แมนยูรีบเลย!โรนัลโด้สะกิดยูเว่คว้า “ฮิเมเนซ” เสริม

สื่อแดนมะกะโรนี ระบุ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ สตาร์ดังประจำทัพ ยูเวนตุส รีบบอกต้นสังกัดควักกระเป๋าซื้อ ราอูล ฮิเมเนซ หัวหอกฟอร์มแรง วูล์ฟแฮมป์ตัน มาเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้ หลังนักเตะทำผลงานได้สุดยอดกับต้นสังกัด

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าซูเปอร์สตาร์ "ม้าลาย" ยูเวนตุส กระตุ้นต้นสังกัดคว้าตัว ราอูล ฮิเมเนซ หัวหอกชาวเม็กซิกันจาก วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส มาร่วมทัพให้ได้ในช่วงซัมเมอร์นี้ จากการเปิดเผยของ กัซเซ็ตต้า เดลโล่ สปอร์ต สื่อชั้นนำในประเทศอิตาลี

หัวหอกทีมชาติเม็กซิโก ตกเป็นข่าวได้รับความสนใจจากหลายสโมสร หลังจากที่นักเตะทำผลงานได้อย่างโดดเด่นกับ วูล์ฟส์ นับตั้งแต่ที่ย้ายจาก เบนฟิก้า มาเล่นกับต้นสังกัดแบบถาวรด้วยค่าตัวเพียงแค่ 32 ล้านปอนด์ (ราว 1,216 ล้านบาท) เมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา โดย ฮิเมเนซ ซัดไปเบาๆ 26 ประตูจากการเล่น 53 เกมในซีซั่นล่าสุด

ช่วงที่ผ่านมา ฮิเมเนซ มีข่าวกับหนึ่งในสโมสรชั้นนำในลีกยุโรปช่วงซัมเมอร์นี้ นั่นก็คือ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่อยากได้ผู้เล่นกองหน้าเพื่อเป็นทางเลือกในเกมรุกของทีม และ ดาวเตะแดนจังโก้ ก็เป็นเป้าหมายที่พวกเขาสนใจอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม แมนฯ ยูไนเต็ด อาจจะต้องเจองานหนัก เมื่อ โรนัลโด้ ได้รีบสะกิดบอร์ดบริหาร "เบียงโคเนรี่" ให้เซ็นสัญญาคว้าตัว ฮิเมเนซ มาเสริมแกร่ง โดยงานนี้นักเตะก็พร้อมที่จะย้ายทีมเช่นกันเนื่องจากผิดหวังที่ต้นสังกัดไม่ได้เข้าไปร่วมโม่เกือกในเกมฟุตบอลถ้วยยุโรป ในซีซั่นหน้า    

ทั้งนี้จากรายงานระบุว่าทีมของกุนซือนูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้ ก็พร้อมที่จะปล่อย ฮิเมเนซ ออกไปเช่นกัน แต่ต้องได้ค่าตัวมากกว่า 90 ล้านปอนด์ (ราว 3,420 ล้านบาท) เนื่องจากนักเตะมีสัญญาอยู่ในถิ่นโมลินิวซ์ กราวนด์ อีกหลายปี แถมฟอร์มก็ยอดเยี่ยมซะด้วย

ใจแข็ง!วูล์ฟส์ปัดข้อเสนอยูเวนตุสขอซื้อฮิเมเนซ

คอร์ริเอเร่ เดลโล่ สปอร์ต สื่อกีฬาของอิตาลี ตีข่าว วูล์ฟส์ โชว์ความใจแข็งบอกปัดข้อเสนอที่ ยูเวนตุส ยื่นเข้ามาเพื่อขอซื้อ ราอูล ฮิเมเนซ ไปร่วมทัพ โดยฝั่ง "เบียงโคเนรี่" เสนอให้เงินก้อนหนึ่งและจะแถม อารอน แรมซี่ย์ ให้ด้วย แต่ก็โดนปฏิเสธไป

    วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส สโมสรแกร่งแห่งศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ปฏิเสธข้อเสนอจาก ยูเวนตุส ที่ขอซื้อ ราอูล ฮิเมเนซ กองหน้าคนเก่งของทีมไปร่วมทัพ ตามรายงานของ คอร์ริเอเร่ เดลโล่ สปอร์ต สื่อกีฬาชั้นนำของประเทศอิตาลี

    ในฤดูกาลล่าสุด ฮิเมเนซ ทำผลงานได้โดดเด่นพอตัวด้วยการทำไป 17 ประตู กับอีก 6 แอสซิสต์ จากการลงเล่นในลีก 38 นัด ส่วนถ้านับรวมทุกรายการแล้วนั้นเขาก็ทำได้ 27 ประตูกับ 10 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 55 เกมเลย ซึ่งมันก็ทำให้แข้งวัย 29 ปีตกเป็นข่าวกับทีมยักษ์ใหญ่หลายทีม อย่างเช่น ยูเวนตุส และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นต้น

    ทั้งนี้ คอร์ริเอลเล่ เดลโล่ สปอร์ต เสริมว่าข้อเสนอที่ ยูเวนตุส ยื่นให้นั้น เป็นการให้ค่าตัวจำนวนหนึ่งพร้อมกับจะแถม อารอน แรมซี่ย์ กองกลางชาวเวลส์ให้ด้วย แต่ วูล์ฟส์ ก็ตอบปัดไปเพราะต้องการเงิน 90 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,600 ล้านบาท) ตามที่พวกเขาตั้งค่าหัวเอาไว้สถานเดียว

    สื่อเจ้าเดิมบอกอีกว่า ยูเวนตุส เคยยื่นข้อเสนอเป็นเงินพร้อมกับจะแถม กอนซาโล่ อิกวาอิน หัวหอกชาวอาร์เจนไตน์ให้เช่นกัน แต่ วูล์ฟส์ ก็ไม่สนใจที่จะพิจารณาข้อเสนอดังกล่าว

บรูโน่นำทัพ! แมนยูสู้สุดใจลุยเซบีย่าเดิมพันลิ่วชิงดำยูโรปาลีก

"ผีแดง" แมนฯ ยูไนเต็ด จำเป็นต้องเก็บชัยชนะนัดสำคัญนี้ให้ได้ เพื่อทะลุชิงดำบอลยุโรปลุ้นแชมป์สมัยที่ 2 รายการนี้ ส่ง บรูโน่ แฟร์นันด์ส ฮีโร่รอบก่อนหน้า บัญชาเกมแดนกลางขับเคลื่อนสู้ เซบีย่า แชมป์ถ้วยนี้รวมชื่อเดิมยูฟ่าคัพ 5 สมัย ที่หมายตาสร้างความสำเร็จในเวทียุโรปอีกหน ในการแข่งขันศึก ยูโรปา ลีก รอบรองชนะเลิศ คืนวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม 2563

ปรีวิวฟุตบอล ยูโรปา ลีก รอบรองชนะเลิศ
วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม 2563
เซบีย่า (สเปน) – แมนฯ ยูไนเต็ด (อังกฤษ)
เวลา : 02.00 น.
สนาม : ไรน์ เอเนอร์กี้ สตาดิโอน, โคโลญจน์

    เกมรอบตัดเชือกศึก ยูโรปา ลีก คู่แรก เป็นการเจอกันระหว่าง เซบีย่า อดีตแชมป์ 5 สมัยของสเปน กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ตัวแทนจากอังกฤษ ในคืนวันอาทิตย์ที่ 16 ส.ค. ที่สนามไรน์เอเนอร์กี้ สตาดิโอน เมืองโคโลญจน์ ประเทศเยอรมนี เตะกันนัดเดียวรู้ผลหาทีมเข้าชิงกับผู้ชนะของคู่ อินเตอร์ มิลาน และชัคตาร์ โดเนตส์ค

    เซบีย่า ดีกรีแชมป์ 5 สมัยของถ้วยนี้ ภายใต้การนำของกุนซือ จูเลน โลเปเตกี จบอันดับ 4 ในลา ลีกา เช่นเดียวกับการโชว์ฟอร์มสม่ำเสมอในถ้วยยุโรป ทั้งปราบ โรม่า ล่าสุดคือ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส

    โดยกุนซือชาวสแปนิช เน้นแผนการเล่น 4-3-3 และเกมสไตล์เพรสซิ่งกดดันคู่แข่ง นำโดยเกมรับมี ดีเอโก้ การ์ลอส, ชูลส์ กูนเด้ ยืนเซนเตอร์ และแบ็กสองข้างอย่าง เฆซุส นาบาส กับ เซร์ฆิโก เรกีลอน คอยเติมริมเส้น เอเวร์ บาเนก้า คุมแดนกลาง โดยมี ลูกัส โอกอมโปส ผู้โหม่งดับวูล์ฟส์ นำทัพตะลุย ด่านสุดท้ายเป็น ยาสซีน บูนู นายทวารที่เซฟจุดโทษในรอบรองฯ กับวูล์ฟส์ ด้วยฟอร์มล่าสุดที่ไม่แพ้ใครมา 19 นัดติดต่อกันในทุกรายการแล้ว

    ฟาก ”ปีศาจแดง” แมนฯ ยูไนเต็ด ของกุนซือ โอเล่ โซลชา จบฤดูกาลพรีเมียร์ลีก ด้วยอันดับ 3 ไปเตะแชมเปี้ยนส์ ลีก มีผลงานเชือด เอฟซี โคเปนเฮเก้น 1-0 ในรอบก่อนรองฯ หลังต่อเวลาด้วยจุดโทษ และได้พักมาเกือบสัปดาห์เต็ม ก่อนเจอเซบีย่า ที่เมืองโคโลญจน์ อีกครั้ง

    สภาพความพร้อมของเกมนี้ กุนซือชาวนอร์เวย์ คาดว่า จะมีลูกทีมฟิตทั้งหมด นำโดย แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ปราการหลังตัวหลัก แต่คู่หูในตำแหน่งเซนเตอร์รอเลือก วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ที่เล่นในลีกมาตลอด แต่ไม่ได้ยืนตัวจริงในยุโรปมา 2 นัด กับ เอริก ไบยี่ ขณะที่ด่านสุดท้าย เซร์คิโอ โรเมโร่ เฝ้าเสาในยูโรปา ลีก มา 9 จาก 11 นัด น่าจะได้รับความไว้วางใจแทน ดาบิด เด เคอา ต่อไป

    แดนกลาง เนมานย่า มาติช กลับมาเป็นตัวจริง ร่วมกับ ปอล ป็อกบา และ บรูโน่ แฟร์นันด์ส แนวรุกเป็น มาร์คัส แรชฟอร์ด, อองโตนี่ มาร์กซิยาล กับ เมสัน กรีนวู้ด

    คู่นี้เคยเจอกันมา 2 ครั้งในยุโรป คือยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2017-18 โดยนัดแรกเสมอกัน 0-0 ที่ รามอน ซานเชซ-ปิสฆวน แต่ เซบีย่า บุกชนะ 2-1 ถึงโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด จากสองประตูของ วิสซาม เบน เยแดร์ หัวหอกตัวดังที่ย้ายไปอยู่กับโมนาโก ในฤดูกาลนี้

รายชื่อนักเตะที่คาด

    เซบีย่า : ยาสซีน บูนู, เฆซุส นาบาส, ดีเอโก้ การ์ลอส, ชูลส์ กูนเด้, เซร์คิโอ เรกีลอน, เอเวร์ บาเนก้า, แฟร์นันโด, โจน จอร์ดาน, ซูโซ่, ยุสเซฟ เอน-เนสเซรี, ลูกัส โอกัมโปส

เทรนเนอร์ : จูเลน โลเปเตกี

    แมนฯ ยูไนเต็ด : เซร์คิโอ โรเมโร่, อารอน วาน-บิสซาก้า, เอริก ไบยี่, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, แบรนดอน วิลเลี่ยมส์, เนมานย่า มาติช, เมสัน กรีนวู้ด, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, ปอล ป็อกบา, มาร์คัส แรชฟอร์ด, อองโตนี่ มาร์กซิยาล

เทรนเนอร์ : โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์

ผู้ตัดสิน : เฟลิกซ์ ไบรช์ (เยอรมนี)

ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด

วัน/เดือน/ปี    รายการ    ผลการแข่งขัน
14/03/18    ชปล.แมนฯ ยูไนเต็ด1 – 2เซบีย่า
22/02/18    ชปล.เซบีย่า0 – 0แมนฯ ยูไนเต็ด
10/08/13    กระชับมิตรแมนฯ ยูไนเต็ด1 – 3เซบีย่า

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

เซบีย่า

12/08/20 ชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน 1-0 (สนามกลาง) ยูโรปา ลีก
06/08/20 ชนะ โรม่า 2-0 (สนามกลาง) ยูโรปา ลีก
20/07/20 ชนะ บาเลนเซีย 1-0 (เหย้า) ลา ลีกา
17/07/20 เสมอ เรอัล โซเซียดาด 0-0 (เยือน) ลา ลีกา
13/07/20 ชนะ เรอัล มายอร์ก้า 2-0 (เหย้า) ลา ลีกา

แมนฯ ยูไนเต็ด

11/08/20 ชนะ เอฟซี โคเปนเฮเก้น 1-0 (สนามกลาง) ยูโรปา ลีก
05/08/20 ชนะ แอลเอเอสเค ลินซ์ 2-1 (เหย้า) ยูโรปา ลีก
26/07/20 ชนะ เลสเตอร์ 2-0 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
22/07/20 เสมอ เวสต์แฮม 1-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
19/07/20 แพ้ เชลซี 1-3 (สนามกลาง) เอฟเอ คัพ

ร้านพูลเปิดราคากุนซือพรีเมียร์ฯใครจะโดนเด้งคนแรก

ร้านพูลเมืองผู้ดี เปิดราคากุนซือ พรีเมียร์ลีก คนแรกที่จะโดนไล่ออกในซีซั่นหน้า ยก สตีฟ บรูซ เต็ง 1 ส่วน เจอร์เก้น คล็อปป์ ดูแล้วเก้าอี้เหนียวสุด

    เบตแฟร์ บริษัทรับพนันที่ถูกกฎหมายของประเทศอังกฤษ เปิดราคาให้ สตีฟ บรูซ ผู้จัดการทีม นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด เป็นเต็ง 1 กุนซือ พรีเมียร์ลีก คนแรกที่จะโดนไล่ออกในฤดูกาล 2020/21 โดยมีอัตราต่อรองอยู่ที่ 6/1 (แทง 1 จ่าย 6 ไม่รวมทุน)

    ขณะที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล เจ้าของแชมป์เก่า เป็นกุนซือที่มีโอกาสโดนไล่ออกน้อยสุดตามสายตาของร้านพูลเมืองผู้ดี โดยมีราคาอยู่ที่ 67/1 (แทง 1 จ่าย 67 ไม่รวมทุน)

อัตราต่อรองผู้จัดการทีม พรีเมียร์ลีก ที่จะโดนไล่ออกคนแรก

1. สตีฟ บรูซ (นิวคาสเซิ่ล)  6/1
2. ดีน สมิธ (แอสตัน วิลล่า)  8/1
3. ฌอน ไดช์ (เบิร์นลี่ย์)  9/1
4. รอย ฮ็อดจ์สัน (คริสตัล พาเลซ)  10/1
5. เดวิด มอยส์ (เวสต์แฮม)  11/1
6. สกอตต์ พาร์คเกอร์ (ฟูแล่ม)  12/1
7. เกรแฮม พ็อตเตอร์ (ไบรท์ตัน)  13/1
7. โชเซ่ มูรินโญ่ (สเปอร์ส)  13/1
9. เป็ป กวาร์ดิโอล่า (แมนฯ ซิตี้)  15/1
9. สลาเวน บิลิช (เวสต์บรอมวิช)  15/1
11. มาร์เซโล่ บิเอลซ่า (ลีดส์)  17/1
12. นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต (วูล์ฟส์) 19/1
13. เบรนแดน ร็อดเจอร์ส (เลสเตอร์) 21/1
13. คาร์โล อันเชล็อตติ (เอฟเวอร์ตัน) 21/1
13. แฟร้งค์ แลมพาร์ด (เชลซี)   21/1
16. ราล์ฟ ฮาเซนฮุทเทิล (เซาธ์แฮมป์ตัน) 23/1
17. มิเกล อาร์เตต้า (อาร์เซน่อล)  26/1
17. โอเล่ กุนนาร์ โซลชา (แมนฯ ยูไนเต็ด) 26/1
19. คริส ไวลด์เดอร์ (เชฟฯ ยูไนเต็ด) 34/1
20. เจอร์เก้น คล็อปป์ (ลิเวอร์พูล)  67/1
– ไม่มีใครโดนไล่ออก   501/1

แมนยูหล่อสุด!บ่อนออกราคาแชมป์ยูโรปาหลังได้8ทีม

ร้านพูลเมืองผู้ดี เปิดราคาแชมป์ ยูโรปา ลีก หลังได้ทีมเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายครบ ชู แมนฯ ยูไนเต็ด เต็ง 1 แต่ทิ้ง อินเตอร์ มิลาน ไม่มาก

     วิลเลี่ยม ฮิลล์ บริษัทรับพนันที่ถูกกฎหมายของประเทศอังกฤษ ยกให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นเต็ง 1 ที่จะได้แชมป์ ยูโรปา ลีก ฤดูกาล 2019/20 หลังได้ทีมเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศทั้งหมดแล้ว

    "ปีศาจแดง" เป็นเต็ง 1 ที่อัตราต่อรอง 15/8 (แทง 8 จ่าย 15 ไม่รวมทุน) ขณะที่ อินเตอร์ มิลาน เป็นเต็ง 2 ราคา 10/3 (แทง 3 จ่าย 10 ไม่รวมทุน) ขณะที่ วูล์ฟแฮมป์ตัน อีก 1 ทีมจาก พรีเมียร์ลีก อยู่เต็ง 4 ร่วมราคา 5/1 (แทง 1 จ่าย 5 ไม่รวมทุน)

    อัตราต่อรองแชมป์ ยูโรปา ลีก ของ วิลเลี่ยม ฮิลล์

1. แมนฯ ยูไนเต็ด    15/8
2. อินเตอร์ มิลาน    10/3
3. เซบีย่า        4/1
4. วูล์ฟส์        5/1
4. เลเวอร์คูเซ่น    5/1
 6 ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค    11/1
7. บาเซิ่ล        25/1
8. เอฟซี โคเปนเฮเก้น    66/1

บ่อนเปิดราคาแชมป์พรีเมียร์ฯหลังได้ครบ20ทีม

ร้านพูลเมืองผู้ดีชู แมนฯ ซิตี้ เต็งแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลหน้า หลังได้ครบทั้ง 20 ทีมแล้ว ขณะที่ ลิเวอร์พูล เต็ง 2 ตามมาด้วย แมนฯ ยูไนเต็ด และ เชลซี
     ฟูแล่ม หวนกลับสู่ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ อีกครั้ง หลังจากที่เอาชนะ เบรนท์ฟอร์ด 2-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 120 นาที หลังจากเสมอกันในเวลา 90 นาที 0-0 ในเกมเพลย์ออฟ นัดชิงชนะเลิศ ที่สนามเวมบลีย์ เมื่อวันอังคารที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา

    "เจ้าสัวน้อย" ได้เลื่อนชั้น ตาม ลีดส์ ยูไนเต็ด และ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ส่งผลให้ได้ครบทั้ง 20 ทีมที่จะเล่น พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2020/21 เรียบร้อยแล้ว

    ขณะที่ สกายเบต บริษัทรับพนันที่ถูกกฎหมายของประเทศอังกฤษ ได้ออกราคาแชมป์ พรีเมียร์ลีก ซีซั่นใหม่ โดยยกให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นเต็ง 1 ที่อัตราต่อรอง 1/1 (แทง 1 จ่าย 1 ไม่รวมทุน) ขณะที่ ลิเวอร์พูล เจ้าของแชมป์ฤดูกาลล่าสุด เป็นเต็ง 2 ที่ราคา 13/8 (แทง 8 จ่าย 13 ไม่รวมทุน)

    อัตราต่อรองแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2020/21

1. แมนฯ ซิตี้    1/1
2. ลิเวอร์พูล    13/8
3. แมนฯ ยูไนเต็ด     15/2
4. เชลซี        14/1
5. อาร์เซน่อล    50/1
6. สเปอร์ส        66/1
7. เลสเตอร์    100/1
7. วูล์ฟส์        100/1
9. เอฟเวอร์ตัน    150/1
10. ลีดส์         200/1
11. นิวคาสเซิ่ล    250/1
11. เวสต์แฮม    250/1
13. แอสตัน วิลล่า    500/1
14. เชฟฯ ยูไนเต็ด    750/1
14. เซาธ์แฮมป์ตัน    750/1
14. ไบรท์ตัน    750/1
17. เบิร์นลี่ย์    1,000/1
17. คริสตัล พาเลซ    1,000/1
17. เวสต์บรอมวิช    1,000/1
17. ฟูแล่ม        1,000/1

ท้าดวลเซียนยูโรปา! 5 ประเด็นร้อนก่อนแมนยูฉะเซบีย่า

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถือเป็นทีมอังกฤษเพียงหนึ่งเดียวที่เหลือรอดในฟุตบอลยุโรปตอนนี้และพวกเขาต้องทำศึก ยูโรปา ลีก รอบรองชนะเลิศ พบกับเจ้าของแชมป์รายการนี้ 5 สมัยอย่าง เซบีย่า แน่นอนว่าเป็นเกมที่ไม่ง่ายสำหรับ "ปีศาจแดง" เพราะนอกจากคู่แข่งจะเป็นเซียนบอลถ้วยนี้แล้วพวกเขายังมีตัวผู้เล่นทีเด็ดที่เป็นหมัดน็อคได้เลย ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง แต่ก่อนเกมจะเริ่มเรามาเช็คประเด็นที่น่าสนใจกัน

1.ไบยี่ หรือ ลินเดอเลิฟ

โซลชา เปลี่ยนผู้เล่นตัวจริงถึง 6 คนในเกมพบ โคเปนเฮเก้น และใช้ตัวสำรองครบ 5 คนใน 120 นาที แสดงให้เห็นว่าเมื่อมีโอกาสกุนซือ “ผีแดง” จะหมุนเวียนผู้เล่นไปจนจบทัวร์นาเม้นต์

ในส่วนของผู้รักษาประตูนั้นดูเหมือนจะค่อนข้างชัวร์แล้วว่า โซลชา จะให้โอกาส เซร์คิโอ โรเมโร่ แทนที่ของ ดาบิด เด เคอา หลังลงเล่นในนัดเอาชนะ โคเปนเฮเก้น แต่อีกหนึ่งตำแหน่งที่ดูจะยังไม่ชัวร์คือเซนเตอร์แบ็ก โดยฝั่ง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ น่าจะยึดตัวจริงอยู่แล้วแต่อีกตำแหน่งหนึ่งจะเป็นของใครระหว่าง วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ หรือ เอริก ไบยี่

ปกติ ลินเดอเลิฟ ถือเป็นเซนเตอร์แบ็กตัวหลักของทีมแต่เมื่อเกมที่แล้ว โซลชา เลือกใช้ เอริก ไบยี่ ลงเล่นบ้าง อาจจะเป็นเพราะก่อนหน้านี้ ไบยี่ ออกสตาร์ทตัวจริงทุกนัดในยูโรปา ลีกตั้งแต่รอบ 32 ทีมสุดท้าย ฟอร์มโดยรวมของเขาก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียวนับตั้งแต่หายเจ็บกลับมา บางคนก็มองว่าน่าเป็นตัวจริงมากกว่า ลินเดอเลิฟ เสียอีก แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ โซลชา ว่าจะให้โอกาส ไบยี่ เหมือนกับ โรเมโร่ ที่ลงเล่นเป็นส่วนใหญ่ในทัวร์นาเม้นต์นี้ หรือจะเลือก ลินเดอเลิฟ ที่เป็นตัวหลักของทีมอยู่แล้ว

2.หวังล้างแค้นเซบีย่า

เกมคืนนี้เพิ่งจะเป็นการปะทะกันครั้งที่สามในฟุตบอลยุโรปของ แมนฯ ยูไนเต็ด และ เซบีย่า โดยหากใครยังจำกันได้สองครั้งก่อนหน้านี้เกิดขึ้นได้ไม่นานนี้เองและแฟน “เร้ด อาร์มี่” ก็น่าจะยังะจำได้ไม่เคยลืมเลือน

ครั้งนั้น โชเซ่ มูรินโญ่ กำลังเป็นนายใหญ่ให้กับ “ผีแดง” เป็นฤดูกาลที่ 2 (2017-18) และเขาพาทีมผ่านเข้าสู่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ โดยคู่แข่งที่จับสลากมาเจอกันนั้นคือ เซบีย่า นัดแรกในการออกไปเยือนที่สเปน น้ามูและลูกทีมเก็บผลเสมอ 0-0 ซึ่งถือว่าน่าพอใจในระดับหนึ่ง แน่นอนว่า แมนฯ ยูไนเต็ด หวังจะมาเผด็จศึกใน โอลด์ แทรฟฟอร์ด นัดที่สอง

อย่างไรก็ตามทั้งสองฝ่ายทำประตูกันไม่ได้จนกระทั่งช่วง 15 นาทีสุดท้าย แฟนบอลที่โรงละครแห่งความฝันถึงกับช็อกเนื่องจาก วิสซาม เบน เยแดร์ ซัดประตูผ่านมือ เด เคอา เสียบตาข่ายให้ทีมเยือนออกนำ ยิ่งไปกว่านั้น เบน เยแดร์ คนเดิมโหม่งประตูที่ 2 ในอีก 4 นาทีถัดมากลายเป็นประตูที่แทบจะดับฝัน แมนฯ ยูไนเต็ด แล้ว แม้ โรเมลู ลูกากู จะยิงประตูตีไข่แตกสำเร็จแต่สุดท้ายก็ไล่ไม่ทันทำให้ทีมของ มูรินโญ่ ต้องอกหักตกรอบไปในที่สุด

นั่นหมายความว่า แมนฯ​ ยูไนเต็ด ยังไม่สามารถเอาชนะได้เลยในการดวลกับ เซบีย่า รอดูกันว่าคืนนี้พวกเขาจะมีครั้งแรกและล้างแค้นได้หรือไม่

3.อาถรรพ์รอบรองฯ

เป้าหมายหลักของ “ผีแดง” ในฤดูกาลนี้สัมฤทธิ์ผลเป็นที่เรียบร้อยหลังสามารถจบอันดับ 3 ในพรีเมียร์ลีกพร้อมกับคว้าตั๋วกลับไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้า แต่เชื่อว่าแฟนบอลคงต้องการถ้วยติดไม้ติดมือเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของยุคใหม่นี้ อย่างไรก็ตามแม้จะทำได้ผลงานได้ดีทีเดียวในฟุตบอลถ้วยทุกรายการแถมเข้ารอบลึกทั้งหมดด้วย ทว่าพวกเขามักจะมาตกม้าตายในรอบรองชนะเลิศเสมอ

ตัวอย่างเช่นในฟุตบอล คาราบาว คัพ แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นอันต้องพ่ายให้กับเพื่อนร่วมเมืองอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในรอบตัดเชือกด้วยสกอร์รวมสองนัด 2-3 ขณะที่ฟุตบอล เอฟเอ คัพ ก็ฝ่าด่านมาถึงรอบรองชนะเลิศเช่นกันแต่สุดท้ายต้องอกหักตกรอบด้วยน้ำมือของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ที่พา เชลซี เอาชนะ 3-1

มาถึงรายการ ยูโรปา ลีก บ้าง พวกเขาเข้ารอบรองรองชนะเลิศได้อีกเช่นกัน ไม่รู้ว่าจะปิ่วตกรอบนี้อีกหรือไม่ ครั้งสุดท้ายที่ “ปีศาจแดง” ชูถ้วยแชมป์ต้องย้อนกลับไปในฤดูกาล 2016/17 หลัง โชเซ่ มูรินโญ่ พาทีมซิว ยูโรปา ลีก เพราะฉะนั้นหาก โซลชา หวังจะฉลองความสำเร็จบ้างคงต้องทำลายอาถรรพ์รอบรองฯในฤดูกาลนี้ให้ได้

4.เซบีย่าเซียนยูโรปา

เซบีย่า ภายใต้การคุมทีมฤดูกาลแรกของ จูเลน โลเปเตกี ถือว่าน่าประทับใจทีเดียวหลังออกสตาร์ทซีซั่นด้วยการเกาะกลุ่มหัวตารางทว่าก็มีฟอร์มแผ่วให้เห็นในบางแมตช์ แต่ที่พีคจริงคือช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมซึ่งมีโอกาสขึ้นไปลุ้นแชมป์กับ เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า รวมถึงยังเกาะที่สามอย่างเหนียวแน่น อย่างไรก็ตามในเดือนมกราคมพวกเขาสะดุดบ่อยครั้งโดยชนะเกมลีกแค่นัดเดียวจาก 3 นัดแถมยังพ่าย มิรานเดส ตกรอบ โกปา เดล เรย์ ด้วย

ขณะที่เดือนกุมภาพันธ์ก็ชนะเกมลีกแค่ 2 จาก 5 นัด ส่วนช่วงรีสตาร์ทลีกเดือนมิถุนายนก็สะดุดเสมอถึง 4 นัดติดต่อกันทำให้ แอตเลติโก มาดริด แซงขึ้นมาอันดับที่ 3 กลายเป็นว่าจาก เซบีย่า ลุ้นแชมป์อยู่ดีๆต้องมาทำแต้มเพื่อยึดพื้นที่ท็อปโฟร์เป็นพอ แต่ในช่วง 6 นัดสุดท้ายพวกเขาก็เรียกฟอร์มกลับมาด้วยการชนะ 5 จาก 6 นัดสุดท้ายพร้อมคว้าตั๋ว ชปล. ได้สำเร็จ ก่อนจะมาสานต่อฟอร์มร้อนแรงที่ ยูโรปา ลีก ด้วยการเขี่ย โรม่า และ วูล์ฟแฮปม์ตัน ตกรอบ พร้อมทำสถิติไร้พ่ายในทุกรายการ 19 นัดติดต่อกันแถมยังเก็บคลีนชีท 7 จาก 8 นัดหลังสุดอีกต่างหาก

เจ้าของแชมป์ยูโรปาสูงสุด 5 สมัยยังถือเป็นเซียนของบอลถ้วยนี้เหมือนเดิมหลังยังพ่ายแค่นัดเดียวตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มแถมยังไม่มีสะดุดเสมอเลยด้วย บุคคลที่ “ผีแดง” ควรต้องระวังไว้เลยคือ ลูกัส โอกัมโปส แนวรุกฟอร์มฮอตที่ทำ 17 ประตูกับอีก 5 แอสซิสต์ในทุกรายการ โดยมีแอสซิสต์สำคัญในเกมกับ โรม่า รวมถึงโขกประตูชัยถีบ วูล์ฟส์ ตกรอบด้วย ถือเป็นคู่แข่งไม่ธรรมดา “ผีแดง” ห้ามประมาทเด็ดขาด

5.โซลชาเคยเจอมาแล้ว

โซลชา น่าจะรู้พิษสง เซบีย่า ดีหลังเคยเจอกันมาแล้วตั้งแต่คุมทีมโมลด์ในประเทศนอร์เวย์ โดยทั้งสองทีมโคจรมาเจอกันในยูโรปา ลีก นี่แหละซึ่งเป็นรอบ 32 ทีมสุดท้ายในฤดูกาล 2015/16 โดยเกมแรกในบ้านเซบีย่านั้น โมลด์ โดนถลุงไปถึง 3 เม็ดเลยทีเดียว ถึงแม้ว่านัดที่สอง โมลด์ จะกลับมาเล่นที่นอร์เวย์พร้อมกับเก็บชัยชนะ 1-0 ได้สำเร็จข แต่ผลรวมประตูไม่เพียงพอที่จะทำให้ทีมเข้ารอบ แน่นอนว่า โซลชา ก็คงหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องเอาคืนให้ได้

และถ้าหาก โซลชา เก็บชัยชนะได้ในคืนนี้จริงๆจะเป็นการชนะนัดที่ 50 จาก 89 เกมที่คุม “ปีศาจแดง” พร้อมกลายเป็นกุนซือที่ชนะ 50 นัดในทุกรายการเร็วที่สุดเป็นอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์สโมสรตามหลัง เออร์เนส แมงนอลล์ (78 นัด) และ โชเซ่ มูรินโญ่ (81 นัด)

ลิเวอร์พูลจ่อคว้าแบ็คซ้ายโอลิมเปียกอส

หงส์แดงใกล้ได้ตัวแบ็คซ้ายชาวกรีซเข้ามาเป็นอะไหล่ของ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน ในฤดูกาลหน้าแล้ว

BBC และ Goal ได้รับรายงานตรงกันว่า ลิเวอร์พูล เข้าใกล้กับการคว้า คอสตาส ซิมิคาส แบ็คซ้ายของโอลิมเปียกอสแล้ว ด้วยสนนราคา 11.75 ล้านปอนด์

เยอร์เก้น คล็อปป์ ต้องการแบ็คซ้ายอีกคนเข้ามาเป็นกำลังเสริมของ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน ในฤดูกาลหน้า และเล็ง จามาล เลวิส แนวรับของนอริช ซิตี้ เป็นเป้าหมายหลัก

อย่างไรก็ดี ทัพนกขมิ้นกลับปฏิเสธข้อเสนอ 10 ล้านปอนด์ของทีมแชมป์พรีเมียร์ลีก เพราะต้องการค่าตัวมากกว่านั้น หงส์แดงจึงเบนเข็มไปล่ากองหลังทีมชาติกรีซแทนทันที

ล่าสุดลิเวอร์พูลบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นกับโอลิมเปียกอสได้แล้ว คาดว่าซิมิคาสจะเดินทางมาตรวจร่างกายกับทีมในสัปดาห์นี้ หลังจากมีการประกาศยืนยันดีลนี้อย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ แบ็คซ้ายวัย 24 เพิ่งลงเล่นในเกมพ่ายวูล์ฟส์ 1-0 ในศึกยูโรปาลีก รอบ 16 ทีม รวมผลสองนัดแพ้ไปด้วยสกอร์ 1-2

แมนยูเหนื่อย, อินเตอร์ไม่ง่าย! วิเคราะห์ ยูโรปา ลีก รอบ 4 ทีมสุดท้าย

ศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก ประจำฤดูกาล 2019/2020 ใกล้จะได้บทสรุปแล้ว โดยตอนนี้เหลือเพียงแค่ 4 ทีมที่จะต้องมาขับเคี่ยวในรอบรองชนะเลิศ ที่จัดขึ้นในสนามเป็นกลาง ประเทศเยอรมนี โดย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องพบงานหนักเมื่อดวลกับ เซบีย่า ขณะที่ อินเตอร์ มิลาน ค่อนข้างเบาแรงนิดหน่อยกับการดวล ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค
– แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (อังกฤษ) VS เซบีย่า (สเปน) (วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคมนี้ ที่สนามไรน์ เอเนอร์กี้ สตาดิโอน)

    ต้องบอกเลยว่าเป็นมวยถูกคู่จริงๆ เพราะหากมองตามเนื้อผ้าทั้งสองทีมมีศักยภาพที่ค่อนข้างจะไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจจะมีดูเหนือกว่าตรงที่มีผู้เล่นฝีเท้าจัดจ้านเป็นตัวชูโรงอย่าง บรูโน่ แฟร์นันด์ส, ปอล ป็อกบา และสามประสานสุดโหด มาร์คัส แรชฟอร์ด, อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล กับ เมสัน กรีนวู้ด

    สำหรับในเวลานี้เรื่องความมั่นใจต้องยกให้กับ "ปีศาจแดง" เพราะนับตั้งแต่เกมลูกหนังกลับมารีสตาร์ท พวกเขาโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรง โดยแพ้เพียงแค่ 1 เกมในแมตช์พบ เชลซี รอบรองชนะเลิศ ศึกเอฟเอ คัพ ขณะเดียวกันบรรดาลูกทีมของกุนซือโอเล่ กุนนาร์ โซลชา กำลังฮึกเหิม หลังจากที่พวกเขาจบอันดับ 3 ในตารางลีก คว้าตั๋วไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในซีซั่นหน้าได้ด้วย

    ขณะเดียวกันผลงานโดยรวมของทีมก็ค่อนข้างจะคงเส้นคงวา ทั้งเกมรับที่เหนียวแน่น เกมรุกที่ดุดัน กอปรกับการเล่นในสนามเป็นกลางที่ไร้ความกดดันจากเสียงเชียร์ของแฟนบอล ในประเทศเยอรมนี ทำให้พวกเขามีสมาธิอย่างเต็มที่ในการเล่นมากยิ่งขึ้น

    ด้าน เซบีย่า ถือเป็นทีมแกร่งเช่นเดียวกันแม้ว่าผู้เล่นอาจจะไม่ได้โดดเด่นเหมือนกับ แมนฯ ยูไนเต็ด แต่นักเตะก็เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพอย่าง ซูโซ่ ที่เคยเล่นลิเวอร์พูล, เฆซุส นาบาส, ดีเอโก้ การ์ลอส, ลูกัส โอกัมโปส ที่เพิ่งจะโหม่งประตูชัยในเกมเฉือน วูล์ฟส์ รอบ 8 ทีมสุดท้าย

    อย่าลืมว่า เซบีย่า เป็นตัวพ่อในเกมถ้วยใบเล็กยุโรปโดยประสบความสำเร็จในรายการนี้ถึง 5 สมัย และยังเป็นแชมป์ 3 สมัยติดต่อกันในซีซั่น 2013/14, 2014/15, 2015/16 ส่วนฟอร์มการเล่นในลีกก็ถือว่าไม่ขี้เหร่เมื่อจบอันดับท็อปโฟร์ ได้ตั๋วไปลุยแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้า พร้อมทั้งสะกดคำว่าแพ้ใครไม่เป็น 18 แมตช์จากการเล่นทุกรายการด้วย

    ผลงานระหว่างทั้งสองทีมต้องบอกว่า เซบีย่า ค่อนข้างจะเหนือกว่าเล็กน้อยโดยการดวลกัน 3 เกม ทีมดังจากลา ลีกา ชนะ 2 เกม และเสมอ 1 แมตช์ โดยเกมล่าสุด "ปีศาจแดง" แพ้ไปด้วยสกอร์ 1-2 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อปี 2018

    แน่นอนว่าการพบกันอีกครั้ง แมนฯ ยูไนเต็ด หมายมั่นปั้นมือที่จะล้างแค้นให้ได้ แต่สิ่งสำคัญที่เจ้าของแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี 20 สมัย ต้องจำให้ขึ้นใจก็คือ ประสบการณ์ในเกมยูโรปา ลีก ของ เซบีย่า ไม่ธรรมดาจริงๆ 

 เฮด-ทู-เฮด : เคยพบกันมาแล้ว 3 เกม โดยเป็นเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 แมตช์ ซึ่ง เซบีย่า เหนือกว่าโดยชนะ 1 เสมอ 1 ส่วนอีกเกมเป็นแมตช์อุ่นเครื่องและ แมนฯ ยูไนเต็ด แพ้ 1-3

อินเตอร์ มิลาน  (อิตาลี) VS ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค (ยูเครน) (วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคมนี้ ที่สนามแมร์กูร์ ชปีล อารีน่า)

    อินเตอร์ มิลาน อยู่ในฟอร์มที่ฮึกเหิมมากๆ ในเกมกัลโช่ เซเรีย อา สามารถเร่งเครื่องจบในตำแหน่งรองแชมป์ได้สำเร็จ ในขณะที่ฟอร์มของนักเตะก็กำลังร้อนแรงโดยเฉพาะ โรเมลู ลูกากู ที่เพิ่งจะย้ายมาอยู่กับทีมเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา แต่ผลงานการถล่มประตูสุดยอดเกินจะบรรยาย

    หัวหอกชาวเบลเยียม ยังสร้างสถิติสุดโหดโดยสามารถทำประตูในศึก ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ได้ติดต่อกัน 9 นัด ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ของการแข่งขันรายการนี้ ในส่วนของผลงานในลีกเมืองมะกะโรนี ก็ซัดไป 23 ประตูและกลายเป็นดาวซัลโวประจำทัพ "งูใหญ่" ในซีซั่น 2019/2020

    ในส่วนของเกมรุกยังมี  เลาตาโร่ มาร์ติเนซ กองหน้าเลือดอาร์เจนไตน์, อเล็กซิส ซานเชซ หัวหอกชิลี ที่พร้อมประสานงานไล่ล่าตาข่าย รวมไปถึง แอชลี่ย์ ยัง ที่กำลังฟอร์มร้อนแรงนับตั้งแต่ย้ายมาจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้าน ซามีร์ ฮันดาโนวิช นายทวารจอมหนึบ ฟอร์มยังคงไว้วางใจได้เมื่อยืนอยู่หน้าปากประตู ขณะที่เกมรับยังถือว่าพอใช้ได้แม้จะไม่โดดเด่นเหนียวแน่นมากนัก แต่ก็ไม่ขี้เหร่

    สำหรับ ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค แน่นอนว่าชื่อชั้นขุมกำลังของทีมเป็นรองทัพ "เนรัซซูรี่" หลายขุม ในส่วนของสตาร์ดังภายในทีมก็ไม่ค่อยมีมากนัก แต่จุดที่โดดเด่นของยอดทีมแห่งลีกยูเครนก็คือความสามารถเฉพาะตัวและการเล่นเป็นทีมเวิร์ก ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญนำพวกเขาทะลุเข้ารอบตัดเชือกถ้วยใบเล็กยุโรป

    ขณะที่ผลงาน 5 แมตช์หลังสุดของทั้งสองทีมก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน โดยทัพ "งูใหญ่" นอกจากจะชนะรวดแล้วยังเสียเพียงแค่ 1 ประตูเท่านั้น ซึ่งเกิดขึ้นในเกมที่เฉือน "ห้างขายยา" ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น 2-1 ในเกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
 
    ในส่วนของการพบกันเองทั้งสองทีมมีโอกาสได้ดวลกันเพียงแค่ 2 แมตช์เท่านั้น และเป็น อินเตอร์ มิลาน ที่เอาชนะไปได้ 1 เกม กับ เสมอ 1 แมตช์ ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อปี 2005

 เฮด-ทู-เฮด : เคยพบกันมาแล้ว 2 เกม ในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก โดย อินเตอร์ มิลาน มีสถิติเหนือกว่าเล็กน้อยด้วยการชนะ 1 เกม สกอร์ 2-0 และ เสมอ 1 แมตช์ สกอร์ 1-1

6 ประเด็นร้อนก่อนเกมพรีเมียร์ลีกนัดสุดท้าย

เดินทางมาถึงเกมสุดท้ายของฤดูกาล 2019/20 ความมันส์ยังมีให้ลุ้นคือตั๋วอีก 2 ใบสำหรับศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รวมถึงทีมตกชั้นที่ยังต้องหาอีก 2 ทีมร่วงลงไปเล่นแชมเปี้ยนชิพ

    สำหรับประเด็นก่อนเกมจะมีอะไรน่าสนใจบ้าง เราคัดมาให้ดูกัน 6 แมตช์ แบบเต็มๆ เน้นๆ

    – อาร์เซน่อล – วัตฟอร์ด
    ในกรณีที่ทีมอันดับ 9 อย่าง เบิร์นลี่ย์ ไม่ชนะ ไบรท์ตัน แล้ว อาร์เซน่อล เก็บชัยได้เหนือ วัตฟอร์ด ก็จะทำให้ "เดอะ กันเนอร์ส" แซงขึ้นไปจบอันดับ 9 ทันที

    อย่างไรก็ตาม วัตฟอร์ด ที่อยู่อันดับ 18 ซึ่งเป็นพื้นที่ตกชั้น ก็ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเก็บชัยชนะหรือต้องทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองมีผลการแข่งขันที่ดีกว่า แอสตัน วิลล่า ที่ตอนนี้ทั้งคู่มีแต้มเท่ากัน แต่ผลต่างประตูของ "แตนอาละวาด" เป็นรอง

 

    อาร์เซน่อล ไม่แพ้ใครเกมลีกในถิ่น เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม มาแล้ว 8 เกมติดต่อกัน (ชนะ 6 เสมอ 2) โดยสอยตาข่ายคู่แข่งได้ถึง 18 ลูก และเสียไปแค่ 5 ประตูเท่านั้น

    ส่วนการเจอกับ วัตฟอร์ด ในเกมลีกที่บ้านตัวเอง 6 นัดหลัง "ไอ้ปืนใหญ่" คว้าชัยได้ 5 นัด(แพ้ 1) ซึ่งทุกนัดที่คว้าชัยเป็นการเก็บคลีนชีตได้ทั้งหมด

    วัตฟอร์ด เสียประตูอย่างน้อย 1 ลูกตลอด 9 เกมในลีกหลังสุด และตลอดการเจอกับ อาร์เซน่อล 13 ในเกมลีก พวกเขาเป็นฝ่ายขึ้นนำเพียงครั้งเดียวเท่านั้น โดยเกิดขึ้นจากประตูของ ยูเนส กาบูล เมื่อเดือนมกราคม ปี 2017 เกมที่ วัตฟอร์ด บุกไปชนะ 2-1

    – เชลซี – วูล์ฟส์
    เชลซี ต้องการแค่แต้มเดียวเท่านั้นเพื่อคว้าสิทธิ์ไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก ในซีซั่นหน้า ส่วน วูล์ฟส์ หมายมั่นที่จะยึดท็อป 6 และไปเล่น ยูโรปา ลีก เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

    ในการเจอกับ วูล์ฟส์ ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ เชลซี ไม่แพ้เลยโดยแบ่งเป็นเก็บชัยได้ 4 และเสมออีก 1

 

    แทมมี่ อับราฮัม ทำสกอร์ได้ตลอด 3 เกมยามที่ เชลซี เจอกับ วูล์ฟส์ โดยซัดได้ถึง 6 ลูก รวมถึง แฮตทริกใส่ได้ในเกมนัดแรกที่ "สิงห์บลูส์" เอาชนะไป 5-2

    นับตั้งแต่ขึ้นชั้นกลับมาเมื่อปี 2018 วูล์ฟส์ ยิงใส่ เชลซี ได้ 5 ลูกจาก 3 เกมที่เจอกันบนลีกสูงสุด ซึ่งมันต่างกกันสิ้นเชิงกับก่อนหน้านี้ 8 นัดที่พวกเขายิงได้แค่ลูกเดียวเท่านั้นในการเจอกับ "สิงห์บลูส์"

    ราอูล ฮิเมเนซ ยิงได้ 17 ประตูในฤดูกาลนี้ ซึ่งประตูเหล่านั้นมีค่าทำให้ วูล์ฟส์ เก็บแต้มเข้ากระเป๋าถึง 19 คะแนน โดยมีถึง 8 เกมที่เขาเป็นผู้ซัดประตูชัยให้กับทีม

    -คริสตัล พาเลซ – สเปอร์ส
    คริสตัล พาเลซ เล่นแบบไม่มีลุ้นอะไรเลยหลังแพ้รวดมา 7 เกม ด้าน สเปอร์ส ยังคงมีลุ้นแซง วูล์ฟส์ ขึ้นไปรั้งอันดับ 6 เพื่อพื้นที่ ยูโรปา ลีก

    ในการเล่นเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาลที่บ้านตัวเอง พาเลซ คว้าชัยชนะได้ตลอด 4 เกมหลังสุด(รวมนัดเพลย์ออฟเลื่อนชั้น)

 

    พาเลซ ของ รอย ฮ็อดจ์สัน กำลังมีโอกาสที่จะกลายเป็นทีมที่ 8 ในประวัติศาสตร์ของ พรีเมียร์ลีก ที่ตลอดทั้งฤดูกาลไม่มีเกมไหนเลยที่ทำได้มากกว่า 2 ประตู และถ้านัดสุดท้ายพวกเขายังยิงได้ไม่เกิน 2 ประตูอีก พวกเขาก็จะเป็นทีมแรกที่มีสถิติแบบนั้นแต่รอดจากการตกชั้น

    สเปอร์ส เอาชนะ พาเลซ ได้ตลอด 9 เกมหลังสุดและไม่เสียประตูถึง 7 เกมด้วยกัน

    – เลสเตอร์ – แมนยู
    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องการแค่ 1 คะแนนในเกมนี้เพื่อคว้าตั๋วไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก ซีซั่นหน้า ขณะที่ เลสเตอร์ มองหาชัยชนะเหนือ "ปีศาจแดง" ในบ้านเกมแรกนับตั้งแต่เดือนกันยายน ปี 2014 เพื่อโอกาสไปเล่นฟุตบอลถ้วยใหญ่ยุโรป

    เลสเตอร์ เอาชนะ แมนยู ได้แค่ 1 นัดตลอดการเล่นในบ้านตัวเองบนเวทีพรีเมียร์ลีก(เสมอ4 แพ้8)

 

    เจมี่ วาร์ดี้ ยิงให้ เลสเตอร์ ไป 23 ประตูในฤดูกาลนี้ โดยขอแค่อีกประเดียวเดียวก็จะทำสถิติดีที่สุดเทียบเท่าเมื่อฤดูกาล 2015/16

    แมนฯ ยูไนเต็ด มีโอกาสสูงเหลือเกินที่จะจบท็อปโฟร์ เมื่อมองจากสถิติที่พวกเขาไม่แพ้ "เดอะ ฟ๊อกซ์" เลยตลอด 10 หลังสุดที่เจอกัน (ชนะ 7 เสมอ 3)

    แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เตรียมเป็นผู้เล่นตำแหน่งเอาท์ฟิลด์คนแรกของ "ปีศาจแดง" ที่ลงเล่นเป็นตัวจริงทุกเกมในศึกพรีเมียร์ลีก ต่อจาก แกรี่ พัลลิสเตอร์ เมื่อซีซั่น 1994/95

    – แมนฯ ซิตี้ – นอริช
    แมนฯ ซิตี้ เล่นในบ้านชนะ นอริช ได้ 3 จาก 4 เกมหลัง(แพ้ 1) โดยสอยตาข่ายไป 16 ลูก

    หาก ราฮีม สเตอร์ลิง ทำประตูได้ จะทำให้เขาเป็นผู้เล่นชาวอังกฤษคนแรกของ ซิตี้ ที่ทำประตูบนเวที พรีเมียร์ลีก ได้ถึง 20 ลูก

    นอริช แพ้ทุกครั้งที่ตัวเองตกเป็นฝ่ายตามหลัง (26 เกม) ซึ่งพวกเขาจะเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกที่ไม่สามารถเอาแต้มคืนมาได้เลยยามที่โดนยิงนำไปก่อน

    หลังจากที่เอาชนะได้ในเกมแรกที่เจอกันเมื่อเดือนกันยายน นอริช ก็หวังที่จะเก็บชัยเหนือ ซิตี้ แบบเหย้า-เยือนให้ได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ซีซั่น 1964/65

    – นิวคาสเซิล – ลิเวอร์พูล
    ลิเวอร์พูล วางเป้าเก็บให้ได้ถึง 99 คะแนน ส่วน นิวคาสเซิล ฟอร์มไม่สู้ดี ไม่ชนะใครมาแล้ว 5 เกมติดต่อกัน

    นิวคาสเซิล เป็นทีมที่เล่นเกมสุดท้ายได้ดีเหลือเชื่อ เมื่อตลอด 5 เกมหลังเอาชนะได้ทั้งหมด โดยมีผลต่างประตูถึง 17-1 อย่างไรก็ตามครั้งสุดท้ายที่พวกเขาแพ้วันปิดฤดูกาลก็คือแพ้ต่อ ลิเวอร์พูล 1-2 เมื่อซีซั่น 2013/14

 

    จอนโจ้ เชลวี่ย์ เป็นผู้เล่นสาลิกาดงที่ยิงประตูมากสุดในลีกฤดูกาลนี้ที่ 6 ประตู ซึ่งในจุดนี้นับเป็นตัวเลขต่ำที่สุดนับตั้งแต่ที่ คาร์ล คอร์ต และโนลแบร์โต้ โซลาโน่ ทำไว้เมื่อฤดูกาล 2000/01

    โมฮาเหม็ด ซาลาห์ มีส่วนร่วมกับประตู 5 ครั้งในการเจอกับ นิวคาสเซิล 4 นัด (4 ประตู 1 แอสซิสต์) ซึ่งแต่ละนัด ดาวยิงอียิปต์ จะทำประตูได้ตลอด