ส่วนเกินหรือไม่?แมนยูชี้ชัดอนาคตเฟร็ดหลังจ่อคว้าฟานเดอเบ็ค

ท่ามกลางกระแสข่าวที่บอกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จ่อได้ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค มาร่วมทัพนั้น ล่าสุด แมนเชสเตอร์ อีฟนิ่ง นิวส์ ก็แฉว่า "ปีศาจแดง" ยังไม่คิดที่จะปล่อย เฟร็ด แต่อย่างใด ส่วนมิดฟิลด์ชาวบราซิเลียนก็พร้อมอยู่สู้กับทีมต่อไปด้วย
    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ไม่คิดที่จะปล่อย เฟร็ด กองกลางชาวบราซิเลียนแต่อย่างใด ตามรายงานของ แมนเชสเตอร์ อีฟนิ่ง นิวส์ สื่อท้องถิ่นชั้นนำประจำเมืองแมนเชสเตอร์

    "ปีศาจแดง" กำลังจะได้ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค มิดฟิลด์ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม มาร่วมทัพ โดยเขาสามารถเล่นได้ทั้งตำแหน่งกองกลางตัวรุกและมิดฟิลด์ตัวพักบอลที่คอยคุมจังหวะการเล่น ซึ่งนั่นก็ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงอนาคตของ เฟร็ด, เนมานย่า มาติช และ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ตามไปด้วย เพราะเชื่อกันว่า 3 แผงกลางตัวจริงชุดใหม่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะประกอบไปด้วย บรูโน่ แฟร์นันด์ส, ปอล ป็อกบา และ ฟาน เดอ เบ็ค

    อย่างไรก็ตาม แมนเชสเตอร์ อีฟนิ่ง นิวส์ แฉว่าจนถึงตอนนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังไม่ได้บอกกับ เฟร็ด เลยว่าเขากลายเป็นส่วนเกินของทีมแล้ว ขณะที่มิดฟิลด์ชาวบราซิเลียนก็ยังมีความสุขกับทีม และไม่มีความตั้งใจที่จะย้ายออกจากถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เหมือนกัน

    สื่อเจ้าเดิมเสริมว่า โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนฯ ยูไนเต็ด มองว่า เฟร็ด เป็นตัวเลือกที่เขาจะใช้งานก่อนหน้า มาติช ถ้าหากถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจว่าจะใช้ใครคนใดคนหนึ่ง และ เฟร็ด ก็รู้สึกดีมากๆ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก โซลชา อย่างเต็มที่

แซงรุ่นพี่หลายคน!อัพเดตค่าเหนื่อยนักเตะแมนยูหลังเฮนเดอร์สันต่อสัญญา

เปิดค่าเหนื่อยนักเตะ แมนฯ ยูไนเต็ด หลังจับ ดีน เฮนเดอร์สัน ต่อสัญญายาวเรียบร้อย ส่งผลให้แซงรุ่นพี่หลายราย ขณะที่เบอร์ 1 ยังเป็นของ ดาบิด เด เคอา เหมือนเดิม

    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จับ ดีน เฮนเดอร์สัน ผู้รักษาประตูฝีมือดี เซ็นสัญญาฉบับใหม่ 5 ปี ทำให้จะได้อยู่เฝ้าเสาในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ยาวถึงเดือนมิถุนายน ปี 2025 พร้อมรับค่าเหนื่อยเพิ่มขึ้น 2 เท่าไปเป็นสัปดาห์ละ 120,000 ปอนด์ (ประมาณ 4.92 ล้านบาท)

    นายด่านวัย 23 ปี ขึ้นไปรั้งอันดับ 9 ค่าเหนื่อยนักเตะ "ปีศาจแดง" ร่วมกับผู้เล่นอย่าง เฟร็ด, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ และ เนมานย่า มาติช ส่วนคนรับมากสุดในเวลานี้คือ ดาบิด เด เคอา โกลทีมชาติสเปน ที่ได้สัปดาห์ละ 350,000 ปอนด์ (ประมาณ 14.35 ล้านบาท)

อันดับค่าเหนื่อยนักเตะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
นักเตะ                              ค่าเหนื่อยต่อสัปดาห์ (ปอนด์)
1. ดาบิด เด เคอา                350,000
2. ปอล ป็อกบา                   290,000
3. อองโตนี่ มาร์กซิยาล           250,000 
4.  มาร์คัส แรชฟอร์ด               200,000
5. แฮร์รี่ แม็กไกวร์                    189,000
6.  ฆวน มาต้า                        160,000
7. ลุค ชอว์                            150,000
8. โอเดียน อิกาโล่                   120,000
9. เฟร็ด                                 120,000
9. วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ                120,000
9. เนมานย่า มาติช                    120,000
9. ดีน เฮนเดอร์สัน  120,000
13. บรูโน่ แฟร์นันด์ส                 100,000
14. อารอน วาน-บิสซาก้า          90,000
15. เอริก ไบยี่                         80,000
15. มาร์กอส โรโฮ                  80,000
17. ฟิล โจนส์                        75,000
17. เจสซี่ ลินการ์ด                     75,000
19. คริส สมอลลิ่ง                     70,000
19. เซร์คิโอ โรเมโร่                     70,000
21. สกอตต์ แม็คโทมิเนย์           60,000
22. แดเนียล เจมส์                  45,000
23. เมสัน กรีนวู้ด                     40,000
24. ลี แกรนท์                           30,000
24. อันเดรส เปเรยร่า                  30,000
26. ดีโอโก้ ดาโลต์                  25,000
27. ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์               15,000
28. อักเซล ตวนเซเบ้                    15,000

เบอร์บาตอฟแปลกใจ1แข้งแมนยูโดนมองข้าม

 

ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ อดีตหัวหอกชาวบัลแกเรีย เปิดอก ส่วนตัวแล้วตนแปลกใจมากๆ ที่พักหลัง สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ไม่ได้ลงเล่นมากเท่าไหร่ ทั้งที่เจ้าตัวเคยเล่นได้ดีจนได้ต่อสัญญายาวกับทีม

  ในช่วงหนึ่งของฤดูกาล 2019-20 แม็คโทมิเนย์ เคยทำผลงานได้โดดเด่นจนทำให้ได้รับคำชมอย่างมาก และได้ต่อสัญญากับทีมไปจนถึงช่วงซัมเมอร์ ปี 2025 แต่การที่ เนมานย่า มาติช กับ เฟร็ด เล่นได้ดีพอๆ กันก็ทำให้ แม็คโทมิเนย์ ได้ลงเล่นน้อยลงตามไปด้วย

    เบอร์บาตอฟ เผยว่า "ความพ่ายแพ้ในนัดนั้น (แพ้ เซบีย่า 1-2 ในรอบรองชนะเลิศของ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก) แสดงให้เห็นว่า ยูไนเต็ด จำเป็นต้องเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้ แน่นอนว่าพวกเขาต้องการเซนเตอร์แบ็กมาร่วมทีม ส่วนแผงกลางกับแดนหน้าดูโอเคดี ตอนนี้ดูแล้วมีโอกาสสูงที่ ปอล ป็อกบา จะได้อยู่กับทีม และผมก็อยากเห็น สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ กลับมาติดทีม"

    "ยูไนเต็ด ต้องมีขุมกำลังที่ใหญ่กว่านี้ โอเล่ รอจนถึงช่วงท้ายเกมกว่าที่จะทำการเปลี่ยนตัวครั้งแรก มันแสดงให้เห็นว่าเขาเชื่อใจใน 11 ตัวจริงมากๆ แต่มันก็อาจจะสื่อได้เหมือนกันว่าเขาไม่เชื่อใจตัวสำรองของเขาเท่าไหร่ ฤดูกาลหน้ามันจะมีเกมให้เล่นหลายนัด และพวกเขาก็ต้องทำให้ขุมกำลังพร้อมสำหรับเรื่องนั้น"

    "ผมมองว่าสถานการณ์ของ แม็คโทมิเนย์ มันแปลกมากๆ เขาฟิตและพร้อมช่วยทีมแท้ๆ เขาได้ต่อสัญญากับทีมไปแล้วด้วย แต่เขากลับไม่ได้ลงเล่นซะอย่างนั้น มันเป็นเพราะ มาติช กับ เฟร็ด เล่นได้ดีมากๆ รึเปล่า ? ผมเองก็ไม่มั่นใจในเรื่องนั้นเหมือนกัน แต่ผมชอบเขามากๆ นะ ดังนั้นผมก็หวังว่าในฤดูกาลหน้าเขาจะยกระดับตัวเองได้และกลับมาติดทีมได้"

ดีหรือด้อยกว่า? เทียบผลงาน ก็องเต้ กับ 3 มิดฟิลด์ แมนฯ ยูไนเต็ด

ทำเอาหลายคนแปลกใจพอตัวเมื่อ สกาย เบ็ท และ เบ็ท 365 ซึ่งต่างก็เป็นบริษัทรับพนันถูกกฎหมายของอังกฤษออกมาให้ราคาเหมือนกันว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นตัวเต็งอันดับ 1 ที่จะได้ตัว เอ็นโกโล่ ก็องเต้ มิดฟิลด์ เชลซี ไปเสริมทัพภายในช่วงซัมเมอร์นี้

   จริงอยู่ว่ามันมีข่าวมาพักหนึ่งแล้วว่า แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม เชลซี อยากผ่าตัดทีมครั้งใหญ่ และคิดว่า ก็องเต้ ไม่ได้เป็นฟันเฟืองหลักของทีมแล้ว หลังจากที่พักหลังเขาโดนอาการบาดเจ็บเล่นงานบ่อยพอตัว แต่การที่ ก็องเต้ ถูกมองว่ามีโอกาสย้ายไปอยู่กับ "ปีศาจแดง" ซึ่งเป็นทีมจากลีกเดียวกับ เชลซี มากที่สุด มันก็ถือว่าน่าตกใจพอตัว

 

   แน่อนนว่าถ้า ก็องเต้ ย้ายมาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เขาก็จะทับตำแหน่งกับทั้ง สกอตต์ แม็คโทมิเนย์, เนมานย่า มาติช และ เฟร็ด ดังนั้นวันนี้เราจะมาลองดูกันว่าใน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลล่าสุดนั้น ก็องเต้ มีผลงานในแต่ละด้านเหนือหรือด้อยกว่าทั้ง 3 คนนั้น

 – เกมรับ

 

   แน่นอนว่านี่เป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญอย่างมากของกองกลางตัวรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหาก โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนฯ ยูไนเต็ด อยากใช้ 2 ใน 3 ของแผงกลางเป็น บรูโน่ แฟร์นันด์ส กับ ปอล ป็อกบา แล้วล่ะก็ มิดฟิลด์อีก 1 รายก็จำเป็นต้องเล่นเกมรับให้โดดเด่นเป็นพิเศษ เพื่อที่ ป็อกบา จะได้ไม่ต้องมาพะวงช่วยเกมรับ และประสานงานกับ บรูโน่ ได้อย่างเต็มที่

   ทั้งนี้ ในฤดูกาลที่ผ่านมา ก็องเต้ ยังอ่านเกมได้ดีจนตัดบอลโดยที่ไม่ต้องพุ่งเสียบในลีกได้เฉลี่ยแล้ว 2 ครั้งต่อเกม ซึ่งถือว่าเหนือกว่า 3 มิดฟิลด์ตัวรับของ แมนฯ ยูไนเต็ด ทั้งหมด โดยคนที่ใกล้เคียงกับเขามากที่สุดคือ เฟร็ด ที่ทำได้ 1.3 ครั้งต่อเกม ตามมาด้วย แม็คโทมิเนย์ ที่ทำไป 1.1 ครั้งต่อเกม และ มาติช ที่จำนวน 1 ครั้งต่อนัด

 

   นอกจากนี้ ก็องเต้ ยังสามารถเคลียร์บอลพ้นพื้นที่อันตรายได้ดีกว่าอีก 3 คนด้วย เพราะทำได้เฉลี่ย 1.4 ครั้งต่อนัด ส่วน มาติช กับ แม็คโทมิเนย์ ตามมาเท่ากันที่ 1.2 ครั้งต่อเกม ส่วน เฟร็ด ทำได้น้อยสุดที่ 0.9 ครั้งต่อนัด

   ขณะเดียวกัน มิดฟิลด์ชาวฝรั่งเศสของ เชลซี ยังโดนคู่แข่งเลี้ยงผ่านในลีกเพียงเฉลี่ย 0.9 ครั้งต่อนัดเท่านั้นด้วย ซึ่งตรงนี้เขาเป็นรองเพียง แม็คโทมิเนย์ ที่ทำได้ 0.6 ครั้งต่อเกม เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น หากเทียบเฉพาะ 3 กองกลางของ แมนฯ ยูไนเต็ด โดย มาติช โดนเลี้ยงผ่านเฉลี่ย 1.1 ครั้งต่อเกม ส่วน เฟร็ด ถูกคู่แข่งกระชากผ่านไป 2.6 ครั้งต่อนัด

 

   ในส่วนความแม่นยำในการเข้าสกัดนั้น ก็องเต้ อาจจะทำได้น้อยกว่า มาติช กับ เฟร็ด เพราะเขาทำได้เฉลี่ย 2 ครั้งต่อนัด แต่มันก็ไม่ได้ถือว่าด้อยกว่าอีก 2 คนมากกว่า เพราะ มาติช ทำได้ 2.2 ครั้งต่อนัด ส่วนของ เฟร็ด อยู่ที่ 2.1 ครั้งต่อเกม ขณะที่ แม็คโทมิเนย์ ทำได้ 1.6 ครั้งต่อนัด

 – เกมรุก

 

   แน่นอนว่าเกมรุกไม่ใช่จุดเด่นของ ก็องเต้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังมีค่าเฉลี่ยการผ่านบอลที่เป็นจังหวะสำคัญต่อเกมอยู่ที่ 1.2 ครั้งต่อนัด เท่ากับ เฟร็ด เป๊ะ ส่วน มาติช กับ แม็คโทมิเนย์ ทำได้ 0.7 ครั้งต่อเกม กับ 0.6 ครั้งต่อนัด ตามลำดับ แถมเขายังทำได้ 3 ประตูด้วย แพ้เพียง แม็คโทมิเนย์ ที่ทำไป 4 ลูกแค่คนเดียว ขณะที่ มาติช กับ เฟร็ด ทำประตูในลีกไม่ได้เลยในซีซั่นล่าสุด

  ขณะที่ความแม่นยำในการผ่านบอลนั้น ก็องเต้ ถือเป็นอันดับ 3 ถ้าเทีบกับ 3 แผงกลางของ แมนฯ ยูไนเต็ด หลังจากมีเปอร์เซ็นต์ผ่านบอลเข้าเป้า 84.9 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่ 1 คือ เฟร็ด ที่ทำได้ 87 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ มาติช ตามมาเป็นที่ 2 ด้วยจำนวน 87 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความ่าที่จริงแล้ว ก็องเต้ ก็ไม่ได้เป็นรองทั้ง 2 คนมากนัก

 

  ถ้าจะมีด้านไหนที่ ก็องเต้ ทำได้แย่กว่า 3 กองกลางของ แมนฯ ยูไนเต็ด แบบเห็นได้ชัดก็คงจะเป็นการผ่านบอลยาวเข้าเป้า เพราะเขามีค่าเฉลี่ยด้านนี้เพียง 1.8 ครั้งต่อนัด ห่างจาก เฟร็ด ที่ทำไป 3.8 ครั้งต่อเกมแบบคนละโลก ส่วน แม็คโทมิเนย์ กับ มาติช ทำได้ 2.3 ครั้งต่อเกม กับ 2.2 ครั้งต่อนัด ตามลำดับ

แมนยูเน้น!โซลชาวาง “มาร์กซิยาล” หน้าสังหารโคเปนเฮเก้นรอบ8ทีมยูโรปาลีก

"ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เตรียมจัดทัพหนักโดย โอเล่ กุนนาร์ โซลชา จะใช้บริการ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ยืนศูนย์หน้าตัวหลักปิดสกอร์เกมพบ เอฟซี โคเปนเฮเก้น ในศึกฟุตบอล ยูโรปาลีก (รอบก่อนรองชนะเลิศ) วันจันทร์ที่ 10 ส.ค. ศกนี้ เวลา : 02.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

ปรีวิว ฟุตบอล ยูโรปา ลีก (รอบก่อนรองชนะเลิศ)
วันจันทร์ที่ 10  สิงหาคม 2563 (เวลา : 02.00 น.)
แมนฯ ยูไนเต็ด   –   เอฟซี โคเปนเฮเก้น

สนาม : ไรน์ เอเนอร์กี้ สตาดิโอน (สนามกลาง)

    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เทรนเนอร์แมนฯ ยูไนเต็ด พาทีมเข้ารอบ หลังรวม 2 นัด ถล่มแอลเอเอสเค ลินซ์ขาดลอย 7-1

    โซลชา เพิ่งนำลูกทีมออกเดินไปเยอรมันซึ่งเป็นสนามแข่งกลางตั้งแต่รอบก่อนรองฯ จนถึงรอบชิงชนะเลิศ โดยที่จะไม่มี ลุค ชอว์, ฟิล โจนส์ และ อั๊กเซล ตวนเซเบ้ ที่บาดเจ็บเหมือนเดิม
 
    ตัวหลักของทีมทั้ง ปอล ป็อกบา, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด, ดาบิด เด เคอา และ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ต่างเดินทางไปทั้งหมด และพร้อมเป็นตัวเลือกสำหรับทีม เช่นเดียวกับกลุ่มที่ได้เล่นในรายการนี้ทั้ง เซร์คิโอ โรเมโร่, เอริก ไบยี่, สกอตต์ แม็คโทมิเนย์, ฆวน มาต้า, แดเนียล เจมส์ และ โอเดียน อิกาโล่ 

    สตาเล่ โซลบัคเค่น เทรนเนอร์เอฟซี โคเปนเฮเก้น พาทีมเข้ารอบนี้ หลังชนะอิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์ด้วยประตูรวม 3-1

    ความพร้อมเกมนี้ โซลบัคเค่นยังไม่มี มิชาเอล ซานโตส ที่ติดโทษแบน รวมไปถึง วิคเตอร์ ฟิสเชอร์ ที่มีอาการบาดเจ็บรบกวน

    นอกจากนั้นไม่มีปัญหาอะไรรบกวนเพิ่มเติม คาดว่าน่าจะยึดทีมจากเกมล่าสุดเป็นหลักต่อไป เพราะทำผลงานกันได้ดีแล้วนั่นเอง

    นำโดยแกนหลักขาประจำอย่าง โฮเซ่ การ์ลอส กอนซัลเวส โรดริเกส "เซก้า" กองกลางกัปตันทีม, อันเดรียส เบลลันด์, โยนาส วินด์, ราสมุส ฟัลค์ และ มิคเคล เคาฟ์มันน์
 

รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม
   
    แมนฯ ยูไนเต็ด (4-2-3-1) : เซร์คิโอ โรเมโร่ – อารอน วาน-บิสซาก้า, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ -ปอล ป็อกบา, เนมานย่า มาติช – เมสัน กรีนวู้ด, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด- อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล
    เทรนเนอร์ : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา 

    เอฟซี โคเปนเฮเก้น (4-2-3-1) : คาร์ล-โยฮัน ยอห์นส์สัน – กีเยร์โม่ วาเรล่า, วิคเตอร์ เนลส์สัน, อันเดรียส เบลลันด์, นิโคไล บอยเลเซ่น – โรเบิร์ต มูดราซิย่า, โฮเซ่ การ์ลอส กอนซัลเวส โรดริเกส "เซก้า" – เป๊ป บิเอล, โยนาส วินด์, ราสมุส ฟัลค์ – มิคเคล เคาฟ์มันน์
    เทรนเนอร์ : สตาเล่ โซลบัคเค่น 

    ผู้ตัดสิน : กเลมงต์ ตูร์กแป็ง (ฝรั่งเศส)

 

ถึงเวลาลินการ์ดโชว์!คาดการณ์11ตัวจริงแมนยูฟัดแอลเอเอสเค

หลังจากที่การแข่งขันบอลลีกปิดฉากลงไปเป็นที่เรียบร้อย ถึงเวลาที่ถ้วยยุโรปกลับมารีสตาร์ทเปิดฉากฟาดแข้งกันอีกครั้ง โดยที่ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีคิวเปิดรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด รับมือ แอลเอเอสเค สโมสรดังจากออสเตรีย คืนวันนี้ ในศึก ยูฟ่า ยูโรปา ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง ซึ่งกุนซือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา คงจะพักตัวหลักเพียบ หลังจากที่เกมแรกบุกไปตุนสกอร์ได้ก่อนถึง 5-0 เมื่อช่วงกลางเดือนมีนาคม และนี่คือ 11 ผู้เล่น แมนฯ ยูไนเต็ด ที่คาดว่าน่าจะได้สตาร์ทเป็นตัวจริงเกมนี้ในแผนการเล่น 4-2-3-1 (อ้างอิงจากเว็บไซต์ sportsmole.co.uk)
 – ผู้รักษาประตู : เซร์คิโอ โรเมโร่
  เกมนี้ โซลชา ให้ ดาบิด เด เคอา นายประตูมือหนึ่ง พักแน่นอน ดังนั้นจึงเป็นโอกาสให้กับขาประจำบอลถ้วยอย่าง โรเมโร่ ได้ลงโชว์ฝีมือ 

 – แดนหลัง : ดีโอโก้ ดาโลต์, เอริค ไบยี่, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, แบรนดอน วิลเลี่ยมส์
  ดาวรุ่งอย่าง วิลเลี่ยมส์ จะได้สตาร์ทเป็นตัวจริงในตำแหน่งแบ็กซ้ายแน่นอน เพราะ ลุค ชอว์ กับ อักเซล ตวนเซเบ้ ลงเล่นไม่ได้อยู่แล้ว ทางฝั่งซ้ายน่าจะเป็นโอกาสของ ดาโลต์ ส่วนคู่เซนเตอร์แบ็กน่าจะเป็น ลินเดอเลิฟ เล่นร่วมกับ ไบยี่ เพื่อให้กัปตันทีม แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ได้พักบ้าง

 

 – กลางรับ : เฟร็ด, สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์
  สองคนนี้น่าจะได้สตาร์ทเป็นตัวจริงค่อนข้างแน่ หลังจากที่ไม่ค่อยได้ลงเล่นในเกมลีกหลังการรีสตาร์ท เพราะต้องหลีกทางให้กับสองแข้งที่ฟอร์มกำลังดีอย่าง ปอล ป็อกบา และ เนมานย่า มาติช


 

 – สามตัวรุก : แดเนี่ยล เจมส์, ฆวน มาต้า, เจสซี่ ลินการ์ด
  เจมส์ กับ ลินการ์ด จะลงลากเลื้อยทำเกมรุก ร่วมกับจอมเก๋าอย่าง มาต้า ที่จะยืนเป็นเพลย์เมกเกอร์เต็มตัว ซึ่งหากเป็นแบบนี้ ถือว่าน่าสนใจทีเดียว หลังจากที่พึ่งพาความสามารถของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส มาตลอดช่วงครึ่งซีซั่นหลัง

 – หน้าเป้า : โอเดียน อิกาโล่
   ตำแหน่งนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก อิกาโล่ เพราะมันคงไม่ใช่เรื่องที่ โซลชา จะให้ตัวหลักอย่าง อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล, มาร์คัส แรชฟอร์ด หรือ เมสัน กรีนวู้ด สตาร์ทเป็นตัวจริง

“แรชฟอร์ด” โชว์เหนือ, “เดเคอา” หนึบ!ตัดเกรดแข้งแมนยูเกมบุกสอยพาเลซ

"ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เก็บสามแต้มสำคัญได้สำเร็จ หลังบุกไปเอาชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0 เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยได้ประตูจาก มาร์คัส แรชฟอร์ด และ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ที่ช่วยกดคนละตุง แต่อีกคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ ดาบิด เด เคอา ที่เกมนี้โชว์เซฟสวยๆ ได้หลายครั้ง และนี่คือผลสอบของลูกทีม โอเล่ กุนนาร์ โซลชา แต่ละคนที่ลงเล่นในเกมนี้ 

11 ผู้เล่นตัวจริง

  – ดาบิด เด เคอา : 8
  ได้ออกแรงเซฟตั้งแต่ต้นเกม และเซฟได้เยี่ยมอีกครั้งในช่วงท้ายครึ่งแรก โดยเฉพาะจังหวะบินปัดลูกยิงฟรีคิกของ ลูก้า มิลิโวเยวิช แถมช่วงท้ายเกมมีชอตเซฟลูกยิงของ ซาฮา ด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งพระเอกของทีมในแมตช์นี้

 – อารอน วาน-บิสซาก้า : 6
  มีอาการล้าอย่างเห็นได้ชัด เจอปัญหาหลายครั้งยามที่ต้องดวลกับ ซาฮา 

 – วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ : 6
  แม้เป็นเกมที่ทีมเก็บคลีนชีตได้ แต่ไม่ใช่วันที่ดีนักสำหรับ ลินเดอเลิฟ เพราะหลายครั้งดูเชื่องช้า และเกือบทำเสียจุดโทษในจังหวะปะทะกับ ซาฮา

 – แฮร์รี่ แม็กไกวร์ : 7.5
  มีจังหวะสกัดสวยๆ ให้เห็น แถมขึ้นมาลุ้นทำประตูจากลูกเตะมุมได้เสียวหลายครั้ง แต่ช่วงท้ายเกมมีจังหวะเสียท่าให้ ซาฮา กระนั้นโดยรวมถือว่าคุมแนวรับได้เยี่ยม

– ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ : 7
  ได้สตาร์ทเป็นตัวจริงแบบเหนือความคาดหมาย แต่โดยรวมทำผลงานได้โอเค อาจไม่ได้มีส่วนช่วยเกมรุกมากนัก นั่นก็เป็นเพราะเจ้าตัวเน้นเล่นเกมรับเป็นหลัก 

 – สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ : 6 
  ไม่ใช่วันที่ดีสำหรับหนุ่มเลือดวิสกี้ เพราะช่วยเบรกเกมแดนกลางของเจ้าถิ่นไม่ค่อยได้ ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออกช่วงครึ่งหลัง 

 – ปอล ป็อกบา :  6.5
  ไม่ได้โดดเด่นอะไรมาก เน้นไปในทางช่วยผ่านบอลและขึ้นเกมเป็นหลัก
 
 – เมสัน กรีนวู้ด : 6.5
  อาจจะค่อนข้างเงียบ และมีโอกาสได้ลองยิงแค่หนเดียว แต่ทำได้ดีในการพาบอล ก่อนถูกถอดออกช่วงครึ่งหลัง ซึ่งดูแล้วสภาพร่างกายยังไม่เต็มร้อย แม้ผ่านเช็คความฟิตลงเล่นเกมนี้ได้

 – บรูโน่ แฟร์นันด์ส : 7.5
  แม้ไม่ได้เป็นแอสซิสต์ แต่ก็มีส่วนสำคัญกับทั้งสองประตูที่ทีมทำได้ แถมเกือบยิงเองได้ด้วย ถือเป็นเกมที่น่าประทับใจสำหรับเจ้าตัว ถึงแม้ไม่ใช่วันที่เล่นได้ท็อปฟอร์มก็ตาม

 – มาร์คัส แรชฟอร์ด : 8
  เหนือชั้นและเยือกเย็นมากๆ ในจังหวะยิงประตูขึ้นนำ 1-0 แถมเป็นคนแอสซิสต์ให้ มาร์กซิยาล จบสกอร์ 2-0 ด้วย

 – อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล : 7.5
  เป็นอีกเกมที่เล่นได้ดี มีความดุดันแถมมั่นใจ และจบสกอร์ลูก 2-0 ได้เฉียบขาด 

 สำรองที่ได้ลงเล่น

 – เจสซี่ ลินการ์ด (แทน กรีนวู้ด น. 63) : 6
  ดูมีความมุ่งมั่นกับการเล่นดี แต่ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

 – เนมานย่า มาติช (แทน แม็คโทมิเนย์ น. 63) : 6.5
  อาจจะมีกั๊กจังหวะกับ แม็กไกวร์ ช่วงท้ายเกม แต่โดยรวมลงไปช่วยให้แดนกลางดูแน่นขึ้น

 

จัดเต็มแนวรุก!คาดการณ์ 11 ตัวจริงแมนยูฟัดเชลซีเกมเอฟเอคัพรอบตัดเชือก

ถือเป็นอีกหนึ่งเกมสำคัญของ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลนี้เลยก็ว่าได้ เพราะคืนนี้พวกเขามีคิวดวลกับ เชลซี ในศึก เอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ ที่สังเวียนแข้ง เวมบลีย์ สเตเดี้ยม และล่าสุด เดอะ ซัน สื่อชั้นนำของอังกฤษ ได้คาดการณ์ 11 ผู้เล่นตัวจริงของ แมนฯ ยูไนเต็ด ออกมาเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งต้องบอกเลยว่า เกมนี้กุนซือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา น่าจะจัดเต็ม ต่อให้ยังต้องเน้นหนักในเกม พรีเมียร์ลีก ก็ตาม (ระบบ 4-2-3-1)

 – ผู้รักษาประตู : เซร์คิโอ โรเมโร่
  ด้วยการที่โปรแกรมเกมลีกเหลืออีกแค่ 2 นัด ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ โซลชา จะเลือกใช้งานนายทวารมือหนึ่งอย่าง ดาบิด เด เคอา แต่ โรเมโร่ ได้ลงเฝ้าเสาในถ้วยนี้มาตลอดตั้งแต่รอบ 3 (รวม 5 เกม) ดังนั้น โซลชา ก็น่าจะให้โอกาสกับ นายประตูชาวอาร์เจนไตน์วัย 33 ปี ต่อไป 

 – กองหลัง : อารอน วาน-บิสซาก้า, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, แบรนดอน วิลเลี่ยมส์
  เกมนี้ ลุค ชอว์ แบ็กซ้ายตัวหลัก จะไม่ได้ลงเล่น เนื่องจากมีปัญหาบาดเจ็บ ดังนั้นเจ้าหนู วิลเลี่ยมส์ จะได้รับโอกาสแทน ส่วนคู่เซนเตอร์แบ็กคงหนีไม่พ้น แม็กไกวร์ กับ ลินเดอเลิฟ เช่นเดียวกับ วาน-บิสซาก้า ในตำแหน่งแบ็กขวา

 

 – คู่มิดฟิลด์ตรงกลาง : ปอล ป็อกบา, เนมานย่า มาติช
  ป็อกบา ได้สตาร์ตเป็นตัวจริงแน่นอน ส่วนคนที่จะเล่นอยู่ข้างๆ ดาวเตะเฟร้นช์แมนนั้น ตัวที่มีประสบการณ์สูงอย่าง มาติช น่าจะได้รับโอกาสก่อนแข้งพลังหนุ่มอย่าง สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ หรือ เฟร็ด

 

 – สามตัวรุก : เมสัน กรีนวู้ด, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด
  บรูโน่ ลงสนามรับบทเป็นตัวสร้างสรรค์เกมเช่นเคย ขนาบข้างด้วยสองจอมพลิ้วอย่าง แรชฟอร์ด และ กรีนวู้ด ถึงแม้ในรายของ "เจ้าไม้เขียว" ทำประตูไม่ได้มาสองเกมติดแล้วก็ตาม

 – หัวหอกตัวเป้า : อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล
  โทษฐานที่ฟอร์มกำลังยอดเยี่ยม ดังนั้นในตำแหน่งหอกเป้าไม่น่าจะหนีพ้น มาร์กซิยาล ส่วน โอเดียน อิกาโล่ คงเป็นได้แค่ตัวทีเด็ดจากม้านั่งสำรอง

มาร์กซิยาลเจ๋ง,กรีนวู้ดหาย(เงียบ)!ตัดเกรดแข้งแมนยูเกมเจ๊าเซาแฮมป์ตัน

 "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พลาดขึ้นที่ 3 แบบน่าเจ็บใจ หลังทำได้แค่เปิดรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เสมอ เซาธ์แฮมป์ตัน 2-2 เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา แถมเป็นการเสียประตูในช่วงทดเวลาบาดเจ็บด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่า ไม่ใช่เกมที่ดีสำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด เพราะเกมรุกไม่ดุดันเหมือนหลายเกมที่ผ่านมา แถมเกมรับก็มาพลาดในช่วงเวลาที่สำคัญ และนี่คือผลสอบของลูกทีม โอเล่ กุนนาร์ โซลชา แต่ละคนที่้ลงเล่นในแมตช์นี้
11 ผู้เล่นตัวจริง
 
  – ดาบิด เด เคอา : 6
  โชว์ซูเปอร์เซฟลูกยิงของ นาธาน เร้ดมอนด์ ช่วงท้ายเกมได้อย่างยอดเยี่ยม แต่สุดท้ายทีมก็โดนส่องประตูตีเสมอช่วงทดเจ็บ

 – อารอน วาน-บิสซาก้า : 6
  ไม่ใช่เกมที่ดีนักสำหรับเจ้าตัว ดูล้าๆ และมีปัญหาในการรับมือกับ นาธาน เร้ดมอนด์ อย่างชัดเจน

 – วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ : 6.5
  จริงๆ แล้วเกือบมีเกมที่ดี มีจังหวะสกัดสวยๆ หลายครั้งทั้งครึ่งแรกและครึ่งหลัง ทว่าสุดท้ายก็มาเสียท่า เพราะจัดการกับ ไมเคิ่ล โอบาเฟมี่ ไม่ดีในจังหวะเสียประตูตีเสมอ 2-2  
 

 – แฮร์รี่ แม็กไกวร์ (กัปตันทีม) : 6
  จังหวะเสียประตูแรกถือว่าปิด สจ๊วร์ต อาร์มสตรอง ไม่ดี และโดยรวมถือว่าเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐาน ถึงแม้ไม่มีชอตผิดพลาดแบบชัดเจนก็ตาม

 – ลุค ชอว์ : 7
  เป็นเกมที่น่าประทับใจทีเดียว ช่วยเติมเกมรุกได้ดี เกมรับก็โอเค แต่โชคร้ายมีปัญหาบาดเจ็บ จนถูกเปลี่ยนตัวออกช่วงครึ่งหลัง
 

 – ปอล ป็อกบา : 6.5
  พลาดเองเต็มๆ กับจังหวะเสียบอลแดนตัวเอง จนนำไปสู่การเสียประตู จากนั้นก็มีชอตเสียบอลง่ายๆ อีกหนึ่งดอก ทว่าหลังจากนั้นกลับมีส่วนร่วมกับทั้งสองประตูที่ทีมได้ ถือเป็นการแก้ตัวที่ดี แต่รวมๆ แล้วไม่ใช่เกมที่น่าพอใจมาก ก่อนถูกถอดออกช่วงครึ่งหลัง

 – เนมานย่า มาติช : 7
  อาจดูไม่โดดเด่น แต่ช่วยแดนกลางได้เยอะทีเดียว เพราะชนะในการแท็กเกิ้ลถึง 5 หน  
 

 – เมสัน กรีนวู้ด : 6
  เป็นเกมที่เงียบมากสำหรับเจ้าหนูวัย 18 ปี มีส่วนร่วมกับเกมน้อย และไม่มีโอกาสยิงแม้แต่ครั้งเดียว  

 – บรูโน่ แฟร์นันด์ส : 6.5
  แม้เป็นคนแอสซิสต์ให้ มาร์กซิยาล ยิงประตูพลิกนำ 2-1 แต่โดยรวมไม่ใช่เกมที่ดีของ บรูโน่ สักเท่าไร

 – มาร์คัส แรชฟอร์ด : 7
   จบสกอร์ประตูตีเสมอ 1-1 ได้เฉียบขาด พาบอลเล่นงานแนวรับทีมเยือนได้บ่อยๆ ในช่วงครึ่งแรก ทว่าช่วงครึ่งหลังกลับมีจังหวะยิงออกจ่อๆ อย่างน่าเสียดาย
 
 – อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล : 8
  ได้บอลหลุดเดี่ยวเข้าไปยิงตั้งแต่ต้นเกม แต่ไม่สามารถส่งบอลผ่านมือนายประตูทีมเยือนได้ ก่อนที่จะแก้ตัวด้วยการแอสซิสต์ให้ แรชฟอร์ด ยิงตีเสมอ 1-1 และหลังจากนั้นก็ยิงเองอย่างสุดสวยเป็นประตูพลิกนำ 2-1 แถมมีจังหวะสร้างโอกาสสวยๆ ให้ แรชฟอร์ด ลุ้นจบสกอร์ช่วงครึ่งหลัง ถือเป็นเกมที่น่าประทับใจสำหรับเจ้าตัว แม้ช่วงท้ายเกมมีจังหวะยิงหลุดกรอบแบบน่าผิดหวังก็ตาม
 

สำรองที่ได้ลงเล่น
 

 – เฟร็ด (แทน ป็อกบา น. 63) : 6
  ไม่ได้ช่วยสร้างความแตกต่างอะไรมาก

 – เบรนดอน วิลเลี่ยมส์ (แทน ชอว์ น. 75) : 6
  ช่วยเกมรับได้แข็งแกร่ง แต่โชคร้ายได้รับบาดเจ็บจนต้องถูกเปลี่ยนตัวออก

 – แดเนี่ยล เจมส์ (แทน กรีนวู้ด น. 85) : –
  ไม่สามารถให้คะแนนได้
 
 – สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ (แทน แฟร์นันด์ส น. 85) : –
  ไม่สามารถให้คะแนนได้

แมนยูร่วง – เซ่น “ไบยี่”!เชลซีโชว์แจ่มไล่อัดซิวชัยลิ่วชิงดำอาร์เซน่อลศึกเอฟเอคัพ

"ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องกระเด็นตกรอบเสียแล้วหลังโดน "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ที่ระเบิดฟอร์มแกร่งไล่อัดพ่ายไปด้วยสกอร์ 1-3 โดยเกมนี้ เอริก ไบยี่ กองหลังผีแดงส่อเจ็บหนักจนต้องหามส่งโรงพยาบาล ทั้งนี้ เชลซี จะผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศกับ อาร์เซน่อล ต่อไป ในศึกฟุตบอล เอฟเอ คัพ อังกฤษ (รอบรองชนะเลิศ) วันอาทิตย์ที่ 19 ก.ค. ที่ผ่านมา

ฟุตบอล เอฟเอ คัพ อังกฤษ (รอบรองชนะเลิศ)
วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2563
แมนฯ ยูไนเต็ด 1   –   3 เชลซี

สนาม : เวมบลีย์ (สนามกลาง)

     นัดนี้เป็นการพบกันครั้งที่ 4 ของฤดูกาลนี้ของทุกรายการ และ 3 นัดที่ผ่านมาเป็นฝั่งแมนยูที่คว้าชัยไปได้ทั้งหมด
   
     เริ่มเกมเป็นทางแมนยูได้เขี่ยลูกเริ่มเล่นก่อน ผ่านมาถึงนาทีที่ 5 บรูโน่ แฟร์นันด์ส เปิดยาวให้ แดเนียล เจมส์ กวดยาวหวังเล่นบอลแต่อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าบอลแรงเลยไปเข้ามือ วิลลี่ กายาเยโร่ นายด่านตัวสำรองเชลซีรับไว้และเล่นต่อไปไร้ปัญหา

    ทั้งสองทีมยังต่อบอลสู้กันที่แดนกลาง นาทีที่ 10 เชลซี ได้โอกาสจบสกอร์เป็น รีซ เจมส์ ที่ตะบันไกลระยะประมาณเกือบ 30 หลาทางฝั่งขวาบอลพุ่งส่ายตรงกรอบแต่ไม่ห่างตัว เด เคอา ที่เกร็งมือทุบบอลออกไปได้

   

 นาทีที่ 15 สิงโตน้ำเงินครามเกือบได้เฮก่อนเมื่อ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า เติมเกมขึ้นมาทางฝั่งขวาก่อนจะเปิดโด่งโค้งไปเข้าหัว มาร์กอส อลอนโซ่ ที่ได้โขกเน้นๆ แต่บอลหลุดออกข้ามคานไปอย่างน่าเสียดาย

    นาทีที่ 22 ยังคงเป็นเชลซีที่ครองเกมได้มากกว่า เอริก ไบยี่ พยายามโหม่งเคลียร์แต่บอลดันไปเข้าทาง เมสัน เมาน์ท ที่ไม่รอช้าหวดด้วยเท้าขวาทันทีแต่ยังดีมี แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ยืนอยู่ตรงนั้นพอดีและบล็อกบอลไว้ได้

    10 นาทีต่อมา ทัพอสูรแดงได้ลุ้นจากจังหวะฟรีคิกระยะประมาณ 24 หลาหน้ากรอบเขตโทษ จากการที่ เฟร็ด โดน มาเตโอ โควาซิช สอยด้านหลัง และเป็น บรูโน่ รับหน้าที่สังหารวิ่งเข้ามาซัดเข้ากรอบแต่ไปตรงตัว กาบาเยโร่ กระโดดปัดออกไปไม่ยากนัก

  

นาทีถัดมาเชลซีได้ลุ้นอีกครั้ง เมสัน เมาน์ท ได้ซัดหน้ากรอบเขตโทษแมนยูแต่ทิศทางไม่ค่อยดีบอลไหลไปเข้ามือ เด เคอา รับไว้สบาย

    นาทีที่ 37 แมนยูได้ลูกฟรีคิกระยะเกือบ 35 หลา จากจังหวะที่ บรูโน่ โดน มาเตโอ โควาซิช เข้าตัดฟาวล์ และเป็น แรชฟอร์ด รับหน้าที่ยิงไกลแต่ดันไปติดบล็อกแข้งสิงห์เต็มๆ ไม่ได้ลุ้นอะไรเลย

    เปลี่ยนมาเป็นโอกาสของเชลซีบ้าง นาทีที่ 39  เมสัน เมาน์ท ใช้ความสามารถเฉพาะตัวกระชากพาบอลไปสุดริมเส้นฝั่งซ้ายก่อนจะเปิดยัดโด่งมาเข้าหัว คูร์ท ซูม่า ได้โขกเต็มๆ แต่ทิศทางยังคงไม่ดีบอลเหินข้ามคานออกไปอย่างสุดเสียว

  

 นาทีที่ 42 เกมต้องหยุดฉะงักไปพักใหญ่เหตุเพราะ แม็กไกวร์ ที่กำลังเบียดแย้งโหม่งกับ ชิรูด์ แต่ดันถูก ไบยี่ ถอยหลังเข้ามาโขกเต็มๆ ที่หางคิ้วด้านขวา ส่งผลให้ แม็กไกวร์ บาดเจ็บมีแผลแตกทำเอาแพทย์สนามต้องลงมาประถมพยาบาลและสามารถเล่นต่อไปได้

    ในขณะที่ ไบยี่ ก็มีแผลแตกตรงกลางศรีษะเช่นกันและดูเหมือนอาการจะหนักกว่าทีมแพทย์ต้องใช้อุปกรณ์บล็อกที่คอ และ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ตัดสินใจเปลี่ยน อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ลงมาเล่นแทนทันที

   

 เกมกลับมาเล่นกันต่อ นาทีที่ 45+ 7 มาร์กซิยาล ที่พยายามยื่นเท้าเข้าไปแย้งในจังหวะเคลียร์บอลของ คูร์ท ซูม่า ทำให้ มาร์กซิยาล ถูกหวดเต็มๆ ที่ข้อเท้าจนลงไปกองกับพื้นจนเพื่อนร่วมทีมต้องเตะบอลทิ้งและแพทย์สนามลงไปดูอาการอีกครั้งแต่ไม่เป็นอะไรมาก

   เชลซี ขึ้นนำ 1-0 นาทีที่ 45+11 จากจังหวะทำเกมรุกขึ้นมาทางฝั่งขวา เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ทำชิ่งกับ วิลเลี่ยน ก่อนจะจ่ายบอลกลับให้ อัซปิลิกวยต้า อีกครั้งได้หลุดไปเกือบสุุดเส้นหลังแล้วเปิดบอลเลียดยัดไปที่เสาแรกและเป็น โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ที่ใช้สัญชาตญาณจอมล่าตาข่ายวิ่งเข้ามาดีดบอลด้วยข้างเท้าซ้ายระยะไม่ถึง 5 หลาผ่านมือ ดาบิด เด เคอา ที่พยายามป้องกันแต่ด้วยระยะที่ใกล้เกินไปทำให้รับไม่อยู่บอลหลุดไหลเข้าประตูไป

    จบครึ่งแรก เชลซี ออกนำแมนยูไปก่อน 1-0

    มาลุ้นต่อครึ่งหลังนาทีที่ 46 เชลซี ออกนำห่าง 2-0 จากจังหวะจ่ายบอลพลาดของ แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ แล้วโดน เมสัน เมาน์ท ตัดบอลไว้ได้ก่อนกระชากลากจี้แล้วซัดไกลเกือบ 25 หลาบอลพุ่งตรงกรอบทำท่าจะไม่มีอะไรแต่ ดาบิด เด เคอา ล้มตัวรับรอดแขนเข้าไปซะอย่างนั้น

    นาทีที่ 50 เชลซี บุกขึ้นมาทางฝั่งขวาที่ เมสัน เมาน์ท แล้วเปิดบอลยัดไปในเขตโทษให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ที่วิ่งโฉบเข้ามาเก็บบอลแต่เจ้าตัวดันจับบอลยาวไหลออกหลังไป

    2 นาทีถัดมา แมนยูได้ลุ้นทวงประตูคืน แรชฟอร์ด หลุดเข้าไปยิงทางฝั่งซ้าย แต่ด้วยมุมที่มีน้อยและ กาบาเยโร่ ยืนปิดมุมดีทำให้ แรชฟอร์ด ซัดหลุดออกเสาไกลไปอย่างน่าเสียดาย

    นาทีที่ 56 โซลชา เสริมเกมรุกโดยเปลี่ยน ปอล ป็อกบา ลงมาแทน เฟร็ด และ เมสัน กรีนวูด ลงมาแทน แดเนียล เจมส์

    นาทีถัดมา แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เติมเกมขึ้นมาแล้วได้ตั้งป้อมยืนโขกเน้นๆ แต่บังคับทิศทางไม่ดีไปตรงตัว กาบาเยโร่ ที่ยืนอยู่กลางประตูรับไว้อย่างง่ายดาย

    นาทีที่ 58 เชลซี เกือบได้ประตูที่สาม รีซ เจมส์ หักข้อเปิดบอลทางฝั่งขวาย้อนไปให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ได้ตวัดยิงไปแฉลบ เนมานย่า มาติช บอลเปลี่ยนทางทำท่าจะพุ่งเข้าเสาไกลแต่ เด เคอา ทะยานตัวปัดไว้ได้ด้วยปลายมือ

    นาทีที่ 63 แมนยูได้ลูกฟรีคิกตรงมุมกรอบเขตโทษทางฝั่งขวาจากจังหวะที่ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ เข้าไปโขกหัวของ เมสัน กรีนวูด และเป็น บรูโน่ แฟร์นันด์ส รับหน้าที่เปิดบอลยัดเข้าไปแต่ก็ไม่ได้ลุ้นอะไรแข้งสิงห์ช่วยกันโหม่งเคลียร์ออกไปได้

    นาทีที่ 65 แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ได้โอกาสโขกเต็มๆ ในเขตโทษเชลซีอีกครั้งแต่ก็ยังคงบังคับทิศทางไม่ดีส่งผลให้บอลหลุดออกหลังไปอีกตามเคย

    นาทีที่ 71 มีใบเหลืองแรกของเกมเกิดขึ้นและเป็น ปอล ป็อกบา ที่เข้าไปย้ำใส่ มาเตโอ โควาซิช ทำให้ ไมค์ ดีน ท่านเปาเกมนี้ไม่รอช้าเปาฟาวล์ให้เชลซีและคาดโทษ ป็อกบา ทันที

    ดูเหมือนว่าเกมแมนยูจะไม่มีอะไรดีขึ้น นาทีที่ 74 เชลซีนำห่าง 3-0 จากจังหวะจ่ายบอลของ เมสัน เมาน์ท ทางฝั่งขวาให้ อลอนโซ่ หลุดขึ้นไปเปิดยัดแรงเข้าไปในกรอบเขตโทษผีแดงและเป็น แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ที่พยายามยื่นเท้าเข้ามาตัดบอลแต่โดนผิดเหลี่ยมกลายเป็นเข้าประตูตัวเองไป หมดปัญญาที่ เด เคอา พยายามป้องกันแล้วแต่ไม่ทัน

    นาทีที่ 78 แมนยูมีโอกาสลุ้นจากลูกเตะมุม บรูโน่ เปิดไปเข้าหัว เนมานย่า มาติช ที่ได้โขกกดลงพื้นจ่อๆ แต่จังหวะไม่เป็นใจบอลกระดอนลอยข้ามคานไปอย่างเหลือเชื่อ

    ผ่านพ้นมาถึงนาทีที่ 85 แมนยูตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-3 เมื่อได้ลูกจุดโทษจากจังหวะ จ่ายบอลของ บรูโน่ ให้ มาร์กซิยาล และถูก คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย หวดเข้าที่ด้านหลัง และเป็น บรูโน่ เจ้าประจำรับหน้าที่สังหารกับท่าจิงโจ้กระโดดยิงเข้าไปไม่พลาด

    ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มจบเกม เชลซี อัด แมนยู 3-1 ส่งผลให้ทัพสิงโตน้ำเงินครามผ่านเข้าไปชิงดำกับ อาร์เซน่อล ต่อไป ส่วนแมนยูต้องอกหักร่วงตกรอบ

รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม

    แมนฯ ยูไนเต็ด (3-4-1-2) : ดาบิด เด เคอา – เอริก ไบยี่  (อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล น.45+2), แฮร์รี่ แม็กไกวร์, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ – เนมานย่า มาติช, แบรนดอน วิลเลี่ยมส์, เฟร็ด (ปอล ป็อกบา น.56), อารอน วาน-บิสซาก้า (ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ น.79) – บรูโน่ แฟร์นันด์ส – มาร์คัส แรชฟอร์ด (โอเดียน อิกาโล่ น.79), แดเนียล เจมส์ (เมสัน กรีนวูด น.56)
     ผู้จัดการทีม : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

    เชลซี (3-4-3) : วิลลี่ กาบาเยโร่ – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, อันโตนิโอ รือดิเกอร์, คูร์ท ซูม่า – รีซ เจมส์, จอร์จินโญ่, มาเตโอ โควาซิช (รูเบน ลอฟตัส-ชีค น.86), มาร์กอส อลอนโซ่ – เมสัน เมาน์ท (เปรโด 90+1), วิลเลี่ยน (คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย น.80) – โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ (แทมมี่ อับราฮัม น.80)
     ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด  

    ผู้ตัดสิน : ไมค์ ดีน