้งแต่เหตุการณ์นั้น ผมไม่แน่ใจว่าจะปิดมันได้อีกไหม เพราะผมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประสบการณ์นั้นได้ ผมไม่ได้บ้าคลั่งกับเรื่องนั้นตลอด แต่ในขณะเดียวกันมันเป็นปีที่สำคัญมากๆ ผมพลาดโทรฟี่แชมป์ ผมมักจะนึกย้อนกลับไป และอยากให้เรื่องราวทั้งหมดมันแตกต่างจากที่เกิดขึ้น"

          หลังจบเกมที่แพ้ เชลซี แล้ว เจอร์ราร์ด ตัดสินใจขึ้นเครื่องบินเดินทางไปโมนาโกทันที โดยไม่มีใครทราบเหตุผลที่เขาทำแบบนั้น จนกระทั่งเจ้าตัวยอมเปิดเผยหลังเหตุการณ์ลื่นครบรอบ 6 ปีว่า "เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่โคตรยากจะทำใจ มันยากกว่าสิ่งที่ผู้คนคิด นี่เป็นเพียงครั้งเดียวตลอดอาชีพของผม 20 ปีที่รู้สึกหมดอาลัยตายอยาก ร่างกายของผมไม่มีความรู้สึก มันเป็นอะไรที่เลวร้ายที่สุด"

         การต้องแขวนสตั๊ดโดยที่ไม่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก ถือเป็นบาดแผลที่อยู่ในใจ เจอร์ราร์ด เสมอ แต่เขาก็ยังคงเป็นฮีโร่ของสาวก "เดอะ ค็อป" เพราะ 17 ปีในแอนฟิลด์ "สตีวี่จี" ช่วยสโมสรคว้าแชมป์มากมายทั้ง เอฟเอ คัพ 2 สมัย, ลีก คัพ 3 สมัย, ยูฟ่า คัพ และที่สำคัญโทรฟี่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก