เซฟน้าด่วน!บ่อนปรับราคากุนซือโดนเด้งคนแรก

ร้านพูลเมืองผู้ดีปรับราคากุนซือ พรีเมียร์ลีก โดนเด้งคนแรก โดยเต็ง 1 ตอนนี้เหลือราคาแค่แทงเท่าไหร่จ่ายเท่านั้นแล้ว
    บริษัทรับพนันที่ถูกกฎหมายในประเทศอังกฤษแทบทุกแห่ง พร้อมใจกันปรับราคาให้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขึ้นมาเป็นเต็ง 1 กุนซือ พรีเมียร์ลีก คนแรกที่จะโดนไล่ออกในฤดูกาล 2020/21 แล้ว หลังพาทีมทำผลงานแย่ในช่วงออกสตาร์ตซีซั่น

    สกาย เบต ร้านพูลดังเมืองผู้ดี ออกราคาที่ โซลชา จะโดนเด้งคนแรกไว้ที่แค่ 1/1 (แทง 1 จ่าย 1 ไม่รวมทุน) เท่านั้น ขณะที่ สกอตต์ พาร์เกอร์ นายใหญ่ ฟูแล่ม หล่นไปเป็นเต็ง 2 ที่อัตราต่อรอง  2/1 (แทง 1 จ่าย 2 ไม่รวมทุน)

    เก้าอี้ของ โซลชา เริ่มสั่นคลอนตั้งแต่เกมลีกนัดประเดิมสนามที่แพ้ คริสตัล พาเลซ 1-3 คารัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด และตอนนี้ยิ่งเจอกับความกดดันมากขึ้นไปอีกหลังจากล่าสุดพ่าย ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ คาบ้านแบบเละเทะ 1-6 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม ที่ผ่านมา

    ขณะที่ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ อดีตกุนซือ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เป็นตัวเต็งอันดับ 1 ที่จะได้เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ของ "ปีศาจแดง" ด้วยราคา 9/5 (แทง 5 จ่าย 9 ไม่รวมทุน) ตามมาด้วย มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี อดีตเทรนเนอร์ ยูเวนตุส ที่ราคา 7/1 (แทง 1 จ่าย 7 ไม่รวมทุน)

    อัตราต่อรองผู้จัดการทีม พรีเมียร์ลีก ที่จะโดนไล่ออกคนแรกของ สกาย เบต

1. โอเล่ กุนนาร์ โซลชา (แมนฯ ยูไนเต็ด)    1/1 (แทง 1 จ่าย 1 ไม่รวมทุน)
2. สกอตต์ พาร์เกอร์ (ฟูแล่ม)         2/1
3. สลาเวน บิลิช (เวสต์บรอมวิช)        7/1
4. ฌอน ไดช์ (เบิร์นลี่ย์)        10/1
5. รอย ฮ็อดจ์สัน (คริสตัล พาเลซ)        16/1
5. คริส ไวล์เดอร์ (เชฟฯ ยูไนเต็ด)     16/1
5. แฟร้งค์ แลมพาร์ด (เชลซี)        16/1
5. เดวิด มอยส์ (เวสต์แฮม)        16/1
9. โชเซ่ มูรินโญ่ (สเปอร์ส)        18/1
10. สตีฟ บรูซ (นิวคาสเซิ่ล)        20/1

ใครเป็นเต็ง1?บ่อนเปิดราคากุนซือใหม่แมนยูแทนที่โซลชา

แพ็ดดี้ พาวเวอร์ เปิดราคาคนที่จะได้คุม แมนฯ ยูไนเต็ด แทน โอเล่ กุนนาร์ โซลชา โดยที่เต็ง 1 คือ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ส่วน มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี ตามมาเป็นที่ 2
    แพ็ดดี้ พาวเวอร์ บ่อนรับพนันถูกกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐไอร์แลนด์เปิดราคาให้ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ เป็นตัวเต็งอันดับ 1 ที่จะได้เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ด้วยราคา 9/5 (แทง 5 จ่าย 9 ไม่รวมทุน)

    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือคนปัจจุบันของ แมนฯ ยูไนเต็ด โดนตำหนิมาตั้งแต่ฤดูกาลก่อนแล้วว่าพาทีมทำผลงานได้ไม่คงเส้นคงวาเท่าที่ควร และขาดความเชี่ยวชาญด้านแท็กติกจนทำให้ทีมมีสไตล์การเล่นที่ไม่มากนัก และซีซั่นนี้เขาก็เจอกับความกดดันอย่างหนักหลังพาทีมแพ้ในลีกถึง 2 จาก 3 นัดแรก แถมนัดล่าสุดยังเป็นการพ่าย ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ คาบ้าน 1-6 ด้วย

    สำหรับ โปเช็ตติโน่ นั้น เป็นที่ชื่นชอบของบอร์ดบริหาร แมนฯ ยูไนเต็ด มานานแล้ว และตอนนี้เขาก็ว่างงานอยู่พอดี ขณะที่ตัวเต็งอันดับ 2 ในสายตาของ แพ็ดดี้ พาวเวอร์ ได้แก่ มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี อดีตนายใหญ่ เอซี มิลาน และ ยูเวนตุส ที่ราคา 7/1 (แทง 1 จ่าย 7 ไม่รวมทุน)

    ทั้งนี้ เต็ง 3 ได้แก่ ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ เทรนเนอร์หนุ่มไฟแรงของ แอร์เบ ไลป์ซิก แต่อัตราต่อรองของเขาอยู่ที่ 25/1 (แทง 1 จ่าย 25 ไม่รวมทุน) เลยทีเดียว ส่วนเต็ง 4 มีอยู่ 6 คน ประกอบไปด้วย หลุยส์ เอ็นรีเก้, เอริค เทน ฮาก, ราล์ฟ รังนิค, โลร็องต์ บล็องก์, คริส ไวล์เดอร์ และ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ซึ่งราคาของพวกเขาอยู่ที่ 33/1 (แทง 1 จ่าย 33 ไม่รวมทุน)

อยู่หรือไปเดี๋ยวได้รู้ ! 7 เกมสำคัญที่อาจชี้ชะตาอนาคต โซลชา

อนาคตของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ในการนั่งกุมบังเหียนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เริ่มสั่นคลอนขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่ทัพ "ปีศาจแดง" ทำผลงานได้น่าผิดหวังในช่วงต้นฤดูกาล 2020/2021 โดยพวกเขาแพ้ไปแล้ว 2 เกมจาก 3 แมตช์ที่ลงสนาม ที่สำคัญยังเป็นการพ่ายยับคาถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด พร้อมกับฟอร์มที่ไม่ดีเอาซะเลย
    "น้าลูกอม" เหมือนโดนฟ้ากลั่นแกล้งเพราะผลงานที่ว่าย่ำแย่ในเวลานี้ แถมยังมาโดนโปรแกรมที่แสนโหดเหลือเกิน เพราะหลังจากที่หมดช่วงพักเบรกทีมชาติ ทัพ "ปีศาจแดง" มีคิวต้องลงเล่นในแมตช์ที่ต้องบอกว่าสุดหิน เนื่องจากแต่ละทีมที่จะเจอออกไปทางแกร่งเลยทีเดียว

    จากผลงานในเกมพรีเมียร์ลีกที่แพ้ คริสตัล พาเลซ 1-3 ตามด้วยการโดน "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ไล่ต้อนยับ 1-6 ทำให้ขาเก้าอี้ของ โซลชา เริ่มออกอาการโคลงเคลง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ "เร้ด เดวิลส์" เริ่มมีกระแสข่าวลือเรื่องการทาบทาม เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กับ มักซิมิเลียโน่ อัลเลกรี เข้ามารับเผือกร้อนแทน

    การที่มีรายงานว่าบอร์ดบริหาร แมนฯ ยูไนเต็ด พยายามติดต่อ 2 กุนซือชั้นยอดที่ยังว่างงานในเวลานี้ เพราะพวกเขาดูเหมือนจะพยายามเตรียมแผนสำรอง เนื่องจาก "ปีศาจแดง" กำลังมีโปรแกรมที่น่าเป็นห่วงมาก 7 แมตช์ภายในระยะเวลา 3 สัปดาห์เท่านั้น ซึ่งอาจจะเป็นการชี้ชะตาอนาคตของ โซลชา ก็ว่าได้

    สำหรับโปรแกรม 7 พิฆาตผ่าอนาคต "น้าลูกอม" ว่าจะอยู่หรือไป โดยจะเริ่มตั้งแต่ช่วงสัปดาห์นี้เมื่อพวกเขาต้องเดินทางไปเยือน "สาลิกาดง" นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ที่สนามเซนต์ เจมส์ พารค์ ในวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคมนี้ โดยการที่แมตช์นี้ยังคงต้องเล่นแบบไม่มีกองเชียร์ อาจจะทำให้นักเตะแมนฯ ยูไนเต็ด ขาดแรงกระตุ้น และความมั่นใจไปบ้าง

     หลังจากจากนั้นก็ต้องเดินทางไปยังกรุงปารีส เพื่อปะทะกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ซึ่งตอนนี้ต้องยอมรับว่า "เปแอสเช" เป็นทีมที่แข็งแกร่ง แมนฯ ยูฯ และคงทำให้ ยอดทีมแห่งถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ต้องเจอกับงานสุดหินในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม  เอช

     แม้ว่าหลังจากไปเยือนเมืองหลวงดินแดนน้ำหอมแล้ว พวกเขาจะกลับมาเฝ้า "โรงละครแห่งความฝัน" ในเกมพรีเมียร์ลีก แมตช์ต่อไปก็ตาม แต่คู่แข่งดันเป็น "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ที่อุดมไปด้วยนักเตะฝีเท้าระดับพระกาฬแถมฟอร์มกำลังดีวันดีคืน งานนี้คงทำให้ โซลชา ต้องเตรียมทีมให้ดี ไม่งั้นอาจจะเกิดโศกนาฎกรรมคาบ้านแบบย่อยยับเหมือนตอนที่รับมือ สเปอร์ส

    โปรแกรมต่อไปคือการไปพบกับ แอร์เบ ไลป์ซิก สโมสรที่ฟอร์มแรงมากๆ และได้เข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา ฉะนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องวางแผนมาให้รัดกุม แต่อย่างน้อยๆ การเล่นในบ้านน่าจะทำให้พวกเขาพอจะอุ่นใจได้บ้าง

    หลังจากรับมือกับ ไลป์ซิก แล้ว โซลชา ยังต้องเจอกับงานสุดหินอีกแมตช์เมื่อต้องดวลกับ อาร์เซน่อล ในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แน่นอนว่าตอนนี้ "เดอะ กันเนอร์ส" ภายใต้การกุมบังเหียนของ มิเกล อาร์เตต้า กำลังฟอร์มดีขึ้นเรื่อยๆ แถมยังได้แชมป์มาแล้ว 2 รายการ (เอฟเอ คัพ กับ คอมมิวนิตี้ ชิลด์) ทำให้พวกเขามีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม ที่สำคัญผลงานในลีกช่วงต้นซีซั่นก็ดูดีมีอนาคต

     ฟอร์มของ อาร์เซน่อล ในเกมลีกค่อนข้างดีเลยทีเดียว เมื่อพวกเขาเก็บชัยชนะได้ 3 เกมจาก 4 แมตช์ โดยเกมที่แพ้ก็เกิดขึ้นในการปะทะกับ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล แชมป์เก่า ที่สนามแอนฟิลด์ ที่สำคัญฟอร์มในแมตช์นั้น "เดอะ กันเนอร์ส" เล่นได้ดีเยี่ยม แต่สู้ความเฉียบของเจ้าบ้านไม่ได้เท่านั้นเอง

    หลังจากจบเกมรับมือ "ไอ้ปืนใหญ่" แล้ว โซลชา แทบไม่มีเวลาให้คิดทบทวนอะไรมากนัก เนื่องจากเขาจะต้องนำลูกทีมบินทะยานฟ้าไปยังประเทศตุรกี เพื่อพบกับ อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์ ซึ่งเป็นสโมสรที่คว้าแชมป์ลีกดินแดนไก่งวง ซีซั่นที่ผ่านมา ฉะนั้นนี่ไม่ใช่งานง่ายๆ สำหรับ แมนฯ ยูฯ ที่สำคัญตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ตุรกีเป็นดินแดนที่สร้างปัญหาให้กับทัพ "ผีแดง" อยู่บ่อยๆ ซะด้วย

     นอกจากนี้ อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์ ยังมีนักเตะหลายคนที่ผ่านการเล่นในพรีเมียร์ลีก อย่างเช่น เดมบา บา, นาเซอร์ ชาดลี่, มาร์ติน สเคอร์เทล และ ราฟาเอล ดา ซิลวา ซึ่งแน่นอนว่านักเตะเหล่านี้ย่อมมีประสบการณ์ในการเจอกับ แมนฯ ยูฯ มาแล้ว และน่าจะมีประโยชน์เมื่อต้องสู้กับพวกเขาอีกครั้ง

     ตบท้ายแมตช์ที่สำคัญมากๆ ซึ่งไม่รู้ว่า โซลชา จะยังได้นั่งอยู่ในเก้าอี้กุนซือ "ปีศาจแดง" หรือไม่ แต่หากยังอยู่เกมนี้ถือว่าสุดหินจริงๆ เพราะทีมจะต้องไปเยือน "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน ที่กำลังโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงเก็บชัยชนะ 4 เกมรวดในลีก รั้งตำแหน่งจ่าฝูงในเวลานี้

    เอฟเวอร์ตัน ภายใต้การกุมบังเหียนของกุนซือคาร์โล อันเชลอตติ เล่นได้อย่างดุดันในเกมรุก และรัดกุมในเกมรับ ฉะนั้นนี่ถือเป็นงานที่เปรียบเสมือนเข็นครกขึ้นภูเขาสำหรับ โซลชา จริงๆ และเขาต้องพยายามวางแผนให้ดีที่สุดในการสู้กับกึ๋นของ "คาร์เล็ตโต้"


 

    แน่นอนว่า หลังเกมพักเบรกทีมชาติ หาก โซลชา สามารถนำทีมทำผลงานได้ดีพร้อมกับโชว์ฟอร์มได้โดดเด่น ก็ถือว่าเหมาะสมที่จะได้อยู่ยื้ออนาคตกับต้นสังกัดต่อไป

    แต่หากเจ้าตัวทำไม่ได้ คงต้องมาลุ้นกันว่าบอร์ดบริหารจะยอมอดทนและให้โอกาสเขาอีกต่อไปไหน เพราะการที่จะปลุกปีศาจต้องใช้ปีศาจ อาจจะไม่ใช่คำตอบ (อีกต่อไป) !!!??!! ว่าซั่น……

อาจารย์สอนศิษย์ ! 5 ประเด็น สเปอร์ส เขี่ย เชลซี ร่วงคาราบาว คัพ

โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือมากประสบการณ์ จัดการสั่งสอน แฟร้งค์ แลมพาร์ด อดีตลูกศิษย์ แบบเบาๆ โดย "เฮียมู" นำ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ชนะจุดโทษ เชลซี 5-4 หลังเสมอกันในเวลา 90 นาที 1-1 ในศึกคาราบาว คัพ รอบ 4 หรือรอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อวันอังคารที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา
  ก่อนเกมนี้ มูรินโญ่ ออกโรงเปรยว่าอาจจะต้องปล่อยแมตช์ดังกล่าวไป เพราะกลัวสภาพร่างกายของลูกทีมจะกรอบเนื่องจากพวกเขามีโปรแกรมแน่นเอี๊ยด แต่กลายเป็นว่า สเปอร์ส เล่นได้ดีเยี่ยมสามารถต่อก่อน "สิงห์บลูส์" ที่มีขุมกำลังชั้นยอดมากมาย ได้อย่างสนุกสูสี

    แม้ว่า เชลซี จะตกรอบก็ตาม แต่อย่างน้อยๆ พวกเขาก็มีเรื่องพอยิ้มได้เพราะ ติโม แวร์เนอร์ สามารถซัดประตูแรกให้กับต้นสังกัดอย่างเป็นทางการซะที หลังจากรอมานานหลายเกม ขณะที่ เอดูอาร์ด เมนดี้ ลงเฝ้าเสาเปิดตัวเกมแรก ก็โชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจพอสมควร

    ที่สำคัญในช่วงระหว่างเกมนี้มีเรื่องน่าสนใจมากๆ ทั้งการปะทะคารมระหว่าง มูรินโญ่ กับ แลมพาร์ด รวมไปถึงการวิ่งออกนอกสนามของ เอริค ดายเออร์ ในช่วงกลางครึ่งหลัง จนทำให้ นายใหญ่ชาวโปรตุกีส ต้องรีบเข้าไปตามในอุโมงค์สนามเลยทีเดียว

1. แวร์เนอร์ เริ่มส่องแสง
    การมาของ ติโม แวร์เนอร์ ทำให้สาวก "สิงโตน้ำเงินคราม" มองเห็นโอกาสที่ทีมจะผลิตสกอร์เป็นกอบเป็นกำ เพราะนักเตะรายนี้ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นกับ แอร์เบ ไลป์ซิก แถมในช่วงอุ่นเครื่องยังยิงประตูได้ด้วย ทำให้งานนี้บรรดาคอบอลต่างเชื่อมั่นว่าเขาจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงเกมรุกของ เชลซี อย่างแน่นอน

    อย่างไรก็ตามการที่ต้องมาเล่นในบรรยากาศใหม่ วัฒนธรรมฟุตบอลที่คุ้นชินทำให้ แวร์เนอร์ ไม่สามารถผลิตฟอร์มชั้นยอดออกมาได้อย่างที่หลายคนคาดหวังเอาไว้ แม้ว่าผลงานโดยรวมในเรื่องการมีส่วนร่วมกับเกมถือว่า ดาวเตะทีมชาติเยอรมนี สอบผ่าน แต่การยิงประตูซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกๆ คนคาดหวัง นักเตะยังสอบตก

    กระนั้นตอนนี้ แวร์เนอร์ สามารถซัดประตูได้แล้วแม้ว่าจะเป็นการแข่งขันในเกมฟุตบอลถ้วยใบเล็กประเทศอังกฤษก็ตาม แต่ก็ถือเป็นการผลิตสกอร์ในการเล่นแมตช์อย่างเป็นทางการของนักเตะภายใต้ชุด "สิงห์บลูส์" ซึ่งประตูนี้คงจะทำให้เขามีความมั่นใจในการเล่นในเมืองผู้ดีมากยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ประตูที่ แวร์เนอร์ ทำได้น่าจะเป็นการปลดล็อกความเครียด และความกดดันของเขาออกไปซะที จากนี้ไปคาดว่าบรรดาแนวรับคู่แข่งเตรียมระวังตัวเอาไว้ให้ดีๆ เพราะ หัวหอกวัย 24 ปี จะทำให้พวกเขาต้องหวาดผวาอย่างแน่นอน

2. อาจารย์สั่งสอนศิษย์
    เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า โชเซ่ มูรินโญ่ กับ แฟร้งค์ แลมพาร์ด มีความสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมสมัยที่ทั้งสองคนทำงานร่วมกันในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ โดยในยุคที่ "เฮียมู" คุม เชลซี "แลมพ์ส" ขุนพลคู่ใจในยุครุ่งเรืองของทีมที่ผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ อย่างยิ่งใหญ่

    แน่นอนว่าการได้ทำงานร่วมกับทำให้ "แลมพ์ส" ได้ศึกษาวิธีการคุมทีม และการวางแท็คติกไม่มากก็น้อยมาจาก นายใหญ่ชาวโปรตุกีส โดยในช่วงที่ผลันตัวไปทำงานโค้ช แลมพาร์ดมีผลงานที่โดดเด่นมากๆ โดยเฉพาะกับ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ จนทำให้ เชลซี ต้องตัดสินใจดึงเขามาชอบกอบกู้วิกฤติของสโมสรเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา และเขาก็มีส่วนทำให้ทีมติดท็อปโฟร์ได้สำเร็จ

    สำหรับการปะทะกันของอาจารย์กับลูกศิษย์ ดูเหมือนจะไม่น่าอภิรมณ์ตั้งแต่ก่อนการแข่งขัน เพราะพวกเขาสาดน้ำลายใส่กัน แถมในช่วงระหว่างการแข่งขัน มูรินโญ่ ยังพูดจาแขวะ แลมพาร์ด แบบเจ็บจี๊ดไปถึงทรวงในด้วยการอ้างถึงเกมที่ "สิงห์บลูส์" โดน เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน นำ 3-0 แต่เดชะบุญที่ตามตีเสมอได้ 3-3

    ในเกมนี้ แลมพาร์ด ดูเหมือนจะจัดการกำราบอาจารย์ได้เพราะพวกเขาได้ประตูขึ้นนำไปก่อน แต่ด้วยประสบการณ์และขาดการเล่นที่แน่นอน ซึ่งเทียบกับ มูรินโญ่ แล้วเขามีลูกล่อลูกชนเหนือกว่าเยอะ และสามารถวางแผนนำทีมตีเสมอในช่วงท้ายเกมได้สำเร็จ ก่อนจะไปเผด็จศึกในการดวลจุดโทษ

    เป็นอันว่าการดวลกันในฤดูกาล 2020/2021 ท่านอาจารย์ฝอยทอง กำราบลูกศิษย์ไปแบบเบาๆ สบายๆ 1 แมตช์

3.  เมนดี้  กดดัน เกปา ได้จริงเหรอ ?
    เชลซี ตัดสินใจคว้าตัว เอดูอาร์ด เมนดี้ มาเฝ้าเสาเพื่อหมายจะนำมากดดัน เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ที่ทำผลงานไม่ค่อยน่าประทับใจมากนักในฤดูกาลนี้ โดยการได้นายทวารชาวเซเนกัล ถูกส่งลงสนามในแมตช์คาราบาว คัพ ไม่ใช่เพราะ แลมพาร์ด จะใช้งานเขาในเกมฟุตบอลถ้วย แต่เป็นการให้โอกาสนักเตะได้ปรับตัวกับการเล่นในอังกฤษต่างหาก

    สำหรับผลงานโดยรวมของ เมนดี้ หากพูดกันตามเนื้อผ้าก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นไปกว่า เกปา แต่ข้อดีที่เห็นได้ชัดเจนการยืนตำแหน่งที่ถูกต้อง ไหวพริบในการเล่น และมีจังหวะการเซฟสวยๆ 2 ครั้ง ต้องถือว่าเป็นการเปิดตัวที่ค่อนข้างน่าสนใจสำหรับนายทวารรายนี้

    อย่างไรก็ตามในเรื่องของการป้องกันจุดโทษดูเหมือน เมนดี้ ยังคงต้องฝึกปรือฝีมืออีกเยอะ เพราะเขาพุ่งไม่ถูกทางเลย ฉะนั้นการฝากความหวังกับเจ้าตัวในการฏีกาคงอาจจะต้องทำใจ กระนั้นนี่เป็นแค่เกมแรกของเขาเท่านั้น แม้ว่าจะไม่สวยหรูเพราะตกรอบ แต่ฟอร์มของเจ้าตัวคงทำให้ เกปา ต้องปาดเหงื่อแน่นอน

4. เสริมทัพรุ่งแต่ผลงานร่วง
    ในช่วงซัมเมอร์นี้ เชลซี คือสโมสรที่สร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างมากในการทุ่มเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเพื่อเสริมทัพ โดยพวกเขาน่าจะเป็นสโมสรเดียวในพรีเมียร์ลีก ที่คว้านักเตะชั้นยอดมาร่วมทีมได้มากมาย ในขณะที่ทีมร่วมลีกไม่สามารถเซ็นสัญญากับผู้เล่นพรสวรรค์มาเสริมทัพได้มากนัก

    ลองไล่รายชื่อนักเตะที่ เชลซี ทุ่มเงินมาร่วมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้อย่าง  ฮาคิม ซิเย็ค,  แวร์เนอร์, เบน ชิลเวลล์, เมนดี้ และ ไค ฮาแวร์ทซ์  เป็นต้น รวมๆ แล้วเม็ดเงินที่ทุ่มลงไปในเวลานี้ทะลุไปกว่า 200 ล้านปอนด์ (ประมาณ 8,000 ล้านบาท) แล้ว

    อย่างไรก็ตามผลงานของทีมนับตั้งแต่เปิดฤดูกาลนี้ ดูเหมือนจะไม่เข้าตาแฟนบอล และบอร์ดบริหาร โดยในเกมลีกพวกเขาลงเล่นไปแล้ว 3 แมตช์ชนะ 1 เสมอ 1 แพ้ 1 มีแค่ 4 แต้ม รั้งอันดับ 9 ในตารางลีก ขณะที่ในเกมคาราบาว คัพ ลงสนามไป 2 แมตช์ถล่ม บาร์นส์ลี่ย์ รอบ 3 และตกรอบ 4 ด้วยน้ำมือของ สปอร์ส

    สำหรับตอนนี้ความกดดันกำลังถาโถมเข้าใส่ แลมพาร์ด เพราะหากเขายังไม่สามารถกระตุ้นฟอร์มการเล่นของทีมให้กลับมาโดดเด่นสมกับเงินที่ทุ่มทุนเพื่อใช้สร้างทีม งานนี้มีหวังบอร์ดบริหารอาจจะมีการปรับเปลี่ยนตัวกุนซือ อย่างลืมว่า เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กับ  มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี ยังว่างงานอยู่นะ !!!

5. ธรรมชาติเรียกร้อง !
    ประเด็นที่น่าสนใจอีกเรื่องในแมตช์นี้ก็คือ ทำไม เอริค ดายเออร์ ถึงต้องรีบวิ่งออกจากสนามในช่วงนาทีที่ 75 ทั้งๆ ที่ในเวลานั้น สเปอร์ส ยังตกเป็นร่องเรื่องสกอร์ แถมการทิ้งเกมออกไปแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยทำให้พวกเขามีผู้เล่นน้อยกว่า และสุ่มเสี่ยงที่จะโดนยิงประตูเพิ่ม

    ด้วยเหตุนี้ มูรินโญ่ จึงได้รีบวิ่งเข้าไปในอุโมงค์เพื่อตาม ดายเออร์ ให้ออกไปลงสนามให้เร็วที่สุด เพราะขืนชักช้าอาจจะทำให้ทีมต้องเสียเปรียบไปมากกว่านี้ และหลังจากที่นักเตะกลับมาลงสนามได้ ทีมก็ยังไม่โดน เชลซี ยิงประตูทิ้งห่าง จากนั้นไม่นานนักพวกเขาก็ได้ประตูตีเสมอ ทำให้ต้องดวลจุดโทษตัดสิน และหนึ่งในห้าแข้งของ สเปอร์ส ที่ต้องทำหน้าที่สำคัญก็คือ ดายเออร์ และเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวังเมื่อซัดเป็นคนแรกเข้าประตูซะด้วย

    หลังจบเกมนักเตะได้ออกมาเฉลยความจริงถึงสาเหตุที่ต้องรีบวิ่งเข้าไปในอุโมงค์เพราะว่าเกิดปัญหาเรื่องการขับถ่าย แต่เจ้าตัวไม่ได้บอกว่าเป็นการถ่ายหนักหรือถ่ายเบา ขณะที่ "เฮียมู" ก็ยอมรับจำเป็นต้องไปตามลูกทีมรายนี้ให้กลับมาลงสนามเร็วๆ เพราะไม่อยากให้ทีมต้องเสียเปรียบตัวผู้เล่นนานเกินไป

    สุดท้ายทุกอย่างจบอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง เพราะ สเปอร์ส ชนะจุดโทษเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ เกมคาราบาว คัพ ส่วน ดายเออร์ ก็ไม่ต้องอับอายที่ต้องปล่อยสิ่งปฏิกูลในสนามแข่ง !!!

5กุนซือที่น่าจะมาคุมบาร์เซโลน่าแทนเซเตียน

เปิดชื่อ 5 กุนซือที่มีโอกาสเข้าไปคุม บาร์ซ่า หาก กีเก้ เซเตียน ไม่ได้อยู่กุมบังเหียนต่อ
     กีเก้ เซเตียน เทรนเนอร์ บาร์เซโลน่า กำลังเก้าอี้ร้อน และยังไม่แน่ว่าจะได้อยู่ทำงานที่ถิ่น คัมป์ นู ต่อหรือไม่ในฤดูกาลหน้า หลังจากไม่สามารถพาทีมป้องกันแชมป์ ลา ลีกา สเปน โดยเสียท่าให้กับ เรอัล มาดริด คู่ปรับหมายเลขหนึ่ง

    หาก เซเตียน ไม่สามารถพา บาร์ซ่า คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ล่ะก็ คงมีโอกาสสูงที่จะกระเด็นตกเก้าอี้ และนี่คือ 5 กุนซือที่จะเข้ามารับงานต่อ พร้อมด้วยอัตราต่อรองจาก เบตแฟร์ บริษัทรับพนันที่ถูกกฎหมายของประเทศอังกฤษ
 
    1. ชาบี เอร์นานเดซ
    อัตราต่อรอง: 6/5 (แทง 5 จ่าย 6 ไม่รวมทุน)

    ตำนานกองกลาง บาร์ซ่า วัย 40 ปี เคยมีข่าวจะได้มาคุมทีม "เจ้าบุญทุ่ม" ตั้งแต่ก่อน เซเตียน มารับงานเมื่อปีก่อนแล้ว หลังมีความผูกพันกับสโมสรมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1991จนถึงปี 2015 แล้วย้ายมาเล่นให้ อัล-ซาดด์ ในลีกกาตาร์ จากนั้นก็ได้ทำหน้าที่คุมทีมเมื่อปี 2019

    นอกจากนั้น ชาบี ยังยอมรับว่า ในอนาคตอยากจะได้มาคุม บาร์ซ่า อีกด้วย  ขณะที่ โจเซป บาร์โตเมว ประธานสโมสร ก็เชื่อว่า อดีตกองกลางทีมชาติสเปน จะได้เข้ามาเป็นกุนซือของทีมในไม่ช้าก็เร็ว

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือ ชาบี เพิ่งต่อสัญญาคุม อัล-ซาดด์ ออกไปจนถึงจบฤดูกาล 2020/21 หรือถึงเดือนมิถุนายน ปี 2021 เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมานี้เอง แต่ถ้า บาร์ซ่า กล้ายอมทุ่มจ่ายค่าฉีกสัญญาอะไรก็เกิดขึ้นได้

    2. โรนัลด์ คูมัน
    อัตราต่อรอง: 3/1 (แทง 1 จ่าย 3 ไม่รวมทุน)

    คูมัน เป็นตัวเต็งอีกคนที่มีโอกาสได้มาคุม บาร์ซ่า แม้เจ้าตัวกำลังมีความสุขกับการทำหน้าที่คุมทีมชาติฮอลแลนด์ และมีสัญญาจนถึงฟุตบอลโลก 2022 ก็ตาม

    เมื่อไม่นานมานี้ คูมัน เพิ่งโดนจับภาพได้ว่าไปอยู่ที่นครบาร์เซโลน่า เพื่อย้ายไปอยู่ในบ้านหลังใหม่ ทำให้กระแสข่าวระหว่างเขากับ บาร์เซโลน่า รุนแรงขึ้นไปอีก

    คูมัน วัย 57 ปี นับเป็นกุนซืออีกคนที่มีความผูกพันกับ บาร์ซ่า เพราะเคยค้าแข้งในถิ่น คัมป์ นู ระหว่างปี 1989-1995 รวมทั้งยังเคยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยโค้ชระหว่างปี 1998-2000 มาแล้วอีกด้วย

    3. มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี
    อัตราต่อรอง: 20/1 (แทง 1 จ่าย 20 ไม่รวมทุน)

    อัลเลกรี กุนซือชาวอิตาเลียน วัย 52 ปี เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับ บาร์เซโลน่า หลังเจ้าตัวยังว่างงานตั้งแต่อำลา ยูเวนตุส เมื่อปี 2019

    อัลเลกรี เป็นเทรนเนอร์ที่มีประสบการณ์หลังเคยคุม เอซี มิลาน ระหว่างปี 2010-2014 โดยพา "ปีศาจแดง-ดำ" คว้าแชมป์ กัลโช่ เซเรีย อา ฤดูกาล 2010/11 ก่อนมาคุม ยูเว่ ได้แชมป์ลีก 5 สมัย

    อัลเลกรี มีปรัชญาการคุมทีมที่เน้นการครองบอล และน่าจะเข้ากับสไตล์การเล่นของ บาร์ซ่า

    4. เป็ป กวาร์ดิโอล่า
    อัตราต่อรอง: 33/1 (แทง 1 จ่าย 33 ไม่รวมทุน)

    กวาร์ดิโอล่า วัย 49 ปี เคยคุม บาร์เซโลน่า มาแล้วระหว่างปี 2008-2012 โดยประสบความสำเร็จคว้าแชมป์มากมาย รวมทั้งแชมป์ ลา ลีกา 3 สมัย ในฤดูกาล 2008/09, 2009/10 และ 2010/11

    ในเวลานี้ เป็ป คุม แมนฯ ซิตี้ และมีสัญญาจนถึงปี 2021 รวมทั้งต้องการพา "เรือใบสีฟ้า" ผงาดคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ให้ได้ตามความฝันของตัวเอง

    แม้มีโอกาสไม่มากที่ กวาร์ดิโอล่า จะหวนกลับมาคุม บาร์ซ่า ในเร็วๆ นี้ แต่ก็มีความเป็นไปได้เหมือนกันถ้าเกิดเจ้าตัวตัดสินใจอำลา แมนฯ ซิตี้ และคิดถึงบ้านเกิด

    5. โลร็องต์ บล็องก์
    อัตราต่อรอง: 50/1 (แทง 1 จ่าย 50 ไม่รวมทุน)

    บล็องก์ วัย 54 ปี  เคยมาเล่นให้ บาร์ซ่า ช่วงสั้นๆ ระหว่างปี 1996-1997 และเจ้าตัวก็สนมาคุมทีม หลังยังคงว่างงานอยู่ในเวลานี้ ตั้งแต่อำลา ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เมื่อปี 2016

    อดีตปราการหลังทีมชาติฝรั่งเศส อาจเป็นตัวเลือกที่มีความเป็นไปได้น้อย แต่ถ้าพูดถึงเรื่องประสบการณ์คุมทีมก็มีไม่น้อย หลังเคยคุมทั้ง บอร์กโดซ์, ทีมชาติฝรั่งเศส และ เปแอสเช มาแล้ว

พร้อมท้าชนทีมยักษ์! 5 แคนดิเดตกุนซือนิวคาสเซิ่ลยุคใหม่



นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด กำลังเข้าสู่ยุคใหม่เพราะหากไม่มีอะไรผิดพลาด กลุ่มทุนจากซาอุดิอาระเบีย จะเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรแทนที่ของ ไมค์ แอชลี่ย์ และจะทำให้ทัพ "สาลิกาดง" ขึ้นแท่นเป็นสโมสรที่มีเจ้าของรวยที่สุดในพรีเมียร์ลีก พวกเขาหวังให้นิวคาสเซิ่ลก้าวขึ้นมาเป็นทีมระดับท็อปของพรีเมียร์ลีก ดังนั้นหลายคนคาดว่า สตีฟ บรูซ อาจต้องแยกทางกับสโมสรหลังจบซีซั่นและคนมาแทนที่นั้นมีสิทธิ์เป็นผู้จัดการทีมระดับบิ๊กเนม เรามาดูกันว่าใครมีความเป็นไปได้ที่จะมาเป็นกุนซือให้นิวคาสเซิ่ลยุคใหม่นี้กัน

1.อาร์แซน เวนเกอร์

อดีตกุนซือ “ปืนใหญ่” ออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อปีที่แล้วว่าเขาอยากรีเทิร์นกลับมาเป็นผู้จัดการทีมอีกครั้ง ซึ่งหลายคนก็คาดการณ์ว่าสถานีต่อไปของเขาคงหนีไม่พ้นการคุมทีมชาติ ทว่าตำแหน่งกุนซือนิวคาสเซิ่ลก็เย้ายวนใจอยู่ไม่น้อย

ฟุตบอลสไตล์ เวนเกอร์ ถือว่าสนุกและน่าดึงดูดผู้ชมมากมาย ดังนั้นสำหรับ “สาลิกาดง” เองแล้วการจ้างนายใหญ่ระดับแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัยอาจจะเป็นการประกาศศักดาที่ยิ่งใหญ่ของเจ้าของคนใหม่เลยก็ว่าได้

2.สตีเว่น เจอร์ราร์ด

หากกุนซือระดับบิ๊กเนมเป็นเรื่องยากเกินไปสำหรับ นิวคาสเซิ่ล ตัวเลือกอย่าง สตีเว่น เจอร์ราร์ด ถือว่าน่าสนใจทีเดียว ในฐานะตำนานพรีเมียร์ลีกแล้วหาก เจอร์ราร์รด ได้กลับมาเป็นกุนซืออาจจะเป็นทางลัดที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับนิวคาสเซิ่ลก็เป็นได้

เส้นทางกุนซือของอดีตกัปตันทีมหงส์แดงอาจจะไม่ได้สวยหรูมากนัก ฤดูกาลแรกกับ เรนเจอร์ส จบด้วยการเป็นอันดับ 2 ในลีก ขณะที่ฤดูกาลนี้มีแต้มตามหลัง เซลติก ถึง 11 แต้ม ตอนนี้ เจอร์ราร์ด ถือเป็นเต็ง 5 ที่จะรับตำแหน่งผู้จัดการทีมนิวคาสเซิ่ล

3.เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่

แม้ว่าเขาจะถูกปลดออกจากตำแหน่งกุนซือสเปอร์สเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แต่ด้วยชื่อเสียงของเขาที่สั่งสมมาทำให้หลายทีมใหญ่พร้อมจะอ้าแขนรับโดยเฉพาะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเรอัล มาดริด แต่ตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว โซลชา ได้รับการหนุนหลังจากบอร์ดแมนฯยูไนเต็ด ส่วน เรอัล มาดริด กำลังปรับปรุงทัพใหม่ภายใต้ ซีเนดีน ซีดาน ขณะที่สถานการณ์การเงินของสโมสรต่างๆกำลังเจอวิกฤตโคโรน่าเล่นงานอาจทำให้หลายทีมไม่ยอมทุ่มค่าจ้างแพงเพื่อเปลี่ยนกุนซือ

ทว่าเจ้าของคนใหม่ของนิวคาสเซิ่ลคงไม่มีปัญหาเรื่องเงินแต่อย่างใด และ โปเช็ตติโน่ ก็ถือเป็นกุนซือที่เคยพิสูจน์มาแล้วว่าปั้นทีมอย่างเซาธ์แฮมป์ตันให้แข็งแกร่งได้ ดังนั้นไม่แปลกหากนายใหญ่คนนี้จะได้มีโอกาสพิสูจน์ตัวเองต่อในพรีเมียร์ลีก

4.มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี

ถือเป็นเต็งสองจากหลายสำนักที่จะคว้าตำแหน่งผู้จัดการทีมนิวคาสเซิ่ล  อดีตกุนซือยูเวนตุส ไม่ได้รับงานคุมทีมมาตั้งแต่พฤษภาคมปีที่แล้ว และฤดูกาลนี้ก็มีข่าวอย่างหนักกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยทว่าจากผลงานช่วงหลังของ โซลชา แล้วความไปได้ที่จะลงเอยกับ “สาลิกาดง” มีมากกว่า ยิ่งมีข่าวว่าเจ้าตัวอยู่ในช่วงฝึกภาษาอังกฤษอยู่ก็ยิ่งการันตีว่าเขาจะมาพรีเมียร์ลีกแน่

หลังจากเคยพา เอซี มิลาน คว้าแชมป์เซเรีย อาเมื่อปี 2011 อัลเลกรี ก็มาสานต่อความสำเร็จที่ ยูเวนตุส ด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ลีก 5 สมัยติดต่อกัน, โคปปา อิตาเลีย 4 อีกสมัย รวมถึงการผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกสองครั้ง แน่นอนว่าการได้นายใหญ่โปรไฟล์ขนาดนี้มาจะช่วยดึงดูดผู้เล่นบิ๊กเนมเข้ามาในทีมด้วย เขาถือเป็นกุนซือเจ้าแห่งแท็คติกคนหนึ่งของวงการลูกหนัง เชื่อว่าจะสามารถเปลี่ยนนิวคาสเซิ่ลให้แข็งแกร่งได้แน่

5.ราฟาเอล เบนิเตซ

เต็งหนึ่งในตอนนี้ตกเป็นของ ราฟาเอล เบนิเตซ ด้วยราคาแค่ 4/6 (แทง 6 จ่าย 4 ไม่รวมทุน) ราฟาเดินออกจากทัพสาลิกาไปเมื่อปี 2019 เนื่องจาก ไมค์ แอชลีย์ เจ้าของทีมไม่สนับสนุนงบประมาณเสริมทัพเท่าที่ควร ทว่าด้วยชื่อชั้นความรวยของเจ้าของคนใหม่แล้วอาจทำให้เขาตัดสินใจกลับมารับงานคุมทีมที่นี่อีกครั้ง

ราฟากลายเป็นขวัญใจของสาวกทูน อาร์มี่หลังจากพาทีมขึ้นชั้นมาสู่พรีเมียร์ลีก เชื่อว่าเจ้าของทีมคนใหม่จะสร้างความประทับใจแรกให้กับแฟนบอลได้แน่นอนหากจ้าง เบนิเตซ กลับมาได้สำเร็จ นอกจากนี้การที่ราฟาเป็นที่รักของแฟนบอลและชุมชนท้องถิ่นต่างๆ อาจช่วยในเรื่องภาพลักษณ์ของกลุ่มทุนซาอุฯที่กำลังโดนตั้งคำถามถึงประเด็นสิทธิมนุษยชนในประเทศ ซาอุดิอาระเบีย ตอนนี้

ซาร์รี่เป็นเหตุ? “เดอ ลิกต์” กับฤดูกาลอันน่าผิดหวังที่ยูเวนตุส

มาต์ไตส์ เดอ ลิกต์ เซนเตอร์แบ็กวัยเพียง 19 ปีเป็นในกองหลังที่น่าจับตามองมากของยุโรป ทว่าฤดูกาลแรกของเขากับ "ม้าลาย" นั้นเต็มไปด้วยฝันร้าย อาจจะใจร้ายไปหากตัดสินทั้งที่อายุยังน้อยและอยู่ในช่วงปรับตัวแต่หากไม่รีบพัฒนาฟอร์มแล้ว จากรุ่งก็อาจจะกลายเป็นร่วงก็เป็นได้ เราลองมาย้อนดูฟอร์มการเล่นอันย่ำแย่ในฤดูกาลนี้และขุดคุ้ยสาเหตุ

    ย้อนกลับไปเมื่อต้นเดือนมีนาคมในเกมที่ ยูเวนตุส บุกพ่ายแพ้ให้กับ โอลิมปิก ลียง 1-0 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย มาต์ไตส์ เดอ ลิกต์ ถูกพูดถึงมากมายหลังเกมในทวิตเตอร์จนติดเทรนด์มาแรง เนื่องจากฟอร์มอันย่ำแย่ของเขาในเกมนั้น

    นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในซีซั่นนี้ที่เขาติดเทรนด์ทวิตเตอร์ แต่ยังมีอีกหลายเกมที่เขากลายเป็นแพะให้แฟนบอลวิจารณ์ แถมบางครั้งยังโดนเอาไปเปรียบเทียบเป็น "ฟิล โจนส์แห่งเมืองดัตช์" อีกด้วย เรียกได้ว่าฤดูกาลแรกของเขากับยูเวนตุสแสนสาหัสทีเดียว

 

    แน่นอนว่าค่าตัวระดับ 75 ล้านยูโร (ประมาณ 2,550 ล้านบาท) มันก็ต้องมาพร้อมกับความคาดหวังของแฟนบอล แต่ดูเหมือนว่าเขาจะรับมือกับมันไม่ได้ดีนัก ปัญหาของเขาเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนปลายเดือนสิงหาคม เมื่อ จอร์โจ้ คิเอลลินี่ ปราการหลังกัปตันทีมยูเวนตุสได้รับบาดเจ็บเอ็นหัวเข่าฉีกขาดจนต้องพักยาวเกือบ 6 เดือน

    ในตอนแรกยูเวนตุสคงไม่อยากให้หักโหมใช้งาน เดอ ลิกต์ มากนักเนื่องจากอายุยังน้อย ทว่าอาการบาดเจ็บของ คิเอลลินี่ ทำให้ ซาร์รี่ ต้องใช้งานเขาใน 11 ตัวจริงอย่างต่อเนื่อง

    เกมประเดิมสนามของกองหลังวัย 19 ปีรายนี้คือนัดที่ทีมเอาชนะ นาโปลี 4-3 เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ปีที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าตัวมีส่วนทำเสียประตูถึงสองลูกเนื่องจากการประกบตัว คอสตาส มาโนลาส และโจวานนี่ ดิ ลอเรนโซ่ ผิดพลาด แต่ดูเหมือนแฟนบอลก็ยังพอเข้าใจได้เพราะเป็นเกมแรก

 

    ทว่าหลายอาทิตย์ผ่านไปฟอร์มของเขาก็ไม่ได้โดดเด่นสมราคา มีทำแฮนด์บอลจนทำให้ทีมเสียจุดโทษทั้งในเกมชนะอินเตอร์ มิลาน 2-1 และเกมเสมอ เลชเช่ 1-1 ถึงแม้ว่าเขาจะโหม่งประตูแรกในสีเสื้อ “ม้าลาย” เมื่อเดือนพฤศจิกายน แต่ไม่กี่เกมถัดมาเขาก็ประกบตัว เซอร์เก มิลินโควิช-ซาวิช พลาดทำให้ทีมเสียประตูและพ่ายต่อ ลาซิโอ 3-1

    ด้วยฟอร์มการเล่นในเกมนั้นทำให้ เมาริซิโอ ซาร์รี่ ตัดสินใจดร็อป เดอ ลิกต์ เป็นตัวสำรอง 5 เกมติดต่อกันจนกระทั่ง เมรีห์ เดมิราล เซนเตอร์แบ็กของทีมซึ่งเป็นคนเบียดตำแหน่ง เดอ ลิกต์ ให้หลุดเป็นสำรอง ได้รับบาดเจ็บหนักที่เข่าในช่วงกลางเดือนมกราคม ทว่าแม้เขาจะได้รับโอกาสตัวจริงอีกครั้งแต่ก็ยังโชว์ฟอร์มไม่สม่ำเสมออยู่เรื่อยๆ

 

   หากมองลงไปลึกกว่านี้ถึงเหตุผลที่เดอ ลิกต์ยังไม่สามารถโชว์ฟอร์มเด่นได้ อาจจะเป็นเพราะการมาคุมทัพของ เมาริซิโอ ซาร์รี่

    ฟิลิปโป้ คอนติเซลโล่ นักข่าวจาก กัซเซ็ตต้า เดลโล่ สปอร์ต สื่อของอิตาลี กล่าวว่า “ยูเวนตุส เสียประตูจากลูกเตะมุมเยอะมากเพราะว่าพวกเขาใช้วิธีเล่นเกมรับแบบคุมโซนแทนที่จะใช้ประกบแบบตัวต่อตัวซึ่งทำมาตลอดในยุคของ มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี ผู้เล่นทำผิดพลาดกันบ่อยและศูนย์กลางของปัญหาเกมรับนี้ หลายคนมักจะคิดว่าเป็น เดอ ลิกต์ ตลอด ผมไม่คิดว่ามันเป็นความรับผิดชอบของเขาทั้งหมด”

 

    นอกจากเกมรับแล้ว ซาร์รี่ ยังเปลี่ยนให้ ยูเวนตุส เป็นทีมที่ผ่านบอลและครองบอลมากขึ้นอีกด้วย โดยสถิติการครองบอลต่อเกมและการส่งบอลสั่นต่อเกมมากขึ้นกว่าฤดูกาลที่แล้ว อย่างไรก็ตาม เดอ ลิกต์ กลับมีสถิติในการอยู่กับบอลน้อยกว่าตอนที่เขาอยู่อาแจ็กซ์

    หากเทียบกับฤดูกาลที่แล้วเจ้าตัวมีการส่งบอลเฉลี่ย 67.2 ครั้งต่อเกม แต่ใน เซเรีย อา ตกลงมาเหลือแค่ 53 ครั้งต่อเกม นั่นหมายความว่าเจ้าตัวถูกจำกัดในการ “Build-up” หรือสร้างเกมรุกจากแดนหลัง ทั้งที่เขาเคยเป็นถึงเพลย์เมคเกอร์ในช่วงก่อยวัย 15 ปี แน่นอนว่าเจ้าตัวก็ต้องปรับตัวกับแท็คติกนี้

    มันเลยเป็นคำถามว่า เดอ ลิกต์ เลือกทีมและลีกผิดหรือไม่?

 

    “ในฮอลแลนด์ ทุกเกมรุกจะเริ่มต้นด้วยการส่งบอลในแนวรับ 6-7 ครั้ง ก่อนดันขึ้นไปบุกในตำแหน่งที่ดี นี่เป็นเหตุผลที่ เดอ ลิกต์ สัมผัสบอลมากในอาแจ็กซ์ แต่กองหลังในอิตาลีพอแย่งบอลได้พวกเขาก็ผ่านบอลให้มิดฟิลด์เลย สรุปคือในฮอลแลนด์ กองหลังจะเป็นขั้นแรกของเกมรุก แต่ในอิตาลีกองหลังก็มีหน้าที่เล่นเกมรับเลย  ซึ่งมันมีวัฒนธรรมที่ต่างกัน” ยาน-เฮอร์มัน เดอ บรูจิน หัวหน้ากองบรรณาธิการของสื่อชื่อดังในฮอลแลนด์ ELF Voetbal กล่าว

    หลังจากทำผลงานได้ต่ำกว่าที่หลายๆ คนคาดหวังทำให้มีกระแสข่าวลือกับสโมสีอื่นทั้ง เแมนฯ​ยูไนเต็ด และเรอัล มาดริด โดยสำหรับ "ผีแดง" นั้น เดอ ลิกต์ อาจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของดีล ปอล ป็อกบา ขณะที่ "ราชันชุดขาว" ต้องการตัวแทนของ เซร์คิโอ รามอส อย่างไรก็ตาม โมเลนาร์ พ่อบังเกิดเกล้าของ แอนเนกี้  หวานใจแนวรับทีมชาติฮอลแลนด์ ก็ออกมายืนยันว่า เดอ ลิกต์ จะขอสู้ต่อไปในเซเรีย อา

     ต้องมารอดูกันต่อไปว่าฤดูกาลที่สองของเขากับ ยูเวนตุส จะกลับมาเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงอีกครั้งหรือไม่?