โอบาเมยองต่อสัญญาอาร์เซน่อล-ค่าเหนื่อยเยอะสุด

"เดอะ กันเนอร์ส" ได้เฮดังๆ หลัง ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ต่อสัญญากับ อาร์เซน่อล เรียบร้อย พร้อมรับค่าเหนื่อยในระดับสูงสุดของสโมสร

อาร์เซน่อล ประกาศยืนยันเมื่อวันอังคารที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมาว่า ปิแอร์-เอเมอริคโอบาเมยอง กองหน้ากัปตันทีม จรดปากกาต่อสัญญาค้าแข้งในถิ่น เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ออกไปจนถึงปี 2023 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ขณะที่สื่อเมืองผู้ดีทั้ง มิร์เรอร์, เดลี่ เมล และ เดอะ ซัน รายงานว่า โอบาเมยอง จะได้ค่าเหนื่อยในสัญญาใหม่ที่สัปดาห์ละ 350,000 ปอนด์ (ประมาณ 14.3 ล้านบาท) สูงสุดในทีมเท่ากับ เมซุต โอซิล อดีตกองกลางทีมชาติเยอรมัน

ทั้งนี้ โอบาเมยอง ซึ่งย้ายมาจาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เมื่อเดือนมกราคมปี 2018 ลงเล่นให้ อาร์เซน่อล ไปแล้วทั้งสิ้น 111 นัด ทำได้ 72 ประตู

10 อันดับนักเตะที่ได้รับค่าเหนื่อยสูงสุดของ อาร์เซน่อล

1.  ปิแอร์-เอเมอริคโอบาเมยอง         350,000 ปอนด์
2. เมซุต โอซิล            350,000 ปอนด์
3. วิลเลี่ยน            220,000 ปอนด์
4.  อเล็กซองดร์ ลากาแซตต์         182,000 ปอนด์
5. นิโกล่าส์ เปเป้            140,000 ปอนด์
6. ดาวิด ลุยซ์            125,000 ปอนด์
7. เอคตอร์ เบเยริน            110,000 ปอนด์
8.  เซอัด โคลาซินัช             100,000 ปอนด์
9. แบรนด์ เลโน่            100,000 ปอนด์
10. กรานิต ชาคา            100,000 ปอนด์

 

 

“ชลบุรี เอฟซี” เหล่าฉลามดาวรุ่งเลือดใหม่ ที่จะกัดไม่ปล่อย

แม้ว่าจะอยู่ในยุคของเปลี่ยนถ่ายเลือดใหม่ ของ "ฉลามชล" ชลบุรี เอฟซี เลยทำให้เป็นอีกหนึ่งยักษ์หลับไม่ได้มีแชมป์ติดมือมาสักระยะหนึ่ง แต่อย่างไรแล้ว การเข้ามาคุมทัพของ "โค้ชเตี้ย" สะสม พบประเสริฐ กุนซือจอมสร้างสีสัน ดูจะเคมีตรงกันกับยอดทีมจากภาคตะวันออก ซึ่งดูแล้วมีทิศทางที่ดีขึ้น

2-3 ปีหลัง นโยบายการพลักดันดาวรุ่งในอะคาเดมี่ ยังเดินหน้าต่อเนื่อง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยผลงานที่ไม่คงเส้นคงวา เพราะชลบุรียังไม่สามารถยกระดับไปต่อกรกับทีมยักษ์ใหญ่เงินหนาของลีกได้ อีกทั้งไม่ได้เฉียดเข้าใกล้แชมป์อย่างที่เคยเป็นมา ซึ่งนั่นก็ทำให้ กระแสของแฟนบอล ที่ขึ้นชื่อว่า เหนียวแน่นที่สุดของไทยลีก ดูจะตกลงไปมากเลยทีเดียว เพราะด้วยปัจจัยหลายๆ อาทิ ดาวรุ่งทดแทนรุ่นพี่ไม่ได้ ไม่มีแข้งซุป’ตาร์ รวมถึงทีมมีนโยบายบริหารเงินที่ไม่ฟุ่มเฟือย การที่จะลงทุนทางลัดด้วยการกว่านซื้อดาวดังมาเพื่อล่าแชมป์ จุดนี้คงเป็นไปได้ยาก

แต่การมาของโค้ชเตี้ย ที่ต้องการเปลี่ยนโฉมทีม พร้อมกับร่วมผลักดันนโยบาย แข้งดาวรุ่ง ผสมผสาน แข้งเก๋า ดูจะมีแววไม่น้อย อย่างแรกที่พวกเขาประสบความสำเร็จคือ การได้กระแสแฟนบอลกลับมาเชียร์ทีมรักเต็มสนามอีกครั้ง ซึ่งภาพที่ปรากฏถือว่า เป็นเวลานานมากๆ แล้ว ที่ไม่ได้เห็นเหล่าแฟนคลับฉลามชล เข้ามาเชียร์ทีมเต็มความจุ ชลบุรี สเตเดี้ยม เช่นนี้ หลังจากที่ทีมของพวกเขาหลุดวงโคจรเป็นทีมลุ้นแชมป์

โดยช่วงที่ลีกเบรคโควิด-19  การเตรียมทีมของฉลามชลยังเข้มข้นเหมือนเดิม สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงแน่ๆ แล้วก็คือวันที่ 12 กันยายน เมื่อลีกกลับมารีสตาร์ทจะได้เห็น เหล่าฉลามดาวรุ่งเลือดใหม่ เรียงหน้าลงสนามกันหลายคนแน่นอน เพราะนี่คงถึงเวลาที่จะต้องเปิดโอกาสให้แข้งยังบลัด ในอะคาเดมี่ที่บ่มเพาะกันมาเก็บเลเวลในเวทีสูงสุด

ซึ่งช่วงวันที่  30 มิถุนายน จัดการเซอร์ไพร์สแฟนๆ ด้วยการ จับ 4 แข้ง ดาวรุ่งพุ่งแรงที่ว่ากันว่า เป็นชุดเยาวชนยุคทอง ดีกรีไม่ธรรมดา กวาดแชมป์เมเจอร์ ในฟุตบอลเยาวชนระดับประเทศมาเกือบทั้งหมด จรดปากาเซ็นสัญญาเรียบร้อย ประกอบไปด้วย ทรงชัย ทองฉ่ำ, ชาญณรงค์ พรมศรีแก้ว, พงศกร ตรีสาตร์ และ ฉัตรมงคล เรืองฐณโรจน์ ต่อเนื่องด้วยโละ บรรดาแข้งตัวเก๋า อาทิ อดุล หละโสะ มงคล นามนวด รวมถึง กรวิทย์ นามวิเศษ ออกจากทีม เพื่อเปิดโอกาสให้แข้งฉลามสายเลือดใหม่ เสียบตำแหน่งของบรรดาพี่ๆ ที่ออกไปอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยนั่นเอง

 "แน่นอนว่า การเซ็นสัญญากับนักเตะทั้ง 4 คน นอกเหนือจะเป็นไปตามนโยบายของสโมสร ที่เราต้องการผลักดันนักเตะดาวรุ่งให้ก้าวขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่อย่างต่อเนื่องแล้ว การเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพในครั้งนี้ ก็จะเป็นอีกแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ ให้กับนักเตะรุ่นน้องๆ ในอะคาเดมี่ มากยิ่งขึ้น"  บทสัมภาษณ์ของ "เสี่ยบอล" คุณศศิศ สิงห์โตทอง ผู้จัดการทีม ผู้อยู่เบื้องหลังดีล 4 แข้งดาวรุ่ง และเป็นหัวเรือใหญ่ในการเดินหน้าลุยนโยบาย กับแข้งเยาวชนของทีมที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสโมสรที่มีอะคาเดมี่ปั้นนักบอลเก่งที่สุดในประเทศ ซึ่งบอสใหญ่ฉลามชลเน้นย้ำจุดนี้มากๆ โดยจุดมุ่งหมายนโยบาย คือ เปิดโอกาสเพื่อต่อยอดสู่ความสำเร็จในอนาคต

ส่วนบรรดาอดีตแข้งดาวรุ่งขึ้นมาก่อนหน้านี้ ก็ยกระดับเป็นแข้งแกนหลักได้บ้างแล้ว อย่าง ภานุพงษ์ พลซา แข้งวัย 26 ปี, "เจ้ายิม" วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ กองกลาง 23 ปี, สหรัฐ สนธิสวัสดิ์ 22 ปี "เจ้าและ" กฤษดา กาแมน กองกลางวัย 21 ปี รวมถึง สัมพันธ์ เกษี อายุ 21 ปี ซึ่งหลายๆ คน ทำผลงานได้ดีในช่วงก่อนปรีซีซั่น ก่อนไทยลีกกลับรีสตาร์ท

ผลงานของ ชลบุรี เอฟซี ใน 4 นัดแรก ไทยลีก ฤดูกาล 2020 มี 6 คะแนน จากผลงานการชนะ 2 นัด และ แพ้ 2 นัด รั้งอยู่ที่ 9 ของตาราง ถ้าหากมองถึงกับการที่พวกเขาต้องการจะกลับมาเป็นยักษ์ใหญ่อีกครั้ง การขอลุ้นเอี่ยวพื้นที่ เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ที่จะเอาอันดับ 1-4 จากเลกแรก ไปเตะปี 2021 ยังถือว่ามีความเป็นไปได้ เพราะเหลืออีก 11 เกมถ้าหาก ลูกทีม และ บรรดาแข้งดาวรุ่ง รักษามาตรฐานการเล่นที่คงเส้นคงวา เป้าหมายในถ้วยเอเชียคงไม่ไกลเกินเอื้อม

 "เรามุ่งมั่นทำผลงาน เพื่อสร้างผลงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย แต่ผมค่อนข้างเชื่อมั่นในผู้เล่นทั้งหมดที่มีอยู่ในทีมของเราตอนนี้ ทุกคนมีคุณภาพ และ ศักยภาพที่ดีพอ ที่จะช่วยกันพา ชลบุรี เอฟซี ทำผลงานให้ออกมาดีกว่า 4 เกมแรก อย่างแน่นอน" "โค้ชเตี้ย" สะสม พบประเสริฐ ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ของสโมสร ถึงภาพรวมของทีมและเป้าหมายหลัก ที่ยังมีอะไรให้ท้าทายต่อจากนี้มากๆ

เหล่าฉลามดาวรุ่งเลือดใหม่จะมีจิตวิญญาณความมุ่งมั่น ดุดัน เกรี้ยวกราด กัดไม่ปล่อย ตามสโลแกนสโมสร ปี 2020 "Bite Til The End" ของทีมหรือไม่ ต้องจับตาอย่ากะพริบ

“ช้างศึกยุทธหัตถี” สุพรรณบุรี เอฟซี ปฏิวัติครั้งใหญ่เพื่อกลับมาผงาด

อีกหนึ่งทีมที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน สำหรับ "ช้างศึกยุทธหัตถี" สุพรรณบุรี เอฟซี ที่ก่อตั้งสโมสร มาตั้งแต่ พ.ศ. 2540 ไต่ระดับจากโปรวินเชียลลีก จนมาถึง ไทยลีกสูงสุด ซึ่งนับไปนับมา พวกเขาโลดแล่นอยู่บนไทยลีก เข้าสู่ปีที่ 8 แล้ว ในฤดูกาล 2020

แต่ปรากฏว่า ระยะ 4 ปีหลังผลงานของช้างศึกทัพพระนเรศฯ ไม่ได้หาญกล้าเท่าใดนัก จบอันดับ 10 หรือต่ำกว่านั้น มาตลอดพักหลัง แม้ว่าในแต่ละปีจะมีแข้งชื่อดังพาเหรดเข้ามาสู่ทีมมากมาย แต่สุดท้ายด้วยฟอร์มที่ไม่คงเส้นคงวา ทำให้ ผลงานที่เปรี้ยงปร้างสมัยขึ้นชั้นมาไทยลีกแรก เมื่อปี 2013 ดร็อปไปพอสมควร อีกทั้งฤดูกาลล่าสุด แฟนๆ หายใจแทบไม่ทั่วท้อง รอดตกชั้นแบบโชคช่วย เพราะพีทีที ระยองประกาศยุบทีม ส่งผลให้สุพรรณบุรีที่จบอันดับ 14 ตามตาราง อยู่รอดไทยลีกต่อไปชนิดที่บุญหล่นทับ

ปีนี้ อเดบาโย่ กาเดโบ้ หัวหน้าผู้ฝึกสอน ที่เป็นคนคุ้นเคยของสโมสร รับหน้าที่กุนซือต่อไป หลังจากปีที่แล้ว เข้ามากู้วิกฤตช่วงท้าย ซึ่งการทำทีมของกุนซือที่พูดไทยชัดปร๋อ เขาได้ปฏิวัติทีมครั้งใหญ่ เทรดแข้งที่โรยรา ออกจากทีมทั้งหมด ซื้อเข้ามาเสริมทัพยกทีม เพื่อหวังว่าจะพาสุพรรณบุรีกลับไป ณ จุดเดิม นั่นก็คือการคว้าตั๋วฟุตบอลถ้วยเอเชีย

ซึ่ง 4 เกมแรกในไทยลีก ก่อนเบรคโควิด-19 พลพรรคช้างศึกยุทธหัตถี ทำผลงานเซอร์ไพร์สมากๆ ชนะ 2 เสมอ 1 แพ้ 1 เก็บได้ 7 คะแนน โดยผลงานที่เข้าตามากสุด คือ การยันเสมอ เชียงราย ยูไนเต็ด แชมป์เก่าได้ 2-2 ทำให้พวกเขาเกาะกลุ่มพื้นที่แชมเปี้ยนส์ลีก ถ้าหากรักษาฟอร์มดีๆ กับ 11 เกมที่เหลือโควต้า เอซีแอล พวกเขามีหวังจะสร้างความเซอร์ไพร์สก็เป็นได้
 
"เรามีบทเรียนจากปีที่แล้ว จาก 4 นัดที่ผ่านมา น่าจะทำให้ทุกทีมรู้สึกเซอร์ไพรส์กับผลงานที่เกิดขึ้น แต่ผมเชื่อว่าเราสามารถทำได้ดีกว่านี้"  อเดบาโย่ กาเดโบ้ ให้สัมภาษณ์ถึงผลงาน ช่วงออกสตาร์ท ที่ลบคำสบประมาทได้อย่างมาก

ส่วนเป้าหมายแรกของสุพรรณบุรี ในการทวงศรัทธาแฟนบอล และความยิ่งใหญ่ให้เหมือนเมื่อในอดีต ตอนขึ้นมาไทยลีกแรกๆ ก็ อเดบาโย่ บอกว่า นั่นคือ การได้ตั๋วเอซีแอล ที่ครั้งหนึ่ง สมัยเป็นนักเตะค้าแข้งกับ บีอีซี เทโรศาสน ตัวเขาเคยเป็นถึงรองแชมป์ถ้วยสโมสรเอเชียมาแล้ว นั่นเอง

"เรามีนักเตะที่พร้อม ทุกคนแข็งแกร่งและพร้อมที่จะสู้ เป้าหมายของเราคือสู้ทุกนัด ทุกทีม ไม่ว่าเจอใคร ทุกคนต้องการพาสุพรรณบุรีกลับมายิ่งใหญ่ให้ได้อีกครั้ง สมัยเป็นนักเตะ ผมได้ไปเล่นเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก มาตลอด วันนี้ในฐานะโค้ช ลึกๆ ก็อยากพาสุพรรณบุรีไปเล่นบอลเอเชียให้ได้เช่นกัน"

แม้ว่าจะกระแสในการไล่ล่าตั๋วเอซีแอล จะเทไปบรรดายักษ์ใหญ่ ซึ่งแน่นอน สุพรรณบุรี ถูกมองข้ามและเป็นม้านอกสายตา แต่อย่างไรแล้ว การที่พวกเขาไม่ได้ถูกคาดหวังเหมือนสมัยก่อน ก็ส่งผลดี ทำให้ความกดดันลดน้อยลงไป อีกทั้งไม่มีคู่แข่งมาคอยจับตามอง รวมถึงพยายามทำงานหนักของตัวเอง เพื่อเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ บวกกับความเชื่อมั่น มันจะส่งต่อเป็นพลังขับเคลื่อนให้พวกเขาเดินหน้าอย่างมั่นคง จุดหมายคือ กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ซึ่งเรื่องนี้ อเดบาโย่ ก็ศรัทธาในขุมกำลังนักเตะมากๆ โดยเขาบอกทิ้งท้าย แบบมั่นใจว่า "ผมเชื่อในลูกทีมของผม เราพร้อมที่จะลุ้นโควต้าตรงนี้เช่นกัน"

วัดผลงานติอาโก้กับแผงกองกลางลิเวอร์พูลก่อนเปิดตัวทางการ

เปรียบเทียบผลงานของ ติอาโก้ อัลกันตาร่า กับกองกลาง ลิเวอร์พูล ทั้งหมด หลังกำลังจะได้เห็นดาวเตะสแปนิช ย้ายจาก บาเยิร์น มาค้าแข้งในถิ่น แอนฟิลด์
    ลิเวอร์พูล แชมป์เก่า พรีเมียร์ลีก อังกฤษ บรรลุข้อตกลงกับ บาเยิร์น มิวนิค ยักษ์ใหญ่แห่งศึก บุนเดสลีกา เยอรมัน ในการคว้าตัว ติอาโก้ อัลกันตาร่า กองกลางชาวสแปนิช มาเข้าถิ่น แอนฟิลด์ เป็นที่เรียบร้อยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน ที่ผ่านมา ด้วยค่าตัว 27 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,080 ล้านบาท)

    มิดฟิลด์ดีกรีทีมชาติสเปน วัย 29 ปี จะหมดสัญญากับ "เสือใต้" ในช่วงซัมเมอร์ปีหน้า ทำให้ บาเยิร์น ยอมขายดีกว่าเสียไปแบบฟรีๆ ถ้าปล่อยให้หมดสัญญา ขณะที่ตัวนักเตะเองก็อยากไปหาความท้าทายใหม่ๆ ดูบ้าง

    วันนี้เราจะไปเปรียบเทียบผลงานของ ติอาโก้ กับบรรดากองกลาง ลิเวอร์พูล ที่มีอยู่ในเวลานี้ทั้ง ฟาบินโญ่, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, นาบี เกอิต้า, เจมส์ มิลเนอร์, อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน และ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม (วัดเฉพาะฤดูกาล 2019/20)

ประตูและแอสซิสต์
    ติอาโก้ ไม่ได้เป็นนักเตะที่มีจุดเด่นมากนักในเรื่องการทำประตู โดยฤดูกาลที่ผ่านมาทำไปแค่ 3 ลูก และไม่มีแอสซิสต์ ในการลงเล่น บุนเดสลีกา 24 นัด หรือค่าเฉลี่ยมีส่วนร่วมกับการได้ประตูทุกๆ 590.6 นาที

    ส่วนกองกลาง ลิเวอร์พูล ที่มีส่วนร่วมกับประตูมากสุดคือ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ที่ทำไป 3 ประตู และ 5 แอสซิสต์ หรือค่าเฉลี่ยมีส่วนร่วมกับการได้ประตูทุกๆ 270.5 นาที

    ขณะที่ ไวจ์นัลดุม ทำไป 3 ประตูหรือค่าเฉลี่ยมีส่วนร่วมกับการได้ประตูทุกๆ 846 นาที ด้าน เกอิต้า ทำ 1 ประตู 2 แอสซิสต์ (ค่าเฉลี่ยทุกๆ 184 นาที), มิลเนอร์ 2 ประตู 2 แอสซิสต์  (ค่าเฉลี่ยทุกๆ 200.7 นาที), อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน 3 ประตู (ค่าเฉลี่ยทุกๆ 429 นาที) และ ฟาบินโญ่ 2 ประตู 2 แอสซิสต์ (ค่าเฉลี่ยทุกๆ 444 นาที)

ผ่านบอล และสร้างโอกาส
    ติอาโก้ มีค่าเฉลี่ยสร้างโอกาสสำคัญ 1.0 ครั้งต่อเกม มากกว่า ไวจ์นัลดุม (0.5), มิลเนอร์ (0.9) และ ฟาบินโญ่ (0.9)

    ส่วนกองกลาง ลิเวอร์พูล ที่ผลงานด้านนี้ดีสุดคือ เกอิต้า 1.8 ครั้งต่อเกม ตามมาด้วย เฮนเดอร์สัน 1.1 ครั้งต่อเกม และ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน 1.0 ครั้งต่อเกม

    ส่วนการผ่านบอล ติอาโก้ มีความแม่นยำ 90.5 เปอร์เซ็นต์ เหนือกว่า ไวจ์นัลดุม กับ เกอิต้า (88.6%), ฟาบินโญ่ (87%), มิลเนอร์(86.3%), เฮนเดอร์สัน (84.5%) และ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน (83.5%).

    นอกจากนั้น ติอาโก้ ยังเลี้ยงผ่านคู่แข่งเฉลี่ย 3.6 ครั้งต่อเกม หรือคิดเป็นสำเร็จ 85.7% ส่วนกองกลาง ลิเวอร์พูล ดีสุดคือ เกอิต้า 2.3 ครั้งต่อเกม หรือคิดเป็นสำเร็จ 82.1%

    ส่วน อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน (1.9 ครั้ง 59.3%), ไวจ์นัลดุม (1.2 ครั้ง 54.5%), มิลเนอร์ (0.9 ครั้ง 100%), เฮนเดอร์สัน
(0.7 ครั้ง 58.3%) และ ฟาบินโญ่ (0.4 ครั้ง 66.6%).

เกมรับ
    กองกลางของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องลงมาช่วยเกมรับด้วย และ ติอาโก้ ก็มีค่าเฉลี่ยเข้าสกัด 2.3 ครั้งต่อเกม มากกว่า มิลเนอร์ (1.5), ไวจ์นัลดุม (1.1) และ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน (1.0) อย่างไรก็ตาม ติอาโก้ ทำได้น้อยกว่า เกอิต้า (3.1), ฟาบินโญ่ (2.6) และ เฮนเดอร์สัน (2.6)

    ส่วนการตัดบอลได้เฉลี่ยต่อเกมนั้น ติอาโก้ มาเป็นอันดับหนึ่งที่ 2.3 มากกว่ากองกลาง ลิเวอร์พูล ทั้ง ฟาบินโญ่ (1.5), อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน (1.4), เกอิต้า (1.3), เฮนเดอร์สัน (1.2), มิลเนอร์ (0.7) และ ไวจ์นัลดุม (0.6)

วูล์ฟส์ใช้หน้าคู่! “ฮิเมเนซ-โชต้า” ผนึกโป้งถิ่นเชฟฟิลด์นัดประเดิมลีก

"หมาป่า" วูล์ฟแฮมป์ตัน เตรียมจัดแผนวางสองดาวยิงผนึกปิดสกอร์คือ ราอูล ฮิเมเนซ กับ ดีโอโก้ โชต้า เกมบุกถิ่น "ดาบคู่" เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันจันทร์ที่ 14 ก.ย. ศกนี้  ถ่ายทอดสด : True Premier HD1 (เวลา : 00.00 น.)

ปรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ (นัดแรก)
วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2563
เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด   –   วูล์ฟแฮมป์ตัน
ถ่ายทอดสด
 : True Premier HD1 (เวลา : 00.00 น.)


สนาม : บรามอลล์ เลน
    คริส ไวล์เดอร์ เทรนเนอร์เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด วัย 52 ปี พาทีมจบอันดับ 9 มาในฤดูกาลที่ผ่านมาถือว่าเป็นผลงานที่น่าพอใจเลยทีเดียว โดยล่าสุด ”ทีมดาบคู่” เปิดบ้านเสมอกับเปรสตัน นอร์ธ เอนด์ไป 2-2 ในเกมกระชับมิตรสโมสร

 สำหรับสภาพทีมในตอนนี้ ไวล์เดอร์ มีปัญหาการจัดผู้เล่นรบกวนอยู่เล็กน้อย โดยจะขาดนายทวารตัวเก่งอย่าง ดีน เฮนเดอร์สัน ที่หมดสัญญายืมตัวจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแล้ว และ ซานเดอร์ เบิร์ก มิดฟิลด์ตัวเก่งที่ยังมีอาการบาดเจ็บอยู่

    แต่ก็ได้ อารอน แรมส์เดล ประตูป้ายแดงที่ซื้อมาจากบอร์นมัธพร้อมส่งประเดิมสนาม นอกจากนี้ยังได้ อีธาน แอมพาดู เซนเตอร์แบ็กดาวรุ่งที่เชลซีปล่อยให้ยืมตัวมา 

 การจัดทัพในเกมนี้คาดว่าจะส่งผู้เล่นลงมาในระบบ 3-5-2 ตามถนัด โดยแผงหลังวาง คริส บาแชม, จอห์น เอแกน, แจ็ค โอคอนเนลล์ 

    ส่วนแดนกลางส่ง จอห์น ลุนด์สแตรม ยืนคุมเกมคู่กับ โอลิเวอร์ นอร์วู้ด พร้อมประกบด้านซ้ายและขวาโดย จอห์น เฟล็ค และ จอร์จ บัลด็อค

    แนวรุกเตรียมส่ง โอลิเวอร์ แม็คเบอร์นี่ ล่าตาข่ายคู่กับ เดวิด แม็คโกลดริค ศูนย์หน้าตัวเก๋า

    นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต เทรนเนอร์สัญชาติโปรตุเกส พาทีมทำผลงานมาได้อย่างดีในฤดูกาลที่แล้วถึงแม้จะจบอันดับ 7 ชวดตั๋วไปบอลยุโรปก็ตาม โดยเกมล่าสุด ”หมาป่า” พ่ายให้กับเซบีย่าไป 0-1 ในศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้ายมาอย่างน่าเสียดาย

    ความพร้อมในเกมนี้มีปัญหาในตำแหน่งแบ็กขวาเนื่องจาก จอนนี่ กาสโตร มีอาการบาดเจ็บที่หัวเข่า แถมไร้เงา แม็ตต์ โดเฮอร์ตี้ แบ็กขวาตัวเก่งที่ขายให้ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ไป แต่ก็มีข่าวดีอยู่เหมือนกันกับสองแนวรุกป้ายแดง ฟาบิโอ ซิลวา และ วิตินญ่า ที่ได้มาจากเอฟซี ปอร์โต้

    การจัดทัพในเกมนี้ ”นูโน่” จัดทัพลงในระบบ 3-5-2 ประตูยังคงยึด รุย ปาตริซิโอ เฝ้าเสา แผงหลังสามตัวใช้ วิลลี่ โบลี่, คอนอร์ เคาดี้ กัปตันทีม, โรแม็ง ซาอิสส์ 

    แดนกลางส่ง อดาม่า ตราโอเร่ คุมเกมด้านขวา กลางสนามยึด เลอันแดร์ เดนดองเกอร์, รูเบน เนเวส, ชูเอา มูตินโญ่ พร้อมส่ง รูเบน วินาเกร สร้างเกมฝั่งซ้าย

    เกมรุกใช้ ราอูล ฮิเมเนซ ยืนคู่กับ ดีโอโก้ โชต้า ส่องประตู


นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม    
    เชฟฯ ยูไนเต็ด (3-5-2) : อารอน แรมส์เดล – คริส บาแชม, จอห์น เอแกน, แจ็ค โอคอนเนลล์ – จอร์จ บัลด็อค, โอลิเวอร์ นอร์วู้ด, จอห์น ลุนด์สแตรม, จอห์น เฟล็ค, เอ็นดา สตีเว่นส์ – โอลิเวอร์ แม็คเบอร์นี่, เดวิด แม็คโกลดริค 
    เทรนเนอร์ : คริส ไวล์เดอร์ 

    วูล์ฟแฮมป์ตัน (3-5-2) : รุย ปาตริซิโอ – วิลลี่ โบลี่, คอนอร์ เคาดี้, โรแม็ง ซาอิสส์ – อดาม่า ตราโอเร่, เลอันแดร์ เดนดองเกอร์, รูเบน เนเวส, ชูเอา มูตินโญ่, รูเบน วินาเกร – ราอูล ฮิเมเนซ, ดีโอโก้ โชต้า  
    เทรนเนอร์ : นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต     

    ผู้ตัดสิน : ไมค์ ดีน 


ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด
วัน/เดือน/ปี    รายการ    ผลการแข่งขัน

09/07/20    พรีเมียร์ลีก เชฟฯ ยูไนเต็ด 1-0 วูล์ฟแฮมป์ตัน
01/12/19    พรีเมียร์ลีก วูล์ฟแฮมป์ตัน 1-1 เชฟฯ ยูไนเต็ด
04/02/18    แชมเปี้ยนชิพ วูล์ฟแฮมป์ตัน 3-0 เชฟฯ ยูไนเต็ด
28/09/17    แชมเปี้ยนชิพ เชฟฯ ยูไนเต็ด 2-0 วูล์ฟแฮมป์ตัน
22/03/14    ลีก วัน เชฟฯ ยูไนเต็ด 0-2 วูล์ฟแฮมป์ตัน


ผลงาน 5 นัดหลังสุด
เชฟฯ ยูไนเต็ด

04/09/20 เสมอ เปรสตัน 2-2 (เหย้า) กระชับมิตร 
01/09/20 ชนะ ดาร์บี้ 2-0 (เยือน) กระชับมิตร 
26/07/20 แพ้ เซาธ์แฮมป์ตัน 1-3 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
20/07/20 แพ้ เอฟเวอร์ตัน 0-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
16/07/20 แพ้ เลสเตอร์ 0-2 (เยือน) พรีเมียร์ลีก

วูล์ฟแฮมป์ตัน
12/08/20 แพ้ เซบีย่า 0-1 (สนามกลาง) ยูโรปา ลีก 
07/08/20 ชนะ โอลิมเปียกอส 1-0 (สนามกลาง) ยูโรปา ลีก
26/07/20 แพ้ เชลซี 0-2 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
20/07/20 ชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
15/07/20 เสมอ เบิร์นลี่ย์ 1-1 (เยือน) พรีเมียร์ลีก

แมนยูเล็งยืมเบล1ซีซั่นก่อนหวนล่าซานโช่ใหม่ฤดูกาลหน้า

เดลี่ เมล สื่อกีฬาชื่อดังของอังกฤษ ตีข่าว แมนฯ ยูไนเต็ด กำลังคิดที่จะยืม แกเร็ธ เบล ปีก เรอัล มาดริด มาเสริมแกร่ง 1 ซีซั่น โดยที่อดีตแข้ง สเปอร์ส ก็สนใจที่จะมาซบ "ปีศาจแดง" เช่นกัน

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กำลังพิจารณาที่จะยื่นข้อเสนอขอยืม แกเร็ธ เบล ปีก เรอัล มาดริด มาร่วมทัพเป็นเวลา 1 ฤดูกาล ตามรายงานของ เดลี่ เมล สื่อชั้นนำของเมืองผู้ดี

ในช่วงซัมเมอร์นี้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนฯ ยูไนเต็ด ให้ความสำคัญกับการเสริมทัพในตำแหน่งปีกอย่างมาก ซึ่งเป้าหมายอันดับ 1 ในใจของเขาคือ เจดอน ซานโช่ ดาวเตะ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ โดยเป็นที่เชื่อกันว่า "ปีศาจแดง" บรรลุเงื่อนไขส่วนตัวกับ ซานโช่ และตกลงเรื่องต่างๆ กับเอเยนต์ของเขาได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ดีลดังกล่าวก็ติดปัญหาที่ ดอร์ทมุนด์ ต้องการค่าตัว 120 ล้านยูโร (ประมาณ 4,440 ล้านบาท) สถานเดียว ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่พร้อมที่จะจ่ายเงินมากถึงขนาดนั้น ทำให้ลือกันว่าบอร์ดบริหารของ แมนฯ ยูไนเต็ด ยอมแพ้กับการล่า ซานโช่ ในช่วงซัมเมอร์นี้แล้ว และจะพยายามกลับไปจีบแข้งชาวอังกฤษอีกครั้งในช่วงกลางปีหน้า ถึงกระนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ยังเล็งที่จะเพิ่มตัวเลือกในตำแหน่งปีกภายในปีนี้ให้ได้อยู่ จนทำให้มองหาทางเลือกสำรองเอาไว้หลายราย และคิดว่า เบล คือหนึ่งในตัวเลือกที่เหมาะสม

เดลี่ เมล เสริมว่า เบล สนใจที่จะย้ายไปเล่นกับ แมนฯ ยูไนเต็ด เหมือนกัน แม้ว่าส่วนตัวแล้วเขาอยาจะให้การย้ายทีมมันเป็นแบบถาวร ไม่ใช่แค่การยืมตัวก็ตาม ถึงกระนั้น สื่อเจ้าเดิมก็บอกด้วยว่ามันยังต้องทำเรื่องต่างๆ กันอีกเยอะกว่าที่ดีลนี้จะเกิดขึ้นจริงได้ เพราะมันมีปัจจัยที่อาจเป็นปัญหาหลายอย่าง อาทิเช่น จำนวนเงินของดีลนี้, อายุของ เบล ที่ตอนนี้อายุ 31 ปีแล้ว และการที่แข้งชาวเวลส์มีอาการบาดเจ็บบ่อยพอตัวในพักหลัง เป็นต้น

คนที่สอง!เมสซี่ฟันรายได้ตลอดชีวิตเกิน1พันล้านฯ

ฟอร์บส์ สื่อด้านการเงินชื่อก้อง ระบุ ลิโอเนล เมสซี่ หัวหอก บาร์เซโลน่า ฟันรายได้ตลอดอาชีพการเล่นทะลุ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้เขาเป็นนักเตะคนที่สองต่อจาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ทำเงินได้เยอะขนาดนั้น

ลิโอเนล เมสซี่ กองหน้าคนสำคัญของ บาร์เซโลน่า สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ ลา ลีกา สเปน สามารถทำรายได้ก่อนหักภาษีรวมตลอดอาชีพการเล่นได้เกิน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 31,000 ล้านบาท) แล้ว ตามรายงานของ ฟอร์บส์ สื่อด้านการเงินชื่อดัง

เมสซี่ ทำเงินได้มากมายตลอดอาชีพการเล่น โดยถ้านับเฉพาะในปี 2020 เขาก็ฟันรายได้ไปรวมแล้ว 126 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 3,906 ล้านบาท) แบ่งเป็นรายได้จากค่าเหนื่อยที่รับกับ บาร์เซโลน่า 92 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 2,852 ล้านบาท) และรายได้จากสปอนเซอร์ต่างๆ 34 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1,054 ล้านบาท)

ทั้งนี้ ดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์ถือเป็นนักฟุตบอลคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ที่ทำรายได้ตลอดอาชีพการเล่นได้ทะลุหลัก 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ด้วย โดยคนแรกคือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แข้งซูเปอร์สตาร์ของ ยูเวนตุส นอกจากนี้ การทำรายได้ไป 126 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปีนี้ยังทำให้ เมสซี่ เป็นนักฟุตบอลที่มีรายได้สูงที่สุดในปี 2020 ด้วย ซึ่งอันดับสองก็คือ โรนัลโด้ ที่ภายในปีนี้ทำรายได้ไป 117 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 3,627 ล้านบาท) แบ่งเป็นค่าเหนื่อย 70 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 2,170 ล้านบาท) กับรายได้ด้านสปอนเซอร์ 47 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1,457 ล้านบาท)

สำหรับนักฟุตบอลที่ทำรายได้ประจำปี 2020 ได้เยอะที่สุดเป็นอันดับ 3 คือ เนย์มาร์ กองหน้า ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่ทำไป 96 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 2,976 ล้านบาท) ส่วน คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ เพื่อนร่วมทีมของ เนย์มาร์ อยู่ที่ 4 ด้วยรายได้ 42 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1,302 ล้านบาท) โดยมี โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ปีก ลิเวอร์พูล ตามมาเป็นที่ 5 จากการทำรายได้ไป 37 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1,147 ล้านบาท)

พรีเมียร์ฯมาสอง!5สโมสรมีหนี้ท่วมหัวเยอะสุด

เปิดรายชื่อ 5 สโมสรฟุตบอลที่มีหนี้เยอะสุด โดยสองทีมใหญ่จาก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ติดโผด้วย

นับเป็นเรื่องธรรมดาที่การทำธุรกิจนั้นจะมีหนี้ติดตัวบ้าง เพราะบางครั้งก็ต้องมีการไปกู้ยืมเงินมาดำเนินธุรกิจ แต่การมีหนี้มากเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่นัก ซึ่งในวงการฟุตบอลการมีหนี้ก้อนโตอาจส่งผลเสียหลายอย่างอาทิ การต้องขายนักเตะคนสำคัญของทีม เป็นต้น

ทั้งนี้ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลให้ทีมฟุตบอลทั่วโลกได้รับผลเสียอย่างมาก เพราะพวกเขาจะขาดรายได้ไปหลายทาง และทำให้หลายทีมมีหนี้เยอะตามไปด้วย ซึ่งวันนี้เรามี 5 อันดับทีมที่มีหนี้ติดตัวมากสุดมาให้ได้ชมกัน ลองไปดูกันดีกว่าว่าแต่ละทีมมีหนี้มากแค่ไหน

1. แมนฯ ยูไนเต็ด

แม้ว่าบอร์ดบริหารของ แมนฯ ยูไนเต็ด ภายใต้การนำของตระกูลเกลเซอร์ และ เอ็ด วู้ดเวิร์ด จะยังทำให้ทีมเป็นสโมสรฟุตบอลที่มีมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจาก เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า ได้ แต่ในขณะเดียวกันบัญชีของ "ปีศาจแดง" ก็ยังน่าเป็นห่วงสุดๆ เพราะมีหนี้ท่วมหัวถึง 568 ล้านยูโร (ประมาณ 21,016 ล้านบาท) เลยทีเดียว

แน่นอนเรื่องนี้ไม่ได้มาจากผลกระทบของเชื้อไวรัสโควิด-19 เพียงอย่างเดียว ส่วนหนึ่งที่ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด มีหนี้มากขนาดนี้เป็นเพราะก่อนหน้านี้พวกเขามีผลงานในสนามที่ไม่ดีเท่าไหร่นักจนทำให้รายได้หลายส่วนหดลงตามไปด้วย ซ้ำร้ายพวกเขายังช็อปไปมากมายก่ายกองอีกต่างหาก

นอกจากนี้ยังมีหนี้บางส่วนที่ติดมาจากการที่ตระกูลเกลเซอร์กู้เงินมาเทกโอเวอร์ทีมด้วย แม้ว่าในฤดูกาลใหม่ แมนฯ ยูไนเต็ด จะได้กลับไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ก็ไม่น่าจะช่วยลดภาระหนี้ของทีมได้เยอะเท่าไหร่นัก นอกจากว่าพวกเขาจะมีแชมป์รายการใหญ่ๆ ติดมือบ้าง

2. ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์

83 ล้านยูโร (ประมาณ 17,871 ล้านบาท) คือจำนวนหนี้ที่ สเปอร์ส ต้องเผชิญอยู่ในตอนนี้ ซึ่งที่จริงก็ไม่น่าแปลกใจมากนัก เพราะที่ผ่านมาพวกเขาจำเป็นต้องใช้เงินก้อนโตไปกับการสร้าง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยม รังเหย้าแห่งใหม่ที่หวังว่าจะทำให้ทีมมีออร่าสู้กับบรรดาพี่เบิ้มของลีกได้ โดยว่ากันว่าพวกเขากู้เงินมาถึง 637 ล้านปอนด์เพื่อสร้างสนามแห่งนี้ด้วย

เดิมที สเปอร์ส หวังว่าค่าตั๋วจากสนามแห่งใหม่จะช่วยทำให้หนี้ลดลงได้บ้าง แต่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็ทำให้ฝันนั้นไม่เป็นจริง เพราะส่งผลให้แฟนบอลไม่สามารถเข้ามาเชียร์ในสนามได้ และก็อาจจะส่งผลให้พวกเขาต้องขายดาวดังบางคนเพื่อผ่อนปรนตัวแดงที่เจออยู่

 3. อินเตอร์ มิลาน

ที่จริง อินเตอร์ มีปัญหาเรื่องหนี้มาตั้งแต่ก่อนที่เชื้อไวรัสโควิด-19 จะเล่นงานทุกประเทศทั่วโลกด้วยซ้ำ โดยฤดูกาลก่อนพวกเขายังต้องผ่อนจ่ายเงินกู้ที่กู้ยืมมาอยู่เลย และถึงแม้จะทำอย่างนั้นไปบ้างแล้วพวกเขาก็ยังติดหนี้อยู่ถึง 464 ล้านยูโร (ประมาณ 17,168 ล้านบาท) เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม มันดูเหมือนว่าการกู้ยืมเงินก่อนหน้านี้จะได้รับผลตอบแทนที่ดีกลับมา เพราะซีซั่น 2019/20 พวกเขามีพัฒนาการที่ดีขึ้นจนเป็นรองแชมป์ลีกกับรองแชมป์ ยูโรปา ลีก ถ้าเกิดในซีซั่นที่จะถึงนี้ทีมของกุนซือ อันโตนิโอ คอนเต้ ยังพัฒนาต่อไปจนขึ้นไปเป็นแชมป์ได้ก็น่าจะช่วยลดหนี้ได้เป็นจำนวนมาก

4. แอตเลติโก มาดริด

เมื่อช่วงซัมเมอร์ ปีก่อน แอต.มาดริด ยอมทำลายสถิติการจ่ายเงินช็อปสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ของสโมสร นั่นคือการทุ่มเงินสูงถึง 126 ล้านยูโร (ประมาณ 4,662 ล้านบาท) เพื่อกระชาก ชูเอา เฟลิกซ์ คนที่ว่ากันว่าจะเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงคนใหม่ของวงการฟุตบอลโปรตุเกสมาร่วมทัพ

ที่จริงนอกจาก เฟลิกซ์ ทีมของกุนซือ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ยังควักเงินดึงนักเตะอย่าง คีแรน ทริปเปียร์ และ มาร์กอส ยอเรนเต้ ไปเสริมแกร่งด้วย อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดก็ไม่สามารถทำให้ทีมมีผลงานที่น่าประทับใจได้ โดยพวกเขาไม่มีแชมป์รายการใดๆ ติดมือเลย ซึ่งผลกระทบจากเรื่องนั้นก็ทำให้ตอนนี้ทีมมีหนี้ติดตัวถึง 384 ล้านยูโร (ประมาณ 14,208 ล้านบาท) ด้วยกัน

5. ยูเวนตุส

 

แม้ว่า ยูเวนตุส จะครองความยิ่งใหญ่ในวงการฟุตบอลอิตาลีมานานหลายปี และถึงขั้นได้แชมป์ลีกสูงสุด 8 สมัยติดต่อกน แต่พวกเขากลับไม่เคยไปถึงแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สักที ทั้งที่พวกเขาทุ่มเงินไปมากมายก่ายกองตลอดช่วงที่ผ่านมา อย่างเช่นการดึง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ มาร่วมทัพด้วยค่าตัว 100 ล้านยูโร (ประมาณ 3,700 ล้านบาท) เป็นต้น

การไม่ประสบความสำเร็จในรายการระดับนั้นทั้งที่ใช้เงินไปเยอะส่งผลให้ทีมขาดรายได้ที่ควรจะเป็นตามไปด้วย และทำให้ตอนนี้พวกเขามีหนี้ท่วมหัวถึง 372 ล้านยูโร (ประมาณ 13,764 ล้านบาท) ดังนั้นอย่าแปลกใจที่ก่อนหน้านี้พวกเขาจะขอให้บรรดานักเตะชื่อดังของทีมอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ เปาโล ดีบาล่า ยอมลดค่าเหนื่อยเพื่อช่วยให้ทีมรอดตายท่ามกลางผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

เปโดรประเดิมหนืด! โรม่าอย่างฝืดเจ๊าเวโรน่าเปิดลีกกัลโช่

"หมาป่ากรุงโรม" โรม่า เริมลีกฤดูกาลใหม่แบบจืดชืด แม้ส่ง "เปโดร โรดริเกซ" ลงเล่นนัดแรกบุกเสมอ เวโรน่า 0-0 แบ่งคะแนนกันไปทีมละแต้ม ในการแข่งขันศึกฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี คืนวันเสาร์ที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา

สนาม : มาร์ค อันโตนิโอ เบนเตกอดี้

     ศึกฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี คืนวันเสาร์ที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา "หมาป่ากรุงโรม" โรม่า ซีซั่นก่อนจบอันดับโควตาบอลยุโรป เปาโล ฟอนเซก้า นายใหญ่ทีมเยือน มี เอดิน เชโก้ ที่เลือกย้ายไป ยูเวนตุส เป็นสำรอง ส่งดาวยิงคนใหม่ "เปโดร โรดริเกซ" เล่นเกมทางการนัดแรก ลับเท้าซัดเจ้าถิ่น เวโรน่า ที่ฤดูกาลที่แล้วทำฟอร์มดีระดับหนึ่ง อีวาน ยูริช กุนซือของทีมจัดดาวเตะชุดดีที่สุด นำโดย "มิเกล เวโลโซ่" ห้องเครื่องคนเก่งคุมเกม

     หมาป่าได้ลุ้นนาทีที่ 11 ลอเรนโซ่ เปลเลกรินี่ เปิดลูกเตะมุมทางขวา บอลกระดอนมาเสาแรก ริค คาร์สดอร์ป วิ่งมาหลอก บอลเลยกระเด้งผ่านมือนายทวารเจ้าถิ่น มาหน้าปากประตูแต่ยังมี ดาวิเด้ ฟาราโอนี่ เพื่อนร่วมทีมถอยไปเคลียร์ทิ้งออกมาได้

     เวโรน่าบุกอีกนาทีที่ 24 เฟเดริโก้ ดิมาร์โก้ โยนลูกฟรีคิกริมสนามด้านซ้าย บอลมาตกกลางเขตโทษ จานลูก้า มันชินี่ โหม่งสกัดทิ้งมาหน้ากรอบเขตโทษ มิเกล เวโลโซ่ เก็บบอลส่องไกลแต่บอลไม่ตรงกรอบออกหลังไปแทน

     จังหวะถัดมานาทีที่ 25 เลโอนาร์โด้ สปินาซโซล่า ได้บอลริมกรอบเขตโทษด้านขวา เลี้ยงจี้เข้าเขตโทษปาดเรียดมาเสาแรก เฮนริค มคิทาร์ยาน โฉบตัดหน้ากองหลังเจ้าบ้านซัดเร็วแต่บอลออกข้างเสาไปแบบเหลือเชื่อ

     เจ้าถิ่นตอบโต้นาทีที่ 28  เฟเดริโก้ ดิมาร์โก้ ครอสบอลริมกรอบเขตโทษด้านซ้าย ไบรอัน คริสตันเต้ เตะเคลียร์ไม่ดีเข้าทาง ลูโบเมียร์ ตุปต้า ยิงตามน้ำแต่บอลเบาเข้ามือ อันโตนิโอ มิรันเต้ มือกาวหมาป่ารับอยู่มือ

     ทีมเยือนเกือบเฮนาทีที่ 31 จอร์แดน แวร์กตูต์ ลองปั่นฟรีคิกกลางสนามระยะ 25 หลา บอลข้ามกำแพงเข้าหากรอบประตู แต่นายทวารเวโรน่าพุ่งเซฟปัดพ้นเขตอันตรายออกมาได้สวยงาม

     ช่วงนาทีที่ 45 มิเกล เวโลโซ่ จ่ายบอลขึ้นหน้าให้ อาเดรียน ตาเมเซ่ ยื่นเท้าไม่โดนบอลแต่ว่าบอลเลยผ่านเกมรับโรม่า มาที่ ดาวิเด้ ฟาราโอนี่ หลุดเข้าเขตโทษด้านขวาตบย้อนมาที่ อาเดรียน ตาเมเซ่ สปีดมาซัดบอลไปโดนนายทวารหมาป่าปัดไปชนคาน กระดอนออกมาผู้เล่นเจ้าถิ่นตามมาซ้ำแต่เหินข้ามคานออกหลังไปอีก จบ 45 นาที เสมอกัน 0-0

     ต่อมานาทีที่ 55 ดาวิเด้ ฟาราโอนี่ กระชากบอลลุยเดียวมาจากกลางสนาม แตะหนีผู้เล่นโรม่าเข้าในเขตโทษด้านขวา จิ้มหลบนายทวารหมาป่าไปเกือบถึงเส้นหลังก่อนกึ่งยิงกึ่งผ่านมาหน้าปากประตู ไม่มีเพื่อนร่วมทีมปรี่มาช่วย บอลเลยออกข้างสนามไป

     เวโรน่าพลาดนำนาทีที่ 66 อาเดรียน ตาเมเซ่ โยนบอลแบบได้ลุ้นตรงเกือบสุดเส้นหลังด้านขวา บอลมาบริเวณเขตโทษประมาณ 8 หลา ซามูเอล ดิ คาร์มิเน่ ยืนเทคตัวโขกโล่งคนเดียว แต่กลับกดไม่ตรงประตูลอยออกข้างเสาไปแบบไม่น่าเชื่อ

     ยังเป็นโรม่าลุยนาทีที่ 74 จอร์แดน แวร์กตูต์ ผ่านบอลริมสนามทางซ้ายเข้ากลางให้ ลอเรนโซ่ เปลเลกรินี่ มารับบอลแต่งเข้าเท้าขวาปั่นบอลเรียดต่ำแต่ มาร์โก ซิลเวสตรี นายด่านจอมเก๋าเจ้าบ้านเหยียดตัวปัดออกหลังช่วยทีมสำเร็จ

     เจ้าบ้านชวดโอกาสนำนาทีที่ 82 เฟเดริโก้ ดิมาร์โก้ สบโอกาสยิงตรงหน้ากรอบเขตโทษเยื้องมาทางซ้าย บอลย้อยข้ามตัวนายทวารโรม่า ทว่าไปชนใต้คานเหลี่ยมในกระดอนเช็คเสาด้านขวา กระเด้งออกมาน่าเสียดาย

     หมาป่ากรุงโรมชวดจังหวะนำนาทีที่ 86 เลโอนาร์โด้ สปินาซโซล่า กระดกแต่งบอลเคลียร์ทิ้งของผู้เล่นเจ้าบ้าน นอกกรอบเขตโทษ ก่อนวอลเลย์ต่อเนื่อง บอลพุ่งชนใต้คานอย่างจังกระดอนออกมา จบเกม เวโรน่า เสมอ  โรม่า 0-0 แบ่งคะแนนเปิดลีกกัลโช่

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

เวโรน่า (3-4-2-1): มาร์โก ซิลเวสตรี,ยิลดิริม เซติน,โคราย กันเทอร์ (เควิน รูยก์ น.67),อลัน เอ็มเปเรอร์ (มัตเตโอ โลวาโต น.19),ดาวิเด้ ฟาราโอนี่,มิเกล เวโลโซ่,อันเดรีย ดานซี่,เฟเดริโก้ ดิมาร์โก้,อาเดรียน ตาเมเซ่ (อันโตนีน บารัค น.66),ลูโบเมียร์ ตุปต้า (มัตเตีย ซัคคานี่ น.46),ซามูเอล ดิ คาร์มิเน่ (อีวาน อิลิช น.77)

โรม่า (3-4-2-1): อันโตนิโอ มิรันเต้,จานลูก้า มันชินี่,ไบรอัน คริสตันเต้,อิบาเนซ,ริค คาร์สดอร์ป (ดาวิเด้ ซานตอน น.72),อมาดู เดียวารา (กอนซาโล บิยาร์ เดล ไฟรเล น.89),จอร์แดน แวร์กตูต์,เลโอนาร์โด้ สปินาซโซล่า,เฮนริค มคิทาร์ยาน,ลอเรนโซ่ เปลเลกรินี่ (จัสติน ไคลเวิร์ต น.79),เปโดร โรดริเกซ

 

สำคัญมาก!แกรี่ชี้ลิเวอร์พูลต้องมีติอาโก้

แกรี่ เนวิลล์ ระบุ ลิเวอร์พูล จำเป็นต้องดึง ติอาโก้ อัลกันตาร่า มาร่วมทัพให้ได้ เพราะเขาจะช่วยสร้างแรงกระตุ้นให้คนในทีมได้ รวมถึงจะทำให้บางพื้นที่ของ "หงส์แดง" ดีขึ้นด้วย

แกรี่ เนวิลล์ อดีตยอดแบ็กขวาของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แสดงความเชื่อว่า ลิเวอร์พูล จำเป็นต้องคว้าตัว ติอาโก้ อัลกันตาร่า มิดฟิลด์ บาเยิร์น มิวนิค มาร่วมทัพให้ได้ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ทีมไม่ฟอร์มตกไปในตัว

"หงส์แดง" ถูกยกให้เป็นตัวเต็งอันดับ 1 ที่จะได้ตัว ติอาโก้ ไปร่วมทัพตลอดช่วงที่ผ่านมา หลังจากที่อดีตดาวเตะ บาร์เซโลน่า ตกเป็นข่าวย้ายทีมอย่างหนัก แต่จนถึงตอนนี้การย้ายทีมก็ยังไม่เกิดขึ้นสักทีจนบางคนตั้งประเด็นว่าดีลนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นจริงๆ ก็ได้

เนวิลล์ เผยว่า "มันไม่ใช่เรื่องเหลวไหลเลยถ้าจะบอกว่าพวกเขาจะฟอร์มตกลงสักนิดถ้าพวกเขาไม่กระตุ้นขุมกำลังที่มีอยู่ด้วยการทำบางอย่าง การที่นักเตะกลุ่มนี้อยู่ด้วยกันมา 3 ปีมันเป็นการดูดพลังใจไปอย่างมาก การขอให้พวกเขาลุยอีกครั้งและทำแบบเดิมให้ได้มันเป็นเรื่องที่ทำได้ยากจนเข้าขั้นเป็นเรื่องเหนือมนุษย์

 "การจะให้พวกเขาทำผลงานแบบเดิมโดยที่ไม่มีการปรับปรุงขุมกำลังเลยมันทำได้ยากมากๆ มันต้องทำให้พวกเขามีกำลังใจที่ดีอีกครั้ง ตรงจุดนี้แหละที่การเซ็นสัญญากับ ติอาโก้ จะส่งผลดีอย่างมากกับ ลิเวอร์พูล มันจะเป็นการส่งข้อความไปถึงนักเตะคนอื่นๆ ว่าทีมเซ็นสัญญากับหนึ่งในนักเตะที่เก่งที่สุดของโลกในตำแหน่งนั้นได้แล้ว"

"เขาเป็นนักเตะระดับโลก และจะทำให้การเล่นในพื้นที่ที่ยังไม่ถึงขั้นดีในระดับโลกของพวกเขาเข้าข่ายการเป็นระดับโลกได้ พวกเขาจำเป็นต้องมีแรงกระตุ้นที่จะยังทำให้สามารถเล่นในระดับเดิมได้ ผมอาจจะคิดผิดก็ได้ พวกเขาอาจจะทำเหมือนอย่างที่ทำได้ก่อนหน้านี้ได้ก็ได้ แต่ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาน่ะมันไม่ค่อยเป็นแบบนั้นบ่อยเท่าไหร่ (หมายถึงทีมที่เสริมทัพน้อยไม่ค่อยประสบความสำเร็จ)"