เจ็บเยอะ,ลุ้นแนวรุกเด็ด ! วิเคราะห์ 5 ข้อ ลิเวอร์พูล รับมือ มิดทิลแลนด์

ลิเวอร์พูล ยังคงต้องเจอกับปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บของนักเตะหลายคนทำให้แผนการโรเตชั่นของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ต้องเจอกับความยากลำบากพอสมควร สำหรับแมตช์รับมือ มิดทิลแลนด์ ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม ดี ในวันอังคารที่ 27 ตุลาคมนี้
    "หงส์แดง" หมดสิทธิ์ใช้ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ในฐานะหัวใจเกมรับ ทำให้ทีมยังต้องพึ่งพา ฟาบินโญ่ ในตำแหน่งนี้ ขณะที่แผงกองกลางก็ไม่มี ติอาโก้ อัลกันตาร่า กับ นาบี เกอิต้า ที่ยังมีปัญหาบาดเจ็บ เช่นเดียวกับ โฌแอล มาติป ที่จะต้องพลาดแมตช์นี้เช่นกัน

    อย่างไรก็ตามการที่ "เดอะ เร้ดส์" ได้ อลีสซง เบ็คเกอร์ คอยทำหน้าที่เฝ้าเสา อย่างน้อยๆ ก็รู้สึกอุ่นใจ ในส่วนของแนวรุกงานนี้ คล็อปป์ อาจจะใช้ออปชั่นพิเศษในการเลือก ทาคูมิ มินามิโนะ ลงเล่นตัวจริงหลังจากนักเตะทำผลงานได้ดีแม้จะเป็นแค่ตัวสำรองในช่วงที่ผ่านมาก็ตาม

1. ปัญหาบาดเจ็บส่งผลระบบโรเตชั่นรวน

    ลิเวอร์พูล ยังคงต้องเจอกับวิบากกรรมเรื่องปัญหานักเตะบาดเจ็บหลายคน นั่นหมายความว่าไม่ใช่งานง่ายสำหรับ เจอร์เก้น คล็อปป์ ในการที่จะใช้ระบบโรเตชั่นสำหรับแมตช์รับการมาเยือนของ มิดทิลแลนด์ แชมป์ลีกจากประเทศเดนมาร์ก

    แน่นอนว่า "หงส์แดง" จะไม่มี เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ที่ต้องผ่าตัดเอ็นไขว้หัวเข่า และมีแนวจะต้องพักนานหลายเดือน ขณะที่ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ยังไม่มีทีท่าว่าจะหายบาดเจ็บกลับมาช่วยทีมได้ นอกจากนี้ในเกมรับพวกเขายังไม่มี โฌแอล มาติป เช่นเดียวกันแผงกองกลางที่ขาด ติอาโก้ อัลกันตาร่า และ นาบี เกอิต้า ซึ่งทั้งหมดนี้มีปัญหาบาดเจ็บ ไม่ได้ลงเล่นในเกมลีกสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และยังไม่พร้อมที่จะช่วยทีมในแมตช์ถ้วยใบโตยุโรป

    ในรายของ ติอาโก้ ซึ่งคาดว่านักเตะจะฟิตร่างกายกลับมาช่วยทีมได้ในเกมปะทะ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด จำเป็นต้องให้พักร่างกายเพื่อเป็นการป้องกันเอาไว้ก่อน หลังจากที่เจ้าตัวได้รับบาดเจ็บจากการเข้าเสียบอย่างรุนแรงของ ริชาร์ลิสัน ในเกมเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์ เสมอ เอฟเวอร์ตัน

    ส่วนการขาดหายไปของ มาติป แน่นอนว่า นายใหญ่เลือดด๊อยท์ช จำเป็นต้องใช้ ฟาบินโญ่ ยืนเป็นคู่หูเซนเตอร์แบ็กกับ โจ โกเมซ ต่อไปอีกแมตช์ ซึ่งจะว่าไปแล้วทั้งสองคนก็ทำผลงานได้เข้าขากัน และมีการพัฒนาในเรื่องเกมรับที่ดีวันดีคืน

    สำหรับแบ็กขวา เนโก วิลเลี่ยมส์ ยังเป็นตัวเลือกที่ กุนซือชาวเยอรมัน อาจจะใช้งานหากต้องการพัก เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ด้านแบ็กซ้าย คอสตาส ซิมิคาส ยังมีปัญหาบาดเจ็บ ทำให้ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ยังคงต้องลงเล่นตัวจริงต่อไป
 
2. แผงกองกลางขาดเยอะ แนวรุกหน้าอาจเปลี่ยนโฉม

    สำหรับแผงมิดฟิลด์ในเวลานี้ตัวเลือกสำคัญอย่าง ติอาโก้ และ เกอิต้า ยังมีปัญหาบาดเจ็บ และจำเป็นต้องพักฟื้นร่างกายอีกหลายวัน ขณะที่ ฟาบินโญ่ จำเป็นต้องขยับลงไปเล่นเป็นเซนเตอร์แบ็ก นั่นหมายความว่า คล็อปป์ มีทางเลือกไม่มากนักในการจัดแดนกลางแมตช์นี้

    ขณะเดียวกันดูเหมือนว่า คล็อปป์ ต้องการที่จะพักร่างกายของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ซึ่งกรำศึกหนักมาหลายแมตช์ ด้วยเหตุนี้ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าแผงกองกลางจะได้เห็น เจมส์ มิลเนอร์ ทำหน้าที่ร่วมกับ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม โดยมี เคอร์ติส โจนส์ มิดฟิลด์ดาวรุ่งพุ่งแรง เป็นตัวเลือกหากเกิดกรณีฉุกเฉิน

    ส่วนอีกรายที่น่าจะได้ลงสนามนั่นก็คือ เซอร์ดาน ชากีรี่ ที่จะได้ทำงานร่วมกับ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ดีโอโก้ โชต้า โดยมี ทาคูมิ มินามิโนะ เป็นออปชั่นเสริม ขณะที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยังคงเป็นตัวหลักในการไร้ล่าตาข่ายคู่แข่ง ด้าน ซาดิโอ มาเน่ คงจะได้พักในแมตช์นี้

    อย่างไรก็ตาม คล็อปป์ อาจจะปรับหมากด้วยการเลือกพัก เทรนต์ อเล็กซ์เดอร์-อาร์โนลด์ และส่ง เนโก วิลเลี่ยมส์ ลงไปยืนประจำการแบ็กขวา ส่วนแผงกองกลางอาจจะยังคงใช้งาน เฮนเดอร์สัน กับ ไวจ์นัลดุม เพื่อหวังที่จะจัดการ มิดทิลแลนด์ ให้เด็ด

    ในส่วนของเกมรุกต้องบอกว่าเป็นสิ่งที่สาวก "เดอะ ค็อป" หลายคนคาดหวังเอาไว้นั่นก็คือการได้เห็น มินามิโนะ ลงเล่นตัวจริงแทน ฟีร์มีโน่ โดยมี โชต้า กับ มาเน่ คอยยืนเคียงข้างขวาและซ้าย ส่วน "บังโม" ยังคงได้รับความไว้วางใจให้ยืนเป็นหน้าเป้าเหมือนเดิม

3. มิดทิลแลนด์ ไม่ได้แกร่งแต่ไม่หมูนะครับ

    แม้ว่า มิดทิลแลนด์ จะไม่ใช่สโมสรฟุตบอลที่หลายๆ คนรู้จักมากนัก แต่พวกเขาก็ถือเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จพอสมควร โดยทีมชุดนี้ได้กุนซือสมองเพชรอย่าง ไบรอัน พริสเก้ ทำหน้าที่วางหมาก และผงาดคว้าแชมป์ศึก เดนิช ซูเปอร์ลีก้า เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา

    รวมไปถึงการคว้าแชมป์ลีกในซีซั่น 2014/2015 และ 2017/2018 นอกจากนี้พวกเขายังได้แชมป์ เดนิช คัพ เป็นสมัยแรกเมื่อฤดูกาล 2018–19 ผลงานของทีมชุดนี้ก็คล้ายๆ กับ ลิเวอร์พูล เพราะ มิดทิลแลนด์ เก็บได้ 13 คะแนนจากการแข่ง 6 แมตช์แรกในซีซั่นปัจจุบัน รั้งอันดับ 2 ในตารางลีกตามหลัง  ซอนเดอร์ไจสกี้ จ่าฝูง ด้วยผลต่างประตูได้เสียเท่านั้น

    แม้ว่าทีมของกุนซือไบรอัน พริสเก้ ลงเล่นเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก แมตช์แรกด้วยการแพ้ อตาลันต้า 0-4 คาบ้านก็ตาม แต่งานนี้มีหลายเสียงเห็นพ้องต้องการว่ารูปเกมของเจ้าบ้านไม่ควรแพ้สกอร์เยอะขนาดนี้ เนื่องจาก มิดทิลแลนด์ เล่นได้ดีเยี่ยมแต่ขาดแค่ความเฉียบคมเท่านั้น

    ที่สำคัญแมตช์นี้จะเป็นครั้งแรกที่ มิดทิลแลนด์ จะได้พบกับ ลิเวอร์พูล ฉะนั้นสิ่งนี้อาจจะเป็นแรงกระตุ้นที่ดีเยี่ยมที่ทำให้ผู้มาเยือนจากแดนโคนมมีพลังแฝงในการสู้กับแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาลล่าสุด เพราะการชนะ "เดอะ เร้ดส์" ในแอนฟิลด์ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สำหรับทีมเล็กๆ และคงจะถูกจดจำในหน้าประวัติศาสตร์ลูกหนังเลยทีเดียว

4. แอนฟิลด์ ดินแดนสยองสำหรับทีมเยือน

    ในเกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดี ต้องยอมรับว่าสนามแอนฟิลด์ เป็นสถานที่ที่ทีมเยือนต้องขาสั่น เพราะพวกเขาไม่แพ้ในบ้านเฉพาะเกมพรีเมียร์ลีกนานถึง 62 แมตช์เข้าไปแล้ว อย่างไรก็ตามในแมตช์ฟุตบอลถ้วยยุโรป เมกกะลูกหนังแห่งนี้ก็ยังคงมีมนต์ขลังเช่นกัน

    "เดอะ เร้ดส์" ไม่เคยแพ้ 2 นัดติดต่อกันกับการเล่น  90 นาทีในแอนฟิลด์ตลอด 45 แมตช์ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ซึ่งแน่นอนว่าสถิตินี้เป็นสิ่งที่น่าเกรงขามสำหรับทีมเยือนในการที่จะต้องดวลกับแชมป์ถ้วย "บิ๊กเอียร์" 6 สมัย

    สำหรับ ลิเวอร์พูล พวกเขาไม่แพ้ใครในบ้านสองนัดติดต่อกันนับตั้งแต่ฤดูกาล 2009/2010 โดยในครั้งนั้น ยอดทีมแห่งถิ่นแอนฟิลด์ โดนลูบคมด้วยฝีเกือกของ "โอแอล" โอลิมปิก ลียง และ "ม่วงมหากาฬ" ฟิออเรนติน่า ซึ่งสกอร์เท่ากันนั่นก็คือ 2-1

    ส่วนความพ่ายแพ้คาแอนฟิลด์ แมตช์ล่าสุดในเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา เป็นเกมรับมือ "ตราหมี" แอตเลติโก มาดริด อย่างไรก็ตามชัยชนะ 3-2 ที่ทีมของกุนซือ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ทำได้ เกิดขึ้นจากการต้องลงเล่นในช่วงต่อเวลาพิเศษ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

5. ส่อง 2 ระบบที่ คล็อปป์ จะนำมาใช้ในแมตช์รับมือ มิดทิลแลนด์

แผน 1

ผู้รักษาประตู : อลีสซง เบ็คเกอร์

กองหลัง : เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, ฟาบินโญ่, โจ โกเมซ, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน

กองกลาง : จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม, เจมส์ มิลเนอร์

แนวรุก : เซอร์ดาน ชากีรี่, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ดีโอโก้ โชต้า

หน้าเป้า : โมฮาเหม็ด ซาลาห์

 แผน 2

ผู้รักษาประตู : อลีสซง เบ็คเกอร์

กองหลัง : เนโก้ วิลเลี่ยมส์, ฟาบินโญ่, โจ โกเมซ, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน

กองกลาง : จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน

แนวรุก : ดีโอโก้ โชต้า, ทาคูมิ มินามิโนะ, ซาดิโอ มาเน่

หน้าเป้า : โมฮาเหม็ด ซาลาห์

ลิเวอร์พูล ไร้ติอาโก้จัด “โชต้า” ตัวจริงรับมือ มิดทิลลันด์ ศึกชปล.

"หงส์แดง" หวังโกยอีก 3 แต้มหลังเกมนี้ได้กลับมาเฝ้ารังรับมือ มิดทิลลันด์ ทีมดังจากเดนมาร์ก ซึ่งเกมนี้ยังไร้ ติอาโก้ อัลกันตาร่า ห้องเครื่องตัวเก่งที่ยังมีอาการบาดเจ็บ ส่วนแนวรุกจะให้ ดีโอโก้ โชต้า ออกสตาร์ทตัวจริงประสานงานร่วมกับ 3 ประสานทั้ง โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่ และโมฮาเหม็ด ซาลาห์ ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม คืนวันอังคารที่ 27 ตุลาคม นี้
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กลุ่ม ดี
ลิเวอร์พูล (อังกฤษ) – มิดทิลลันด์ (เดนมาร์ก)       
วันอังคารที่ 27 ตุลาคม 2563 เวลา : 03.00 น.
สนาม : แอนฟิลด์

สภาพทีมโดยทั่วไป

ลิเวอร์พูล

    เจอร์เก้น คล็อปป์ เทรนเนอร์ลิเวอร์พูล พาทีมเบียดชนะอาแจ็กซ์ 1-0 ในนัดแรก ก่อนเชือดเชฟฯ ยูไนเต็ด 2-1 ในเกมลีกล่าสุด เป็นชัยชนะ 2 นัดติด 

    ความพร้อมเกมนี้ คล็อปป์ ออกมายืนยันแล้วว่า ติอาโก้ อัลกันตาร่า และ โฌแอล มาติป จะพลาดเกมเปิดรังรับทีมจากแดนโคนมเช่นเดียว ขณะที่ นาบี เกอิต้า แม้ผลตรวจโควิด-19ล่าสุดออกมาเป็นลบ แต่ยังต้องเช็กสภาพร่างกาย

    ส่วนพวกที่เดี้ยงอยู่ก่อนทั้ง เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน และ คอนสแตนตินอส ซิมิคาส ต้องพักยาวเหมือนเดิม

    สำหรับแกนหลักขาประจำรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ รวมทั้ง ดีโอโก้ โชต้า ที่ซัดประตูชัยในเกมเปิดบ้านเฉือน เชฟฯยุไนเต็ด 2-1 น่าจะได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงเช่นกัน

มิดทิลลันด์

    ไบรอัน ปริสเก้ เทรนเนอร์มมิดทิลลันด์ พาทีมเปิดฉากรอบแบ่งกลุ่มได้อย่างน่าหดหู่ หลังแพ้อตาลันต้าเละ 0-4 แต่ก็แก้ตัวได้ด้วยการเบียดชนะบรอนด์บี้ 3-2 ในเกมลีกล่าสุด เป็นชัยชนะนัดที่ 3 ในรอบ 5 เกม 

    สภาพทีมเกมนี้ ปริสเก้ จะชวดใช้งาน โอลิเวอร์ โอลเซ่น และ คริสเตียน ริส ที่บาดเจ็บอยู่ก่อนแล้วเหมือนเดิม

    นอกจากนั้นไม่มีปัญหาอะไรรบกวนเพิ่ม แกนหลักประจำทีมรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น เอริค สเวียตเชนโก้, อเล็กซานเดอร์ โชลซ์, แฟร้งค์ ออนเยก้า, โซรี่ กาบ้า และ ปิยอน ซิสโต้ แนวรุกทีมชาติเดนมาร์ก ต่างพร้อมช่วยทีมทั้งหมด

นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

    ลิเวอร์พูล (4-2-3-1) : อลีสซง เบ็คเกอร์ – เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, ฟาบินโญ่, โจ โกเมซ, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม – ดีโอโก้ โชต้า, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่ – โมฮาเหม็ด ซาลาห์

    เทรนเนอร์ : เจอร์เก้น คล็อปป์

    มิดทิลลันด์ (4-2-3-1) : เยสเปอร์ ฮันเซ่น – โยเอล อันเดอร์สสัน, เอริค สเวียตเชนโก้, อเล็กซานเดอร์ โชลซ์, เปาลินโญ่ – เยนส์ คายุสเต้, แฟร้งค์ ออนเยก้า – อันเดอร์ส เดรเยอร์, ปิยอน ซิสโต้, อาเวอร์ มาบิล – โซรี่ กาบ้า  

    เทรนเนอร์ : ไบรอัน ปริสเก้

    ผู้ตัดสิน : พาเวล ราซคอฟสกี้ (โปแลนด์)

ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด
ไม่เคยพบกัน

ผลงาน 5 นัดหลังสุด
ลิเวอร์พูล
25/10/20 ชนะ เชฟฯ ยูไนเต็ด 2-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
21/10/20 ชนะ อาแจ็กซ์ 1-0 (เยือน) ชปล.
17/10/20 เสมอ เอฟเวอร์ตัน 2-2 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
04/10/20 แพ้ แอสตัน วิลล่า 2-7 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
01/10/20 เสมอ อาร์เซน่อล 0-0 (เหย้า) ลีก คัพ

มิดทิลลันด์
24/10/20 ชนะ บรอนด์บี้ 3-2 (เยือน) ซูเปอร์ลีกา
22/10/20 แพ้ อตาลันต้า 0-4 (เหย้า) ชปล.
17/10/20 ชนะ โอเดนเซ่ 3-1 (เหย้า) ซูเปอร์ลีกา
04/10/20 เสมอ ฮอร์เซ่นส์ 2-2 (เยือน) ซูเปอร์ลีกา
01/10/20 ชนะ สลาเวีย ปราก 4-1 (เหย้า) ชปล.

6 ประเด็นร้อนก่อนเกมพรีเมียร์ลีก นัดที่ 6

กลับมาเจอกันอีกครั้งกับ ประเด็นร้อนก่อนเกมพรีเมียร์ลีก โดยสัปดาห์นี้เป็นโปรแกรมแมตช์เดย์ที่ 6 ของทั้งสองทีม โดยจะมีเรื่องอะไรน่าสนใจบ้างไปดูกันได้เลย
    "เวสต์แฮม ยูไนเต็ด-แมนฯซิตี้"

    เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ของ เดวิด มอยส์ ไม่แพ้ใครมา 3 เกมติด และคัมแบ็กตีเสมอ ทอตแน่ม ฮอตสเปอร์ 3-3 ทั้งที่เป็นฝ่ายตามหลังไปก่อน 0-3

    ฝั่ง แมนฯ ซิตี้ มองหาชัยชนะสองเกมติดเป็นครั้งแรกของฤดูกาลนี้ และจะทำอันดับแซงหน้า ‘ขุนค้อน’ ทันทีหากคว้าสามแต้มได้

    การเจอกันครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2009 ที่ เวสต์แฮม มีอันดับเหนือกว่า แมนฯ ซิตี้ โดยตอนนั้นพวกเขาเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ 1-0 ที่สนามอัพตัน พาร์ค

    เกมรุกของ เวสต์แฮม ดูดีเหลือเกิน เมื่อทำสกอร์ใส่คู่แข่งอย่างน้อยสามประตูใน 9 นัดของศึกพรีเมียร์ลีก ในปฏิทินปี 2020 ซึ่งไม่มีทีมทำได้มากกว่าพวกเขาอีกแล้ว

    ขณะที่ ซิตี้ ก็มีสถิติสวยหรูยามบุกเยือน ลอนดอน สเตเดี้ยม โดยเอาชนะได้ถึง 5 เกมจากทุกรายการ และทำสกอร์รวมได้ถึง 22-1 แถมยิงประตูได้อย่างน้อย 4 ประตูในแต่ละนัด

    ส่วนคนที่โดดเด่นที่สุด หนีไม่พ้น ราฮีม สเตอร์ลิง ที่มีส่วนร่วมกับประตู 11 ลูก จาก 6 เกมหลังสุดที่เจอกับ เวสต์แฮม โดยยิงได้ 6 ประตูและแอสซิสต์อีก 5 ครั้ง ซึ่งชัยชนะ 5-0 เมื่อซีซั่นที่แล้วเจ้าตัวก็ทำแฮตทริกได้

    "แมนฯ ยูไนเต็ด-เชลซี"
    แมนฯ ยูไนเต็ด เล่นใน โอลด์ แทรฟฟอร์ด 2 เกมในฤดูกาลนี้ ยังไม่ชนะใคร แต่หากคว้าชัยได้จะทำคะแนนแซง เชลซี ทันที และยังจะเอาชนะคู่แข่งรายนี้ 3 เกมติดเป็นครั้งแรกอีกด้วย

    ฝั่ง เชลซี ตั้งเป้าไม่แพ้ใคร 4 เกมติด อย่างไรก็ตามการบุกชนะ ‘ปีศาจแดง’ ถึงโรงละครแห่งความฝันครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2013 โน่นเลย
   
    มาร์คัส แรชฟอร์ด จะเป็นผู้เล่นของฝั่งทีมสีแดงทันที หากสามารถทำประตูได้ 2 หรือ 3 ลูกขึ้นไปในเกมนี้ ซึ่งจะเป็นการทำสถิติดังกล่าว 2 เกมติดในการเจอกับ เชลซี ที่สนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด

    หาก เอดินสัน คาวานี่ ประเดิมสนามเกมพรีเมียร์ลีก เขาจะมีโอกาสเป็นผู้เล่นที่อายุมากที่สุดลำดับที่ 2 ที่ทำประตูได้ในเกมแรกที่ลงสนาม ในวัย 33 ปี 253 วัน ต่อจาก ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ที่ทำสกอร์ได้ในเกมแรกเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2016 ในวัย 34 ปี 316 วัน

    นับตั้งแต่ออกสตาร์ทเมื่อซีซั่น 2019/20 เกมเยือนของ เชลซี จะมีประตูเกิดขึ้นมากมายเป็นตัวเลขถึง 87 ลูก ซึ่งพวกเขาทำได้ 42 ประตูในช่วงเวลาดังกล่าว โดยถือว่าเป็นทีมที่ทำประตูในเกมเยือนได้มากที่สุดของ พรีเมียร์ลีก หากนับเฉพาะช่วงนั้น

    "ลิเวอร์พูล-เชฟฯยูไนเต็ด"

    ‘แชมป์เก่า’ ลิเวอร์พูล หลีกเลี่ยงที่จะไม่ชนะใครในเกมลีก 3 นัดติดต่อกันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2018 ส่วนฝั่ง เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ไม่เคยบุกชนะที่ สนาม แอนฟิลด์ เลย ตั้งแต่ปี 1994

    ‘หงส์แดง’ เอาชนะ ‘ดาบคู่’ ได้ตลอด 3 เกมหลังสุดโดยที่ไม่เสียประตูเลย

    นับตั้งแต่วันที่ได้แชมป์ลีกเมื่อซีซั่นก่อน ลิเวอร์พูล เสียประตูในเกมลีกไปถึง 25 ลูกจากการลงสนาม 12 นัด ซึ่งไม่มีทีมไหนที่เสียประตูในช่วงเวลาเดียวกันมากกว่าพวกเขาอีกแล้ว โดยที่การเสียประตู 25 ลูกก่อนหน้านั้นมาจากการลงสนาม 38 เกม

    ในการเล่นเกมเยือน 13 นัดหลังสุดใน พรีเมียร์ลีก นั้น เชฟฯ ยูไนเต็ด ไม่เคยยิงได้มากกว่า 1 ลูกเลย (ชนะ 2 เสมอ 3 แพ้ 8) โดยพวกเขาทำได้รวม 6 ลูกเท่านั้นด้วย โดยครั้งสุดท้ายที่พวกเขายิงได้เกิน 1 ลูกในการเล่นเกมเยือนในลีกคือนัดที่บุกไปชนะ นอริช ซิตี้ 2-1 เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2019

    อีกทั้งในฤดูกาลนี้ทัพ "ดาบคู่" เป็นทีมเดียวใน พรีเมียร์ลีก ที่ยังไม่เคยได้ขึ้นนำใครก่อนเลย

    "เซาธ์แฮมป์ตัน-เอฟเวอร์ตัน"

    เซาธ์แฮมป์ตัน ตั้งเป้าคว้าชัยเกมที่ 3 ในรอบ 4 เกม หลังไล่ตีเจ๊า เชลซี 3-3 เมื่อเกมก่อน

    เอฟเวอร์ตัน เก็บได้ 13 แต้มจาก 15 คะแนนเต็ม โดยหากพวกเขาบุกคว้าชัยที่ เซนต์ แมร์รี่ส์ ได้จะทำให้ชนะเกมเยือนพรีเมียร์ลีก 4 นัดติดต่อกันได้เป็นครั้งแรก

    ‘ทีมนักบุญ’ เอาชนะ ‘ทอฟฟี่สีน้ำเงิน’ 5 นัดจากการเจอกัน 7 นัดหลังสุดในการเล่นในบ้าน ทว่าเมื่อซีซั่นก่อนพวกเขาเป็นฝ่ายพ่ายไป 1-2

    แดนนี่ อิงส์ ทำประตูใส่ เอฟเวอร์ตัน 4 ลูกจาก 5 เกมในสีเสื้อ เซาธ์แฮมป์ตัน

    หาก เอฟเวอร์ตัน คว้าชัยในเกมนี้ก็จะทำให้เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเอาชนะ เซาธ์แฮมป์ตัน 2 เกมติด

    โดมินิค คัลเวิร์ต-ลูวิน จะเป็นนักเตะคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ทันทีต่อจาก เซร์คิโอ อเกวโร่ ที่สามารถทำประตูได้ทุกเกมใน 6 เกมแรกของฤดูกาล

    "อาร์เซน่อล-เลสเตอร์"

    ทั้ง อาร์เซน่อล และ เลสเตอร์ ซิตี้ ต่างมีแต้มเท่ากันในตอนนี้ โดยที่ฝั่งเจ้าถิ่นเตรียมดึงโมเมนตัมตัวเองกลับมาหลังแพ้ 2 จาก 3 เกมหลัง ที่พ่ายต่อ ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

    ขณะที่ฝั่ง ‘เดอะ ฟ๊อกซ์’ ต้องกลับมาสู่เส้นทางชัยชนะอีกครั้ง หลังเจ็บตัวจากความพ่ายแพ้ในบ้าน 2 เกมติดต่อ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด และ แอสตัน วิลล่า

    สถิติสวยหรูของ อาร์เซน่อล ที่พอจะชื่นใจได้ คือการที่พวกเขาไม่แพ้ใครที่บ้านตัวเองในเดือนตุลาคมมาแล้วถึง 18 ปี โดยที่ลงเล่นในเดือนนี้ 32 นัด แพ้ไปแค่นัดเดียวเท่านั้น

    ขณะเดียวกัน ‘เดอะ กันเนอร์ส’ ไร้พ่ายต่อ เลสเตอร์ ในบ้านตัวเองมาแล้ว 27 นัดจากทุกรายการ แบ่งเป็นชนะ 20 เสมอ 7 อย่างไรก็ตามชัยชนะเกมเยือน 2 นัดหลังของ ‘จิ้งจอกสีน้ำเงิน’ ทำประตูรวมได้ถึง 8-2

    ในฤดูกาลนี้ ลูกทีมของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส มีสถิติดีที่สุดในเรื่องของการทำประตูเมื่อเทียบกับโอกาสทำประตู โดยมีตัวเลขทำประตูได้ต่ำกว่า 25% จากโอกาสทั้งหมด แต่ทว่าพวกเขาไม่สามารถทำประตูได้เลยจากโอกาส 15 ครั้งหลังในความพ่ายแพ้ 2 เกมหลังสุด

    "เบิร์นลี่ย์-สเปอร์ส"
    เบิร์นลี่ย์ เก็บแต้มแรกของซีซั่นได้เสียที หลังบุกเสมอ เวสต์บรอมวิช 0-0 ส่วน ทอตแน่ม ฮอตสเปอร์ ตั้งเป้าคว้าชัยเกมเยือน 3 นัดแรกของซีซั่นเป็นครั้งที่สอง โดยที่พวกเขาทำประตูได้ถึง 11 ลูกจาก 2 เกมแรกในซีซั่นนี้

    เจ้าถิ่นมีสถิติไม่ดีนักยามเจอ ‘ไก่เดือยทอง’ โดยเอาชนะได้แค่ 2 เกมจาก 12 นัดที่พบกันใน พรีเมียร์ลีก (เสมอ 3 แพ้ 7) ซึ่งชัยชนะ 2 เกมดังกล่าวเกิดขึ้นในการเล่นที่ เทิร์ฟ มัวร์ เมื่อซีซั่น 2009/10 และ 2018/19

    ‘เดอะ คลาเร็ตส์’ แพ้ในบ้านตัวเองมาแล้ว 2 เกมติดต่อกัน ซึ่งหากพวกเขาแพ้อีกในเกมนี้ก็จะทำให้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวามคม ปี 2018 ที่ไม่สามารถเก็บแต้มได้ในบ้าน 3 เกมติด

    ทั้ง แฮร์รี่ เคน และ ซน ฮึง-มิน ต่างช่วยกันทำประตูให้กันและกันได้ถึง 8 ประตูใน พรีเมียร์ลีก ซีซั่นนี้ ซึ่งหากคนใดคนหนึ่งช่วยอีกคนให้ได้ประตูอีกในเกมกับ เบิร์นลี่ย์ ก็จะทำให้พวกเขาสองคนเป็นคู่หู่ของ ‘ไก่เดือยทอง’ ที่ช่วยกันทำประตูให้ทีมมากที่สุดขึ้นไปเทียบเท่า เท็ดดี้ เชอริงแฮม กับ ดาร์เรน แอนเดอร์ตัน เมื่อซีซั่น 1992/93 และ เชอริงแฮม กับ คริส อาร์มสตรอง ในซีซั่น 1995/96

    ขณะที่ เคน มีส่วนกับประตูโดยตรงในการเจอกับ เบิร์นลี่ย์ 8 ลูกจาก 4 เกมหลัง โดยแบ่งเป็นทำประตูได้ 6 และแอสซิสต์อีก 2

น้ำใจงาม! “ซัวเรซ” ซื้อบิ๊กแม็คเป็นแสนร่วมบริจาคให้บ้านเกิด

หลุยส์ ซัวเรซ หัวหอก "ตราหมี" แอตเลติโก มาดริด มีน้ำจิตน้ำใจให้กับพี่น้องด้วยการสั่งอาหารฟาสฟู้ดบริษัทดังจำนวนรวมเกือบ 170,000 บาทเพื่อนำเงินทั้งหมดไปบริจาคให้กับการกุศลในประเทศบ้านเกิด
   
หลุยส์ ซัวเรซ กองหน้ามากประสบการณ์ "ตราหมี" แอตเลติโก มาดริด สโมสรดังแห่งศึกลา ลีกา สเปน ใจบุญสุดๆ ด้วยการสั่งแฮมเบอร์เกอร์จำนวน 1,000 ชิ้น สนนราคารวม 4,300 ปอนด์ (ราว 163,400 บาท) ซึ่งเงินจำนวนนี้จะถูกนำเข้าการกุศลในประเทศอุรุกวัย บ้านเกิดของนักเตะ

ในทุกๆ ปี แม็คโดนัลด์ บริษัทฟาสต์ฟู้ดชื่อดังจะจัดงานการกุศลที่ใช้ชื่อว่ามูลนิธิบ้านพักพิง โรนัลด์ แม็คโดนัลด์ (Ronald McDonald House Association) โดยเมื่อปีที่ผ่านมา คาร์ลอส เตเวซ อดีตหัวหอกแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เคยร่วมบริจาคให้กับ อาร์เจนตินา ด้วยการสั่งเบอร์เกอร์จำนวน 1,000 ชิ้น

สำหรับในปี 2020 ซัวเรซ ได้สั่ง "บิ๊กแม็ค" ของ แม็คโดนัลด์ ราคาชิ้นละ 4.30 ปอนด์ (ราว 163 บาท) เป็นจำนวน 1,000 ชิ้นผ่านทางแอพพลิเคชั่น แม็คเดลิเวอรี่โดยเงินทั้งหมดจะถูกส่งไปยังโรงเรียนฟุตบอลในเมืองปันโด ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงมอนเตวิเดโอประมาณ 20 ไมล์ (ราว 32.18 กิโลเมตร) และมูลนิธิบ้านพักพิงโรนัลด์

หลังจากที่ อดีตสตาร์ลิเวอร์พูล และ บาร์เซโลน่า ได้ร่วมบริจาคในครั้งนี้แล้ว แม็คโดนัลด์ สาขาอุรุกวัยได้ทวิตข้อความผ่านเว็บไซต์ทวิตเตอร์ว่า "หลุยส์ ซัวเรซ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่มีพรมแดนในวันที่ยิ่งใหญ่ เขาซื้อบิ๊กแม็ค 1,000 ชิ้นจากสเปนผ่านทางแม็คเดลิเวอรี่ เพื่อบริจาคให้กับบ้านพักพิงโรนัลด์ ในลิเซโอ อิมพูลโซ และบริจาคให้กับ ปันโด้ เบบี้ลีก ขอบคุณ หลุยส์ สำหรับการบริจาคครั้งนี้ ! ไม่ว่าอยู่แห่งหนไหนทุกๆ คนสามารถร่วมกับเราได้"

ทั้งนี้มูลนิธิบ้านพักพิง โรนัลด์ แม็คโดนัลด์ เคยช่วยครอบครัวที่มีความจำเป็นมาแล้วมากกว่า 7,000 รายต่อปีในประเทศอุรุกวัย ขณะเดียวกันมูลนิธนี้ยังช่วยจัดหาอาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมทั้งให้การสนับสนุนผู้หญิงท้อง และจัดหายารักษาโรคที่จำเป็นด้วย

ลิเวอร์พูลเฮ “ติอาโก้” คืนทัพ! “ซาลาห์-มาเน่” นำตะบันเชฟยูส่งบรูว์สเตอร์ลุ้นยิงทีมเก่า

"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล จะได้ ติอาโก้ อัลกันตาร่า ที่หายเจ็บกลับมาเคลื่อนทัพแดนกลาง ขณะที่แผงแนวรุก โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ซาดิโอ มาเน่ พร้อมประสานคมพักตาข่ายเกมรับ "ดาบคู่" เชฟฯ ยูไนเต็ด ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันเสาร์ที่ 24 ต.ค. ศกนี้  ถ่ายทอดสด : True Premier HD 1 (เวลา : 02.00 น.)
ปรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2563
ลิเวอร์พูล   –   เชฟฯ ยูไนเต็ด
ถ่ายทอดสด : True Premier HD 1 (เวลา : 02.00 น.)

สนาม : แอนฟิลด์

ลิเวอร์พูล :

    ลิเวอร์พูลบุกไปเสมอกับเอฟเวอร์ตัน 2-2 ในเกมลีกนัดล่าสุดก่อนที่จะเฉือนชนะ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม 1-0 ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม ดี นัดแรก

    ความพร้อมของหงส์แดงในเกมนี้จะไม่มี เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ที่มีอาการบาดเจ็บบริเวณหัวเข่ารบกวนจนต้องเข้ารับการผ่าตัด ซึ่งจะทำให้กองหลังทีมชาติฮอลแลนด์ ต้องหยุดสถิติออกสตาร์ตเป็นตัวจริงในเกมลีกเอาไว้ 94 นัดติดต่อกัน นอกจากนี้ อลีสซง เบ็คเกอร์ ยังคงต้องพักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บ โดยเป็นที่คาดกันว่า จอมหนึบทีมชาติบราซิล จะกลับมาเฝ้าเสาได้ก่อนสิ้นเดือนนี้

    แต่มีข่าวดีคือ ติอาโก้ อัลกันตาร่า พร้อมที่จะกลับมาช่วยทีมในเกมนี้หลังจากที่สลัดอาการบาดเจ็บจากการปะทะกับ ริชาร์ลิซอน จน ดาวยิงบราซิเลียน โดนใบแดงไล่ออกจากสนามในเกมลีกนัดก่อน

    ในแผงหลัง ฟาบินโญ่ คงจะได้รับโอกาสลงสนามในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กต่อไป โดยจะจับคู่กับ โจ โกเมซ เช่นเดิมหลัง อดีตแข้ง อาแอส โมนาโก โชว์ฟอร์มได้อย่างน่าประทับใจในเกมกับอาแจ็กซ์ถึงแม้ว่า โฌแอล มาติป พร้อมที่จะกลับมาช่วยทีมแล้วก็ตาม

    ส่วนในแดนหน้า เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมัน คงจะยึดผู้เล่นชุดเดิมต่อไป ซึ่งก็คือ โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ซาดิโอ มาเน่ ทั้งที่ ฟีร์มีโน่ ถูกตั้งคำถามมากมายเกี่ยวกับสภาพความฟิตของเขา รวมทั้ง ดีโอโก้ โชต้า ที่ได้ลงมาเป็นตัวสำรองจะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในเกมกลางสัปดาห์ก็ตาม

    ด้าน นาบี เกอิต้า และ คอสตาส ซิมิกาส ก็สลัดอาการบาดเจ็บเตรียมกลับเข้ามาสู่ทีมอีกครั้ง ขณะที่ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ยังคงต้องพักรักษาตัวเป็นเวลานาน

เชฟฯ ยูไนเต็ด :

    เชฟฯ ยูไนต็ด ยังคงหวานหาชัยชนะนัดแรกในฤดูกาลนี้ไม่เจอหลังไม่ชนะใครมา 6 เกมแล้วรวมทุกรายการ เกมลีกนัดล่าสุดเปิดบ้านเสมอกับฟูแล่ม 1-1

    ทีมเยือนกำลังประสบปัญหาผู้เล่นโดนอาการบาดเจ็บเล่นงานมากมาย ไม่ว่าจะเป็น แจ็ค โอคอนเนลล์ ที่โดนโรคเดี้ยงบริเวณหัวเข่าเล่นงานจนต้องเข้ารับการผ่าตัดและคงจะต้องพักรักษาตัวในช่วงที่เหลือของฤดูกาลนี้ รวมทั้ง จอห์น เฟล็ค, ลีส์ มูสเซ และ แม็กซ์ ลอว์ ที่ถูกส่งประเดิมสนามในเกมลีกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่อยู่ในสนามได้เพียง 19 นาทีเท่านั้นหลังจากที่มีปัญหาอาการบาดเจ็บและอาจจะไม่สามารถลงสนามได้ในเกมนี้

    ทำให้ คริส ไวล์เดอร์ ผู้จัดการทีม คงจะส่ง อีธาน อัมปาดู ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงอีกครั้ง โดยที่ เอ็นดา สตีเว่นส์ จะขยับจากตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กฝั่งซ้ายกลับไปยืนตำแหน่งวิงแบ็กซ้าย

    ขณะที่ในแนวรุก รีอาน บรูว์สเตอร์ จะได้ลงสนามเป็นตัวจริงเผชิญหน้ากับต้นสังกัดเก่า ซึ่งไวล์เดอร์ก็หวังว่าบรูว์สเตอร์จะงัดฟอร์มเก่งออกมาเพื่อพิสูจน์ตัวเองให้ เจอร์เก้น คล็อปป์ เจ้านายเก่า รู้สึกว่า เขาคิดผิดที่ปล่อยตัวแข้งรายนี้ออกจากทีม

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อาเดรียน, เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โจ โกเมซ, ฟาบินโญ่, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – ติอาโก้ อัลกันตาร่า, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, นาบี เกอิต้า – โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่
    ผู้จัดการทีม : เจอร์เก้น คล็อปป์

    เชฟฯ ยูไนเต็ด (3-5-2) : อารอน แรมส์เดล – คริส บาแชม, อีธาน อัมปาดู, จอห์น เอแกน – จอร์จ บัลด็อค, จอห์น ลุนด์สแตรม, โอลิเวอร์ นอร์วู้ด, ซานเดอร์ เบิร์ก, เอ็นดา สตีเว่นส์ – โอลิเวอร์ แม็คเบอร์นี่, รีอาน บรูว์สเตอร์
    ผู้จัดการทีม : คริส ไวล์เดอร์

    ผู้ตัดสิน : ไมค์ ดีน

โอเว่น-พ่อมดฟันธงสกอร์เกมเอฟเวอร์ตันปะทะลิเวอร์พูล

ไมเคิ่ล โอเว่น และ แมทธิว เลอ ทิสซิเอร์ ฟันธงเกม เมอร์ซี่ไซด์ ดาร์บี้ ระหว่าง เอฟเวอร์ตัน กับ ลิเวอร์พูล ชัยชนะจะตกเป็นของฝั่งสีน้ำเงินหรือสีแดง

แมทธิว เลอ ทิสซิเอร์ ตำนานนักเตะพ่อมดของ เซาธ์แฮมป์ตัน เชื่อว่า เอฟเวอร์ตัน จะสู้กับ ลิเวอร์พูล ได้อย่างสนุกในเกม เมอร์ซี่ไซด์ ดาร์บี้แมตช์ ที่สนาม กูดิสัน พาร์ค วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคมนี้ (18.30 น. ตามเวลาในประเทศไทย) เนื่องจากนักเตะ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" กำลังอยู่ในช่วงมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม

ในฤดูกาลนี้ คาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือชาวอิตาเลียน พา เอฟเวอร์ตัน ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมคว้าชัยชนะในลีก 4 นัดติดมี 12 คะแนนเต็มขึ้นนำเป็นจ่าฝูงของตาราง ขณะที่ ลิเวอร์พูล แชมป์เก่า รั้งอันดับ 5 มี 9 คะแนน ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" มีโอกาสคว้าชัยเหนือคู่แข่งร่วมเมือง หลังชนะหนสุดท้ายต้องย้อนไปถึงเดือนตุลาคม ปี 2010

เลอ ทิสซิเอร์ แสดงความเห็นผ่านรายการ แกรี่ นิวบอน สปอร์ตส์ โชว์ ว่า "ผมคิดว่า นี่จะเป็นเกมที่สวยงามมากสุดในรอบหลายปีหลังจาก เอฟเวอร์ตัน ออกสตาร์ตซีซั่นได้อย่างยอดเยี่ยมในปีนี้ ผมคิดว่า พวกเขาจะลงเล่นด้วยความเชื่อมั่นมากกว่าครั้งไหนในเกมเมอร์ซี่ไซด์ ดาร์บี้ ของพวกเขา"

"ขณะที่ ลิเวอร์พูล กำลังไม่ได้อยู่ในช่วงมีความมั่นใจหลังจากพวกเขาโดน แอสตัน วิลล่า ถล่มยับ ผมคิดว่า เกมนี้จะมีการทำประตูกันหลายลูก และคิดว่า สกอร์น่าจะจบลงอย่างการเสมอกันไป 2-2" ตำนานแข้ง "นักบุญ" เผย

ด้าน ไมเคิ่ล โอเว่น ตำนานกองหน้า ลิเวอร์พูล เชื่อว่า "หงส์แดง" จะบุกไปเก็บชัยชนะได้อย่างเฉียดฉิว และน่าจะเป็นเกมที่เล่นกันได้อย่างสนุกสูสี หลังเจ้าถิ่นเปิดฉากซีซั่นยอดเยี่ยม

"นี่จะเป็นเกมเมอร์ซี่ไซด์ดาร์บี้ที่เราตั้งตารอคอยมากสุดในรอบหลายปี เอฟเวอร์ตัน ออกสตาร์ตได้เยี่ยม ขณะที่ ลิเวอร์พูล ต้องเจอความเจ็บปวดหลังแพ้ แอสตัน วิลล่า ถึง 2-7 มันมีโอกาสเป็นเกมคลาสสิก อย่างไรก็ตาม สุดท้ายผมเชื่อว่า ลิเวอร์พูล จะเฉือนได้อย่างหวุดหวิด 2-1" โอเว่น ให้ความเห็นผ่าน เบต วิคเตอร์

รอดไม่รอด? เอฟเอยันแล้วลงดาบย้อนหลังพิคฟอร์ดหรือไม่

จอร์แดน พิคฟอร์ด นายด่านเอฟเวอร์ตัน จะไม่โดนตัดสินลงโทษแบนย้อนหลัง จากเหตุการณ์เสียบสกัดใส่ เฟอร์จิล ฟานไดค์ อย่างรุนแรงจนทำให้แนวรับชาวดัตช์เจ็บหนักจนเล่นต่อไม่ไหว ในเกมเมอร์ซีย์ ไซด์ ดาร์บี้ แมตช์
   
สมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือเอฟเอ ประกาศยืนยันว่าจะไม่ตัดสินลงโทษแบนย้อนหลัง จอร์แดน พิคฟอร์ด ผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษของ เอฟเวอร์ตัน จากเหตุการณ์เสียบสกัดใส่ เฟอร์จิล ฟานไดค์ อย่างรุนแรงจนทำให้แนวรับชาวดัตช์เจ็บหนักจนเล่นต่อไม่ไหว ในเกมเมอร์ซีย์ ไซด์ ดาร์บี้ แมตช์ ที่ ลิเวอร์พูล บุกไปเสมอ เอฟเวอร์ตัน 2-2 ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา

เกมดังกล่าว พิคฟอร์ด เข้าเสียบสกัดใส่ ฟานไดค์ อย่างรุนแรงในเขตโทษหลังจากเกมผ่านไปเพียง 6 นาทีเท่านั้น ส่งผลให้แนวรับชาวดัตช์ต้องถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนาม ในนาทีที่ 11 และจากผลการสแกนระบุว่าเส้นเอ็นบริเวณหัวเข่าได้รับความเสียหายจนต้องเข้ารับการผ่าตัด ซึ่งคาดว่าต้องพลาดลงสนามหลายเดือน

อย่างไรก็ตามจากเหตุการณ์นี้นายด่านวัย 26 ปี กลับไม่โดนลงโทษจากผู้ตัดสิน เนื่องจากวีเออาร์ดูภาพย้อนหลังแสดงให้เห็นว่า ฟานไดค์ อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าไปก่อน รวมถึงการเข้าปะทะของ พิคฟอร์ด ไม่ได้รุนแรงถึงขั้นต้องเป็นใบแดง

ก่อนที่ล่าสุดมีการยืนยันออกมาแล้วว่า พิคฟอร์ด จะไม่โดนลงโทษตัดสินแบนย้อนหลังจากเหตุการณ์นี้ เนื่องจากผ่านการตรวจสอบจากทีมงานวีเออาร์เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นไปตามกฏของเอฟเอที่ระบุไว้ว่าจะมีการพิจารณาการลงโทษย้อนหลังสำหรับเหตุการณ์ที่ผู้ตัดสินในสนาม หรือผู้ตัดสินในห้องวีเออาร์ไม่เห็นเหตุการณ์เท่านั้น

 

ฟาบินโญ่ติดโผ,ไร้แข้งแมนยู!เว็บดังจัดทีมยอดเยี่ยมชปล.วีกแรก

 

การแข่งขันศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สัปดาห์แรก ประจำฤดูกาล 2020/21 ได้ผ่านพ้นไปเป็นที่เรียบร้อย เมื่อวันอังคารและพุธที่ผ่านมา ซึ่งสโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ยูเวนตุส, บาร์เซโลน่า รวมถึงแชมป์เก่าอย่าง บาเยิร์น มิวนิค ต่างสามารถเก็บชัยชนะกันได้อย่างพร้อมหน้า และก็มีนักเตะหลายคนเลยทีเดียว ที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น และนี่คือโฉมหน้าทีมยอดเยี่ยมจากวีกแรก ที่จัดทัพโดยเว็บไซต์ดังอย่าง whoscored.com (ระบบ 4-4-2)
 – ผู้รักษาประตู : มัตเวย์ ซาโฟนอฟ (เอฟซี คราสโนดาร์, เรตติ้ง 7.67)
  เป็นนายทวารที่เรตติ้งดีสุดในวีกแรก โดยนายด่านวัย 21 ปี ออกแรงเซฟถึง 6 ครั้งในเกมที่ช่วยต้นสังกัดบุกไปเสมอ แรนส์ 1-1 เมื่อคืนวันอังคาร

 – แบ็กขวา : ฮวน กวาดราโด้ (ยูเวนตุส, เรตติ้ง 7.76)
  ฟูลแบ็กชาวโคลอมเบียวัย 32 ปี โชว์ฟอร์มได้โดดเด่นในเกมที่ ยูเว่ บุกสอย ดินาโม เคียฟ 2-0 เมื่อวันอังคาร โดยเป็นคนแอสซิสต์ให้ อัลบาโร่ โมราต้า ทำประตูปิดท้ายในนาทีที่ 84

 – เซนเตอร์แบ็ก : ฟาบินโญ่ (ลิเวอร์พูล, เรตติ้ง 8.71)
  โชว์ฟอร์มได้สุดยอดมากๆ กับการยืนเซนเตอร์แบ็กจำเป็นแทน เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ที่พักยาว โดยเกมเมื่อคืนวันพุธที่ "หงส์แดง" บุกเชือด อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม 1-0 นั้น แข้งเลือดแซมบ้าวัย 26 ปี มีสถิติแท็กเกิ้ลชนะและแย่งบอลรวมกันได้ถึง 8 ครั้ง แถมเคลียร์บอลทิ้งถึง 9 หน ซึ่งก็รวมถึงจังหวะเคลียร์บอลจากเส้นประตูช่วงท้ายครึ่งแรก ที่เจ้าตัวได้รับคำชื่นชมเป็นอย่างมาก

 – เซนเตอร์แบ็ก : คริสเตียน โรเมโร่ (อตาลันต้า, เรตติ้ง 8.52)
  แนวรับชาวอาร์เจนไตน์วัย 22 ปี คุมแนวรับได้แข็งแกร่งสุดๆ ในเกมที่ช่วยต้นสังกัดบุกยำ มิดทิลแลนด์ 4-0 เมื่อคืนวันพุธ โดยชนะดวลลูกกลางอากาศถึง 5 หน แถมเป็นคนแอสซิสต์ให้ ดูวาน ซาปาต้า ทำประตูขึ้นนำ 1-0 ด้วย

 – แบ็กซ้าย : ดานิโล่ (ยูเวนตุส, เรตติ้ง 8.27)
  ฟูลแบ็กทั้งสองฝั่งของ ยูเวนตุส ต่างมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมของ whoscored.com โดย ดานิโล่ เล่นได้แจ่มทั้งรับและรุกในเกมที่ "ม้าลาย" บุกพิชิต ดินาโม เคียฟ 2-0 ซึ่งเจ้าตัวมีสถิติแท็กเกิ้ลชนะและแย่งบอลรวมกันถึง 6 ครั้ง แถมเลี้ยงบอลได้พลิ้วสุดๆ ด้วยสถิติพาบอลผ่านนักเตะคู่แข่งได้ 5 หน

 – กองกลาง : โยซัว คิมมิช (บาเยิร์น มิวนิค, เรตติ้ง 8.36)
  เป็นอีกหนึ่งแข้ง "เสือใต้" ที่โชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเล่นในตำแหน่งไหน โดยเกมเมื่อคืนวันพุธที่ บาเยิร์น เปิดบ้านกระซวก แอตเลติโก มาดริด 4-0 นั้น คิมมิช เล่นได้โดดเด่นสุดๆ ในแผงมิดฟิลด์ เพราะนอกจากมีสถิติแท็กเกิ้ลชนะและแย่งบอลรวมกันได้ถึง 5 ครั้งแล้ว ยังเป็นคนแอสซิสต์สุดแม่นให้ คิงส์ลี่ย์ โกมัน ทำประตูขึ้นนำ 1-0 ด้วย

 – กองกลาง : ลีออน โกเร็ตซ์ก้า (บาเยิร์น มิวนิค, เรตติ้ง 8.16)
  เล่นได้โดดเด่นเคียงข้างกับ คิมมิช โดยเกมที่ บาเยิร์น ไล่ทุบ "ตราหมี" 4-0 นั้น นอกจากทำได้ 1 ประตูแล้ว โกเร็ตซ์ก้า ยังมีเปอร์เซนต์ผ่านบอลเข้าเป้าสูงถึง 95.7% แถมมีสถิติแท็กเกิ้ลชนะและแย่งบอลรวมกัน 3 ครั้ง


 

 – ปีกขวา : เตเต้ (ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค, เรตติ้ง 8.54)
  แข้งเลือดแซมบ้าวัย 20 ปี เล่นได้เข้าตามากๆ ในเกมที่ช่วย ชัคตาร์ บุกไปพลิกล็อกเอาชนะ เรอัล มาดริด 3-2 เมื่อคืนวันพุธ โดยนอกจากทำ 1 ประตู กับ 1 แอสซิสต์ แล้ว ยังโชว์พลิ้วพาบอลผ่านนักเตะทีมคู่แข่งได้ถึง 3 หน

 – ปีกซ้าย : คิงส์ลี่ย์ โกมัน (บาเยิร์น มิวนิค, เรตติ้ง 9.57)
  เป็นแข้ง "เสือใต้" รายที่สามที่มีชื่อติดทีมยอดเยี่ยม โดยเกมเมื่้อคืนวันพุธ โกมัน ซึ่งเป็นฮีโร่นัดชิงฯ ซีซั่นที่แล้ว โชว์ฟอร์มได้สุดยอดมากๆ เพราะนอกจากทำ 2 ประตู กับ 1 แอสซิสต์แล้ว เจ้าตัวยังสร้างโอกาสให้เพื่อนลุ้นทำประตูรวมกันได้ถึง 4 หน

 – กองหน้า : ลิโอเนล เมสซี่ (บาร์เซโลน่า, เรตติ้ง 10)
  แข้งเทพชาวอาร์เจนไตน์วัย 33 ปี เล่นได้โดดเด่นเหลือเกินในเกมเมื่อวันอังคารที่ บาร์ซ่า เปิดบ้านยำ เฟเรนซ์วารอส 5-1 เพราะนอกจากทำ 1 ประตู กับ 1 แอสซิสต์แล้ว เจ้าตัวยังมีสถิติเด่นๆ อีกเพียบ เช่น สร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมลุ้นทำประตู 4 หน และเลี้ยงบอลผ่านนักเตะคู่แข่งถึง 7 ครั้ง
 
 – กองหน้า : ดูวาน ซาปาต้า (อตาลันต้า, เรตติ้ง 8.60)
  เป็นอีกหนึ่งแข้ง อตาลันต้า ที่เล่นได้ดีมากๆ ในเกมบุกต้อน มิดทิลแลนด์ 4-0 โดย หัวหอกร่างยักษ์ทีมชาติโคลอมเบียวัย 29 ปี ทำ 1 ประตู กับ 1 แอสซิสต์ ซึ่งทั้งเกมเจ้าตัวมีโอกาสลุ้นทำประตูถึง 5 หน และเป็นการส่องตรงกรอบ 3 ครั้ง

คล็อปป์ลั่นทุกคนจะเป็นกำลังใจให้ฟานไดค์

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ ลิเวอร์พูล ระบุ ทุกคนจะคอยเป็นกำลังใจให้กับ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ อยู่เสมอ พร้อมบอกว่ายังไม่ได้กำหนดว่าดาวเตะชาวดัตช์จะรับมีดหมอเมื่อไหร่
   
เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรแห่งศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กล่าวว่าทุกคนของทีมจะให้ความช่วยเหลือ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กองหลังชาวดัตช์อย่างเต็มที่ หลังจากที่ปราการหลังคนเก่งจะต้องพักเป็นเวลานานจากการที่มีอาการเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีก

ฟาน ไดค์ ได้รับบาดเจ็บด้านดังกล่าวหลังโดน จอร์แดน พิคฟอร์ด ผู้รักษาประตู เอฟเวอร์ตัน พุ่งเข้าใส่แบบเต็มแรงในนัดเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์ ที่ "หงส์แดง" กับ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เสมอกัน 2-2 โดยมีการกลัวกันว่าในกรณีที่เลวร้ายที่สุดนั้นเขาอาจจะต้องพักทั้งฤดูกาลเลย

คล็อปป์ ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสโมสรว่า "มันเหมือนเดิมอยู่เสมอนั่นแหละ เวลาเจอเรื่องแบบนี้น่ะคนเป็นนักเตะจะชอบเก็บเนื้อเก็บตัว และจัดการกับมันเองในช่วงแรกๆ ผมน่ะอยู่ในวงการนี้มานานมากพอจนเข้าใจถึงเรื่องนั้นอย่างถ่องแท้ ผมเองก็เคยโดนอาการบาดเจ็บเล่นงานมาแล้ว แถมถ้าจำไม่ผิดนี่ก็เป็นอาการบาดเจ็บแบบเดียวกับที่เขาเจอด้วย การเจ็บหนักแบบนั้นจะทำให้คุณเริ่มออกมาพูดบ่อยขึ้นทั้งที่ก่อนหน้านั้นเป็นพวกไม่ชอบพูดอะไรมากเท่าไหร่"

"การรักษาจะเริ่มขึ้นแน่ แต่แน่นอนว่าเราก็ติดต่อกับเขาอยู่ตลอดเหมือนกัน เราจะคอยอยู่เคียงข้างเขา เขารู้ดีว่าเราจะรอคอยเขาอย่างใจจดใจจ่อชนิดที่ว่าเหมือนกับภรรยาแสนดีที่รอคอยสามีที่ไปติดคุก และในขณะเดียวกันเราก็จะทำทุกทางเท่าที่จะทำได้เพื่อทำให้เขาใช้ชีวิตได้อย่างสบายๆ ด้วย"

กุนซือชาวเยอรมันเสริมว่ายังไม่ได้กำหนดว่า ฟาน ไดค์ จะเข้ารับการผ่าตัดเมื่อไหร่ "มันยังไม่ได้มีการจัดแจงเรื่องนั้นเลย มีเพียงไม่กี่เรื่องที่มีความชัดเจนไปแล้ว ดังนั้นตอนนี้มันก็ถือว่าเขาจะหมดสิทธิ์ลงเล่นสักพัก พูดกันตามตรงนะ เราไม่อยากกำหนดกรอบอะไรทั้งนั้น เพราะนักเตะแต่ละคนน่ะไม่เหมือนกัน และมันจะมีการกำหนดกรอบเวลาที่เป็นไปได้สำหรับนักเตะ เอ็กซ์, นักเตะ วาย, นักเตะ แซด อยู่เสมอ เฟอร์กิล ก็คือ เฟอร์กิล เราไม่อยากกำหนดกรอบเวลาอะไรทั้งนั้น แต่เขาจะต้องพักนานพอตัว นั่นคือสถานการณ์ในตอนนี้"

 

หนักหรือไม่?คล็อปป์เผยอาการบาดเจ็บของมาเน่

หลังจากที่ ซาดิโอ มาเน่ ปีก ลิเวอร์พูล มีชอตเอาถุงน้ำแข็งประคบขาจนทำให้สาวก "หงส์แดง" กลัวว่าเขาจะเจ็บหนักนั้น ล่าสุด เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็บอกเองว่าช่วงที่ผ่านมา มาเน่ มีอาการฟกช้ำนิดหน่อย และไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นห่วง พร้อมบอกว่าที่เปลี่ยน เคอร์ติส โจนส์ ออกจากสนามในช่วงพักครึ่งมันเป็นแผนที่เตรียมเอาไว้อยู่แล้ว
    เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เปิดเผยว่า ซาดิโอ มาเน่ ปีกคนเก่งของทีมไม่ได้มีอาการบาดเจ็บร้ายแรงแต่อย่างใด

    ในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม ดี นัดที่ ลิเวอร์พูล บุกไปชนะ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม 1-0 เมื่อวันพุธที่ 21 ตุลาคม ที่ผ่านมานั้น กล้องจับภาพได้ว่า มาเน่ เอาถุงน้ำแข็งมาประคบตรงขาหลังจากที่โดนเปลี่ยนตัวออกไปในนาทีที่ 60 ซึ่งมันก็ทำให้ "เดอะ ค็อป" หลายคนกลัวว่าแข้งชาวเซเนกัลจะได้รับบาดเจ็บหนักจนต้องพักนาน

    "ซาดิโอ มีอาการฟกช้ำต้นขานิดหน่อยมาพักหนึ่งแล้ว และก็กำลังรักษาตรงจุดนั้นอยู่ นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เขายังปวดอยู่ แต่มันไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตเลย ตอนที่เขาไม่ได้เล่นเขาก็จะเอาน้ำแข็งมาประคบเป็นธรรมดา" คล็อปป์ ระบุ

    กุนซือชาวเยอรมันเสริมว่าที่เปลี่ยน เคอร์ติส โจนส์ ปีกดาวรุ่งกับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ในตอนพักครึ่งมันเป็นแผนที่วางเอาไว้อยู่แล้ว เพราะคิดเอาไว้ตั้งแต่ก่อนลงเล่นว่าจะให้ เฮนเดอร์สัน ลงเล่นในครึ่งหลัง "กรณีของ เคอร์ติส มันเป็นการทำตามแท็กติก ทีมแพทย์บอกกับเราว่า เฮนโด้ ลงเป็นตัวจริงไม่ไหว และน่าจะพอเล่นได้ 45 นาที นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ เฮนโด้ ถูกเปลี่ยนลงไปเล่น เราอยากได้นักเตะที่มีประสบการณ์ลงไปช่วยทีม รวมถึงอยากได้แผงกลางเป็นชุดที่เคยเล่นร่วมกันมาบ้าง มันเป็นสิ่งที่ช่วยในเกมแบบนี้ได้เป็นอย่างดี"