ตัวเลขช่วยยัน! เมื่อ โอซิล ไม่จำเป็นกับ อาร์เซน่อล อีกต่อไป

ถ้าจะบอกว่าตอนนี้ เมซุต โอซิล แค่รอนับวันย้ายออกจาก อาร์เซน่อล อย่างเป็นทางการมันก็ไม่ผิดนัก เพราะเขาถึงขั้นไม่ถูกทีมใส่ชื่ออยู่ในขุมกำลังชุดที่จะได้สิทธิ์เล่นทั้งเกมระดับ พรีเมียร์ลีก และ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก โดยสาเหตุที่ทำให้เป็นอย่างนั้นมีทั้งการลือว่ามันเป็นเพราะเรื่องผลงานของเขาล้วนๆ และเรื่องการตลาดจากการที่เจ้าตัวเคยด่าประเทศจีนในกรณีที่ปฎิบัติกับชาวอุยกูร์แบบไม่เป็นธรรม
    การที่นักเตะซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังระดับ โอซิล ถูกต้นสังกัดมองข้ามมากถึงขนาดนี้ทำให้หลายคนใจหายไม่น้อย เพราะคงมีไม่กี่คนที่จะเคยคิดว่านักเตะที่เคยได้แชมป์มากมายก่ายกอง รวมถึงรับค่าเหนื่อยสูงที่สุดของทีมที่ 350,000 ปอนด์ จะไม่มีที่ว่างแม้กระทั่งเป็นอะไหล่ด้วยซ้ำ

    ถึงกระนั้น ถ้ามองเฉพาะที่เรื่อง "ผลงานส่วนตัว" แล้วนั้น มันปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า โอซิล โชว์ฟอร์มได้น่าผิดหวังจนถึงขนาดที่ต่อให้ไม่มีเขาอยู่ในทีมก็อาจจะไม่ได้ส่งผลเสียอะไรเลย

    จากการลงเล่นในลีก 38 นัดในฤดูกาลก่อนของ อาร์เซน่อล นั้น โอซิล ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงไป 18 นัด ซึ่งในจำนวนนั้นเป็นการลงเล่นเป็นตัวจริงทั้งหมดใน 10 เกมแรกภายใต้การคุมทีมของ มิเกล อาร์เตต้า ด้วย ถึงกระนั้น ในช่วงเวลา 18 เกมที่ว่า อาร์เซน่อล เก็บชัยชนะได้เพียง 27.8 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

    ในทางกลับกัน 20 เกมในลีกของ อาร์เซน่อล เมื่อฤดูกาลก่อนที่ โอซิล ไม่ได้เป็นตัวจริง และไม่ได้ลงเล่นนั้น "ไอ้ปืนใหญ่" สามารถเก็บชัยชนะได้สูงถึง 45 เปอร์เซนต์ ดังนั้นก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าค่าเฉลี่ยการได้แต้มต่อ 1 เกมนั้น อาร์เซน่อล จะได้แต้มมากกว่าเมื่อไร้เงา โอซิล เป็นตัวจริง เพราะพวกเขาทำได้ 1.6 แต้มต่อเกม ขณะที่พอมี โอซิล ลงเล่นตั้งแต่ต้นเกม พวกเขาเก็บได้ 1.3 คะแนนต่อนัด

    ถ้าจะมีอะไรที่เท่ากันคงเป็นค่าเฉลี่ยจำนวนประตูที่ทำได้ต่อ 1 เกม เพราะไม่ว่าจะทั้งตอนที่ โอซิล ได้เป็นตัวจริง หรือตอนที่ทั้งไม่ได้เป็นตัวจริงกับไม่ได้ลงเล่นนั้น อาร์เซน่อล ก็ทำได้ 1.5 ประตูในลีกต่อเกมเท่ากันเป๊ะ

    นอกจากนี้ ถ้าย้อนกลับไปดูผลงานในช่วงหลายฤดูกาลก่อนแล้วล่ะก็ มันก็จะเห็นได้ชัดว่า โอซิล ฟอร์มดร็อปลงอย่างมากจริงๆ โดยในฤดูกาล 2015-16 เขาโชว์ฟอร์มการเป็นจอมปั้นเกมได้สุดยอดด้วยการทำได้ถึง 19 แอสซิสต์ในลีก จากการลงเล่น 3,047 นาที แถมยังทำได้ 6 ประตูด้วย

    อย่างไรก็ตาม พอถึงซีซั่น 2016-17 ถึงแม้เขาจะทำประตูในลีกได้ 8 ลูก แต่จำนวนการแอสซิสต์ลดฮวบเหลือเพียงแค่ 9 หนเท่านั้น ทั้งที่เขาเล่นในฤดูกาลดังกล่าวไป 2,847 นาที ซึ่งหลังจากนั้นผลงานการแอสซิสต์ของเขาก็ยังไม่ดีขึ้นเมื่อทำไปแค่ 8 แอสซิสต์ในซีซั่น 2017-18 จากการลงเล่น 2,164 นาที

    ส่วนในฤดูกาล 2018-19 กับ 2019-20 นั้น เขาก็กลายเป็นส่วนเกินของทีมไปแล้วจนทำให้คงไม่จำเป็นต้องนับรวมเพื่อเอามาเปรียบเทียบ แต่ถ้าใครอยากรู้ก็ขอบอกเลยว่าใน 2 ซีซั่นนั้นเขาทำได้ 2 แอสซิสต์เท่ากันจากการลงเล่น 1,741 นาที กับ 1,448 นาที ตามลำดับ

    ตารางเปรียบเทียบผลงานของ อาร์เซน่อล ในศึก พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019-20 ระหว่างตอนที่ โอซิล เป็นตัวจริง กับตอนที่ โอซิล ไม่ได้เป็นตัวจริง/ไม่ได้ลงเล่น

      ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเทียบระหว่างดฤดูกาล 2015-16 กับ 2016-17 แล้วล่ะก็ โอซิล ยังมีค่าเฉลี่ยการสร้างโอกาสทำประตูลดฮวบได้ โดยในซีซั่น 2015-16 เขาสร้างโอกาสทำประตูในลีกจากจังหวะโอเพ่นเพลย์ได้ถึง 4.31 ครั้งต่อเกม แต่ในซีซั่นต่อมาลดเหลือที่ 3.16 ครั้งต่อนัด

    แม้ว่าในฤดูกาล 2017-18 ตัวเลขด้านค่าเฉลี่ยการสร้างโอกาสทำประตูจะดีขึ้นนิดหน่อยจนมาอยู่ที่ 3.49 ครั้งต่อเกม แต่มันก็ยังไม่คู่ควรกับคนที่รับค่าเหนื่อย 350,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์อยู่ดี

    ตัวเลขตรงนี้ถือเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ในระดับหนึ่งว่าต่อให้ อาร์เซน่อล จะไม่มี โอซิล อยู่ในทีม แต่มันก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่เสียหายร้ายแรงอะไร ถ้าจะมีเรื่องที่น่าเสียดายก็คงจะเป็นการที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องแยกจากกันแบบไม่ดีเท่าไหร่นั่นเอง

    ตารางเปรียบเทียบผลงานของ โอซิล ใน พรีเมียร์ลีก ตั้งแต่ฤดูกาล 2015-16 เป็นต้นมา

มีทั้งดีและแย่!แมนยูสร้าง2สถิติหลังบุกทุบเปแอสเช

การบุกไปชนะ ปารีสฯ 2-1 ทำให้ตอนนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด สามารถเก็บชัยชนะในเกมเยือนได้ 10 นัดติดต่อกันเป็นหนแรกในประวัติศาสตร์ของทีม แต่พวกเขาก็ทาบสถิติการทำเข้าประตูตัวเองเยอะที่สุดในศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก เหมือนกัน
    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ สร้างประวัติศาสตร์ชนะเกมเยือน 10 นัดติดต่อกันในทุกรายการได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของทีมหากไม่รับรวมเกมอุ่นเครื่อง หลังล่าสุดพวกเขาบุกไปทุบ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 2-1 ในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอช เมื่อวันอังคารที่ 20 ตุลาคม ที่ผ่านมา

    สำหรับสถิติในครั้งนี้ของ แมนฯ ยูไนเต็ด เริ่มต้นจากเกม เอฟเอ คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศของฤดูกาลก่อนที่พวกเขาบุกไปเฉือน นอริช ซิตี้ 2-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ โดยชัยชนะที่เด่นๆ หลังจากนั้นมีอย่างเช่นเกมลีกที่บุกไปชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 2-0 เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ส่วนเกม ยูฟ่า ยูโรปา ลีก รอบรองชนะเลิศที่แพ้ เซบีย่า 1-2 ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมามันเตะที่สนามเป็นกลางจนทำให้ไม่ถือว่าสถิติของพวกเขาถูกหยุดเอาไว้ในตอนนั้น

    อย่างไรก็ตาม การที่ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล โหม่งเข้าประตูตัวเองในเกมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาก็ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ทาบสถิติการเป็นทีมที่ทำเข้าประตูตัวเองเยอะที่สุดในประวัติศาสตร์ของศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก เท่ากับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน เหมือนกัน ด้วยจำนวน 9 ครั้ง ซึ่งคนล่าสุดก่อนหน้านี้ของพวกเขาที่ทำเข้าประตูตัวเองในเกมชิงถ้วย "บิ๊กเอียร์" ได้แก่ ลุค ชอว์ โดยมันเกิดขึ้นในรอบก่อนรองชนะเลิศ นัดแรก ที่ทีมของกุนซือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา แพ้ บาร์เซโลน่า 0-1 เมื่อช่วงเดือนเมษายน ปี 2019

แลมพ์สไม่ปลื้ม! เชลซีเหงาเปิดรังเจ๊าเซบีย่าไร้สกอร์ประเดิม ชปล.

แฟร้งค์ แลมพาร์ด นายใหญ่ "สิงโตน้ำเงินคราม" ยังต้องเรียกความมั่นใจคืนสู่ทีมหลังเปิดบ้านเจ๊า เซบีย่า 0-0 เก็บได้เพียง 1 คะแนนประเดิมถ้วยยุโรปทำให้ 5 เกมที่ผ่านมาคว้าชัยได้เพียง 1 นัด ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม อี) คืนวันอังคารที่ผ่านมา
สนาม : สแตมฟอร์ด บริดจ์

    แฟร้งค์ แลมพาร์ด นายใหญ่ "สิงโตน้ำเงินคราม" เพิ่งเปิดบ้านเสมอกับเซาธ์แฮมป์ตัน 3-3 ในเกมลีกนัดล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคมทำให้ 4 นัดที่ผ่านมา สิงห์บลูส์คว้าชัยได้เพียงแค่เกมเดียว

    ทางด้าน จูเลน โลเปเตกี พึ่งพาเซบีย่าบุกไปพ่ายให้กับกรานาด้า 0-1 ในเกมลีกนัดที่ผ่านมา ทำให้ทีมเยือนไม่ชนะใครมา 2 นัดติดต่อกันแล้ว
   
    5 นาทีผ่านเป็น เชลซี ทักทายก่อนจากบอลทางขวาของ  รีซ เจมส์ สอดขึ้นมาครอสเข้าในเกือบเข้าทาง ไค ฮาแวร์ทซ์ แต่ยังไปติดบล็อคแนวรับ เซบีย่า ทิ้งตัวสกัดเอาไว้ได้นิดเดียว

    นาทีที่ 14 เจ้าถิ่น มาเสียใบเหลืองแบบไม่น่าเสียเป็น จอร์จินโญ่ จ่ายบอลไม่ดีโดน ลูคัส โอคัมโปส ดักบอลได้เกือบโดนสวนกลับต้องยอมตัดเกมโดนใบเหลืองไป

    4 นาทีต่อมา เซบีย่า เกือบทะยานขึ้นนำเป็นฟรีคิกของ ซูโซ่ วางลึกไปเสาไกลเข้าหัว เนมานย่า กูเดลจ์ โขกบอลแฉลบ คูร์ท ซูม่า เปลี่ยนทางเกือบเข้าประตูติดมือ เอดูอาร์ เมนดี้ ควักออกมาได้ทัน

    30 นาทีผ่าน เจ้าถิ่น ได้เสียวอีกครั้ง เมสัน เมาน์ท แทงช่องสุดงามให้ ติโม แวร์เนอร์ หลุดเดี่ยวเข้าไปแตะหลบ ยัสซีน บูนู แต่บอลแรงหลุดออกหลังไปและมีธงล้ำหน้าขึ้นมาก่อนแล้วด้วย

    นาทีต่อมาจากบอลทางขวาของ รีซ เจมส์ ตั้งป้อมครอสเข้าในไปติด เซร์จี้ โกเมซ เลยมาถึง ติโม แวร์เนอร์ แต่งหาช่องซัดด้วยขวาบอลไปแฉลบย้อยเข้ามือ ยัสซีน บูนู รับไว้ไม่พลาด

    ท้ายครึ่งแรก ทีมเยือน มาเสียวส่งท้ายจากความสามารถเฉพาะตัวของ มาร์กอส อากุนญ่า หมุนเอาชนะ คริสเตียน พูลิซิช ตักไปเสาไกลให้ ซูโซ่ ขึ้นเอาชนะ เบน ชิลเวลล์ โขกบอลหลุดออกไปได้ลุ้น

    ช่วงทดเจ็บ "สิงโตน้ำเงินคราม" หวิดงานเข้า คูร์ท ซูม่า สกัดบอลผิดเหลี่ยมมาเข้าทาง ลูคัส โอคัมโปส ในกรอบเขตโทษแต่งเข้าขวาปั่นโค้งไปเข้ามือ เอดูอาร์ เมนดี้ ล้มตัวรับไว้ได้

    หมดครึ่งเวลาแรก เชลซี 0  เซบีย่า 0

    ครึ่งหลังเริ่มได้เพียง 2 นาที เชลซี โหมบุกทันทีมาได้ลุ้นจากลูกเตะมุมทางซ้ายของ เบน ชิลเวลล์ โยนมาเข้าหัว คูร์ท ซูม่า โขกคนเดียวโล่งๆไปตรงตัว ยัสซีน บูนู อย่างน่าเสียดาย

    นาทีที่ 55 ติโม แวร์เนอร์ ถอยมาเก็บบอลหน้าหัวกะโหลกก่อนปั่นด้วยขวาบอลโค้งข้ามผู้เล่น เซบีย่า แต่ยังไม่ดีพอผ่านมือ ยัสซีน บูนู ล้มตัวตะปปไว้ไม่พลาด

    3 นาทีต่อมา "สิงโตน้ำเงินคราม"  เร่งเครื่องต่อ ไค ฮาแวร์ทซ์ ป้ายบอลออกขวาให้   รีซ เจมส์ สอดมาตักลึกมาให้ เบน ชิลเวลล์ ขึ้นเอาชนะแนวรับ เซบีย่า แต่ก็ยังโขกไปตรงตัว ยัสซีน บูนู

    นาทีที่ 68 เซบีย่า แลกหมัดบ้างจากลูกเตะมุมทางซ้ายของ อิวาน ราคิติช วางบอลเข้าเขตโทษย้อนให้ โจน จอร์ดาน ตวัดตามน้ำด้วยขวาตูมเดียวเฉี่ยวคานออกไปเหมือนเดิม

    หลังจากนั้นรูปเกมค่อนข้างอึดอัด ไม่กล้าเปิดแลกด้วยกันทั้งคู่ เซบีย่า มาได้ลุ้นในช่วงทดเจ็บจากบอลทางฝั่งซ้ายโยนลึกเข้ากรอบเขตโทษเลยไปถึง เอดูอาร์ เมนดี้

    จบเกม เชลซี 0  เซบีย่า 0 ลูกทีมของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ยังเร่งไม่ขึ้นเก็บ 1 คะแนนประเดิมถ้วย ชปล. แถมคว้าชัยได้เพียง 1 เกมในรอบ 5 นัดที่ลงสนามรวมทุกรายการ

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนามตัวจริง

    เชลซี (4-2-3-1) : เอดูอาร์ เมนดี้ – รีซ เจมส์, ติอาโก้ ซิลวา, คูร์ท ซูม่า, เบน ชิลเวลล์ – เอ็นโกโล่ ก็องเต้, จอร์จินโญ่ – เมสัน เมาน์ท, ไค ฮาแวร์ทซ์, คริสเตียน พูลิซิช – ติโม แวร์เนอร์

ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

    เซบีย่า (4-3-3) : ยัสซีน บูนู – เฆซุส นาบาส, เซร์จี้ โกเมซ, ดีเอโก้ คาร์ลอส, มาร์กอส อากุนญ่า – อิวาน ราคิติช, แฟร์นานโด, เนมานย่า กูเดลจ์ – ลูคัส โอคัมโปส, ลุค เดอ ยอง, ซูโซ่

ผู้จัดกาารทีม : จูเลน โลเปเตกี

ผู้ตัดสิน : เดวิด แมสซา

ธุรกิจพัง!อดีตแข้งลิเวอร์พูลขายเหรียญแชมป์ชปล.

หลังจากมีปัญหาด้านการเงินอย่างรุนแรงตลอดช่วงที่ผ่านมาทำให้ สตีฟ ฟินแน่น จำเป็นต้องขายของต่างๆ จากสมัยที่ยังค้าแข้งอยู่ อย่างเช่นเหรียญแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก ในซีซั่น 2004-05 โดยเขาเปิดให้ประมูลในราคา 12,000-15,000 ปอนด์

สตีฟ ฟินแน่น อดีตแบ็กขวาชาวไอริช กำลังเร่ขายบรรดาเหรียญแชมป์และชุดแข่งของตัวเอง อย่างเช่นเหรียญแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2004-05 ที่คว้ามาครองได้ตอนอยู่กับ ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

ฟินแน่น แขวนสตั๊ดไปเมื่อปี 2010 และที่ผ่านมาเขาก็เจอปัญหาทางการเงินเยอะมาก โดยก่อนหน้านี้ เดอะ ไทม์ส สื่อชื่อดังระบุว่าธุรกิจด้านพัฒนาที่ดินของเขาพังทลาย แถมเขายังผิดใจกับคนในครอบครัวเรื่องหนี้จำนวนเกิน 4.03 ล้านปอนด์ (ประมาณ 161.2 ล้านบาท) อีก

สำหรับการขายบรรดาสมบัติของ ฟินแน่น นั้น เป็นการทำในรูปแบบเปิดให้คนมาประมูลสู้ราคากัน โดยเขาขายในเว็บไซต์ชื่อ Graham Budd Auctions ซึ่งเหรียญแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก ของเขาเปิดให้ประมูลอยู่ที่ราคา 12,000-15,000 ปอนด์ (ประมาณ 480,000-600,000 บาท) ส่วนเสื้อที่อดีตแข้งวัย 44 ปีใส่ในนัดชิงดำของปีนั้นเปิดขายที่ราคา 2,000-2,500 ปอนด์ (ประมาณ 80,000-100,000 บาท)

แมนยูไร้แม็กไกวร์-คาวานี่! ประเดิม “เตลลิส”, ปารีสฯมี “เนย์มาร์” นำซัดศึกชปล.

"ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คาดว่าจะส่ง อเล็กซ์ เตลลิส ลงประเดิมตัวจริง ขณะที่ เอดิสัน คาวานี่ และแฮร์รี่ แม็กไกวร์ ไร้ชื่อเดินทางไปเยือน ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่มี เนย์มาร์ และคีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ เป็นทีเด็ด ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอช) วันอังคารที่ 20 ต.ค. ศกนี้ เวลา : 02.00 น.

ปรีวิวฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 
(รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอช)
วันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2563 (เวลา : 02.00 น.)
ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (ฝรั่งเศส)   –   แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (อังกฤษ)


สนาม : ปาร์ก เดส์ แพร็งซ์

ปารีส แซงต์-แชร์กแมง :

     โธมัส ทูเคิ่ล เทรนเนอร์ชาวเยอรมัน วัย 47 ปี ของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง นำสโมสรรั้งรองจ่าฝูงลีก เอิง ฝรั่งเศส เวลานี้ โดยเก็บไปแล้ว 15 คะแนน จากผลงานชนะ 5 แพ้ 2 นัด ยิง 16 เสีย 3 ประตู ตามหลัง ลีลล์ ทีมจ่าฝูง 2 คะแนน 

 ผลงานล่าสุด เปแอสเชบุกไปต้อน นีมส์ โอลิมปิก 4-0 ที่ สต๊าด เดส์ กอสติแยร์ ในลีก เอิง นัดที่ 7 เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม ซึ่งทีมชนะ 5 นัดซ้อน ในลีก เอิง ทว่านัดนี้ทีมเสีย เลอันโดร ปาเรเดส กองกลางทีมชาติอาร์เจนตินา บาดเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาขวา ถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนามตั้งแต่นาทีที่ 11 และ อันเดร์ เอร์เรร่า มิดฟิลด์สเปนได้ลงเล่นแทน นอกจากนี้ทีมยังไม่มี ฆวน เบอร์นาต แบ็กซ้ายทีมชาติสเปน ที่บาดเจ็บเอ็นหัวเข่าซ้าย เข้ารับการผ่าตัดไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อเช้าวันอังคารที่ 29 กันยายน ที่โรงพยาบาลปิติเย่ ซัลเปตริแยร์ และจะพักรักษาตัวนานหลายเดือน

     ขณะที่ มาร์โก แวร์รัตติ กองกลางทีมชาติอิตาลี บาดเจ็บ, ธีโล เคห์เรอร์ กองหลังทีมชาติเยอรมัน บาดเจ็บโคนขาหนีบ ในรายของ มาร์กินญอส เซนเตอร์แบ็กทีมชาติบราซิล กัปตันทีม พ้นโทษแบน 1 นัด ในลีก เอิง และเขาหายเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาซ้าย กลับมาฝึกซ้อมได้แล้ว 

    ส่วน อังเคล ดิ มาเรีย ปีกชาวอาร์เจนไตน์ กับ เลย์วิน กูร์กซาว่า แบ็กซ้ายทีมชาติฝรั่งเศส ต่างพ้นโทษแบนในลีก เอิง กลับมา และ เนย์มาร์ ดาวยิงทีมชาติบราซิล กลับมาฝึกซ้อมที่ก็องป์ เดส์ ลอชส์ ศูนย์ฝึกซ้อมของสโมสร ซึ่งเขาพร้อมที่จะลงสนาม หลังจากไม่ได้เล่นในนัดชนะนีมส์

    ทางด้าน ดานิโล่ เปเรยร่า กองกลางตัวรับทีมชาติโปรตุเกส วัย 29 ปี สมาชิกใหม่ของปารีส ที่ย้ายมาจากเอฟซี ปอร์โต้ ทีมชั้นนำของโปรตุเกส ในการเซ็นสัญญา ยืมตัว 1 ปี พร้อมมีออปชั่นที่จะซื้อขาด ล่าสุดกลับมาฝึกซ้อมเรียบร้อยแล้ว 

    สำหรับ ยูเลี่ยน ดรักซ์เลอร์ มิดฟิลด์ทีมชาติเยอรมัน, เมาโร อีการ์ดี้ ดาวยิงอาร์เจนไตน์ หายเจ็บ กลับมาฝึกซ้อมได้แล้ว  


แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด :

     แมนฯ ยูไนเต็ด กลับมาคืนฟอร์มเก่งอีกครั้งหลังบุกไปพลิกแซงนิวคาสเซิ่ล 4-1 ในเกมลีกนัดล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม

     ความพร้อมของปีศาจแดงคาดว่า โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีมชาวนอร์เวย์ ยังไม่เสี่ยงใช้งาน เอดินสัน คาวานี่ หลังดาวยิงทีมชาติอุรุกวัย ไม่ได้ลงสนามในเกมที่เป็นทางการเลยนับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมาและเพิ่งผ่านพ้นจากการกักตัวเพื่อป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 มาฝึกซ้อมกับทีมได้เมื่อไม่นานมานี้ ทำให้ตำแหน่งกองหน้าตัวความหวังเป็นโอกาสของ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ที่ไม่มีส่วนร่วมกับทีมในเกมกับ สาลิกาดง เนื่องจากติดโทษแบน 

     ส่วนในตำแหน่งริมเส้นฝั่งขวาเป็นหน้าที่ของ ฆวน มาต้า ที่จะได้ลงสนามแทนที่ของ เมสัน กรีนวู้ด ที่มีปัญหาความฟิตจนไม่ได้ลงสนามในเกมที่แล้ว โดยจะประสานงานกับ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ที่ยืนอยู่หลังกองหน้า และ มาร์คัส แรซฟอร์ด ฝั่งซ้าย 

     ทั้งนี้ อดีตนายใหญ่ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ คงจะใช้งาน ดาบิด เด เคอา ลงเฝ้าเสาต่อไป  โดยมี ดีน เฮนเดอร์สัน เป็นอีกหนึ่งตัวเลือก ขณะที่ อเล็กซ์ เตลลิส แบ็กซ้ายตัวใหม่ ก็จะได้รับโอกาสประเดิมสนามในเกมนี้แทนที่ของ ลุค ชอว์ ที่เพิ่งทำเข้าประตูตัวเอง เช่นเดียวกันกับ พอล ป็อกบา ที่ถูกดร็อปในเกมเมื่อวันเสาร์ก็จะออกสตาร์ตเป็นตัวจริงอีกครั้ง

    และข่าวล่าสุด  แฮร์รี แม็กไกวร์ ไม่ได้เดินทางไปกับทีมคาดว่ามีปัญหาบาดเจ็บจากเกมชนะ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ขณะที่ เอริค ไบยี่ ก็เช่นกันทำให้ อั๊กเซล ตวนเซเบ้ คือตัวเลือกที่น่าจะถูกใช้งานนัดนี้


รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

     ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (4-3-3) : เกย์ลอร์ นาวาส – อเลสซานโดร ฟลอเรนซี่, มาร์กินญอส, เพรสแนล คิมเพมเบ้, มิทเชล บัคเคอร์ – อันเดร์ เอร์เรร่า, อิดริสซ่า กาน่า เกย, ราฟินญ่า – อังเคล ดิ มาเรีย, คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้, เนย์มาร์
     ผู้จัดการทีม : โธมัส ทูเคิ่ล

     แมนฯยูไนเต็ด (4-2-3-1) : ดาบิด เด เคอา (ดีน เฮนเดอร์สัน) – อารอน วาน-บิสซาก้า, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ,  อั๊กเซล ตวนเซเบ้​, อเล็กซ์ เตลลิส – เนมานย่า มาติช, พอล ป็อกบา – ฆวน มาต้า, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด – อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล
     ผู้จัดการทีม : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

 

“แม็กไกวร์” ทำสถิติหายากหลังโดนไล่ออกที่เวมบลีย์

แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ปราการหลังร่างใหญ่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำสถิติหายากในทีมชาติอังกฤษ ที่ก่อนหน้านี้มีเพียงแค่ 2 รายที่ทำได้ หลังเจ้าตัวถูกไล่ออกในเกมเจอกับ เดนมาร์ก เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา
                แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เซนเตอร์แบ็กกัปตันทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลายเป็นแข้งทีมชาติอังกฤษรายที่ 3 ในประวัติศาสตร์ ที่ถูกไล่ออกในการเตะที่สังเวียนแข้ง เวมบลีย์ หลังเจ้าตัวได้รับใบแดงตั้งแต่ช่วงครึ่งแรกในศึก ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก เอ กลุ่มสอง นัดที่ "สิงโตคำราม" แพ้ เดนมาร์ก คาบ้าน 0-1 เมื่อวันพุธที่ 14 ตุลาคม ที่ผ่านมา

              แม็กไกวร์ ได้รับใบเหลืองแรกตั้งแต่นาทีที่ 5 ก่อนมาโดนอีกเหลืองในนาทีที่ 31 หลังเข้าหนักใส่ แคสเปอร์ ดอลเบิร์ก ทำให้ ปราการหลังร่างยักษ์วัย 27 ปี กลายเป็นนักเตะ "ทรีไลอ้อนส์" คนที่ 3 ที่โดนไล่ออกในเกมที่ เวมบลีย์ ต่อจากสองตำนานมิดฟิลด์อย่าง พอล สโคลส์ (เจอ สวีเดน เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 1999) และ สตีเว่น เจอร์ราร์ด (เจอ ยูเครน เมื่อเดือนกันยายน ปี 2012) 

              เกมนี้ เดนมาร์ก ได้ประตูชัยจากการสังหารลูกจุดโทษของ คริสเตียน อีริคเซ่น ในนาทีที่ 35 ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งแรกที่ อังกฤษ เสียประตูจากลูกจุดโทษและมีผู้เล่นถูกไล่ออกในเกมเดียวกัน นับตั้งแต่เกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายศึก เวิลด์ คัพ 1998 ที่ อังกฤษ เจอกับ อาร์เจนตินา (เดวิด เบ็คแฮม โดนไล่ออก)

ก็ได้อยู่! “คล็อปป์” โอเคลิเวอร์พูลเล่นดีพอคว้าชัย

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ ลิเวอร์พูล ชี้ลูกทีมเล่นได้ดีพอกับการเป็นฝ่ายชนะ หลังบุกเชือด อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม 1-0 พร้อมตำหนิสภาพสนามที่ทำทั้งสองทีมเล่นกันยาก
               เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล เชื่อว่า ทีมตนสามารถทำผลงานได้ดีกว่านี้ แต่อย่างน้อยก็ยังดีพอกับการเป็นฝ่ายชนะ หลัง "หงส์แดง" บุกเชือด อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม 1-0 ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม ดี นัดแรก เมื่อวันพุธที่ 21 ตุลาคม ที่ผ่านมา

               เป็นเกมที่ทั้งสองทีมต่างเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐาน และสุดท้ายเป็น ลิเวอร์พูล ที่เก็บ 3 แต้มกลับบ้าน จากประตูชัยในนาทีที่ 35 ซึ่งมาจากการทำเข้าประตูตัวเองของผู้เล่นแนวรับเจ้าถิ่นอย่าง นิโกลัส ตายาฟิโก้

             "ถือเป็นฟอร์มที่ดีพอในการคว้าชัยชนะ นั่นแหละคือสิ่งที่คุณต้องการ แน่นอน ผมคิดว่า ทั้งสองทีมสามารถเล่นได้ดีกว่านี้ แต่สภาพพื้นสนามมันก็ดูแปลกๆ นะ ทั้งลึกและเต็มไปด้วยโคลน มันทำให้นักเตะเหนื่อยกันเร็ว" คล็อปป์ เปิดใจหลังเกม

คล็อปป์เป่าปาก! อาแจ็กซ์ยิงตัวเอง-ลิเวอร์พูลบุกเฉือนหวิว เปิดหัวชปล.

"หงส์แดง" ฟอร์มเหนียวแน่นทั้งที่มีปัญหาแนวรับ แต่ยังบุกไปคว้าชัยเหนือ อาแจ็กซ์ หวุดหวิด 1-0 จากการทำเข้าประตูตัวเองของ นิโกลัส ตายาฟิโก้ ส่งผลให้ ลิเวอร์พูล ประเดิมสามแต้มแรก ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา

สนาม :  โยฮัน ครัฟฟ์ อารีน่า

    เอริค เทน ฮาก เกมนี้ไม่มีปัญหาเท่าไหร่จัดตัวเก่งทั้ง ดาวิด เนเรส, โมฮัมเหม็ด คูดาส และดูซาน ทาดิช ส่วนทางฝั่ง "หงส์แดง" มาในสภาพทีมไม่สมบูรณ์หลังแนวรับมีปัญหาลงไม่ได้ทั้ง เฟอร์กิล ฟานไดค์ และโฌแอล มาติป ทำให้ ฟาบินโญ่ ต้องยืนเซ็นเตอร์แบ็กคู่กับ โจ โกเมซ แทนส่วนแนวรุกยังเป็น 3 ประสานทั้ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ซาดิโอ มาเน่

    ครึ่งแรกเริ่มมาได้แค่ 9 นาที เจ้าบ้าน อาแจ็กซ์ ต้องเปลี่ยนตัวคนแรกอย่างรวดเร็วหลัง โมฮัมเหม็ด คูดาส เล่นต่อไม่ไหวทำให้ต้องส่ง ควินซี่ โพรเมส ลงมาเล่นแทน

    นาที 15 อาเดรียน นายด่านของ "หงส์แดง" เกือบทำพลาดหลังออกบอลด้วยเท้าหน้าประตูตัวเองไปติดบล็อคแข้งเจ้าถิ่น แต่ดีที่บอลกระเด้งไปตรงกรอบ

    ก่อนเจ้าถิ่นจะได้เตะมุมในนาทีถัดมา บอลต่อเนื่องจาก ดูซาน ทาดิช เปิดยาวไปเสาไกลให้ ลิซานโดร มาร์ติเนซ เซ็นเตอร์แบ็กเทกตัวขึ้นโขกแต่บอลยังไปตรงตัว อาเดรียน

    "หงส์แดง" ได้ลุ้นบ้าง นาที 19 เจมส์ มิลเนอร์ ซัดนอกกรอบแต่บอลก็ไม่ได้ลุ้น อีกนาทีถัดมา เคอร์ติส โจนส์ ยิงด้วยซ้ายนอกกรอบแต่บอลก็เบาไปเข้ามือ โอนาน่า อีก

    นาที 32 อาแจ็กซ์ พลาดโอกาสลุ้นขึ้นนำ หลัง ดาวิด เนเรส  เปิดบอลให้  ควินซี่ โพรเมส หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปยิงติดเซฟของ อาเดรียน

    นาที 35 ประตูแรกของเกมเป็นทางฝั่ง ลิเวอร์พูล ที่บุกมานำไปก่อน 1-0 จากจังหวะที่ มิลเนอร์ ทุ่มบอลเข้ามาให้ ซาดิโอ มาเน่ พลิกบอลหลบเข้าปในกรอบก่อนหวดด้วยขวา บอลพุ่งไปโดนขา นิโกลัส ตายาฟิโก้ กลายเป็นเปลี่ยนทางเสียบเสาสองเข้าประตูตัวเองไป

    นาที 40 แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน สปีดพาบอลจากแดนตัวเองขึ้นมาถึงหน้ากรอบก่อนไหลออกขวาให้ ซาลาห์ เลี้ยงตัดเข้าซ้ายข้างถนัดแต่จังหวะสุดท้ายดันยิงไปติดบล็อคอย่างน่าเสียดาย

    นาที 44 "หงส์แดง" เกือบพลาดเสียประตู หลัง ดูซาน ทาดิช หลุดเข้าไปกระดกบอลข้ามหัว อาเดรียน กำลังจะเข้าประตูไปแล้ว แต่ ฟาบินโญ่ ยังวิ่งตามไปสกัดบอลบนเส้นอย่างหวุดหวิด

    อีกนาทีถัดมา โรเบิร์ตสัน กระชากบอลก่อนเปิดไปให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ โขกแต่บอลยังไปติดเซฟของ อ็องเดร โอนาน่า

    จบครึ่งแรก อาแจ็กซ์ ตามหลัง ลิเวอร์พูล 0-1

    ครึ่งหลังกลับมาบู๊กันแค่ นาที 46 เจ้าบ้านเกือบได้ลูกตีเสมอหลัง ดาวี่ คลาสเซ่น ซัดบอลนอกกรอบผ่านมือ อาเดรียน ไปแล้วแต่ยังไปแม่นเสาอย่างน่าเสียดาย

     เกมแลกกันสนุก นาที 57 ทัพหงส์ได้ลุ้นจากลูกเตะมุม แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เปิดมาเข้าหัว ฟาบินโญ่ โหม่งเน้นๆแต่บอลไปติดผู้เล่นเจ้าถิ่นออกหลังหวุดหวิด

    อีกนาทีถัดมา แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ที่วันนี้โดดเด่นสุดๆ ครอสบอลไปหน้ากรอบให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ขึ้นโขกหลุดกรอบออกไป

    ทว่าหงส์บุกเพลินๆ เกือบโดน อาแจ็กซ์ ตีเสมอ นาที 58 บอลสวนกลับของ นูส์แซร์ มาซราอูย แบ็กขวาครอสมาให้ ควินซี่ โพรเมส ยิงเน้นๆแต่ยังไปติดเซฟของ อาเดรียน ปัดออกหลัง

    นาที 60 เจอร์เก้น คล็อปป์ เปลี่ยนรวดเดียว 3 คน ถอดสามแนวรุกทั้ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ซาดิโอ มาเน่ ออกแล้วส่ง เซอร์ดาน ชากิรี่, ทาคูมิ มินามิโนะ และดีโอโก้ โชต้า ลงไปเล่นแทน

    อีก 10 นาทีถัดมา ทาคูมิ มินามิโนะ เกือบใส่สกอร์ที่สองให้ลิเวอร์พูล หลังรับลูกจาก ชากิรี่ ก่อนตั้งป้อมตะบันไกลเต็มแรงบอลพุ่งจน อ็องเดร โอนาน่า ต้องปัดออกไป

    ช่วงเวลาที่เหลือ เจ้าถิ่นไม่สามารถทวงประตูคืนได้ จบเกม อาแจ็กซ์ พ่ายคาบ้านให้ ลิเวอร์พูล 0-1

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

         อาแจ็กซ์ (4-3-3) : อ็องเดร โอนาน่า – นูส์แซร์ มาซราอูย, แปร์ ชูร์ส์,  ลิซานโดร มาร์ติเนซ, นิโกลัส ตายาฟิโก้ –  ไรอัน กราเวนเบิร์ค, ดาเล่ย์ บลินด์, ดาวี่ คลาสเซ่น – ดาวิด เนเรส, โมฮัมเหม็ด คูดาส (ควินซี่ โพรเมส น.9), ดูซาน ทาดิช

         ผู้จัดการทีม : เอริค เทน ฮาก

         ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อาเดรียน – เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, ฟาบินโญ่, โจ โกเมซ, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – เคอร์ติส โจนส์, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, เจมส์ มิลเนอร์ – โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่
 
       ผู้จัดการทีม :  เจอร์เก้น คล็อปป์

         ผู้ตัดสิน : เฟลิกซ์ ไบรช์ (เยอรมัน)

โซลชาระเบิดพลังแฝง ! ผ่า 5 ประเด็น แมนยู ฟอร์มหรูย้ำแค้น ปารีสฯ

    ในยามที่กดดันเก้าอี้ร้อน โอเล่ กุนนาร์ โซลชา มักจะระเบิดพลังแฝงออกมาซึ่งในแมตช์เยือน ปารีส แซงต์-แชร์กแมง "น้าลูกอม" ได้โชว์กึ๋นชั้นยอดในการนำ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตอกย้ำความแค้นใส่ "เปแอสเช" ด้วยการบุกชนะ 2-1 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอช เมื่อวันอังคารที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา
    ระบบการเล่น 3-5-2 ของ โซลชา เต็มไปด้วยประสิทธิภาพในในเกมรับ และเกมรุก โดยเกมรับทั้ง วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, อั๊กเซล ตวนเซเบ้ และ ลุค ชอว์ เล่นได้อย่างเหนียวแน่น ขณะที่ อารอน วาน-บิสซาก้า กับ อเล็กซ์ เตลลิส ช่วยเติมเกมบุกได้ยอดเยี่ยม และเกมรับเหนียวแน่น ทำให้แนวรุกเจ้าบ้านเล่นไม่ออก

    ขณะที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ยังคงเป็นหัวใจในเกมรุกของทีมเหมือนเดิม ส่วนคู่มิดฟิลด์ เฟร็ด กับ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ทำหน้าที่ปิดทองหลังพระได้อย่างยอดเยี่ยม ด้านกองหน้าอย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด ก็โดดเด่น สำหรับ อองโตนี่ มาร์กซิยาล เล่นไม่ค่อยออก แถมยังทำเข้าประตูตัวเองอีกต่างหาก

    ส่วนอีกคนที่สำคัญมากๆ และมีส่วนช่วยให้ทีมชนะนั่นก็คือ ดาบิด เด เคอา เพราะเจ้าตัวโชว์ฟอร์มมหาเทพช่วยป้องกันจังหวะสำคัญๆ จากแนวรุกของ แซงต์-แชร์กแมง ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ และฟอร์มของ นายด่านสแปนิช น่าจะทำให้หลายๆ คนหยุดสงสัยในตัวเขาซะที

 

 

1.  บรูโน่ นิ่งสงบไม่มีหวั่นไหว
    เกมนี้เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นว่า บรูโน่ แฟร์นันด์ส คือนักเตะที่มีหัวใจกล้าแกร่งไม่หวั่นไหวในการรับหน้าที่สังหารจุดโทษ แม้ว่าเขาเพิ่งจะทำพลาดยิงจุดโทษไม่เข้าในแมตช์ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไล่ถลุง นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด เกมลีกเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาก็ตาม

    อองโตนี่ มาร์กซิยาล ช่วยทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้เปรียบตั้งแต่นาทีที่ 25 เมื่อเขาโดนทำฟาวล์ในเขตโทษ และเป็น แฟร์นันด์ส ที่ขันอาสาจัดการยิงจุดโทษ โดยการยิงครั้งแรกเจ้าตัวใช้ลีลากระโดดยิงแต่โดน เคย์เลอร์ นาบาส เซฟเอาไว้ได้ แต่ท่านเปาให้ยิงใหม่ เพราะนายด่าน "เปแอสเช" ดันขยับออกมาจากเส้นก่อน
 

    เมื่อได้รับโอกาสครั้งที่สอง จอมทัพทีมชาติโปรตุเกส ไม่ยอมพลาดอีกครั้ง และเจ้าตัวแสดงให้เห็นถึงหัวใจที่แข็งแกร่งดั่งภูผาหิน ด้วยการสังหารจุดโทษไปที่มุมเดิม แต่ครั้งนี้ นาบาส พุ่งผิดทาง ส่งผลให้บอลเข้าไปนอนเล่นในก้นตาข่ายอย่างสวยงาม

    สำหรับประตูขึ้นนำของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็เหมือนเป็นการชดเชยจากกรณีที่พวกเขาเคยเจอกับเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว ในจังหวะที่ ดาบิด เด เคอา เซฟจุดโทษเกมกับ คริสตัล พาเลซ แต่โดนจับว่าขยับตัวออกมาก่อน และต้องยิงใหม่ สุดท้าย "ผีแดง" พ่ายแพ้คาโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อเดือนที่ผ่านมา

    ที่สำคัญฟอร์มของ แฟร์นันดส์ ในเกมนี้ต้องยอมรับว่าน่าประทับใจมากๆ เพราะนอกจากที่เขาจะเป็นหัวใจในการสร้างเกมบุก และรังสรรค์โอกาสในการทำประตูให้เพื่อนร่วมทีมแล้ว เจ้าตัวยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในฐานะกัปตันทีมอีกด้วย 
 
2. เตลลิส ว่าที่จอมเปิดบอลชั้นยอด
    อเล็กซ์ เตลลิส แสดงให้เห็นถึงผลงานไม่ธรรมดาในเกมเปิดตัวของเขา แถมยังเป็นแมตช์ใหญ่เยือนกรุงปารีสซะด้วย โดยเขาโชว์ความเป็นนักเตะชั้นยอดในการเล่นเกมรุก ขณะเดียวกันยังรับหน้าที่จัดการเล่นลูกตั้งเตะซึ่งเจ้าตัวเปิดบอลได้ดียิ่งกว่าผู้เล่นเท้าซ้ายคนอื่นๆ ของ "ผีแดง" ในเวลานี้

    โดยเฉพาะจังหวะการเล่นลูกเตะมุม เตลลิส โชว์ให้เห็นถึงการเตะมุมที่อันตรายมากๆ และทุกครั้งที่ได้เตะมุมทางฝั่งขวาเขาจะรับหน้าที่เปิดเองซึ่งบอลที่เปิดเลี้ยวเข้าหาประตู และเกือบที่จะช่วยให้ "ปีศาจแดง" ได้ประตูที่สองในช่วงครึ่งแรกด้วย ขณะที่การเปิดบอลจากฝั่งซ้ายก็โดดเด่นไม่แพ้กัน

    ลองนึกภาพเวลาที่ แมนฯ ยูไนเต็ด มี เอดินสัน คาวานี่ ลงสนามเพราะทีมจะมีหน้าเป้าชั้นยอดคอยทำหน้าที่ยิงประตู ฉะนั้นหากให้ เตลลิส ได้มีโอกาสเปิดบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษ งานนี้บอกเลยว่า แมนฯ ยูไนเต็ด มีสิทธิ์ได้ประตูอย่างแน่นอน

    ในส่วนของเกมรับ เตลลิส ก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีไม่มีที่ติดในการคุมพื้นที่ฝั่งซ้ายได้อยู่หมัด แม้ว่านี่จะเป็นเพียงแค่เกมแรกของเขาในสีเสื้อ "ปีศาจแดง" เท่านั้น แต่ผลงานแบบนี้น่าจะเป็นการบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า ดาวเตะชาวบราซิเลียน พร้อมที่จะเป็นผู้เล่นตัวจริงของทีม และเขาจะทำให้ "ผีแดง" แข็งแกร่งยิ่งขึ้น 
   
3. วาน-บิสซาก้า, ตวนเซเบ้ แข็งแกร่งน่าประทับใจ
    บอกเลยว่าเกมนี้ อารอน วาน-บิสซาก้า เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญที่ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด บุกชนะ "เปแอสเช" โดยเขาสามารถจัดการหยุดความเก่งฉกาจของ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ กับ เนย์มาร์ ได้อย่างยอดเยี่ยมทุกครั้งที่ทั้งสองคนนี้บุกเข้ามาอยู่ในพื้นที่การดูแลของเขา

    "เอดับเบิ้ลยูบี" สามารถรับมือทักษะชั้นยอดของ เอ็มบัปเป้ และ เนย์มาร์ ได้เป็นอย่างดี และยังโชว์การเสียบสกัดที่แม่นยำ รวมทั้งการปะทะ เอ็มบัปเป้ ส่งผลให้เขาพลาดโอกาสที่จะยิงประตู นอกจากนี้ "ไอ้แมงมุม" ยังแท็กเกิล มอยเซ่ คีน จนทำให้เขาเสียการครองบอล จนพลาดยิงประตู

    สถิติในแมตช์นี้ของ วาน-บิสซาก้า บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าเขาสำคัญมากๆ เมื่อสกัดได้ 6 ครั้ง, ตัดบอลจากคู่แข่งได้ 2 ครั้ง และหยุดความร้อนแรงของ เนย์มาร์, เอ็มบัปเป้ ได้อยู่หมัด ฉะนั้นนี่เป็นอีกบทพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาเป็นหนึ่งในแบ็กขวาที่ดีที่สุดในเวลานี้

    ขณะที่ อั๊กเซล ตวนเซเบ้  ที่ลงเล่นเกมแรกให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในปี 2020 ทำผมได้ดีมากๆ โดยเขาทำหน้าที่เป็นปราการหลังได้อย่างดีไม่มีที่ติ โดยเฉพาะการจัดการกับ เนย์มาร์ และ เอ็มบัปเป้ ที่สำคัญยังมีชอตเด็ดในจังหวะดวลตัวต่อตัวกับ สตาร์ดังทีมชาติฝรั่งเศส และสามารถจัดการนักเตะได้อยู่หมัด

    แน่นอนว่าเกมนี้ถือเป็นเรื่องที่เซอร์ไพรส์สำหรับสาวก "เร้ดส์ อาร์มี่" ที่เห็น ตวนเซเบ้ เล่นด้วยความนิ่งทั้งๆ ที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์กดดันหลายครั้งก็ตาม นอกจากนี้เขายังมีจังหวะเคลียร์บอลที่สุดยอด และด้วยฟอร์มแบบนี้ โซลชา คงพร้อมที่จะให้โอกาสกับเจ้าตัวมากยิ่งขึ้น
 
 4. สามแต้มเปิดตัวที่สุดยอดเยี่ยม
    ต้องยอมรับว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในแมตช์นี้ โดยส่วนหนึ่งต้องยกเครดิตให้กับ โซลชา ในการวางแผนมาเป็นอย่างดีด้วยการใช้ระบบ 3-5-2 เนื่องจากทีมขาด แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ทำให้ "น้าลูกอม" จำเป็นต้องใช้ระบบนี้ และถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยมมากๆ

    วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, ตวนเซเบ้ และ ลุค ชอว์ ทำหน้าที่เป็นสามแนวรับที่สมบูรณ์แบบ โดยพวกเขาสามารถจัดการเกมบุกที่แสนดุดันของ แซงต์-แชร์กแมง ได้เป็นอย่างดี ขณะที่ในแผงกองกลาง โซลชา เลือกดร็อป ปอล ป็อกบา กับ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค และส่ง เฟร็ด ยืนคู่กับ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ซึ่งทั้งคู่ทำหน้าที่ได้อย่างเข้าขารู้ใจ ที่สำคัญพวกเขายังช่วยให้ทีมเล่นเกมสวนกลับได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 
 

    ในส่วนของแดนหน้าแม้ อองโตนี่ มาร์กซิยาล จะยิงไม่ได้แต่เขาคือคนที่เรียกจุดโทษให้ทีม ฉะนั้นก็พอจะหยวนๆ ให้อภัยในจังหวะที่โหม่งเข้าประตูตัวเอง รวมทั้งอีกหลายจังหวะที่มีโอกาสทำประตูแต่ยิงไม่ดี ส่วน มาร์คัส แรชฟอร์ด ก็ยังคงเป็นหัวหอกตัวความหวัง ความเร็ว และการยิงที่เฉียบคมของเขาช่วยให้ทีมได้ 3 คะแนนสำคัญในแมตช์นี้

    ฉะนั้นการออกมาเยือนถิ่นปาร์ก เดส์ แพร็งซ์ พร้อมกับคว้าชัยชนะกลับเมืองแมนเชสเตอร์ ถือเป็นฤกษ์งามยามดีสำหรับทีม และยังเป็นกำลังใจให้กับบรรดาแข้ง "ปีศาจแดง" สำหรับแมตช์ที่พวกเขาจะต้องปะทะกับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี เกมลีกสัปดาห์นี้ 
 
5. ยืนหนึ่งต้อง เด เคอา เท่านั้น
    แฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลายคนเรียกร้องดร็อป ดาบิด เด เคอา ได้แล้ว และเปิดโอกาสให้ ดีน เฮนเดอร์สัน ได้ทำหน้าที่มือ 1 ซะที เพราะเชื่อว่า นายทวารชาวอังกฤษ มีศักยภาพที่จะดีกว่า โกลเลือดกระทิงดุ ที่มักจะโดนมองว่าฟอร์มตกในช่วงที่ผ่านมา

    อย่างไรก็ตามในฤดูกาลนี้ เด เคอา ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าระดับฟอร์มการเล่นของเขายังคงสุดยอดเหมือนเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเกมล่าสุดที่ปะทะกับ "เปแอสเช" เจ้าตัวโชว์ความเหนียวหนึบ และต้องบอกเลยว่าเขาคือหนึ่งในนักเตะสำคัญที่นำชัยชนะมาสู่ทัพ "ผีแดง" แมตช์นี้
 

    นายด่านทีมชาติสเปน มีจังหวะเซฟสำคัญๆ หลายครั้งเริ่มตั้งแต่การปฏิเสธจังหวะยิงประตูของ อังเคล ดิ มาเรีย ในนาทีที่ 11 จากนั้นก็โชว์ความเหนียวหนึบจากการยิงของ เลย์วิน คูร์ซาว่า ในนาทีถัดมา ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะในครึ่งหลังเขายังเซฟจังหวะยิงอย่างเหนือชั้นของ เอ็มบัปเป้ ในนาทีที่ 47  จากนั้นก็หยุดการยิงของ เนย์มาร์ ในนาทีที่ 82

    แน่นอนว่าฟอร์มการเซฟประตูของ เด เคอา ช่วยให้ แมนฯ ยูไนเต็ด รอดพ้นจากหายนะในแมตช์นี้ แถมยังนำไปสู่การได้ชัยชนะด้วย ฉะนั้นหาก เฮนเดอร์สัน อยากจะรู้ว่าตัวเองควรจะมีมาตรฐานในระดับไหนถึงจะได้เป็นมือ 1 "ปีศาจแดง" ก็ให้ดูผลงานของ นายด่านเลือดกระทิงดุ เอาไว้ และหากยังทำไม่ได้ในระดับนี้ ก็ยากจะได้เป็นตัวจริง

ไม่ได้เจ็บ! สื่อดังพร้อมใจแฉสาเหตุที่ “กรีนวูด” หายจากทีม 2 นัดหลังสุด

สื่อหลายเจ้าแดนผู้ดีรายงานว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ทำการเตือนไปยัง เมสัน กรีนวูด กองหน้าดาวรุ่งในเรื่องพฤติกรรมที่ไม่ตรงต่อเวลา ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้นักเตะหายไปจากทีมในช่วง 2 เกมล่าสุด

กรีนวูดไม่มีชื่อในเกมที่ปีศาจแดงบุกไปถล่ม นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 4-1 ศึกพรีเมียร์ลีก และเกมล่าสุดที่บุกไปเฉือน ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 2-1 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม

โดยก่อนหน้านี้ทางฝั่งของ โอเล กุนนาร์ โซลชา ได้ออกมาชี้แจงเรื่องดังกล่าวว่ากรีนวูดมีอาการบาดเจ็บนิดหน่อย

แต่ล่าสุด  เดอะ การ์เดียน, เดอะ มิร์เรอร์ และ สกาย สปอร์ตส์ ต่างรายงานตรงกันว่า สาเหตุที่แท้จริงคือ ดาวรุ่งวัย 19 ปี มารายงานตัวในการซ้อมสายกว่าปกติ จนทำให้บอร์ดบริหารเริ่มไม่พอใจและเรียกตัวไปตักเตือน

อีกทั้งก่อนหน้านี้ กรีนวูด ก็โดนทีมชาติอังกฤษตัดออกจากทีม จากเหตุละเมิดกฎควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วยการพาสาวขึ้นห้องพักโรงแรมที่ไอซ์แลนด์ด้วย