เมสซี่ กำลังจะหมดลุ้น! 3 แข้งทีมใหญ่ที่เข้าใกล้ วัน แมน คลับ มากที่สุด

เดิมทีหลายคนคิดว่า ลิโอเนล เมสซี่ คงจะอยู่กับ บาร์เซโลน่า ไปตลอดอาชีพการค้าแข้ง หลังจากที่เขาเป็นนักเตะที่โชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดจนดูแล้วไม่มีวี่แววเลยว่า บาร์เซโลน่า จะยอมขายเขา แถมหลายปีก่อน เมสซี่ ก็ดูมีความสุขสุดๆ จนน่าจะเข้าก๊วน "วัน แมน คลับ" หรือนักเตะที่อยู่กับทีมเดียวตลอดอาชีพการเล่นได้ไม่ยาก
    ที่จริงปัจจุบัน เมสซี่ ก็เป็นนักเตะที่อยู่กับทีมเดิมนานที่สุด ถ้าหากนับเฉพาะ 5 ลีกใหญ่ของทวีปยุโรป (พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, ลา ลีกา สเปน, บุนเดสลีกา เยอรมัน, กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี และ ลีก เอิง ฝรั่งเศส) หลังจากเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของ บาร์เซโลน่า มาตั้งแต่ปี 2004 หรือก็คือยู่กับ บาร์เซโลน่า แค่ทีมเดียวมา 16 ปีเข้าไปแล้ว โดย "วัน แมน คลับ" จะไม่นับรวมคนที่เคยโดนปล่อยไปเล่นแบบยืมตัวกับทีมอื่น ซึ่ง เมสซี่ ก็ไม่เคยไปเล่นให้ทีมไหนในสัญญาเช่าด้วย

    อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ เมสซี่ กำลังจะอดได้เป็น "วัน แมน คลับ" แล้ว หลังจากที่เจ้าตัวยื่นเรื่องขอย้ายทีมกับต้นสังกัดในช่วงซัมเมอร์นี้ แน่นอนว่ามันคงไม่ใช่เรื่องที่น่าใจสำหรับเจ้าตัวเท่าไหร่ถ้าหากพิจารณาถึงเรื่องที่ว่าการย้ายไปเล่นที่อื่นน่าจะทำให้เขามีความสุข แต่สำหรับแฟนบอลบางส่วนแล้วมันคงน่าเสียดายไม่น้อยที่จะอดเห็น เมสซี่ ได้เป็นคนที่อยู่กับทีมเดียวไปตลอดอาชีพการเล่นซึ่งเป็นประโยคที่ฟังดูเท่พอตัว

    ถ้าว่ากันตามตรงแล้วพักหลังๆ ก็ไม่ค่อยมีนักเตะระดับโลกที่อยู่กับทีมเดียวไปตลอดอาชีพการเล่นมากเท่าไหร่นัก อย่างคนล่าสุดใน 5 ลีกใหญ่ที่ทำอย่างนั้นได้ก็คือ โรแม็ง ด็องเซ่ ที่แขวนสตั๊ดกับ แร็งส์ ไปเมื่อปี 2018 หรือถ้าจะดูเฉพาะกรณีของนักเตะระดับโลกก็ต้องย้อนไปในปี 2017 ที่ ฟรานเชสโก้ ต๊อตติ เลิกเล่นฟุตบอลอาชีพกับ อาแอส โรม่า

    ทั้งนี้ วันนี้เราจะมาดูกันว่าถ้าไม่นับ เมสซี่ แล้วนั้น นักเตะ 3 คนไหนในทีมใหญ่ของทวีปยุโรปที่ยังค้าแข้งอยู่ และเข้าใกล้กับการเป็น "วัน แมน คลับ" มากที่สุด โดยการเข้าใกล้กับการเป็น "วัน แมน คลับ" มากที่สุดนั้น จะวัดจากเรื่องที่ว่านักเตะคนนั้นๆ อยู่กับทีมมานานกี่ปีถ้านับตั้งแต่วันที่ประเดิมสนามให้กับทีมชุดใหญ่ของต้นสังกัด

    – มาร์เซล ชเมลเซอร์ : โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์, อยู่กับทีมมา 12 ปี
    หลังจากอยู่ในอะคาเดมี่ของ ฟอร์ทูน่า มั๊กเดอบวร์ก และ เอฟเซ มั๊กเดอบวร์ก ระหว่างปี 1997-2001 และ 2001-2005 ตามลำดับแล้วนั้น ชเมลเซอร์ ก็มาเข้าอะคาเดมี่ของ ดอร์ทมุนด์ ในปี 2005 และได้รับโอกาสลงเล่นกับทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในเกม เดเอฟเบ-โพคาล นัดที่ ดอร์ทมุนด์ เจอกับ ร็อต-ไวส์ เอสเซ่น เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ปี 2008

    แม้ว่าหลังจากนั้นจะยังต้องลงเล่นให้กับทีมสำรองของ ดอร์ทมุนด์ อยู่บ้าง แต่เขาก็ยังโดนเรียกใช้งานในเกมระดับทีมชุดใหญ่อยู่เรื่อยๆ และอยู่กับทีมมาจนถึงปัจจุบัน เรื่องดังกล่าวทำให้แบ็กซ้ายวัย 32 ปี ได้สัมผัสแชมป์หลายรายการร่วมกับทีม ไม่ว่าจะเป็นแชมป์ลีก 2 สมัย, แชมป์ เดเอฟเบ-โพคาล 2 ครั้ง และแชมป์ เดเอฟแอล-ซูเปอร์คัพ 3 หน

    จนถึงตอนนี้ ชเมลเซอร์ ลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของ ดอร์ทมุนด์ ไปแล้วถึง 367 นัดในทุกรายการ พร้อมกับทำได้ 7 ประตู กับอีก 34 แอสซิสต์ โดยแข้งวัย 32 ปี ยังเหลือสัญญากับทีมถึงช่วงซัมเมอร์ ปีหน้า แต่ก็ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนี้เจ้าตัวจะได้ต่อสัญญาแล้วอยู่กับทีมไปจนแขวนสตั๊ดหรือไม่ เพราะพักหลังเขาก็ได้ลงเล่นน้อยลง อย่างซีซั่นก่อนก็ได้ลงเล่นไปเพียง 8 นัดในทุกรายการเท่านั้น

    – โธมัส มุลเลอร์ : บาเยิร์น มิวนิค, อยู่กับทีมมา 12 ปี
    หลังบอกลา ทีเอสเฟา ปาห์ล มาเข้าอะคาเดมี่ของ บาเยิร์น ในปี 2000 แล้วนั้น มุลเลอร์ ก็มีพัฒนาการที่ยอดเยี่ยมจนทำให้เขาได้รับโอกาสลงเล่นกับทีมชุดใหญ่ของ "เสือใต้" เป็นครั้งแรก ในเกมลีกนัดที่เจอกับ ฮัมบูร์ก เอสเฟา เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ปี 2008 โดยวันนั้นเขาถูกเปลี่ยนตัวลงไปแทน มิโรสลาฟ โคลเซ่

    ในฤดูกาล 2008-09 มุลเลอร์ ยังได้ลงเล่นอีก 4 นัดในทุกรายการ โดยเขาทำประตูในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง ที่ชนะ สปอร์ติ้ง ลิสบอน 7-1 ได้ด้วย และหลังจากนั้นเป็นต้นมา มุลเลอร์ ก็เป็นกำลังสำคัญของยอดทีมแห่งแคว้นบาวาเรียแทบจะตลอด

    ที่จริงก่อนหน้านี้ มุลเลอร์ สุ่มเสี่ยงที่จะหมดโอกาสเป็น "วัน แมน คลับ" เหมือนกัน หลังจากเขาเคยตกเป็นข่าวย้ายทีอย่างหนาหูในช่วงที่ นิโก้ โควัช เป็นกุนซือ บาเยิร์น เพราะตอนนั้น โควัช มองว่า มุลเลอร์ ไม่น่าจะมีประโยชน์กับทีมมากเหมือนสมัยก่อนแล้วและไม่ค่อยใช้งานเขามากเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม สุดท้าย โควัช ก็คิดผิด เพราะนอกจากเขาจะโดนปลดออกจากตำแหน่งโทษฐานที่พาทีมทำผลงานได้แย่แล้วนั้น ดาวเตะวัย 30 ปี ยังโชว์ฟอร์มได้โดดเด่นสุดๆ จนมีส่วนช่วยให้ บาเยิร์น ได้ทั้งแชมป์ลีก, เดเอฟเบ-โพคาล และ แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาล 2019-20 ด้วย

    ทั้งนี้ มุลเลอร์ เพิ่งต่อสัญญากับทีมไปจนถึงช่วงซัมเมอร์ ปี 2023 เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา และถ้าไม่เกิดเรื่องแบบตอนที่มี โควัช เป็นกุนซือแล้วล่ะก็ เขาก็น่าจะได้เข้าแก๊ง "วัน แมน คลับ" ได้แบบสบายๆ รวมถึงน่าจะได้แชมป์เพิ่มอีกหลายรายการ โดยปัจจุบันแชมป์ที่เขาได้ร่วมกับทีมมีอย่างเช่นแชมป์ บุนเดสลีกา 9 สมัย, เดเอฟเบ-โพคาล 6 ครั้ง และ แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 หน

    – เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ : บาร์เซโลน่า, อยู่กับทีมมา 12 ปี
    หลังจากฝึกปรือฝีเท้าอยู่ใน ลา มาเซีย อะคาเดมี่อันเลื่องชื่อของ บาร์เซโลน่า อยู่พักหนึ่ง บุสเก็ตส์ ก็ได้รับโอกาสลงเล่นกับทีมชุดใหญ่ในเกมแบบเป็นทางครั้งครั้งแรกในเกมลีกที่เจอกับ ราซิ่ง ซานตานเดร์ เมื่อวันที่ 13 กันยายน ปี 2008 ซึ่งสุดท้ายแล้วในฤดูกาล 2008-09 หนุ่มน้อย บุสเก็ตส์ ในตอนนั้นก็ได้ลงเล่นในลีกไป 24 เกม

    ความโดดเด่นของ บุสเก็ตส์ ทำให้เขาเป็นกำลังหลักของ บาร์เซโลน่า มาโดยตลอด หนึ่งในตัวอย่างที่สื่อถึงเรื่องนั้นได้อย่างชัดเจนก็คือจนถึงตอนนี้มันมีเพียง 2 ฤดูกาลที่เขาได้ลงเล่นในลีกไม่ถึง 30 นัด ประกอบด้วยซีซั่นแรกตามที่บอกไปในเบื้องต้น และฤดูกาล 2010-11 ที่ได้ลงสนามไป 28 เกม โดยฤดูกาลก่อนเขาก็ยังได้ลงเล่นในลีกถึง 33 เกมด้วยกัน

    ที่จริงก่อนหน้านี้มีการคาดกันว่า บุสเก็ตส์ จะเป็นหนึ่งในแข้งรุ่นเก๋าของ บาร์เซโลน่า ที่โดน โรนัลด์ คูมัน เทรนเนอร์คนใหม่ปล่อยออกจากทีม แต่ไม่นานมานี้มีข่าวลือว่า คูมัน พร้อมที่จะเก็บเขาเอาไว้ใช้งานต่อ เพียงแต่อาจจะให้เขาได้ลงเล่นน้อยลง ทำให้แข้งวัย 32 ปี ยังพอมีหวังที่จะได้เข้าก๊วน "วัน แมน คลับ" โดยสัญญาของเขากับทีมก็ยังมีผลจนถึงช่วงซัมเมอร์ ปี 2023 ด้วย

เหมาะสม!เลวานควงฟลิคสอยรางวัลทรงเกียรติเยอรมนี

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ หัวหอกตัวเก่ง บาเยิร์น มิวนิค ผงาดคว้ารางวัลนักเตะแห่งปีของเยอรมนี ขณะที่ ฮันซี่ ฟลิค กุนซือคนเก่งเอาชนะ เจอร์เก้น คล็อปป์ คว้ารางวัลโค้ชแห่งปีไปครอบครอง จากการเปิดเผยของ คิกเกอร์ สื่อดังระดับโลก

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กองหน้าชาวโปแลนด์ของ บาเยิร์น มิวนิค ได้รับโหวตคว้ารางวัลนักฟุตบอลแห่งปีของประเทศเยอรมนี หลังจากมีส่วนสำคัญนำ "เสือใต้" ผงาดคว้าทริปเบิลแชมป์ในฤดูกาลนี้ จากการเปิดเผยของ คิกเกอร์ สื่อกีฬาชั้นนำในเมืองเบียร์

สมาคมนักข่าวเยอรมัน ร่วมมือกับ คิกเกอร์  ในการคัดเลือกนักเตะชาวเยอรมันทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งผู้เล่นชาวต่างชาติที่เล่นอยู่ในลีกเมืองเบียร์ที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในทุกๆ ปี สำหรับปีนี้รางวัลตกเป็นของ เลวานดอฟสกี้ ที่ได้รับผลโหวตถึง 276 คะแนนโหวต ซึ่งเป็นสมัยแรกของเจ้าตัวที่ได้รับเกียรตินี้

ขณะที่ โธมัส มุลเลอร์ กองหน้าจอมเก๋าเพื่อนร่วมสังกัด (54 คะแนนโหวต) และ โยชัว คิมมิช  ฟูลแบ็ก "เสือใต้" (49 คะแนนโหวต) คว้าอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ ด้าน ฮันซี่ ฟลิค เทรนเนอร์มือทอง ได้รับโหวตคว้ารางวัล "โค้ชแห่งปี" จากการนำสโมสรผงาดคว้า 3 แชมป์  เอาชนะ เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่นำ ลิเวอร์พูล ปลดแอกคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ สมัยแรกในรอบ 30 ปี

ด้าน เลวานดอฟสกี้ ซึ่งทำผลงานได้อย่างสุดยอดในซีซั่นล่าสุดด้วยการซัดไป 34 ประตูในบุนเดสลีกา, 6 ประตูเกมเดเอฟเบ โพคาล และ 15 ประตูในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เปิดใจว่า " ผมทำงานหนักมากเพื่อพัฒนาฟอร์มการเล่นของผม และเพื่อทีม ซึ่งเล่นได้อย่างสุดยอดทั้งในประเทศ และฟุตบอลถ้วยยุโรป"

 

เดือด!บาเยิร์นฟัดเปแอสเชจัด “เลวาน-เปริซิซ” วัด “เนย์มาร์-เอ็มบั้ปเป้” ชิงฯ ชปล.



"เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค เตรียมจัดทัพหนักนำทะลวงประตูโดย โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ และ อิวาน เปริซิช เกมพบ "เปแอสเช" ปารีส แซงต์แชร์กแมง ที่ไม่น้อยหน้ามี เนย์มาร์ กับ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ประสานคมขุดสกอร์ ลุ้นระทึกได้ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงชนะเลิศ วันอาทิตย์ที่ 23 ส.ค. ศกนี้ เวลา 02.00 น.
ปรีวิว ฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงชนะเลิศ
วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2563
ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (ฝรั่งเศส)  –  บาเยิร์น มิวนิค (เยอรมัน)

สนาม :  เอสตาดิโอ ดา ลุซ (โปรตุเกส, สนามกลาง)

    โธมัส ทูเคิ่ล กุนซือชาวเยอรมันของเปแอสเช พาทีมกวาดแชมป์ไป 4 รายการในฤดูกาลนี้ ได้แก่ แชมป์ลีก เอิง ฉบับตัดจบ, เฟร้นช์ คัพ, ลีก คัพ และโทรเฟ่ส์ เดส์ ช็องปิยงส์ (ซูเปอร์ คัพ) ส่วนในเส้นทางรายการนี้โค่นคู่แข่งจากเมืองเบียร์ถึง 2 ทีมก่อนหน้านี้คือ ดอร์ทมุนด์ ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย และ แอร์เบ ไลป์ซิก สดๆ ร้อนๆ รอบรองชนะเลิศ

    ความพร้อมล่าสุดยังคงไม่มีวี่แวว เกย์ลอร์ นาวาส โกลมือ 1 ตัวทีมชาติคอสตาริกา ที่เจ็บไม่หาย เปิดโอกาส เซร์คิโอ ริโก้ ลงเฝ้าเสาต่อ แต่ข่าวดีคือ มาร์โก แวร์รัตติ มิดฟิลด์ทีมชาติอิตาลี หายเจ็บลงสำรองเกมรัว ไลป์ซิก 3-0

    การคัมแบ็กของ แวร์รัตติ หมายความว่า อันเดร์ เอร์เรร่า หรือ เลอันโดร ปาเรเดส คนใดคนหนึ่งจะต้องหลีกทางไปนั่งสำรอง โดยสื่อคาดกันว่ารายหลังน่าถูกหวยที่สุด

    คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ สตาร์ดาวยิงความเร็วสูงฟิตออกสตาร์ตได้ตั้งแต่แมตช์ที่แล้วเช่นกัน นัดนี้พร้อมลุยในแนวรุกเคียงข้าง อังเคล ดิ มาเรีย เจ้าของผลงานยิง 1 จ่าย 2 จากเกมเดียวกัน และ เนย์มาร์ ที่อยู่ในช่วงฟอร์มดีอีกราย

    ในแนวรับ ติอาโก้ ซิลวา กัปตันเลือดแซมบ้าจะลงเล่นนัดสุดท้ายก่อนหมดสัญญา ส่วน ฆวน เบร์นาต แบ็กซ้ายสแปนิชจะได้เจอกับต้นสังกัดเก่า

    ทีมเสือใต้ของ ฮันซี่ ฟลิค รักษาสถิติชนะรวดนับจากรีสตาร์ตฤดูกาลจนรับไปแล้ว 2 แชมป์ คือ บุนเดสลีกา กับเดเอฟเบ โพคาล ส่วนเส้นทางยูซีแอลก็ฟาดชัยเรียบวุธตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม

    ความพร้อมของทีมได้ เบนฌาแม็ง ปาวาร์ แบ็กขวาแชมป์โลกหายเจ็บกลับมาติดทีมในเกมตัดเชือกที่ถล่ม โอลิมปิก ลียง 3-0 แต่เชื่อกันว่า ฟลิค น่าจะยึดผู้เล่นชุดเดิม ที่เล่นได้ดี ทำให้ โยชัว คิมมิช ได้จองพื้นที่แบ็กขวาต่อไป

    อย่างไรก็ตามทีมมีปัญหาตรงเซนเตอร์แบ็กเมื่อ เยโรม บัวเต็ง เจ็บจนโดนเปลี่ยนออกในนัดที่แล้ว ต้องประเมินความฟิตถึงนาทีสุดท้าย หากไม่ไหวต้องใช้บริการ นิคลาส ซือเล่ ส่วนในรายของ ลูก้าส์ แอร์กน็องเดซ นั้น ฟลิค จะจับมายืนแบ็กซ้ายมากกว่า

    ตำแหน่งอื่นๆ ไม่เปลี่ยนจากชุดที่ใช้มาตลอดเส้นทาง ”มินิทัวร์นาเมนต์” ที่โปรตุเกส แดนกลางวาง ติอาโก้ อัลกันตาร่า คุมเกมคู่ เลออน โกเร็ทซ์ก้า แทนที่ คิมมิช ซึ่งถูกขยับลงไปช่วยแนวรับ

    แนวรุกสามตัวบนยังคงไว้ใจ อิวาน เปริซิช ที่ยืมมาจาก อินเตอร์ มิลาน ประสานงานกับ แซร์จ นาบรี้ และ โธมัส มุลเลอร์ คอยสนับสนุน โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ หอกโปแลนด์ ฟอร์มฮอต นั่นหมายความว่า คิงส์เล่ย์ โกมัน จอมเลื้อยอดีตเด็กปั้นเปแอสเช ต้องรอโอกาสบนม้านั่งสำรองไปก่อน

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (4-3-3) : เซร์คิโอ ริโก้ – ธีโล่ เคห์เรอร์, ติอาโก้ ซิลวา, เพรสเนล คิมเพมเบ้, ฆวน เบร์นาต – อันเดร์ เอร์เรร่า, มาร์กินญอส, มาร์โก แวร์รัตติ – อังเคล ดิ มาเรีย, เนย์มาร์, คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้
    เทรนเนอร์ : โธมัส ทูเคิ่ล

    บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1) : มานูเอล นอยเออร์ – โยชัว คิมมิช, เยโรม บัวเต็ง, ดาวิด อลาบา, อัลฟอนโซ่ เดวิส – เลออน โกเร็ทซ์ก้า, ติอาโก้ อัลกันตาร่า – แซร์จ นาบรี้, โธมัส มุลเลอร์, อิวาน เปริซิช – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้
    เทรนเนอร์ : ฮันซี่ ฟลิค

    ผู้ตัดสิน : ดานิเอเล่ ออร์ซาโต้ (อิตาลี)

ผลการแข่งขันที่ผ่านมา ในแชมเปี้ยนส์ ลีก 
ฤดูกาล 2017/2018     กลุ่ม บี    บาเยิร์น ชนะ เปแอสเช 3-1 
ฤดูกาล 2017/2018    กลุ่ม บี     เปแอสเช ชนะ บาเยิร์น 3-0    
ฤดูกาล 2000/2001    กลุ่ม เอฟ     บาเยิร์น ชนะ เปแอสเช 2-0
ฤดูกาล 2000/2001    กลุ่ม เอฟ    เปแอสเช ชนะ บาเยิร์น 1-0
ฤดูกาล 1997/1998     กลุ่ม อี     เปแอสเช ชนะ บาเยิร์น 3-1
ฤดูกาล 1997/1998    กลุ่ม อี      บาเยิร์น ชนะ เปแอสเช 5-1
ฤดูกาล 1994/1995     กลุ่ม บี    บาเยิร์น แพ้  เปแอสเช 0-1
ฤดูกาล 1994/1995     กลุ่ม บี    เปแอสเช ชนะ บาเยิร์น 2-0
 

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

ปารีส แซงต์-แชร์กแมง
19/08/20    ชนะ ไลป์ซิก 3-0 (สนามกลาง)     ชปล.
13/08/20    ชนะ อตาลันต้า 2-1 (สนามกลาง)     ชปล.
06/08/20    ชนะ โซโชซ์ 1-0 (เหย้า)     อุ่นเครื่อง
01/08/20    เสมอ ลียง 0-0 (สนามกลาง)     เฟร้นช์ ลีก คัพ
25/07/20     ชนะ แซงต์-เอเตียน 1-0 (สนามกลาง) เฟร้นช์ คัพ

บาเยิร์น มิวนิค
20/08/20 ชนะ ลียง 3-0 (สนามกลาง)     ชปล.
15/08/20 ชนะ บาร์เซโลน่า 8-2 (สนามกลาง)     ชปล.
09/08/20 ชนะ เชลซี 4-1 (เหย้า)         ชปล.
31/07/20 ชนะ มาร์กเซย 1-0 (สนามกลาง)     อุ่นเครื่อง
05/07/20 ชนะ เลเวอร์คูเซ่น 4-2 (สนามกลาง) เดเอฟเบ โพคาล

เกร็ดและสถิติที่น่าสนใจของทั้งสองทีม
ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 
 อันดับของยูฟ่า : 7  
สถิติฤดูกาลนี้ : แข่ง 10 ชนะ 8 เสมอ 1 แพ้ 1 ได้ 25 เสีย 5
เข้ามาถึงรอบนี้ได้อย่างไร : แชมป์ กลุ่ม เอ, ชนะ ดอร์ทมุนด์ 3-2 (รอบ 16 ทีม), ชนะ อตาลันต้า 2-1 (รอบก่อนรองชนะเลิศ), ชนะ ไลป์ซิก 3-0 (รอบรองชนะเลิศ) 
ดาวซัลโวสูงสุด : คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ 5 ประตู
ผลงานฤดูกาลที่แล้ว : รอบ 16 ทีมสุดท้าย แชมเปี้ยนส์ ลีก
ผลงานดีที่สุดในรายการนี้ : รอบชิงชนะเลิศ (2019-20)

บาเยิร์น มิวนิค
อันดับของ ยูฟ่า : 2   
สถิติฤดูกาลนี้ : แข่ง 10 ชนะ 10 เสมอ 0 แพ้ 0 ได้ 42 เสีย 8
เข้ามาถึงรอบนี้ได้อย่างไร : แชมป์ กลุ่ม บี, ชนะ เชลซี 7-1 (รอบ 16 ทีม), ชนะ บาร์เซโลน่า 8-2 (รอบก่อนรองชนะเลิศ), ชนะ ลียง 3-0 (รอบรองชนะเลิศ) 
ดาวซัลโวสูงสุด : โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ 15 ประตู
ผลงานฤดูกาลที่แล้ว : รอบก่อนรองชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ ลีก
ผลงานดีที่สุดในรายการนี้ : แชมป์ 5 (ครั้งหลังสุดฤดูกาล 2012-13 )

ปารีส แซงต์-แชร์กแมง
รอบแบ่งกลุ่ม
19/09/19 ชนะ เรอัล มาดริด 3-0 (เหย้า) ชปล.
02/10/19 ชนะ กาลาตาซาราย 1-0 (เยือน) ชปล.
23/10/19 ชนะ คลับ บรูช 5-0 (เยือน) ชปล.
07/11/19 ชนะ คลับ บรูช 1-0 (เหย้า) ชปล.
27/11/19 เสมอ เรอัล มาดริด 2-2 (เยือน) ชปล.
12/12/19 ชนะ กาลาตาซาราย 5-0 (เยือน) ชปล.

รอบ 16 ทีมสุดท้าย
19/02/20 แพ้ ดอร์ทมุนด์ 1-2 (เยือน) ชปล.
12/03/20 ชนะ ดอร์ทมุนด์ 2-0 (เหย้า) ชปล.

รอบ 8 ทีมสุดท้าย
13/08/20 ชนะ อตาลันต้า 2-1 (สนามกลาง) ชปล.

รอบรองชนะเลิศ
19/08/20 ชนะ ไลป์ซิก 3-0 (สนามกลาง) ชปล.

บาเยิร์น มิวนิค
รอบแบ่งกลุ่ม
19/09/19 ชนะ เซอร์เวน่า ซเวซด้า 3-0 (เหย้า) ชปล.
02/10/19 ชนะ สเปอร์ส 7-2 (เยือน) ชปล.
23/10/19 ชนะ โอลิมเปียกอส 3-2 (เยือน) ชปล.
07/11/19 ชนะ โอลิมเปียกอส 2-0 (เหย้า) ชปล.
27/11/19 ชนะ เซอร์เวน่า ซเวซด้า 6-0 (เยือน) ชปล.
12/12/19 ชนะ สเปอร์ส 3-1 (เหย้า) ชปล.

รอบ 16 ทีมสุดท้าย
26/02/20 ชนะ เชลซี 3-0 (เยือน) ชปล.
09/08/20 ชนะ เชลซี 4-1 (เหย้า) ชปล.

รอบ 8 ทีมสุดท้าย
15/08/20 ชนะ บาร์เซโลน่า 8-2 (สนามกลาง) ชปล.

รอบรองชนะเลิศ
20/08/20 ชนะ ลียง 3-0 (สนามกลาง) ชปล.

นาบรี้จัดเบิ้ล! บาเยิร์นมาตามนัดอัดลียงชิงชปล.ลุ้นแชมป์สมัยที่6

"เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ได้สองประตูของ แซร์ช นาบรี้ นำทีมอัด โอลิมปิก ลียง สโมสรดังฝรั่งเศส อย่างสบาย 2-0 ตีตั๋วเข้าชิงถ้วยบิ๊กเอียร์ลุ้นแชมป์สมัยที่ 6 ของสโมสร โดยจะปะทะ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคมนี้ ในการแข่งขันศึกฟุตบอลยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดเดียวรู้ผล คืนวันพุธที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา

สนาม : เอสตาดิโอ โชเซ่ อัลวาลาด (สนามกลาง)

     ศึกฟุตบอลยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดเดียวรู้ผล คืนวันพุธที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค รอบก่อนโชว์ฟอร์มโหดถล่ม บาร์เซโลน่า 8 เม็ดฉลุยเข้ารอบมา ฮันซี่ ฟลิค เทรนเนอร์แชมป์ลีกเยอรมัน จัดผู้เล่นแบบไม่มีกั๊กใส่แนวรุกทั้ง "มุลเลอร์-เลวานดอฟสกี้" ทะลวงเกมรับ โอลิมปิก ลียง สโมสรดังฝรั่งเศสที่พลิกล็อกช็อกโลกเขี่ยเต็งแชมป์อย่าง แมนซิตี้ รูดี้ การ์เซีย โค้ชคนเก่งขอสร้างผลงานโบว์แดงทะลุชิงดำให้ได้ ใส่ดาวเตะ "เมมฟิส เดอปาย" เป็นตัวเดินเกม ใครชนะจะดวล เปแอสเช นัดชิงในวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคมศกนี้

     ลียงทักทายนาทีที่ 4 มักซ็องซ์ กาเกอเร่ต์ ดักบอลได้กลางสนามแดนตนเองจ่ายเรียดพื้นขึ้นหน้าให้ เมมฟิส เดอปาย รับบอลกระชากหนีทั้ง มานูเอล นอยเออร์ นายด่านและสองแนวรับเสือใต้เข้าเขตโทษด้านขวาแต่ทว่ายิงไม่ตรงกรอบชนข้างตาข่ายอย่างน่าเสียดาย

     เสือใต้บุกนาทีที่ 11 เลออน โกเร็ทซ์ก้า แปะบอลหน้ากรอบเขตโทษทำชิ่งกับ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ เข้าในเขตโทษก่อนเป็นมิดฟิลด์เสือใต้หลุดไปยิงคนเดียวแต่ไม่เต็มเท้าบอลกระดอนมาหากรอบประตูจะกลิ้งเข้าไปแต่ว่า แอนโธนี่ โลเปส นายทวารลียงตามมาปัดพ้นออกหลังทันเวลา

     ทีมดังฝรั่งเศสเกือบนำนาทีที่ 17 เลโอ ดูบัวส์ ทิ่มบอลขนานเส้นให้ คาร์ล โตโก้ เอก็อมบี วิ่งมารับบอลเลี้ยงมาทางกรอบเขตโทษด้านขวาแตะบอลไปติดตัว อัลฟอนโซ่ เดวิส กนะเด้งกลับมาหาศูนย์หน้าลียงแตะเข้าเหลี่ยมยิงไปถูกเสาแรกกระดอนกลับมาที่ คาร์ล โตโก้ เอก็อมบี อีกครั้งแต่ซัดซ้ำอีกจังหวะบอลไม่ตรงกรอบก่อนถูกเคลียร์ออกมา

     กลายเป็นบาเยิร์นนำนาทีที่ 18 โยชัว คิมมิช หยอดบอลโด่งทิ้งมาที่ แซร์ช นาบรี้ เกี่ยวบอลลงลากจากริมสนามทางขวามาตรงเส้นหน้ากรอบเขตโทษแล้วบรรจงปั่นบอลลอยผ่านมือนายทวารลียงเข้าซุกก้นตาข่ายอย่างสวยงาม

     แชมป์บุนเดสชวดทิ้งห่างนาทีที่ 25 อิวาน เปริชิช วางบอลยาวข้ามฟากเข้ากลางเขตโทษ แฟร์นานโด มาร์ซาล กองหลังลียงโหม่งสกัดไม่ขาดบอลมาเข้าทาง แซร์ช นาบรี้ ที่ยืนโล่งไร้ตัวประกอบจับบอลแต่งหนึ่งครั้งแล้วหวดทันทีบอลพุ่งถูกนายด่านคู่แข่งล้มตัวทุบออกไปได้

     พี่เสือออกนำอีกนาทีที่ 33 แซร์ช นาบรี้ ฉกบอลจากความผิดพลาดของผู้เล่นลียงเลี้ยงบอลก่อนแทงต่อให้ อิวาน เปริชิช เขตโทษทางซ้ายจ่ายปาดมาหน้าปากประตู โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ สไลด์ยิงจังหวะแรกบอลยังไม่เข้าถูกนายทวารลียงหยุดไว้ได้แต่กลายเป็น แซร์ช นาบรี้ ตามมาซ้ำบอลระยะเผาขนเข้าไปเป็นลูกที่สองของเจ้าตัวเกมนี้

     เสือใต้เล่นดุดันนาทีที่ 38 โยชัว คิมมิช ส่งบอลออกข้างไปที่ แซร์ช นาบรี้ เปิดบอลกึ่งยิงทางเขตโทษด้านขวา บอลโค้งผ่าน โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ที่พยายามแหย่ขาชาร์จออกข้างเสาสองไปแบบได้ลุ้นเม็ดที่สามอย่างมาก จบ 45 นาทีแรก บาเยิร์น นำอยู่ 2-0

     ยังเป็นบาเยิร์นเกือบได้อีกนาทีที่ 51 อิวาน เปริชิช สปีดมารับบอลจากเพื่อน ก่อนกระชากหลุดมาทางเขตโทษด้านซ้าย ก่อนซัดบอลเรียดพื้นเข้ามือ แอนโธนี่ โลเปส ผู้รักษาประตูลียงล้มตัวรับอยู่มือ

     ลียงสร้างโอกาสนาทีที่ 56 เมมฟิส เดอปาย เปิดลูกเตะมุมฝั่งขวา บอลโด่งมาตกบริเวณกลางเขตโทษ มาร์เซโล่ กองหลังเพื่อนร่วมทีมขึ้นมาโขกเต็มศีรษะแต่บอลไม่ห่างตัวนายทวารเสือใต้รับไว้ได้สบาย

     ต่อมานาทีที่ 58 แฟร์นานโด มาร์ซาล โยนบอลโด่งจากแดนหลังมาถูก นิคลาส ซูเล่ ครองบอลได้ทว่าแนวรับสำรองเสือใต้ไปเตะติดตัว มุสซ่า เดมเบเล่ จ่ายสั้นให้ อูสเซ็ม อาอูอาร์ ลากบอลมาทางเขตโทษด้านซ้ายไหลบอลมาที่อีกฝั่งก่อนเป็น คาร์ล โตโก้ เอก็อมบี ได้โอกาสซัดคนเดียวแต่ยังติดขา มานูเอล นอยเออร์ ที่ออกมาบล็อกทันช่วยทีมไว้

     เสือใต้ชวดได้อีกลูกนาทีที่ 80 โธมัส มุลเลอร์ เปิดบอลจากนอกกรอบเขตโทษด้านซ้าย บอลเข้ามาถูกเท้า โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ยื่นมาสะกิดบอลเล็กน้อยก่อนเป็น ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ สปีดมาเกี่ยวบอลแล้วจิ้มเข้าประตูไป แต่ว่ากรรมการเป่าเป็นลุกล้ำหน้าไปก่อนแล้ว

     ยังไม่พอนาทีที่ 88 โยชัว คิมมิช หยอดลูกฟรีคิกเกือบถึงเส้นหลังด้านขวามาให้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กระโดดโถมตัวโหม่งเต็มแรงไร้ตัวประกบบอลเสียบเข้าประตุเข้าไปอย่างแม่นยำ จบเกม บาเยิร์น มิวนิค ถล่ม โอลิมปิก ลียง 3-0 ผ่านเข้าไปชิงดำชปล.กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคมนี้

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

โอลิมปิก ลียง (3-5-2): แอนโธนี่ โลเปส,เจสัน เดนาเยอร์,มาร์เซโล่,แฟร์นานโด มาร์ซาล (มาติส ไรอัน แชร์กี น.73),เลโอ ดูบัวส์ (เคนนี่ เตเต้ น.67),มักซ็องซ์ กาเกอเร่ต์,บรูโน่ กิมาไรช์ (ติอาโก้ เมนเดส น.46),อูสเซ็ม อาอูอาร์,มักซ์เวล กอร์เน่ต์,เมมฟิส เดอปาย (มุสซ่า เดมเบเล่ น.58),คาร์ล โตโก้ เอก็อมบี (เจฟฟ์ เรเน่-อเดเลด น.67)

บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1): มานูเอล นอยเออร์,โยชัว คิมมิช,เยโรม บัวเต็ง (นิคลาส ซูเล่ น.46),ดาวิด อลาบา,อัลฟอนโซ่ เดวิส,ติอาโก้ อัลกันตาร่า (โกร็องแต็ง โตลิสโซ่ น.82),เลออน โกเร็ทซ์ก้า (แบ็งฌาแม็ง ปาวาร์ น.82),อิวาน เปริชิช (คิงสเล่ย์ โกมัน น.63),โธมัส มุลเลอร์,แซร์ช นาบรี้ (ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ น.75),โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

แห้วหมด!ฟานกัลเผย10แข้งที่อยากได้ตอนคุมแมนยู

 

หลุยส์ ฟาน กัล เปิดเผยลิสต์นักเตะ 10 คนที่เคยอยากได้แต่กลับต้องแห้วทั้งหมดในสมัยที่คุม แมนฯ ยูไนเต็ด พร้อมบอกว่าไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่ได้แข้งเหล่านั้นแม้แต่คนเดียว
   

หลุยส์ ฟาน กัล อดีตกุนซือคนดัง เปิดเผยว่าตนเคยพยายามที่จะดึง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้, กอนซาโล่ อิกวาอิน, เนย์มาร์, ซาดิโอ มาเน่, ริยาด มาห์เรซ, โธมัส มุลเลอร์, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, เจมส์ มิลเนอร์, เซร์คิโอ รามอส และ มัทส์ ฮุมเมิ่ลส์ มาร่วมทัพในสมัยที่เป็นผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ใครแม้แต่คนเดียว

ในฤดูกาล 2014-15 ซึ่งเป็นซีซั่นแรกของ ฟาน กัล กับ แมนฯ ยูไนเต็ด นั้น เขาพาทีมได้อันดับ 4 ในลีก จนได้สิทธิ์เล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซีซั่นถัดไป และพอถึงฤดูกาล 2015-16 เขาก็พาทีมได้แชมป์ เอฟเอ คัพ แต่ในลีกได้เพียงอันดับ 5 เท่านั้น จนสุดท้าย ฟาน กัล ก็โดนปลดออกจากตำแหน่ง ซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาอดีตกุนซือชาวดัตช์ก็มักจะให้สัมภาษณ์แนวตำหนิบอร์ดบริหารของ "ปีศาจแดง" อยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะ เอ็ด วู้ดเวิร์ด รองประธานบริหารของทีมซึ่งมีหน้าที่ประสานงานกับ ฟาน กัล โดยตรง

ฟาน กัล ให้สัมภาษณ์กับ โฟร์โฟร์ทู นิตยสารด้านฟุตบอลชื่อดังว่า "ผมอยากได้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ แต่พอได้รู้ว่ามันเป็นดีลที่ยากเกินไปแล้วนั้นผมก็พยายามจะไปคว้าตัว กอนซาโล่ อิกวาอิน มาร่วมทัพแทน นอกจากนี้ ก่อนที่ผมจะเข้าไปทำงานกับทีมอย่างเป็นทางการน่ะผมยังได้คุยกับบอร์ดบริหารเกี่ยวเรื่อง เนย์มาร์ ด้วย"

"คือถ้าคุณอยู่กับทีมระดับ ยูไนเต็ด แล้วล่ะก็ คุณก็จำเป็นต้องคิดให้มันใหญ่ๆ เข้าไว้สิ (หมายถึงถ้าอยู่กับทีมอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ควรจะต้องคิดว่าสามารถเซ็นสัญญากับนักเตะระดับโลกได้) มันยังเป็นดีลที่น่าสนใจสำหรับสโมสรในแง่ของการที่จะขายชุดแข่งได้มากมายก่ายกองด้วย นอกจากนี้ผมก็อยากได้ปีกที่มีความเร็วสูงมาร่วมทีมเหมือนกัน ดังนั้นผมเลยพยายามจะคว้าตัว ซาดิโอ มาเน่ และ ริยาด มาห์เรซ มาร่วมทัพ"

"โธมัส มุลเลอร์ ก็อยู่ในลิสต์นักเตะที่ผมอยากได้เหมือนกัน และในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางผมก็อยากได้ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ มาร่วมทัพ ผมถึงขั้นพยายามที่จะเซ็นสัญญากับ เจมส์ มิลเนอร์ ด้วย จริงอยู่ว่าตอนนั้นเขาอายุเยอะแล้ว แต่เขาก็ยังเล่นในหลายตำแหน่งได้ดี และมีความเป็นผู้นำอีกต่างหาก ส่วนในแนวรับนั้นผมอยากได้ เซร์คิโอ รามอส กับ มัทส์ ฮุมเมิ่ลส์ เพราะตอนนั้นการขึ้นเกมจากแนวรับของเราทำได้ไม่ดีเลย"

"นักเตะเหล่านั้นเป็นเป้าหมายลำดับต้นๆ ของผม แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้ใครมาร่วมทัพเลย ผมไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้น เพราะในฐานะผู้จัดการทีมแล้วนั้นผมไม่มีส่วนร่วมกับการเจรจาใดๆ ทั้งนั้น และพอผมออกจากทีมมาแล้วน่ะ นักเตะอย่าง มาห์เรซ กับ ก็องเต้ ก็ไปอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ เชลซี ตามลำดับ ขณะที่ ยูไนเต็ด ไม่สามารถดึงพวกเขามาร่วมทัพได้ ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่แปลกมากๆ"

 ทั้งนี้ ในช่วง 2 ฤดูกาลที่ ฟาน กัล กุมบังเหียน แมนฯ ยูไนเต็ด นั้น เขาใช้เงินเสริมทัพราว 276.4 ล้านปอนด์ (ประมาณ 11,056 ล้านบาท) และได้นักเตะประเภทที่พร้อมเล่นให้ทีมชุดใหญ่ทันทีมาเสริมทัพราว 13 คน โดยในจำนวนนั้นมี 2 คนที่เป็นการเซ็นสัญญาแบบไร้ค่าตัว ได้แก่ บิคตอร์ บัลเดส กับ เซร์คิโอ โรเมโร่ ส่วนอีก 11 คนที่ต้องจ่ายค่าตัวไปนั้นมีอย่างเช่น อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล, ลุค ชอว์, เมมฟิส เดอปาย, บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์, อันเดร์ เอร์เรร่า และ ดาเล่ย์ บลินด์ เป็นต้น

เอ็มบัปเป้วัดเดวิส! จับตา 5 คีย์แมนตัดสินเกมชิงดำชปล. บาเยิร์น-เปแอสเช



ศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงชนะเลิศจะปะทะแข้งกันในคืนนี้ แค่ชื่อทีมอย่าง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง และ บาเยิร์น มิวนิค ก็น่าดูเป็นอย่างยิ่งแล้ว ด้านทีมยักษ์ใหญ่แห่งฝรั่งเศสถือเป็นทีมที่ประกอบด้วยแนวรุกชั้นนำของยุโรป ขณะที่ “เสือใต้” ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นหนึ่งในทีมที่มีขุมกำลังแข็งแกร่งที่สุด แน่นอนว่านัดนี้จะเป็นการดวลกันของแข้งฝีเท้าระดับโลกและนี่คือ 5 จุดปะทะสำคัญที่อาจเป็นตัวตัดสินเกมนี้
1.โธมัส มุลเลอร์ vs มาร์กินญอส

    นอกจาก มุลเลอร์ จะทุบสถิติแอสซิสต์สูงสุดของบุนเดสลีกาแล้ว (21 แอสซิสต์) เจ้าตัวยังต่อยอดฟอร์มเจ๋งมาใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วย ภายใต้การคุมทีมของ ฮันซี่ ฟลิค เขารับบทบาทเป็นมิดฟิลด์ตัวรุกและยังเคลื่อนอย่างอิสระเพื่อสร้างสรรค์เกม

    เกมกับ บาร์เซโลน่า ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ถือเป็นหนึ่งในเกมที่ มุลเลอร์ โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมที่สุดในการค้าแข้งหลังทำ 2 ประตูและสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมมากมาย เขาถือเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่มีความเฉลียวฉลาดที่สุดในโลกและการเคลื่อนที่ของเขาจะสร้างปัญหาให้กับแดนกลาง เปแอสเช แน่นอน

    มาร์กินญอส คงต้องเรียกฟอร์มที่ดีที่สุดของเพื่อต่อกรกับ มุลเลอร์ ให้ได้ กองกลางชาวบราซิลเลี่ยนทำผลงานได้ดีทั้งในรอบ 8 ทีม และรอบรองฯ หลังทำประตูสำคัญและช่วยเก็บบอลในแดนกลางให้ทีมครองบอลอย่างต่อเนื่อง การปะทะกับ มุลเลอร์ คืนนี้จะส่งผลกับเกมแแดนกลางเป็นอย่างมาก

2.แซร์ช นาบรี้ vs ฆวน เบร์นาต

    ก่อนหน้านี้แฟนบาเยิร์นคงกังวลว่าเมื่อหมดยุคของ อาร์เยน ร็อบเบน ไปแล้วจะมีใครมาสานต่อได้หรือไม่ แต่เชื่อว่าตอนนี้คงไม่ต้องเป็นห่วงแล้วเพราะ นาบรี้ คนนี้รับไม้ต่อเรียบร้อย สถิติการยิง 23 ประตูกับ 14 แอสซิสต์ในทุกรายการฤดูกาลนี้ถือว่าสุดยอดมากๆ

    ขณะที่ใน ชปล. ก็ทำแฮตทริกใส่ สเปอร์ส, อัด 2 ประตูใส่ เชลซี, ยิง 1 จ่าย 1 ในเกมพบ บาร์ซ่า ก่อนจะเหมา 2 ประตูในรอบรองชนะเลิศกับ ลียง พูดได้คำเดียวว่า “ไร้ที่ติ” แต่นัดชิงชนะเลิศนั้นตามตำแหน่งเขาจะต้องเจอกับ ฆวน เบร์นาต ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับแบ็กซ้ายชาวสแปนิชแน่นอน หากพลาดท่าต่ออดีตตัวรุกอาร์เซน่อล ก็อาจจะมีน้ำตาตกได้เลย

3.โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ vs ติอาโก้ ซิลวา

    น่าเสียดายที่ไม่มีการแจกรางวัล บัลลงดอร์ ในปีนี้ไม่อย่างนั้น เลวานดอฟสกี้ คงคว้ามันมาง่ายๆไม่ว่าจะได้ถ้วย ยูฟ่า แชเมปี้ยนส์ ลีก หรือไม่ก็ตาม เขาซัดประตูมากถึง 55 ประตูในทุกรายการฤดูกาลนี้ ส่วนใน ชปล. ก็นำเป็นดาวซัลโวที่ 15 ประตูและเขายิงทุกนัดที่ลงเล่นมาตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม

    ด้วยมาตรฐานการเล่นสูงขนาดนี้ เลวานดอฟสกี้ อาจจะผิดหวังหากไม่มีชื่อชื่อทำประตูในนัดชิงชนะเลิศ ด้าน โธมัส ทูเคิ่ล นายใหญ่ปารีส แซงต์-แชร์กแมง คงรู้ดีว่าเขาอันตรายมากแค่ไหน นี่จะเป็นบททดสอบสำคัญของแนวรับเปแอสเชแน่นอน

    ติอาโก้ ซิลวา กองหลังตัวเก๋า 36 ปีจะลงเล่นเป็นเกมสุดท้ายให้กับทีมและเขาคงอยากจะอำลาด้วยการโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมและคว้าแชมป์ แต่ก็คงต้องใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมมานานหยุดกองหน้าคนนี้ให้ได้

4.คีลิยัน เอ็มบัปเป้ vs อัลฟอนโซ่ เดวิส

    หาก เอ็มบั๊ปเป้ ท็อปฟอร์มขึ้นมาคงไม่มีอะไรหยุดเขาได้ สตาร์เปแอสเชรายนี้สามารถออกสตาร์ทตัวจริงได้ทั้งตัวรุกฝั่งซ้ายและฝั่งขวา ฉีกแนวรับเป็นชิ้นมานักต่อนัก และถ้าหากคืนนี้เขาลงเล่นเป็นฝั่งขวาแล้ว เขาจะต้องเจอกับ อัลฟอนโซ่ เดวิส ดาวรุ่งพุ่งแรงของยุคนี้

    แบ็กซ้ายวัย 19 ปีของ “เสือใต้” มีความเร็วทะลุนรกไม่แพ้ เอ็มบั๊ปเป้ และเขาใช้ข้อนี้ในการวิ่งขึ้นวิ่งลงเพื่อทำเกมรุกและป้องกันเกมรับ เราได้เห็นเขาโชว์ทักษะการเลี้ยงบอลที่สุดยอดในเกมกับ บาร์เซโลน่า มาแล้ว

    อย่างไรก็ตามการมี เอ็มบั๊ปเป้ อยู่ในสนาม เดวิส คงไม่สามารถเติมเกมรุกแบบอิสระอีกต่อไป เขาคงต้องตระหนักถึงเรื่องเกมรับเป็นอย่างแรก การดวลกันของทั้งสองคงเป็นสิ่งที่หลายจับตามองมากเพราะน่าจะเป็นคู่ต่อกรสูสีใกล้เคียงกัน

5.เนย์มาร์ vs ดาวิด อลาบา

    หลายคนวิจารณ์ เนย์มาร์ เมื่อเขาตัดสินใจเดินออกจากทัพ บาร์เซโลน่า เพื่อมา เปแอเช ในปี 2017 ซึ่งเขาก็ไม่ประสบความสำเร็จในเวทียุโรปอีกเลยนับตั้งแต่ย้ายทีมมา จนกระทั่งฤดูกาลนี้มันอาจจะเป็นจริงแล้ว

    เนย์มาร์ ถือเป็นคีย์แมนคนสำคัญของ เปแอสเช และถ้าหากคืนนี้ทีมสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ขึ้นมา ก็คงมีหลายคนยกย่องเขาแน่นอน แม้ว่าตั้งแต่นัดอตาลันต้าจนถึงไลป์ซิก เขาจะมีปัญหาเรื่องการจบสกอร์ แต่ เนย์มาร์ ยังช่วยแบกทีมและมีส่วนร่วมกับเกมรุกตลอด ทว่าเกมนี้เขาต้องเจอกับแนวรับที่แข็งแกร่งอย่าง ดาวิด อลาบา

    เราได้เห็น เนย์มาร์ แหวกแนวรับทั้งอตาลันต้าและไลป์ซิกมาแล้ว คืนนี้เขาจะสามารถฝ่าแนวรับ “เสือใต้” ไปได้หรือไม่ สิ่งเดียวที่กั้นขวางเขากับถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นี้คือ อลาบา นี่เอง

พี่เสือทริปเปิ้ลแชมป์! “โกมัน” ฮีโร่บาเยิร์นทุบเปแอสเช ผงาดจ้าวยุโรปสมัยที่ 6

"เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ผงาดครองแชมป์ถ้วยใบใหญ่ของยุโรปได้สำเร็จ หลังเบียดชนะ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 1-0 จากประตูชัยของ คิงสลี่ย์ โกมัน ซิวทริปเปิ้ลแชมป์ในซีซั่นนี้และครองถ้วยหูกางเป็นสมัยที่ 6 ของสโมสร ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงชนะเลิศ วันอาทิตย์ที่ผ่านมา

สนาม :  เอสตาดิโอ ดา ลุซ (โปรตุเกส, สนามกลาง)

    โธมัส ทูเคิ่ล กุนซือชาวเยอรมันของเปแอสเช พาทีมกวาดแชมป์ไป 4 รายการในฤดูกาลนี้ ได้แก่ แชมป์ลีก เอิง ฉบับตัดจบ, เฟร้นช์ คัพ, ลีก คัพ และโทรเฟ่ส์ เดส์ ช็องปิยงส์ (ซูเปอร์ คัพ) ส่วนในเส้นทางรายการนี้โค่นคู่แข่งจากเมืองเบียร์ถึง 2 ทีมก่อนหน้านี้คือ ดอร์ทมุนด์ ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย และ แอร์เบ ไลป์ซิก สดๆ ร้อนๆ รอบรองชนะเลิศ

    ทางด้าน ทีมเสือใต้ของ ฮันซี่ ฟลิค รักษาสถิติชนะรวดนับจากรีสตาร์ตฤดูกาลจนรับไปแล้ว 2 แชมป์ คือ บุนเดสลีกา กับเดเอฟเบ โพคาล ส่วนเส้นทางยูซีแอลก็ฟาดชัยเรียบวุธตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม

    3 นาทีผ่านเป็น "เสือใต้" ได้ลุ้นก่อนจากลูกฟรีคิกทางซ้ายของ โยชัว คิมมิช ปั่นด้วยขวาโค้งเข้าเขตโทษแต่บอลลึกไปตกใส่หัว เลอันโดร ปาเรเดส โขกทิ้งออกมาได้

    นาทีที่ 10 เปแอสเช ตอบโต้บ้างเป็นลูกสูตรฟรีคิก เนย์มาร์ หยอดลึกมาเสาไกลเกือบถึง อันเดร์ เอร์เรร่า แต่ต้องชม อัลฟอนโซ่ เดวิส สอดมาโหม่งเคลียร์ทิ้งหวุดหวิด

    อีก 3 นาทีต่อมา เปแอสเช ได้เสียวอีกครั้งเป็นจังหวะวางยาวให้ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ หลุดเข้าเขตโทษก่อนไขว้จ่ายต่อให้ ฆวน เบร์นาต สอดมาเก็บบอลแต่เปิดไปติดบล็อคโชคดีเด้งมาเข้าทาง เอ็มบั๊ปเป้ อัดเต็มแรงไปติดตัว เลออน โกเร็ทซ์ก้า

    นาทีที่ 18 เปแอสเช พลาดโอกาสทอง คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ถอยมาเก็บบอลทางฝั่งซ้ายก่อนจ่ายต่อให้ เนย์มาร์ หลุดเข้าไปตวัดด้วยซ้ายติดเซฟ มานูเอล นอยเออร์ เด้งมาเข้าเท้า เนย์มาร์ พยายามจ่ายเข้าในแต่ นอยเออร์ โชว์เหนือใช้ขาบล็อคไว้ได้

    ต่อมาอีก 4 นาที "เสือใต้" แลกหมัดบ้างเป็น อัลฟอนโซ่ เดวิส เติมมาครอสเข้าเขตโทษบอลแรงเลย โธมัส มุลเลอร์ มาเข้าทาง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ หมุนตัวอัดด้วยขวาไปติดปลายมือ เกย์ลอร์ นาวาส เปลี่ยนทางไปชนเสา

    นาทีต่อมา เนย์มาร์ ไม่ยอมน้อยหน้าใช้ความสามารถเฉพาะตัวพาบอลแหวกมาเกือบครึ่งสนามก่อนป้ายให้ อังเคล ดิ มาเรีย ทำชิ่งกับ อันเดร์ เอร์เรร่า หลุดไปซัดด้วยขวาข้ามคานนิดเดียว

    ครึ่งทางผ่าน  บาเยิร์น มิวนิค ต้องมาเสีย เยโรม บัวเต็ง แนวรับคนสำคัญมีปัญหาอาการบาดเจ็บเล่นต่อไม่ไหวต้องเปลี่ยน นิคลาส ซูเล่ ลงสนามแทน

    เกมสนุกแลกกันตลอด นาทีที่ 28 เปแอสเช เริ่มเครื่องติด เนย์มาร์ เปิดฟรีคิกทางมุมฝั่งขวาบอลไปติดแนวรับ "เสือใต้" มาเข้าทาง อันเดร์ เอร์เรร่า ตะบันหน้าหัวกะโหลกบอลพุ่งแรงตรงกรอบแต่ไปติด เลออน โกเร็ทซ์ก้า เปลี่ยนทางออกหลังไป

    3 นาทีต่อมา โธมัส มุลเลอร์ ถอยมาเก็บบอลทางฝั่งขวาก่อนครอสเข้าในไปแฉลบหัว เพรสเนล คิมเพมเบ้ เลยมาเข้าทาง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ทิ้งตัวโขกเต็มหัวโชคไม่ดีไปตรงตัว เกย์ลอร์ นาวาส ผวาปัดเอาไว้ได้

    ช่วงท้ายนาที 44 เปแอสเช พลาดโอกาสขึ้นนำเหลือเชื่อ ดาวิด อลาบา จ่ายบอลหน้าประตูตัวเองไม่ดีไปเข้าทาง คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ทำชิ่งเร็วให้ อันเดร์ เอร์เรร่า หลุดเข้าไปหักย้อนให้ เอ็มบั๊ปเป้ ยิงโล่งๆระยะ 5 หลาไปเข้ามือ มานูเอล นอยเออร์

    พอทำไม่ได้เกือบเสีย นาทีที่ 45+1 คิงสลี่ย์ โกมัน แหวกเข้ากรอบเขตโทษก่อนโดน ธีโล่ เคห์เรอร์ ตามมาเหนี่ยวล้มลงไปโชคดี ดานิเอเล่ ออร์ซาโต้ ไม่ตัดสินให้เป็นจุดโทษ

    หมดครึ่งเวลาแรก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 0 บาเยิร์น มิวนิค 0

    แต่แล้วนาทีที่ 59 "เสือใต้" มาได้ประตูขึ้นนำเป็นบอลทางฝั่งขวาของ แซร์จ นาบรี้ สอดมาสุดเส้นหักเข้าในไปติดบล็อคไหลมาเข้าทาง โยชัว คิมมิช ตักหยอดไปเสาไกลข้ามหัว  ธีโล่ เคห์เรอร์ มาถึง คิงสลี่ย์ โกมัน โขกย้อนทาง เกย์ลอร์ นาวาส ตุงตาข่ายสุดสวย

    ต่อมานาทีที่ 66 เปแอสเช ต้องเดินหน้าลุย อังเคล ดิ มาเรีย เก็บบอลทางฝั่งขวาก่อนครอสเข้าในให้  คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ โฉบตัดหน้า นิคลาส ซูเล่ แต่ไม่ถึงบอลเลยไปเข้ามือ มานูเอล นอยเออร์

    3 นาทีต่อมาเป็นจังหวะเล่นเร็วของ มาร์โก แวร์รัตติ เปิดยาวให้ อังเคล ดิ มาเรีย หลุดขึ้นมาตวัดลอดขา ดาวิด อลาบา และเป็น มาร์กินญอส สอดมาซัดด้วยขวาไปติดเท้า มานูเอล นอยเออร์ เซฟเอาไว้ได้เหลือเชื่อ

    20 นาทีสุดท้ายเกมเป็นของ "เสือใต้" ครองบอลอยู่ฝ่ายเดียวแต่ไม่มีจังหวะปิดกล่อง ส่วนทาง เปแอสเช เมาหมัดขาดความเฉียบคมและต้องชม มานูเอล นอยเออร์ เหนียวหนึบเหลือเกิน

    ช่วงทดเจ็บ เปแอสเช มาได้ลุ้นส่งท้ายจาก คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ จ่ายบอลตัดแนวรับให้ เนย์มาร์ สอดมาป้ายเข้าในแต่ เอริค ชูโป-โมติง เข้าไม่ถึงปล่อยบอลเลยออกหลังไป

    หลังจากนั้นไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 0 บาเยิร์น มิวนิค 1 ลูกทีมของ ฮันซี่ ฟลิค ผงาดครองแชมป์ถ้วยใบใหญ่ของสโมสรยุโรปเป็นสมัยที่ 6 และซิว "ทริปเปิ้ลแชมป์" ในซีซั่นนี้

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนามตัวจริง

    ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (4-3-3) : เกย์ลอร์ นาวาส – ธีโล่ เคห์เรอร์, ติอาโก้ ซิลวา, เพรสเนล คิมเพมเบ้, ฆวน เบร์นาต (เลย์แว็ง คูร์ซาว่า น.80) – อันเดร์ เอร์เรร่า (ยูเลี่ยน ดรักซ์เลอร์ น.72), มาร์กินญอส, เลอันโดร ปาเรเดส (มาร์โก แวร์รัตติ น.65) – อังเคล ดิ มาเรีย (เอริค ชูโป-โมติง น.80), เนย์มาร์, คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้

    เทรนเนอร์ : โธมัส ทูเคิ่ล

    บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1) : มานูเอล นอยเออร์ – โยชัว คิมมิช, เยโรม บัวเต็ง (นิคลาส ซูเล่ น.25), ดาวิด อลาบา, อัลฟอนโซ่ เดวิส – เลออน โกเร็ทซ์ก้า, ติอาโก้ อัลกันตาร่า (โกร็องแต็ง โตลิสโซ่ น.86) – แซร์จ นาบรี้ (ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ น.68), โธมัส มุลเลอร์, คิงสลี่ย์ โกมัน (อิวาน เปริซิช น.68) – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

    เทรนเนอร์ : ฮันซี่ ฟลิค

ผู้ตัดสิน : ดานิเอเล่ ออร์ซาโต้ (อิตาลี)

บาเยิร์นขอโหดต่อ! “เลวาน” พร้อมซัด,ลียงลุ้น “เดอปาย” โป้งรอบรองฯ ชปล.

"เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค หวังโชว์ฟอร์มโหดต่อเนื่องโดยมี โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ นำปิดสกอร์เกมพบ "โอแอล" โอลิมปิก ลียง ที่มี เมมฟิส เดอปาย พร้อมล่าตาข่าย ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ  วันพุธที่ 19 ส.ค. ศกนี้  เวลา : 02.00 น.

ปรีวิวฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ
วันพุธที่ 19 สิงหาคม 2563, เวลา : 02.00 น.
โอลิมปิก ลียง (ฝรั่งเศส)   –  บาเยิร์น มิวนิค (เยอรนมัน)

สนาม : เอสตาดิโอ โชเซ่ อัลวาลาด (สนามกลาง)

    ทีมโอแอลของ รูดี้ การ์เซีย มาไกลเกินคาดถึงรอบตัดเชือกเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ หลังจากที่ไล่เขี่ยตัวเต็งมาทั้งยูเวนตุส ด้วยกฎประตูทีมเยือน และแมนฯ ซิตี้ 3-1 ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย

    การจัดทัพไม่มีปัญหาเจ็บ-แบนให้กังวล ในแดนหน้าที่มีกัปตัน เมมฟิส เดอปาย ยืนพื้น คู่หูต้องเลือกระหว่าง คาร์ล โตโก้ เอก็อมบี ที่ออกสตาร์ตทั้ง 2 แมตช์ล่าสุด หรือ มุสซ่า เดมเบเล่ ที่ถูกเปลี่ยนตัวมายิงรัว 2 ลูกใส่ทีมเรือใบสีฟ้า

    นอกนั้นยึดชุดเดิม เท่ากับว่า มักซ็องซ์ กาเกอเร่ต์ ดาวรุ่งวัย 20 จะได้ลงตัวจริงกลางสนามต่อไป ประสานงานกับอีก 2 แข้งพลังหนุ่มทั้ง บรูโน่ กิมาไรช์ และ อูสเซ็ม อาอูอาร์ วัย 22 เท่ากัน

    วิงแบ็ก 2 ฟากวาง เลโอ ดูบัวส์ กับ มักซ์เวล กอร์เน่ต์ โดยหลังปรับตำแหน่งจากแนวรุกแล้วกลายเป็นเล่นดี แนวรับนำโดย เจสัน เดนาเยอร์ อดีตแข้งแมนฯ ซิตี้ และ แอนโธนี่ โลเปส ที่โชว์เซฟอุตลุดในรอบก่อน

    ด้านทีมเสือใต้ของกุนซือ ฮันซี่ ฟลิค ยังคงเป็นทีมเดียวในท็อป 5 ลีกยุโรปที่ชนะรวดทุกรายการนับจากรีสตาร์ต อีกทั้งรายการนี้ก็เฮทุกนัดตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม รวมถึงแมตช์ล่าสุดที่ระเบิดฟอร์มโหด ถล่มบาร์เซโลน่าไปถึง 8-2

    ความพร้อมล่าสุดได้ข่าวดีเมื่อ เบนฌาแม็ง ปาวาร์ แบ็กขวาแชมป์โลกกลับมาซ้อมได้แล้ว กระนั้นเชื่อว่าฟลิคคงไม่คิดเยอะเกิน ยึด 11 ตัวจริงที่กำลังลงตัวต่อไป

    นั่นเท่ากับว่า โยชัว คิมมิช จะได้เล่นแบ็กขวาต่อไป แล้วให้ ติอาโก้ อัลกันตาร่า คุมกลางสนามคู่ เลออน โกเร็ทซ์ก้า แม้ว่าดาวเตะทีมชาติสเปนกำลังตกเป็นข่าวย้ายไปร่วมทีมลิเวอร์พูลก็ตาม

    คิงส์เล่ย์ โกมัน อีกหนึ่งแข้งฝรั่งเศสกลับมาฟิตเช่นกัน แต่ อิวาน เปริชิช ลากเลื้อยทดแทนได้เยี่ยม น่าจะยึดตำแหน่งใน 3 แนวรุกเคียงข้าง แซร์ช นาบรี้ และ โธมัส มุลเลอร์ คอยสนับสนุน โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ หอกโปลที่กดไปแล้ว 54 ลูกทุกรายการฤดูกาลนี้

    ในราย ลีรอย ซาเน่ ปีกสมาชิกใหม่ที่คว้ามาจากแมนฯ ซิตี้ นั้นยังไม่สามารถลงเล่นได้จนกว่าจะเริ่มต้นฤดูกาลใหม่

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    โอลิมปิก ลียง (3-5-2) : แอนโธนี่ โลเปส – เจสัน เดนาเยอร์, มาร์เซโล่, แฟร์นานโด มาร์ซาล – เลโอ ดูบัวส์, มักซ็องซ์ กาเกอเร่ต์, บรูโน่ กิมาไรช์, อูสเซ็ม อาอูอาร์, มักซ์เวล กอร์เน่ต์ – คาร์ล โตโก้ เอก็อมบี, เมมฟิส เดอปาย
    เทรนเนอร์ : รูดี้ การ์เซีย

    บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1) : มานูเอล นอยเออร์ – โยชัว คิมมิช, เยโรม บัวเต็ง, ดาวิด อลาบา, อัลฟอนโซ่ เดวิส – เลออน โกเร็ทซ์ก้า, ติอาโก้ อัลกันตาร่า – แซร์ช นาบรี้, โธมัส มุลเลอร์, อิวาน เปริชิช – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้
    เทรนเนอร์ : ฮันซี่ ฟลิค

    ผู้ตัดสิน : อันโตนิโอ มาเตว ลาโอซ (สเปน)

 

ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด
วัน/เดือน/ปี      รายการ    ผลการแข่งขัน
28/04/10        ชปล.    ลียง แพ้ บาเยิร์น 0-3
22/04/10        ชปล.    บาเยิร์น ชนะ ลียง 1-0
11/12/08        ชปล.    ลียง แพ้ บาเยิร์น 2-3
01/10/08        ชปล.    บาเยิร์น เสมอ  ลียง 1-1 
05/11/03        ชปล.    บาเยิร์น แพ้ ลียง 1-2
21/10/03        ชปล.    ลียง เสมอ  บาเยิร์น 1-1
06/03/01        ชปล.    ลียง ชนะ  บาเยิร์น 3-0

ผลงาน 5 นัดหลังสุด
ลียง
16/08/20 ชนะ แมนฯ ซิตี้  3-1 (สนามกลาง)     ชปล.
07/08/20 แพ้ ยูเวนตุส 1-2 (เยือน)         ชปล.
01/08/20 เสมอ เปแอสเช 0-0 (สนามกลาง) เฟร้นช์ ลีก คัพ 
23/07/20 ชนะ เกนท์ 3-2 (เยือน)         อุ่นเครื่อง   
19/07/20 ชนะ เซลติก 2-1 (เหย้า)         อุ่นเครื่อง

บาเยิร์น
15/08/20 ชนะ บาร์เซโลน่า 8-2 (สนามกลาง)     ชปล.
09/08/20 ชนะ เชลซี 4-1 (เหย้า)         ชปล.
31/07/20 ชนะ มาร์กเซย 1-0 (สนามกลาง)     อุ่นเครื่อง
05/07/20 ชนะ เลเวอร์คูเซ่น 4-2 (สนามกลาง) เดเอฟเบ โพคาล
27/06/20 ชนะ โวล์ฟสบวร์ก 4-0 (เยือน)     บุนเดสลีกา

เลวานยิง2จ่าย2! บาเยิร์นย้ำชัยถล่มเชลซี ทะลุชนบาร์ซ่า8ทีมชปล.

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ งัดฟอร์ดสุดยอดหลังยิงสอง-จ่ายสอง พา "เสือใต้" ไล่ถล่ม เชลซี 4-1 สกอร์รวมสองนัดผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ด้วยประตูรวม 7-1 โดยจะเข้าไปพบกับ บาร์เซโลน่า ในวันที่ 14 สิงหาคมนี้ ในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา

สนาม : อัลลิอันซ์ อารีน่า 

    ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง บาเยิร์น มิวนิค กลับมาเล่นในบ้านรับการมาเยือนของ เชลซี โดยเกมแรก "เสือใต้" โชว์ฟอร์มดุบุกไปถล่ม "สิงห์บลูส์" 3-0 ทำให้มีโอกาสสูงที่จะผ่านเข้าไปเล่นในรอบก่อนรองชนะเลิศ

     ฮันส์-ดีเตอร์ ฟลิค พาเสือใต้ไร้พ่ายตั้งแต่ขึ้นปี 2020 แมตช์ทางการล่าสุดคือ ไล่บดเอาชนะ เลเวอร์คูเซ่น 4-2 คว้าแชมป์เดเอฟเบ โพคาล เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เกมนี้ไร้ปัญหาในการจัดทัพจัดชุดใหญ่ส่ง  แซร์จ นาร์บี้, โธมัส มุลเลอร์ และอิวาน เปริซิช สนับสนุน โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ยืนเป็นหน้าเป้า

    ส่วน แฟร้งค์ แลมพาร์ด นายใหญ่ของเชลซี แพ้เกมแรกมาขาดลอยทำให้โอกาสเข้ารอบยากเต็มที สภาพทีมก็ไม่ดีเท่าไหร่ ฟอร์มล่าสุดพ่าย อาร์เซน่อล 1-2 ในนัดชิงฯเอฟเอ คัพ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา แถมต้องมาปวดหัวกับอาการเจ็บของผู้เล่นอีก โดยสามแนวรุกวันนี้จัด เมสัน เมาน์ท, แทมมี่ อบราฮัม และ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย

    ออกสตาร์ทมาได้แค่ 8 นาที โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ หลุดเข้าไปแตะบอลหลบ วิลลี่ กาบาเยโร่ ได้แล้ว แม้ผู้ตัดสินจะเป่าเป็นล้ำหน้าไปก่อน แต่หลังจากเช็กจาก VAR แล้วไม่เป็นลูกล้ำหน้า ทำให้กลับคำตัดสินชี้เป็นจุดโทษให้ "เสือใต้" พร้อมแจกใบเหลืองให้ กาบาเยโร่ ก่อนที่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ จะซัดเข้าไปไม่พลาดให้ บาเยิร์น มิวนิค ขึ้นนำอย่างรวดเร็ว 1-0 และเป็นประตูที่ 12 นำดาวซัลโวยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สกอร์รวมนำ เชลซี ขาดลอย 4-0

    นาที 18 "เสือใต้" ได้ลุ้นอีกคราวนี้ แซร์จ นาร์บี้ ครอสมาให้ เลวานดอฟสกี้ ดีดเร็วด้วยขวาบอลพุ่งถากเสาไกลออกไปอย่างน่าเสียดาย

    กระนั้น นาที 24 สิงห์บลูส์ มาเล่นกันพลาดหลัง  มาเตโอ โควาซิช ทำเสียบอลกลางสนาม ก่อนบอลมาถึง เลวานดอฟสกี้ ดึงจังหวะแล้วไหลนิ่มๆให้ อิวาน เปริซิช แปด้วยขวาเสาแรกผ่านมือ วิลลี่ กาบาเยโร่ เข้าไป ให้ "เสือใต้" นำห่าง 2-0

    นาที 28 เชลซี มาชวดประตูตีไข่แตกอย่างน่าเสียดายหลัง แทมมี่ อบราฮัม จ่ายบอลต่อให้ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ปั่นบอลอย่างสุดสวยเบียดเสาเข้าไปแล้ว แต่ VAR ยืนยันไม่ให้ประตูเนื่องจาก แทมมี่ กลับมาจากตำแหน่งล้ำหน้า

    ท้ายครึ่งแรก นาที 44 เชลซี มาพังประตูตีไข่แตกสำเร็จ หลัง เอเมอร์สัน ครอสบอลเข้ามาในกรอบ 6 หลา มานูเอล นอยเออร์ ออกมาตะครุบบอลแต่พลาดทำหลุดมือไปเข้าทาง แทมมี่ อบราฮัม ที่ยืนโล่งๆตามซ้ำด้วยขวาเข้าไปให้ เชลซี ไล่มาเป็น 1-2

    จบครึ่งแรก บาเยิร์น มิวนิค ขึ้นนำ เชลซี 2-1 สกอร์รวมสองนัด "เสือใต้" นำห่าง 5-1

    กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 49 เอเมอร์สัน จ่ายบอลขึ้นหน้าให้ เมสัน เมาน์ท กระชากขึ้นทางซ้ายเข้าไปในกรอบก่อนจะกดด้วยซ้ายมุมแคบไปเข้ามือ มานูเอล นอยเออร์

    นาที 63 เจ้าบ้านเปลี่ยนสองคนรวดส่ง นิคลาส ซือเล่ ลงไปเล่นแทน เยโรม บัวเต็ง ที่มีอาการเจ็บ และส่ง ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ลงไปเล่นแทน อิวาน เปริซิช

    อีก 4 นาทีต่อมา บาเยิร์น เกือบได้เม็ดที่สามหลัง โยชัว คิมมิช เปิดเตะมุมมาให้ ติอาโก้ อัลกันตาร่า โขกบอลโดนสกัดมาเข้าทาง ดาวิด อลาบา อัดด้วยขวาแถวสองเข้าไปแต่บอลพุ่งไปเข้ามือ กาบาเยโร่

    นาที 76 "เสือใต้" มาได้ประตูที่สามนำห่าง 3-1 บอลออกซ้ายไปให้ เลวานดอฟสกี้ ก่อนที่หัวหอกชาวโปแลนด์จะเปิดมากลางประตูให้ โกร็องแต็ง โตลิสโซ่ ตัวสำรองที่เพิ่งลงมากระโดดแปด้วยขวาเน้นๆเข้าไปให้เจ้าบ้านสกอร์รวมนำ สิงห์บลูส์ 6-1
   
    เท่านั้นไม่พอ นาที 84 มาได้ประตูที่สี่นำโด่ง 4-1 คราวนี้ อัลบาโร่ โอดริโอโซล่า ครอสจาดด้านขวามาให้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ โขกเข้าไปเป็นประตูที่สองของเจ้าตัวในเกมนี้ และประตูที่ 13 นำดาวซัลโวรายการนี้

    จบการแข่งขัน บาเยิร์น มิวนิค เปิดบ้านเอาชนะ เชลซี 4-1 รวมผลสองนัด "เสือใต้" เอาชนะขาดลอย 7-1 ผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่ประเทศโปรตุเกสที่จะจัดแบบ "มินิทัวร์นาเมนท์" โดยจะพบกับ บาร์เซโลน่า ในวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคมนี้

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1) : มานูเอล นอยเออร์ – โยชัว คิมมิช, เยโรม บัวเต็ง, ดาวิด อบาลา, อัลฟงโซ่ เดวิส – ติอาโก้ อัลกันตาร่า, เลออน โกเร็ทซ์ก้า – แซร์จ นาร์บี้, โธมัส มุลเลอร์, อิวาน เปริซิช – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ 
   
        เชลซี (4-3-3) : วิลลี่ กาบาเยโร่ – รีซ เจมส์, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, คูร์ท ซูม่า, เอเมอร์สัน พัลไมรี่ – มาเตโอ โควาซิช, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, รอสส์ บาร์คลี่ย์ – เมสัน เมาน์ท, แทมมี่ อบราฮัม, คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย

        ผู้ตัดสิน : คูเน็ย์ต ชาคีร์ (ตุรกี)

พี่เสือ155ตุง!เปิดสถิติน่าสนใจหลังเกมบาเยิร์นขยี้บาร์เซโลน่าแบบไม่ไว้หน้า

ถือเป็นเกมที่ชวนขนลุกยามค่ำคืนอย่างแท้จริง หลังจากที่ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ระเบิดฟอร์มสุดโหด ไล่กระซวก บาร์เซโลน่า ยับเยินด้วยสกอร์ 8-2 ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอนว่า หลังเกมนี้มีเรื่องให้พูดถึงมากมาย รวมถึงเรื่องสถิติที่น่าสนใจด้วย แต่จะมีสถิติอะไรบ้างนั้น เรามาดูกัน

บาเยิร์น มิวนิค
 – 155 : จำนวนประตูรวมทุกรายการของ บาเยิร์น ในฤดูกาลนี้ จากการลงเล่น 50 นัด (บุนเดสลีกา 100, เดเอฟเบ โพคาล 16 และ แชมเปี้ยนส์ ลีก 39) ซึ่งเฉลี่ยตกเกมละ 3.1 ประตู!!! ขณะที่ฤดูกาล 2012/13 ที่คว้าทริปเปิ้ลแชมป์นั้น พวกเขาทำได้ 151 ประตู จาก 54 เกม
 – 8 : เป็นครั้งแรกสำหรับ บาเยิร์น ที่้ทำได้ถึง 8 ประตูในเกมเดียวถ้วย แชมเปี้ยนส์ ลีก
 – 8 : นอกจากนี้ บาเยิร์น ยังถือเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำได้ถึง 8 ประตูในเกมรอบน็อกเอาต์ แชมเปี้ยนส์ ลีก
 – 26 : การคุมทีมลงเตะ 6 เกมแรกในศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก ของกุนซือ ฮันซี่ ฟลิค นั้น เจ้าตัวพา บาเยิร์น ทำได้ถึง 26 ประตู ซึ่งมากกว่ากุนซือคนอื่นๆ อย่างน้อย 5 ประตู สำหรับบรรดาโค้ชที่ทำทีมลงเตะถ้วย "บิ๊กเอียร์" 6 นัดแรก 

 – 9 : 3 เกมหลังสุดในศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ มีส่วนร่วมกับประตูถึง 9 ลูก (ยิง 4, แอสซิสต์ 5)
 – 9 : บาเยิร์น คว้าชัยรวดทั้ง 9 เกมในศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้ แถมยิงได้ถึง 39 ตุง และเสียแค่ 8 ลูก
 – 54 : ฤดูกาลนี้ เลวานดอฟสกี้ กระทุ้งไปแล้ว 54 ประตู จาก 45 เกมรวมทุกรายการ
 – 50 : จำนวนประตูในถ้วย แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่เจ้าตัวยิงได้ในสีเสื้อของ "เสือใต้" ซึ่งมาจากการลงเล่นเพียงแค่ 60 นัด
 – 1 : เลวานดอฟสกี้ เป็นแข้ง "เสือใต้" คนแรก ที่ทำประตูในเกมถ้วยยุโรป 8 นัดติด โดยสถิติสูงสุดเดิมคือ 7 เกมติดที่ เจอร์เก้น คลิ้นส์มันน์ ทำเอาไว้ตอนเล่นในถ้วย ยูฟ่า คัพ เมื่อฤดูกาล 1995/96
 – 113 : โธมัส มุลเลอร์ กลายเป็นนักเตะชาวเยอรมัน ที่ลงเล่นเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก มากสุดในประวัติศาสตร์ โดยแซงหน้า ฟิลิปป์ ลาห์ม ที่ลงเล่น 112 นัด
 – 20 : เกมนี้ บาเยิร์น มีการผ่านบอลแบบสร้างโอกาสจบสกอร์ได้ถึง 20 ครั้ง ขณะที่ บาร์ซา ทำได้แค่ 5 หน
 – 7 : นอกจากทำได้ 1 ประตูแล้ว เกมนี้ โยชัว คิมมิช แบ็กขวาตัวเก่ง ยังสร้างโอกาสให้เพื่อนลุ้นจบสกอร์ได้ถึง 7 ครั้ง ซึ่งมากสุดในสนาม
 – 3 : การเข้ารอบของ บาเยิร์น ทำให้กลายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่มีกุนซือจากชาติเดียวกันถึง 3 รายในรอบตัดเชือก ซึ่งประกอบไปด้วย ฮันซี่ ฟลิค (บาเยิร์น), โธมัส ทูเคิ่ล (ปารีส แซงต์-แชร์กแมง) และ ยูเลียน นาเกิลส์มันน์ (แอร์เบ ไลป์ซิก) ที่เป็นชาวเยอรมันล้วนๆ 

 

 

 บาร์เซโลน่า
 – 0 : การตกรอบของ บาร์ซ่า ครั้งนี้ ทำให้ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 2006/07 ที่ไม่หลงเหลือสโมสรจากสเปนในรอบ 4 ทีมสุดท้าย แชมเปี้ยนส์ ลีก
 – 1 : ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 2004/05 ที่เราจะไม่ได้เห็น ลิโอเนล เมสซี่ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในรอบตัดเชือก แชมเปี้ยนส์ ลีก

 – 6 : การปราชัยด้วยสกอร์ 2-8 ทำให้ บาร์เซโลน่า แพ้คู่แข่งด้วยช่องว่าง 6 ประตู เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ที่เคยแพ้ เอสปันญ่อล ในเกมลีกเมื่อเดือนเมษายน ปี 1951
 – 8 : เป็นครั้งแรกที่ บาร์เซโลน่า เสียถึง 8 ประตูในเกมเดียว นับตั้งแต่ปี 1946 ที่เคยแพ้ เซบีย่า 0-8 ในเกม โกปา เดล เรย์ รอบ 16 ทีมสุดท้าย
 – 13 : นับเป็นหนแรกในรอบ 13 ปีที่ บาร์เซโลน่า จบซีซั่นแบบมือเปล่า หรือนับตั้งแต่ฤดูกาล 2006/07
 – 1,952 : ประตูที่ หลุยส์ ซัวเรซ ยิงให้ บาร์เซโลน่า ไล่ขึ้นมาเป็น 2-4 ถือเป็นการทำประตูเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก นอกสังเวียนแข้ง คัมป์ นู หนแรกของเจ้าตัว นับตั้งแต่ที่บุกไปยิงใส่ อาแอส โรม่า (สนาม สตาดิโอ โอลิมปิโก) เมื่อเดือนกันยายนปี 2015 ซึ่งนับจากเกมดังกล่าวจนถึงประตูที่ยิงใส่ บาเยิร์น เกมนี้ เจ้าตัวใช้เวลาในสนามถึง 1,952 นาที และมีโอกาสยิงที่ไม่เป็นประตูถึง 69 ครั้ง