จริงไหม?หงส์,ติอาโก้ตกลงเงื่อนไขส่วนตัวได้แล้ว

สื่อดังในเยอรมนี รายงาน ติอาโก้ อัลกันตาร่า กับ ลิเวอร์พูล ตกลงเงื่อนไขส่วนตัวกันได้แล้ว และตอนนี้ติดแค่ปัญหาเดียวนั่นก็คือเรื่องค่าตัวของนักเตะกับ บาเยิร์น มิวนิค เพราะ "เสือใต้" ต้องค่าตัวอย่างน้อย 27.5 ล้านปอนด์ ถึงจะยอมปล่อยให้เขาไปสวมชุด "หงส์แดง"

ติอาโก้ อัลกันตาร่า กองกลางเชิงสูง "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ยักษ์ใหญ่แห่งศึกบุนเดสลีกา เยอรมนี ตกลงเงื่อนไขส่วนตัวกับ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ได้แล้ว จากการเปิดเผยของ บิลด์ สื่อชั้นนำในเมืองเบียร์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา

กองกลางทีมชาติสเปน ตกเป็นข่าวเตรียมอำลาถิ่นอัลลิอันซ์ อารีน่า มาตลอดช่วงซัมเมอร์นี้ หลังจากนักเตะประสบความสำเร็จมากมายตลอดช่วงระยะเวลาที่อยู่กับสโมสร โดยล่าสุดเพิ่งจะช่วยทีมผงาดคว้าทริปเบิ้ลแชมป์อย่างยิ่งใหญ่เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน บิลด์ สื่อดังในเยอรมนี ระบุว่า ติอาโก้ อยากที่จะย้ายไปร่วมงานกับกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ อย่างมาก และตอนนี้สิ่งที่เขาปรารถนาใกล้จะเป็นความจริงแล้ว เพราะนักเตะได้ตกลงเงื่อนส่วนตัวได้เรียบร้อยแล้ว แต่เหลือแค่ปัญหาเดียวนั่นก็คือ "เดอะ เร้ดส์" ยังไม่สามารถตกลงเรื่องค่าตัวกับ บาเยิร์น ที่ต้องการเม็ดเงินอย่างน้อย 27.5 ล้านปอนด์ (ราว 1,045 ล้านบาท) ถึงจะยอมปล่อยนักเตะไปสวมชุด "หงส์แดง"

ทั้งนี้ ติอาโก้ อยู่ในช่วงพักผ่อนกับครอบครัวที่นครบาร์เซโลน่า โดยภรรยาของเขาเพิ่งจะโพสต์ภาพที่สุดแสนแฮปปี้ของสามียอดนักเตะวัย 29 ปี และลูกๆ ของพวกเขา พร้อมระบุข้อความสั้นๆ ว่า "เราสี่คน" หลังจากที่นักเตะได้รับอนุญาตจากต้นสังกัดให้หยุดพักเพิ่ม
 

 

หงส์,สิงห์,จิ้งจอก,ทอฟฟี่,สาลิกา! เจาะทีมดังพรีเมียร์ลีก เปิดม่านฤดูกาล 2020/21 ภาคแรก

พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2020/21 เตรียมเปิดฉากขึ้นในสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งแต่ละทีมจะมีความพร้อมอย่างไร ได้ผู้เล่นคนไหนเข้าสู่ทีมบ้าง ในสกู๊ปนี้เราจะพาแฟนๆ ไปเช็กข้อมูลกัน เพื่อเรียกความพร้อมก่อนศึกใหญ่ปีนี้จะเริ่มขึ้น

 ลิเวอร์พูล : ภารกิจป้องกันแชมป์!

เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมัน สวมบทมหาบุรุษผู้ปลดแอกแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่เหล่าสาวก "เดอะ ค็อป" เฝ้ารอคอยมานานถึง 30 ปีได้สำเร็จ หลังจากนำทีมระเบิดฟอร์มสุดยอดเมื่อฤดูกาล 2019/2020 พร้อมทำแต้มทิ้งห่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมอันดับ 2 แบบไม่เห็นฝุ่นถึง 18 คะแนน

คล็อปป์ สร้างผลงานสุดอลังการด้วยการนำทัพ "หงส์แดง" สะกดคำว่าแพ้ในแอนฟิลด์ ไม่เป็นในเกมลีก นับตั้งแต่เกมที่พ่ายให้ คริสตัล พาเลซ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2017 ขณะเดียวกันเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล ไร้พ่ายไปถึง 27 เกมก่อนจะโดน "แตนอาละวาด" วัตฟอร์ด ต่อยตาปูดด้วยสกอร์ 0-3 ทำให้พวกเขาต้องพบกับคำว่าแพ้เป็นเกมแรกของฤดูกาล พร้อมทั้งหยุดสถิติไร้พ่ายเอาไว้ที่ 44 นัดติดต่อกัน

อย่างไรก็ตาม ผลงานของ ลิเวอร์พูล เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา ถือว่ายอดเยี่ยมมากๆ เพราะพวกเขาสามารถเก็บแต้มได้ถึง 99 คะแนนทุบสถิติเดิม 97 คะแนนในซีซั่น 2018/2019 และเป็นสถิติเก็บแต้มได้สูงสุดในหน้าประวัติศาสตร์สโมสร ก่อนจะนำโทรฟี่แชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี มาประดับเอาไว้ในตู้โชว์ที่สนามแอนฟิลด์ได้สำเร็จ

สำหรับภารกิจประจำฤดูกาล 2020/2021 นั่นก็คือการป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีก เอาไว้ให้ได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะ แมนฯ ซิตี้ ยังคงเป็นทีมเต็งหนึ่งที่จะคว้าแชมป์ในซีซั่นใหม่นี้ ขณะที่ เชลซี ทุ่มเงินไม่อั้นในการเสริมทัพ สำหรับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตอนนี้กำลังเข้ารูปเข้ารอยตามแบบที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ต้องการ

ขณะที่ เอฟเวอร์ตัน ก็พร้อมสู้เต็มสูบหลังมีการเสริมแกร่งต่อเนื่อง ด้าน อาร์เซน่อล ดูเหมือนว่านักเตะเริ่มเข้าใจปรัชญาการทำทีมของกุนซือมิเกล อาร์เตต้า แถมพวกเขายังได้แชมป์มาแล้ว 2 รายการ (เอฟเอ คัพ กับ คอมมิวนิตี้ ชิลด์) ยิ่งเพิ่มความมั่นใจมากขึ้น และยังมีอีกหลายทีมที่พร้อมสร้างเซอร์ไพรส์ในฤดูกาลใหม่นี้

– การเสริมทัพ

 "หงส์แดง" คว้าตัว คอสตาส ซิมิคาส แบ็กซ้ายดีกรีทีมชาติกรีซ มาจาก โอลิมเปียกอส ด้วยค่าตัว 11.75 ล้านปอนด์ (ประมาณ 481.75 ล้านบาท) เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่น่าเสียดายที่ช่วงต้นฤดูกาลใหม่นักเตะอาจจะไม่ได้มีส่วนร่วมกับทีมเนื่องจากถูกตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ขณะเดียวกันพวกเขามีข่าวสนใจ ติอาโก้ อัลกันตาร่า จอมทัพ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค แต่ตอนนี้ยังติดปัญหาเรื่องค่าตัวของนักเตะ อย่างไรก็ตามในช่วงนี้ "เดอะ เร้ดส์" ไม่ค่อยมีความเคลื่อนไหวในเรื่องการเสริมทัพ แต่ดูเหมือน คล็อปป์ อาจจะเลือกให้โอกาสผู้เล่นดาวรุ่ง โดยเฉพาะในช่วงอุ่นเครื่องที่ผ่านมามีแข้งสายเลือดใหม่ได้รับโอกาสลงสนามหลายคนเลยทีเดียว

– ดาวเด่นที่น่าจับตามอง

ด้วยการที่ ลิเวอร์พูล เพิ่งจะได้ตัว ซิมิคาส มาเสริมแกร่งแค่คนเดียวเท่านั้น ขณะที่ในรายของ ติอาโก้ ก็ยังเป็นเพียงแค่ข่าวลือ ฉะนั้นดาวเด่นที่น่าจับตามองของพวกเขาคงหนีไม่พ้นบรรดานักเตะยังบลัด ที่ คล็อปป์ เตรียมดันขึ้นมาจากทีมเยาวชนมาเล่นทีมชุดใหญ่มากขึ้นได้แก่ เคอร์ติส โจนส์, ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์, เนโก วิลเลี่ยมส์, เซปป์ ฟาน เดน เบิร์ก, นาธาเนียล ฟิลลิปส์, คี-ยาน่า ฮูแฟร์, บิลลี่ คูเมติโอ และ ริอาน บรูว์สเตอร์ ซึ่งรายหลังนี้ถูกส่งไปฝึกปรือฝีเท้าแบบยืมตัวกับ สวอนซี ซิตี้ แล้วก็ทำผลงานได้ดีในเกมอุ่นเครื่องที่ผ่านมา ขณะที่ ทาคุมิ มินามิโนะ ยิ่งเล่นยิ่งพัฒนา คาดว่าในฤดูกาลใหม่ เขาจะได้รับโอกาสจะ คล็อปป์ มากขึ้น

– คีย์แมน

สำหรับฤดูกาล 2020/2021 ผู้เล่นสำคัญของ ลิเวอร์พูล ยังคงหนีไม่พ้น 3 ประสาน "หิน เหล็ก ไฟ" ซาดิโอ มาเน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ที่จะคอยทำหน้าที่ไล่ล่าตาข่ายคู่แข่งเช่นเดิม ในขณะที่แดนกลาง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีม ยังคงเป็นหัวใจในแผงมิดฟิลด์ ส่วนที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ 2 ฟูลแบ็กซ้ายขวา แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน และ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ซึ่งทั้งสองคนมีส่วนสำคัญกับความสำเร็จของทีมในช่วง 2 ซีซั่นที่ผ่านมา จากความสามารถในการแอสซิสต์ที่เฉียบคม ส่วน เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ หัวใจในเกมรับและอันตรายทุกครั้งในจังหวะเล่นลูกฟรีคิก สุดท้ายตำแหน่งผู้รักษาประตู อลีสซง เบ็คเกอร์ มือ 1 ของทีม จะทำหน้าที่เป็นปราการด่านสุดท้ายเพื่อให้แนวรับของ "เดอะ เร้ดส์" มีความสมบูรณ์แบบ

เชลซี : ช็อปไม่ยั้ง หวังลุ้นสู้หงส์-เรือใบ

 แม้ปราชัยให้กับ อาร์เซน่อล 1-2 ในเกมรอบชิงฯ เอฟเอ คัพ ฤดูกาลก่อน แต่ผลงานของ เชลซี ภายใต้การนำทัพครั้งแรกของตำนานสโมสรอย่าง แฟร้งค์ แลมพาร์ด ที่พาทีมจบอันดับสี่ในลีก ถือว่าไม่เลวเลย เพราะต่อให้เสียประตูเยอะ (54 ลูก ซึ่งมากสุดในกลุ่ม 10 อันดับแรก) แต่ก็ยิงคู่แข่งได้แยะเช่นกัน (69 ลูก ซึ่งเป็นรองแค่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล เท่านั้น) ถือเป็นทีมที่เอนเตอร์เทนแฟนบอลได้เป็นอย่างดี แต่ซีซั่น 2020/21 ที่กำลังจะมาถึง พวกเขาไม่ได้มาแบบขำๆ อีกต่อไป แถมอาจจะคิดการใหญ่ถึงขั้นหวังเบียดลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก เลยทีเดียว ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องเกินเลยอะไรนัก หากพิจารณาถึงการเดินหน้าเสริมทัพชนิดบ้าคลั่งตามสไตล์เศรษฐีโมโหในช่วงซัมเมอร์นี้ของพวกเขา

– การเสริมทัพ

หลังจากที่ไม่สามารถซื้อใครได้ในช่วงถูกแบน พอพ้นโทษ เชลซี เลยจัดหนักในช่วงซัมเมอร์นี้ ด้วยการดึงแข้งสตาร์ดังอย่าง ฮาคิม ซิเยค (36 ล้านปอนด์, จาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม), ติโม แวร์เนอร์ (47.7 ล้านปอนด์, จาก แอร์เบ ไลป์ซิก), เบน ชิลเวลล์ (45.18 ล้านปอนด์, จาก เลสเตอร์ ซิตี้) และ ไค ฮาแวร์ตซ์ (72 ล้านปอนด์, จาก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น) มาเสริมทัพ ซึ่งสี่คนนี้มีมูลค่ารวมกันทะลุ 200 ล้านปอนด์ (ประมาณ 8,200 ล้านบาท)

แถมยังได้ของฟรีคุณภาพสูงอย่าง ติอาโก้ ซิลวา เซนเตอร์แบ็กจอมเก๋าชาวบราซิเลียน และสองกองหลังดาวรุ่งอย่าง มาล็อง ซาร์ และ ซาเวียร์ เอ็มบูยัมบ้า อีกด้วย ถือเป็นซัมเมอร์ที่ "สิงห์บลูส์" เสริมทัพได้โหดสะใจแฟนบอลดีแท้ และไม่น่าจะหยุดอยู่เพียงแค่นี้ โดยเฉพาะในตำแหน่งผู้รักษาประตูที่น่าจะมีตัวใหม่เข้ามาเสริมในอีกไม่ช้า ดังนั้นการเสียแข้งตัวรุกเก๋าประสบการณ์อย่าง วิลเลี่ยน และ เปโดร จึงไม่น่าส่งผลกระทบอะไรมาก แต่แน่นอนว่า หลังจากนี้ เชลซี คงต้องมีการปล่อยหรือขายผู้เล่นบางคนออกไปด้วย 

– ดาราใหม่น่าจับตา

เชลซี มีนักเตะหน้าใหม่ที่น่าจับตามองเพียบ แต่คนที่ถูกโฟกัสมากเป็นพิเศษคงหนีไม่พ้น ฮาแวร์ตซ์ ที่ก่อนหน้านี้แทบจะได้รับความสนใจจากทุกสโมสรระดับท็อป ก่อนที่จะเป็น "สิงห์บลูส์" ที่สอยตัวมาร่วมก๊วนได้สำเร็จ การมาของ ฮาแวร์ตซ์ ทำให้ แลมพาร์ด มีทางเลือกหลากหลายในการเล่นเกมรุก เพราะ ดาวเตะทีมชาติเยอรมนีวัย 21 ปีคนนี้ เป็นตัวรุกโดยธรรมชาติ เล่นได้ทั่วในแดนหน้า ทั้งมิดฟิลด์ตัวรุก, ปีก, หน้าเป้า, หน้าต่ำ ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับ "แลมพ์ส" ว่า จะสามารถใช้งานและดึงศักยภาพที่แท้จริงของ ฮาแวร์ตซ์ ออกมาได้มากน้อยเพียงใด

– คีย์แมน

ถึงแม้มีปัญหาบาดเจ็บรบกวนเป็นระยะ แต่ซีซั่นแรกของ พูลิซิช ในเวที พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ถือว่ามีผลงานที่น่าพอใจเลยทีเดียว (ลงเล่น 25 นัด, ทำได้ 9 ประตู) ดังนั้นฤดูกาล 2020/21 ที่กำลังจะถึงนี้ จึงถือเป็นฤดูกาลสำคัญของ ดาวเตะชาวอเมริกันวัย 21 ปี ที่จะได้แสดงให้ทุกคนเห็นว่า เขาพร้อมที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทีมและเป็นตัวความหวังของทีม เหมือนกับที่ เอแด็น อาซาร์ เคยสร้างความยิ่งใหญ่เอาไว้ภายใต้สีเสื้อตัวนี้ เพราะหากมองถึงศักยภาพโดยรวมแล้ว พูลิซิช ก็มีดีไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่า อาซาร์ เลย

เลสเตอร์ ซิตี้ : จิ้งจอกยังบลัด

น่าเสียดายแทนสาวก ‘เดอะ ฟ็อกซ์’ เสียเหลือเกินที่ซีซั่นก่อนพลาดโควตาตั๋ว แชมเปี้ยนส์ ลีก ในเกมสุดท้าย หลังหลุดฟอร์มตอนช่วงท้ายฤดูกาล

เลสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การคุมทัพของ แบรนแดน ร็อดเจอร์ส ออกสตาร์ทฤดูกาล 2019/20 ดีเกินความคาดหมาย ทำคะแนนเกาะกลุ่มหัวตารางมาโดยตลอด ทว่ามาเจอปัญหาตัวผู้เล่นหลักมีอาการบาดเจ็บหลายคน ทั้ง เบน ชิลเวลล์, ริคาร์โด้ เปเรยร่า และ เจมส์ แมดดิสัน ทำให้การจัดการไม่เอื้ออำนวยสักเท่าไหร่

อย่างไรก็ตาม การที่พวกเขาติดท็อป 5 ของ พรีเมียร์ลีก นับว่าเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยม และดาวรุ่งหลายคนที่ได้โอกาสช่วงท้ายซีซั่น กลับส่งผลดีในเวลาต่อมา ซึ่งแน่นอนว่าฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะเริ่มขึ้น ‘จิ้งจอกสีน้ำเงิน’ ก็ยังเป็นทีมที่น่าจับตามองที่บรรดายักษ์ใหญ่ในลีกประมาทไม่ได้

– การเสริมทัพ

ขุมกำลังของ เลสเตอร์ ซิตี้ ในปีนี้ แม้พวกเขาเสีย ชิลเวลล์ แบ็กซ้ายดีกรีทีมชาติอังกฤษให้แก่ เชลซี ด้วยค่าตัว 50 ล้านปอนด์ แต่ก็ได้ ทิโมธี กาสตานเย่ ฟูลแบ็กทีมชาติเบลเยียมจาก อตาลันต้า เข้ามาเป็นกำลังเสริมด้วยค่าตัว 21.5 ล้านปอนด์

– ดาราน่าจับตา

ฮาวี่ย์ บาร์นส์ ตัวรุกริมเส้นวัย 22 ปีที่แจ้งเกิดเต็มตัว และมักถูก ร็อดเจอร์ส ใช้งานอยู่เป็นประจำ รวมถึง วิลฟรีด เอ็นดีดี้ ตัวตัดเกมฝีเท้าดีที่ทำหน้าที่ปิดทองหลังพระชะลอเกมรุกฝั่งตรงข้าม ซึ่งสถิติบ่งชี้ว่า 8 นัดที่ เอ็นดีดี้ ลงสนามน้อยกว่า 30 นาที หรือไม่ได้ลงเลย เลสเตอร์ คว้าชัยชนะแค่ 2 เกมเท่านั้น ส่วนอีก 4 เกมแบ่งเป็น เสมอ 3 และ แพ้ 3

คีย์แมน

แม้ เจมี่ วาร์ดี้ จะอายุเข้าสู่วัย 33 ปี แต่ผลงานกลับสุดปังคว้าดาวซัลโวของ พรีเมียร์ลีก เมื่อซีซั่นที่แล้ว ซึ่งตลอดการเล่นบนเวทีสูงสุดอังกฤษ 5 ปีหลังสุด เจ้าตัวการันตีซัดประตูได้อย่างน้อย 10 ลูกทุกปี แน่นอนว่ายังไงเขาก็ยังเป็นหัวหอกเบอร์ 1 ของทีม เพราะตัวเลือกที่เหลือยังไม่มีใครดีพอที่จะขึ้นมาทดแทนเขาได้

เอฟเวอร์ตัน : มาเงียบๆ แต่ซื้อเพียบนะ

เอฟเวอร์ตัน กลายเป็นอีกหนึ่งทีมที่ได้รับการจับตามองก่อนที่ฤดูกาล 2019/20 จะเปิดฉากขึ้น หลังจากพวกเขาเสริมผู้เล่นใหม่มาใน่ชวงซัมเมอร์ได้น่าสนใจทั้ง อังเดร โกเมส มิดฟิลด์ที่ดึงมาจาก บาร์เซโลน่า, มอยเซ่ เคน กองหน้าจาก ยูเวนตุส และ อเล็กซ์ อิโวบี้ ปีกจาก อาร์เซน่อล มาเสริมทัพ ทำให้แฟนๆต่างคาดหวังกับผลงานของทีมไว้สูงลิบ

อย่างไรก็ตามผลงานของ "ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน" ภายใต้การคุมทีมของ มาร์โก ซิลวา กลับย่ำแย่สุดๆ โดยถึงขั้นเคยพาทีมแพ้ 4 เกมรวดในพรีเมียร์ลีกมาแล้ว ก่อนที่สุดท้ายจะกระเด็นตกเก้าอี้ไปตามคาด หลังจากเกมที่แพ้ ลิเวอร์พูล 2-5 เมื่อต้นเดือนธันวาคมปีที่แล้ว

ก่อนที่ เอฟเวอร์ตัน จะสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการดึง คาร์โล อันเชล็อตติ นายใหญ่จอมเก๋าเข้ามากุมบังเหียนแทน และพาทีมกลับมาทำผลงานดีขึ้นแต่สุดท้ายก็พาทีมประคองตัวจบด้วยการรั้งที่ 12 ของตารางเท่านั้น ซึ่่งในฤดูกาลหน้าน่าติดตามต่อไปว่าเมื่อ อันเช่ ได้เสริมผู้เล่นหน้าใหม่ตามที่ต้องการจะสามารถพาทีมบินสูงได้ถึงไหนกับซีซั่นที่กำลังจะเปิดฉากขึ้น

– การเสริมทัพ

ช่วงตลาดซัมเมอร์นี้ เอฟเวอร์ตัน สร้างความฮือฮาได้ไม่น้อยเลยทีเดียวเมื่อได้ตัว อัลลัน มิดฟิลด์จาก นาโปลี ด้วยค่าตัว 22 ล้านปอนด์ (ประมาณ 902 ล้านบาท) ต่อด้วย ฮาเมส โรดิเกซ จอมทัพชาวโคลอมเบีย จาก เรอัล มาดริด ในราคา 20 ล้านปอนด์ (ประมาณ 820 ล้านบาท) และล่าสุดอย่าง อับดูลาย ดูคูเร่ มิดฟิลด์จาก วัตฟอร์ด อยู่ที่ราว 20 ล้านปอนด์

– ดาราใหม่น่าจับตา

หากดูจากชื่อชั้นแล้วคงจะต้องยกให้กับดีลของ ฮาเมส โรดิเกซ แม้ว่าดาวเตะชาวโคลอมเบียจะแทบไม่ได้ลงเล่นกับ เรอัล มาดริด ในซีซั่นที่ผ่านมาเลย แต่หากพูดถึงเรื่องประสบการณ์ และเรื่องฝีเท้าต้องยอมรับว่าเขาก็ยังอยู่ในระดับหัวแถวของยุโรป ยิ่งไปกว่านั้นการได้กลับมาร่วมงานกับ อันเชล็อตติ ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวร่วมกันมาถึง 2 สโมสรทั้ง เรอัล มาดริด และ บาเยิร์น มิวนิค น่าจะทำให้เขาปรับตัวได้ง่ายขึ้น

– คีย์แมน

สำหรับคีย์แมนคนสำคัญนั้นยังต้องยกให้กับคู่หูกองหน้าอย่าง ริชาร์ลิซอน และ โดมินิค คัลเวิร์ต เลวิน ที่ซัดไปคนละ 15 ประตูรวมทุกรายการในซีซั่นที่ผ่านมา ซึ่งการได้ตัวจ่ายบอลอย่าง ฮาเมส มาร่วมทีมก็อาจทำให้ทั้งคู่ผลิตสกอร์ได้มากขึ้น

นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด : ยักษ์หลับที่ยังรอวันตื่น

ความฝันของเหล่าแฟนบอล นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ที่จะได้เห็นทีมหลุดพ้นจากการครอบครองของ ไมค์ แอชลี่ย์ เจ้าของทีมที่พวกเขามองว่าบริหารทีมได้อย่างย่ำแย่ยังไม่สามารถเป็นความจริงได้สักที

ที่จริงก่อนหน้านี้มันเหมือนจะมีความหวังจากการที่กลุ่มทุนซาอุดิอาระเบียซึ่งนำโดย เจ้าชายโมฮัมหมัด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งประเทศซาอุดิอาระเบีย พร้อมเข้าเทคโอเวอร์ทีมด้วยข้อเสนอสูงถึง 300 ล้านปอนด์ (ประมาณ 12,000 ล้านบาท) แต่สุดท้ายมันก็ล่มลงเป็นที่เรียบร้อย และเหล่าสาวก "ทูน อาร์มี่" ก็ต้องทนกับ แอชลี่ย์ ต่อไปอีก 1 ซีซั่น และหวังว่าสถานการณ์มันจะต่างจากฤดูกาลก่อนบ้าง

ซีซั่นที่แล้ว บรูซ เข้ามาคุม นิวคาสเซิ่ล เป็นซีซั่นแรก แต่เขาก็เหมือนกับหลายคนก่อนหน้านี้ที่ยังไม่สามารถพาทีมกลับขึ้นไปติดกลุ่มท็อปของตารางคะแนนได้ นิวคาสเซิ่ล ได้เพียงอันดับที่ 13 ของตารางคะแนน เท่ากับซีซั่น 2018-19 ภายใต้การคุมทีมของ ราฟาเอล เบนิเตซ เป๊ะ แถมที่จริงทีมของ บรูซ ยังชนะในลีกเพียง 11 นัดเท่านั้น แม้ว่าในศึก เอฟเอ คัพ นิวคาสเซิ่ล จะไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ จนเป็นการชดเชยการที่จอดป้ายตั้งแต่รอบ 2 ของศึก คาราบาว คัพ ได้ในระดับหนึ่ง แต่ผลงานโดยรวมก็ถือว่าน่าผิดหวังอยู่ดี

ในฤดูกาลที่แล้วถือว่า นิวคาสเซิ่ล ทำได้แย่ทั้งเกมรับและเกมรุก พวกเขายิงในลีกได้เพียง 38 ประตู ซึ่งถือว่าน้อยที่สุดนับตั้งแต่ฤดูกาล 2006-07 ที่เคยทำได้ 38 ประตูเหมือนกัน นอกจากนี้พวกเขาก็เสียประตูถึง 58 ลูก เยอะที่สุดนับตั้งแต่ที่เคยเสียไป 65 ประตูในฤดูกาล 2015-16 ด้วย

ถ้าเกิด บรูซ ไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นได้แล้วล่ะก็ มันก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึงโอกาสที่จะติด 10 อันดับแรกของตารางคะแนนเลย แค่การอยู่รอดปลอดภัยใน พรีเมียร์ลีก ต่อไปก็ดูเป็นงานยากสุดๆ ด้วยซ้ำ

– การเสริมทัพ

มาร์ค จิลเลสพี, ไนออล บรู๊คเวลล์, เจฟฟ์ เฮนดริค, ไรอัน เฟรเซอร์, คัลลั่ม วิลสัน และ จามาล ลูอิส คือบรรดานักเตะที่ นิวคาสเซิ่ล ได้มาร่วมทัพ ซึ่งนอกจาก บรู๊คเวลล์ แล้วนั้น ที่เหลือเป็นประเภทที่พร้อมเป็นขุมกำลังให้ทีมชุดใหญ่ทันทีทั้งหมด แถมมีเพียง 2 คนที่พวกเขาต้องเสียค่าตัวในการดึงมาอยู่กับทีม นั่นคือ วิลสัน และ ลูอิส

อย่างไรก็ตาม แค่ 2 คนนั้นก็มีค่าตัวรวมกัน 35 ล้านปอนด์เข้าไปแล้ว แบ่งเป็น 20 ล้านปอนด์ในดีลของ วิลสัน และ 15 ล้านปอนด์ที่เสียไปกับการเอา ลูอิส มาร่วมทีม ซึ่งมันดูเป็นค่าตัวที่สูงในระดับหนึ่งสำหรับการเอานักเตะจากทีมที่เพิ่งตกชั้นไปเล่นใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพ มาร่วมทัพ

สำหรับส่วนที่ปล่อยออกไปนั้น มีแค่ แจ็ค โคลแบ็ค, ร็อบ เอลเลียตต์ และ เจมี่ สเตอร์รี่ ที่เคยถูกใส่ชื่ออยู่ในทีมชุดใหญ่ นั่นหมายความว่าการเสียทั้ง 3 คนไม่น่าจะส่งผลเสียกับขุมกำลังของ นิวคาสเซิ่ล มากนัก

– ดาราใหม่น่าจับตา

ถ้าจะบอกว่า วิลสัน คือหนึ่งในคนที่อาจจะมีส่วนสำคัญที่สุดในการชี้ชะตา นิวคาสเซิ่ล ในฤดูกาลนี้ก็คงไม่ผิดนัก ในฤดูกาล 2018-19 เขาเคยทำได้ 14 ประตู จากการลงเล่นใน พรีเมียร์ลีก 30 นัดให้กับ บอร์นมัธ แต่พอถึงซีซั่นก่อนทำได้เพียง 7 ประตูจากการลงสนาม 35 เกม เรียกได้ว่าถ้าเกิดเขาโชว์ฟอร์มเก่งออกมาได้ นิวคาสเซิ่ล ก็น่าจะมีผลงานโดยรวมที่ดี แต่ถ้าทำไม่ได้มันก็จะกลายเป็นการเสียเงิน 20 ล้านปอนด์แบบไม่คุ้มค่าสุดๆ

– คีย์แมน

อัลแล็ง แซงต์-มักซิแม็ง คือคนที่ทำผลงานได้โดดเด่นที่สุดของ นิวคาสเซิ่ล เมื่อฤดูกาลก่อน เขามีค่าเฉลี่ยการเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งในลีกถึง 4.7 ครั้งต่อนัด และยังมีจังหวะผ่านบอลที่เป็นจังหวะสำคัญเฉลี่ย 1.3 ครั้งต่อเกมด้วย จนส่งผลให้ซีซั่นก่อนเขาทำไป 3 ประตูกับ 4 แอสซิสต์ จากการลงเล่นในลีก 26 เกม ถ้าเกิด แซงต์-มักซิแม็ง ทำผลงานได้ดีแบบคงเส้นคงวาแล้วล่ะก็ เขาก็จะทำให้เกมรุกของ นิวคาสเซิ่ล ไหลลื่นได้ดีเลยทีเดียว

โหมกระแส!ตำนานมั่นใจบาร์เซโลน่าไม่พลาดซิวไวจ์นัลดุม

ท่ามกลางกระแสข่าวลือระหว่าง บาร์เซโลน่า กับ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม ที่ยังมีออกมาเรื่อยๆ ฮริสโต้ สตอยช์คอฟ อดีตยอดดาวยิง "อาซูลกราน่า" ก็จุดประเด็นร้อนด้วยการโพสต์เหมือนกับว่า ไวจ์นัลดุม จะมาซบยอดทีมแห่งถิ่น คัมป์ นู แน่นอน ซึ่งมันก็มีคนกด "ถูกใจ" กันเยอะพอตัว

ฮริสโต้ สตอยช์คอฟ ตำนานกองหน้าของ บาร์เซโลน่า สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที ลา ลีกา สเปน โพสต์ข้อความในเชิงที่เหมือนกับมั่นใจว่า "อาซูลกราน่า" ได้ตัว จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม กองกลาง ลิเวอร์พูล มาร่วมทัพแน่นอน

ไวจ์นัลดุม มีข่าวกับ บาร์เซโลน่า อย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา หลังจากที่เขาเหลือสัญญากับ ลิเวอร์พูล ไม่ถึง 1 ปีเท่านั้น และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะมีการต่อสัญญากันเลย ขณะที่ โรนัลด์ คูมัน เทรนเนอร์คนใหม่ของ บาร์เซโลน่า ก็ชื่นชอบฝีเท้าของแข้งวัย 29 ปีตั้งแต่ตอนที่ร่วมงานกันในทีมชาติฮอลแลนด์แล้ว

ทั้งนี้ สตอยช์คอฟ สร้างความแปลกใจให้กับหลายฝ่าย เมื่อจู่ๆ ก็โพสต์ภาพตอนที่ตัวเองถ่ายร่วมกับ ไวจ์นัลดุม ตอนที่อีกฝ่ายได้แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อฤดูกาล 2018-19 ลงบน อินสตาแกรม เครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดฮิต พร้อมกับพิมพ์ข้อความแนบมาว่า "เจ้าของเบอร์ 8 คนต่อไปของ บาร์ซ่า ที่รักของผม" ซึ่งมันก็มีคนกด "ถูกใจ" โพสต์นี้เกิน 14,000 ครั้งเข้าไปแล้ว

ซาลาห์ยิงไม่ได้8นัดติด!6ประเด็นหลังเกมลิเวอร์พูลอุ่นโหดขยี้แบล็คพูล7ตุง

 "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ทีมแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลล่าสุด ส่งท้ายช่วงปรี-ซีซั่นได้อย่างสวยหรู หลังเปิดรัง แอนฟิลด์ กระซวกโหด แบล็คพูล 7-2 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา แต่ก็ทำเอาเสียวไม่น้อย เพราะเกมผ่านไปช่วงครึ่งชั่วโมงแรก มีสกอร์ตามหลัง 0-2 แต่สุดท้ายก็รัวคืนทีเดียว 7 ตุง โดยเฉพาะช่วงครึ่งหลังที่จัดไปครึ่งโหล และนี่คือ 6 ประเด็นที่น่าสนใจจากเกมอุ่นเครื่องนัดสุดท้ายของช่วงปรี-ซีซั่น ก่อนเริ่มต้นภารกิจป้องกันแชมป์ในฤดูกาล 2020/21 ซึ่งพวกเขามีคิวลงเตะนัดแรกกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด วันเสาร์ที่ 12 กันยายนนี้
 

– 7 ประตู จาก 7 คน

เป็นเกมที่นักเตะ ลิเวอร์พูล ยิงกันไม่ซ้ำหน้าเลย โดย 7 ประตู มาจากคนทำสกอร์ 7 คน โดยไล่ตั้งแต่ โฌแอล มาติป นาทีที่ 43 (1-2), ซาดิโอ มาเน่ นาทีที่ 52 (2-2), โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ นาทีที่ 54 (3-2), ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ นาทีที่ 69 (4-2), ทาคุมิ มินามิโนะ นาทีที่ 71 (5-2), ดิว็อค โอริกี้ นาทีที่ 85 (6-2) และ เซปป์ ฟาน เดน เบิร์ก นาทีที่ 88 (7-2) แต่… ยังคงไร้ชื่อ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ บนสกอร์บอร์ด

– ซาลาห์ ไร้สกอร์ 8 นัดติด!!!

นอกจากเกมนี้ที่ยิงไม่ได้แล้ว หากมองย้อนกลับไปทุกนัดที่ลงสนาม เท่ากับว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กองหน้าตัวเก่งชาวอียิปต์ ทำประตูไม่ได้มา 8 นัดติดต่อกันแล้ว ซึ่งก็รวมถึงตลอดทั้ง 3 นัดในช่วงปรี-ซีซั่น โดยเกมสุดท้ายที่ "บังโม" มีสกอร์คือ นัดที่เจ้าตัวกดสองตุงในเกม พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูกาลก่อน ที่ "หงส์แดง" บุกอัด ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 3-1 เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ซาลาห์ จะคืนฟอร์มเก่ง และทำประตูได้อย่างเป็นกอบเป็นกำอีกครั้ง เมื่อฤดูกาลใหม่เปิดฉากขึ้น 

– มาติป คัมแบ็กสวย

เกมนี้ถือเป็นการลงสนามนัดแรกของ โฌแอล มาติป เซนเตอร์แบ็กร่างโย่งชาวแคเมอรูน หลังจากที่พักแข้งยาวมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมิถุนายน เพราะมีปัญหาบาดเจ็บรุมเร้าที่เท้า ซึ่งถึงแม้สภาพร่างกายยังดูไม่ฟิตเต็มร้อย และได้ลงเล่นแค่ช่วง 45 นาทีแรกเท่านั้น (นาธาเนียล ฟิลลิปส์ ลงแทนครึ่งหลัง) แต่ก็ถือเป็นการคัมแบ็กที่ดีสำหรับ ปราการหลังวัย 29 ปี เพราะนอกจากได้ลงเคาะสนิมแล้ว เกมนี้เจ้าตัวยังทำได้หนึ่งประตูด้วย จากลูกโขกของถนัดที่ช่วยให้ทีมตีไข่แตก 1-2

– มินามิโนะ ยิ่งเล่นยิ่งแจ่ม

เชื่อเหลือเกินว่า ทาคุมิ มินามิโนะ ตัวรุกชาวญี่ปุ่น ที่ย้ายมาจาก เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ช่วงกลางฤดูกาลที่แล้ว ถือเป็นอีกหนึ่งนักเตะที่สาวก "เดอะ ค็อป" คาดหวังไว้สูงไม่น้อยสำหรับฤดูกาลใหม่ ซึ่งจากที่เห็นในช่วงหลังๆ บอกได้เลยว่า ฟอร์มของเจ้าตัวดีขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ โดยเฉพาะเรื่องความมั่นใจ, กล้าเล่นกล้าลุย และความเข้าใจเพื่อนร่วมทีม ซึ่งเกมนี้เจ้าตัวก็มี 1 ประตู กับ 1 แอสซิสต์ โดยลูกยิงของเจ้าตัว ที่เป็นประตูนำ 5-2 นั้น ถือเป็นลูกยิงที่เยือกเย็นและหาจังหวะดีมาก ซึ่งเท่ากับว่าตอนนี้ ดาวเตะเลือดซามูไรวัย 25 ปี ทำประตูได้สองนัดติดแล้ว หลังเป็นคนกดประตูตีเสมอ 1-1 ในเกม คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ที่เจอกับ อาร์เซน่อล เมื่อสุดสัปดาห์ก่อน

– ประตูแรกของ เอลเลียตต์ กับ ฟาน เดน เบิร์ก

ถึงแม้ไม่ใช่เกมที่เป็นทางการ แต่อย่างน้อยการที่สองแข้งดาวรุ่งอย่าง ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ และ เซปป์ ฟาน เดน เบิร์ก ต่างทำประตูแรกในสีเสื้อ "หงส์แดง" ได้ ถือเป็นเรื่องดีต่อความมั่นใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักเตะตัวรุกอย่างเจ้าหนู เอลเลียตต์ วัย 17 ปี ที่ฤดูกาลก่อนไร้สกอร์มาตลอด 8 นัดที่ลงเล่นให้กับ ลิเวอร์พูล

– แต่… ควรเสริมหลัง

ด้วยการที่สองเซนเตอร์แบ็กตัวหลักอย่าง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ และ โจ โกเมซ ต่างติดภารกิจรับใช้ทีมชาติ ทำให้เกมนี้ ลิเวอร์พูล ต้องใช้แนวรับชุดสำรองลงเล่น ซึ่งมันชัดเจนว่า ยังไม่ดีพอ เพราะการเสียสองประตูให้กับสโมสระดับ ลีก วัน ไม่ใช่เรื่องที่สามารถนิ่งนอนใจได้ โดยเฉพาะจังหวะที่ แบล็คพูล ได้ประตูขึ้นนำ 1-0 ก็มาจากความผิดพลาดง่ายๆ ของ บิลลี่ คูเมติโอ ปราการหลังดาวรุ่งร่างยักษ์ชาวฝรั่งเศส ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ ลิเวอร์พูล ก็ควรจะดึงเซนเตอร์แบ็กคุณภาพดีมาเสริมสักราย เพราะยามจำเป็น การจะฝืนใช้งานพวกดาวรุ่งอย่าง เซปป์ ฟาน เดน เบิร์ก, คี-ยาน่า ฮูแฟร์, บิลลี่ คูเมติโอ รวมถึง นาธานเนียล ฟิลลิปส์ บ่อยๆ คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ ถึงแม้ ฟาบินโญ่ มิดฟิลด์เลือดแซมบ้า สามารถลงมายืนเป็นเซนเตอร์แบ็กขัดตาทัพได้ก็ตาม

ยังมีไฟ!ลาซิโอประกาศคว้า “เรน่า” เฝ้าเสา

เปเป้ เรน่า อดีตนายทวาร ลิเวอร์พูล ยังคงอยู่โลดแล่นในเวที เซเรีย อา โดยล่าสุดเซ็นสัญญาร่วมก๊วน ลาซิโอ เรียบร้อย หลังแยกทางกับ เอซี มิลาน

ลาซิโอ สโมสรดังแห่งเวที กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ประกาศยืนยัน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม ที่ผ่านมาว่า ได้ทำการคว้าตัว เปเป้ เรน่า ผู้รักษาประตูประสบการณ์สูงชาวสแปนิช มาร่วมทีมด้วยสัญญา 2 ปี เรียบร้อย

อดีตนายทวาร ลิเวอร์พูล และ นาโปลี ที่กำลังจะอายุครบ 38 ปี ในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ ย้ายมายังถิ่น สตาดิโอ โอลิมปิก แบบไร้ค่าตัว หลังจากที่ตัดสินใจยกเลิกสัญญากับ เอซี มิลาน ที่เหลืออีก 1 ปี โดยก่อนหน้านี้ เรน่า ได้รับความสนใจจาก บาเลนเซีย สโมสรดังในลีกบ้านเกิด ทว่าสุดท้ายเจ้าตัวเลือกที่จะอยู่เล่นที่อิตาลีต่อไป 

ทั้งนี้ เรน่า ลงเฝ้าเสาให้ เอซี มิลาน ไปทั้งสิ้น 13 นัด โดยช่วงครึ่งหลังของฤดูกาลที่ผ่านมา เจ้าตัวย้ายไปเล่นให้ แอสตัน วิลล่า ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แบบสัญญายืมตัว และสามารถช่วยทัพ "สิงห์ผงาด" รอดพ้นจากการตกชั้นได้สำเร็จ 

จะเป็นยังไงเมื่อ อลีสซง มาในลุคใหม่

อลีสซง เบ็คเกอร์ จัดการเปลี่ยนทรงผมของตัวเอง ต้อนรับฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยสร้างความประหลาดใจให้แก่สาวกเดอะ ค็อป เป็นจำนวนมาก

   อลีสซง เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูมาดเท่ของ ลิเวอร์พูล ทำเอาแฟนๆ ตะลึงในทรงผมใหม่ ก่อนเกมที่จะลงสนามในศึกคอมมิวนิตี้ ชิลด์ กับ อาร์เซน่อล ในคืนวันเสาร์นี้

    อลีสซง เผยภาพลุคใหม่ของตัวเองให้แฟนๆ ที่ติดตามกว่า 7 ล้านคนใน อินสตาแกรม ของตัวเอง ได้เห็นโดยเป็นการแชร์ภาพจาก แอคเคาท์ของ นาตาเลีย ภรรยาสาว มาลงในไอจีสตอรี่ เป็นรูปผมที่โดนตัดออก แล้วภาพถัดมาเป็นลุคใหม่ผมสั้นสุดเนี้ยบ

    โดย แคปชั่น ของ นาตาลี ใส่สั้นๆ เป็นภาษาโปรตุกีส ว่า "Meu lindo" ซึ่งมีความหมายคือ "ความสวยงามของฉัน"

เรียบร้อยแล้ว!ดาวรุ่งเยอรมันส่งสัญญาณซบลิเวอร์พูล

 

เมลคามู ฟรอนดอร์ฟ มิดฟิลด์อนาคตไกล ส่งสัญญาณว่าซบ ลิเวอร์พูล แล้ว หลังจากใส่ชื่อทีมในประวัติของตัวเอง โดยเจ้าตัวเล่นได้โดดเด่นกับทีมเยาวชนของ ฮอฟเฟ่นไฮม์ ในช่วงที่ผ่านมา

เมลคามู ฟรอนดอร์ฟ กองกลางดาวรุ่งชาวเยอรมัน เหมือนกับว่าจะย้ายไปอยู่กับ ลิเวอร์พูล แบบไร้ค่าตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากเจ้าตัวใส่ชื่อ "หงส์แดง" ในหน้าประวัติส่วนตัวบน อินสตาแกรม เครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดฮิตด้วย

ฟรอนดอร์ฟ เคยตกเป็นข่าวกับ ลิเวอร์พูล อย่างหนักเมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากที่เขาทำผลงานได้โดดเด่นกับทีมรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปีของ ฮอฟเฟ่นไฮม์ โดยในฤดูกาล 2019-20 เขาทำได้ 5 ประตูกับ 5 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 20 นัด

เฮสกีแนะซาลาห์ย้ายแล้วถ้าชวดแชมป์ลีก

เอมิล เฮสกี อดีตกองหน้าของ ลิเวอร์พูล เผยว่าตัวเองคงจะเชียร์ให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ย้ายทีมไปแล้วหากทีมไม่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกในปีนี้

 "หงส์แดง" เดินหน้าทำผลงานอย่างยอดเยี่ยมในลีกปีนี้จนก้าวไปคว้าแชมป์ด้วยคะแนนที่ขาดกระจุย ซึ่งทาง เฮสกี เผยว่าตัวเองคงเชียร์ให้ดาวยิงตัวเก่งอย่าง ซาลาห์ ย้ายไปแล้วเพื่อโอกาสในการประสบความสำเร็จ แต่ตอนนี้ทีมได้แชมป์แล้ว ความท้าทายคือการป้องกันแชมป์ให้ได้

 "โมฮาเหม็ด ซาลาห์ คือนักเตะที่สำคัญมากของทีม ถ้าเขาไม่อยู่ในทีม คุณจะเห็นได้เลยว่า ลิเวอร์พูล จะลดความน่ากลัวในแดนหน้าไปเยอะเลย" เฮสกี กล่าวกับ ออนไทม์ สปอร์ต

 "ทุกคนในสนามต้องการเขา เขาทำประตูและสร้างสรรค์โอกาส, ฟีร์มิโน่ และ ซาเน่ เล่นได้ดีเมื่อมี ซาลาห์ ประสานงาน, เขาคือส่วนสำคัญในความแข็งแกร่งของทีมและโทรฟี่ที่พวกเขาได้"

 "จากมุมมองของผม เขาควรอยู่กับ ลิเวอร์พูล, ถ้าพวกเขาไมได้แชมป์ลีก ผมคงจะบอกให้เขาย้ายออกไปอยู่กับทีมที่มีโอกาสได้แชมป์มากกว่า"

 "แต่ตอนนี้เขาได้แชมป์ลีก เขาต้องลุยต่อและพยายามคว้ามันอีกครั้งและอีกครั้ง, ซาลาห์ ได้แชมป์ทุกรายการกับ ลิเวอร์พูล แต่ความท้าทายคือเดินหน้าต่อและพยายามคว้าแชมป์อีกครั้ง"

ทำความรู้จัก ซีอีโอคนใหม่ ลิเวอร์พูล ฝีมือไม่ธรรมดา

หลังจากที่ ลิเวอร์พูล ตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับ ปีเตอร์ มัวร์ ประธานบริหารที่กำลังจะหมดสัญญาหลังหมดเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งคนที่จะรับไม้ต่อคือ บิลลี่ โฮแกน หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายพาณิชย์ของสโมสรลิเวอร์พูล

    ชื่อของ โฮแกน อาจไม่ได้เป็นที่รู้จักสำหรับแฟนบอลเท่าไหร่นัก เพราะงานของเขาคือการทำงานเป็นเบื้องหลังเรื่องเชิงพาณิชย์ ทั้งการเจรจา ดีลสปอนเซอร์, การตลาด ซึ่งอะไรที่เกี่ยวข้องกับ เงิน ๆ ทอง ๆ นั่นแหละคือหน้าที่ของ โฮแกน

    ส่วนความรับผิดชอบของตำแหน่งประธานบริหารของสโมสรนั้น หลังจากที่ มัวร์ เข้ามารับตำแหน่งนี้ต่อจาก เอียน แอร์ ตำแหน่งนี้จะเน้นเรื่องการทำธุรกิจมากกว่าเรื่องฟุตบอล ซึ่งจะไม่เข้าไปก้าวก่ายเรื่องซื้อ-ขายหรือต่อสัญญาผู้เล่น เพราะหน้าที่นี้เป็นของ ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์

    สำหรับ โฮแกน ที่จะเข้ามาเป็นซีอีโอคนใหม่ ก็ไม่ได้เป็นคนอื่นคนไกลกับสโมสรเลย เขาทำงานร่วมกับ มัวร์ และมีความสนิมสนมกันอยู่แล้ว

    โฮแกน เคยเป็น ประธานบริหารให้กับบริษัทในเครือของ FSG กลุ่มเจ้าของสโมสร มีหน้าที่คอยดูแลเรื่องแบรนด์และภาพลักษณ์

    ประสบการณ์ในด้านการพาณิชย์ระหว่าง โฮแกน กับ FSG มีมานานถึง 16 ปี โดยก่อนหน้านั้น โฮแกน ใช้เวลาสั้น ๆ ในการเป็น ผู้อำนวยการฝ่ายขาย กับบริษัท ANC Sports

    ต่อมาเดือนพฤษภาคม ปี 2012 โฮแกน เข้ามาทำหน้าที่ในสโมสรลิเวอร์พูล ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ ดูแลเรื่องการเจรจาธุรกิจและการตลาด

    และพอเดือนมีนาคม ปี 2016 แอร์ ลาออกจากซีอีโอ แล้วตั้ง มัวร์ ขึ้นมาแทน โฮแกน ก็เลื่อนขั้นเป็นกรรมการผู้จัดการควบคู่กับผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ของทีม

    โฮแกน ใช้เวลาส่วนใหญ่ที่ ลอนดอน แต่ก็เดินทางมายัง ลิเวอร์พูล อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง และก็บินไปต่างประเทศในคราวที่จำเป็น

    ทุกครั้งที่สโมสรทำการเซ็นสัญญากับสปอนเซอร์ เราจะได้เห็นโฮแกน ร่วมเฟรมอยู่เสมอ เขาคือคนที่อยู่เบื้องหลังดีลธุรกิจต่างๆที่เกิดขึ้น

    โฮแกน เน้นเรื่องการตลาดโดยเน้นไปทางสื่อโซเชี่ยลที่กำลังได้รับความนิยมเหมาะสมกับยุคปัจจุบันในโลกดิจิตัล ซึ่งรายได้ของ ลิเวอร์พูล ก็มาจากส่วนนี้เหมือนกัน อีกทั้งแฟนบอลก็จะยังมีส่วนร่วมกับสโมสรได้ทุกเมื่อไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหน

 

    เมื่อเรื่องในสนามและผลงานเป็นหน้าที่ของ คล็อปป์ และทีมงานสตาฟฟ์ สิ่งที่ โฮแกน พยายามจะทำ นั่นคือการสร้างรายได้และการค้า ซึ่งรายได้นั้นมันก็จะกลับไปยังสโมสร

    ในช่วงที่ โฮแกน ทำงานกับลิเวอร์พูล เขาสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ต่อปีให้กับสโมสรเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวถึง 136 ล้านปอนด์ ซึ่งอำนาจทางการเงินที่ดีนี้ช่วยให้เจอร์เก้น คล็อปป์ นำไปใช้ปรับปรุงซื้อผู้เล่นเข้ามาในทีม

    ช่วงที่สัญญาระหว่าง นิว บาลานซ์ กับ ลิเวอร์พูล ใกล้จะหมดลง ก็มีคำถามเกิดขึ้นมาสโมสรจะทำอย่างไรต่อ ซึ่ง โฮแกน ก็เลี่ยงที่จะตอบแบบตรงๆ โดยบอกเพียงว่า "เราจะยังไม่ให้ความเห็นใดๆเกี่ยวกับเรื่องสัญญาที่จะหมดลง ถึงเวลาที่เหมาะสมเมื่อไหร่เราจะมาพูดเรื่องนี้กันอีกที"

    แน่นอนครับ ในดีลกับ ไนกี้ เจ้าใหม่ ล่าสุดนี้ คนที่เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญในการเจรจา จนทำให้แบรนด์ระดับโลกเซ็นสัญญาเป็นผู้ผลิตชุดแข่งให้กับทีม ซึ่งเป็นไปได้ว่า ลิเวอร์พูล จะได้รับเงินถึงปีละ 80 ล้านปอนด์

 

    "หลังจากได้รับเกียรติให้ทำงานร่วมกับสโมสรแห่งนี้มานานเกิน 8 ปี ผมก็ถือว่าเป็นเกียรติอย่างมากที่จะได้เป็นประธานบริหารของทีม และจะได้สานต่องานอันยอดเยี่ยมที่ทุกคนในองค์กรทำร่วมกันมาจนถึงตอนนี้ ผมขอขอบคุณ จอห์น (ดับเบิ้ลยู เฮนรี่), ทอม (เวอร์เนอร์) และ ไมค์ (กอร์ดอน) สำหรับโอกาสในครั้งนี้ที่ทำให้ผมได้นำองค์กรเข้าสู่ช่วงต่อไปของเรื่องราวอันน่าตื่นเต้น" โฮแกน กล่าวแบบเป็นเกียรติสุดๆ หลังได้รับตำแหน่งนี้ต่อจาก มัวร์

    แฟนหงส์มั่นใจได้เลยว่า บิลลี่ โฮแกน คนนี้ จะพา ลิเวอร์พูล เดินหน้า ก้าวไกลในด้านธุรกิจ แบบติดปีกแน่นอน

อลีสซง,ฟานไดค์ทำพัง! ตัดเกรดแข้งลิเวอร์พูลเกมบุกพ่ายอาร์เซน่อล

ถึงแม้ได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้มาครองเรียบร้อย แต่การบุกไปแพ้ อาร์เซน่อล 1-2 เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ถือว่าน่าเจ็บใจไม่น้อยสำหรับสาวก "เดอะ ค็อป" เพราะทุกอย่างมาพังจากความผิดพลาดส่วนบุคคลของ 2 ผู้เล่น ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญของทีม ทั้งๆ ที่รูปเกมเหนือกว่า และดูเข้าทางไปซะหมดตอนที่มีสกอร์นำ 1-0 และนี่คือผลสอบของนักเตะ "หงส์แดง" แต่ละคนที่ลงเล่นในแมตช์นี้

11 ผู้เล่นตัวจริง

 – อลีสซง เบ็คเกอร์ : 4

นอกจากตลอดทั้งเกมไม่ได้เซฟแม้แต่ครั้งเดียวแล้ว ความผิดพลาดของเจ้าตัวยังส่งผลให้ทีมกลับมาเป็นฝ่ายพลิกปราชัย ถือเป็นเกมที่น่าผิดหวังอย่างแรงสำหรับนายประตูหน้าหล่อชาวบราซิเลียน

– เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ : 6.5

เติมเกมรุกได้ดี มีจังหวะเปิดบอลเข้ากลางได้เสียว แต่โชคดีไม่น้อยเช่นกัน ที่ได้รับแค่ใบเหลืองจากจังหวะเข้าหนักใส่คู่แข่งช่วงครึ่งหลัง 

 – โจ โกเมซ : 7.5

ช่วยดักบอลสวยๆ หลายครั้ง เล่นได้นิ่ง ถือเป็นเกมที่เจ้าตัวช่วยแบกเกมรับได้ดี 

– เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ (กัปตันทีม) : 5

รับไปเต็มๆ กับจังหวะส่งบอลคืนหลังไม่ดี จนนำไปสู่การเสียประตูตีเสมอ แถมการผ่านบอลก็ดูไม่ค่อยมั่นใจ ถือเป็นเกมที่ฟอร์มต่ำกว่ามาตรฐานอย่างแรง

 – แอนดี้ โรเบิร์ตสัน : 7

แอสซิสต์สุดคมให้ มาเน่ กระทุ้งประตู 1-0 โดยรวมทำหน้าที่ของตัวเองได้โอเค ทั้งเกมรับและรุก

 – ฟาบินโญ่ : 6

ถือว่าต่ำกว่ามาตรฐาน มีหลายครั้งที่เสียบอลง่าย แม้บางจังหวะช่วยเล่นเกมรับได้ดี 

 – อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน : 6

มีโอกาสได้ทดสอบ มาร์ติเนซ แต่โดยรวมค่อนข้างเงียบ

– จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม : 7

เดินเกมแดนกลางได้ไม่เลว สร้างโอกาสให้เพื่อนลุ้นทำประตูถึง 4 หน

 – โมฮาเหม็ด ซาลาห์ : 6.5

จริงๆ แล้วไม่ใช่เกมที่เลวร้าย แต่เหมือนเดิมคือ จบสกอร์ไม่คมในจังหวะที่ได้ยิงเน้นๆ

 – ซาดิโอ มาเน่ : 7.5

กดประตูขึ้นนำ 1-0 ได้เฉียบขาด และป่วนแนวรับเจ้าถิ่นได้เรื่อยๆ ถือเป็นผู้เล่นที่โดดเด่นสุดของทีมในเกมนี้

 – โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ : 6

เชื่อมเกมได้อย่างโดดเด่น มีส่วนขึ้นเกมในจังหวะได้ประตูนำ 1-0 แต่ก็ดีได้แค่ครึ่งทางครึ่งแรก จากนั้นก็หายไปจากเกม ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออกช่วงครึ่งหลัง

 สำรองที่ได้ลงเล่น

 – ทาคูมิ มินามิโนะ (แทน ฟีร์มีโน่ น. 61) : 6

มีความมุ่งมั่นดี และมีลุ้นทำประตูด้วย ทว่าโดยรวมสร้างความแตกต่างให้กับเกมไม่ได้มาก 

 – นาบี เกอิต้า (แทน อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน น. 62) : 6.5

ช่วยยกระดับเกมแดนกลางได้พอสมควร และมีโอกาสยิงไกลแบบได้ลุ้น

– เซอร์ดาน ชากิรี่ (แทน ซาลาห์ น. 83) : –

ไม่สามารถให้คะแนนได้ 

 – ดิว็อค โอริกี้ (แทน ไวจ์นัลดุม น. 83) : –

ไม่สามารถให้คะแนนได้