ครึ่งสนามอย่างงาม! “เจอร์ราร์ด” ปลื้มบุกสยบลีแอช

สตีเว่น เจอร์ราร์ด นายใหญ่เรนเจอร์ส หัวใจพองโตหลังทีมบุกสยบ สตองดาร์ ลีแอช ได้ถึงถิ่นในเกมยูโรปา ลีก กลุ่ม ดี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา พร้อมซูฮกลูกยิงปิดกล่องของ เคมาร์ รูฟ บอกนี่คือประตูที่สวยที่สุดที่เคยเห็นด้วยตาตัวเองมาตลอดชีวิต
               สตีเว่น เจอร์ราร์ด ผู้จัดการทีมชาวอังกฤษของ เรนเจอร์ส สโมสรดังในศึกสกอตติช พรีเมียร์ลีก สุดปลื้มหลังลูกทีมบุกชนะ สตองดาร์ ลีแอช ทีมแกร่งจากเบลเยียม 2-0 ในศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม ดี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา

               สำหรับผลงานของลูกทีม "สตีวี่จี" โดดเด่นมากๆ เมื่อพวกเขาได้ประตูขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 19 จากการยิงจุดโทษของ เจมส์ ทาเวอร์เนียร์ ก่อนจะมาได้ประตูตอกฝาโลงจาก เคมาร์ รูฟ ในนาที่ที่ 90+3 ส่งผลให้ เรนเจอร์ส เก็บ 3 คะแนนสำคัญถึงดินแดนช็อกโกแลตเลิศรส

               เจอร์ราร์ด ซึ่งทำผลงานคุมทีมได้ดีเยี่ยมโดยยังไม่แพ้ใครในเกมลีกแดนวิสกี้ ด้วยสถิติชนะ 9 เสมอ 2 รั้งจ่าฝูงลีก เปิดใจหลังจบเกมว่า "ผมคิดว่ามันเป็นชัยชนะที่มีความสำคัญมากๆ สำหรับการเริ่มต้นรอบแบ่งกลุ่มซึ่งถือเป็นเรื่องในด้านบวก เราเอาชนะทีมที่ดีเยี่ยมในค่ำคืนนี้ ผมคิดว่าเราสมควรได้รับชัยชนะ"

               นอกจากนี้ ตำนานกัปตันทีม ลิเวอร์พูล ยังกล่าวชื่นชมประตูของ รูฟ ที่ซัดไกลประมาณครึ่งสนามเข้าประตูไปอย่างสุดสวยว่า "เราได้ประตูในช่วงเวลาที่สุดยอดมากๆ มันเป็นช่วงเวลาที่แสนเวิลด์คลาส ผมเคยเล่นฟุตบอลอาชีพมายาวนานตั้งแต่ปี 1998 และนี่คือประตูที่ดีที่สุดที่ผมได้เห็นด้วยตาตัวเองมาตลอดทั้งชีวิต"

“แม็กไกวร์” ทำสถิติหายากหลังโดนไล่ออกที่เวมบลีย์

แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ปราการหลังร่างใหญ่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำสถิติหายากในทีมชาติอังกฤษ ที่ก่อนหน้านี้มีเพียงแค่ 2 รายที่ทำได้ หลังเจ้าตัวถูกไล่ออกในเกมเจอกับ เดนมาร์ก เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา
                แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เซนเตอร์แบ็กกัปตันทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลายเป็นแข้งทีมชาติอังกฤษรายที่ 3 ในประวัติศาสตร์ ที่ถูกไล่ออกในการเตะที่สังเวียนแข้ง เวมบลีย์ หลังเจ้าตัวได้รับใบแดงตั้งแต่ช่วงครึ่งแรกในศึก ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก เอ กลุ่มสอง นัดที่ "สิงโตคำราม" แพ้ เดนมาร์ก คาบ้าน 0-1 เมื่อวันพุธที่ 14 ตุลาคม ที่ผ่านมา

              แม็กไกวร์ ได้รับใบเหลืองแรกตั้งแต่นาทีที่ 5 ก่อนมาโดนอีกเหลืองในนาทีที่ 31 หลังเข้าหนักใส่ แคสเปอร์ ดอลเบิร์ก ทำให้ ปราการหลังร่างยักษ์วัย 27 ปี กลายเป็นนักเตะ "ทรีไลอ้อนส์" คนที่ 3 ที่โดนไล่ออกในเกมที่ เวมบลีย์ ต่อจากสองตำนานมิดฟิลด์อย่าง พอล สโคลส์ (เจอ สวีเดน เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 1999) และ สตีเว่น เจอร์ราร์ด (เจอ ยูเครน เมื่อเดือนกันยายน ปี 2012) 

              เกมนี้ เดนมาร์ก ได้ประตูชัยจากการสังหารลูกจุดโทษของ คริสเตียน อีริคเซ่น ในนาทีที่ 35 ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งแรกที่ อังกฤษ เสียประตูจากลูกจุดโทษและมีผู้เล่นถูกไล่ออกในเกมเดียวกัน นับตั้งแต่เกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายศึก เวิลด์ คัพ 1998 ที่ อังกฤษ เจอกับ อาร์เจนตินา (เดวิด เบ็คแฮม โดนไล่ออก)

เลสค็อตต์ชี้เดอบรอยน์ยังไม่เทียบชั้นยาย่า

โจลีออน เลสค็อตต์ อดีตกองหลังของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชี้ว่าผลงานของ เควิน เดอ บรอยน์ ในฤดูกาลนี้ยังไม่เทียบซีซั่นที่พีคที่สุดของ ยาย่า ตูเร่ เมื่อปี 2013/14

 เดอ บรอยน์ มีส่วนร่วมกับประตูของทีม 33 ลูกในซีซั่นนี้ แบ่งเป็นการทำประตู 13 ลูกและแอสซิสต์อีก 20 หน ในการลงเล่น 35 เกมในพรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาล 2019/20 แต่ทาง เลสค็อตต์ มองว่ายังเทียบไม่ได้กับความยอดเยี่ยมของ ตูเร่

 "ยัง, เขาต้องทำมันให้ยาวนานมากกว่านี้อีกหน่อย" เลสค็อตต์ กล่าวเมื่อถูกถามว่า เดอ บรอยน์ เทียบได้กับ ตูเร่ หรือยัง

 "ฤดูกาลที่ดีที่สุดของ ยาย่า นั้นยอดเยี่ยมมากกว่า เขาทำ 20 ประตูในซีซั่นนี้, ปี 2013/14"

 นอกจากนี้ เลสค็อตต์ ยังกระตุ้น เดอ บรอยน์ ให้รักษาความยอดเยี่ยมเอาไว้ให้ได้ต่อเนื่องเพื่อจารึกชื่อเป็นตำนานของพรีเมียร์ลีก

 "สิ่งที่เขาทำและผลในแต่ละเกมนั้นน่าทึ่งมาก เขากำลังสร้างมาตรฐานใหม่"

 "ยุคของ เจอร์ราร์ด และ แลมพาร์ด – ผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมบางคนในพรีเมียร์ลีก แต่สิ่งที่ เควิน ทำก็สุดยอดมาก ผมคิดว่าถ้าเขายังทำได้แบบนี้อีกสัก 3-4 ปี เขาจะอยู่ในการพูดถึง (ว่าคือยอดนักเตะของพรีเมียร์ลีก)"

เจอร์ราร์ดนำอดีตแข้งฉลองลิเวอร์พูลได้ชูถ้วยแชมป์พรีเมียร์

อดีตแข้งหลายรายของ ลิเวอร์พูล ฉลองกับการที่อดีตต้นสังกัดได้ชูถ้วยแชมป์อย่างเป็นทางการ อย่างเช่น สตีเว่น เจอร์ราร์ด ที่ออกมาพิมพ์แบบสั้นๆ ว่า "แชมเปี้ยน" เป็นต้น
    อดีตนักเตะหลายคนของ ลิเวอร์พูล ร่วมฉลองกับการที่ "หงส์แดง" ได้ชูถ้วยแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2019-20 อย่างเป็นทางการ หลังจบเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดรัง แอนฟิลด์ เอาชนะ เชลซี 5-3 เมื่อวันพุธที่ 22 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

    ทีมของกุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ การันตีแชมป์ลีกได้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่จำเป็นต้องรอจนถึงเกมลีกนัดรองสุดท้ายกว่าที่จะได้รับถ้วยแชมป์ ซึ่งบรรยากาศการฉลองภายในสนามก็เต็มไปด้วยความครึกครื้นสุดขีด

 


 

    สำหรับอดีตนักเตะ ลิเวอร์พูล ที่ร่วมฉลองผ่านโลกออนไลน์มีอย่างเช่น สตีเว่น เจอร์ราร์ด ที่พิมพ์ว่า "แชมเปี้ยน", ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ที่บอกว่า "คงไม่มีทางภูมิใจได้มากกว่านี้อีกแล้ว ขอบคุณนะ @LFC", เจมี่ คาร์ราเกอร์ ที่โพสต์ว่า "เจอร์เก้น คล็อปป์ เคยบอกว่าเขาจะเปลี่ยนจากผู้กังขาให้เป็นผู้ที่มีความเชื่อ @LFC #premierleaguechampions", จอห์น อัลดริดจ์ ที่พิมพ์ว่า "ชอบการฉลองมากๆ มันเหมาะสมแล้วที่คืนนี้เราเก็บได้ 96 คะแนนพร้อมกับได้ชูถ้วยแชมป์ไปด้วย! เราจะไม่มีวันลืมพวกเขา เหล่า 96 ชีวิตที่ต้องจากไปจากโศกนาฏกรรมฮิลส์โบโร่ และจะไม่มีวันลืมทีมชุดนี้ที่ทำให้เรากลับมาเป็นแชมป์ลีกได้หลังจากห่างหายไปนานด้วย YNWA" และ เอียน รัช ที่พิมพ์ว่า "30 ปี! ขอแสดงความยินดีกับแชมป์ พรีเมียร์ลีก ด้วย @LFC #YNWA" เป็นต้น

 

ตามรอยตำนานลิเวอร์พูล! “โจนส์” เปลี่ยนเบอร์เสื้อใหม่ซีซั่นหน้า

 ขอเดินตามรอย "พี่เจิด"… เคอร์ติส โจนส์ มิดฟิลด์อนาคตไกล ลิเวอร์พูล เตรียมโยกไปสวมเสื้อหมายเลข 17 หลังจบซีซั่นนี้
    ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรลูกหนังแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประกาศยืนยัน เมื่อวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม ที่ผ่านมาว่า เคอร์ติส โจนส์ กองกลางดาวรุ่งคนเก่ง เตรียมเปลี่ยนหมายเลขเสื้อจาก 48 ไปเป็นหมายเลข 17 ตั้งแต่การแข่งขันในฤดูกาล 2020/21 เป็นต้นไป

     ถือเป็นการเดินตามรอย สตีเว่น เจอร์ราร์ด ยอดตำนานกองกลางกัปตันทีม ที่เคยสวมเสื้อหมายเลข 17 ช่วงระหว่างปี 2000 ถึง 2004 ก่อนโยกไปสวมเสื้อเบอร์ 8 จนกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว โดย โจนส์ เพิ่งจรดปากกาเซ็นสัญญาฉบับใหม่กับทีมถึงปี 2025 เมื่อราวสองสัปดาห์ก่อน

    สำหรับ โจนส์ วัย 19 ปี ซึ่งถือเป็นผลผลิตจากอคาเดมี่ของสโมสร ก้าวขึ้นมาทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจในฤดูกาลนี้ โดยทำไป 3 ประตู จากการลงเล่นให้ "หงส์แดง" รวมทุกรายการ 10 นัด

 

กลับอังกฤษ!เผยทีมชปช.สนดึงเจอร์ราร์ดนั่งเก้าอี้กุนซือ

เดลี่ เอ็กซ์เพรส สื่อของอังกฤษ ตีข่าว สตีเว่น เจอร์ราร์ด กุนซือ เรนเจอร์ส กำลังตกเป็นเป้าหมายของ สตีฟ แลนส์ดาวน์ เจ้าของทีม บริสตอล ซิตี้ หลังจากที่ บริสตอล เพิ่งสั่งเด้ง ลี จอห์นสัน พ้นจากการคุมทีมไปเมื่อไม่กี่วันก่อน
    สตีฟ แลนส์ดาวน์ มหาเศรษฐีและเจ้าของทีม บริสตอล ซิตี้ สโมสรในระดับ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ อังกฤษ กำลังเล็งที่จะดึง สตีเว่น เจอร์ราร์ด ผู้จัดการทีม เรนเจอร์ส สโมสรในศึก สกอตติช พรีเมียร์ชิพ มาเป็นกุนซือคนใหม่ของทีม ตามรายงานของ เดลี่ เอ็กซ์เพรส สื่อชื่อดังของเมืองผู้ดี

    แลนส์ดาวน์ เพิ่งสั่งปลด ลี จอห์นสัน พ้นจากการคุมทีมไปเมื่อวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม ที่ผ่านมา หลังจากที่ทีมมีผลงานน่าผิดหวังจนถึงขั้นไม่ชนะใครมา 9 นัดติดต่อกัน โดยพอ จอห์นสัน โดนเด้งออกจากตำแหน่ง บริสตอล ก็ชนะ 2 นัดติดต่อกันทันทีเลย

    นอกจาก เจอร์ราร์ด แล้วนั้น คริส ฮิวจ์ตัน อดีตกุนซือ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน, ลี โบว์เยอร์ อดีตแข้งคนดังที่ตอนนี้คุม ชาร์ลตัน แอธเลติก อยู่ และ ไรอัน โลว์ นายใหญ่ พลีมัธ อาร์ไกล์ ก็อยู่ในลิสต์ที่ แลนส์ดาวน์ เล็งเอาไว้เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม เดลี่ เอ็กซ์เพรส บอกว่าตำนานกองกลาง ลิเวอร์พูล คือคนที่ แลนส์ดาวน์ เชื่อว่าจะทำให้ทีมเลื่อนชั้นสู่ พรีเมียร์ลีก ตามที่ตนวาดฝันเอาไว้ได้

    สำหรับ เจอร์ราร์ด นั้น ทำผลงานได้น่าประทับใจพอตัวนับตั้งแต่ที่เข้าคุม เรนเจอร์ส ในช่วงกลางปี 2018 แม้ว่าจะยังไม่สามารถพาทีมคว้าแชมป์มาครองได้เลยก็ตาม โดยเขามีเปอร์เซ็นต์พาทีมชนะราว 60 เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน อย่างไรก็ตาม มันก็จะเป็นงานยากสำหรับ บริสตอล ที่จะดึง เจอร์ราร์ด มาเป็นกุนซือคนใหม่ได้ เพราะเขาเพิ่งต่อสัญญากับ เรนเจอร์ส จนถึงปี 2024 ไปเมื่อช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

85 ประตู! สเตอร์ลิงยิงแซงโรนัลโด้สถิติตลอดกาลพรีเมียร์ลีก

ปีกแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยิงได้ 2 ประตู ในเกมถล่มวัตฟอร์ด 4-0 ส่งผลให้เขาแซงคริสเตียโน โรนัลโด้ไปเรียบร้อย ในตารางดาวยิงตลอดกาลพรีเมียร์ลีกไปเรียบร้อยแล้ว

ราฮีม สเตอร์ลิง ปีกแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยิงแซงคริสเตียโน โรนัลโด้ อดีตผู้เล่นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในตารางดาวยิงสูงสุดตลอดกาลพรีเมียร์ลีกเรียบร้อยแล้ว ด้วยจำนวน 85 ประตู

แนวรุกเรือใบสีฟ้าเพิ่งทำสองประตูในเกมพรีเมียร์ลีกนัดล่าสุดที่เอาชนะวัตฟอร์ดไป 4-0 เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ส่งผลให้เขามี 19 ประตูในลีกฤดูกาลนี้ เทียบเท่า โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ และตามหลังปิแอร์ เอเมริค โอบาเมยอง อยู่ในอันดับดาวซัลโว

จากผลงานดังกล่าว ทำให้เขายิงประตูแซง คริสเตียโน โรนัลโด้ ซึ่งเล่นอยู่ในตำแหน่งริมเส้นคล้ายคลึงกัน ซึ่งเคยยิงได้ 84 ประตูสมัยค้าแข้งอยู่ในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เรียบร้อยแล้ว เทียบกับกับผลงานของ เอเดน อาซาร์ สมัยที่ค้าแข้งอยู่กับเชลซี ซึ่งยิงไป 85 ประตูเท่ากัน

ในปัจจุบัน มีนักเตะที่ไม่ใช่ตำแหน่งศูนย์หน้าธรรมชาติเพียง 5 รายเท่านั้น ที่ยิงได้มากกว่าสเตอร์ลิง คือ แมทธิว เลอ ทิสซิเอร์ ซึ่งยิงได้ 100 ประตูในพรีเมียร์ลีก และหากนับรวมสมัยที่ยังเป็นดิวิชันหนึ่งด้วย เขาจะยิงได้ถึง 160 ประตู

ถัดจากนั้นคือ พอล สโคลส์ ยิงได้ 107 ประตู และไรอัน กิ๊กส์ 109 ประตู สมัยที่เล่นให้ทีมปีศาจแดงทั้งคู่ ก่อนจะขยับขึ้นมาเป็น สตีเวน เจอร์ราร์ด กองกลางลิเวอร์พูลที่ยิงได้ 120 ประตู และแฟรงค์ แลมพาร์ด ผู้เล่นที่ไม่ใช่ตำแหน่งศูนย์หน้า ซึ่งยิงได้มากที่สุดในพรีเมียร์ลีกจำนวน 177 ประตู

เท่าไหร่?เจอร์ราร์ดเผยค่าตัวที่เชลซีเคยยื่นซื้อเมื่อปี2004

สตีเว่น เจอร์ราร์ด เผยว่าเมื่อปี 2004 เชลซี ตัดสินใจยื่นเงิน 37.5 ล้านปอนด์เพื่อเป็นค่าตัวของตน พร้อมยันว่าไม่เสียดายเลยที่อดย้ายทีมในตอนนั้น
    สตีเว่น เจอร์ราร์ด ตำนานกองกลางของ ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เปิดเผยว่าตอนปี 2004 ที่ เชลซี สนใจจะคว้าตนไปร่วมทัพนั้น อีกฝ่ายยื่นข้อเสนอขอซื้อตนด้วยค่าตัว 37.5 ล้านปอนด์ ซึ่งเทียบเป็นเงินในปัจจุบันที่ 52.67 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,106.8 ล้านบาท)

    เจอร์ราร์ด ถือเป็นนักเตะที่แฟนบอล ลิเวอร์พูล รักเป็นอย่างมาก เพราะเขาเป็นผลผลิตจากอะคาเดมี่ของทีมโดยตรง, เป็นเด็กจากย่านเมอร์ซี่ย์ไซด์ และไม่เคยเล่นให้ทีมใหญ่ในทวีปยุโรปทีมอื่นเลย อย่างไรก็ตาม ที่จริงดาวเตะชาวอังกฤษก็เคยเกือบย้ายจาก "หงส์แดง" ไปอยู่กับ เชลซี ในช่วงซัมเมอร์ ปี 2004 เหมือนกัน หลังจากที่ โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีม เชลซี ในตอนนั้น ตามจีบเขาอย่างหนัก และ เจอร์ราร์ด ก็เคยมีความคิดที่จะไปเล่นในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ด้วย

    เจอร์ราร์ด กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับ แกรี่ เนวิลล์ ตำนานแบ็กขวาของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ว่า "ที่จริงฉันเสียใจนิดหน่อยที่ตอนนั้นแสดงท่าทีอยากย้ายทีมไป รวมถึงเสียใจกับการที่ทุกอย่างมันออกมาเป็นแบบนั้น ความจริงก็คือตอนนั้นฉันไม่รู้ว่าสถานะของฉันกับ ราฟา มันเป็นยังไงกันแน่ ราฟา เคยคุยกับฉันแล้วบอกว่า -ฉันรู้ดีว่าเอเยนต์ของนายกำลังคุยกับ เรอัล มาดริด และ เชลซี อยู่-"

    "ตอนนั้นฉันระแวงมากๆ ว่า ราฟา จะยอมรับเงินก้อนโตเพื่อเอาไปพยายามสร้าง ลิเวอร์พูล ชุดใหม่ขึ้นมา ตอนนั้น เชลซี ยื่นข้อเสนอเข้ามาที่ 37.5 ล้านปอนด์ ตอนนั้นมันถือเป็นจำนวนเงินที่เยอะมากๆ แต่ถ้าเอาเงินก้อนนั้นมาใช้ในตอนนี้มันจะสามารถซื้ออะไรได้บ้างกันล่ะ ?"

    ทั้งนี้ เนวิลล์ คนพี่ หยอกเล่นๆ ว่าเงิน 37.5 ล้านปอนด์ในสมัยนี้สามารถซื้อ เฟร็ด กองกลาง แมนฯ ยูไนเต็ด ได้แค่ครึ่งตัวเท่านั้น หลังจากค่าตัวที่ แมนฯ ยูไนเต็ด จ่ายไปเพื่อซื้อ เฟร็ด ก็คือ 52 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,080 ล้านบาท)

    หลังจากนั้น เจอร์ราร์ด ก็เสริมว่าตนไม่เคยรู้สึกเสียดายเลยที่อดย้ายทีม เพราะ ลิเวอร์พูล คือทีมที่ตนรักจนสุดหัวใจ "มูรินโญ่ มีส่วนสำคัญอย่างมากในเรื่องนั้น การที่ตอนนั้นฉันยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่เท่าไหร่มันทำให้ฉันคิดเกี่ยวกับการย้ายทีม และสนใจไอเดียนั้นนิดหน่อย แต่ตอนนี้ฉันก็ไม่นึกเสียดายอะไรอีกต่อไปแล้ว เพราะว่า ลิเวอร์พูล คือสโมสรที่ฉันรัก และมันก็ควรจะเป็นอย่างนั้น"

ถึงกับหลั่งน้ำตา! “คล็อปป์” พูดไม่ออกหลังลิเวอร์พูลซิวแชมป์พรีเมียร์ลีก

น้ำตาของบอส… เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ ลิเวอร์พูล ปลื้มจนพูดไม่ออก หลัง "หงส์แดง" การันตีแชมป์ พรีเมียร์ลีก ซีซั่นนี้เรียบร้อย พร้อมชมลูกทีมและสต๊าฟฟ์โค้ชที่ทุ่มเททำงานเป็นอย่างดีมาตลอด

    เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล ยอมรับทั้งน้ำตาว่า เป็นความรู้สึกที่แทบบรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ หลังจากที่ "หงส์แดง" การันตีตำแหน่งแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำฤดูกาล 2019/20 เรียบร้อย จากการที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมรองจ่าฝูง พลาดท่าบุกไปแพ้ เชลซี 1-2 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน ที่ผ่านมา

   การปราชัยนัดนี้ของ "เรือใบสีฟ้า" ทำให้พวกเขายังคงมีคะแนนอยู่ที่ 63 แต้ม จากการลงแข่ง 31 นัด ตามหลัง ลิเวอร์พูล ทีมจ่าฝูง ถึง 23 แต้ม ซึ่งกับโปรแกรม 7 เกมที่เหลือ (เก็บเต็มที่ได้แค่ 21 แต้ม) ทำให้เป็นที่แน่นอนแล้วว่า พวกเขาไม่สามารถโกยคะแนนไล่ ลิเวอร์พูล ทัน และเท่ากับเป็นการยืนยันว่า ตำแหน่งแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ตกเป็นของ "หงส์แดง" เรียบร้อย ซึ่งถือเป็นการยุติการรอคอยแชมป์ลีกไว้ที่ 30 ปี

    "ผมพูดไม่ออกเลย มันเป็นอะไรที่เหลือเชื่อมาก ผมแทบไม่คิดเลยว่ามันจะเป็นไปได้ การคว้าแชมป์กับสโมสรแห่งนี้มันเป็นอะไรที่สุดยอดจริงๆ ผมรู้ด้วยว่า เคนนี่ คอยให้กำลังใจเรามากแค่ไหน แชมป์นี้เพื่อคุณด้วยนะ เคนนี่ เราต้องรอคอยมานานถึง 30 ปี"

"แชมป์นี้เพื่อนายด้วย สตีวี่ (สตีเว่น เจอร์ราร์ด) ซึ่งนายเองก็รอคอยมานานเช่นกัน มันง่ายสำหรับผมที่จะคอยกระตุ้นทีม เพราะด้วยประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของเรา มันเป็นอะไรที่เหลือเชื่อจริงๆ"

    "มันเป็นความตึงเครียดที่กินเวลาร่วมๆ 95-100 นาที (เกมที่ ซิตี้ แพ้ เชลซี) ซึ่งจริงๆ แล้วผมก็ไม่อยากจะมีส่วนร่วมด้วยหรอก มันเป็นความสำเร็จที่สุดยอดจริงๆ สำหรับบรรดานักเตะของผม สิ่งที่พวกเขาทำมาตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มันเป็นอะไรที่สุดยอดมาก ซึ่งก็ถือเป็นความสุขสำหรับผมที่ได้โค้ชพวกเขา นี่คือช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมจริงๆ"

    "ส่วนทีมสต๊าฟฟ์โค้ชของผม สิ่งที่พวกเขาทำมาตลอด ผมไม่สามารถภูมิใจพวกเขาไปมากกว่านี้อีกแล้ว นับตั้งแต่วันแรกที่ผมเข้ามาอยู่ที่นี่ มันถือเป็นการเดินทางที่น่าตื่นตาตื่นใจ และมันก็ยังไม่จบอยู่แค่นี้ สำหรับคืนนี้เรามีความสุขให้เต็มที่กับความสำเร็จ มันเป็นอะไรที่ยิ่งกว่าที่เราฝันเอาไว้" ยอดกุนซือชาวเยอรมันวัย 53 ปี กล่าว

 

บาร์นส์ชี้ชัดดาวรุ่งลิเวอร์พูลพร้อมหรือยังเป็นกำลังหลักซีซั่นหน้า

จอห์น บาร์นส์ ระบุ ในความคิดของตนนั้น นักเตะดาวรุ่งหลายคนของ ลิเวอร์พูล ในชุดนี้ยังไม่พร้อมที่จะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมในซีซั่นหน้า แม้ว่านักเตะอย่าง โจนส์ จะดูมีอนาคตสดใสก็ตาม

    จอห์น บาร์นส์ ตำนานปีกของ ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แสดงความเชื่อว่า "หงส์แดง" ยังไม่มีนักเตะดาวรุ่งคนไหนที่เหมาะจะเล่นให้ทีมชุดใหญ่ในฤดูกาลหน้า

    ลิเวอร์พูล มีดาวรุ่งในอะคาเดมี่ที่ได้รับการจับตามองหลายราย อย่างเช่น เคอร์ติส โจนส์ และ ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ เป็นต้น โดยบางคนได้ลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ในซีซั่นนี้ไปบ้างแล้วด้วย ซึ่งมันก็ทำให้บางคนมองว่าแข้งเหล่านั้นจะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักให้ทีมในซีซั่นหน้าได้

    บาร์นส์ กล่าวว่า "ผมไม่คิดว่าตอนนี้มันมีนักเตะเยาวชนคนไหนที่พร้อมจะเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ ในตลาดการเสริมทัพหนนี้ ลิเวอร์พูล จะไม่เดินเรื่องอะไรที่มันเอิกเกริก แต่พวกเขาก็จะต้องพึ่งพานักเตะในทีมรุ่นใหญ่ที่มีอยู่ในทีมด้วย"

    "จริงอยู่ว่าที่ผ่านมาเราได้เห็นกันว่ามีนักเตะเยาวชนบางคนที่ได้ลงเล่นในเกมฟุตบอลถ้วย และมีชื่อติดทีมในบางนัด แต่มันไม่มีใครที่เข้าข่าย ราฮีม สเตอร์ลิง, คนที่เป็นแบบ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ วัยหนุ่ม หรือคนที่เป็นแบบ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ในวัยเยาว์เลย"

    "ผมไม่อยากสร้างความกดดันให้พวกเขาหรอกนะ ดังนั้นในระหว่างที่ ลิเวอร์พูล จะไม่ทุ่มเงินดึงใครมาร่วมทีมให้มันเป็นข่าวใหญ่โตแล้วน่ะ คุณก็ยังมีเด็กหนุ่มอย่าง เคอร์ติส โจนส์ ที่สามารถสร้างความประทับใจในระดับทีมชุดใหญ่ได้เรื่อยๆ ให้รอใช้งานในอนาคตอยู่ แต่ผมไม่คิดว่ามันจำเป็นที่จะต้องให้เขาถึงขั้นสอดแทรกเข้ามาติดทีมได้ก่อนหน้าพวกนักเตะที่มีประสบการณ์มากกว่าเขาหรอก"