โฟเด้นซัดกู้ชีพ! แมนซิตี้ตามเจ๊าเวสต์แฮมหืดชวดขึ้นท็อปโฟร์-ฟาเบียนสกี้สุดเหนียว

ฟิล โฟเด้น สวมบทซูเปอร์ซัพลงมาซัดประตูช่วยให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตามตีเสมอ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด แบ่งแต้มไปด้วยสกอร์ 1-1 ทำให้ "เรือใบสีฟ้า" รั้งที่ 11 ของตาราง ชวดโอกาสเก็บ 3 แต้มเพื่อขยับขึ้นไปรั้งท็อปโฟร์ชั่วคราว ส่วนทีม "ขุนค้อน" ไร้พ่าย 3 นัดรวดรั้งที่ 10 ของตาราง ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา

    การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คู่แแรกประจำวันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2563 ที่สนาม ลอนดอน สเตเดี้ยม ระหว่าง เวสต์แฮม ยูไนเต็ด พบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

    เดวิด มอยส์ กุนซือเวสต์แฮม กำลังโชว์ฟอร์มเยี่ยมไม่แพ้มา 2 เกมแล้ว เกมนี้ได้ มิคาอิล อันโตนิโอ  ผ่านความฟิตลงเป็นตัวจริงในตำแหน่งหัวหอกตัวเป้า ขณะที่ตำแหน่งอื่นๆพร้อมลงประจำการทั้งหมด ฟาเบียน บัลบูเอน่า, อันเจโล่ อ็อกบอนน่า, โทมัส ซูเช็ค, เดแคลน ไรซ์ และ ปาโบล ฟอร์นัลส์

    ด้าน เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือ แมนฯ ซิตี้ เกมนี้ใส่ชื่อของ เควิน เดอ บรอยน์ เป็นสำรองเท่านั้นหลังมีอาการเจ็บรบกวน เช่นเดียวกับ นาธาน อาเก้ ที่ไร้ชื่อ โดยสามแนวรุกวาง ริยาด มาห์เรซ, ราฮีม สเตอร์ลิง และ เซร์คิโอ อเกวโร่

    เปิดฉากครึ่งแรกมา แมนซิตี้ เดินเกมบุกเข้าใส่ทันที ได้ขึงบุกใส่อย่างต่อเนื่อง นาที 13 อิลคาย กุนโดกัน เติมขึ้นมาหน้าเขตโทษแล้วลองกดด้วยซ้ายแต่บอลไม่ตรงกรอบ

    อย่างไรก็ตาม เวสต์แฮม ที่เกมเป็นรองมีโอกาสโต้กลับขึ้นมา และได้ประตูพลิกนำก่อน 1-0 ในนาที 18 จากจังหวะที่ วลาดิเมียร์ คูฟาล เปิดจากริมเส้นฝั่งขวาเข้าเขตโทษให้ มิคาอิล อันโตนิโอ แล้วจักรยานอากาศตามน้ำส่งบอลเข้าประตูไปอย่างสวยงาม 

    หลังจากนั้น "เรือใบสีฟ้า" พยายามโหมบุกใส่อยู่ฝ่ายเดียวแต่ยังเจาะเกมรับเจ้าถิ่นไม่ได้ และต้องลุ้นซัดไกลจากนอกกรอบของ เอริค การ์เซีย ที่เติมขึ้นมาลองส่องแต่บอลเฉียดเสาแรกออกไปนิดเดียว ในนาที 34  

    ท้ายครึ่งแรก เวสต์แฮม มีโอกาสตอบโต้บุกใส่เช่นกัน แต่สุดท้ายทั้งสองทีมทำอะไรกันเพิ่มไม่ได้ ทำให้จบครึ่งแรก เวสต์แฮม นำอยู่ 1-0

    ครึ่งหลัง แมนซิตี้ เริ่มด้วยการถอด เซร์คิโอ อเกวโร่ ออกจากสนามแล้วส่ง ฟิล โฟเด้น ลงเล่นแทน แล้วดัน ราฮีม สเตอร์ลิง ขึ้นไปยืนเป็นกองหน้าตัวเป้า

    เกมดำเนินมาถึง นาที 51 แมนซิตี้ มาได้ประตูตีเสมอป็น 1-1 ชูเอา กานเซโล่ เติมขึ้นมาแล้วจ่ายบอลยัดให้ ฟิล โฟเด้น ตัวสำรองเอี้ยวตัวซัดด้วยซ้ายจ่อๆบอลเบียดเสาแรกเข้าประตูไป

    ถัดมา นาที 68 "ขุนค้อน" มีโอกาสโต้กลับมาอีกครั้ง อังเดร ยาโมเลนโก้ ลากจากริมเส้นฝั่งขวาแล้วตัดเข้าในซัดด้วยซ้ายบอลเหินข้ามคานออกไปนิดเดียว

    นาที 84 ปาโบล ฟอร์นัลส์ มีโอกาสที่จะทำให้ เวสต์แฮม แซงนำอีกครั้งเมื่อหลุดเดี่ยวมาตั้งแต่กลางสนามพยายามจะชิพข้ามตัว เอแดร์ซอน ที่ออกมาปิดมุมแต่บอลไม่มีน้ำหนักไปเข้าซองนายด่านชาวบราซิลรับสบาย

    ท้ายเกมนาที 86 แมนซิตี้ พลาดโอกาสทองที่จะขึ้นนำเมื่อ เควิน เดอ บรอยน์ จ่ายบอลทะลุช่องให้ ราฮีม สเตอร์ลิง หลุดเดี่ยวแต่ยิงไม่ผ่านมือของ ลูคัส ฟาเบียนสกี้ โชว์ซูเปอร์เซฟปัดออกหลังไป

    เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม เวสต์แฮม เปิดบ้านเสมอ แมนฯ ซิตี้ 1-1
   
   
รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (5-4-1) : ลูคัส ฟาเบียนสกี้ – วลาดิเมียร์ คูฟาล, ฟาเบียน บัลบูเอน่า, อันเจโล่ อ็อกบอนน่า, อารอน เครสส์เวลล์, อาร์กตูร์ มาซูอากู – จาร์ร็อด โบเว่น, โทมัส ซูเช็ค, เดแคลน ไรซ์, ปาโบล ฟอร์นัลส์ – มิคาอิล อันโตนิโอ (อังเดร ยาโมเลนโก้ น.52)

แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, รูเบน ดิอาซ, เอริค การ์เซีย, ชูเอา กานเซโล่ – แบร์นาร์โด้ ซิลวา (เควิน เดอ บรอยน์ น.69), โรดรี้ เอร์นานเดซ, อิลคาย กุนโดกัน – ริยาด มาห์เรซ, เซร์คิโอ อเกวโร่ (ฟิล โฟเด้น น.46), ราฮีม สเตอร์ลิง

ปาร์เตย์ลุ้นเดบิวต์? คาดการณ์ 11 ตัวจริงบิ๊กแมตช์แมนซิตี้ปะทะอาร์เซน่อล

คืนนี้พรีเมียร์ลีกมีบิ๊กแมตช์น่าสนใจที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม โดย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เตรียมเปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของ อาร์เซน่อล ของ มิเกล อาร์เตต้า แน่นอนว่าทั้งสองกุนซือเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องมาก่อน งานนี้ทำให้เพิ่มดีกรีความันส์ แต่ทั้งสองกุนซือจะจัดทัพอย่างไร เราลองมาคาดเดากัน
แมนฯ ซิตี้ (4-3-3)

ผู้รักษาประตู: เอแดร์ซอน โมราเอส

    แน่นอนว่าผู้รักษาประตูยังคงใช้มือหนึ่ง เอแดร์ซอน ต่อไป แต่เจ้าของรางวัลถุงมือทองคำฤดูกาลที่แล้วยังไม่สามารถเก็บคลีนชีทได้เลยหลังจากผ่านมา 3 นัด

แนวรับ: ไคล์ วอล์คเกอร์, รูเบน ดิอาส, เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์, เบนฌาแม็ง เมนดี้

    แผงหลังน่าจะใช้ผู้เล่นชุดเดิมจากนัดที่แล้ว โดยเซนเตอร์แบ็กตัวใหม่อย่าง รูเบน ดิอาส จะออกสตาร์ทตัวจริงนัดที่สองในลีกยืนคู่กับ เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์ ขณะที่แบ็กทั้งสองข้าง ไคล์ วอล์คเกอร์ และ เบนฌาแม็ง เมนดี้ ยังลงสนามต่อเช่นเคย แม้รายหลังจะอยู่ในฟอร์มแย่ก็ตาม

กองกลาง: อิลคาย กุนโดกัน, โรดรี้ เอร์นานเดซ, ฟิล โฟเด้น

    “เรือใบสีฟ้า” เจอปัญหาใหญ่เมื่อจอมทัพของทีมอย่าง เควิน เดอ บรอยน์ บาดเจ็บจากเกมทีมชาติทำให้ อิลคาย กุนโดกัน จะรับหน้าที่คุมแดนกลางแทน โดยมี โรดรี้ และ ฟิล โฟเด้น ยึดตัวจริงต่อเนื่องจากนัดที่แล้ว

แนวรุก: แบร์นาโด้ ซิลวา, ราฮีม สเตอร์ลิง, ริยาด มาห์เรซ

    อีกหนึ่งปัญหาของทีมในตอนนี้คือไม่มีกองหน้าธรรมชาติเหลืออยู่แล้วเนื่องจาก กาเบรียล เชซุส และ เซร์คิโอ อเกวโร่ ยังคงบาดเจ็บอยู่ทั้งคู่แม้ในรายหลัง เป๊ป จะให้สัมภาษณ์ก่อนเกมว่ามีลุ้นฟิตกลับมาทันแต่เชื่อว่าเจ้าตัวจะไม่ออกสตาร์ทตัวจริง ทำให้ เป๊ป ต้องใช้ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ยืนหัวหอกเหมือนกับนัดที่แล้วแม้ว่าเจ้าตัวจะมีอาการบาดเจ็บติดมาจากทีมชาติก็ตาม

    ส่วนริมเส้น เป๊ป มีตัวเลือกค่อนข้างเยอะ แบร์นาโด้ ซิลวา และ ริยาด มาห์เรซ  อาจได้ออกสตาร์ทตัวจริง แต่ในรายของ เฟร์ราน ตอร์เรส ก็มีลุ้นเช่นกัน

เป๊ปช้ำ-แมนซิตี้สะดุดอีก! โรดริโก้แสบซัดพาลีดส์ไล่เจ๊าสุดมันส์

ราฮีม สเตอร์ลิง แม้จะซัดประตูให้ "เรือใบสีฟ้า" ขึ้นนำไปก่อนทว่าในครึ่งหลังเจอทีเด็ดของ โรดริโก้ โมเรโน่ หัวหอกทีมชาติสเปนซัดจ่อๆพา ลีดส์ ยูไนเต็ด ไล่เจ๊า 1-1 แบ่งแต้มกันไป ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา

รสนาม : เอลแลนด์ โร้ด

    พรีเมียร์ลีก นัดที่ 4 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม ที่ผ่านมา เจ้าบ้าน "ยูงทอง" ลีดส์ ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 7 ชนะมา 2 เกมติด ล่าสุดบุกเฉือนชนะ เชฟฯยูไนเต็ด 1-0 เกมนี้รับมือ "เรือใบสีฟ้า" แมนฯซิตี้ ทีมอันดับ 12 ที่ลงเล่นเป็นนัดที่ 3 หลัง2เกมแรกชนะและแพ้มา ซึ่งฟอร์มล่าสุดพ่ายคาบ้านให้ เลสเตอร์ ซิตี้ สุดเละเทะ 2-5

    มาร์เซโล่ บิเอลซ่า ใช้ แพทริค แบมฟอร์ด เป็นหน้าเป้า โดยมีตัวสนับสนุนอย่าง เอลแดร์ กอสต้า และไทเลอร์ โรเบิร์ต ส่วนฝั่ง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ประเดิมใช้ รูเบน ดิอาส เซ็นเตอร์แบ็กตัวใหม่ที่ซื้อมาด้วยคาตัว 62 ล้านปอนด์ ขณะที่แนวรุกยังใช้ 3ประสานทั้ง เฟร์ราน ตอร์เรส, ราฮีม สเตอร์ลิง และริยาด มาห์เรซ

    เริ่มเกมมาไม่ถึง 3 นาที "เรือใบสีฟ้า" เกือบได้ประตูขึ้นนำไปก่อน เควิน เดอ บรอยน์ ตะบันฟรีคิกกว่า 35 หลาบอลพุ่งชนเสาแรกอย่างน่าเสียดาย แม้ ราฮีม สเตอร์ลิง จะพุ่งมาซ้ำแต่บอลชนหน้าแข้งออกหลังไป

    ทีมเยือนยังเปิดเกมรุกโจมตีอย่างหนัก นาที 11 เควิน เดอ บรอยน์ ลากมาซัดกลางประตูไปติด โรบิน ค็อช ก่อนอีก 2 นาทีถัดมา เฟร์ราน ตอร์เรส ได้หลุดไปทางขวาก่อนจะหวดไปติดแนวรับยูงทองเช่นกัน

    นาที 15 ลูกทีมของเป๊ปชวดได้ประตูอีก คราวนี้ สเตอร์ลิง โชว์สเต็ปสับขาก่อนล็อคหนี ลุค อายลิ่ง แล้วปาดไปเสาไกลให้ ตอร์เรส วิ่งมาอัดด้วยซ้ายบอลน่าจะเข้า แต่ก็ยังไปติดบล็อค สจ๊วร์ต ดัลลัส

    นาที 18 หลังบดอยู่นาน แมนฯซิตี้ มาพังตาข่ายนำเจ้าถิ่น 1-0 สำเร็จ เป็นความยอดเยี่ยมของ ราฮีม สเตอร์ลิง กระชากจากซ้ายตัดเข้ากลางก่อนซัดด้วยขวาไม่ถึง 18 หลาส่งบอลพุ่งเสียบมุมตาข่าย

    นาที 24 เจ้าบ้าน "ยูงทอง" มีโอกาสลุ้นเช่นกัน เอลแดร์ กอสต้า จ่ายสั้นๆให้ แพทริค แบมฟอร์ด กดด้วยซ้ายพุ่งข้ามคานแบบได้เสียว

    นาที 37 ลูกทีมของ บิเอลซ่า เกือบได้ลุ้นตีเสมอ ไทเลอร์ โรเบิร์ต ไหลสั้นให้ สจ๊วร์ต ดัลลัส หลุดเข้าไปซัดมุมแคบในกรอบ 6 หลาแต่บอลยังไปติดเซฟของ เอแดร์ซอน ที่ออกมาบล็อคลูกได้ทัน

    ช่วงทดเจ็บ นาที 45+1 เจ้าบ้านพลาดได้ประตูอีกครั้ง หลัง ลุค อายลิ่ง ฉกความผิดพลาดของ เบนฌาแม็ง เมนดี้ ก่อนลากเข้าไปล็อกหนี เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์ แต่จังหวะซัดด้วยซ้ายดันไปติดปลายมือของ เอแดร์ซอน ที่เซฟได้อย่างเหลือเชื่อ

   จบครึ่งแรก ลีดส์ ยูไนเต็ด ตามหลัง แมนฯซิตี้ 0-1

    ครึ่งหลัง มาร์เซโล่ บิเอลซ่า เปลี่ยนตัวถอดเอา  เอซกาน อลิโอสกี้ ที่ไม่มีส่วนร่วมกับเกมเท่าไหร่ออกแล้วส่ง เอียน โปเวด้า-โอกัมโป้ ลงเล่นแทน

    แค่ นาที 46 เจ้าบ้านได้ลุ้นตีเสมออีก คราวนี้ โปเวด้า-โอกัมโป้ ไหลบอลต่อให้ แพทริค แบมฟอร์โ ซัดด้วยซ้าย ทว่ายังไปติดบล็อคของ รูเบน ดิอาซ ที่ช่วยเซฟสกัดไม่ให้ทีมเยือนเสียประตู

     นาที 56 "ยูงทอง" เปลี่ยนตัวอีกส่ง โรดรีโก้ โมเรโน่ หัวหอกทีมชาติสเปนลงมาเล่นแทน ไทเลอร์ โรเบิร์ต

    แค่ 2 นาทีที่อยู่ในสนาม โรดรีโก้ เกือบแผลงฤทธิ์หลังกระชากเข้าไปในกรอบแล้วหวดด้วยซ้ายมุมแคบบอลไปแฉลบแนวรับก่อนพุ่งชนสามเหลี่ยนมออกหลัง

    นาที 59 จากจังหวะต่อเนื่องจากลูกเตะมุม เจ้าบ้านมาทวงประตูตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จ คัลวิน ฟิลลิปส์ เปิดคอนเนอร์มากลางประตู ทว่า เอแดร์ซอน นายด่านของซิตี้ออกมาตัดบอลพลาดทำหลุดมือไปชน เบนฌาแม็ง เมนดี้ ก่อนมาเข้าทาง  โรดรีโก้ โมเรโน่ ซัดจ่อๆด้วยขวาเข้าไป เป็นประตูของเจ้าตัวในพรีเมียร์ลีกนับแต่ย้ายมาร่วมทีม

    เป๊ป ต้องแก้เกมบ้าง ถอดเอา เฟร์ราน ตอร์เรส ออกแล้วส่ง แบร์นาร์โด้ ซิลวา ที่หายเจ็บกลายมาเล่นแทน

    นาที 68 เจ้าบ้านเกือบพลิกแซงขึ้นนำ บอลจากฟรีคิกทางซ้ายเปิดมาในกรอบ เลียม คูเปอร์ เทกตัวโขกไปแฉลบหัว โรดรี้ ก่อนไปติดปลายมือ เอแดร์ซอน ปัดชนเสาอย่างน่าเสียดาย

    ทัพ "ยูงทอง" โหมกดดันบุกใส่อย่างหนัก คราวนี้ ลุค อายลิ่ง ครอสจากขวามาเสาแรก แพทริค แบมฟอร์ด โขกเช็ดเช็ดกลางให้ โรดรีโก้ โมเรโน่ โหม่งย้อนไปเสาแรก บอลกำลังจะย้อยเข้าอยู่แล้วแต่ เอแดร์ซอน ยังเหินปัดไปชนคานออกหลังหวุด
หวิด

    นาที 72 "เรือใบสีฟ้า" พลาดโอกาสขึ้นนำอย่างน่าเสียดาย หลัง สเตอร์ลิง หลุดเดี่ยวเข้าไปดวลกับ อิลล็อง เมสลิเย่ร์ แต่จังหวะสุดท้ายพยายามจะเลี้ยงหลบเลยโดนนายด่านยูงทองตะครุบบอลไว้ได้

    นาที 74 เอแดร์ซอน ต้องออกแรงเซฟอีก หลัง โรดริโก้ ไหลบอลต่อให้ แพทริค แบมฟอร์ด หลุดเข้าไปซัดด้วยซ้าย ยังดีนายด่านทีมชาติบราซิลช่วยชีวิต "ซิตี้" ไว้ได้

    ท้ายเกม ลูกทีมของ เป๊ป ไม่สามารถเจาะแนวรับยูงทองเพิ่มได้ จบเกม ลีดส์ ยูไนเต็ด เสมอกับ แมนฯซิตี้ 1-1 แบ่งแต้มกันไป
   
    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        ลีดส์ ยูไนเต็ด (4-1-4-1) : อิลล็อง เมสลิเย่ร์ – ลุค อายลิ่ง, โรบิน คอช, เลียม คูเปอร์, สจ๊วร์ต ดัลลัส – คัลวิน ฟิลลิปส์ – เอลแดร์ กอสต้า, ไทเลอร์ โรเบิร์ต, มาเตอุสซ์ คลิช, เอซกาน อลิโอสกี้ – แพทริค แบมฟอร์ด

        ผู้จัดการทีม : มาร์เซโล่ บิเอลซ่า

        แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์,  เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์, รูเบน ดิอาส, เบนฌาแม็ง เมนดี้ – เควิน เดอ บรอยน์, โรดรี้ เอร์นานเดซ, ฟิล โฟเด้น – เฟร์ราน ตอร์เรส, ราฮีม สเตอร์ลิง, ริยาด มาห์เรซ

    ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

        ผู้ตัดสิน : ไมค์ ดีน

 

สิงโตหงอย! อังกฤษเร่งไม่ขึ้นเจ๊าเดนมาร์กไร้สกอร์ศึกเนชั่นส์ ลีก

แกเร็ธ เซาธ์เกต นายใหญ่ "สิงโตคำราม" เกือบเอาตัวไม่รอดหลังปรับทัพหลายตำแหน่งก่อนบุกเจ๊า เดนมาร์ก 0-0 มีเพิ่มเป็น 4 คะแนน ยึดรองจ่าฝูง ส่วนทาง เดนมาร์ก เก็บแต้มแรกในการแข่งขันรายการนี้สำเร็จ ในศึกฟุตบอลยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก (ลีก เอ กลุ่ม 2) คืนวันอังคารที่ผ่านมา
สนาม : เตเลีย ปาร์เก้น, โคเปนเฮเกน

    เดนมาร์ก เสียสถิติไม่แพ้ใคร 15 เกมรวด ในวันที่พ่ายต่อเบลเยียมคาสนามแห่งนี้ ทีมชุดนี้คุมทัพโดย คาสเปอร์ ฮูลมานด์ เทรนเนอร์คนใหม่ สภาพทีมเกมนี้ ฮูลมานด์ไร้ปัญหาอะไรรบกวนเพิ่มเติม โดยปรับทัพ 2 ตำแหน่งจากเกมพ่าย เบลเยียม

    ส่วนทาง แกเร็ธ เซาธ์เกต เทรนเนอร์ทีมชาติอังกฤษ พาทีมเบียดชนะไอซ์แลนด์แบบสุดเฮง 1-0 ในเกมเนชั่นส์ ลีกล่าสุด เพราะเสียจุดโทษในช่วงท้ายเกม ความพร้อมเกมนี้จะไม่มี ไคล์ วอล์คเกอร์ ติดโทษแบน ขณะที่ดูโอสุดแสบ เมสัน กรีนวู้ด กับ ฟิล โฟเด้น ถูกส่งกลับสโมสรเรียบร้อย

    10 นาทีผ่านเป็น "สิงโตคำราม" ทักทายก่อนจากลูกวางยาวของ คอเนอร์ เคาดี้ ทิ้งออกขวาให้ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ สอดมาเก็บบอลแต่จังหวะเปิดเข้าในไปติดขา อันเดรียส คริสเตนเซ่น สกัดออกหลังไป

    จากลูกเตะมุมทางขวา คีแรน ทริปเปียร์ เล่นสูตรเปิดย้อนให้ เจดอน ซานโช่ สลัดตัวประกบวิ่งย้อนมาซัดด้วยขวาบอลไปติดบล็อคผู้เล่น เดนมาร์ก หวดทิ้งออกมาได้ทัน

    นาทีที่ 18 "โคนม" ตอบโต้บ้างเป็นจังหวะสวนกลับของ คาสเปอร์ โดลเบิร์ก สอดมารับบอลโชว์ลีลาแหวกแนวรับ อังกฤษ 3 คนก่อนดึงหลบ เอริก ดายเออร์ ตะบันด้วยขวาเฉี่ยวคานออกไปนิดเดียว

    30 นาทีผ่าน เดนมาร์ก พลาดโอกาสทองจากจังหวะเคลียร์ไม่ขาดของ คอเนอร์ เคาดี้ บอลมาเข้าทาง มาร์ติน เบรธเวท เก็บตกก่อนก้มหน้าอัดด้วยซ้ายระยะร่วม 30 หลาบอลถากเสาไกลหลุดออกหลัง

    7 นาทีต่อมา เจ้าถิ่น เกือบขึ้นนำอีกครั้งคราวนี้เป็น คริสเตียน เอริคเซ่น ชิงเหลี่ยมพลิกหลบ เอริก ดายเออร์ ก่อนแทงต่อให้ คาสเปอร์ โดลเบิร์ก หลุดเข้าเขตโทษอัดด้วยขวาเต็มข้อบอลติดมือ จอร์แดน พิคฟอร์ด เซฟเอาไว้ได้เหลือเชื่อ

    หมดครึ่งเวลาแรก เดนมาร์ก 0 อังกฤษ 0

    60 นาทีผ่าน อังกฤษ หวิดเบิกสกอร์แรกจากลูกหยอดของ ราฮีม สเตอร์ลิง ตักข้ามแนวรับให้ แฮร์รี่ เคน หลุดเดี่ยวเข้าไปอัดด้วยซ้ายติดเซฟ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล แต่ข้างสนามธงล้ำหน้าขึ้นไปก่อนแล้ว

    หลังจากนั้น แกเร็ธ เซาธ์เกต แก้เกมทันทีเปลี่ยนตัว เจดอน ซานโช่ สตาร์เนื้อหอมที่แทบไม่มีส่วนร่วมกับเกมส่ง เมสัน เมาท์ ลงสนามแทน

    นาทีที่ 68 "สิงโตคำราม" พยายามเร่งเครื่อง เมสัน เมาท์ โชว์ความขยันตามไปเก็บบอลก่อนจ่ายย้อนให้ คีแรน ทริปเปียร์ ครอสลึกมาเสาไกลเข้าหัว แฮร์รี่ เคน โขกคนเดียวหลุดข้ามคานอย่างน่าเสียดาย

    นาทีต่อมา ราฮีม สเตอร์ลิง ขอทำเองบ้างลากตัดเข้าในก่อนได้ช่องปั่นด้วยขวาหน้าหัวกะโหลกบอลกระดอนพื้นเกือบเบียดเสาแต่ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ผวาปัดออกไปหวุดหวิด

    10 นาทีสุดท้าย เดนมาร์ก มาพลาดโอกาสสำคัญเป็น ยุสซุฟ โพลเซ่น แอบมาเสาไกลก่อนโขกตั้งให้ คริสเตียน เอริคเซ่น เติมมาในเขตโทษก่อนตามน้ำด้วยซ้ายจ่อๆบอลเหินข้ามคานไม่ได้ลุ้น

    นาทีสุดท้าย อังกฤษ มาส่งท้ายจากจังหวะของ แจ็ค กรีลิช เก็บบอลหน้าเขตโทษก่อนป้ายออกขวาให้ แฮร์รี่ เคน เลือกยิงหักข้อบอลผ่านหน้าประตูหลุดออกไปเหมือนเดิม

    ช่วงทดเจ็บนาทีที่ 90+3 แฟน "สิงโตคำราม" เกือบได้เฮจากจังหวะของ แฮร์รี่ เคน ใช้ความแข็งแกร่งเบียดเอาชนะแนวรับ เดนมาร์ก ก่อนแต่งบอลหลบ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล แปร์เข้าหาปากประตูโล่งๆ แต่ต้องชม มาธิอัส ยอร์เกนเซ่น ตามมาเคลียร์ทิ้งจากบนเส้น

    จบเกม เดนมาร์ก 0 อังกฤษ 0 ลูกทีมของ แกเร็ธ เซาธ์เกต เก็บเพิ่ม 1 แต้มมี 4 คะแนนยึดรองจ่าฝูง ลีก เอ กลุ่ม 2

รายชื่อนักเตะที่ลงสนามตัวจริง

    เดนมาร์ก (4-3-3) : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล – ดาเนี่ยล วาสส์, มาธิอัส ยอร์เกนเซ่น, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, โรเบิร์ต สคอฟ – คริสเตียน เอริคเซ่น, คริสเตียน นอร์การ์ด (ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก น.73), โธมัส เดอลานี่ย์ – ยุสซุฟ โพลเซ่น, คาสเปอร์ โดลเบิร์ก (ราสมุส ฟัลค์ น.76), มาร์ติน เบรธเวท (ไซม่อน เคียร์ น.82)

เทรนเนอร์ : คาสเปอร์ ฮูลมานด์ 
 
    อังกฤษ (4-3-3) :
จอร์แดน พิคฟอร์ด – เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ (เอนสลี่ย์ เมทแลนด์-ไนลส์ น.86), โจ โกเมซ, เอริก ดายเออร์, คีแรน ทริปเปียร์ – เดแคลน ไรซ์, คอเนอร์ เคาดี้, คาลวิน ฟิลลิปส์ (แจ็ค กรีลิช น.76) – เจดอน ซานโช่ (เมสัน เมาท์ น.60), แฮร์รี่ เคน, ราฮีม สเตอร์ลิง

เทรนเนอร์ : แกเร็ธ เซาธ์เกต

    ผู้ตัดสิน : อิสต์วาน โควัคส์ (โรมาเนีย)

แข้งเรือใบลุ้นประเดิม! คาดการณ์ 11 ตัวจริงอังกฤษบุกไอซ์แลนด์

ทีมชาติอังกฤษ​เตรียมประเดิมศึก ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ในเวลา 23.00 น. คืนนี้ โดย “สิงโตคำราม” อยู่ในลีกเอ กลุ่ม 2 ที่ประกอบไปด้วยทีมชาติ เบลเยี่ยม, เดนมาร์ก และ ไอซ์แลนด์ ด้าน แกเร็ธ เซาธ์เกต คงหวังจะเก็บสามแต้มให้ได้ในนัดแรกแต่พวกเขาต้องบุกเยือน ไอซ์แลนด์ การจัดทัพก็ดูจะมีปัญหาพอสมควรเนื่องจากมีนักเตะบาดเจ็บหลายคน มาคาดเดากันว่าใครจะได้ลงสนามเป็นตัวจริงบ้าง

แกเร็ธ เซาธ์เกต ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษประกาศรายชื่อนักเตะทั้งหมด 24 คนในการทำศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก โดยตอนแรกมีชื่อของ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กัปตันทีม “ปีศาจแดง” อยู่ในทีมด้วยแต่ทว่าเกิดเหตุอื้อฉาวขึ้นทำให้ถูกตัดชื่อออกและเรียก คอเนอร์ โคดี้ เข้ามาติดแทน

ขณะที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด และ แฮร์รี่ วิงส์ มีอาการบาดเจ็บด้วยกันทั้งคู่ทำให้ต้องถอนตัว เซาธ์เกต จึงเลือก แจ็ค กรีลิช และ ฟิล โฟเด้น เข้ามาแทนที่

นักเตะที่ถูกเรียมาติดทีมชาติเป็นครั้งแรกมีหลายคนทีเดียวได้แก่ ดีน เฮนเดอร์สัน, คอเนอร์ โคดี้, ฟิล โฟเด้น, แจ็ค กรีลิช, เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส และ เมสัน กรีนวู้ด

คาดการณ์ 11 ตัวจริงเกมพบ ไอซ์แลนด์

ผู้รักษาประตู: นายด่านที่ถูกเรียกมามีฝีมือกันทั้งนั้น นิค โป๊ป ได้รับคำชื่นชมมากมายหลังจากเก็บคลีนชีทได้เป็นอันดับสองของลีก ขณะที่ ดีน เฮนเดอร์สัน ถูกเรียกมาติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกหลังจากทำผลงานโดดเด่นในการยืมตัวกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด สวนทางกับ จอร์แดน พิคฟอร์ด ที่โชว์ฟอร์มไม่ค่อยดีนักในฤดูกาลที่ผ่านมา มีความเป็นไปได้ว่า นิค โป๊ป จะถูกดันขึ้นมาเป็นมือ 1 เต็มตัวด้วยอายุและประสบการณ์

กองหลัง: “สิงโตคำราม” มีปัญหาในการเลือกแบ็กซ้ายเนื่องจาก เบน ชิลเวลล์, ลุค ชอว์ และ แดนนี่ โรส ไม่มีชื่อติดทีมชุดนี้เนื่องจากบาดเจ็บ หากต้องการผู้เล่นที่มีประสบการณ์อาจจำเป็นต้องโยก ไคล์ วอล์คเกอร์ ไปเล่นเป็นแบ็กซ้าย แต่ทำให้เจ้าตัวไม่ถนัดมากนัก

หรือมีอีกตัวเลือกหนึ่งคือ เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส ซึ่งฤดูกาลที่ผ่านมา มิเกล อาร์เตต้า มักจะจับเจ้าตัวไปเล่นวิงแบ็กซ้ายบ่อยครั้ง นั่นหมายความว่า เมตแลนด์-ไนล์ส มีสิทธิ์ออกสตาร์ทตัวจริงในทีมชาติเป็นครั้งแรก

 ส่วนแบ็กขวาถ้า เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ สมบูรณ์ก็จะยึดตัวจริงแน่นอน ขณะที่เซนเตอร์แบ็กในยามที่ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ไม่อยู่ โจ โกเมซ จะยืนเป็นตัวหลักจับคู่กับ ไมเคิ่ล คีน โดยมี คอเนอร์ โคดี้ และ ไทโรน มิงส์ เป็นแบ็กอัพ

กองกลาง: มิดฟิลด์ชุดนี้เป็นดาวรุ่งแทบทั้งหมดแต่ฟอร์มในลีกของแต่ละคนถือว่าควรค่าแก่การติดทีมชาติ ดีแคลน ไรซ์ น่าจะการันตีตัวจริงเนื่องจากเป็นนักเตะที่มีประสบการณ์ทีมชาติมากที่สุดในแผงกองกลางด้วยการติดทีมชาติมา 7 ครั้ง ส่วนอีกสองคนคาดว่า เซาธ์เกต จะเลือกใช้  ฟิล โฟเด้น ลงประเดิมทีมชาติชุดใหญ่ผนึกกำลังกับ เมสัน เมาน์ท

แต่ถ้าหากกุนซือจะเน้นรัดกุมไว้ก่อนอาจะขยับ เอริก ดายเออร์ ขึ้นมายืนมิดฟิลดตัวรับคู่กับ ดีแคลน ไรซ์ และ เมสัน เมาน์ท ยืนกองกลางตัวรุกตำแหน่งหมายเลข 10 ของทีม

ส่วน แจ็ค กรีลิช (แอสตัน วิลล่า), คัลวิน ฟิลลิปส์ (ลีดส์ ยูไนเต็ด) และ เจมส์ วอร์ด-พราวส์ (เซาธ์แฮมป์ตัน) น่าจะออกสตาร์ทบนม้านั่งสำรอง

กองหน้า: แนวรุกสามประสานแดนหน้าจัดตัวไม่ยากเท่าไหร่นักเนื่องจากขาด มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่บาดเจ็บแต่ยังมี ราฮีม สเตอร์ลิง และ เจดอน ซานโช ยึดริมเส้นเช่นเดิมโดยมีกองหน้าตัวเป้าเป็นกัปตันทีมชาติอังกฤษอย่าง แฮร์รี่ เคน

กองหน้าสำรองยังมี แทมมี่ อับราฮัม และ แดนนี่ อิงส์ คอยเป็นแบ็กอัพ ขณะที่ เมสัน กรีนวู้ด มีลุ้นประเดิมลงเล่นในทีมชาติชุดใหญ่

“เดอบรอยน์” ชนะ4สตาร์หงส์ซิวแข้งแห่งปีพีเอฟเอ

เควิน เดอ บรอยน์ จอมทัพ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ผงาดคว้ารางวัลแข้งยอดเยี่ยมแห่งปีจากพีเอฟเอ หลังทำผลงานสุดยอดให้ "เรือใบสีฟ้า" แม้ต้นสังกัดจะได้แค่รองแชมป์ลีกก็ตาม ที่สำคัญยังเป็นคนแรกจากแมนฯ ซิตี้ ที่ได้รับรางวัลทรงเกียรตินี้

เควิน เดอ บรอยน์ เพลย์เมกเกอร์ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้รับเสียงโหวตคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีประจำฤดูกาล 2019/2020 จากสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ (พีเอฟเอ) โดยเอาชนะ ราฮีม สเตอร์ลิง ปีกเพื่อนร่วมสังกัด และ 4 สตาร์ดัง "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล

จอมทัพทีมชาติเบลเยียม เพิ่งได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยม พรีเมียร์ลีก และแข้งยอดเยี่ยมแห่งปีของบีบีซี เปิดใจว่า "มันเป็นเกียรติอย่างยิ่ง การได้รับเสียงโหวตจากเพื่อนร่วมอาชีพ และนักเตะคู่แข่งจากทีมอื่นๆ สำหรับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยม มันเป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อมากๆ"

"มันน่าแปลกที่ผมเป็นคนแรกจากแมนฯ ซิตี้ ที่ได้รับรางวัลนี้ ทั้งๆ ที่มีนักเตะชั้นยอดมากมายเคยเล่นที่นี่มาก่อน และบางคนก็ยังคงเล่นอยู่ที่นี่ แต่มันเป็นเรื่องดีที่ได้เป็นตัวแทนให้กับสโมสรแห่งนี้ ผมคิดว่ามันเป็นเกียรติมากๆ ที่ได้รับการเสนอชื่อจากเพื่อนร่วมอาชีพ เพราะคุณต้องลงแข่งกับพวกเขา พวกเขาอยากคว้าแชมป์ พวกเขาอยากที่จะทำผลงานให้ดีที่สุด" เดอ บรอยน์ ซึ่งยิงไป 13 ประตู และทำอีก 20 แอสซิสต์ ในซีซั่นล่าสุด กล่าว

ขณะที่ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ซึ่งได้รับการเสนอชื่อชิงแข้งยอดเยี่ยมแห่งซีซั่นร่วมกับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ซาดิโอ มาเน่ และ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ได้รับเสียงโหวตคว้ารางวัลนักฟุตบอลดาวรุ่งแห่งปีพีเอฟเอ ด้าน มาร์คัส แรชฟอร์ด หัวหอกแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้ารางวัลนักเตะผู้อุทิศตนแก่วงการฟุตบอล หลังมีส่วนสำคัญในการเรียกร้องรัฐบาลอังกฤษแจกคูปองอาหารกลางวันฟรีให้เด็กๆ ต่อไป

เต็ง1สามคน!บ่อนเปิดราคาดาวซัลโวพรีเมียร์ฯ

ร้านพูลเมืองผู้ดี เปิดราคาดาวซัลโว พรีเมียร์ลีก ซีซั่นใหม่ ยกให้ 3 คนเป็นเต็ง 1 ร่วมกัน ขณะที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส มีโอกาสมากสุดในทีม แมนฯ ยูไนเต็ด
     เบต365 บริษัทรับพนันที่ถูกกฎหมายของประเทศอังกฤษ ออกราคาดาวซัลโวของศึก พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2020/21 โดยยกให้ แฮร์รี่ เคน หัวหอก ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ปีก ลิเวอร์พูล และ ปิแอร์ เอเมอริค-โอบาเมยอง กองหน้า อาร์เซน่อล เป็นเต็ง 1 ร่วมกันที่ราคา 6/1 (แทง 1 จ่าย 6 ไม่รวมทุน)

    ขณะที่ เซร์คิโอ อเกวโร่ กองหน้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตามมาเป็นเต็ง 4 ที่อัตราต่อรอง 7/1 (แทง 1 จ่าย 7 ไม่รวมทุน) ด้านเต็ง 5 มี 2 คนคือ ราฮีม สเตอร์ลิง ปีกตัวจี๊ด "เรือใบสีฟ้า" และ ติโม แวร์เนอร์ หัวหอกคนใหม่ของ เชลซี ที่ราคา 10/1 (แทง 1 จ่าย 10 ไม่รวมทุน)

    อัตราต่อรองดาวซัลโว พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2020/21

1.  แฮร์รี่ เคน (สเปอร์ส)         6/1 (แทง 1 จ่าย 6 ไม่รวมทุน)
1. โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (ลิเวอร์พูล)        6/1
1. ปิแอร์ เอเมอริค-โอบาเมยอง (อาร์เซน่อล)    6/1
4. เซร์คิโอ อเกวโร่ (แมนฯ ซิตี้)        7/1
5. ราฮีม สเตอร์ลิง (แมนฯ ซิตี้)        10/1
5. ติโม แวร์เนอร์ (เชลซี)        10/1
7. บรูโน่ แฟร์นันด์ส (แมนฯ ยูไนเต็ด)    14/1
7. ซาดิโอ มาเน่ (ลิเวอร์พูล)        14/1
7. เจมี่ วาร์ดี้ (เลสเตอร์)        14/1
10. กาเบรียล เชซุส (แมนฯ ซิตี้)        16/1
11. อองโตนี่ มาร์กซิยาล (แมนฯ ยูไนเต็ด)    20/1
11. มาร์คัส แรชฟอร์ด (แมนฯ ยูไนเต็ด)    20/1
11. แดนนี่ อิงส์ (เซาธ์แฮมป์ตัน)        20/1

เดอ บรอยน์-ราฮีมซัด! แมนซิตี้บุกทุบสาลิกา ลิ่วชนปืนตัดเชือกเอฟเอ คัพ

แชมป์เก่า "เรือใบสีฟ้า" เจองานไม่ยากหลังบุกไปคว้าชัยเหนือเจ้าถิ่น นิวคาสเซิ่ล 2-0 ผ่านเข้าไปเล่นในรอบตัดเชือกพบกับ อาร์เซน่อล ที่เวมบลี่ย์ช่วงกลางเดือนหน้า ในศึก เอฟเอ คัพ อังกฤษ รอบ 8 ทีมสุดท้าย เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
สนาม : เซนต์ เจมส์ พาร์ค

    ศึกลูกหนังน็อคเอาท์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เอฟเอ คัพ อังกฤษ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา เป็นการแข่งขันในรอบ 8 ทีมสุดท้ายระหว่าง นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ที่ปราบ เวสต์บรอมวิช จากรอบที่แล้วมา พบกับแชมป์เก่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เบียดเอาชนะ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ จากรอบ 16 ทีมสุดท้าย

    เกมนี้ สตีฟ บรู๊ซ นายใหญ่ของสาลิกาดงส่ง แอนดี้ แคร์โรลล์ เป็นหน้าเป้า โดยมี ฌอน ลองสตาฟฟ์ และอัลล็อง แซงต์-มักซิแม็ง คอยปั้นเกมรุกสนับสนุน ส่วนทางด้าน เป๊ป กวาร์ดิโอล่า สามแนวรุกส่ง ริยาด มาห์เรซ, กาเบรียล เชซุส และราฮีม สเตอร์ลิง

    ออกสตาร์ทเกมครึ่งแรก มาได้แค่ 2 นาที "เรือใบสีฟ้า" ได้ทักทายก่อนหลัง ริยาด มาห์เรซ เปิดเตะมุมเข้ามาในกรอบ นิโกลัส โอตาเมนดี้ เทกตัวขึ้นโขกบอลหลุดกรอบออกไป

    โอกาสส่องเข้ากรอบหนแรกของสาลิกาต้องถึง นาที 14 จากจังหวะที่ คาร์ล ดาร์โลว์ นายด่านเจ้าถิ่นเปิดบอลยาวมาให้ แอนดี้ แคร์โรลล์ เก็บบอลได้นอกกรอบก่อนจะพลิกตัวซัดด้วยขวาแต่บอลเบาไปเข้ามือ เคลาดิโอ บราโว่

    อีก 3 นาทีต่อมา แชมป์เก่า แมนฯซิตี้ ได้ลุ้นขึ้นนำอีกหลัง ไคล์ วอล์คเกอร์ เปิดกึ่งยิงกึ่งผ่านไปหน้ากรอบ บอลไปโดนเท้า กาเบรียล เชซุส จังหวะสุดท้ายถากเสาสองออกไป

    นาที 23 ทีมเยือนชวดได้ประตูอย่างน่าเสียดาย หลัง ราฮีม สเตอร์ลิง หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปยกบอลแต่ยังไปติดมือ คาร์ล ดาร์โลว์ อีก 3 นาทีต่อมา สเตอร์ลิง ได้โอกาสซัดด้วยซ้ายเสาแรกอีกแต่บอลยังโดนนายด่านเจ้าถิ่นปฎิเสธทุบบอลออกไป ก่อนผู้ตัดสินจะเป่าพักคูลลิ่งเบรค

    นาที 36 "สาลิกาดง" มาพลาดเสียจุดโทษ จากจังหวะที่ ไคล์ วอร์คเกอร์ ครอสไปหน้าปากประตู ฟาเบียน ชาร์ ไม่เล่นบอลเจตนาพลัก กาเบรียล เชซุส จนผู้ตัดสินเห็นแล้วเป่าให้จุดโทษฝั่งเรือใบ ก่อนที่ เควิน เดอ บรอยน์ จะซัดเข้าไปไม่เหลือ เป็นประตูที่ 100 ในชีวิตการค้าแข้ง ช่วยให้ แชมป์เก่าบุกมานำ 1-0

     จบครึ่งแรก นิวคาสเซิ่ล ตามหลัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-1

    ครึ่งหลัง ทั้งสองทีมยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่น นาที 53 "เรือใบสีฟ้า" ได้เสียวได้ลุ้นอีก จากจังหวะที่ ริยาด มาห์เรซ กดด้วยซ้ายนอกกรอบบอลพุ่งแรงเฉียดคานไปนิดเดียว

    นาที 66 "สาลิกาดง" พลาดโอกาสตีเสมออย่างน่าเสียดาย หลัง อัลล็อง แซงต์-มักซิแม็ง หลุดเข้าไปในกรอบแล้วปาดมาหน้ากรอบ 6 หลาให้ ดไวท์ เกย์ล ซัดโล่งๆเหินคานออกไป

    กระนั้น นาที 68 แมนฯซิตี้ มาได้ประตูนำห่างเป็น 2-0 บอลขึ้นจากแดนหลังก่อนมาถึง ฟิล โฟเด้น กระชากขึ้นมาแล้วจ่ายต่อให้ ราฮีม สเตอร์ลิง เลี้ยงจี้เข้าหน้ากรอบแล้วยิงด้วยขวาหนีมือ คาร์ล ดาร์โลว์ เสียบมุมเข้าไป

    ลูกทีมของ เป๊ป เล่นกันแบบสบาย ครองบอลได้เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด นาที 76 เกือบได้ลุ้นเม็ดที่สาม หลัง ราฮีม สเตอร์ลิง จ่ายบอลให้ ฟิล โฟเด้น ซัดด้วยซ้ายบอลพุ่งถากเสาไกลออกไปแบบได้เสียว
   
    ช่วงท้ายเกมไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม แมนฯซิตี้ ฟอร์มเฉียบบุกไปทุบเจ้าบ้าน นิวคาสเซิ่ล 2-0 ผ่านเข้าไปเล่นในรอบรองชนะเลิศ พบกับ อาร์เซน่อล ในช่วงวันที่ 18-19 กรกฎาคม นี้

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

    นิวคาสเซิ่ล (5-4-1) : คาร์ล ดาร์โลว์ – ฮาเวียร์ มานกีโย่, ฟาเบียน ชาร์, จามาล ลาสเซลเลส, เฟเดริโก้ เฟร์นานเดซ, แดนนี่ โรส – มิเกล อัลมิรอน, อิซัค เฮย์เด้น, ฌอน ลองสตาฟฟ์, อัลล็อง แซงต์-มักซิแม็ง – แอนดี้ แคร์โรลล์

    ผู้จัดการทีม : สตีฟ บรู๊ซ   

    แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, นิโกลัส โอตาเมนดี้, อายเมริค ลาปอร์กต์, เบนฌาแม็ง เมนดี้ – เควิน เดอ บรอยน์, อิลคาย กุนโดกัน, ดาบิด ซิลบา – ริยาด มาห์เรซ, กาเบรียล เชซุส, ราฮีม สเตอร์ลิง

    ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า    

 

แนวรับเปื่อยยุ่ย!ตัดเกรดแข้งลิเวอร์พูลเกมบุกพ่ายแมนซิตี้หมดสภาพ

"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ทีมแชมเปี้ยนในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซีซั่นนี้ ปราชัยแบบหมดสภาพเลยทีเดียว หลังบุกไปแพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมแชมป์ซีซั่นก่อน แบบยับเยิน 0-4 เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งเกมนี้ชัดเจนเลยว่า แนวรับของทีมถือเป็นจุดบอด เพราะเล่นกันหละหลวมเหลือเกิน โดยเฉพาะ โจ โกเมซ กับ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน และนี่คือผลสอบของลูกทีม เจอร์เก้น คล็อปป์ แต่ละคนที่ลงเล่นในแมตช์นี้

11 ผู้เล่นตัวจริง
       
– อลีสซง เบ็คเกอร์ : 5
   อาจไม่มีอะไรผิดพลาดน่าเกลียด แต่เกมนี้โดนทะลวงไป 4 ลูก และเกือบจะเป็น 5 ลูกด้วย หากไม่โดน VAR ยึดคืน

– เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ : 5
  ไม่มีทีเด็ดจากลูกตั้งเตะ แถมเกมรับมีเล่นพลาดหลายครั้ง เหมือนสมาธิไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แถมมีทุ่มบอลให้ กาเบรียล เชซุส ง่ายๆ ในช่วงต้นครึ่งหลัง
 
– โจ โกเมซ : 4
  รับไปเต็มๆ ในเกมนี้ พลาดท่าทำฟาวล์ ราฮีม สเตอร์ลิง จนเสียจุดโทษ แถมโดน สเตอร์ลิง เล่นงานอีกทีในจังหวะเสียประตูที่สอง จนถูกเปลี่ยนตัวออกหลังจบครึ่งแรก

– เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ : 6
  แม้ไม่มีความผิดพลาดส่วนบุคคล แถมมีจังหวะช่วยเคลียร์บอลหน้าประตูหนึ่งครั้ง แต่ก็ต้องรับผิดชอบกับเกมรับอันหละหลวมในแมตช์นี้

 – แอนดี้ โรเบิร์ตสัน : 4
  เป็นอีกหนึ่งจุดบอดของทีมในเกมนี้ โดยเฉพาะจังหวะเสียประตูที่สาม ซึ่งโดน ฟิล โฟเด้น ชิ่งบอลหลุดเข้าไปยิงสบายๆ

– ฟาบินโญ่ : 7
  น่าจะเป็นคนที่เล่นดีสุดของ ลิเวอร์พูล ในเกมนี้ ทำงานหนักมากในการช่วยต้านเกมของ แมนฯ ซิตี้ ก่อนถอยลงไปยืนเซนเตอร์แบ็กช่วงครึ่งหลัง

– จอร์แดน เฮนเดอร์สัน : 6
  วิ่งช่วยทีมดี พยายามทำอะไรหลายๆ อย่าง แต่สู้แดนกลางของเจ้าถิ่นไม่ไหว

 – จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม : 5.5
  เริ่มต้นเกมได้น่าพอใจ ก่อนถูกกลืนหายไปจากเกม 

– โมฮาเหม็ด ซาลาห์ : 6.5
  มีโอกาสจบสกอร์สวยๆ สองครั้งในครึ่งแรก แม้ไม่เป็นสกอร์ แต่ก็ถือว่ายิงได้ดีแล้ว (ติดเซฟ เอแดร์ซอน และอีกลูกชนเสา) ส่วนครึ่งหลังก็มีโอกาสอีกหนึ่งครั้ง โดยรวมไม่ได้เลวร้าย เมื่อมองถึงการมีส่วนร่วมกับเกมและความมุ่งมั่นของเจ้าตัว

– ซาดิโอ มาเน่ : 5
  โดยรวมถือเป็นเกมที่น่าผิดหวังไม่น่อยสำหรับ มาเน่ แถมจังหวะการเล่นก็ดูไม่เป็นใจไปซะหมด

– โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ : 5
  ฟอร์มยังไม่เข้าที่ตั้งแต่รีสตาร์ท ช่วงครึ่งแรกมีโอกาสได้ตามซ้ำลูกยิงของ ซาลาห์ แต่ก็ยิงเบาเกินไป

 สำรองที่ได้ลงเล่น

– อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน (แทน โกเมซ น. 46) : 5
  ทำอะไรไม่ได้มาก แม้มีชื่อเป็นคนทำเข้าประตูตัวเอง แต่จังหวะนั้นก็ทำอะไม่ได้มากเช่นกัน

– นาบี เกอิต้า (แทน ไวจ์นัลดุม น. 62) : 6.5
  ถือว่าไม่เลว ครองบอลได้ดี ดูมีความมั่นใจในการเล่น

– ดิว็อค โอริกี้ (แทน ฟีร์มีโน่ น. 62) : 5
  มีส่วนร่วมกับเกมน้อย จับบอลนับครั้งได้

– เนโก วิลเลี่ยมส์ (แทน อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ น. 76) : 6
  ลงไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพิ่มเติม ซึ่งก็เล่นใช้ได้

– ทาคูมิ มินามิโนะ (แทน มาเน่ น. 85) : –
  ไม่สามารถให้คะแนนได้

บาร์นส์ชี้ชัดดาวรุ่งลิเวอร์พูลพร้อมหรือยังเป็นกำลังหลักซีซั่นหน้า

จอห์น บาร์นส์ ระบุ ในความคิดของตนนั้น นักเตะดาวรุ่งหลายคนของ ลิเวอร์พูล ในชุดนี้ยังไม่พร้อมที่จะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมในซีซั่นหน้า แม้ว่านักเตะอย่าง โจนส์ จะดูมีอนาคตสดใสก็ตาม

    จอห์น บาร์นส์ ตำนานปีกของ ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แสดงความเชื่อว่า "หงส์แดง" ยังไม่มีนักเตะดาวรุ่งคนไหนที่เหมาะจะเล่นให้ทีมชุดใหญ่ในฤดูกาลหน้า

    ลิเวอร์พูล มีดาวรุ่งในอะคาเดมี่ที่ได้รับการจับตามองหลายราย อย่างเช่น เคอร์ติส โจนส์ และ ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ เป็นต้น โดยบางคนได้ลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ในซีซั่นนี้ไปบ้างแล้วด้วย ซึ่งมันก็ทำให้บางคนมองว่าแข้งเหล่านั้นจะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักให้ทีมในซีซั่นหน้าได้

    บาร์นส์ กล่าวว่า "ผมไม่คิดว่าตอนนี้มันมีนักเตะเยาวชนคนไหนที่พร้อมจะเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ ในตลาดการเสริมทัพหนนี้ ลิเวอร์พูล จะไม่เดินเรื่องอะไรที่มันเอิกเกริก แต่พวกเขาก็จะต้องพึ่งพานักเตะในทีมรุ่นใหญ่ที่มีอยู่ในทีมด้วย"

    "จริงอยู่ว่าที่ผ่านมาเราได้เห็นกันว่ามีนักเตะเยาวชนบางคนที่ได้ลงเล่นในเกมฟุตบอลถ้วย และมีชื่อติดทีมในบางนัด แต่มันไม่มีใครที่เข้าข่าย ราฮีม สเตอร์ลิง, คนที่เป็นแบบ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ วัยหนุ่ม หรือคนที่เป็นแบบ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ในวัยเยาว์เลย"

    "ผมไม่อยากสร้างความกดดันให้พวกเขาหรอกนะ ดังนั้นในระหว่างที่ ลิเวอร์พูล จะไม่ทุ่มเงินดึงใครมาร่วมทีมให้มันเป็นข่าวใหญ่โตแล้วน่ะ คุณก็ยังมีเด็กหนุ่มอย่าง เคอร์ติส โจนส์ ที่สามารถสร้างความประทับใจในระดับทีมชุดใหญ่ได้เรื่อยๆ ให้รอใช้งานในอนาคตอยู่ แต่ผมไม่คิดว่ามันจำเป็นที่จะต้องให้เขาถึงขั้นสอดแทรกเข้ามาติดทีมได้ก่อนหน้าพวกนักเตะที่มีประสบการณ์มากกว่าเขาหรอก"