แฟนมิลานเฮ!เหยี่ยวข่าวคนดังยัน “อิบรา” ตกลงต่อสัญญาเรียบร้อย

สาวก "รอสโซเนรี่" รอเฮได้เลย เพราะล่าสุดเหยี่ยวข่าวคนดังอย่าง ฟาบริซิโอ โรมาโน่ คอนเฟิร์มเอง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ตกลงขยายสัญญากับ เอซี มิลาน ออกไปจนถึงช่วงซัมเมอร์ปีหน้าเรียบร้อย

 

ฟาบริซิโอ โรมาโน่ ผู้สื่อข่าวกีฬาคนดังแห่ง สกาย อิตาเลีย ยืนยันว่า ซลาตัน อิบราอิโมวิช กองหน้าซูเปอร์สตาร์ชาวสวีดิช ได้ตกลงต่อสัญญากับ เอซี มิลาน สโมสรยักษ์ใหญ่ในศึก กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ออกไปจนกระทั่งสิ้นเดือนมิถุนายน ปี 2021 เรียบร้อย

ถึงแม้เมื่อเร็วๆ นี้ มิโน่ ไรโอล่า เอเจนต์ของ อิบราฮิโมวิช ได้ออกมาปฏิเสธข่าวเรื่องตัวนักเตะต่อสัญญา ทว่าล่าสุด โรมาโน่ แจงว่า หัวหอกร่างใหญ่วัย 38 ปี ตอบตกลงแล้วที่จะขยายสัญญากับ "ปีศาจแดง-ดำ" ออกไปจนจบฤดูกาล 2020/21 หลังจากที่เพิ่งย้ายกลับมาค้าแข้งในถิ่น ซาน ซิโร่ เมื่อช่วงเดือนมกราคม

 "ยังไม่เลิกเล่นง่ายๆ สำหรับ ซลาตัน… คอนเฟิร์ม! อิบราอิโมวิช บรรลุข้อตกลงกับ เอซี มิลาน ได้เรียบร้อย โดยเขาจะขยายสัญญาออกไปจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน ปี 2021 ดีลนี้ได้บทสรุปแล้ว ดังนั้นเขาจะอยู่ต่อ และเล่นใน เซเรีย อา อีกหนึ่งปี" โรมาโน่ แจ้งข่าวผ่าน ทวิตเตอร์ ส่วนตัว โดยตามรายงานข่าวระบุว่า อิบราฮิโมวิช จะได้รับค่าเหนื่อย 7 ล้านยูโร (ประมาณ 259 ล้านบาท)

ทั้งนี้ ช่วงครึ่งหลังของศึก กัลโช่ เซเรีย อา ฤดูกาล 2019/20 ที่ผ่านมา อิบราฮิโมวิช กระทุ้ง 10 ประตู จากการลงเล่น 18 นัด ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ มิลาน กระโดดขึ้นมาจบซีซั่นที่อันดับหก พร้อมได้สิทธิ์ลงเล่นในถ้วย ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ฤดูกาล 2020/21

 

ถ้าได้ครบสยองแน่ ! เปิด 11 ตัวจริง เชลซี สุดแกร่งลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก

   เชลซี แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อีกครั้ง ด้วยการทุ่มเงินสร้างทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยพวกเขาได้นักเตะชั้นยอดมาเสริมแกร่งหลายคน ทำให้ตอนนี้ "สิงโตน้ำเงินคราม" มีขุมกำลังที่น่าเกรงขามอย่างมากในการสู้ศึกฤดูกาล 2020/2021
   
จริงๆ แล้ว "สิงห์บลูส์" ไม่ได้ใช้เงินเลยเมื่อปีที่ผ่านมา เนื่องจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ได้ลงโทษห้ามพวกเขาซื้อผู้เล่นเข้ามาเสริมทัพช่วงตลาดเปิดซัมเมอร์ที่ผ่านมาและช่วงเดือนมกราคม 2020  อย่างไรก็ตาม ศาลอนุญาโตตุลาการกีฬาโลก (ซีเอเอส) ตัดสินลดโทษแบนเสริมทัพ ทำให้ทีมเดินหน้าเสริมแกร่งทันที

    เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือคนหนุ่มไฟแรง ไม่ได้ใช้เงินในการเสริมทัพเลย และต้องใช้งานนักเตะที่มีอยู่ในทีมผสมกับแข้งดาวรุ่ง แต่ก็ทำผลงานได้น่าประทับใจ เมื่อสามารถนำ เชลซี จบฤดูกาลในอันดับ 4 คว้าสิทธิ์ไปเล่นศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ

    สำหรับตอนนี้ เชลซี ปลดแอกโทษแบนการซื้อนักเตะแล้ว ทำให้พวกเขาเดินเครื่องใช้เงินเต็มที่ โดยผู้เล่นที่ดึงตัวเข้ามารายแรกก็คือ ฮาคิม ซิเย็ค ที่ย้ายจาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ด้วยค่าตัว 38 ล้านปอนด์ (ราว 1,444 ล้านบาท) จากนั้นก็สวมบทสิงห์ปืนไวคว้าตัว ติโม แวร์เนอร์ หัวหอกฟอร์มแรงจาก ไลป์ซิก ด้วยค่าตัว 55 ล้านปอนด์ (ราว 2,090 ล้านบาท) ตัดหน้า ลิเวอร์พูล

    ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะ เชลซี ยังคงเดินเครื่องใช้เงินไม่หยุดโดยพวกเขาพร้อมที่จะควักกระเป๋าเป็นสถิติสโมสรด้วยการซื้อตัวหนึ่งในนักเตะพรสวรรค์สูงแห่งวงการลูกหนังยุโรป นั่นก็คือ ไค ฮาแวร์ทซ์ กองกลางดาวรุ่ง "ห้างขายยา" ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ด้วยสนนราคา 90 ล้านปอนด์ (ราว 3,420 ล้านบาท)

    ขณะที่ เบน ชิลเวลล์ แบ็กซ้ายฟอร์มแรง ก็เพิ่งจะมาเป็นสมาชิกใหม่ในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ หลังย้ายจาก เลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัว 50 ล้านปอนด์ (ราว 1,900 ล้านบาท) ตามด้วย ติอาโก้ ซิลวา ซึ่งย้ายมาแบบไม่มีค่าตัวจาก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง โดยการเสริมเกมรับในครั้งนี้ "แลมพ์ส" ต้องการที่จะอุดช่องโหว่แนวรับที่เสียไปถึง 79 ประตูจากการเล่นทุกรายการเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา

     นอกจากนี้ทีมยังคว้าตัว มาล็อง ซาร์ กองหลังดาวรุ่งอีกราย ซึ่งย้ายมาแบบไม่มีค่าตัว แต่ เชลซีปล่อยให้ทีมอื่นยืมตัวไปใช้งานก่อนในซีซั่นหน้า สำหรับผู้รักษาประตูพวกเขาเล็งกระชากตัว  อ็องเดร โอนาน่า โกลจอมหนึบจาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ด้วยค่าตัว 30 ล้านปอนด์ (ราว 1,140 ล้านบาท) โดยหวังที่จะเอามาแทนที่ เกปา อาร์ริซาบาลาก้า ที่มักจะเล่นผิดพลาดบ่อยๆ

     รวมๆ กันแล้วตอนนี้หาก เชลซี ได้นักเตะที่เล็งเอาไว้มาร่วมทีมอย่างที่ตั้งใจ นั่นหมายความว่า แลมพาร์ด ใช้เงินเพื่อสร้างทีมของเขาขึ้นมาไปแล้วประมาณ 250 ล้านปอนด์ (ราว 9,500 ล้านบาท) และด้วยขุมกำลังที่มีอยู่ผสมกับแข้งใหม่ที่เข้ามา ทำให้ "สิงห์บลูส์" กลายเป็นหนึ่งในทีมที่สามารถลุ้นแชมป์ลีกได้ทันที

    ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าขุมกำลังเชิงลึกของ เชลซี ต้องบอกว่าน่าเกรงขามมากๆ เพราะพวกเขายังมีนักเตะฟอร์มแรงอย่าง เมสัน เมาท์, แทมมี่ อบราฮัม, คริสเตียน พูลิซิช และ ฟิคาโย่ โทโมรี่ รวมทั้ง รอสส์ บาร์คลี่ย์, มิชี่ บัตชูอายี่, จอร์จินโญ่ และ เอแมร์ซอน ปัลมิเอรี่ เป็นต้น

     สำหรับการจัด 11 ตัวจริงของ แลมพาร์ด ที่จะนำมาใช้ในฤดูกาลใหม่ โดยหากเขาได้นักเตะที่ต้องการมาครบจริงๆ ต้องบอกว่าเลยว่า "สิงโตน้ำเงินคราม" ชุดนี้ น่ากลัวมากๆ เพราะเป็นการผสมผสานผู้เล่นที่มีอยู่เดิม กับนักเตะใหม่ที่เต็มไปด้วยความสามารถเฉพาะตัว และการเล่นที่โดดเด่น

    งานนี้ "แลมพ์ส" พร้อมจับ เมาท์ กับ พูลิซิช ลงเล่นร่วมกันโดยทำหน้าที่เป็นแนวรุกทางริมเส้นทั้งสองฝั่ง ขณะที่ตำแหน่งจอมทัพจะใช้  ฮาแวร์ทซ์  คอยทำหน้าที่ปั้นเกม โดยมี แวร์เนอร์ ซึ่งซัดไป 34 ประตูจากการเล่นให้ เลเวอร์คูเซ่น เมื่อซีซั่นล่าสุด ยืนเป็นหน้าเป้า

      อย่างไรก็ตาม หากเกิดกรณีที่ เมาท์ กับ พูลิซิช คนใดคนหนึ่งไม่สามารถลงเล่นตัวจริงในช่วงต้นซีซั่นใหม่ โดยอาจจะเป็นไปได้ที่พวกเขาต้องถูกกักตัวอย่างน้อย 14 วันเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แลมพาร์ด ก็อาจจะส่ง ซิเย็ค ลงมาเติมเต็มในด้านหน้าแทน

     สำหรับ สตาร์ทีมชาติโมร็อคโก ต้องบอกเลยว่าเป็นนักเตะเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ แต่เหตุผลที่ แลมพาร์ด ไม่เลือกเขาลงเล่นตัวจริง เนื่องจากมองว่านักเตะน่าจะเล่นไม่เข้าขากับ ฮาแวร์ทซ์  ฉะนั้นเขาจึงเลือกใช้งาน เมาท์ ซึ่งได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับผู้เล่นคนอื่นๆ ในทีมเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา มากกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่า เชลซี เจอกับทีมไหน เพราะแผนของ แลมพ์ส สามารถยืดหยุ่นได้เสมอเนื่องจากมีตัวเลือกให้ใช้งานได้หลากหลาย

    ในส่วนของแดนกลาง แน่นอนว่า กุนซือคนหนุ่มเลือดผู้ดี จะใช้งาน เอ็นโกโล่ ก็องเต้ กับ  มาเตโอ โควาซิช ซึ่งได้รับเลือกเป็นนักเตะแห่งซีซั่นของทีมเมื่อฤดูกาลล่าสุด ขณะที่ในตำแหน่งแบ็กซ้ายปกติแล้วจะเป็น เอแมร์ซอน กับ มาร์กอส อลอนโซ่ ที่สลับกันลงเล่น แต่การที่ทีมได้ตัว ชิลเวลล์ มาเสริมแกร่ง ทำให้ตอนนี้โอกาสที่ ฟูลแบ็กทีมชาติอังกฤษ จะกลายเป็นตัวเลือกแรกในตำแหน่งนี้มากที่สุด

     ชิลเวลล์ มีจุดเด่นที่ แลมพาร์ด ชื่นชอบมากๆ นั่นก็คือการเล่นที่โดดเด่นทั้งเกมรับ และเกมรุก รวมทั้งยังเป็นผู้เล่นที่มีเท้าซ้ายสุดฉมัง และสิ่งนี้จะเป็นการสร้างมิติการเล่นเกมบุกให้กับ เชลซี มากยิ่งขึ้น ด้าน  รีซ เจมส์ แข้งดาวรุ่งจะได้รับโอกาสลงเล่นอย่างสม่ำเสมอในตำแหน่งแบ็กขวา เพราะนักเตะเต็มไปด้วยความสด และเล่นได้โดดเด่นถูกใจ "แลมพ์ส" มากๆ ในซีซั่นที่ผ่านมา

    ด้านตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กแน่นอนว่า ซิลวา จะเข้ามายืนเป็นตัวหลักของทีมแม้ว่านักเตะจะอายุ 36 ปีในเดือนกันยายนนี้ก็ตาม แต่ด้วยประสบการณ์ในการเล่นในลีกชั้นยอดทั้ง กัลโช่ เซเรีย อา และ ลีก เอิง น่าจะช่วยขันเกมรับให้กับ เชลซี เหนียวแน่นยิ่งขึ้น ที่สำคัญความสามารถของเขาจะช่วยพัฒนาบรรดานักเตะดาวรุ่งของทีมด้วย

    ส่วนคู่หูของ ซิลวา ก็คงเป็น เคิร์ก ซูม่า ที่โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา แต่ แลมพาร์ด เชื่อว่านักเตะรายนี้ยังไม่ได้พัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่ ฉะนั้นการได้เล่นร่วมกับ สตาร์ดังชาวบราซิเลียน จะช่วยดึงความสามารถของเขาออกมาได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

    ตบท้ายด้วยตำแหน่งโกล ต้องบอกเลยว่า แลมพาร์ด ไม่ไว้วางใจ เกปา อีกต่อไปแล้ว ฉะนั้นจึงต้องมองหาตัวเลือกที่ดีที่สุด ก่อนหน้านี้เขาอยากได้ ยาน โอบลัค นายด่าน "ตราหมี" แอตเลติโก มาดริด แต่ด้วยค่าตัวที่มหาศาล ทำให้ทีมเบนเข็มไปที่ โอนาน่า ที่มีค่าตัวถูกกว่าเยอะ และฟอร์มการเล่นก็เหนียวหนึบไม่ต่างกันมากนัก

    นอกจากการได้ 11 ตัวจริงที่คาดว่า แลมพาร์ด จะนำมาใช้งานในฤดูกาล 2020/2021 แล้ว ขุมกำลังสำรองของ เชลซี ต้องบอกเลยว่าอัดแน่นด้วยคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ซึ่งมีพรสวรรค์อันโดดเด่นแต่นักเตะอาจจะต้องพิสูจน์ตัวเองอีกซักระยะ เช่นเดียยวกับ โทโมรี่ ที่ต้องพัฒนาตัวเองเพื่อโอกาสในการก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลัก

     ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะทีมยังมีนักเตะประสบการณ์สูงทั้ง อันโตนิโอ รือดิเกอร์, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า และ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ เป็นต้น รวมทั้งนักเตะดาวรุ่งที่พร้อมสอดแทรกแย่งตำแหน่งอย่าง บิลลี่ กิลมอร์ กับ รูเบน ลอฟตัส-ชีค และอีกหลายๆ คน

    ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าขุมกำลังของ เชลซี ในฤดูกาลใหม่ต้องบอกว่าอัดแน่นไปด้วยคุณภาพมากๆ และการมีขนาดทีมที่ใหญ่แบบนี้ ทำให้ แลมพาร์ด สามารถปรับกลยุทธ์ได้หลากหลายเพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ที่ทีมต้องเจอในแต่ละเกม

    11 ตัวจริง เชลซี ในฤดูกาล 2020/2021 หากพวกเขาคว้านักเตะที่เล็งเอาไว้มาร่วมทีมได้ครบ

ผู้รักษาประตู : อ็องเดร โอนาน่า

กองหลัง : เบน ชิลเวลล์,  เคิร์ก ซูม่า, ติอาโก้ ซิลวา, รีซ เจมส์

กองกลาง :   เอ็นโกโล่ ก็องเต้, มาเตโอ โควาซิชล, เมสัน เมาท์, ไค ฮาแวร์ทซ์, คริสเตียน พูลิซิช

กองหน้า :  ติโม แวร์เนอร์

หักหลัง, ไร้ความเคารพ, อนาคตไม่มี ! 6 เหตุผลที่ เมสซี่ ตัดสินใจลา บาร์ซ่า

หลังจากที่อยู่รับใช้ บาร์เซโลน่า มานานกว่า 20 ปี และเป็นดั่งสัญลักษณ์ของสโมสร แต่ตอนนี้ ลิโอเนล เมสซี่ กำลังที่จะคิดอำลาถิ่น คัมป์ นู เนื่องจากมองไม่เห็นอนาคตของทีม และเลือกที่จะออกไปหาความท้าทายใหม่มากกว่าที่จะอยู่กับ "เจ้าบุญทุ่ม" ที่มีสภาพย่ำแย่แบบนี้

    แน่นอนว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ เมสซี่ ปรารถนา เพราะเขามองว่า บาร์ซ่า เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง แต่การเปลี่ยนแปลงภายในทีมทำให้เจ้าตัวรับไม่ได้ โดยเฉพาะในเรื่องของแผนอนาคตที่นักเตะมองแล้วว่าบอร์ดบริหารไม่มีความจริงใจในการพัฒนาทีม

    ที่สำคัญความขัดแย้งกับ โจเซป มาเรีย บาร์โตเมว ประธานสโมสรเป็นหนึ่งในมูลเหตุที่ทำให้ เมสซี่ มองว่าการอยู่ร่วมกันคงเป็นไปไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเหตุผลที่ถือเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้ สตาร์ดังชาวอาร์เจนไตน์ พร้อมเก็บเสื้อผ้าอำลายอดทีมแห่งแคว้นกาตาลุนย่า

1.  ไม่เหลือเยื่อใยกับบอร์ดบริหารสโมสรอีกต่อไป

 

    วันวานที่เคยหอมหวานสำหรับ เมสซี่ แทบจะไม่เหลืออยู่เลย เนื่องจากความสัมพันธ์ของเขากับบอร์ดบริหารชุดนี้ไม่มีอีกแล้ว โดยเฉพาะกับ โจเซป มาเรีย บาร์โตเมว ประธานสโมสร ที่ดูเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคนจะเป็นเส้นขนานกันมานาน

    แม้ว่าในวันที่ทั้งสองคนได้พบกันตอนที่ ดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์ สลัดน้ำหมึกเซ็นสัญญาฉบับใหม่ พร้อมกับโพสท่าถ่ายรูปร่วมกันซึ่งดูเหมือนว่า เมสซี่ กับ บาร์โตเมว จะยิ้มแย้มให้กันและกัน แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงแค่ฉากหน้าที่พวกเขาใส่หน้ากากเข้าหากันเท่านั้น

 

    ฉะนั้นตลอดช่วงเวลากว่า 5 ปีที่ บาร์โตเมว ครองอำนาจในการบริหารยอดทีมแห่งแคว้นกาตาลุนย่านั้น ไม่ได้สร้างความประทับใจให้กับ เมสซี่ เลย แม้ว่าในใจลึกๆ แล้วนักเตะเลือกที่จะอยู่กับสโมสรต่อไปเนื่องจากหัวใจที่รัก "เจ้าบุญทุ่ม" แต่จากสิ่งที่เกิดขึ้นในเกมปะทะ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค (แพ้ 2-8 ตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก) เป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้เขาเปลี่ยนแปลง

2.  ไม่รักษาสัจจะในการเซ็นสัญญากับนักเตะ-การแต่งตั้งกุนซือที่ไม่เหมาะสม

 

    บาร์เซโลน่า แทบจะไม่ลงทุนคว้านักเตะชั้นยอดมาร่วมทีมเลยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยพวกเขาทุ่มเงินในการคว้าตัว อองตวน กรีซมันน์, ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ และ แฟรงกี้ เดอ ยอง ซึ่งถือเป็นสตาร์ลูกหนังระดับโลก แน่นอนว่าเพียงเท่านี้ยังไม่พอที่จะทำให้ "เจ้าบุญทุ่ม" หวนคือสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง

    ตลอดช่วงที่ บาร์โตเมว และบอร์ดบริหารชุดนี้บริหารสโมสร พวกเขาตระบัดสัตย์ไม่ทำตามที่เคยลั่นวาจาเอาไว้กับ เมสซี่ เพราะหากมองนักเตะที่พวกเขาดึงมาร่วมทีม ยังถือว่าไม่ถูกต้องโดนใจสำหรับ สตาร์ดังชาวอาร์เจนไตน์ ฉะนั้นนี่จึงทำให้เขารู้สึกว่าอนาคตของทีมช่างหมองหม่นเหลือเกิน

 

    นอกจากนี้แนวคิดในการแต่งตั้งเทรนเนอร์ก็ย่ำแย่สุดๆ เพราะหากจำกันได้ เมสซี่ ทำผลงานได้ดีเยี่ยมกับโค้ชชั้นยอดตั้งแต่เมื่อปี 2004 ทั้ง แฟร้งค์ ไรจ์การ์ด, เป๊ป กวาร์ดิโอล่า, ตาต้า มาร์ติโน่, ตีโต้ บีลาโนบา, หลุยส์ เอ็นริเก้ (แม้จะมีปัญหาทะเลาะกันบ้างก็ตาม) แม้แต่ เอร์เนสโต้ บัลเบร์เด้ ก็เช่นกัน

    ที่สำคัญการที่ บาร์โตเบว สั่งปลด บัลเบร์เด้ ออกจากตำแหน่ง สร้างความไม่พอใจให้กับ เมสซี่ มากๆ แถมยิ่งโกรธจัดเป็นทวีคูณเมื่อพวกเขาเลือกแต่งตั้ง กีเก้ เซเตียน เข้ามากุมบังเหียน ซึ่งผลงานไม่มีอะไรน่าสนใจเลย งานนี้ทำเอานักเตะได้แต่กระอักกระอ่วมใจ แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้แฟนบอลคงได้เห็นมาแล้วจากพฤติกรรมของ เมสซี่ ที่มีต่อ เซเตียน ในช่วงที่ผ่านมา
 
3. ไม่เห็นด้วยกับแผนของสโมสร-ไร้โปรเจกต์คว้าแชมป์

 

    เมสซี่ ไม่ประทับใจกับแผนด้านกีฬาของสโมสรมานานแล้ว เพราะในแต่ละซีซั่นทีมยิ่งย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ทั้งเรื่องการเซ็นสัญญากับนักเตะที่น่าผิดหวัง และยังรวมถึงการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า ที่สำคัญเม็ดเงินจากการขาย เนย์มาร์ จำนวนกว่า 222 ล้านยูโร (ประมาณ 7,770 ล้านบาท) ไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเหมาะสม

    ขณะเดียวกัน ดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์ ยังมีความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่กับ เอริก อบิดัล ผู้อำนวยการกีฬาในเวลานั้น ด้วยเหตุนี้ทำให้ ดาวเตะเลือดอาร์เจนไตน์ รู้สึกว่าสโมสรกำลังค่อยๆ เสื่อมถอยลงเรื่อยๆ และการลงทุนในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะในแต่ละครั้งก็ย่ำแย่เกินทน

 

    การตัดสินใจเรื่องย้ายทีมเกิดขึ้นในหัวของ เมสซี่ มาได้สักพักใหญ่ แต่เขาพยายามใจเย็นด้วยการรอคอยที่จะพูดคุยกับ โรนัลด์ คูมัน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่กุมบังเหียนทีมแทน เซเตียน อย่างไรก็ตาม นักเตะไม่เชื่อมั่นในแผนงานของ กุนซือร่างบึ้กชาวดัตช์ ซักเท่าไหร่

     ที่สำคัญ เมสซี่ ไม่เคยคิดเลยว่า คูมัน จะสามารถนำ บาร์เซโลน่า ผงาดคว้าแชมป์ได้ และหากเจ้าตัวยังฝืนอยู่กับสโมสรต่อไปก็มีแต่จะยิ่งรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่ ฉะนั้นด้วยอายุอานามที่ปาเข้าไป 33 ปีแล้ว เขาคงมีเวลาที่อยู่เป็นยอดแข้งระดับท็อปอีกไม่กี่ปี ด้วยเหตุนี้จึงเลือกที่จะไปหาประสบการณ์ใหม่กับสโมสรอื่นดีกว่า

4. บาร์ซ่า ปล่อยข่าวที่เข้าพบ คูมัน และพยายามป้ายความผิดให้เขา

 

    หนึ่งในเรื่องที่ทำให้ เมสซี่ โกรธเป็นฟืนเป็นไฟก็คือการที่เรื่องที่เขาพูดคุยกับ คูมัน ถูกนำมาเปิดเผยต่อสาธารณชน โดยเป็นที่เข้าใจกันว่า เมสซี่ ได้แจ้งกับนายใหญ่ชาวดัตช์เขาต้องการไปเล่นให้กับสโมสรอื่น มากกว่าที่จะอยู่เล่นให้ บาร์ซ่า อีกต่อไป และกำลังพิจารณาอนาคตของตัวเอง

    สำหรับรายละเอียดในการพูดคุยในตอนนั้นได้ถูกนำมาเปิดเผยกับสื่อ โดยเรื่องนี้ทำให้ เมสซี่ ไม่พอใจมากๆ เนื่องจากมีการบิดเบือนความจริงในสิ่งที่เขาได้พูดกับ คูมัน แต่สำหรับเรื่องจริงที่ชัดเจนก็คือ นักเตะไม่ปลื้มกับการบริหารงานของ บาร์โตเมว

 

    นอกจากนี้ เมสซี่ ยังเชื่อว่าการกระทำของบอร์ดบริหารบาร์เซโลน่าชุดนี้ พยายามที่จะกดดันให้เขาออกจากสโมสรด้วยการใส่ร้ายป้ายสีให้กลายเป็นคนเลวในสายตาทุกๆ คน ด้วยการมองว่าเขาจ้องที่จะทิ้งทีม โดยไม่คิดที่จะอยู่สู้หรือช่วยเหลือต้นสังกัดในช่วงเวลาที่ตกต่ำ
   
5. การปฏิบัติกับซัวเรซที่ไร้ซึ่งความเคารพ

 

    หนึ่งในเรื่องที่ทำให้ เมสซี่ ไม่พอใจอย่างแรงก็คือวิธีการที่ บาร์ซ่า คิดกำจัด หลุยส์ ซัวเรซ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเขาออกจากสโมสร ด้วยการออกว่าเขาไม่มีอนาคตกับทีมอีกต่อไป โดยการกระทำแบบนี้ถือเป็นการไม่ให้เกียรตินักเตะที่ช่วยทีมคว้าแชมป์ทั้ง ลา ลีกา ( 4 สมัย) และ แชมเปี้ยนส์ ลีก (1 สมัย)

    เป็นที่ทราบกันดีว่า เมสซี่ กับ ซัวเรซ เป็นคู่หูทั้งในและนอกสนาม และยังเป็นหนึ่งในเพื่อนซี้ย้ำปึ้กของ "ลีโอ" แต่การที่เขาได้เห็นเพื่อนเลิฟโดนปฏิบัติอย่างคนไร้ค่าถือเป็นสิ่งที่รับไม่ได้จริงๆ เพราะ เมสซี่ มองว่า หัวหอกเลือดอุรุกวัย สมควรได้รับความเคารพมากกว่านี้

 

    จากรายงานของสื่อในสเปน อ้างว่า คูมัน ได้โทรศัพท์พูดคุยกับ ซัวเรซ เพียงแค่นาทีเดียว โดยระบุเหตุผลอย่างชัดเจนว่านักเตะไม่ได้อยู่ในแผนการสร้างทีมในฤดูกาลหน้าอีกต่อไป แม้ว่าจะมีสัญญาอยู่กับทีมจนถึงช่วงซัมเมอร์หน้า แต่การยกเลิกสัญญาจะมีผลทันทีในซัมเมอร์นี้

    ฉะนั้นการที่ เมสซี่ เห็นเพื่อนรักโดนปฏิบัติอย่างไม่ให้เกียรติแบบนี้ทำให้เขาหมดความอดทนกับสโมสร และเลือกที่จะเดินออกจากทีมที่อยู่มาตั้งแต่สมัยเป็นผู้เล่นเยาวชน เพื่อเป็นการตอบโต้การกระทำของบอร์ดบริหาบาร์เซโลน่า และ คูมัน

6. สิทธิพิเศษไม่มีอีกต่อไปแล้ว

 

    สำหรับฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ เมสซี่ พอกันทีกับชีวิตในถิ่นคัมป์ นู ก็คือคำพูดที่ทิ่มแทงใจดำของ คูมัน ในช่วงที่ทั้งสองคนได้พูดคุยกันอย่างลูกผู้ชาย โดย ตำนานกองหลังเท้าดินระเบิด ได้แจงเหตุผลอย่างชัดเจนจนทำให้ ดาวยิงเลือดอาร์เจนไตน์ ของขึ้นทันที

    เรื่องนี้ถูกตีแผ่จาก โอเล่  หนังสือพิมพ์กีฬาชื่อดังของอาร์เจนตินา ที่อ้างว่า คูมัน ได้โทรศัพท์ไปแจ้ง  เมสซี่ ว่าสิทธิพิเศษในทีมของเขาสิ้นสุดลงแล้ว ฉะนั้นสิ่งเดียวที่ต้องทำก็คือเน้นเรื่องของทีมเท่านั้น แน่นอนว่าการพูดแบบนี้เป็นการจี้ใจดำนักเตะมากๆ

 

    ลองคิดดูก็แล้วกันว่านักเตะที่สร้างความสำเร็จให้กับสโมสรมากมาย และเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของทีม แต่กับมาเจอคำพูดของกุนซือใหม่ที่แม้ว่าจะเป็นตำนานของทีมก็ตาม แต่หากเทียบความยิ่งใหญ่แล้ว เมสซี่ มีภาษีดีกว่าเยอะ ฉะนั้นเมื่อพูดแบบไม่ให้เกียรติกันก็คงอยู่ร่วมงานกันไม่ได้อีกต่อไป

ลุ้นเป็นจริง!แฉ “พ่อเมสซี่” บุกอังกฤษเจรจาแมนซิตี้

สองสื่อดังในแดนกระทิงดุ รายงาน ฮอร์เก้ เมสซี่ พ่อของ ลิโอเนล เมสซี่ ได้เดินทางไปยังอังกฤษ เพื่อเปิดการเจรจากับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เรื่องการย้ายไปเล่นในทัพ "เรือใบสีฟ้า" โดยงานนี้ยังไม่มีความแน่ชัดว่าทีมของกุนซือเป๊ป กวาร์ดิโอล่า จะต้องจ่ายค่าตัวของนักเตะให้กับ บาร์เซโลน่า เท่าไหร่

               ฮอร์เก้ บิดาบังเกิดเกล้าของ ลิโอเนล เมสซี่ กองหน้าอัจฉริยะ "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า จัดการเปิดการเจรจากับ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เกี่ยวกับเรื่องการที่ลูกชายสุดที่รักจะย้ายไปเล่นในถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยม จากการเปิดเผยของ 2 สื่อชั้นนำในประเทศสเปน

               สตาร์ลูกหนังชาวอาร์เจนไตน์ ได้แจ้งความจำนงในการขออำลาถิ่นคัมป์ นู เมื่อวันอังคารที่ 25 สิงหาคม หลังจากที่เจ้าตัวอยู่รับใช้สโมสรนี้ตั้งแต่เป็นเด็กปั้น จนกระทั่งก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่แห่งทัพ "เลือดหมูน้ำเงิน" ในช่วงเวลาเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา

               หลังจากนั้นไม่นานเริ่มมีการคาดการณ์เกี่ยวกับอนาคตสังกัดใหม่ของ ดาวเตะวัย 33 ปี ซึ่ง แมนฯ ซิตี้ ที่มี เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ทำหน้าที่กุมบังเหียน กลายเป็นทีมเต็งหนึ่งในการคว้านักเตะรายนี้ไปร่วมทีม เพราะสโมสรแห่งนี้มีทั้งสถานะการเงินที่มั่นคง และมีกุนซือที่ เมสซี่ อยากร่วมงานด้วยเสมอ

              ล่าสุดเรื่องนี้มีความเป็นไปได้สูงเมื่อ RAC1และ TyC Sports สองสื่อดังในดินแดนกระทิงดุ รายงานว่า ฮอร์เก้ เมสซี่ พ่อของนักเตะได้เดินทางไปยัง อังกฤษ เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการเจรจาเรื่องเงื่อนไขต่างๆ ในการที่ กองหน้าทีมชาติอาร์เจนตินา จะย้ายไปค้าแข้งด้วย

              อย่างไรก็ตามยังไม่มีความแน่ชัดเกี่ยวกับเรื่องค่าตัวในการย้ายทีมครั้งนี้ว่า แมนฯ ซิตี้ ต้องจ่ายเงินให้ บาร์ซ่า เท่าไหร่ โดย เมสซี่ จะหมดสัญญาในปี 2021 และมีเงื่อนไขในสัญญาที่จะขอย้ายทีมได้หลังจบแต่ละฤดูกาล ขณะที่ บาร์เซโลน่า ได้สวนกลับไปว่า เงื่อนไขนี้หมดอายุไปแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งหากเป็นสถานการณ์ปกติจะเป็นเวลา 10 วันหลังจบเกมนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก  (30 พ.ค.)

              ขณะที่ทีมกฎหมายของ เมสซี่ สวนกลับไปว่านี่เป็นช่วงเวลาที่ไม่ปกติเนื่องจากเกิดเหตุการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้เกมลูกหนังต้องขยายระยะเวลาการแข่งขันออกไป โดยนัดชิง แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็เพิ่งจบไปเมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา แต่กระนั้น บาร์ซ่า ยังคงยืนกรานว่า เมสซี่ จะย้ายทีมได้ก็ต้องมีสโมสรกล้าจ่ายค่าฉีกสัญญาจำนวน 700 ล้านยูโร (ราว 24,500 ล้านบาท) เท่านั้น

โกเซนส์มาแล้ว!เลิฟแบโผ22แข้งทีมชาติเยอรมนีเตะเนชั่นส์ลีก

โยอัคคิม เลิฟ กุนซือทีมชาติเยอรมนี เปิดโผขุนพล "อินทรีเหล็ก" ที่จะใช้ลงทำศึก ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ช่วงต้นเดือนหน้าออกมาเป็นที่เรียบร้อย โดยที่ โรบิน โกเซนส์ ฟูลแบ็กดาวดัง อตาลันต้า มีชื่อติดทัพเป็นครั้งแรก

     โยอัคคิม เลิฟ เทรนเนอร์ทีมชาติเยอรมนี ประกาศรายชื่อ 22 ผู้เล่น ชุดที่จะใช้ลงเตะเกม ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก 2020/21 จำนวน 2 นัด ที่มีคิวเปิดบ้านเจอ สเปน วันที่ 3 กันยายน และบุกไปเยือน สวิตเซอร์แลนด์ วันที่ 6 กันยายน ออกมาเป็นที่เรียบร้อย เมื่อวันอังคารที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา

     แข้งดาวดังอย่าง โทนี่ โครส ห้องเครื่อง เรอัล มาดริด, ลีรอย ซาเน่ ปีกตัวใหม่ บาเยิร์น มิวนิค, ไค ฮาแวร์ตซ์ กองกลางดาวรุ่ง ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น และ ติโม แวร์เนอร์ หัวหอกป้ายแดง เชลซี ต่างมีชื่อติดโผกันอย่างพร้อมหน้

     อย่างไรก็ตาม บรรดาแข้งตัวหลักจากค่าย "เสือใต้" อย่าง มานูเอล นอยเออร์, โยชัว คิมมิช, แซร์จ นาบรี้ และ ลีออน โกเร็ตซ์ก้า ไม่มีชื่อติดทีม เนื่องจากได้รับอนุญาตให้พัก หลังเพิ่งช่วยต้นสังกัดพิชิต ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 1-0 ในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบชิงชนะเลิศ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา
 
     สำหรับนักเตะหน้าใหม่ที่ถูกเรียกตัวติดทัพ "อินทรีเหล็ก" เป็นครั้งแรกมี 3 ราย ซึ่งประกอบไปด้วย โรบิน โกเซนส์ แบ็กซ้ายตัวเก่ง อตาลันต้า, โฟลเรียน นอยเฮาส์ มิดฟิลด์ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค และ โอลิเวอร์ เบามันน์ นายทวารฝีมือดีจาก ฮอฟเฟ่นไฮม์

สรุปรายชื่อ 22 ผู้เล่นทีมชาติเยอรมนี

     ผู้รักษาประตู : เควิน ทรัปป์ (ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต), แบร์นด์ เลโน่ (อาร์เซน่อล / อังกฤษ), โอลิเวอร์ เบามันน์ (ฮอฟเฟ่นไฮม์)

     กองหลัง : ธีโล เคห์เลอร์ (ปารีส แซงต์-แชร์กแมง / ฝรั่งเศส), โรบิน โกเซนส์ (อตาลันต้า / อิตาลี), มัทธีอัส กินเทอร์ (โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค), โจนาธาน ทาห์ (ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น), นิโค่ ชูลซ์ (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์), นิคลาส ซือเล่ (บาเยิร์น มิวนิค), อันโตนิโอ รือดิเกอร์ (เชลซี / อังกฤษ), โรบิน ค็อค (ไฟร์บวร์ก)

     กองกลาง : โฟลเรียน นอยเฮาส์ (โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค), ยูเลียน ดรักซ์เลอร์ (ปารีส แซงต์-แชร์กแมง / ฝรั่งเศส), โทนี่ โครส (เรอัล มาดริด / สเปน), ยูเลี่ยน บรันด์ท (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์), ไค ฮาแวร์ตซ์ (ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น), ลีรอย ซาเน่ (บาเยิร์น มิวนิค), ซูอัต แซร์ดาร์ (ชาลเก้ 04), อิลคาย กุนโดกัน (แมนเชสเตอร์ ซิตี้ / อังกฤษ), เอ็มเร่ ชาน (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์)

     กองหน้า : ติโม แวร์เนอร์ (เชลซี / อังกฤษ), ลูก้า วัลด์ชมิดท์ (เบนฟิก้า / โปรตุเกส)

ใครจ่ายไหวบ้าง?เจาะเงินที่เมสซี่ได้จากบาร์เซโลน่า

หากอ้างอิงจากตัวเลขของ ฟุตบอล ลีคส์ เว็บไซต์เปิดเผยข้อมูลในโลกฟุตบอลแล้วนั้น ลิโอเนล เมสซี่ ได้เงินจาก บาร์เซโลน่า ตลอดช่วงที่ผ่านมาเยอะสุดๆ อย่างเช่นเรื่องค่าเหนื่อยเบื้องต้นที่ 988,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ หรือค่าลิขสิทธิ์ทางภาพลักษณ์ที่แตะหลัก 9.1 ล้านปอนด์ต่อปี

    ตลอดช่วงที่ผ่านมา บาร์เซโลน่า สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที ลา ลีกา สเปน ต้องจ่ายเงินให้กับ ลิโอเนล เมสซี่ กองหน้าคนดังเป็นจำนวนมากในสัญญาฉบับปัจจุบันของเขา ตามการเปิดเผยของ ฟุตบอล ลีคส์ เว็บไซต์แนวแฉเรื่องลับของวงการฟุตบอล

    ช่วงไม่นานมานี้มีข่าวใหญ่ในวงการลูกหนังว่า เมสซี่ ส่งแฟ็กซ์ไปบอกกับต้นสังกัดว่าตนต้องการย้ายออกจากทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ทันที และต้องการยกเลิกสัญญาเพื่อที่จะได้ย้ายทีมแบบไร้ค่าตัวด้วย หลังจากตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์ตกเป็นข่าวว่ามีปัญหากับบอร์ดบริหารชุดปัจจุบันอย่างมาก ซึ่งมันก็ส่งผลให้หลายทีมทั่วโลกมีข่าวกับ เมสซี่ ตามไปด้วย อย่างเช่น แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ปารีส แซงต์-แชร์กแมง, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ อินเตอร์ มิลาน เป็นต้น

    อย่างไรก็ตาม ทีมที่จะได้ เมสซี่ ไปร่วมทัพก็ยังต้องยอมจ่ายค่าเงินก้อนโตให้ เมสซี่ อยู่ดี ถ้าหากหวังที่จะได้แข้งวัย 33 ปีไปร่วมทัพ ซึ่งมันก็ทำให้เกิดการตั้งประเด็นว่าจะมีทีมไหนที่พร้อมทุ่มเงินเพื่อเขาหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่กฎควบคุมการเงิน (ไฟแนนเชี่ยล แฟร์ เพลย์) ของสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำทีมอย่างมาก

    This is Messi’s wage package at Barcelona according to Football Leaks: 60.395.769 euro basic yearly wages (£988.000 a week), £9.100.000 per year on image rights, £13.000.000 a year on possible bonuses plus signing on & loyalty fee (£120.000.000 over 5 years).

    Quite a load. pic.twitter.com/LOaUoogZuq
    — Kristof Terreur (@HLNinEngeland) August 25, 2020

    ทั้งนี้ สัญญาฉบับปัจจุบันของ เมสซี่ กับ บาร์เซโลน่า เซ็นกันเมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน ปี 2017 และจะหมดอายุลงในช่วงซัมเมอร์ ปีหน้า ซึ่งหากอ้างอิงตาม ฟุตบอล ลีคส์ แล้วนั้น เมสซี่ ได้รับค่าเหนื่อยแบบไม่รวมโบนัสต่างๆ สูงถึงปีละราว 54.32 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,172.8 ล้านบาท) หรือคิดเป็น 988,000 ปอนด์ (ประมาณ 3.95 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ โดยที่ เมสซี่ ยังได้ค่าลิขสิทธิ์ทางภาพลักษณ์จากทีมอีกปีละ 9.1 ล้านปอนด์ (ประมาณ 364 ล้านบาท) ด้วย

    นอกจากนี้ มันยังมีเงื่อนไขค่าโบนัสที่ เมสซี่ จะได้รับหากทำผลงานได้ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดเอาไว้ อย่างเช่นการทำประตูถึงหลักจำนวนหนึ่ง หรือการพาทีมได้แชมป์ เป็นต้น ซึ่งเงินในส่วนนี้ก็อยู่ที่รวมแล้ว 13 ล้านปอนด์ (ประมาณ 520 ล้านบาท) ต่อปี แถมยังมีค่าเงินกินเปล่าในตอนที่เซ็นสัญญา และค่าความภักดีที่ บาร์เซโลน่า ต้องจ่ายรวม 120 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,800 ล้านบาท) ตลอดช่วงระยะเวลาของสัญญาด้วย นั่นหมายความว่ามันน่าจะมีเพียงไม่กี่ทีมเท่านั้นที่พอจะจ่ายเงินทั้งหมดนี้ให้กับ เมสซี่ ไหว จนทำให้เขาอาจจะต้องยอมลดเงินด้านต่างๆ หากหวังที่จะได้ย้ายทีม

ใช้เงินตั้งเยอะ!ยาย่าชี้เป๊ปล้มเหลวกับแมนซิตี้

ยาย่า ตูเร่ มิดฟิลด์ชาวไอวอรี่ โคสต์ ระบุ โจเซป กวาร์ดิโอล่า กุนซือ แมนฯ ซิตี้ ล้มเหลวกับทีมอย่างสิ้นเชิงหลังจากที่จนถึงตอนนี้ยังไม่สามารถเอาถ้วยแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาให้ทีมได้สักที ชี้ เมื่อพิจารณาถึงงบประมาณการทำทีมแล้วนั้น กวาร์ดิโอล่า ก็ควรจะต้องทำให้ทีมได้สัมผัสกับถ้วย "บิ๊กเอียร์" ได้แล้ว

   ยาย่า ตูเร่ กองกลางไร้สังกัดคนดัง กล่าวว่าจนถึงตอนนี้ โจเซป กวาร์ดิโอล่า ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยอดสโมสรแห่งวงการ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ถือว่าทำผลงานได้ล้มเหลวและน่าผิดหวัง หลังจากที่จนถึงตอนนี้ยังไม่สามารถพาทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาครองได้เลย

    แมนฯ ซิตี้ ตัดสินใจดึง กวาร์ดิโอล่า มาคุมทีมในปี 2016 ด้วยเป้าหมายว่าเขาจะพาทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาครอง หลังจากที่เจ้าตัวเคยได้แชมป์รายการดังกล่าวกับ บาร์เซดลน่า ในฐานะกุนซือ 2 สมัย และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในกุนซือที่เก่งที่สุดของโลก อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านมา 4 ฤดูกาล กวาร์ดิโอล่า ก็ยังไม่สามารถนำถ้วย "บิ๊กเอียร์" มาประดับตู้โชว์ของสโมสรได้เลย และที่จริงเขายังไม่เคยพาทีมไปถึงรอบรองชนะเลิศได้ด้วยซ้ำ อย่างในฤดูกาล 2019-20 แมนฯ ซิตี้ ก็มาถึงเพียงรอบก่อนรองชนะเลิศ จากการแพ้ โอลิมปิก ลียง แบบสุดช็อก 1-3

    ตูเร่ คนน้อง ซึ่งเคยมีปัญหาบาดหมางกับ กวาร์ดิโอล่า ในช่วงหนึ่งนั้น เผยว่า "ผู้จัดการทีมถูกดึงมาก็เพื่อการนั้น เขาถูกจ้างมาเพื่อให้เอาถ้วยแชมป์นี้มาครองให้ได้ เมื่อคุณได้เห็นว่า ลิเวอร์พูล และบางทีมสามารถคว้าแชมป์รายการนี้มาครองได้ทั้งที่ไม่ต้องทุ่มเงินซื้อนักเตะอย่างมากแล้วน่ะ มันก็ถือว่าค่อนข้างแปลกและน่าผิดหวังเลย"

    "แน่นอน เขาถูกดึงมาอยู่กับทีมเพื่อเป้าหมายว่าต้องคว้าแชมป์รายการใหญ่มาครองให้ได้ และตอนนี้เขาก็ยังไม่สามารถทำตามแบบที่พวกเขาต้องการได้ ทุกคนรู้ดีว่า เป๊ป เป็นผู้จัดการทีมที่เก่งมากๆ แต่ตอนนี้หลายอย่างมันไม่เป็นไปตามแบบที่พวกเขาต้องการ บางครั้งมันก็อาจจะถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแนวทางการทำงานของพวกเขาน่ะนะ เรามารอดูกันดีกว่าว่ามันจะเป็นยังไง"

    "ถ้านี่เป็น บาร์เซโลน่า หรืออาจจะรวมถึง เรอัล มาดริด แล้วล่ะก็ เขาก็จะเจอปัญหาอย่างแน่นอน มันขึ้นอยู่กับบอร์ดบริหารและเรื่องที่ว่าพวกเขาจะตัดสินใจทำยังไงกับเขา สำหรับผมแล้วเขาอยู่ในระดับเดียวกับ เจอร์เก้น คล็อปป์ และ ซีเนดีน ซีดาน แต่มันขึ้นอยู่กับสโมสรด้วยว่าจะทำยังไง ผมรู้จัก ซิตี้ ดี พวกเขาสามารถเอากุนซือทุกคนที่พวกเขาต้องการมาทำงานให้กับพวกเขาได้แบบสบายๆ เพราะทุกคนรู้ดีว่าพวกเขามีเงินมากพอที่จะทำอย่างนั้นได้"

    "หลายคนพยายามหาข้ออ้างว่าเขามาที่นี่ก็เพื่อที่จะคว้าแชมป์ลีกให้ได้ก็เท่านั้น แต่คุณไม่สามารถโกหกเกี่ยวกับเรื่องนั้น (การต้องคว้าแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก มาครองให้ได้สถานเดียว) ได้หรอก เพราะเมื่อพิจารณาถึงงบประมาณที่สโมสรมอบให้เขาแต่ละปีแล้วน่ะ มันก็หมายความว่าเขาจำเป็นต้องทำให้ทีมได้แชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก เท่านั้น"

ทีมไหนพักน้อย ! เปิดวันพักเบรกท็อปซิกซ์พรีเมียร์ลีก ก่อนเปิดซีซั่นใหม่

 

   ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ จะเปิดฤดูกาล 2020/2021 ในวันที่ 12 กันยายนนี้ โดยงานนี้บรรดาทีมท็อปซิกซ์ ในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี อยู่ในช่วงที่ได้พักฟื้นร่างกาย แม้ว่าจะไม่นานเหมือนกับซีซั่นก่อนๆ เนื่องจากฤดูกาลที่ผ่านมา การแข่งขันต้องยืดเยื้อเพราะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19
    สำหรับ "ไอ้ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ต้องบอกว่าเป็นทีมที่ได้พักผ่อนน้อยที่สุดในบรรดาท็อปซิกซ์ เพราะเกมสุดท้ายที่พวกเขาลงสนามก็คือ แมตช์ที่เฉือน "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี 2-1 ในเกมนัดชิงชนะเลิศ ศึกเอฟเอ คัพ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา

    ส่วนทีมในท็อปซิกซ์ที่ได้พักกี่วัน และนานแค่ไหน งานนี้ เดอะ ซัน สื่อดังในอังกฤษ ได้นำข้อมูลที่น่าสนใจเพื่อแสดงให้เห็นว่า 6 ทีมยักษ์ใหญ่ในลีกจะมีโอกาสได้พักฟื้นร่างกายเพื่อเรียกความฟิตกลับมาให้พร้อมสำหรับลุยศึกพรีเมียร์ลีก ในฤดูกาลใหม่ 
 
อาร์เซน่อล – 28 วัน

    ทีมของกุนซือมิเกล อาร์เตต้า จบฤดูกาลที่แสนยากลำบากด้วยการคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยเก่าแก่ที่สุดในโลก ซึ่งงานนี้ต้องขอบคุณ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาคือนักเตะตัวความหวังเมื่อเหมาสองประตูนำทีมปราบ เชลซี

    อาร์เซน่อล มีคิวต้องพบกับ ลิเวอร์พูล ในเกมคอมมิวนิตี้ ชิลด์ ซึ่งเป็นประเพณีที่ต้องชิงโล่การกุศลก่อนที่เกมลีกจะเปิดฉากอย่างเป็นทางการ โดยแมตช์นี้จะแข่งกันที่สนามเวมบลีย์ ในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ นั่นทำให้พวกเขามีเวลาได้พักฟื้่นร่างกายเพียงแค่ 28 วันเท่านั้น 
   
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด – 34 วัน

    "ปีศาจแดง" อาจจะมีเวลาได้พักผ่อนน้อยลงกว่านี้หากพวกเขาไม่พ่ายแพ้ต่อ เซบีย่า ในรอบรองชนะเลิศ ศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก แต่เมื่อทีมโบกมือลาฟุตบอลถ้วยใบเล็กยุโรป ส่งผลให้บรรดาพ่อค้าแข้งแมนฯ ยูไนเต็ด ได้มีเวลาในการผ่อนคลาย และพักฟื้นร่างกายนานยิ่งขึ้น

    อย่างไรก็ตาม การที่ทีมของกุนซือโอเล่ กุนนาร์ โซลชา ได้ทะลุไปถึงรอบตัดเชือก ทำให้โปรแกรมที่ต้องลงเล่นเปิดสนามเยือน เบิร์นลี่ย์ วันเสาร์ที่ 12 กันยายนนี้ ถูกเลื่อนไปก่อน ทำให้แมตช์แรกที่พวกเขาจะลงสนามคือเกมรับมือ คริสตัล พาเลซ ในวันที่ 19 ก.ย. นั่นหมายความว่า "เร้ด เดวิลส์" ได้พักนานถึง 34 วันเลยทีเดียว 
 
ลิเวอร์พูล – 34 วัน

    อาจจะพูดได้ว่า ลิเวอร์พูล เริ่มผ่อนคลายหลังจากที่พวกเขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ทั้งที่ยังเหลือโปรแกรมอีก 7 นัด ทำให้ "หงส์แดง" เล่นแบบไม่ค่อยเน้นมากนัก แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดปล่อยตัวสำรองลงสนามยกชุด เพียงแต่พวกเขาสามารถสู้กับทุกๆ ทีมในเกมที่เหลืออยู่แบบไม่รู้สึกกดดันอะไรมากนัก

    ที่สำคัญทีมยังร่วงตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ทำให้ ลิเวอร์พูล ไม่ต้องมีภารกิจในการลงชิงชัยถ้วยใบโตยุโรปแบบมินิทัวร์นาเมนต์ ที่กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ฉะนั้นแมตช์สุดท้ายที่ลงแข่งก็คือเกมไล่ต้อน "สาลิกาดง" นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 3-1

    สำหรับเกมแรกของ "หงส์แดง" ก็คือแมตช์ปะทะ อาร์เซน่อล ที่สนามเวมบลีย์ ในศึกคอมมิวนิตี้ ชิลด์ วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคมนี้ นั่นหมายความว่าพวกเขาได้พักเบรก 34 วัน 
   
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ – 35 วัน

    "เรือใบสีฟ้า" มีสถานการณ์เหมือนกับ แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อพวกเขาต้องมีภารกิจในการลงแข่งขันในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก แม้สุดท้ายจะไปไม่ถึงฝั่งฝันเมื่อโดน โอลิมปิก ลียง หักปากกาเซียนเขี่ยร่วงตกรอบก่อนรองชนะเลิศ ไปแบบช็อกโลกเลยทีเดียว

    สำหรับเกมที่แพ้ ลียง เกิดขึ้นในวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยโปรแกรมแรกที่ทีมของกุนซือเป๊ป กวาร์ดิโอล่า จะลงแข่งมีขึ้นในวันที่ 19 กันยายนนี้ ซึ่งจะต้องออกไปเยือน "หมาป่า" วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส นั่นทำให้พวกเขาได้มีเวลาพักฟื้นร่างกายถึง 35 วัน

เชลซี – 37 วัน

    เชลซี เป็นทีมที่ได้พักฟื้นร่างกายนานเป็นอันดับ 2 ในบรรดาท็อปซิกซ์ แต่สิ่งเหล่านี้มันมาพร้อมกับความเจ็บปวดของทีม เพราะพวกเขาต้องพบกับความผิดหวังทั้งในการแข่งขันฟุตบอลถ้วยภายในประเทศ และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลที่ผ่านมา

    "สิงโตน้ำเงินคราม" แพ้ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค 1-4 นัด 2 ในเกมถ้วยใบโตยุโรป รอบ 16 ทีมสุดท้าย (รวมสองนัดแพ้ยับ 1-7) ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่พวกเขาต้องเจ็บช้ำระกำใจจากการแพ้ให้กับสโมสรคู่อริร่วมกรุงลอนดอน "ไอ้ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ในรอบชิงชนะเลิศ ศึกเอฟเอ คัพ

    สำหรับฤดูกาลใหม่ ต้องบอกว่าทีมของกุนซือแฟร้งค์ แลมพาร์ด มาพร้อมขุมกำลังที่ดูสดใสซาบซ่าซึ่งมีทั้ง ติโม แวร์เนอร์ กับ ฮาคิม ซิเย็ค และพวกเขาจะลงประเดิมสนามในเกมลีกนัดแรกพบ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ในวันที่ 14 กันยายนนี้

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ – 48 วัน

    ขุนพลของ โชเซ่ มูรินโญ่ มีโอกาสได้พักเบรกในช่วงซัมเมอร์ถึง 48 วัน เนื่องจากพวกเขาไม่มีโปรแกรมในเกมฟุตบอลถ้วยยุโรป ฉะนั้น สเปอร์ส ได้พักมากกว่าคู่แข่งท็อปซิกซ์เกือบ 2 สัปดาห์  โดยแมตช์สุดท้ายของพวกเขาเกิดขึ้นในเกมเสมอ คริสตัล พาเลซ 1-1 เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม

    โดยโปรแกรมลงสนามสำหรับฤดูกาลปัจจุบันของ "ไก่เดือยทอง" จะมีขึ้นในแมตช์เปิดบ้านรับมือ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน ที่สนามท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยม ในวันเสาร์ที่ 12 กันยายนนี้ ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขามีร่างกายที่ฟิตสมบูรณ์ชัวร์

เดือด!บาเยิร์นฟัดเปแอสเชจัด “เลวาน-เปริซิซ” วัด “เนย์มาร์-เอ็มบั้ปเป้” ชิงฯ ชปล.



"เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค เตรียมจัดทัพหนักนำทะลวงประตูโดย โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ และ อิวาน เปริซิช เกมพบ "เปแอสเช" ปารีส แซงต์แชร์กแมง ที่ไม่น้อยหน้ามี เนย์มาร์ กับ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ประสานคมขุดสกอร์ ลุ้นระทึกได้ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงชนะเลิศ วันอาทิตย์ที่ 23 ส.ค. ศกนี้ เวลา 02.00 น.
ปรีวิว ฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงชนะเลิศ
วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2563
ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (ฝรั่งเศส)  –  บาเยิร์น มิวนิค (เยอรมัน)

สนาม :  เอสตาดิโอ ดา ลุซ (โปรตุเกส, สนามกลาง)

    โธมัส ทูเคิ่ล กุนซือชาวเยอรมันของเปแอสเช พาทีมกวาดแชมป์ไป 4 รายการในฤดูกาลนี้ ได้แก่ แชมป์ลีก เอิง ฉบับตัดจบ, เฟร้นช์ คัพ, ลีก คัพ และโทรเฟ่ส์ เดส์ ช็องปิยงส์ (ซูเปอร์ คัพ) ส่วนในเส้นทางรายการนี้โค่นคู่แข่งจากเมืองเบียร์ถึง 2 ทีมก่อนหน้านี้คือ ดอร์ทมุนด์ ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย และ แอร์เบ ไลป์ซิก สดๆ ร้อนๆ รอบรองชนะเลิศ

    ความพร้อมล่าสุดยังคงไม่มีวี่แวว เกย์ลอร์ นาวาส โกลมือ 1 ตัวทีมชาติคอสตาริกา ที่เจ็บไม่หาย เปิดโอกาส เซร์คิโอ ริโก้ ลงเฝ้าเสาต่อ แต่ข่าวดีคือ มาร์โก แวร์รัตติ มิดฟิลด์ทีมชาติอิตาลี หายเจ็บลงสำรองเกมรัว ไลป์ซิก 3-0

    การคัมแบ็กของ แวร์รัตติ หมายความว่า อันเดร์ เอร์เรร่า หรือ เลอันโดร ปาเรเดส คนใดคนหนึ่งจะต้องหลีกทางไปนั่งสำรอง โดยสื่อคาดกันว่ารายหลังน่าถูกหวยที่สุด

    คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ สตาร์ดาวยิงความเร็วสูงฟิตออกสตาร์ตได้ตั้งแต่แมตช์ที่แล้วเช่นกัน นัดนี้พร้อมลุยในแนวรุกเคียงข้าง อังเคล ดิ มาเรีย เจ้าของผลงานยิง 1 จ่าย 2 จากเกมเดียวกัน และ เนย์มาร์ ที่อยู่ในช่วงฟอร์มดีอีกราย

    ในแนวรับ ติอาโก้ ซิลวา กัปตันเลือดแซมบ้าจะลงเล่นนัดสุดท้ายก่อนหมดสัญญา ส่วน ฆวน เบร์นาต แบ็กซ้ายสแปนิชจะได้เจอกับต้นสังกัดเก่า

    ทีมเสือใต้ของ ฮันซี่ ฟลิค รักษาสถิติชนะรวดนับจากรีสตาร์ตฤดูกาลจนรับไปแล้ว 2 แชมป์ คือ บุนเดสลีกา กับเดเอฟเบ โพคาล ส่วนเส้นทางยูซีแอลก็ฟาดชัยเรียบวุธตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม

    ความพร้อมของทีมได้ เบนฌาแม็ง ปาวาร์ แบ็กขวาแชมป์โลกหายเจ็บกลับมาติดทีมในเกมตัดเชือกที่ถล่ม โอลิมปิก ลียง 3-0 แต่เชื่อกันว่า ฟลิค น่าจะยึดผู้เล่นชุดเดิม ที่เล่นได้ดี ทำให้ โยชัว คิมมิช ได้จองพื้นที่แบ็กขวาต่อไป

    อย่างไรก็ตามทีมมีปัญหาตรงเซนเตอร์แบ็กเมื่อ เยโรม บัวเต็ง เจ็บจนโดนเปลี่ยนออกในนัดที่แล้ว ต้องประเมินความฟิตถึงนาทีสุดท้าย หากไม่ไหวต้องใช้บริการ นิคลาส ซือเล่ ส่วนในรายของ ลูก้าส์ แอร์กน็องเดซ นั้น ฟลิค จะจับมายืนแบ็กซ้ายมากกว่า

    ตำแหน่งอื่นๆ ไม่เปลี่ยนจากชุดที่ใช้มาตลอดเส้นทาง ”มินิทัวร์นาเมนต์” ที่โปรตุเกส แดนกลางวาง ติอาโก้ อัลกันตาร่า คุมเกมคู่ เลออน โกเร็ทซ์ก้า แทนที่ คิมมิช ซึ่งถูกขยับลงไปช่วยแนวรับ

    แนวรุกสามตัวบนยังคงไว้ใจ อิวาน เปริซิช ที่ยืมมาจาก อินเตอร์ มิลาน ประสานงานกับ แซร์จ นาบรี้ และ โธมัส มุลเลอร์ คอยสนับสนุน โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ หอกโปแลนด์ ฟอร์มฮอต นั่นหมายความว่า คิงส์เล่ย์ โกมัน จอมเลื้อยอดีตเด็กปั้นเปแอสเช ต้องรอโอกาสบนม้านั่งสำรองไปก่อน

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (4-3-3) : เซร์คิโอ ริโก้ – ธีโล่ เคห์เรอร์, ติอาโก้ ซิลวา, เพรสเนล คิมเพมเบ้, ฆวน เบร์นาต – อันเดร์ เอร์เรร่า, มาร์กินญอส, มาร์โก แวร์รัตติ – อังเคล ดิ มาเรีย, เนย์มาร์, คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้
    เทรนเนอร์ : โธมัส ทูเคิ่ล

    บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1) : มานูเอล นอยเออร์ – โยชัว คิมมิช, เยโรม บัวเต็ง, ดาวิด อลาบา, อัลฟอนโซ่ เดวิส – เลออน โกเร็ทซ์ก้า, ติอาโก้ อัลกันตาร่า – แซร์จ นาบรี้, โธมัส มุลเลอร์, อิวาน เปริซิช – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้
    เทรนเนอร์ : ฮันซี่ ฟลิค

    ผู้ตัดสิน : ดานิเอเล่ ออร์ซาโต้ (อิตาลี)

ผลการแข่งขันที่ผ่านมา ในแชมเปี้ยนส์ ลีก 
ฤดูกาล 2017/2018     กลุ่ม บี    บาเยิร์น ชนะ เปแอสเช 3-1 
ฤดูกาล 2017/2018    กลุ่ม บี     เปแอสเช ชนะ บาเยิร์น 3-0    
ฤดูกาล 2000/2001    กลุ่ม เอฟ     บาเยิร์น ชนะ เปแอสเช 2-0
ฤดูกาล 2000/2001    กลุ่ม เอฟ    เปแอสเช ชนะ บาเยิร์น 1-0
ฤดูกาล 1997/1998     กลุ่ม อี     เปแอสเช ชนะ บาเยิร์น 3-1
ฤดูกาล 1997/1998    กลุ่ม อี      บาเยิร์น ชนะ เปแอสเช 5-1
ฤดูกาล 1994/1995     กลุ่ม บี    บาเยิร์น แพ้  เปแอสเช 0-1
ฤดูกาล 1994/1995     กลุ่ม บี    เปแอสเช ชนะ บาเยิร์น 2-0
 

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

ปารีส แซงต์-แชร์กแมง
19/08/20    ชนะ ไลป์ซิก 3-0 (สนามกลาง)     ชปล.
13/08/20    ชนะ อตาลันต้า 2-1 (สนามกลาง)     ชปล.
06/08/20    ชนะ โซโชซ์ 1-0 (เหย้า)     อุ่นเครื่อง
01/08/20    เสมอ ลียง 0-0 (สนามกลาง)     เฟร้นช์ ลีก คัพ
25/07/20     ชนะ แซงต์-เอเตียน 1-0 (สนามกลาง) เฟร้นช์ คัพ

บาเยิร์น มิวนิค
20/08/20 ชนะ ลียง 3-0 (สนามกลาง)     ชปล.
15/08/20 ชนะ บาร์เซโลน่า 8-2 (สนามกลาง)     ชปล.
09/08/20 ชนะ เชลซี 4-1 (เหย้า)         ชปล.
31/07/20 ชนะ มาร์กเซย 1-0 (สนามกลาง)     อุ่นเครื่อง
05/07/20 ชนะ เลเวอร์คูเซ่น 4-2 (สนามกลาง) เดเอฟเบ โพคาล

เกร็ดและสถิติที่น่าสนใจของทั้งสองทีม
ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 
 อันดับของยูฟ่า : 7  
สถิติฤดูกาลนี้ : แข่ง 10 ชนะ 8 เสมอ 1 แพ้ 1 ได้ 25 เสีย 5
เข้ามาถึงรอบนี้ได้อย่างไร : แชมป์ กลุ่ม เอ, ชนะ ดอร์ทมุนด์ 3-2 (รอบ 16 ทีม), ชนะ อตาลันต้า 2-1 (รอบก่อนรองชนะเลิศ), ชนะ ไลป์ซิก 3-0 (รอบรองชนะเลิศ) 
ดาวซัลโวสูงสุด : คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ 5 ประตู
ผลงานฤดูกาลที่แล้ว : รอบ 16 ทีมสุดท้าย แชมเปี้ยนส์ ลีก
ผลงานดีที่สุดในรายการนี้ : รอบชิงชนะเลิศ (2019-20)

บาเยิร์น มิวนิค
อันดับของ ยูฟ่า : 2   
สถิติฤดูกาลนี้ : แข่ง 10 ชนะ 10 เสมอ 0 แพ้ 0 ได้ 42 เสีย 8
เข้ามาถึงรอบนี้ได้อย่างไร : แชมป์ กลุ่ม บี, ชนะ เชลซี 7-1 (รอบ 16 ทีม), ชนะ บาร์เซโลน่า 8-2 (รอบก่อนรองชนะเลิศ), ชนะ ลียง 3-0 (รอบรองชนะเลิศ) 
ดาวซัลโวสูงสุด : โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ 15 ประตู
ผลงานฤดูกาลที่แล้ว : รอบก่อนรองชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ ลีก
ผลงานดีที่สุดในรายการนี้ : แชมป์ 5 (ครั้งหลังสุดฤดูกาล 2012-13 )

ปารีส แซงต์-แชร์กแมง
รอบแบ่งกลุ่ม
19/09/19 ชนะ เรอัล มาดริด 3-0 (เหย้า) ชปล.
02/10/19 ชนะ กาลาตาซาราย 1-0 (เยือน) ชปล.
23/10/19 ชนะ คลับ บรูช 5-0 (เยือน) ชปล.
07/11/19 ชนะ คลับ บรูช 1-0 (เหย้า) ชปล.
27/11/19 เสมอ เรอัล มาดริด 2-2 (เยือน) ชปล.
12/12/19 ชนะ กาลาตาซาราย 5-0 (เยือน) ชปล.

รอบ 16 ทีมสุดท้าย
19/02/20 แพ้ ดอร์ทมุนด์ 1-2 (เยือน) ชปล.
12/03/20 ชนะ ดอร์ทมุนด์ 2-0 (เหย้า) ชปล.

รอบ 8 ทีมสุดท้าย
13/08/20 ชนะ อตาลันต้า 2-1 (สนามกลาง) ชปล.

รอบรองชนะเลิศ
19/08/20 ชนะ ไลป์ซิก 3-0 (สนามกลาง) ชปล.

บาเยิร์น มิวนิค
รอบแบ่งกลุ่ม
19/09/19 ชนะ เซอร์เวน่า ซเวซด้า 3-0 (เหย้า) ชปล.
02/10/19 ชนะ สเปอร์ส 7-2 (เยือน) ชปล.
23/10/19 ชนะ โอลิมเปียกอส 3-2 (เยือน) ชปล.
07/11/19 ชนะ โอลิมเปียกอส 2-0 (เหย้า) ชปล.
27/11/19 ชนะ เซอร์เวน่า ซเวซด้า 6-0 (เยือน) ชปล.
12/12/19 ชนะ สเปอร์ส 3-1 (เหย้า) ชปล.

รอบ 16 ทีมสุดท้าย
26/02/20 ชนะ เชลซี 3-0 (เยือน) ชปล.
09/08/20 ชนะ เชลซี 4-1 (เหย้า) ชปล.

รอบ 8 ทีมสุดท้าย
15/08/20 ชนะ บาร์เซโลน่า 8-2 (สนามกลาง) ชปล.

รอบรองชนะเลิศ
20/08/20 ชนะ ลียง 3-0 (สนามกลาง) ชปล.

นาบรี้จัดเบิ้ล! บาเยิร์นมาตามนัดอัดลียงชิงชปล.ลุ้นแชมป์สมัยที่6

"เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ได้สองประตูของ แซร์ช นาบรี้ นำทีมอัด โอลิมปิก ลียง สโมสรดังฝรั่งเศส อย่างสบาย 2-0 ตีตั๋วเข้าชิงถ้วยบิ๊กเอียร์ลุ้นแชมป์สมัยที่ 6 ของสโมสร โดยจะปะทะ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคมนี้ ในการแข่งขันศึกฟุตบอลยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดเดียวรู้ผล คืนวันพุธที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา

สนาม : เอสตาดิโอ โชเซ่ อัลวาลาด (สนามกลาง)

     ศึกฟุตบอลยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดเดียวรู้ผล คืนวันพุธที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค รอบก่อนโชว์ฟอร์มโหดถล่ม บาร์เซโลน่า 8 เม็ดฉลุยเข้ารอบมา ฮันซี่ ฟลิค เทรนเนอร์แชมป์ลีกเยอรมัน จัดผู้เล่นแบบไม่มีกั๊กใส่แนวรุกทั้ง "มุลเลอร์-เลวานดอฟสกี้" ทะลวงเกมรับ โอลิมปิก ลียง สโมสรดังฝรั่งเศสที่พลิกล็อกช็อกโลกเขี่ยเต็งแชมป์อย่าง แมนซิตี้ รูดี้ การ์เซีย โค้ชคนเก่งขอสร้างผลงานโบว์แดงทะลุชิงดำให้ได้ ใส่ดาวเตะ "เมมฟิส เดอปาย" เป็นตัวเดินเกม ใครชนะจะดวล เปแอสเช นัดชิงในวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคมศกนี้

     ลียงทักทายนาทีที่ 4 มักซ็องซ์ กาเกอเร่ต์ ดักบอลได้กลางสนามแดนตนเองจ่ายเรียดพื้นขึ้นหน้าให้ เมมฟิส เดอปาย รับบอลกระชากหนีทั้ง มานูเอล นอยเออร์ นายด่านและสองแนวรับเสือใต้เข้าเขตโทษด้านขวาแต่ทว่ายิงไม่ตรงกรอบชนข้างตาข่ายอย่างน่าเสียดาย

     เสือใต้บุกนาทีที่ 11 เลออน โกเร็ทซ์ก้า แปะบอลหน้ากรอบเขตโทษทำชิ่งกับ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ เข้าในเขตโทษก่อนเป็นมิดฟิลด์เสือใต้หลุดไปยิงคนเดียวแต่ไม่เต็มเท้าบอลกระดอนมาหากรอบประตูจะกลิ้งเข้าไปแต่ว่า แอนโธนี่ โลเปส นายทวารลียงตามมาปัดพ้นออกหลังทันเวลา

     ทีมดังฝรั่งเศสเกือบนำนาทีที่ 17 เลโอ ดูบัวส์ ทิ่มบอลขนานเส้นให้ คาร์ล โตโก้ เอก็อมบี วิ่งมารับบอลเลี้ยงมาทางกรอบเขตโทษด้านขวาแตะบอลไปติดตัว อัลฟอนโซ่ เดวิส กนะเด้งกลับมาหาศูนย์หน้าลียงแตะเข้าเหลี่ยมยิงไปถูกเสาแรกกระดอนกลับมาที่ คาร์ล โตโก้ เอก็อมบี อีกครั้งแต่ซัดซ้ำอีกจังหวะบอลไม่ตรงกรอบก่อนถูกเคลียร์ออกมา

     กลายเป็นบาเยิร์นนำนาทีที่ 18 โยชัว คิมมิช หยอดบอลโด่งทิ้งมาที่ แซร์ช นาบรี้ เกี่ยวบอลลงลากจากริมสนามทางขวามาตรงเส้นหน้ากรอบเขตโทษแล้วบรรจงปั่นบอลลอยผ่านมือนายทวารลียงเข้าซุกก้นตาข่ายอย่างสวยงาม

     แชมป์บุนเดสชวดทิ้งห่างนาทีที่ 25 อิวาน เปริชิช วางบอลยาวข้ามฟากเข้ากลางเขตโทษ แฟร์นานโด มาร์ซาล กองหลังลียงโหม่งสกัดไม่ขาดบอลมาเข้าทาง แซร์ช นาบรี้ ที่ยืนโล่งไร้ตัวประกอบจับบอลแต่งหนึ่งครั้งแล้วหวดทันทีบอลพุ่งถูกนายด่านคู่แข่งล้มตัวทุบออกไปได้

     พี่เสือออกนำอีกนาทีที่ 33 แซร์ช นาบรี้ ฉกบอลจากความผิดพลาดของผู้เล่นลียงเลี้ยงบอลก่อนแทงต่อให้ อิวาน เปริชิช เขตโทษทางซ้ายจ่ายปาดมาหน้าปากประตู โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ สไลด์ยิงจังหวะแรกบอลยังไม่เข้าถูกนายทวารลียงหยุดไว้ได้แต่กลายเป็น แซร์ช นาบรี้ ตามมาซ้ำบอลระยะเผาขนเข้าไปเป็นลูกที่สองของเจ้าตัวเกมนี้

     เสือใต้เล่นดุดันนาทีที่ 38 โยชัว คิมมิช ส่งบอลออกข้างไปที่ แซร์ช นาบรี้ เปิดบอลกึ่งยิงทางเขตโทษด้านขวา บอลโค้งผ่าน โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ที่พยายามแหย่ขาชาร์จออกข้างเสาสองไปแบบได้ลุ้นเม็ดที่สามอย่างมาก จบ 45 นาทีแรก บาเยิร์น นำอยู่ 2-0

     ยังเป็นบาเยิร์นเกือบได้อีกนาทีที่ 51 อิวาน เปริชิช สปีดมารับบอลจากเพื่อน ก่อนกระชากหลุดมาทางเขตโทษด้านซ้าย ก่อนซัดบอลเรียดพื้นเข้ามือ แอนโธนี่ โลเปส ผู้รักษาประตูลียงล้มตัวรับอยู่มือ

     ลียงสร้างโอกาสนาทีที่ 56 เมมฟิส เดอปาย เปิดลูกเตะมุมฝั่งขวา บอลโด่งมาตกบริเวณกลางเขตโทษ มาร์เซโล่ กองหลังเพื่อนร่วมทีมขึ้นมาโขกเต็มศีรษะแต่บอลไม่ห่างตัวนายทวารเสือใต้รับไว้ได้สบาย

     ต่อมานาทีที่ 58 แฟร์นานโด มาร์ซาล โยนบอลโด่งจากแดนหลังมาถูก นิคลาส ซูเล่ ครองบอลได้ทว่าแนวรับสำรองเสือใต้ไปเตะติดตัว มุสซ่า เดมเบเล่ จ่ายสั้นให้ อูสเซ็ม อาอูอาร์ ลากบอลมาทางเขตโทษด้านซ้ายไหลบอลมาที่อีกฝั่งก่อนเป็น คาร์ล โตโก้ เอก็อมบี ได้โอกาสซัดคนเดียวแต่ยังติดขา มานูเอล นอยเออร์ ที่ออกมาบล็อกทันช่วยทีมไว้

     เสือใต้ชวดได้อีกลูกนาทีที่ 80 โธมัส มุลเลอร์ เปิดบอลจากนอกกรอบเขตโทษด้านซ้าย บอลเข้ามาถูกเท้า โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ยื่นมาสะกิดบอลเล็กน้อยก่อนเป็น ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ สปีดมาเกี่ยวบอลแล้วจิ้มเข้าประตูไป แต่ว่ากรรมการเป่าเป็นลุกล้ำหน้าไปก่อนแล้ว

     ยังไม่พอนาทีที่ 88 โยชัว คิมมิช หยอดลูกฟรีคิกเกือบถึงเส้นหลังด้านขวามาให้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กระโดดโถมตัวโหม่งเต็มแรงไร้ตัวประกบบอลเสียบเข้าประตุเข้าไปอย่างแม่นยำ จบเกม บาเยิร์น มิวนิค ถล่ม โอลิมปิก ลียง 3-0 ผ่านเข้าไปชิงดำชปล.กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคมนี้

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

โอลิมปิก ลียง (3-5-2): แอนโธนี่ โลเปส,เจสัน เดนาเยอร์,มาร์เซโล่,แฟร์นานโด มาร์ซาล (มาติส ไรอัน แชร์กี น.73),เลโอ ดูบัวส์ (เคนนี่ เตเต้ น.67),มักซ็องซ์ กาเกอเร่ต์,บรูโน่ กิมาไรช์ (ติอาโก้ เมนเดส น.46),อูสเซ็ม อาอูอาร์,มักซ์เวล กอร์เน่ต์,เมมฟิส เดอปาย (มุสซ่า เดมเบเล่ น.58),คาร์ล โตโก้ เอก็อมบี (เจฟฟ์ เรเน่-อเดเลด น.67)

บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1): มานูเอล นอยเออร์,โยชัว คิมมิช,เยโรม บัวเต็ง (นิคลาส ซูเล่ น.46),ดาวิด อลาบา,อัลฟอนโซ่ เดวิส,ติอาโก้ อัลกันตาร่า (โกร็องแต็ง โตลิสโซ่ น.82),เลออน โกเร็ทซ์ก้า (แบ็งฌาแม็ง ปาวาร์ น.82),อิวาน เปริชิช (คิงสเล่ย์ โกมัน น.63),โธมัส มุลเลอร์,แซร์ช นาบรี้ (ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ น.75),โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้