บาร์คลี่ย์ตะบันชัย! เชลซีบุกอัดเลสเตอร์หวิว ทะยานตัดเชือกเอฟเอคัพ

รอสส์ บาร์คลี่ย์ กลายเป็นซูเปอร์ซับของ "สิงห์บลูส์" หลังลงมาต้นครึ่งหลังซัดประตูชัยพา เชลซี บุกไปเฉือนเอาชนะเจ้าถิ่น เลสเตอร์ ซิตี้ 1-0 ตีตั๋วผ่านเข้าไปเล่นในรอบรองชนะเลิศที่เวมบลี่ย์ ในศึก เอฟเอ คัพ อังกฤษ รอบก่อนรองชนะเลิศ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

สนาม : คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม

    เอฟเอ คัพ อังกฤษ รอบ 8 ทีมสุดท้าย เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา เป็นการพบกันระหว่าง เลสเตอร์ ซิตี้ ที่รอบที่แล้วเบียดเอาชนะ เบอร์มิงแฮม 1-0 เข้ามาพบกับ เชลซี ซึ่งในรอบ 16 ทีมสุดท้ายไล่ตบเอาชนะ ลิเวอร์พูล แชมป์พรีเมียร์ลีกมา 2-0

    ครึ่งแรก นาที 14 เจ้าบ้านเกือบได้ประตูขึ้นนำไปก่อน บอลจาก เบน ชิลเวลล์ เปิดเตะมุมเข้าไปหน้ากรอบให้ วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้ โขกเน้นๆแต่บอลก็ยังไม่ผ่านมือ วิลลี่ กาบาเยโร่

    อีก 6 นาทีถัดมา นายด่านสิงห์บลูส์ต้องออกแรงเซฟอีก เมื่อ ยูริ ตีเลมันส์ อัดด้วยซ้ายนอกกรอบไปติดมือ กาบาเยโร่ ปัดออกหลังอีกที

    เกมผ่านไปครึ่งชั่วโมง โอกาสดีที่สุดของทีมเยือนเมื่อ เมสัน เม้าน์ท จ่ายบอลให้ คริสเตียน พูริซิช ตะบันด้วยขวาแต่บอลยังโดน คาสเปอร์ ชไมเคิ่ล พุ่งปัดออกหลังหวุดหวิด

    ท้ายครึ่งแรก นาที 45 ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ แทงบอลให้ เจมี่ วาร์ดี้ หลุดเข้าไปซัดด้วยซ้ายแต่อดีตหัวหอกสิงโตคำรามดันยิงเหินออกหลังไปแบบหมดลุ้น จบครึ่งแรก ยังเสมอกัน 0-0

    ครึ่งหลัง แฟร้งค์ แลมพาร์ด เปลี่ยนรวดเดียว 3 คนถอดเอา รีซ เจมส์, บิลลี่ กิลมอร์ และเมสัน เม้าน์ท ออกแล้วส่ง เซซ่าร์ อัซปิลิกวยต้า, มาเตโอ โควาซิช และรอสส์ บาร์คลี่ย์ ลงเล่นแทน

    นาที 63 กลายเป็น "สิงห์บลูส์" ทะยานขึ้นนำไปก่อน 1-0 จากจังหวะที่ วิลเลี่ยน ครอสด้วยเท้าขวาไปเสาแรกให้ รอสส์ บาร์คลี่ย์ ตัวสำรองสอดมายิงไม่ถึง 6 หลาเข้าไป

    ทีมเยือนโหมบุกอย่างต่อเนื่อง นาที 66 บาร์คลี่ย์ รับบอลจาก พูลิซิช ก่อนจะซัดด้วยซ้ายนอกกรอบแต่บอลยังไม่ผ่านมือ ชไมเคิ่ล

    เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ปรับทัพส่ง เดเมราย เกรย์ ลงมาแทนที่ ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ ขณะที่ "สิงห์บลูส์" ของแลมพาร์ดถอดเอา วิลเลี่ยน ออกแล้วส่ง เปโดร ลงเล่นแทน เช่นเดียวกับ คริสเตียน พูลิซิช ออกแล้วให้ รูเบน ลอฟตัส-ชีค เล่นแทน

    นาที 85 มาร์ค อัลไบรท์ตัน เปิดเซ็ตพีซมาในกรอบ 6 หลาให้ ซากลาร์ โซยุนชู โขกหลุดกรอบออกไปอย่างน่าเสียดาย

    นาที 89 ทีมเยือนพลาดได้เม็ดที่สองนำห่าง หลัง รอสส์ บาร์คลี่ย์ ตัดบอลได้ก่อนโต้กลับเร็วให้ รูเบน ลอฟตัส-ชีค ก่อนที่ ลอตตัส-ชีค จะจ่ายคืนให้ บาร์คลี่ย์ ตะบันไกลเต็มแรงแต่บอลไปตรงตัว คาสเปอร์ ชไมเคิ่ล เซฟออกหลังหวุดหวิด

    จบเกม เลสเตอร์ ซิตี้ แพ้คาบ้านให้ เชลซี 0-1 ทำให้ "สิงห์บลูส์" ตีตั๋วเข้าไปเล่นในรอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
       
    เลสเตอร์ : คาสเปอร์ ชไมเคิ่ล – เจมส์ จัสติน, จอนนี่ อีแวนส์, ซากลาร์ โซยุนชู, เบน ชิลเวลล์ – วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้ – อโยเซ่ เปเรซ (มาร์ค อัลไบรท์ตัน น.57), ยูริ ตีเลมันส์, เดนนิส ปราต (ฮัมซ่า เชาฮ์ดรี้ น.57) , ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ (เดเมราย เกรย์ น.76) – เจมี่ วาร์ดี้

    ผู้จัดการทีม : เบรนแดน ร็อดเจอร์ส

    เชลซี : วิลลี่ กาบาเยโร่ – รีซ เจมส์ (เซซ่าร์ อัซปิลิกวยต้า น.46), อันโตนิโอ รือดิเกอร์, คัวร์ท ซูม่า, เอเมอร์สัน – บิลลี่ กิลมอร์ (มาเตโอ โควาซิช น.46), เอ็นโกโล่ ก็องเต้เมสัน เมาท์ (รอสส์ บาร์คลี่ย์ น.46) – วิลเลี่ยน (เปโดร น.78), แทมมี่ อับราฮัม, คริสเตียน พูลิซิช (รูเบน ลอฟตัส-ชีค น.72)    

    ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

    ผู้ตัดสิน : ไมค์ ดีน

ชไมเคิ่ลเซฟโทษ! เลสเตอร์สะดุดอีกเปิดรังเจ๊าไบรท์ตัน ยึดที่3ต่อ

เลสเตอร์ ซิตี้ เสมอเป็นเกมที่ 2 ติดต่อกันหลังเจาะแนวรับ ไบรท์ตัน ไม่เข้าทำให้เสมอแบบไร้สกอร์ 0-0 โดยเกมนี้ลูกทีมของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส รอดเสียประตูในครึ่งแรก หลัง แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล เซฟจุดโทษช่วยทีมไว้ ส่งผลให้ทัพจิ้งจอกยังรั้งอันดับ 3 ต่อไปมี 55 คะแนน ส่วนไบรท์ตันอยู่อันดับ 15 มี 33 คะแนน ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา

สนาม : คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม

    พรีเมียร์ลีก นัดที่ 31 ประจำวันอังคารที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา เลสเตอร์ ซิตี้ อันดับ 3 ที่เกมที่แล้วบุกไปเสมอกับ วัตฟอร์ด 1-1 เกมนี้กลับมาเฝ้ารังรับมือ ไบรท์ตัน อันดับ 15 ที่ฟอร์มล่าสุดทุบ อาร์เซน่อล 2-1

     เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เปลี่ยนแปลง 3 ตำแหน่งจากเกมล่าสุด ส่ง น็อมปาลิส เมนดี้, เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ และเดมาราย เกรย์ ลงสนาม แนวรุกยังใช้ เจมส์ แมดดิสัน ปั้นเกมแล้วให้ เจมี่ วาร์ดี้ เป็นหน้าเป้า ส่วนทัพ "นกนางนวล" ฝากความหวังไว้ที่คู่หู
อย่าง อารอน คอลนอลลี่ และนีล โมเปย์

    ครึ่งแรก นาที 12 แอรอน มอย วางบอลยาวให้ อารอน คอลนอลลี่ หลุดเข้าไปในเขตโทษก่อนโดน เจมส์ จัสติน สกัดล้มลงในเขตโทษ ผู้ตัดสิน ลี เมสัน เช็กจากวีเออาร์แล้วยืนยันให้จุดโทษแก่ไบรท์ตัน ทว่า นีล โมเปย์ ดันยิงจุดโทษพลาดเมื่อซัดไป
ทางซ้ายมือตัวเองไปติดเซฟ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ช่วยให้ เลสเตอร์ ยังไม่เสียประตู

    นาที 24 ไบรท์ตัน ต้องเปลี่ยนตัวคนแรกอย่างรวดเร็วหลัง อดัม เว็บสเตอร์ เซ็นเตอร์แบ็กเจ็บเล่นต่อไม่ไหวต้องส่ง เชน ดัฟฟี่ ลงมาเล่นแทน

    ทัพนกนางนวลยังกดดันได้มากกว่าเจ้าถิ่นที่ไม่มีโอกาสส่องเลยสักครั้ง นาที 27 ไบรท์ตันได้ลุ้นประตูอีกหลัง นีล โมเปย์ สะกิดบอลส่งต่อให้ อารอน คอลนอลลี่ หลุดเข้าไปซัดด้วยขวาในเขตโทษแต่จังหวะยิงไปแฉลบเท้าของ โซยุนชู ที่ตามมาบล็อค
ไว้ได้

    เกมผ่านไปครึ่งชั่วโมง เลสเตอร์ เพิ่งจะมีโอกาสได้ส่องเข้ากรอบหลัง เบน ชิลเวลล์ ครอสบอลโด่งไปเสาไกลให้ เจมี่ วาร์ดี้ เทกตัวขึ้นโขกแต่โดนเบียดไว้ทำให้บอลลอยไปเข้ามือ แม็ทธิว ไรอัน รับไว้ได้สบาย

    ท้ายเกม นาที 41 อิเฮียนาโช่ เรียกฟรีคิกทางด้านขวาให้ เลสเตอร์ ก่อนที่ เจมส์ แมดดิสัน จะเปิดฟรีคิกไปเสาไกล คักลาร์ โซยุนชู เทกตัวโขกแต่บอลยังไม่เข้ามือ แม็ทธิว ไรอัน

    ช่วงทดเจ็บ นาที 45+1 วาร์ดี้ เรียกฟรีคิกก่อนที่ แมดดิสัน จะเปิดเลียดมาหน้ากรอบให้ เดมาราย เกรย์ ซัดไปติดบล็อคบอลมาเข้าทาง วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้ อัดด้วยขวาไม่เต็มใบ บอลปลิ้นไปเข้าหัว คักลาร์ โซยุนชู โขกไม่ถนัดบอลหลุดกรอบออกไป

    จบครึ่งแรก เลสเตอร์ ยังเสมอกับ ไบรท์ตัน 0-0

    กลับมาบู๊ในครึ่งหลัง นาที 54 เลสเตอร์ได้ลุ้นจากจังหวะที่ เจมส์ จัสติน ครอสบอลไปเสาสองให้ เจมี่ วาร์ดี้ โขกชงเข้ากลางบอลโดนสกัดมาเข้าทาง เบน ชิลเวลล์ วอลเลย์ด้วยขวาเท้าไม่ถนัดหลุดกรอบออกไปแบบหมดลุ้น

    เจ้าถิ่นเปิดเกมรุกต่อเนื่อง นาที 59 ได้ลุ้นอีกจากจังหวะที่ เจมส์ แมดดิสัน ทำชิ่งกับ เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ ก่อนบอลจะมาเข้าทาง แมดดิสัน ตะบันด้วยขวานอกกรอบบอลพุ่งแรงหลุดกรอบออกไปไกล

    นาที 68 เบรนแดน ร็อดเจอร์ส แก้เกมบ้างส่ง ยูริ ตีเลอมันส์ ลงไปเล่นแทน น็อมปาลิส เมนดี้ และส่ง ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ เล่นแทน เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ 
   
    นาที 73 ชิลเวลล์ ตักบอลเข้ากลางมาในกรอบให้ เจมี่ วาร์ดี้ พักบอลด้วยหน้าขาก่อนบอลกระดอนมาเข้าทาง เจมส์ แมดดิสัน วิ่งมาวอลเลย์ด้วยขวากลางประตูบอลหลุดกรอบออกไปไกล

    ทัพจิ้งจอกครองบอลชนิดพับสนามบุก นาที 81 ได้ลุ้นฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษแต่ เจมส์ แมดดิสัน ปั่นข้ามกำแพงเฉียดคานไปแค่ได้เสียว

    ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตู จบเกม เลสเตอร์ ซิตี้ ทำได้แค่เสมอกับ ไบรท์ตัน แบบไร้กสอร์ 0-0 แบ่งแต้มกันไป

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
     
        เลสเตอร์ (4-1-4-1) : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล – เจมส์ จัสติน, จอนนี่ อีแวนส์, คักลาร์ โซยุนชู, เบน ชิลเวลล์ – วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้, น็อมปาลิส เมนดี้ (ยูริ ตีเลอมันส์ น.68) – เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ (ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ น.68), เจมส์ แมดดิสัน, เดมาราย เกรย์ (อโย
เซ่ เปเรซ น.73) – เจมี่ วาร์ดี้

        ผู้จัดการทีม : เบรนแดน ร็อดเจอร์ส

        ไบรท์ตัน (4-2-3-1) : แม็ทธิว ไรอัน – ทาริค แลมพ์ตีย์, อดัม เว็บสเตอร์ (เชน ดัฟฟี่ น.24), ลูอิส ดังค์, แดน เบิร์น – เดล สตีเฟนส์, อีฟส์ บิสซูม่า (ดาวี่ พร็อปเปอร์ น.58) – แอรอน มอย, อเล็กซิส แม็คอัลลิสเตอร์ (ซอลลี่ มาร์ช น.58) – นีล โมเปย์
(เลอันโดร ทรอสซาร์ น.57), อารอน คอลนอลลี่ (เกล็น เมอร์เร่ย์ น.82)

        ผู้จัดการทีม : เกรแฮม พ็อตเตอร์

        ผู้ตัดสิน : ลี เมสัน

ดราม่าท้ายเกม! เลสเตอร์วืดชัยโดนวัตฟอร์ดไล่เจ๊าทดเจ็บ แบ่งแต้มสุดมันส์

เป็นเกมที่มาเกิดดราม่าช่วงท้ายเกมหลังจาก เลสเตอร์ มาได้ประตูจากลูกยิงสุดสวยของ เบน ชิลเวลล์ ในนาทีสุดท้าย แต่มาโดน วัตฟอร์ด ไล่ตามตีเสมอในช่วงทดเจ็บ 90+3 โดยทีม "จิ้งจอก" ยังรั้งที่ 3 ส่วนทีม "แตนอาละวาด" ขยับขึ้นมารั้งที่ 16 ของตาราง ยังต้องดิ้นรนหนีตกชั้นต่อไปหลังมีแต้มห่างโซนตกชั้นเพียงคะแนนเดียวเท่านั้น ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 63

    การแข่งขันศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำวันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน 2563 ที่สนาม วิคาเรจ โร้ด ระหว่าง วัตฟอร์ด ทีนอันดับ 17 ที่กำลังลุ้นหนีตาย พบ เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมอันดับ 3 ที่กำลังลุ้นตั๋วลุยฟุตบอลยุโรป

    ไนเจล เพียร์สัน กุนซือวัตฟอร์ด เกมนี้ส่งแนวรุกลงครบครัน อิสไมล่า ซาร์, อับดูลาย ดูกูเร่, โรเบร์โต้ เปเรย์ร่า คอยทำเกมสนับสนุน ทรอย ดีนี่ย์ หัวหอกตัวความหวัง ส่วน เลสเตอร์ ของกุนซือ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ต้องส่ง เจมส์ จัสติน แบ็กขวาดาวรุ่งลงเล่นแทน ริคาร์โด้ เปเรยร่า ที่มีอาการบาดเจ็บ ส่วนแนวรุกนำมาโดย เจมส์ แมดดิสัน และ เจมี่ วาร์ดี้ ตามเดิม  

    เปิดฉากครึ่งแรกมาทั้งสองทีมเปิดหน้าแลกใส่กันทันที จนมาถึง นาที 11 เป็น เลสเตอร์ ซิตี้ ที่มีโอกาสได้ลุ้นก่อน เบน ชิลเวลล์ เติมขึ้นมาสุดเส้นหลังแล้วเปิดเรียดเข้าเขตโทษ แต่ เคร็ก ดอว์สัน ดักสกัดทิ้งออกหลังไปหวดหวิด

    จากนั้นผู้มาเยือนยังได้โอกาสลุ้นต่อเนื่องใน นาที 16 เจมี่ วาร์ดี้ กระชากหลบแนวรับ วัตฟอร์ด แล้วแต่งบอลเข้าเหลี่ยมเท้าขวาก่อนจะซัดเต็มข้อหน้าเขตโทษบอลหลุดกรอบออกไป

    แต่ถึงกระนั้น นาที 35 วัตฟอร์ด เกือบได้ประตูขึ้นนำก่อนเมื่อ วิลเฟร็ด เอ็นดีดี้ จับบอลพลาดกระดอนไปเข้าทาง อับดูลาย ดูกูเร่ วิ่งมาซัดระยะเผาขนในเขตโทษ แต่ยังไปตรงตัว แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ล้มตัวเซฟไว้ได้  

    ครึ่งหลังเริ่มมาเพียง 3 นาที วัตฟอร์ด หวิดได้ประตูขึ้นนำเมื่อ เอเตียน กาปู แทงทะลุช่องให้ อิสไมล่า ซาร์ หลุดเดี่ยวแต่ยิงไม่ผ่านมือของ ชไมเคิ่ล โชว์ซูเปอร์เซฟปัดปลายมือไปได้หวุดหวิด

    "แตนอะลาวาด" กลายเป็นฝ่ายบุกกดดันอย่างหนักและได้ลุ้นต่อเนื่อง กีโก้ เฟเมเนีย เปิดจากกราบขวาเข้าเขตโทษให้ ทรอย ดีนีย์ ขึ้นโขกเหน่งๆบอลเฉียดเสาออกไปนิดเดียว ใน นาที 50

    หลังโดนขึงบุกใส่อยู่นาน นาที 68 เลสเตอร์ ได้ลุ้นบ้างเมื่อ เดเมอไร เกรย์ ตัวสำรอง ลองปั่นด้วยขวาหน้าเขตโทษแต่บอลยังเหินข้ามคาน

    เลสเตอร์ สลับมาเป็นฝ่ายขึงบุกใส่อย่างต่อเนื่อง และชวดขึ้นนำอย่างน่าเสียดายเริ่มตั้งแต่จังหวะสับไกของ เกรย์ แต่บอลไปนเสา ก่อนที่ในจังหวะต่อเนื่อง เจมส์ แมดดิสัน ซัดเรียดด้วยซ้าย แต่ยังติดเซฟ เบน ฟอสเตอร์ พุ่งปัดออกมาได้อีก ในนาที 75     

    อย่างไรก็ตามช่วงท้ายเกม นาที 90 เลสเตอร์ ซิตี้ มาได้ประตูขึ้นนำ เกรย์ วางข้ามมาฝั่งซ้ายให้ เบน ชิล เวลล์ หน้าเขตโทษก่อนจะวางเท้าซัดด้วยซ้ายบอลพุ่งเสียบสามเหลี่ยมเข้าไปอย่างสวยงาม

     แต่ถึงกระนั้นช่วงทดเจ็บ 90+3 วัตฟอร์ด ไม่ยอมง่ายๆตามตีเสมอ 1-1 จากจังหวะลูกเตะมุมแล้วบอลมาเข้าทาง เคร็ก ดอว์สัน กระโดดฟาดส่งบอลเข้าประตูไปอย่างสวยงาม ช่วงที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม วัตฟอร์ด เสมอ เลสเตอร์ 1-1

PL top scorers : อันดับดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019-20

อันดับดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก 2019-20 ขับเคี่ยวกันอย่างสนุก ยากจะคาดเดาว่าใครจะเป็นผู้คว้ารางวัลรองเท้าทองคำในปีนี้ไปครอง
ลิเวอร์พูล อาจเข้าป้ายคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกค่อนข้างแน่นอนแล้ว แต่สำหรับรางวัลดาวซัลโวยังคงแย่งชิงกันอย่างดุเดือด

โกล อัพเดทความเคลื่อนไหวอันดับดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก 2019-20 มาให้ท่านรับทราบ เพื่อร่วมลุ้นและคอยให้กำลังใจนักเตะที่ท่านชื่นชอบ

ดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019-20
เจมี วาร์ดี้ กลับมาระเบิดฟอร์มเก่งอีกครั้งภายใต้การคุมทีมของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส และรั้งอันดับหนึ่งในเวลานี้ ตามติดมาด้วย ปิแอร์-เอเมริค โอบาเมยอง และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ สองเจ้าของตำแหน่งร่วมเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

ขณะที่กลุ่มที่ตามมาอย่าง เซร์คิโอ อเกวโร, แดนนี อิงส์, ราอูล ฮิเมเนซ และ ซาดิโอ มาเน ยังคงมีลุ้นเช่นกัน 

*อัพเดทล่าสุดหลังเกมวันที่ 24 มิถุนายน

เลสเตอร์ รออยู่ !! เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เผย ตามจีบ คูตินโญ่ มาตั้งแต่อายุ 14

     เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือใหญ่ เลสเตอร์ ซิตี้ ออกมาเปิดเผยว่า เขาเริ่มสนใจในตัว คูตินโญ่ มาตั้งแต่อายุ 14 ปี และพยายามตามจีบมาตลอด ตั้งแต่เขายังเป็นโค้ชเยาวชนให้กับ เชลซี แต่สุดท้ายก็มาได้ร่วมงานกันที่ ลิเวอร์พูล จากรายงานของ mirror.co.uk เมื่อ 2 มิถุนายน 2563

        ย้อนกลับไปตอนที่ บีร็อด ยังทำงานเป็นโค้ชเยาวชนให้กับ เชลซี เขาก็ได้ไปถูกตาต้องใจเด็กบราซิลรายหนึ่ง ซึ่งก็คือ คูตินโญ่ นั่นเอง โดย นายใหญ่เลสเตอร์ ก็พยายามตามจีบมาตลอดจนเจ้าตัวอายุ 19 ปี แต่ว่า คูตี้ อยากย้ายไป อินเตอร์ มากกว่า ก่อนที่สุดท้ายแล้วทั้งคู่จะได้มาร่วมงานกันที่ ลิเวอร์พูล

        เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กล่าวว่า "บอกตรง ๆ เลยว่า ผมรู้จัก คูตินโญ่ มาตั้งแต่ตอนที่เขาอายุ 14 ปี และตอนนั้นผมยังเป็นโค้ชให้กับ เชลซี อยู่ เราพยายามที่จะเซ็นสัญญากับเขาเรื่อย ๆ นะ แต่ทุกอย่างไม่เกิดขึ้น"

        "พอเขาอายุได้ 19 ปี เราก็พยายามกันอีกรอบ แต่เขาเลือกแล้วว่าอยากไปอยู่ อินเตอร์ มิลาน แล้วผมเองก็เลือกไปทำงานตามสายงานของผมเช่นกัน ก่อนที่เราจะมาบรรจบกันที่ ลิเวอร์พูล"

        "ก่อนหน้านั้นผมเคยได้ยินบางคนพูดว่า คูตี้ ไม่สามารถเล่นใน พรีเมียร์ลีก ได้ แต่ดูผลงานที่เขาทำไว้กับ ลิเวอร์พูล สิ เราไม่น่ามีอะไรข้องใจอีกแล้ว"

        ทั้งนี้ เลสเตอร์ ของ บีร็อด เองก็เป็นหนึ่งในสโมสรที่ให้ความสนใจในตัวของ คูตินโญ่ อยู่เช่นเดียวกับ เชลซี, สเปอร์ส และอาร์เซนอล ซึ่งมันก็มีความเป็นไปได้ที่ตัวนักเตะอาจจะเลือกกลับไปทำงานกับนายเก่าที่รู้มือกัน

ร็อดเจอร์สรับติดเชื้อโควิดก่อนรักษาหายดีแล้ว

เผยมีกุนซือ พรีเมียร์ลีก อีกรายที่ติดโควิด-19 หลังเบรกซีซั่นไม่นาน แต่ตอนนี้หายแล้ว เจ้าตัวรับสุดทรมาน ร่างกายไม่มีเรี่ยวแรง ไม่ได้กลิ่น และไม่รับรู้รสชาติเลย

    เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ผู้จัดการทีม เลสเตอร์ ซิตี้ เปิดเผยว่า ทั้งตัวเอง และภรรยาติดเชื้อโควิด-19 แต่เวลานี้หายดีแล้ว โดยยอมรับว่า ช่วงที่ป่วยมีอาการเหนื่อยหอบเหมือนกับต้องปีนเขาคีลิมันจาโร่เลยทีเดียว

        ร็อดเจอร์ส เผยผ่าน บีบีซี เลสเตอร์ สปอร์ต เมื่อวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม ที่ผ่านมาว่า "ผมและภรรยาติดเชื้อหลังจากที่ฤดูกาลหยุด หนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้นผมเริ่มมีอาการ ผมไม่ได้กลิ่น และไม่รับรู้รสชาติ"

        "ผมไม่มีแรง ผมต้องต่อสู้กับมันเช่นเดียวกับภรรยาของผม ผมและภรรยาเข้ารับการตรวจก่อนผลออกมาติดเชื้อ ผมแทบเดินไม่ได้เลย มันทำให้ผมนึกถึงตอนปีนเขาคีลิมันจาโร่ ยิ่งคุณปีนขึ้นไปสูง คุณก็ต้องหอบมากขึ้น

        "การเดินแค่ 10 หลายังรู้สึกแตกต่างไปจากเดิมมาก ผมไม่สามารถวิ่งได้ ผมรู้สึกอ่อนแรง ผมไม่อยากกินอาหาร และมีความรู้สึกแปลกๆ เป็นเวลา 3 สัปดาห์กับการที่ไม่รู้สึกรสชาติอะไรเลย" ร็อดเจอร์ส กล่าว
    
        ทั้งนี้ ร็อดเจอร์ส เป็นกุนซือคนที่ 2 ใน พรีเมียร์ลีก ที่ยอมรับว่าติดโควิด-19 ต่อจาก มิเกล อาร์เตต้า ผู้จัดการทีม อาร์เซน่อล ที่ติดเมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา ก่อนที่ลีกจะต้องระงับมาจนถึงเวลานี้

EPL top scorers : อันดับดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019-20

อันดับดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก 2019-20 ขับเคี่ยวกันอย่างสนุก ยากจะคาดเดาว่าใครจะเป็นผู้คว้ารางวัลรองเท้าทองคำในปีนี้ไปครอง
ลิเวอร์พูล อาจเข้าป้ายคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกค่อนข้างแน่นอนแล้ว แต่สำหรับรางวัลดาวซัลโวยังคงแย่งชิงกันอย่างดุเดือด

โกล อัพเดทความเคลื่อนไหวอันดับดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก 2019-20 มาให้ท่านรับทราบ เพื่อร่วมลุ้นและคอยให้กำลังใจนักเตะที่ท่านชื่นชอบ

ดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019-20

เจมี วาร์ดี้ กลับมาระเบิดฟอร์มเก่งอีกครั้งภายใต้การคุมทีมของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส และรั้งอันดับหนึ่งในเวลานี้ ตามติดมาด้วย ปิแอร์-เอเมริค โอบาเมยอง เจ้าของตำแหน่งร่วมเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

ขณะที่กลุ่มที่ตามมาอย่าง เซร์คิโอ อเกวโร, โมฮาเหม็ด ซาลาห์, มาร์คัส แรชฟอร์ด และ แดนนี อิงค์ ยังคงมีลุ้นเช่นกัน 

*อัพเดทล่าสุดหลังเกมวันที่ 9 มีนาคม

ใครคือดาวซัลโวฤดูกาล 2018-19?
โมฮาเหม็ด ซาลาห์ รักษาตำแหน่งดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้วไว้ได้ ด้วยผลงาน 22 ประตู แต่ต้องแบ่งรางวัลนี้ร่วมกับ ซาดิโอ มาเน เพื่อนร่วมทีม ลิเวอร์พูล และ ปิแอร์-เอเมริค โอบาเมยอง กองหน้าตัวเก่งของ อาร์เซนอล ที่ยิงได้เท่ากัน

ซึ่งปีนี้ทั้งสามคนยังอยู่ในกลุ่มนำของอันดับดาวซัลโว และยังคงมีลุ้นเช่นเคย