มาแล้ว!เลสเตอร์ประกาศคว้า “กาสตานเย่” ร่วมก๊วน

"จิ้งจอกสยาม" เลสเตอร์ ซิตี้ จัดการคว้าตัว ทิโมธี กาสตานเย่ ฟูลแบ็กทีมชาติเบลเยียม มาจาก อตาลันต้า เรียบร้อย เผยค่าตัวอย่างถูก
     เลสเตอร์ ซิตี้ สโมสรดังแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประกาศคว้าตัว ทิโมธี กาสตานเย่ ฟูลแบ็กทีมชาติเบลเยียม มาจาก อตาลันต้า สโมสรแกร่งในศึก กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี อย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน ที่ผ่านมา โดยเซ็นสัญญาร่วมงานกันยาวถึงปี 2025

     สำหรับเรื่องค่าตัวไม่มีการยืนยันจาก "จิ้งจอกสยาม" แต่สื่ออังกฤษระบุว่า ค่าหัวของ ดาวเตะวัย 24 ปี ซึ่งเล่นได้ทั้งแบ็กซ้ายและแบ็กขวา อยู่ที่ราว 21.5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 881.5 ล้านบาท) โดยเจ้าตัวจะเข้ามาแทน เบน ชิลเวลล์ แบ็กซ้ายตัวเก่ง ซึ่งเพิ่งถูกขายไปให้ เชลซี โดยตรง 

     ปัจจุบัน กาสตานเย่ กำลังอยู่ในภารกิจรับใช้ทีมชาติเบลเยียม ที่มีคิวลงเตะเกม ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก กับ เดนมาร์ก และ ไอซ์แลนด์ ในวันเสาร์ที่ 5 และ วันอังคารที่ 8 กันยายนนี้ ตามลำดับ ซึ่งฤดูกาล 2019/20 ที่ผ่านมา เจ้าตัวทำผลงานได้น่าประทับใจกับ อตาลันต้า โดยลงเล่นรวมทุกรายการ 33 นัด ทำได้ 2 ประตู กับ 3 แอสซิสต์

 

 

เปแอสเชคอนเฟิร์มนักเตะ 3 รายติดเชื้อโควิด-19

ทัพเปแอสเช แถลงพบนักเตะในทีมติดเชื้อโควิด-19 3 รายก่อนพวกเขากลับมาลงสนามเกมลีกเอิงสุดสัปดาห์หน้า
ปารีส แซงต์-แชร์กแมง แถลงพบนักเตะในทีมติดเชื้อโควิด-19 ถึง 3 ราย ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มกลับมาฝึกซ้อมเตรียมฤดูกาลใหม่

ทัพเปแอสเช เพิ่งเรียกนักเตะกลับมารวมพลเพื่อเตรียมฝึกซ้อมในวันพุธนี้ หลังจากพวกเขาได้เบรคเพิ่มจากการทะลุเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา โดยคู่แข่งร่วมลีกของพวกเขาต่างออกสตาร์ทลีกเอิงไปเรียบร้อยแล้ว

โดยหลังจากกลับมารวมพลกันอีกครั้ง เปแอสเชทำการตรวจเชื้อโควิด-19ก่อนเริ่มทำการฝึกซ้อม แต่ปรากฎว่าพวกเขาพบนักเตะติดเชื้อโควิด-19 รวม 3 รายด้วยกัน โดยทั้งสามคนจะถูกส่งเข้ากักตัวเป็นเวลา 2 สัปดาห์  ซึ่งทางนักเตะและสตาฟฟ์โค้ชทุกคนจะทำการตรวจหาเชื้อซ้ำอีกครั้งในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยมีรายงานจากฝรั่งเศสคาดว่านักเตะที่ติดเชื้อคือ เลอันโดร ปาเรเดส, อังเคล ดิ มาเรีย และ เนย์มาร์
ทั้งนี้ เปแอสเช จะกลับมาลงสนามในลีกเอิงนัดแรกในเกมบุกไปเยือนลองส์ในวันที่ 11 กันยายนนี้

เมสซี่เผย3ความปราชัยที่ทำให้อยากลาบาร์เซโลน่า

ลิโอเนล เมสซี่ หัวหอก บาร์เซโลน่า เปิดอก หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้คิดอยากจะบอกลาทีมก็คือการที่ทีมแพ้แบบสุดช็อกจนต้องตกรอบ แชมเปี้ยนส์ ลีก 3 ซีซั่นติดต่อกัน ระบุ ตนรับได้ถ้าทีมจะแพ้ แต่มันต้องแพ้แบบสูสี ไม่ใช่แบบที่เกิดขึ้นใน 3 ฤดูกาลหลังสุด
 
ลิโอเนล เมสซี่ กองหน้ากัปตันทีม บาร์เซโลน่า สโมสรยักษ์ใหญ่ของศึก ลา ลีกา สเปน เปิดเผยว่าการออกไปแพ้ อาแอส โรม่า 0-3 ในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ นัดสอง ฤดูกาล 2017-18, เกมพ่าย ลิเวอร์พูล 0-4 ในรอบรองชนะเลิศ นัดสอง ของ แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2018-19 และเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศของซีซั่น 2019-20 ที่แพ้ บาเยิร์น มิวนิค 2-8 คือ 3 เกมที่มีส่วนทำให้ตนคิดที่จะย้ายออกจากทีม

ตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมาเรื่องราวของ เมสซี่ กลายเป็นข่าวใหญ่ในโลกลูกหนังหลังจากที่เขายื่นเรื่องขอย้ายออกจากทีมแบบไร้ค่าตัวในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยเจ้าตัวตั้งใจใช้เงื่อนไขที่จะสามารถบอกลาทีมได้ในทุกซัมเมอร์ แต่สุดท้ายก็ไม่สมหวังเพราะบอร์ดบริหารของ บาร์เซโลน่า อ้างว่าเงื่อนไขดังกล่าวมันหมดอายุลงในวันที่ 10 มิถุนายนของทุกปี และบอกว่าแข้งวัย 33 ปีจะย้ายทีมได้ก็ต่อเมื่อมีคนยอมจ่ายเท่าค่าฉีกสัญญาที่ 700 ล้านยูโร (ประมาณ 25,900 ล้านบาท) แม้ว่าฝั่งของ เมสซี่ พยายามที่จะแย้งว่าซีซั่นนี้มันควรจะมีการยืดระยะเวลาของเงื่อนไขเป็นกรณีพิเศษจากการที่ฤดูกาลมันเพิ่งจบลงเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน แต่สุดท้ายดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์ก็ยอมแพ้และจะอยู่กับทีมให้ครบสัญญาที่จะหมดลงในช่วงซัมเมอร์ ปีหน้า

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ลือกันว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้ เมสซี่ อยากบอกลา บาร์เซโลน่า อย่างเช่นการไม่พอใจแนวทางการบริหารทีมของ โจเซป มาเรีย บาร์โตเมว ประธานคนปัจจุบัน และการโมโหที่บอร์ดบริหารไม่มีโปรเจกต์พัฒนาทีมแบบจริงจัง เป็นต้น ซึ่งล่าสุดเจ้าตัวก็บอกเองว่าการแพ้แบบสุดช็อกจนต้องตกรอบ แชมเปี้ยนส์ ลีก 3 ซีซั่นติดต่อกันคือหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้อยากย้ายออกจากทีม โดยในตอนเจอกับ โรม่า และ ลิเวอร์พูล นั้น บาร์เซโลน่า ชนะในนัดแรกมาก่อนจนทำให้ตอนแรกดูมีโอกาสดีที่จะผ่านเข้ารอบไปได้ แต่สุดท้ายก็ต้องตกรอบจากการแพ้แบบขาดลอยในนัดสอง ส่วนเกมกับ บาเยิร์น ในซีซั่นนี้ แม้ว่าหลายคนจะมองว่ามันเป็นงานยากของ บาร์เซโลน่า แต่ก็ไม่มีใครคิดว่าพวกเขาจะแพ้ย่อยยับขนาดนั้น

เมสซี่ ให้สัมภาษณ์กับ โกล สื่อวงการฟุตบอลรายหนึ่งว่า "ผมมองไปข้างหน้า และอยาเล่นในระดับสูงสุด, อยากได้แชมป์, อยากเล่นใน แชมเปี้ยนส์ ลีก ในเกมระดับนั้นคุณมีโอกาสที่จะทั้งชนะหรือแพ้ได้เป็นธรรมดา เพราะมันเป็นเกมที่ยากมากๆ แต่คุณจำเป็นต้องต่อกรในระดับที่ดีให้ได้"

"อย่างน้อยคุณก็ต้องควรที่จะดวลกับคู่แข่งแบบสูสี ไม่ใช่ว่าแพ้ย่อยยับแบบในเกมที่โรม, ลิเวอร์พูล และ ลิสบอน เกมเหล่านั้นมันทำให้ผมคิดเกี่ยวกับการตัดสินใจนั้น (หมายถึงการอยากย้ายทีม) ที่ผมอยากจะทำให้มันเกิดขึ้นจริงๆ"

ใช่เหรอ? “เลิฟ” ยก “นอยเออร์” คู่ควรบัลลงดอร์กว่า “เลวานดอฟสกี”

โยอาคิม เลิฟ ผู้จัดการทีมชาติเยอรมนี ออกโรงแสดงความคิดเห็นว่า มานูเอล นอยเออร์ ผู้รักษาประตูจอมหนึบ คู่ควรกับรางวัลบัลลงดอร์มากกว่ากองหน้าดาวซัลโวเพื่อนร่วมทีมบาเยิร์น มิวนิค อย่าง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ฟรองซ์ ฟุตบอล ประกาศว่าปีนี้จะไม่มีการมอบรางวัลบัลลงดอร์ เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)

ทำให้หลายฝ่ายเสียดายแทน เลวานดอฟสกี ที่ถูกยกให้เป็นแข้งตัวเต็งคว้าบัลลงดอร์หากมีการมอบรางวัลปีนี้ จากผลงานเป็นดาวซัลโวในทุกรายการ และพาบาเยิร์น มิวนิค คว้า 3 แชมป์เมเจอร์ (ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, บุนเดสลีกา และเดเอฟเบ โพคาล)

ล่าสุด เลิฟ แสดงความเห็นว่า "ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรกับ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี นะ เขาเป็นดาวยิงระดับโลก แต่สำหรับผมแล้ว ผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลกประจำปีนี้คือ มานูเอล นอยเออร์"

มัทเธอุสยกเป๊ปกุนซือชั้นยอดแต่อีโก้สูงเกิน

โลธาร์ มัทเธอุส ชี้ โจเซป กวาร์ดิโอล่า นายใหญ่ แมนฯ ซิตี้ อีโก้สูงเกินเหตุ เพราะชอบพยายามปรับเปลี่ยนแผนอยู่เรื่อยๆ ทั้งที่ระบบเดิมของเขามันก็ดีอยู่แล้ว โดยยกตัวอย่างถึงตอนที่ กวาร์ดิโอล่า เคยเอา โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ไปเล่นเป็นปีกซ้ายทั้งที่ เลวานดอฟสกี้ เป็นยอดกองหน้าตัวเป้าของยุคนี้

โลธาร์ มัทเธอุส ตำนานดาวเตะชาวเยอรมันแสดงความเชื่อว่า โจเซป กวาร์ดิโอล่า ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มีอีโก้สูงเกินไปจากการที่ไม่ยอมล้มเลิกนิสัยที่ชอบปรับเปลี่ยนแผนให้เข้ากับสถานการณ์

กวาร์ดิโอล่า ได้รับการยกย่องว่าเป็นกุนซือที่เก่งที่สุดคนหนึ่งในยุคนี้ ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เขาได้รับคำชมแบบนั้นเป็นเพราะเจ้าตัวเคยประสบความสำเร็จอย่างมากกับ บาร์เซโลน่า โดยเฉพาะการพาทีมได้แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 สมัย ในซีซั่น 2008-09 กับ 2010-11

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นเขาก็ไม่เคยได้สัมผัสกับถ้วย "บิ๊กเอียร์" อีกเลย ไม่ว่าจะทั้งกับ บาเยิร์น มิวนิค และ แมนฯ ซิตี้ อย่างในฤดูกาล 2019-20 เขาก็พาทีมตกรอบก่อนรองชนะเลิศแบบสุดช็อกจากการที่แพ้ โอลิมปิก ลียง ซึ่งบางคนมองว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ "เรือใบสีฟ้า" แพ้ "โอแอล" มันเป็นเพราะ กวาร์ดิโอล่า เปลี่ยนจากระบบ 4-3-3 มาเป็น 3-4-3 ทั้งที่ระบบแรกทำให้ทีมมีผลงานที่ยอดเยี่ยมตลอดช่วงที่ผ่านมา

 มัทเธอุส เผยว่า "กรณีของ กวาร์ดิโอล่า น่ะ ผมรู้สึกว่าเขาพยายามที่จะทำบางอย่างที่พิเศษในเกมใหญ่ๆ อยู่เสมอ บาร์เซโลน่า มีดีเอ็นเอและระบบที่ชัดเจนที่เขาใช้งานได้ดีจนประสบความสำเร็จ เป๊ป ประสบความสำเร็จอย่างมากกับที่นั่น แต่ตอนคุม บาเยิร์น กับ ซิตี้ เขาพยายามเปลี่ยนแปลงสไตล์การเล่นหลายต่อหลายครั้ง และสุดท้ายก็ต้องล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า"

 "เขาอยากแสดงให้เห็นอยู่ตลอดว่าตัวเองสามารถทำให้ดีขึ้นได้ (ด้วยระบบที่ต่างออกไป) แต่ส่วนตัวแล้วผมอยากจะบอกกับเขาว่า -เป๊ป คุณน่ะเป็นเทรนเนอร์ชั้นยอดนะ แต่ได้โปรดยึดติดอยู่กับระบบของคุณเองเถอะ!- ถ้าต้องให้คำนิยามแล้วล่ะก็ผมก็คงจะต้องบอกว่ามันเป็นการกระทำที่แสดงให้เห็นถึงความมีอีโก้สูง ใช่ มันฟังดูเป็นคำที่รุนแรง แต่สิ่งที่เขาทำมันสื่ออย่างนั้นได้จริงๆ ตอนที่เขาคุม บาเยิร์น น่ะ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ เคยถูกจับไปเล่นเป็นปีกซ้ายด้วยซ้ำ ซึ่งมันไม่ส่งผลดีแม้แต่นิดเดียว"

เมสซี่ กำลังจะหมดลุ้น! 3 แข้งทีมใหญ่ที่เข้าใกล้ วัน แมน คลับ มากที่สุด

เดิมทีหลายคนคิดว่า ลิโอเนล เมสซี่ คงจะอยู่กับ บาร์เซโลน่า ไปตลอดอาชีพการค้าแข้ง หลังจากที่เขาเป็นนักเตะที่โชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดจนดูแล้วไม่มีวี่แววเลยว่า บาร์เซโลน่า จะยอมขายเขา แถมหลายปีก่อน เมสซี่ ก็ดูมีความสุขสุดๆ จนน่าจะเข้าก๊วน "วัน แมน คลับ" หรือนักเตะที่อยู่กับทีมเดียวตลอดอาชีพการเล่นได้ไม่ยาก
    ที่จริงปัจจุบัน เมสซี่ ก็เป็นนักเตะที่อยู่กับทีมเดิมนานที่สุด ถ้าหากนับเฉพาะ 5 ลีกใหญ่ของทวีปยุโรป (พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, ลา ลีกา สเปน, บุนเดสลีกา เยอรมัน, กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี และ ลีก เอิง ฝรั่งเศส) หลังจากเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของ บาร์เซโลน่า มาตั้งแต่ปี 2004 หรือก็คือยู่กับ บาร์เซโลน่า แค่ทีมเดียวมา 16 ปีเข้าไปแล้ว โดย "วัน แมน คลับ" จะไม่นับรวมคนที่เคยโดนปล่อยไปเล่นแบบยืมตัวกับทีมอื่น ซึ่ง เมสซี่ ก็ไม่เคยไปเล่นให้ทีมไหนในสัญญาเช่าด้วย

    อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ เมสซี่ กำลังจะอดได้เป็น "วัน แมน คลับ" แล้ว หลังจากที่เจ้าตัวยื่นเรื่องขอย้ายทีมกับต้นสังกัดในช่วงซัมเมอร์นี้ แน่นอนว่ามันคงไม่ใช่เรื่องที่น่าใจสำหรับเจ้าตัวเท่าไหร่ถ้าหากพิจารณาถึงเรื่องที่ว่าการย้ายไปเล่นที่อื่นน่าจะทำให้เขามีความสุข แต่สำหรับแฟนบอลบางส่วนแล้วมันคงน่าเสียดายไม่น้อยที่จะอดเห็น เมสซี่ ได้เป็นคนที่อยู่กับทีมเดียวไปตลอดอาชีพการเล่นซึ่งเป็นประโยคที่ฟังดูเท่พอตัว

    ถ้าว่ากันตามตรงแล้วพักหลังๆ ก็ไม่ค่อยมีนักเตะระดับโลกที่อยู่กับทีมเดียวไปตลอดอาชีพการเล่นมากเท่าไหร่นัก อย่างคนล่าสุดใน 5 ลีกใหญ่ที่ทำอย่างนั้นได้ก็คือ โรแม็ง ด็องเซ่ ที่แขวนสตั๊ดกับ แร็งส์ ไปเมื่อปี 2018 หรือถ้าจะดูเฉพาะกรณีของนักเตะระดับโลกก็ต้องย้อนไปในปี 2017 ที่ ฟรานเชสโก้ ต๊อตติ เลิกเล่นฟุตบอลอาชีพกับ อาแอส โรม่า

    ทั้งนี้ วันนี้เราจะมาดูกันว่าถ้าไม่นับ เมสซี่ แล้วนั้น นักเตะ 3 คนไหนในทีมใหญ่ของทวีปยุโรปที่ยังค้าแข้งอยู่ และเข้าใกล้กับการเป็น "วัน แมน คลับ" มากที่สุด โดยการเข้าใกล้กับการเป็น "วัน แมน คลับ" มากที่สุดนั้น จะวัดจากเรื่องที่ว่านักเตะคนนั้นๆ อยู่กับทีมมานานกี่ปีถ้านับตั้งแต่วันที่ประเดิมสนามให้กับทีมชุดใหญ่ของต้นสังกัด

    – มาร์เซล ชเมลเซอร์ : โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์, อยู่กับทีมมา 12 ปี
    หลังจากอยู่ในอะคาเดมี่ของ ฟอร์ทูน่า มั๊กเดอบวร์ก และ เอฟเซ มั๊กเดอบวร์ก ระหว่างปี 1997-2001 และ 2001-2005 ตามลำดับแล้วนั้น ชเมลเซอร์ ก็มาเข้าอะคาเดมี่ของ ดอร์ทมุนด์ ในปี 2005 และได้รับโอกาสลงเล่นกับทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในเกม เดเอฟเบ-โพคาล นัดที่ ดอร์ทมุนด์ เจอกับ ร็อต-ไวส์ เอสเซ่น เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ปี 2008

    แม้ว่าหลังจากนั้นจะยังต้องลงเล่นให้กับทีมสำรองของ ดอร์ทมุนด์ อยู่บ้าง แต่เขาก็ยังโดนเรียกใช้งานในเกมระดับทีมชุดใหญ่อยู่เรื่อยๆ และอยู่กับทีมมาจนถึงปัจจุบัน เรื่องดังกล่าวทำให้แบ็กซ้ายวัย 32 ปี ได้สัมผัสแชมป์หลายรายการร่วมกับทีม ไม่ว่าจะเป็นแชมป์ลีก 2 สมัย, แชมป์ เดเอฟเบ-โพคาล 2 ครั้ง และแชมป์ เดเอฟแอล-ซูเปอร์คัพ 3 หน

    จนถึงตอนนี้ ชเมลเซอร์ ลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของ ดอร์ทมุนด์ ไปแล้วถึง 367 นัดในทุกรายการ พร้อมกับทำได้ 7 ประตู กับอีก 34 แอสซิสต์ โดยแข้งวัย 32 ปี ยังเหลือสัญญากับทีมถึงช่วงซัมเมอร์ ปีหน้า แต่ก็ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนี้เจ้าตัวจะได้ต่อสัญญาแล้วอยู่กับทีมไปจนแขวนสตั๊ดหรือไม่ เพราะพักหลังเขาก็ได้ลงเล่นน้อยลง อย่างซีซั่นก่อนก็ได้ลงเล่นไปเพียง 8 นัดในทุกรายการเท่านั้น

    – โธมัส มุลเลอร์ : บาเยิร์น มิวนิค, อยู่กับทีมมา 12 ปี
    หลังบอกลา ทีเอสเฟา ปาห์ล มาเข้าอะคาเดมี่ของ บาเยิร์น ในปี 2000 แล้วนั้น มุลเลอร์ ก็มีพัฒนาการที่ยอดเยี่ยมจนทำให้เขาได้รับโอกาสลงเล่นกับทีมชุดใหญ่ของ "เสือใต้" เป็นครั้งแรก ในเกมลีกนัดที่เจอกับ ฮัมบูร์ก เอสเฟา เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ปี 2008 โดยวันนั้นเขาถูกเปลี่ยนตัวลงไปแทน มิโรสลาฟ โคลเซ่

    ในฤดูกาล 2008-09 มุลเลอร์ ยังได้ลงเล่นอีก 4 นัดในทุกรายการ โดยเขาทำประตูในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง ที่ชนะ สปอร์ติ้ง ลิสบอน 7-1 ได้ด้วย และหลังจากนั้นเป็นต้นมา มุลเลอร์ ก็เป็นกำลังสำคัญของยอดทีมแห่งแคว้นบาวาเรียแทบจะตลอด

    ที่จริงก่อนหน้านี้ มุลเลอร์ สุ่มเสี่ยงที่จะหมดโอกาสเป็น "วัน แมน คลับ" เหมือนกัน หลังจากเขาเคยตกเป็นข่าวย้ายทีอย่างหนาหูในช่วงที่ นิโก้ โควัช เป็นกุนซือ บาเยิร์น เพราะตอนนั้น โควัช มองว่า มุลเลอร์ ไม่น่าจะมีประโยชน์กับทีมมากเหมือนสมัยก่อนแล้วและไม่ค่อยใช้งานเขามากเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม สุดท้าย โควัช ก็คิดผิด เพราะนอกจากเขาจะโดนปลดออกจากตำแหน่งโทษฐานที่พาทีมทำผลงานได้แย่แล้วนั้น ดาวเตะวัย 30 ปี ยังโชว์ฟอร์มได้โดดเด่นสุดๆ จนมีส่วนช่วยให้ บาเยิร์น ได้ทั้งแชมป์ลีก, เดเอฟเบ-โพคาล และ แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาล 2019-20 ด้วย

    ทั้งนี้ มุลเลอร์ เพิ่งต่อสัญญากับทีมไปจนถึงช่วงซัมเมอร์ ปี 2023 เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา และถ้าไม่เกิดเรื่องแบบตอนที่มี โควัช เป็นกุนซือแล้วล่ะก็ เขาก็น่าจะได้เข้าแก๊ง "วัน แมน คลับ" ได้แบบสบายๆ รวมถึงน่าจะได้แชมป์เพิ่มอีกหลายรายการ โดยปัจจุบันแชมป์ที่เขาได้ร่วมกับทีมมีอย่างเช่นแชมป์ บุนเดสลีกา 9 สมัย, เดเอฟเบ-โพคาล 6 ครั้ง และ แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 หน

    – เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ : บาร์เซโลน่า, อยู่กับทีมมา 12 ปี
    หลังจากฝึกปรือฝีเท้าอยู่ใน ลา มาเซีย อะคาเดมี่อันเลื่องชื่อของ บาร์เซโลน่า อยู่พักหนึ่ง บุสเก็ตส์ ก็ได้รับโอกาสลงเล่นกับทีมชุดใหญ่ในเกมแบบเป็นทางครั้งครั้งแรกในเกมลีกที่เจอกับ ราซิ่ง ซานตานเดร์ เมื่อวันที่ 13 กันยายน ปี 2008 ซึ่งสุดท้ายแล้วในฤดูกาล 2008-09 หนุ่มน้อย บุสเก็ตส์ ในตอนนั้นก็ได้ลงเล่นในลีกไป 24 เกม

    ความโดดเด่นของ บุสเก็ตส์ ทำให้เขาเป็นกำลังหลักของ บาร์เซโลน่า มาโดยตลอด หนึ่งในตัวอย่างที่สื่อถึงเรื่องนั้นได้อย่างชัดเจนก็คือจนถึงตอนนี้มันมีเพียง 2 ฤดูกาลที่เขาได้ลงเล่นในลีกไม่ถึง 30 นัด ประกอบด้วยซีซั่นแรกตามที่บอกไปในเบื้องต้น และฤดูกาล 2010-11 ที่ได้ลงสนามไป 28 เกม โดยฤดูกาลก่อนเขาก็ยังได้ลงเล่นในลีกถึง 33 เกมด้วยกัน

    ที่จริงก่อนหน้านี้มีการคาดกันว่า บุสเก็ตส์ จะเป็นหนึ่งในแข้งรุ่นเก๋าของ บาร์เซโลน่า ที่โดน โรนัลด์ คูมัน เทรนเนอร์คนใหม่ปล่อยออกจากทีม แต่ไม่นานมานี้มีข่าวลือว่า คูมัน พร้อมที่จะเก็บเขาเอาไว้ใช้งานต่อ เพียงแต่อาจจะให้เขาได้ลงเล่นน้อยลง ทำให้แข้งวัย 32 ปี ยังพอมีหวังที่จะได้เข้าก๊วน "วัน แมน คลับ" โดยสัญญาของเขากับทีมก็ยังมีผลจนถึงช่วงซัมเมอร์ ปี 2023 ด้วย

ลุยต่อเนื่อง! แมนยูเตรียมล่า “อูปาเมกาโน่” เสริมแกร่งแนวรับ

 

หลังจากที่ใกล้จะได้ตัว ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค มิดฟิลด์จาก อาแจ็กซ์ ล่าสุด เดลี่ เมล์ และ อีเอสพีเอ็น สื่ออังกฤษเผยว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด วางแผนที่จะดึงตัว ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ ปราการหลังตัวเก่งของ แอร์เบ ไลป์ซิก มาร่วมทีมเป็นรายต่อไป
   
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังพิจารณาที่จะคว้าตัว ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ ปราการหลังชาวฝรั่งเศส ของ แอร์เบ ไลป์ซิก มาร่วมทีมต่อจาก ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค มิดฟิลด์จาก อาแจ็กซ์ ที่ใกล้เปิดตัวกับ "ปีศาจแดง" อย่างเป็นทางการ ตามรายงานจาก เดลี่ เมล์ และ อีเอสพีเอ็น สื่อชื่อดังของอังกฤษ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา

ดาวเตะ วัย 21 ปี กลายเป็นผู้เล่นที่เนื้อหอมมากที่สุกคนหนึ่งในช่วงเปิดตลาดซื้อ-ขายนักเตะซัมเมอร์นี้ โดยช่วงที่ผ่านมามียักษ์ใหญ่หลายทีมแสดงความสนใจทั้ง บาร์เซโลน่า, เรอัล มาดริด, บาเยิร์น มิวนิค และ อาร์เซน่อล 

ล่าสุดรายงานระบุว่า "ปีศาจแดง" กำลังวางแผนที่จะคว้ากองหลังดาวรุ่งเลือดน้ำหอม โดยหวังให้นักเตะเข้ามาช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้แนวรับมาเป็นคู่หูรายใหม่ของ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ หลังจากเวลานี้ตัวเลือกในตำแหน่งเซ็นเตอร์เหลือเพียง วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ และ เอริค ไบยี่ เท่านั้นที่ไว้ใจได้

ทั้งนี้ในตอนแรกเชื่อว่า อูปาเมกาโน่ มีค่าฉีกสัญญาอยู่ที่ 52.5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,152.5 ล้านบาท) แต่ตัวเลขจะลดลงเหลือเพียง 37 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,537 ล้านบาท) เท่านั้น หากเซ็นสัญญาหลังจบฤดูกาล 2020/21  

สำหรับ อูปาเมคาโน่ ที่เหลือสัญญาถึงปี 2023 เพิ่งถูก ดีดิเย่ร์ เดส์ชองส์ นายใหญ่ทีมชาติฝรั่งเศสเรียกตัวติดทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกชุดที่จะทำศึกยูฟ่า เนชันส์ ลีก กับ สวีเดน และโครเอเชีย

แนวรุกโหดไปนะ!สื่อดังจัดทีมตัวจริง “แมนซิตี้” ที่มี”เมสซี่”นำทัพ

ช่วงค่ำคืนของวันอังคารที่ผ่านมา ในวงการฟุตบอลคงไม่มีข่าวไหนที่ฮือฮาและสร้างแรงกระเพื่อมมากไปกว่าข่าวที่ ลิโอเนล เมสซี่ ตัดสินใจที่จะขอยกเลิกสัญญากับ บาร์เซโลน่า อีกแล้ว ซึ่งถึงแม้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่แน่นอนว่า มันเป็นเรื่องจริง เพราะหลายสื่อดังต่างรายงานข่าวตรงกัน ดังนั้นต่อไปนี้ประเด็นที่ต้องจับตามองคือ เมสซี่ จะย้ายไปไหน? และสโมสรใดมีโอกาสได้ตัวมากที่สุด?

        ไม่ต้องสงสัยเลยว่า มีหลายสโมสรระดับท็อปถูกดึงเข้ามามีเอี่ยว แต่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ดูมีโอกาสมากกว่าใครเพื่อน เพราะนอกจากกำลังเม็ดเงินที่มีอย่างมหาศาลแล้ว พวกเขายังมีกุนซือคนสนิทของ เมสซี่ ที่ชื่อ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า คุมทัพด้วย และถ้าหาก เมสซี่ ตัดสินใจมาร่วมงานกับ เป๊ป ที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม จริงล่ะก็ พวกเขาจะเป็นทีมที่น่าดูอย่างมากสำหรับการแข่งขันในฤดูกาล 2020/21 และล่าสุดเว็บไซต์ talksport.com ได้มีการจัดทีมตัวจริง "เรือใบสีฟ้า" ที่มี เมสซี่ นำทัพ รวมถึง คาลิดู คูลิบาลี่ เซนเตอร์แบ็กจอมแกร่ง นาโปลี ที่มีข่าวกำลังจะย้ายมาร่วมทีม ยืนคุมแดนหลังในแผนการเล่นระบบ 4-3-3

 

          เริ่มต้นกันที่ตำแหน่งผู้รักษาประตู ยังไงมือหนึ่งก็หนีไม่พ้น เอแดร์ซอน นายด่านชาวบราซิเลียน ถึงแม้ฤดูกาลที่ผ่านมา เจ้าตัวมีเล่นพลาดให้เห็นหลายหนก็ตาม ส่วนแนวรับสี่คนนั้น นาธาน อาเค่ ที่เพิ่งย้ายมาจาก บอร์นมัธ จะประจำการในตำแหน่งแบ็กซ้าย ส่วนฝั่งขวาเป็น ไคล์ วอล์คเกอร์ ตามเดิม ขณะที่คู่เซนเตอร์แบ็กถือว่าแข็งแกร่งสุดๆ กับการที่จะได้ คูลิบาลี่ มาประสานงานกับ เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์ ปราการหลังชาวฝรั่งเศส

 

        มาที่แดนกลางสามคนจะประกอบไปด้วย โรดรี้ ที่ยืนทำหน้าที่เป็นมิดฟิลด์ตัวรับเช่นเคย โดยที่มี เควิน เดอ บรอยน์ ยืนปั้นเกมรุกร่วมกับดาวรุ่งพุ่งแรงอย่าง ฟิล โฟเด้น ที่น่าจะถูก เป๊ป ดันขึ้นมาเป็นตัวหลักในฤดูกาลใหม่ หลังจากที่ ดาบิด ซิลบา อำลาทีม (ย้ายไป เรอัล โซเซียดาด) ไปเป็นที่เรียบร้อย

 

        สำหรับสามประสานแนวรุก "เรือใบสีฟ้า" ชุดนี้ บอกได้เลยว่า "อย่างโหด" กับการที่จะได้ เมสซี่ มาเล่นร่วมกับเพื่อนซี้ในทีมชาติอาร์เจนตินาอย่าง เซร์คิโอ อเกวโร่ โดยที่มีปีกจอมถล่มประตูอย่าง ราฮีม สเตอร์ลิง เล่นทางฝั่งซ้าย ซึ่งหากเป็นไปตามนี้จริง แมนฯ ซิตี้ ได้ลุ้นยาวๆ แน่นอน สำหรับการทวงตำแหน่งแชมป์ พรีเมียร์ลีก จาก ลิเวอร์พูล รวมถึงการลุ้นแชมป์ถ้วยใบใหญ่ของยุโรปอย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

 

        … แน่นอนว่า ตอนนี้ยังไม่มีอะไรมาการันตีว่า เมสซี่ จะย้ายมา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่อย่างน้อยมันก็ "มีโอกาส" และถ้าหากมันเกิดขึ้นจริงล่ะก็ บอกเลยว่า พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะมาถึง น่าดูอย่างแรง!!! 

ทริปเบิ้ลแชมป์ยังไม่พอ! เปิดค่าจ้าง ฮันซี่ ฟลิค ได้น้อยแต่ผลงานมหาศาล

ฮันซี่ ฟลิค เทรนเนอร์มือทอง "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ซึ่งนำสโมสรผงาดคว้า 3 แชมป์ในฤดูกาล 2019/2020 ทั้งๆ ที่กุมบังเหียนไม่ถึงปี ได้รับเงินค่าจ้างเพียงแค่ 7.2 ล้านปอนด์ (ราว 273.6 ล้านบาท) ต่อปี เท่านั้น น้อยกว่า โอเล่ กุนนาร์ โซลชา นายใหญ่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยซ้ำ


กุนซือชาวเยอรมัน ถูกตั้งแต่งให้เป็นมือขวาของ นิโก้ โควัช ในเดือนกรกฎาคมปี 2019 ก่อนที่เขาจะเข้ามาคุมทัพแทนหลังจากที่ต้นสังกัดแยกทางกับ โค้ชชาวโครแอต ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน และเพียงไม่ถึงปีก็สามารถพลิกสถานการณ์ของทีมจากที่ไม่มีลุ้นแชมป์กลับมาประสบความสำเร็จอย่างสูงด้วยการคว้าทริปเบิ้ลแชมป์ซึ่งเป็นสมัยที่ 2 ของ บาเยิร์น

ฟลิค ที่ทำงานเป็นมือขวาของ โยอัคคิม เลิฟ เทรนเนอร์ทีมชาติเยอรมนี มานานถึง 8 ปี ได้รับข้อเสนอเซ็นสัญญาถาวร 3 ปีกับ บาเยิร์น เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดย "บิลด์" สื่อดังในเมืองเบียร์ ระบุว่าเจ้าตัวได้รับค่าจ้างประมาณ 7.2 ล้านปอนด์

ผลงานของ ฟลิค ถือว่าสุดยอดมากๆ เพราะเขานำทีมสะกดคำว่าแพ้ไม่เป็นนับตั้งแต่ที่พ่ายให้กับ "สิงห์หนุ่ม" โบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค เมื่อวันที่ 7 ธันวาคมปีที่ผ่านมา และสามารถเก็บชัยชนะ 13 เกมรวดจนทำให้ทีมเข้าวินซิวแชมป์ลีกสูงสุดเมืองเบียร์อย่างยิ่งใหญ่

จากนั้นก็นำยอดทีมแห่งแคว้นบาวาเรีย ปราบ "ห้างขายยา" ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น คว้าแชมป์เดเอฟเบ โพคาล ตามด้วยผลงานชั้นยอดในการปราบ เชลซี (รอบ 16 ทีมสุดท้าย) ไล่ถลุง บาร์เซโลน่า (รอบก่อนรองชนะเลิศ) สอย โอลิมปิก ลียง (รอบรองชนะเลิศ) และเฉือน ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในนัดชิง คว้าโทรฟี่ "บิ๊กเอียร์" มาครอบครอง

สำหรับค่าจ้างของ ฟลิค ต้องบอกเลยว่ายังห่างไกลจาก เป๊ป กวาร์ดิโอล่า อดีตกุนซือบาเยิร์น ที่ปัจจุบันทำงานให้กับ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งได้รับค่าจ้างสูงถึง 20 ล้านปอนด์ (ราว 760 ล้านบาท) ต่อปี ขณะที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่สร้างประวัติศาสตร์นำ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก สมัยแรกในรอบ 30 ปี รับทรัพย์ 15 ล้านปอนด์ (ราว 570 ล้านบาท) ต่อปีเท่ากับที่ สเปอร์ส จ่ายให้กุนซือโชเซ่ มูรินโญ่

ความสำเร็จของ ฟลิค ต้องบอกว่ายิ่งใหญ่เกินคำบรรยายแต่สำหรับค่าจ้างของเขายังน้อยกว่าที่ เอฟเวอร์ตัน จ่ายให้กับ คาร์โล อันเชลอตติ ผู้จัดการทีมชาวอิตาเลียน ที่ได้ค่ามันสมองจำนวน 11.5 ล้านปอนด์ (ราว 437 ล้านบาท) ต่อปี ส่วน เบรนแดน ร็อดเจอร์ส รับเงินจำนวน 10 ล้านปอนด์ (ราว 380 ล้านบาท) ต่อปีจาก เลสเตอร์ ซิตี้

ขณะที่ ลีดส์ ยูไนเต็ด ยินดีปรีดาที่จะทุ่มเงินค่าจ้างเพื่อตอบแทนความสุดยอดของ มาร์เซโล่ บิเอลซ่า ผู้จัดการทีมประสบการณ์สูงที่นำ "ยูงทอง" เลื่อนชั้นขึ้นมาสู่พรีเมียร์ลีก  ด้วยเม็ดเงินจำนวน 8 ล้านปอนด์ (ราว 304 ล้านบาท) ต่อปี

สำหรับ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ซึ่งนำ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทะลุรอบรองชนะเลิศฟุตบอลถ้วย 3 รายการในซีซั่นนี้ (คาราบาว คัพ, เอฟเอ คัพ และ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก) ได้รับค่าจ้างจำนวน 7.5 ล้านปอนด์ (ราว 285 ล้านบาท) ต่อปี

ใกล้จบ!ฟานเดอเบ็คเตรียมตรวจร่างกายปูทางซบแมนยู

 

สกายสปอร์ตส์ สื่อกีฬาของเกาะอังกฤษ ตีข่าว ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค มิดฟิลด์ อาแจ็กซ์ มีคิวตรวจร่างกายเพื่อเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำหรับการย้ายไปอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในเร็วๆ นี้ ส่วนค่าตัวนั้น "ปีศาจแดง" จะจ่ายก่อนราว 39 ล้านยูโร และมีเงื่อนไขโบนัสอีกราว 5 ล้านยูโร
   

ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค กองกลาง อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม จะรับการตรวจร่างกายในอีกไม่กี่วันต่อจากนี้เพื่อเป็นการดำเนินขั้นตอนสำหรับการย้ายไปอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตามรายงานของ สกายสปอร์ตส์ สื่อกีฬาชั้นนำของเมืองผู้ดี

กระแสข่าวระหว่าง ฟาน เดอ เบ็ค กับ แมนฯ ยูไนเต็ด รุนแรงขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่าดาวเตะชาวดัตช์บรรลุข้อตกลงส่วนตัวกับ "ปีศาจแดง" ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะที่แข้งวัย 23 ปีก็ไม่มีชื่ออยู่ในทีมของ อาแจ็กซ์ ชุดที่เล่นเกมอุ่นเครื่องกับ ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต เมื่อวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมาดื้อๆ ทั้งที่ไม่กี่วันก่อนเขายังได้ลงเล่นในเกมอุ่นเกือกกับ แฮร์ธ่า เบอร์ลิน อยู่เลย

ทั้งนี้ สกายสปอร์ตส์ เผยว่าการตรวจร่างกายจะมีขึ้นในฮอลแลนด์ หลังจาก ฟาน เดอ เบ็ค มีคิวต้องช่วย "อัศวินสีส้ม" ลงเล่นศึก ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ลีก เอ รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม 1 กับ โปแลนด์ และ อิตาลี ในวันที่ 4 กับ 7 กันยายนนี้ ตามลำดับ โดยหลังจากเสร็จภารกิจกับทีมชาติแล้วเขาก็จะเดินทางไปที่สหราชอาณาจักรทันที

สำหรับเรื่องค่าตัวนั้น สกายสปอร์ตส์ บอกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จะจ่ายเงินในเบื้องต้นราว 39 ล้านยูโร (ประมาณ 1,443 ล้านบาท) โดยมีเงื่อนไขที่จะจ่ายเพิ่ม 5 ล้านยูโร (ประมาณ 185 ล้านบาท) ถ้าหาก ฟาน เดอ เบ็ค ทำผลงานได้ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดเอาไว้ อย่างไรก็ตาม ไม่มีการเปิดเผยว่าทีมของกุนซือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา จะเซ็นสัญญากับ ฟาน เดอ เบ็ค เป็นเวลากี่ปี รวมถึงเรื่องที่ว่าจะให้ค่าเหนื่อยเขาเท่าไหร่