เผยหวานใจฟานเดอเบ็คเป็นลูกตำนานอาร์เซน่อล

 

ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค กองกลาง อาแจ็กซ์ ที่มีข่าวกับ แมนฯ ยูไนเต็ด อย่างหนาหูนั้น เป็นคนรักของ เอสเทลล์ ลูกสาวของ เดนนิส เบิร์กแคมป์ อดีตยอดหัวหอก อาร์เซน่อล ด้วย โดยทั้งคู่ยืนยันถึงความสัมพันธ์กันไปเมื่อช่วงซัมเมอร์ ปีก่อน
   
ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค มิดฟิลด์ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม สโมสรดังในศึก เอเรดิวิซี่ ฮอลแลนด์ ที่ตกเป็นข่าวว่ากำลังจะย้ายมาอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้น กำลังคบหาดูใจอยู่กับ เอสเทลล์ ลูกสาวของ เดนนิส เบิร์กแคมป์ ตำนานกองหน้า อาร์เซน่อล

ฟาน เดอ เบ็ค ตกเป็นข่าวว่าเตรียมจะทำการตรวจร่างกายเพื่อที่จะมาซบ แมนฯ ยูไนเต็ด อย่างเป็นทางการในอีกไม่กี่วันต่อจากนี้ โดยที่จริงหลายเดือนก่อนเขาเคยมีข่าวกับ เรอัล มาดริด มาแล้ว แต่สุดท้ายตอนนั้นเจ้าตัวก็ไม่ได้ย้ายออกจาก อาแจ็กซ์

ฟาน เดอ เบ็ค ยืนยันถึงการเดตกับ เอสเทลล์ ตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์ ปีก่อนแล้ว ขณะที่เมื่อช่วงเทศกาลคริสต์มาสที่ผ่านมาทั้งคู่ก็ถ่ายภาพตอนที่กอดกันอย่างหวานชื่นหน้าต้นคริสต์มาสด้วย โดยที่ฝ่ายสาวเอามันมาโพสต์บน อินสตาแกรม เครือข่ายสังคมออนไลน์ชื่อดัง พร้อมกับพิมพ์แคปชั่นว่า "สุขสันต์วันคริสต์มาสนะคะ จากเราทั้งสองคน"

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ที่ผ่านมา เอสเทลล์ ก็โพสต์ภาพตอนที่เธอเดินเที่ยวกับแข้งวัย 23 ปีลงบน อินสตาแกรม เช่นกัน พร้อมกับบอกว่า "อยู่กับคนรักของฉันมา 1 ปีแล้ว ขอบคุณนะที่ทำให้ฉันเป็นเด็กผู้หญิงที่โชคดีที่สุดและมีความสถขมากที่สุดในโลก รอไม่ไหวแล้วที่จะได้ทำการผจญภัยด้วยกันอีกครั้ง รักคุณมากๆ นะคะ" ขณะที่ในช่วงเดียวกันนั้น ฟาน เดอ เบ็ค ก็โพสต์ภาพตอนที่อยู่กับคนรักแล้วพิมพ์ว่า "วันนี้มันถือว่าครบรอบ 1 ปีที่เราอยู่ด้วยกันแล้ว ผมรักคุณนะ" เหมือนกัน

แมนยูแถลงข่าวคืบหน้าคดีแม็กไกวร์โดนรวบที่กรีซ

"ปีศาจแดง" แมนฯ ยูไนเต็ด แถลงข่าวรับทราบกรณี แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ไปมีเรื่องทะเลาะวิวาทจนโดนรวบที่กรีซ ยันเจ้าตัวให้ความร่วมมือกับตำรวจเต็มที่
   แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยักษ์ใหญ่แห่งศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แถลงยืนยันว่า แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ปราการหลังกัปตันทีม ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกรีซอย่างเต็มที่ หลังโดนรวบตัวเมื่อเช้าวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม ที่ผ่านมา

    เซนเตอร์แบ็กทีมชาติอังกฤษ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจรวบตัวหลังมีส่วนพัวพันกับการวิวาทหน้าบาร์แห่งหนึ่งช่วงดึกคืนวันเสาร์ และทำร้ายเจ้าหน้าที่ในเกาะ มีโคนอส ประเทศกรีซ โดยคู่กรณีที่มีเรื่องด้วยเป็นนักท่องเที่ยวชาวเมืองผู้ดีเหมือนกัน ก่อนถูกรวบตัวไปทั้งหมด 3 ราย

    "ปีศาจแดง" แถลงว่า "สโมสรรับทราบเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ในมีโคนอส เมื่อคืนที่ผ่านมา เราได้ทำการติดต่อกับ แฮร์รี่ แล้ว และเขาให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของกรีซอย่างเต็มที่ ในเวลานี้เราจะยังไม่ขอให้ความเห็นเพิ่มเติม"

    ทั้งนี้ แม็กไกวร์ เดินทางไปพักร้อนกับแฟนสาวหลังปิดฤดูกาล ก่อนที่ พรีเมียร์ลีก ซีซั่นใหม่มีโปรแกรมจะเปิดสนามด้วยการไปเยือน เบิร์นลี่ย์ วันเสาร์ที่ 12 กันยายน แต่นัดนี้จะถูกเลื่อนไปก่อน เพราะได้พักหลังทีมเพิ่งผ่านเกมฟุตบอลถ้วย ยูโรปา ลีก มาไม่นาน

ช็อก!แข้ง-สตาฟฟ์พรีเมียร์ลีกติดโควิด14ราย

เดลี่ เมล สื่อของอังกฤษแฉว่าตอนนี้มีนักเตะกับสตาฟฟ์ของทีมใน พรีเมียร์ลีก ติดเชื้อโควิด-19 รวมกัน 14 คน หลังจากทำการตรวจคนเหล่านั้นในการเข้าแคมป์ช่วงปรี-ซีซั่น แต่มันก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบกับโปรแกรมการแข่งขันแต่อย่างใด

    มีนักเตะและสตาฟฟ์จากทีมในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2020-21 ที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ถึง 14 คนด้วยกัน จากการตรวจระหว่างการเข้าแคมป์ช่วงปรี-ซีซั่นของ 12 สโมสรในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี ตามรายงานของ เดลี่ เมล สื่อชั้นนำของประเทศอังกฤษ

    ไม่มีการเปิดเผยว่า 12 ทีมที่โดนตรวจในครั้งนี้มีทีมไหนบ้าง แต่เชื่อกันว่าสาเหตุที่ทำให้มีคนติดเชื้อเยอะขนาดนี้เป็นเพราะหลายคนกลับมาจากการไปเที่ยวพักผ่อนในประเทศต่างๆ ซึ่ง พรีเมียร์ลีก ยังไม่ชี้แจงหรือประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเรื่องในครั้งนี้แต่อย่างใด

    ทั้งนี้ การที่มีคนติดเชื้อ 14 คนในครั้งนี้นั้น ถือว่าเพิ่มขึ้นจากช่วงที่ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019-20 กลับมาเตะกันเยอะพอตัว เพราะตลอดทั้งช่วงดังกล่าวมีการตรวจนักเตะกับสตาฟฟ์รวมแล้วราว 35,000 ครั้ง และพบว่ามีคนติดเชื้อเพียง 30 รายเท่านั้น

    เดลี่ เมล เสริมว่าการที่มีนักเตะและสตาฟฟ์ติดเชื้อรวม 14 คนในครั้งนี้ไม่น่าจะส่งผลกระทบกับโปรแกรม พรีเมียร์ลีก ซีซั่นใหม่ที่จะเริ่มเตะกันในวันที่ 12 กันยายนนี้ แต่ฝ่ายจัดการแข่งขันของ พรีเมียร์ลีก ก็เตือนสโมสรต่างๆ ว่ายังต้องดำเนินมาตรการอย่างเข้มงวดเพื่อทำให้ทั้งสนามแข่งและสนามซ้อมปลอดเชื้อโควิด-19 ต่อไป โดยเชื่อกันว่าในฤดูกาล 2020-21 นั้น พรีเมียร์ลีก จะตรวจบรรดานักเตะของทีมในลีก 1 ครั้งต่อสัปดาห์ น้อยกว่าช่วงที่กลับมาแข่งกันเมื่อซีซั่นก่อนที่ทำการตรวจ 2 ครั้งต่อสัปดาห์

ขัดคำสั่งแม่เพื่อสานต่อพรสวรรค์

มาเซโอ, ประเทศบราซิล ติดท็อป 10 ในแง่เมืองอันตรายมากสุดของโลก เหตุฆาตกรรมเกิดขึ้นสูงถึง 135 ครั้งต่อประชากร 1 แสนคน เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกอะไรหากคนเป็นแม่ไม่อยากให้ลูกเติบโตขึ้นมาเจออะไรแบบนี้ แต่ด้วยสถานะครอบครัวยากลำบาก สิ่งแวดล้อมรอบกายบังคับให้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เธอจะทำอย่างไรเพื่อให้เด็กน้อยฟีร์มีโน่ ที่เกิดมา ไม่เป็นเหมือนคนทั่วไปในเมืองนี้
    มาเรียน่า คุณแม่ของ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกชายไม่ออกไปเจอสังคมเลวร้ายรอบ ๆ บ้าน

    ทุกตารางนิ้วบนถนนในเมืองมาเซโอ เต็มไปด้วยความอันตราย เธอเกรงว่า ฟีร์มีโน่ จะตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม และสิ่งเดียวที่เธอคิดว่าจะเป็นเกราะป้องกันดีที่สุดคือการไม่ให้ ฟีร์มีโน่ ออกจากบ้าน

    "ฉันไม่อยากให้ โรแบร์โต้ ออกไปเล่นข้างนอกเลย บนถนนมันเต็มไปด้วยความอันตรายมาก ๆ" มาเรียน่า ระบุ

    โอกาสเดียวที่ ฟีร์มีโน่ จะได้ออกนอกบ้านคือการไปช่วยคุณพ่อที่ทำธุรกิจเล็ก ๆ เก็บขวดบนท้องถนนมาขาย ซึ่งเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คุณพ่อหามาได้ ก็นำมาเลี้ยงปากท้องคนในครอบครัว

    อย่างไรก็ตาม เด็กชายฟีร์มีโน่ หลงใหลฟุตบอลเป็นพิเศษจากการที่ได้ซึบซับบรรยากาศลูกหนังตามสนามบอลที่ตัวเองติดสอยหอยตามคุณพ่อ แต่ปัญหาใหญ่ที่เขาต้องเจอคือกำแพงเหล็กของคุณแม่ที่ทำทุกวิถีทางไม่ให้ลูกชายออกไปไหน

    ถึงกระนั้นในความพยายามของคุณแม่ ก็ยังมีความพยายามของคุณลูกเช่นเดียวกัน

    เด็กน้อยฟีร์มีโน่ ใช้กุญแจพิเศษเพื่อไขประตูสู่โลกภายนอก โดยการแอบปีนออกจากบ้านในช่วงที่คุณแม่ยังไม่ตื่นนอน โดยใช้บันไดพาดกำแพงปีนข้ามไป

    "ขณะที่ฉันยังหลังอยู่น่ะ เขาตื่นแต่เช้าเพื่อออกไปเตะฟุตบอล โดยทำการย่องเบา ๆ ให้เงียบที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และก็กระโดดข้ามกำแพงมันไปเลย" คุณแม่ บ็อบบี้ เผย

    ว่ากันตรง ๆ ฟีร์มีโน่ เจอความยากลำบากตั้งแต่เกิด และพอเขาอายุได้แค่ราว ๆ 8 ขวบ ฟีร์มีโน่ ก็รู้ตัวเองแล้วว่าจะดิ้นรนอย่างไรเพื่อให้พ้นจากความยากจนนี้ไปให้ได้

    ซึ่งเหตุผลที่ว่าก็คือ เรื่องฟุตบอล

    …

    ครอบครัวของฟีร์มีโน่ เริ่มเปิดใจและเข้าใจแล้วว่าการจับลูกชายให้อยู่แต่กับบ้านมีแต่ตัดทอนโอกาสให้ ฟีร์มีโน่ ประสบความสำเร็จ   

    ต้องขอบคุณเพื่อนบ้านหลายคนที่เข้ามาบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าลูกชายของทั้งคู่มีพรสวรรค์เรื่องการเล่นฟุตบอล

    "ปล่อยเขาไปเถอะ เขาเกิดมาพร้อมกับพรสรรค์ ความสำเร็จของเขาคือโอกาสที่จะพาให้เราพ้นจากความจนและความทุกข์ยาก" เพื่อนบ้าน ระบุ

    ซึ่งทั้งคุณพ่อ คุณแม่ ก็ปล่อยเขาเป็นอิสระให้ออกไปเตะฟุตบอลตามท้องถนน และทุกครั้งหลังเหน็ดเหนื่อยจากการเล่นฟุตบอล คุณแม่เล่าว่า ฟีร์มีโน่ จะนอนหลับปุ๋ยพร้อมกอดลูกบอลไว้แนบแน่น

    ตอนอายุได้ 14 ปี คือช่วงที่ ฟีร์มีโน่ เริ่มได้ออกไปเรียนรู้โลกกว้าง

    ฟีร์มีโน่ เรียนรู้เรื่องชีวิตด้วยวิธีที่ยากลำบาก ถึงขั้นต้องยืมเงินคนอื่นเพียงเพื่อจะออกไปซ้อม

    "ครอบครัวของ ฟีร์มีโน่ ยากจนมาก ๆ แต่ก็สมถะสุด ๆ ด้วย" ลุยซ์ โค้ชท้องถิ่นเล่าถึงลูกศิษย์คนโปรด

    "เขาพร้อมลงเล่นในสภาพไม่ใส่รองเท้า ตอนที่้เขามาอยู่กับทีมใหม่ ๆ ตอนนั้นคุณพ่อของเขาไม่มีงานทำด้วย คุณพ่อของเขาทำแค่ธุรกิจเล็ก ๆ เพื่อหาเงินเลี้ยงดูครอบครัว ดังนั้นผมเลยช่วยออกค่าเดินทางกับค่าใช้จ่ายให้กับเขา, ช่วยเรื่องชุดแข่งของเขา และพาเขาไปชมการแข่งขัน"

    "ตอนนั้นเขาตัวผอม ๆ และสูงเก้งก้าง เป็นคนเงียบ ๆ แต่ก็เอาตัวรอดได้ด้วยวิธีที่ดี ผมเคยเห็นเยาวชนหลายคนที่หันไปค้ายาและปล้นรถ แต่ผมรู้ดีว่าเขาไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นเลย"


    …

    ฟีร์มีโน่ วัย 16 ปีเซ็นสัญญากับ ทอมเบนเซ่ ที่อยู่ห่างจากบ้านเกิดถึง 1,600 ไมล์ แล้วจากนั้นก็ไปอยู่ ฟิกูเรนเซ่ ทีมระดับดิวิชั่น 2 ที่ตั้งอยู่ทางใต้ออกไปประมาณ 1,000 ไมล์

    การอยู่ห่างไกลบ้านขนาดนี้ ไม่แปลกที่เขาจะคิดถึงบ้าน และแน่นอนว่าเมื่อลูกชายไม่สบายใจมันก็ทำให้คนในครอบครัวต่างพาเป็นกังวัลกันสุด ๆ

    ทว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคือ การที่พวกเขาไม่มีกำลังมากพอที่จะเดินทางไปเยี่ยม ฟีร์มีโน่ ได้

     "มีหลายครั้งที่เขาโทรศัพท์หาฉันเพื่อบอกว่าเขาอยากกลับบ้านมาก เขาบอกว่า -แม่ครับ มารับผมที ผมทนไม่ไหวแล้ว- ทุกคนในครอบครัวร้องไห้กันอย่างหนัก เขาเองก็ร้องไห้เหมือนกัน แต่ปัญหาคือเราไม่มีเงินมากพอที่จะเอาเขากลับบ้านได้"

    "ฟีร์มีโน่ ทำได้เพียงต้องรอนานหลายเดือนกว่าจะเก็บเงินได้มากเพื่อกลับมาที่บ้าน เขาใช้เงินกับเรื่องที่พักและค่าอาหารไปน้อยมาก" คุณแม่เปิดใจ

    ขณะเดียวกัน ฟีร์มีโน่ ก็รู้ดีว่าคนที่เป็นห่วงเขามากที่สุดคือ มาเรีย ผู้เป็นแม่

    "มันยากจริง ๆ นะที่ต้องอยู่ห่างจากครอบครัว และผมก็รู้ดีเลยว่าคุณแม่ของผมร้องไห้ทุกวันตอนที่ผมจากมา"

    ตลอด 2 ปีที่ ฟิกูเรนเซ่ ฟีร์มีโน่ คือหัวใจสำคัญของทีม ซึ่งวาสนาก็พาให้เขาไปเข้าตาแมวมองคนเยอรมัน และถูกดึงไปเล่นฟุตบอลอาชีพที่ บุนเดสลีกา ในอีก 3 ปีต่อมา

    การเดินทางครั้งนี้ของ ฟีร์มีโน่ วัย 20 ปีเขาให้คำมั่นไว้ว่าครอบครัวของเขาจะต้องสุขสบาย ไม่ต้องกลับไปทำงานหลังขดหลังแข็งอีกต่อไป

    "ครอบครัวของผมจะต้องไม่กลับไปทำงานอีก"

    …

    ฟีร์มีโน่ พูดเสมอว่าการติดทีมชาติบราซิล คือความฝันตั้งแต่วัยเด็ก และเขาก็ถูก ดุงก้า เฮดโค้ชในเรียกติดทัพเซเลเซา ในเกมอุ่นเครื่องเมื่อปี 2014

    ความภูมิใจครั้งนี้ ไม่มีใครเกินไปกว่าคุณแม่ของ ฟีร์มีโน่..

    เธอบอกว่า ในวันอาทิตย์เธอจะตื่นมาตั้งแต่ตอนเช้าตรู่ เพื่อไปโบสถ์ในสภาพสวมเสื้อที่ ฟีร์มีโน่ ใส่ในตอนที่ลูกชายตัวเองประเดิมสนามกับทีมชาติ

    "ตอนฉันไปโบสถ์ ทุกคนจ้องมาที่ฉันกันหมดจากการที่ฉันใส่เสื้อตัวนั้นไปโบสถ์"

    "ฉันสวดภาวนาให้เขาในช่วงก่อนที่เขาจะลงเล่นเกมทีมชาติทุกนัด พอจบพิธีกรรมที่โบสถ์ ฉันก็จะรีบกลับมาที่บ้านเพื่อดูเขาทางทีวี"

    "ตอนที่ลูกชายลงมาเล่นในช่วงครึ่งหลังแล้วทำประตูได้ ฉันดีใจจนแทบจะหัวใจวายตายเลยในตอนที่ได้เห็นประตูกับท่าดีใจของเขา หลังจบเกมกับ ฝรั่งเศส (เดือนมีนาคม ปี2015) ฉันได้คุยกับเขาทางโทรศัพท์ เขาถามฉันว่า -เป็นอะไรครับ แม่ ?- ซึ่งฉันก็ตอบไปว่า -ลูกทำให้แม่ดีใจมากเลย-"

    …

    รอยสักบนแขนขวาของ ฟีร์มีโน่ มีชื่อคุณแม่กับคุณพ่ออยู่ตรงนั้น เช่นเดียวกับบนหน้าอกที่มีข้อความภาษาเยอรมันที่แปลว่า -ครอบครัวไม่เคยที่จะหมดรัก-

    "คุณพ่อคุณแม่ ท่านยอมเสียสละหลายอย่างเพื่อผมในตอนที่ผมโตมาเป็นผู้ใหญ่"

    "เราอาศัยอยู่ในย่านยากจน แถวนั้นมีพวกแก๊งอันธพาลเต็มไปหมด และแม้ว่าคุณแม่ของผมท่านจะทำให้มั่นใจว่าผมจะได้รับการศึกษาที่ดีที่โรงเรียน แต่พวกเขาก็ยังอนุญาตให้ผมได้เล่นฟุตบอลตามความฝันของผมเช่นกัน" ฟีร์มีโน่ เปิดใจตอนช่วงปีแรกที่ย้ายมาอยู่ ลิเวอร์พูล

    และหนึ่งในวันที่สำคัญสุดในชีวิต ก็คือวันแต่งงาน

    ฟีร์มีโน่ เดินเข้าพิธีโดยมีคุณแม่เป็นคนส่งเขาไปยังแท่นบูชาในโบสถ์ศาสนาคริสต์ ซึ่งเป็นอันส่งต่อชีวิตของลูกชายให้ไปสร้างครอบครัวใหม่เต็มตัวกับ ลาลิสซ่า เปเรยร่า ภรรยาคู่ชีวิตที่ตอนนี้มีลูกสาวสองคนเป็นสักขีพยานรัก

    ทุกวันนี้ "โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่" ลูกชายของ มาเรียน่า โด่งดังสุด ๆ บนเวทีลูกหนังโลก ประสบความสำเร็จมากมายกับ ลิเวอร์พูล รวมถึงแชมป์ระดับทวีปในนามทีมชาติบราซิล

    ซึ่งหากย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน ครอบครัวนี้คงไม่เชื่อหรอกว่า โรแบร์โต้ จะมาได้ไกลถึงเพียงนี้..

    …

    ความหวังดีของพ่อ, แม่ บางอย่าง ก็เป็นเรื่องยากที่ลูก ๆ จะเข้าใจ

    บางคนพ่อ, แม่ไม่อยากให้ออกไปเที่ยวไหน

    บางคนถูกบังคับให้อยู่ในกรอบหรือให้ทำอะไรที่ตัวเองไม่อยากทำ

    ถามว่ากำแพงเหล่านั้นที่ถูกสร้างขึ้นเกิดจากอะไร? ถ้าไม่ใช่จากความหวังดี หรือไม่อยากให้ลูกตัวเองเจออะไรที่แย่ ๆ

    แต่หากใครอยากจะข้ามกำแพงนั้น มันก็ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่ได้รักหรือไปอกกตัญญูต่อท่าน

    คนทุกคนมีความปรารถนาสิ่งที่อยากทำ ขอเพียงไม่ไปทำเรื่องผิดกฎหมายหรือทำอะไรให้ใครเดือดร้อน อาจจะขุ่นเคืองกับท่านเล็กน้อย ก็ต้องอาศัยการพูดคุยปรับความเข้าใจกัน

    และสุดท้าย ถึงคุณจะไปทำอะไรในแบบฉบับของตัวเอง คนที่จะคอยหนุนหลังและให้กำลังใจอยู่เสมอก็คือท่านทั้งสองนั่นแหละ…

เจ้าพ่อเดินสาย ผู้กล้าปฏิเสธทีมจากยุโรป

 เรื่องราวของนักเตะรายหนึ่งซึ่งเป็นกองหน้าพรสวรรค์เคยติดทีมชาติไทยชุดใหญ่มามากมายหลายรายการ และครั้งหนึ่ง "เจ้าจ็อบ" ชายชาญ เขียวเสน โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมในฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงสคัพ ทำให้ทีมวีบอร์ก ของเดนมาร์ก ที่มาเล่นคิงสคัพในครั้งนั้นถูกใจและทาบทามไปเล่นอาชีพในยุโรป

    "ตอนนั้นตัวแทนวีบอร์กเข้ามาคุยว่าสนใจ ผมไปบอกกับพ่อ แต่พ่อบอกว่า ห้ามไปเด็ดขาด เพราะถ้าไปก็หมายถึงต้องลาออกจากการเป็นทหารเรือ ซึ่งพ่อไม่ยอมให้ลาออกเด็ดขาด สุดท้ายผมก็ปฏิเสธโอกาสนั้นไป"

     แต่สิ่งหนึ่งที่ "จ็อบ" ชายชาญ ไม่เคยปฏิเสธคือ การตระเวณเล่นฟุตบอลเดินสายไปทั่วประเทศ โดยใช้เวลาว่างจากการเล่นบอลลีกกับราชนาวีและทีมชาติ ไปเล่นบอลรายการคัพต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร

 

    "ผมเดินสายเล่นบอลตั้งแต่เป็นเด็กอยู่ที่ บ้านฉาง จ.ระยองแล้ว ตำบลไหน อำเภอไหน มีจัด ผมไปเล่นหมด แม้กระทั่งตอนติดทีมชาติผมก็ไปเล่น ถามว่ากลัวโดนเตะข้อหาหมั่นไส้ไหม ไม่กลัวนะครับ เคยโดนเตะเหมือนกัน แต่ไม่เคยเจ็บหนัก ขนาดบอลเล็ก ๆ จัดบนเกาะเสม็ด ที่ระยอง สนามไม่มีหญ้าขึ้น ผมยังไปเล่น แถมเล่นบ่อยด้วย ผมชอบเจอคนใหม่ ๆ เวลาไปเดินสาย ก็เหมือนไปเที่ยว บางวันเตะ 3 แห่ง 3 รายการก็เคยมาแล้ว"

    "ตั้งแต่เล่นมา ค่าตัวเยอะสุดเวลาเดินสายคือ 5 พันบาท น้อยสุดคือไม่ได้เลย แต่กินฟรี อยู่ฟรี เที่ยวฟรี แค่นั้น ตั้งแต่เดินสายมา ผมได้ถ้วยรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมสลับกับดาวซัลโวของรายการต่าง ๆ มา 40 กว่าใบ จนมาเลิกเดินสายอายุ 36 ปี หันมาเป็นโค้ชให้กองเรือยุทธการเต็มตัว"

บาดหมาง?เก็นดูซี่เมินยินดีอาร์เซน่อลคว้าแชมป์เอฟเอ

มัตเตโอ เกนดูซี่ มิดฟิลด์ อาร์เซน่อล จุดประเด็นร้อนอีกครั้ง หลังจากยังไม่โพสต์ยินดีที่ทีมได้แชมป์ เอฟเอ คัพ เลย แถมยังโพสต์ภาพเรื่องการไปเที่ยวของตัวเองแทนอีก
    มัตเตโอ เกนดูซี่ กองกลาง อาร์เซน่อล สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ไม่โพสต์ฉลองที่ต้นสังกัดได้แชมป์ เอฟเอ คัพ ประจำฤดูกาล 2019-20 เมื่อวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา

    เกนดูซี่ ตกเป็นข่าวว่ามีปัญหากับ มิเกล อาร์เตต้า ผู้จัดการทีมชาวสแปนิชและเพื่อนร่วมทีมบางคนมาพักหนึ่งแล้ว โดยลือกันว่าตอนที่ทีมไปเก็บตัวที่นครดูไบ ประเทสสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อช่วงต้นปีนี้ เขาทะเลาะกับ โซตราติส ปาปาสตาโธปูลอส อย่างรุนแรง ก่อนจะลามไปถึงการผิดใจกับ อาร์เตต้า ในเวลาต่อมา

    แม้ว่า อาร์เตต้า จะเคยให้โอกาส เกนดูซี่ ในช่วงหนึ่ง แต่เขาก็แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมในเกมลีกที่ อาร์เซน่อล แพ้ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 1-2 เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพราะเขาไปบีบคอ นีล มัวเปย์ ดาวเตะของอีกฝ่าย แถมยังมีข่าวลืออีกว่าไปเย้ยบรรดาผู้เล่นฝั่ง ไบรท์ตัน ว่าได้ค่าเหนื่อยน้อยกว่าของเหล่าพ่อค้าแข้ง อาร์เซน่อล ตั้งเยอะด้วย ซึ่งนั่นก็ทำให้ อาร์เตต้า โมโหมากๆ จนถึงขั้นมีข่าวลือว่า อาร์เตต้า จับ เกนดูซี่ แยกไปซ้อมตัวคนเดียวเลย

    ทั้งนี้ ถึงแม้ อาร์เซน่อล จะคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ มาครองได้ แต่ เกนดูซี่ ก็ไม่คิดที่จะโพสต์ข้อความแสดงความยินดีเลย ต่างกับ เมซุต โอซิล ที่ยังโพสต์ข้อความแสดงความยินดีแม้ว่าเขาจะตกเป็นข่าวเรื่องย้ายทีมอย่างต่อเนื่องก็ตาม ซ้ำร้าย เกนดูซี่ ยังเลือกโพสต์ภาพตอนที่ตัวเองไปพักร้อนลงบน อินสตาแกรม พร้อมกับพิมพ์ข้อความในภาพว่า "วันหยุด" ซะอีก

ชีวิตหลงทางผิด..พ่อป่วยหนัก เป็นตัวแถมที่ใครไม่เอา

ในบรรดานักฟุตบอลดาวรุ่งเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา ชื่อของ "โก้" สรรเสริญ ลิ้มวัฒนะ จัดเป็นมิดฟิลด์ดาวรุ่งระดับแถวหน้าที่น่าจับตามองในฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นและลูกยิงไกลที่เรียกกันว่า "ลูกไฟ" ติดตาแฟนบอลในหลาย ๆ ประตู
    เส้นทางฟุตบอลของ "เจ้าโก้" เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนอายุ 5 ขวบ คุณพ่อจะเป็นคนคิดตำราขึ้นมาสอนลูกชายทั้ง 3 คน ซึ่งประกอบด้วยคนโต ปกเกล้า คนกลาง บารมี และคนเล็ก คือตัวของ สรรเสริญ และทุกคนก็เล่นในตำแหน่งกองกลางด้วยกันทั้งหมด

    จนเมื่ออายุ 12-13 ปี มีโอกาสโชว์ฟอร์มเข้าตาโค้ชทีมเยาวชนจากนิวซีแลนด์ และถูกทาบทามไปเรียนและเล่นที่นั่น ด้วยสัญญา 3 ปี โดยการชักชวนของ วินสตัน ลูเฟอร์ อดีตดาวเตะทีมเบรเมน ในบุนเดสลีกา ของเยอรมัน โดยไปกัน 2 คนพี่น้อง บารมี และ สรรเสริญ

    แม้สัญญาจะเซ็นกัน 3 ปี แต่ 2 คนพี่น้องตระกูล ลิ้มวัฒนะ ได้อยู่ 4 ปีที่นิวซีแลนด์ โดยปีสุดท้ายมีโอกาสได้เล่นในลีกสูงสุดของนิวซีแลนด์ แต่เล่นไปแค่ 3 แมตช์ ดันเจ็บยาว ประกอบกับคุณย่าแท้ ๆ เสียชีวิต จึงตัดสินใจเดินทางกลับไทย ทิ้งการเล่นฟุตบอล และการเรียนที่ยังไม่จบในระดับม.ปลายไปด้วย

    เมื่อกลับมา "เจ้าโก้" มีอายุ 17 ปี ได้เล่นให้กับ ศรีราชาบ้านบึง รุ่นเดียวกับ วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ ในดิวิชั่น 1 ก่อนจะย้ายไปพร้อมกับพี่ชาย บารมี ไปที่บุรีรัมย์

    จากบุรีรัมย์เล่นไปเกือบ 2 ปี เจ้าตัวย้ายออกมาอยู่กับแบงค็อก ยูไนเต็ด แต่ถูกยืมไปเล่นพิจิตร เอฟซี กลับมาเล่นแบงค็อก อีก 1 ปี ก็ถูกปล่อยยืมไป อุบล ยูเอ็มที 1 ปี และยืมไปสุโขทัย เอฟซี อีก 1 ปี กลายเป็นนักเตะจอมพเนจร เมื่อหมดสัญญากับแบงค็อก จึงย้ายมาอยู่กับการท่าเรือ เอฟซี

    การย้ายมาท่าเรือครั้งนี้ มีข่าวว่า เจ้าตัวถูกแถมมากับดีลการซื้อ สุมัญญา มาอยู่ท่าเรือ ทั้งที่เจ้าตัวเคยโด่งดังกับการเล่นให้ทีมเยาวชนไทย 17 ปี, 19 ปี, 21 ปี และ 23 ปีชิงแชมป์เอเชีย


    สิ่งที่ทำให้ "เจ้าโก้" สรรเสริญ ไปไม่ไกลเท่าที่หลาย ๆ คนคาดหวัง เจ้าตัวเปิดใจว่า มาจากการใช้ชีวิตกินเที่ยวกลางคืน เหมือนคนเก็บกด เพราะตอนย่างวัยรุ่นอยู่ที่นิวซีแลนด์ไม่มีเงินใช้จ่าย ไม่ได้เที่ยว เมื่อกลับมาอยู่เมืองไทย มีโอกาสได้อยู่ทีมใหญ่อย่างบุรีรัมย์ และแบงค็อก ได้เงินเดือนสูง ทำให้เจ้าตัวเที่ยวสะบัด

    "ผมเที่ยวกลางคืนทุกครั้งที่ว่าง ใช้ชีวิตแบบเสเพลสุด ๆ บางทีก็มีอาการแฮ้งค์ตอนมาซ้อม มีผลต่อสภาพร่างกายชัดเจน ผมซ้อมหนักแบบคนอื่นไม่ไหว ทำให้ถูกปล่อยยืมเป็นว่าเล่น กลายเป็นทีมต้นสังกัดไม่ต้องการ แต่ตอนนั้นก็ยังติดเที่ยวไม่ได้คิดอะไร"

    จุดเปลี่ยนที่ทำให้เจ้าตัวคิดได้ คือ เมื่อมาอยู่ท่าเรือ แบบแถมมาในแพ็คเกจของ สุมัญญา นั่นคือสิ่งที่ทำให้ กองกลางดาวรุ่งรายนี้คิดได้

    "ผมมานั่งคิดว่า ทำไมผมเป็นนักเตะที่ไม่มีทีมไหนเอา เหมือนเขาไล่ผมไปอยู่ทีมโน้นทีมนี้ ผมก็อยากเล่นให้กับทีมตัวเองบ้าง อย่างท่าเรือแม้จะได้ข่าวว่าแถมมา แต่ผมต้องขอบคุณ มาดามแป้ง คุณนวลพรรณ ล่ำซำ ที่ให้โอกาสผมอีกครั้ง"

    "อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจเลิกเสเพล คือ คุณพ่อผมป่วยหนัก เป็นมะเร็ง ทำให้ผมอยากทำอะไรเพื่อให้พ่อที่คอยปลุกปั้นผมมาจนถึงทุกวันนี้ได้ชื่นใจบ้าง และสองอย่างนี้คือ เหตุผลที่ทำให้ผมเปลี่ยนตัวเอง เลิกเที่ยว และหันมาฟิตซ้อมดูแลร่างกายตัวเองเต็มที่ จากปีที่แล้วน้ำหนักผม 78 ก.ก. ตอนนี้เหลือ 69 ก.ก.แล้ว เหมือนผมกลับมาเริ่มที่ศูนย์ใหม่ และเริ่มนับหนึ่งใหม่ ตอนนี้ผมอายุ 23 ปีแล้ว ผมยังเชื่อว่าผมจะกลับมาได้ ผมอยากจะโชว์ฟอร์มเป็น "นิวโก้" เพื่อยึดตำแหน่งในทีมชุดใหญ่ของการท่าเรือ และอยากติดทีมชาติชุดใหญ่กับเขาสักครั้งหนึ่ง"

 

เปิดใจ…ทำไม “เต๋าดิญโญ่” ฟอร์มไม่เปรี้ยงต่อเนื่อง

 

จากเด็กอีสาน บ้านเกิดที่ อุบลราชธานี เข้ามาสู่เมืองกรุงตอนอายุ 11 ปี กับร.ร.เพ็ญสมิธ ก่อนจะมีโอกาสได้เข้ามาอยู่กับบางกอกกล๊าส เอฟซี ได้ขึ้นชั้นเล่นชุดใหญ่ตอน 16 ปี แต่ได้เล่นแมตช์จริง ตอนอายุ 17 ปี 4 เดือน พบกับการท่าเรือ
    "เต๋าดิญโญ่" ธนาสิทธิ์ ศิริผลา มีโอกาสยึดตัวจริงถาวร เมื่อครั้ง ริคาร์โด โรดิเกวซ มาคุมทัพบีจี แต่เมื่อเปลี่ยนโค้ช โอกาสลงก็น้อยลงไป จนเมื่อริคาร์โด้ ย้ายไปสุพรรณบุรี ก็ดึงนักเตะคู่ใจอย่าง "เจ้าเต๋า" ไปเล่นด้วย โชคร้ายเล่นไปแค่นัดเดียว ริคาร์โด ก็ลาออก ทำให้เส้นทางลูกหนังในสุพรรณฯ ของปีกจอมกระชากรายนี้ได้ลงบ้าง ไม่ลงบ้าง จนครบสัญญา 4 ปี

    จากนั้นเจ้าตัวก็ย้ายมาอยู่การท่าเรือ จนมาถึงตอนนี้ "เต๋าดิญโญ่" ในวัย 25 ปี ถูกมองว่า เป็นนักเตะที่มีความกล้าเล่นในจังหวะกระชากลากเลื้อย แต่เจ้าตัวมักจะยึดตัวจริงได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยในทุกทีมที่ลงเล่น เรียกว่าหวือหวาเป็นพัก ๆ 

    "เจ้าเต๋า" ออกมาเปิดใจว่า ตำแหน่งของตนนั้น เดี๋ยวนี้แทบทุกทีมจะเน้นผู้เล่นต่างชาติ สิ่งที่แตกต่างก็คือ ถ้าตัวต่างชาติเล่นไม่ดี เสียบอล ไม่เป็นไร ถือว่ากล้าเล่นกล้าทำ แต่ถ้าเป็นนักบอลไทยโดนด่า ตัวต่างชาติถ้าไม่เจ็บหรือเล่นห่วยจริง ๆ ก็ไม่ค่อยถูกเปลี่ยนเหมือนตัวรุกคนไทย

    "ถ้าผมมีโอกาสเท่ากันกับตัวต่างชาติ ผมได้เล่นบ่อย ๆ ฟอร์มการเล่นมันก็จะดีตาม ผมมั่นใจในศักยภาพของผม แต่ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า นักบอลก็ไม่ได้เล่นดีทุกเกม มันเป็นไปไม่ได้ แม้กระทั่งทีมชาติชุดใหญ่ยังมีฟอร์มตก ยิ่งตำแหน่งปีกอย่างผม มันประคองเกมไม่ได้ มันต้องเลี้ยง ต้องเสี่ยงเพื่อความสำเร็จ โอกาสมันก็ต้องมีพลาดกันได้บ้าง"

    ปีกจอมเลื้อยยังกล่าวว่า ตนยังพร้อมสู้เพื่อยึดตัวจริงให้ได้ลงสม่ำเสมอมากกว่านี้ เพราะฟุตบอลมันต้องการการเล่นที่ต่อเนื่อง

    "ผมไม่เคยงอแง จริงจังกับการฝึกซ้อม ไม่เคยกินเที่ยว มุ่งมั่นที่จะสู้เพื่อทีม และผมหวังว่า ด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเทของผม จะได้รับโอกาสให้ลงเล่นสม่ำเสมอมากกว่านี้ อย่างในยู 23 ปีชิงแชมป์เอเชีย ที่ผมเล่นได้ดี เพราะผมได้ลงเล่นต่อเนื่องกับสุพรรณฯในตอนนั้น มาครั้งนี้ผมก็พร้อมสู้เพื่อสร้างโอกาสให้ตัวเอง"

 

ติสต์ตัวพ่อ ทิ้งเงินปีละ 3.4 ล้าน เลิกเล่นบอลไปเป็นลูกจ้างร้านกาแฟ

เรื่องราวของ นักเตะหนุ่มติสต์ที่ถือเอาความสุขของตัวเองมีค่ามากกว่าเงิน ตัดสินใจยกเลิกสัญญากับทีมใหญ่การท่าเรือ เอฟซี ทั้งที่เหลือสัญญาอีก 1 ปี มีค่าเซ็น 1 ล้านบาท และเงินเดือนอีกเดือนละ 2 แสนกว่าบาท ไปแบบไม่แยแส โดยเลือกแขวนสตั๊ดในปี 2017

    เรื่องนี้ "เจ้าเบียร์" ปิยะชาติ ศรีมะเรือง อดีตมิดฟิลด์ตัวเก่งของ "สิงห์เจ้าท่า" การท่าเรือ ในวัย 31 ปี ได้ย้อนเหตุการณ์ให้ฟังว่า ตนตัดสินใจมาอยู่การท่าเรือในช่วงครึ่งเลคหลังของหลายปีก่อน และได้เป็นตัวจริงมาตลอด แม้กระทั่งในปีถัดมาช่วยปรีซีซั่นและต้นฤดูกาลก็ยังได้เล่นเป็นตัวจริงอย่างต่อเนื่อง

    "ผมรู้ตัวเองว่ากำลังอยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของผม แม้ผมจะฟอร์มดีกับสุโขทัยก่อนมาท่าเรือ แต่ผมรู้ตัวเองว่าตอนเล่นอยู่ท่าเรือผมพร้อมสุดแล้วทั้งฝีเท้าและประสบการณ์ แต่ดันมาเจ็บสะโพกช่วงต้นฤดูกาลต้องพักไป 3 เดือน พอกลับมาก็ซุ่มฟิตตัวเองเต็มที่ แต่โอกาสได้ลงมันน้อยลงไปเรื่อยๆ พยายามพิสูจน์ตัวเอง แต่ผลที่ได้รับมันไม่โอเคสำหรับผมเลย นักฟุตบอลทุกคนรู้ตัวเองดีว่า สภาพเกมแบบไหน เขาควรจะได้รับโอกาส แต่ผมกลับได้โอกาสน้อยมากเมื่อเทียบกับความมั่นใจของผม"

    "เจ้าเบียร์" ทนกับสภาพที่ไม่มีความสุขในการไม่ได้ลงเล่น 7-8 เดือน แม้ช่วง "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง มาคุมทัพ 10-11 แมตช์และตนเองได้โอกาสลงตัวจริงตลอด ไม่ได้ลงแค่ 2 แมตช์เพราะเจ็บ แต่นอกนั้นมีโอกาสลงทั้งฤดูกาลในฐานะตัวจริงแค่ 3 แมตช์เท่านั้น ทำให้ตัวเองต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต

    "สัญญาผม 2 ปีครึ่ง ผมทนจนจบปีครึ่ง สุดท้ายเข้าไปบอก "คุณแป้ง"ประธานสโมสรว่า ผมไม่มีความสุขในการเล่นฟุตบอลแล้ว ผมขอยกเลิกสัญญาที่เหลืออีก 1 ปี ทั้งที่ถ้าผมทนอยู่ต่อ ผมจะได้ค่าเซ็นทุกปี ๆ ละ 1 ล้านบาท และเงินเดือนอีก 2 แสนกว่าบาท ตกแล้วก็เกือบ 3.5 ล้าน เงินมันก็สำคัญแต่ที่สำคัญกว่าคือความสุขของผม "คุณแป้ง" ตอนแรกก็ไม่ยอมหากผมจะเลิกเล่น แต่ยินดียกเลิกสัญญาถ้าผมไม่เลิกเล่นบอล จะย้ายไปทีมไหนก็ได้ แต่ผมบอกว่า ผมไม่อยากให้สโมสรมาแบกภาระเดือนละ 2 แสนกว่าบาท ถ้าผมอยู่ที่นี่แบบไม่มีความสุข ผมอาจจะเข็นตัวเองมาซ้อมมาแข่งได้ แต่มันไม่ดีกับสโมสรแน่ สุดท้าย "คุณแป้ง" ก็ยอมยกเลิกสัญญาให้"

    การยกเลิกสัญญาในวัยเพียงแค่ 28 ปี ทำให้เงินที่จะได้ปีละ 3.4 ล้านบาท และเงินในอนาคตอีกหลายล้านบาทหากยังเล่นฟุตบอลอยู่ของ "เจ้าเบียร์" หายวับไปกับตา แต่เจ้าตัวยังพอมีเงินเก็บจากการเล่นบอล และนำมาใช้จ่ายในช่วงที่เลิกเล่นบอลไปแล้ว

    "ผมไม่มีแพลนจะทำอะไรเลยอยู่ในหัว 1 ปีเต็ม ๆ ผมออกท่องเที่ยวตามแต่ใจอยากจะไป ส่วนใหญ่เที่ยวต่างจังหวัด บางทีตื่นมาแบกกระเป๋าไปสนามบิน ไม่รู้จะไปไหน ไปคิดเอาที่สนามบินก็มี แต่ถึงผมจะเที่ยวก็ไม่ได้ใช้เงินเยอะอะไร เพราะรู้ว่ามีแต่เงินออก ไม่มีเงินเข้ามาเลย"

 

    เมื่อใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ไป 1 ปีเพื่อค้นหาตัวเอง เจ้าตัวก็นำเอาความชอบในการกินกาแฟของตัวเองมาค้นหาว่า ตัวเองอยากทำร้านกาแฟหรือไม่ ชอบกาแฟ หรือชอบบรรยากาศของร้านกาแฟ จึงตัดสินใจไปสมัครเป็นพนักงานร้านกาแฟ

    "ผมคิดอยู่พักใหญ่ อย่างว่าเราก็เคยเป็นนักบอลที่คนรู้จัก วันดีคืนดีจะไปเป็นลูกจ้างร้านกาแฟ มันยังติดอีโก้อยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไปสมัคร ร้านกาแฟแบรนด์ดังไม่รับ ไปอีกร้านที่ซอยอารีย์ พี่เขาจำชื่อได้ว่าเป็นนักฟุตบอล แต่เห็นความตั้งใจเรา เขาถามเอาเงินเดือนเท่าไหร่ ผมบอกเท่าไหร่ก็ได้ ผมอยากมาค้นหาตัวเองด้วยการลองทำงานที่ร้านกาแฟ ทำอยู่ 7-8 เดือน ตอนนั้นเริ่มรู้สึกแล้วว่าอยากทำร้านกาแฟแล้ว เลยลาออกมาเพื่อไปศึกษาอย่างจริงจัง"

    หลังจากออกแสวงหาเมล็ดพันธุ์กาแฟ และท่องไทยไปชิมกาแฟ สุดท้ายตัดสินใจเปิดร้านกาแฟของตัวเอง ใช้ชื่อร้านว่า "SOUL COFFEE" ซึ่งแปลว่า จิตวิญญาณมันตรงกับชีวิตของตัวเอง โดยลงทุนไปกว่า 2 ล้านบาท เฉพาะค่าเครื่องชงกาแฟก็ล้านกว่าบาทแล้ว

 

    "ร้านนี้อยู่ซอยท่าเรือแดง ตรงท่าเตียน ปากซอยเป็นธ.กรุงไทย ผมเริ่มเปิดเดือนมี.ค.ก็ทำท่าจะดี วันหนึ่งขายได้ 8,000 – 10,000 บาท แต่เปิดได้แป๊บเดียว โควิดมา ต้องปิดยาวเพิ่งจะเปิดอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้ คราวนี้ผมขายคนเดียวเลยไม่มีลูกน้องแล้ว เพราะแบกค่าใช้จ่ายไม่ไหว ร้านของผมไม่เน้นคำว่า specialist ผมอยากให้คนมากินแล้วมีความสุข ไม่ต้องกดดันตัวเองด้วยเมนูพิเศษอะไร ทุกวันนี้แม้ต้องแบกค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ที่เข้ามา แต่ผมมีความสุขทุกครั้งที่ได้มาร้าน"

    เจ้าตัวเล่าให้ฟังว่า แม้ตอนเลิกเล่นฟุตบอลในวัยแค่ 28 ปี ช่วงนั้นยังมีหลายทีมในไทยลีกสนใจติดต่อมา ซึ่งตนก็ขอบคุณทุกทีมที่เห็นคุณค่า แต่ช่วงนั้นก็ชั่งใจอยู่เหมือนกัน สุดท้ายตัดสินใจเลิกเลยดีกว่า เพราะไม่อยากไปลุ้นว่า ชีวิตจะไม่มีความสุขอีกหรือเปล่า ถ้าหากตัวเองต้องไปตกที่นั่งเดียวกันกับตอนอยู่ท่าเรือ คือไม่ได้เล่น แต่ ณ ตอนนี้ก็ถือว่าชีวิตลงตัวแม้ว่าจะขาดรายได้ที่ควรจะได้จากการเล่นฟุตบอลไปเกือบสิบล้านบาทหากยังเล่นอยู่ถึงตอนนี้ก็ตามที

ไม่กล้าเจอหน้าใคร ไม่ดูบอลไทย วันที่ “รูนี่ย์เมืองไทย” เป็นดาวดับแสง

เขาคนนี้เคยได้ชื่อว่าเป็นซุปเปอร์สตาร์เบอร์หนึ่งของบอลนักเรียนเมืองไทย แม้กระทั่ง "มุ้ย" ธีรศิลป์ แดงดา หนึ่งในตำนานกองหน้าทีมชาติไทยที่เล่นมารุ่นเดียวกัน ยังเป็นรองในด้านชื่อเสียง ฝีเท้า และผลงาน แต่เส้นทางของเขา "โก้" ศักรินทร์ จันทร์โยธา ที่เคยได้รับฉายา "รูนี่ย์เมืองไทย" กลับไปไม่ถึงตำแหน่ง ซุปเปอร์สตาร์ ในวงการฟุตบอลไทย
    – สมัยเล่นฟุตบอลนักเรียนให้กับโรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี "โก้" ศักรินทร์ จันทร์โยธา ได้รับความชื่นชมจากทุกคนที่ได้เห็นฝีเท้า โดยเฉพาะเท้าซ้ายทรงพลังที่หนักหน่วง เข้าข้อเป็นตุงตาข่ายแบบประตูไม่กล้ารับ คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมและดาวซัลโวแทบทุกรายการของบอลนักเรียนในช่วงเวลาที่เขาอยู่ในชายคาอัสสัมฯธนบุรี เคยได้รับการคัดเลือกให้ไปฝึกฝีเท้าในโครงการ "ช้างเอฟเวอร์ตัน"

    – เส้นทางลูกหนังถูกปูด้วยกลีบกุหลาบ แม้จะเล่นแค่บอลนักเรียนแต่ก็มีสปอนเซอร์มาให้การสนับสนุนหลายเจ้า เงินทองไหลมาเทมา วันที่จบการศึกษาจากอัสสัมฯธนบุรี ทางจุฬาฯ มาติดต่อให้ไปเรียนในโครงการช้างเผือก แต่เจ้าตัวเลือกปฏิเสธ เพราะไม่อยากอยู่ในกฏเกณฑ์

    – ขณะที่เพื่อนร่วมสถาบันอย่าง ธีรศิลป์ แดงดา, นฤพนธ์ อารมณ์สวะ ฯลฯ เลือกสโมสรตามคำแนะนำของคณะอาจารย์ให้ไปเพาะกระดูกในสโมสรราชประชา หลังเรียนจบม.ปลาย แต่ "โก้" ศักรินทร์ เลือกทำตามใจตัวเองด้วยการเลือกไป บีอีซี เทโรฯ ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ของลีกไทยในยามนั้นด้วยวัยเพียงแค่ 18-19 ปีเท่านั้น

    – เหตุผลที่เลือกไปเทโรฯ ในคราวนั้น "โก้" ศักรินทร์ เล่าว่า "ผมคิดว่าผมเก่งแล้ว ไม่จำเป็นต้องเดินตามทางเพื่อนที่ไปราชประชา อยู่เทโรฯ มีชื่อเสียงโด่งดัง เงินเดือนก็ไม่น้อย ตอนนั้นได้ 35,000 บาท ถือว่าเยอะมากในสมัยที่ลีกยังไม่ดังและในวัยที่ยังไม่ถึง 20 ปีเท่านั้น"

    – เมื่อชื่อเสียงและเงินทองมาพร้อมกัน ประกอบกับอยู่ในวัยที่สามารถเข้าผับ บาร์ ได้ ประกอบกับที่พักอยู่แถวที่มีร้านเหล้า ผับบาร์ เยอะ เพื่อนก็มากตาม เที่ยวแทบทุกคืน พอช่วงเย็นหลังซ้อมบอล ก็ออกไปเที่ยวเตร่ตลอด และไม่มีใครมาห้ามปราม เพื่อนร่วมสถาบันก็ไปอยู่ทีมอื่น ชีวิตติดเที่ยวหนักมาก

    – เมื่อเที่ยวจัด ฟอร์มก็เริ่มตก อยู่แค่ครึ่งปี ก็ย้ายไปสโมสรตำรวจ เปลี่ยนที่พักไปแถวสะพานใหม่ ยังใช้เงินและใช้ชีวิตหมดไปกับการกินเหล้าทั้งกับผู้ชายและผู้หญิง จนวันหนึ่งซ้อมบอลอยู่ เกิดอุบัติเหตุขาลงหลุมแล้วบิดตัว ปรากฏว่าเอ็นเข่าขาด

    – เข้ารับการผ่าเข่า แต่ไม่ดูแลตัวเอง ใช้เวลารักษากว่า 2 ปีโดยที่รักษาตามมีตามเกิดกลับบ้านที่เมืองกาญจน์ พอเริ่มเดินได้ก็ออกเที่ยวกลางคืนต่อ ไม่ได้ดูแลตัวเอง จนหาย ติดต่อหา "โค้ชเตี้ย" สะสม พบประเสริฐ เพื่อขอโอกาสเล่นกับแบงค็อก ยูไนเต็ด ได้โอกาสเข้ามาฝึกซ้อมรีดน้ำหนักไป 24 ก.ก. แต่ด้วยความที่ห่างบอลไปนาน จับจังหวะการเล่นได้ไม่เหมือนเดิม การเซ็นสัญญาจึงไม่เกิดขึ้น

    – ทีมเมืองกาญจน์ บ้านเกิดชวนไปเล่น ตัดสินใจกลับไปเล่นปรากฏว่าเจ็บเข่าอีก ต้องผ่าทั้งซ้ายและขวา ทั้งจาการเดินสายและเล่นบอลให้ทีมเมืองกาญจน์ สุดท้ายไม่ไหว ตัดสินใจแขวนสตั๊ดในวัยแค่ 24 ปี

     ไทม์ไลน์ในการเล่นบอลอาชีพของ "เจ้าโก้" ศักรินทร์ จันทร์โยธา ถือว่าสั้นจนน่าใจหาย ชีวิตที่น่าจะไปได้สวยกับฟุตบอลอาชีพ กลับกลายเป็นต้องเลิกเล่นเร็วจนแทบไม่น่าเชื่อ

    "เจ้าโก้" เปิดใจให้ฟังว่า หลังจากเลิกเล่นไปแล้วก็ยังใช้ชีวิตแบบคนเที่ยวกลางคืน สลับกับการเล่นฟุตบอลเดินสายแถวบ้านเกิด จนวันหนึ่งมีโฆษกสนามประกาศว่า "เจ้าโก้" อดีตนักเตะทีมเยาวชนทีมชาติไทยมาเล่นอยู่ในสนามนี้ ผอ.โรงเรียน เมฆบัณฑิต จึงมาทาบทามให้เป็นโค้ชฝึกสอนที่อะคาเดมี่ของโรงเรียน จนถึงวันนี้ 4 ปีมาแล้ว และนี่คือการเปิดใจของ "เจ้าโก้" กับอดีตที่ผ่านมา

    "ผมยอมรับว่า ชีวิตในการเล่นฟุตบอลของผมมันสั้นเพราะผมทำตัวเอง ตอนนั้นผมมัวแต่คิดว่าผมโชคร้ายผมถึงเจ็บ ผมถึงเล่นไม่ได้ แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า ผมทำตัวเองทั้งนั้น ผมเป็นคนติดเพื่อน ใครชวนไม่เคยคิดปฏิเสธ ชอบสังสรรค์เหล้า ผู้หญิง ผมเปย์ทุกอย่าง เรื่องบาดเจ็บก็ส่วนหนึ่ง แต่ส่วนสำคัญคือ ผมทำตัวเองทั้งนั้น"

    เมื่อเส้นทางลูกหนังขาดสะบั้นลง "โก้" ศักรินทร์ ยอมรับว่า ตนเองทำใจไม่ได้นานมาก "ผมไม่เคยดูบอลไทยลีก บอลเมืองกาญจน์บ้านผมแข่งลีก ผมก็ไม่ไปดู ทีมชาติไทยผมเคยดูบ้าง แต่พอดูแล้วมันก็มานั่งคิดว่า จริง ๆ ผมควรจะอยู่ในสนามในวันนี้มากกว่าหน้าจอทีวี ไม่อยากไปเจอคนรู้จักในอดีต อยากเข้าไปทักแต่ไม่กล้า ไม่อยากเจอนักข่าวเพราะกลัวโดนถามจี้ใจดำ เคยเจอรุ่นพี่เขาเคยเข้ามาทักบอกเสียดาย เอ็งเก่งที่สุดในบอลนักเรียนแล้ว ไม่น่าเลย เจ็บจี๊ดเข้าไปถึงหัวใจเลย"

    เมื่อกาลเวลาผ่านไป "เจ้าโก้" ที่ตอนนี้อยู่ในวัย 31 ปีเริ่มที่จะทำใจได้ และบทเรียนของตัวเองคือ บทเรียนที่ล้ำค่าที่นำไปสอนให้กับเด็ก ๆ ของอะคาเดมี่ที่ตัวเองเป็นโค้ชอยู่

    "ผมบอกกับเด็กว่า ถ้าพวกเอ็งอยากเลียนแบบฝีเท้าของไอดอลนักเตะคนไหน เอ็งทำไปเลย แต่ถ้าพวกเอ็งจะหานักเตะที่เคยขึ้นสูงสุดแล้วตกลงมาต่ำสุดแล้ว เอ็งดูที่โค้ชคนนี้ แล้วจำไว้อย่าทำแบบที่โค้ชเคยทำ ผมจะพร่ำสอนเด็กไม่ให้เดินตามรอยผม แต่ถ้าเรื่องสอนบอลแล้ว เด็กเชื่อผมและทำตาม เพราะผมสาธิตให้เขาดูได้ทุกอย่าง มีแค่ประสบการณ์ชีวิตนี่แหละที่ไม่ให้เด็กเลียนแบบและอย่าทำตามเป็นอันขาด"

    ก่อนจากกัน "โก้" ศักรินทร์ ฝากถึงนักฟุตบอลรุ่นหลังว่า ให้ดูชีวิตของเขาเป็นบทเรียนเพื่อที่จะไม่ทำตาม "วันนี้ฟุตบอลเป็นอาชีพเต็มตัว หาเลี้ยงตัวเองได้สบาย จำไว้เหล้ากับผู้หญิง อย่าได้เข้าไปข้องแวะ ถ้ามีสองอย่างนี้เข้ามาในชีวิตโอกาสจะหลงทางเดินผิดอย่างผม มันเกิดขึ้นแน่ ผมอยากให้ชีวิตผมเป็นอุทธาหรณ์สอนใจนักบอลรุ่นหลังทุกคน จะได้ไม่มามัวเสียใจยามที่อดีตมันเรียกกลับคืนมาไม่ได้แบบผม"

    ส่วนชีวิตของตัวเอง "โก้ ศักรินทร์" เปิดใจว่า เมื่อก่อนคิดว่าตัวเองโชคร้าย แต่ชีวิตก็มีโชคดีเข้ามาทั้งการได้โอกาสในการเป็นโค้ชอะคาเดมี่สอนเด็ก ได้มีโอกาสปั้นเด็กให้เติบโตในเส้นทางที่ควรจะเดิน และโชคดีที่ยังมีคนรักและชื่นชมเวลามีคนเอ่ยถึงชื่อ ศักรินทร์ จันทร์โยธา