พลาดมีโดน! บาร์ซ่างานหนัก “เมสซี่” บัญชาทัพรับเซบีย่า

โรนัลด์ คูมัน นายใหญ่ บาร์เซโลน่า ความพร้อมเกมนี้ไม่มี เกลม็องต์ ล็องเล่ต์ ที่ติดโทษแบนส่วนตัวหลักคนอื่นยึดชุดเดิมนำโดย ลิโอเนล เมสซี่ ทางด้าน เซบีย่า ของกุนซือ จูเลน โลเปเตกี เตรียมปรับทัพบางตำแหน่งมี อิวาน ราคิติช บัญชาทัพลุ้นซัดทีมเก่า ในศึกฟุตบอล ลา ลีกา สเปน คืนวันอาทิตย์ที่ 4 ต.ค. นี้

ปรีวิวฟุตบอล ลา ลีกา สเปน
วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2563
บาร์เซโลน่า (7) – เซบีย่า (8)
เวลา : 02.00 น.

สนาม : คัมป์ นู 

    โรนัลด์ คูมัน จะไม่มี เกลม็องต์ ล็องเล่ต์ ที่ติดโทษแบน โอกาสจะตกเป็นของ โรนัลด์ อาเราโฮ ได้ลงยืนเซนเตอร์กับ เคราร์ด ปีเก้ ส่วนแบ็กขวา-ซ้ายยังเป็น เซร์จี้ โรเบร์โต้ กับ จอร์ดี้ อัลบา 

    แดนกลาง กับ แดนหน้ายังไม่เปลี่ยนแปลง ประกอบด้วย อองตวน กรีซมันน์, อันซู ฟาติ, ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ และ ลิโอเนล เมสซี่ ในรายของผู้เล่นบาดเจ็บยังมีทั้ง มาร์ก อันเดร แทร์ ชเตเก้น, ซามูแอล อุมติตี้ และ จูเนียร์ ฟีร์โป้ 

    จูเลน โลเปเตกี เตรียมปรับทีมแดนหน้า 2 ตำแหน่งด้วยกัน ยุสเซฟ เอ็นเนเซรี่ ยืนเป็นหน้าเป้าแทน ลุค เดอ ยอง และ ดาบิด ซูโซ่ จะลงเป็นกองหน้าตัวข้างกับ ลูกัส โอกัมโปส ทำให้ มูร์นี เอลอัดดาดี้ หลุดไปนั่งสำรอง ส่วน 

    แผงมิดฟิลด์ อิวาน ราคิติช ลงคุมเกมร่วม แฟร์นานโด เรจิส และ โจน ฆอร์ดาน แผงแบ็กโฟร์มี เฆซุส นาบาส ยืนแบ็กขวา แบ็กซ้ายสลับมาใช้ มาร์กอส อาคุนญ่า โดยมี จูลส์ กูงเด้ กับ ดีเอโก้ คาร์ลอส ยืนคู่ปราการหลังตัวกลาง

รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

    บาร์เซโลน่า (4-2-3-1) เนโต้-เซร์จี้ โรเบร์โต้,เคราร์ด ปีเก้,โรนัลด์ อาเราโฮ,จอร์ดี้ อัลบา-เฟร็งกี้ เดอ ยอง,เซร์คิโอ บุสเก็ตส์-อันซู ฟาติ,ลิโอเนล เมสซี่,ฟิลิปเป้ คูตินโญ่-อองตวน กรีซมันน์

    เซบีย่า (4-3-3) ยาสซีน โบโน่-เฆซุส นาบาส,จูลส์ กูงเด้,ดีเอโก้ คาร์ลอส,มาร์กอส อาคุนญ่า-อิวาน ราคิติช,โจน ฆอร์ดาน,แฟร์นานโด-ดาบิด ซูโซ่,ยุสเซฟ เอ็นเนเซรี่,ลูกัส โอกัมโปส

ผลการพบกันที่ผ่านมา

วัน/เดือน/ปี    รายการ         ผลการแข่งขัน 

20/06/19       ลา ลีกา เซบีย่า 0-0 บาร์เซโลน่า 
07/10/19      ลา ลีกา บาร์เซโลน่า 4-0 เซบีย่า
23/02/19       ลา ลีกา เซบีย่า 2-4 บาร์เซโลน่า 
31/01/19      ลา ลีกา บาร์เซโลน่า 6-1 เซบีย่า
24/01/19     โกปา เดล เรย์  เซบีย่า 2-0 บาร์เซโลน่า 

ผลงาน 5 นัดหลังสุด 

บาร์เซโลน่า

02/10/20 ชนะ เซลต้า บีโก้ 3-0 (เยือน) ลา ลีกา 
28/09/20 ชนะ บียาร์เรอัล 4-0 (เหย้า) ลา ลีกา 
20/09/20 ชนะ เอลเช่ 1-0 (เหย้า) โจน กัมเปร์ โทรฟี่
17/09/20 ชนะ คิโรน่า 3-1 (เหย้า) กระชับมิตร
13/09/20 ชนะ คิมนาสติก 3-1 (เหย้า) กระชับมิตร

เซบีย่า

02/10/20 ชนะ เลบันเต้ 1-0 (เหย้า) ลา ลีกา 
27/09/20 ชนะ กาดิซ 3-1 (เยือน) ลา ลีกา 
24/09/20 เสมอ บาเยิร์น มิวนิค 1-1 (ต่อเวลาพิเศษแพ้ 1-2, สนามกลาง) ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 
15/09/20 ชนะ เลบันเต้ 3-2 (เหย้า) กระชับมิตร
21/08/20 ชนะ อินเตอร์ มิลาน 3-2 (สนามกลาง) ยูโรปา ลีก

 

มากัธเหน็บเป๊ป-คล็อปป์ไม่ได้เก่งอย่างที่คนสรรเสริญ

เฟลิกซ์ มากัธ ระบุ โจเซป กวาร์ดิโอล่า ไม่ได้เก่งกาจเเหมือนที่คนสรรเสริญกัน โดยที่เขาประสบความสำเร็จอย่างมากตอนคุม บาร์เซโลน่า มันเป็นเพราะเขามี ลิโอเนล เมสซี่ อยู่ในทีมต่างหาก แถมยังบอกอีกว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็ได้ดีแค่เพราะการเสริมทัพ ไม่ใช่เพราะแท็กติก
    เฟลิกซ์ มากัธ อดีตเทรนเนอร์ชาวเยอรมัน กล่าวว่าที่จริง โจเซป กวาร์ดิโอล่า ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่ได้เก่งกาจจนถึงระดับที่หลายคนยกย่อง โดยบอกว่าสไตล์ ติกี้-ตาก้า อันเลื่องชื่อของ กวาร์ดิโอล่า เป็นระบบที่น่าเบื่อสุดๆ

    กวาร์ดิโอล่า สร้างชื่อได้เป็นอย่างมากในตอนที่คุม บาร์เซโลน่า หลังจากพาทีมครองได้แชมป์ได้หลายรายการ อย่างเช่นแชมป์ ลา ลีกา 3 สมัย, โกปา เดล เรย์ 2 ครั้ง และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 หน เป็นต้น ซึ่งในช่วงนั้นเขาก็ให้ทีมเล่นสไตล์ครองบอลเป็นหลักแล้วค่อยๆ ต่อบอลขึ้นเกมหรือที่รู้จักกันในชื่อ ติกี้-ตาก้า

    มากัธ เผยว่า "คนที่ทำให้ทีม (บาร์เซโลน่า) ได้แชมป์คือ (ลิโอเนล) เมสซี่ ไม่ใช่ กวาร์ดิโอล่า ถ้าเกิดไม่มี เมสซี่ แล้วล่ะก็ ระบบนี้ก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จสำหรับ กวาร์ดิโอล่า หรอก ถ้าระบบของเขามันดีจริงๆ เขาก็ต้องได้แชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก ร่วมกับ บาเยิร์น หรือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตั้งนานแล้วสิ ติกี้-ตาก้า มันจะได้ผลก็ต่อเมื่อนักเตะของคุณมีเทคนิคเหนือกว่านักเตะของคู่แข่ง"

    "สำหรับคนที่นั่งดูเกมการแข่งขันแล้วน่ะการครองบอลไปเรื่อยๆ มันเป็นเรื่องที่น่าเบื่อสิ้นดี และทีมชั้นนำเขาไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้นกันหรอก ในความคิดของผมนั้น กวาร์ดิโอล่า หมกมุ่นกับการพยายามที่จะเอาชนะตั้งแต่ก่อนลงเล่นมากเกินไป แท็กติกแบบนั้นมันมักจะทำให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาด ซึ่งมันก็ส่งผลให้ทีมไม่ประสบความสำเร็จตามที่ควรจะเป็นด้วย"

    อดีตนายใหญ่ บาเยิร์น มิวนิค ชุดแชมป์ บุนเดสลีกา กับ เดเอฟเบ-โพคาล รายการละ 2 สมัย ยังบอกด้วยว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล ไม่ได้ประสบความสำเร็จเพราะมีแท็กติกดี แต่เป็นเพราะการเสริมทัพ หลังจากช่วงที่ผ่านมาหลายคนชื่นชมกับระบบ เกเก้นเพรสซิ่ง ของ คล็อปป์ อย่างมาก "หลักๆ แล้วสาเหตุที่ทำให้ระบบของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ประสบความสำเร็จได้มันเป็นเพราะการตัดสินใจในเรื่องส่วนตัวของเขา ไม่ใช่เพราะแท็กติก"

    "ถ้าเกิด ลิเวอร์พูล ไม่ควักเงินซื้อผู้รักษาประตูอย่าง อลีสซง ด้วยราคา 60 ล้านยูโร และไม่จ่ายเงิน 85 ล้านยูโรเพื่อซื้อ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ แล้วล่ะก็ ระบบนี้ก็ไม่น่าจะประสบความสำเร็จอย่างมากเหมือนกัน สมัยก่อนผมเรียกระบบนี้ด้วยคำทั่วไปว่าการสวนกลับเร็ว แต่เดี๋ยวนี้มันกลับถูกเรียกว่า -เกเก้นเพรสซิ่ง- ไปซะแล้ว (สื่อว่าระบบของ คล็อปป์ เป็นแค่การสวนกลับเร็วทั่วไป แต่คนเอามาตั้งชื่อเฉพาะให้ดูเก๋ไก๋)"

ม้ามืด!ยูเว่แรงเต็งหนึ่งสอย “อลาบา” ปาดหน้าแมนยู

สื่ออิตาลีตีข่าว ยูเวนตุส เตรียมสภาพจาก "ม้าลาย" เป็น "ม้ามืด" เมื่อกลายเป็นทีมเต็งที่จะได้ตัว ดาวิด อลาบา กองหลังตัวเก่งจาก บาเยิร์น มิวนิค ไปเสริมแกร่งแบบฟรีๆ หลังจบฤดูกาลนี้ โดยปาดหน้าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่เล็งนักเตะรายนี้มานาน

ยูเวนตุส ยักษ์ใหญ่แห่งศึกกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี เตรียมปาดหน้า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และอีกหลายทีมดัง คว้าตัว ดาวิด อลาบา แนวรับสารพัดประโยชน์จาก "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ไปร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์หน้า จากการเปิดเผยของ ฟุตบอลอิตาเลีย สื่อดังในดินแดนมะกะโรนี

ดาวเตะวัย 28 ปีอยู่ค้าแข้งในถิ่นอัลลิอันซ์ อารีน่า มาตั้งแต่ปี 2008 โดยนักเตะลงสนามให้กับต้นสังกัดไปแล้วกว่า 389 แมตช์ช่วยให้ยอดทีมแห่งแคว้นบาวาเรีย คว้าแชมป์บุนเดสลีกา 9 สมัย, เดเอฟเบ โพคาล 6 สมัย และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 สมัย

อย่างไรก็ตามสัญญาปัจจุบันของ กองหลังทีมชาติออสเตรียจะหมดลงในปี 2021 และตอนนี้การขยายสัญญายังไม่คืบหน้าแม้ว่าจะมีการเจรจากันมานานหลายเดือนแล้วก็ตาม ซึ่ง "เสือใต้" สุ่มเสี่ยงที่จะเสียนักเตะที่สามารถเล่นได้ทั้งแบ็กซ้าย หรือเซนเตอร์แบ็ก รวมทั้งตำแหน่งมิดฟิลด์ ไปแบบฟรีๆ
 
ช่วงที่ผ่านมามีหลายๆ ทีมชั้นนำจับตาสถานการณ์ของนักเตะอย่างใกล้ชิด ทั้ง แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ชื่นชอบ อลาบา มานานแล้ว และมองว่านักเตะสามารถเล่นในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็อยากได้เขามาประจำตำแหน่งแบ็กซ้ายแทน แบ็งฌาแม็ง เมนดี้

ขณะที่ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง กระสันหาตัวตายตัวแทน ติอาโก้ ซิลวา เซนเตอร์แบ็กชาวบราซิเลียนที่ย้ายไปเล่นกับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี แบบฟรีเอเจนต์ช่วงซัมเมอร์นี้ อย่างไรก็ตามตอนนี้ตัวเก็งเต็งหนึ่งก็คือ ยูเวนตุส ซึ่ง อันเดรีย ปีร์โล่ กุนซือไฟแรงต้องการนักเตะมาเป็นอนาคตในเกมรับให้กับทีม

ทัพ "เบียงโคเนรี่" มองว่า อลาบา สามารถจับคู่กับ  มาต์ไตส์ เดอ ลิกท์ กองหลังดาวรุ่งทีมชาติฮอลแลนด์ ได้เป็นอย่างดีเยี่ยมและสมบูรณ์แบบ เฉกเช่นเดียวกัน จอร์โจ้ คิเอลลินี่ กับ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ ซึ่งปัจจุบันอายุอานามก็มากแล้ว และอยู่ในช่วงบั้นปลายอาชีพพ่อค้าแข้ง

 

 

เกปาแจกโชค! มาเน่เบิ้ลพาลิเวอร์พูลบุกอัดเชลซี10คน-ติอาโก้ประเดิม

ซาดิโอ มาเน่ ตะบันคนเดียวสองประตูพาแชมป์เก่า ลิเวอร์พูล บุกไปปราบเจ้าถิ่น เชลซี ที่เหลือ10คน 2-0 เกมนี้ ติอาโก้ อัลกันตาร่า ประเดิมนัดแรกลงสำรองในครึ่งหลังก่อนพา "หงส์แดง" คว้าชัย2นัดติด มี 6 คะแนนเต็ม ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

   บิ๊กแมตช์ที่ เดอะ บริดจ์ เจ้าถิ่น เชลซี ปรับหนึ่งตำแหน่งจากชุดล่าสุดโดยให้ มาเตโอ โควาซิช ปักหลักแดนกลางแทน รูเบน ลอฟตัส-ชีค ขณะที่ 2 แข้งใหม่ชาวเยอรมันอย่าง ติโม แวร์เนอร์ และ ไค ฮาแวร์ทซ์ พร้อมลุย ส่วน ติอาโก้ ซิลวา กับ ฮาคิม ซิเย็ค ยังไม่มีชื่อในทีม

    ด้าน ลิเวอร์พูล เปลี่ยนแนวรับหลังโดนลีดส์เจาะถึง 3 เม็ด โดยให้ ฟาบินโญ่ รับหน้าที่เซ็นเตอร์แบ็กแทน โจ โกเมซ ขณะที่แนวรุก ซาลาห์, บ๊อบบี้ และ มาเน่ ลงพร้อมกัน แถม ติอาโก้ อัลกันตาร่า แข้งใหม่มีชื่อสำรองด้วย ทว่า ดีโอโก้ โชต้า ยังไม่มีส่วนร่วม

    เริ่มเกมมา14นาที เป็นฝั่งผู้มาเยือน ลิเวอร์พูลได้เสียวก่อน เมื่อ เกปา ออกมาเล่นบอลทางฝั่งซ้ายของกรอบเขตโทษ แต่กลับกลายเป็นสปีดของ ซาลาห์ ดีกว่า จึงถึงบอลและปาดบอลเข้ากลางประตู โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ เกือบจะได้ยิงโล่งๆแล้ว แต่ยังดีที่ อันเดรียส คริสเตนเซ่น ยังตามาบล็อคช่วยเชลซี สกัดบอลออกหลังได้อย่างหวุดหวิด

    นาทีที่19 ทั้งสองทีมเปิดเกมแลกกันอย่างสนุก โมฮาเหม็ด ซาลาห์ พาบอลลุยเข้าไปถึงกรอบเขตโทษแล้ว ก่อนได้ง้างยิง ยังดีที่แนวรับ เชลซี ช่วยกันบล็อคได้ทัน ก่อนใช้จังหวะโต้กลับเล่นงานทีมเยือน แต่ในจังหวะสุดท้ายที่บอลมาถึง ติโม แวร์เนอร์ เจ้าตัวตัดสินใจยิงช้าไปหน่อย แนวรับลิเวอร์พูล เลยลงมาทันช่วยเบรกไว้พอดี

    นาทีที่34 หงส์แดง ยังทำได้ดีกว่าในพื้นที่สุดท้าย โดย โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เอาบอลลงได้ในกรอบเขตโทษฝั่งซ้าย ก่อนเปิดยัดเข้ากลางประตู แต่ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ เข้าชาร์จไม่ถึงบอล บอลเลยผ่านหน้าประตูไปแบบได้แค่เสียว

    อีก 4 นาทีต่อมา ไค ฮาแวร์ตซ์ หลุดขึ้นไปทางด้านขวาก่อนปาดเลียดมาให้ ติโม แวร์เนอร์ ยิงโล่งๆ หลุดกรอบออกไปอย่างน่าผิดหวัง ก่อนที่ผู้ตัดสินจะเป่าเป็นจังหวะที่ ฮาแวร์ตซ์ ล้ำหน้าไปก่อนแล้ว

    ช่วงท้ายครึ่งแรก นาที 45 วีเออาร์ ได้ทำงานครั้งแรก จากจังหวะที่ อันเดรียส คริสเตนเซ่น ไปทำฟาวส์ ซาดิโอ มาเน่ ก่อนถึงกรอบเขตโทษ ตอนแรกผู้ตัดสิน พอล เทียร์นี่ย์ ให้แค่ใบเหลือง แต่หลังจากที่เช็กที่จอวีเออาร์แล้ว พอล เทียร์นี่ย์ มองว่าคริสเตนเซ่น เป็นตัวสุดท้าย เลยเปลี่ยนใจให้ใบแดงโดยตรง ทำให้ เชลซี เหลือ10คนตั้งแต่ท้ายครึ่งแรก

     ลิเวอร์พูล แม้ได้ฟรีคิกในจังหวะต่อเนื่องนี้ แต่ก็ยิงข้ามคานออกไปเอง ทำให้ หมดครึ่งแรก เชลซี ยังเสมอ ลิเวอร์พูล อยู่ 0-0 แต่ตกอยู่ในสถานการณ์เป็นรองเนื่องจากตัวผู้เล่นเหลือน้อยกว่า

    กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง ทั้งสองทีมมีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่น เชลซี ที่เหลือแค่ 10 คนส่ง ฟิคาโย่ โทโมรี่ เซ็นเตอร์แบ็กลงไปเล่นแทน ไค ฮาแวร์ตซ์ ขณะที่ "หงส์แดง" ถอดเอา จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ออกแล้วส่ง ติอาโก้ อัลคันทาร่า แข้งใหม่ป้ายแดงที่ซื้อมาจาก บาเยิร์น มิวนิค ลงสนามเป็นนัดแรก

    นาที 50 ประตูแรกของเกมกลายเป็น ลิเวอร์พูล ที่บุกมาชิงขึ้นนำก่อน 1-0 จากการประสานงานของ 3 แนวรุกหงส์แดง ซาลาห์ แทงบอลทะลุให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ถึงเส้นหลังก่อนครอสมากลางประตูให้ ซาดิโอ มาเน่ โฉบมาโขกบอลหนีมือ เกปาเสียบมุมตาข่าย

    นาที 54 สกอร์ของทีมเยือนนำห่างเป็น 2-0 อย่างรวดเร็ว จากความผิดพลาดของ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ที่พยายามจ่ายเลียดหน้าประตูให้ จอร์จินโญ่ แต่โดน ซาดิโอ มาเน่ วิ่งมาตัดบอลได้ก่อนดาวยิงชาวเซเนกัลจะตามไปซัดโล่งๆเข้าไปไม่เหลือเป็นประตูที่สองของ มาเน่ ในเกมนี้

    นาที 68 "สิงห์บลูส์" มีโอกาสได้ส่องบ้าง เมสัน เมาท์ ได้บอลทางซ้ายก่อนจะปั่นด้วยขวานอกกรอบบอลพุ่งแรงก่อนหล่นบนหลังตาข่ายแบบได้เสียว

    นาที 73 เชลซี มาได้ลูกที่จุดโทษหลัง ติอาโก้ วิ่งมากระแทก ติโม แวร์เนอร์ ล้มลงไปผู้ตัดสินชี้ให้จุดโทษทันที ทว่า จอร์จินโญ่ มือสังหารของเจ้าบ้านดันยิงไปติดเซฟของ อลีสซง ชวดได้ประตูตีไข่แตก ทำให้สกอร์ยังเป็นทีมเยือนบุกมานำ 2-0เหมือนเดิม ซึ่งเป็นการเซฟจุดโทษแรกของนายด่านทีมชาติบราซิลนับแต่ย้ายมาร่วมทีมลิเวอร์พูล

    นาที 82 ติอาโก้ ได้โอกาสยิงบ้างหลังกดด้วยขวานอกกรอบแต่บอลยังหลุดเสาออกไป อีกนาทีต่อมา แทมมี่ อบราฮัม ตัวสำรองของ เชลซี ที่เพิ่งลงมาได้หลุดเข้าไปซัดด้วยขวาแต่ยังไม่ผ่านมือ อลีสซง ที่โชว์ซูเปอร์เซฟอีกครั้ง

    จบเกม เชลซี พ่ายคาบ้านให้ ลิเวอร์พูล 0-2 ส่งผลให้ "หงส์แดง" คว้าชัยสองเกมติดมี 6 คะแนน

     รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม

     เชลซี  (4-3-3) : เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – รีซ เจมส์,  อันเดรียส คริสเตนเซ่น (ใบแดง น.45), เคิร์ต ซูม่า, มาร์กอส อลอนโซ่ – จอร์จินโญ่,  เอ็นโกโล่ ก็องเต้, มาเตโอ โควาซิช – ไค ฮาแวร์ตซ์, ติโม แวร์เนอร์, เมสัน เมาท์

     สำรอง : วิลลี่ กาบาเยโร่, คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, ฟิคาโย่ โทโมรี่, รอสส์ บาร์คลี่ย์, แทมมี่ อับราฮัม, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์

     เทรนเนอร์ : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

     ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อลีสซง เบ็คเกอร์-เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ , ฟาบินโญ่, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน- นาบี เกอิต้า, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม- โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่,ซาดิโอ มาเน่

     สำรอง : อาเดรียน, เคอร์ติส โจนส์, ดิว็อค โอริกี้, ทาคูมิ มินามิโนะ, ติอาโก้ อัลคันทาร่า, เจมส์ มิลเนอร์

     เทรนเนอร์ :  เจอร์เก้น คล็อปป์

     ผู้ตัดสิน : พอล เทียร์นี่ย์

“ฟลิค” ชี้บาเยิร์นฟอร์มไม่แจ่มแม้ซิวถ้วยซูเปอร์คัพ

ฮันซี่ ฟลิค กุนซือ บาเยิร์น มิวนิค ชี้ "เสือใต้" ฟอร์มยังไม่แจ่ม แม้โค่น โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 3-2 ซิวแชมป์ เดเอฟแอล-ซูเปอร์คัพ รับไม่ง่ายเลยสำหรับเกมนี้

ฮันซี่ ฟลิค เฮดโค้ชคนเก่งของ บาเยิร์น มิวนิค เผยว่า ทีมตนยังมีหลายอย่างที่จะต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น ถึงแม้ล่าสุดคว้าแชมป์ เดเอฟแอล-ซูเปอร์คัพ หลังเบียดเอาชนะ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 3-2 ที่สนาม อัลลิอันซ์ อารีน่า เมื่อวันพุธที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา

บาเยิร์น ดูเหมือนจะคว้าชัยชนะได้ไม่ยาก หลังขึ้นนำก่อน 2-0 จากการทำประตูของ โกร็องแต็ง โตลิสโซ่ นาทีที่ 18 และ โธมัส มุลเลอร์ นาทีที่ 32 ทว่าหลังจากนั้นแค่ 7 นาที ดอร์ทมุนด์ ตีไข่แตกได้ จากการยิงสุดเฉียบของ ยูเลียน บรันด์ท

เริ่มครึ่งหลังมาได้แค่ 10 นาที "เสือเหลือง" มาได้ประตูตีเสมอ 2-2 จากการหลุดเข้าไปยิงของ เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ อย่างไรก็ตาม นาทีที่ 82 "เสือใต้" มาได้ประตูชัยจาก โยชัว คิมมิช ทำให้ บาเยิร์น คว้าแชมป์ เดเอฟแอล-ซูเปอร์คัพ มาครองเป็นสมัยที่ 8 และถือเป็นแชมป์รายการที่ 5 (ต่อจาก บุนเดสลีกา, เดเอฟเบ-โพคาล, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และ ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ) ของสโมสรภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน

 "มันไม่ใช่เกมที่ง่ายเลยจริงๆ โดยเฉพาะช่วงครึ่งหลัง" ฟลิค เปิดใจหลังเกม "เราขึ้นนำก่อน 2-0 ก็จริง แต่หลังจากนั้นเราก็เจองานสุดหินเลย แต่สิ่งสำคัญสุดคือเราได้ชัยชนะ นอกนั้นเราจำเป็นต้องทำให้ดีขึ้นอีกในเกมวันอาทิตย์นี้ (เจอ แฮร์ธ่า เบอร์ลิน)"

 

แมนยูอ้วกแตกเจอทั้งปารีสฯ-ไลป์ซิก หงส์ไม่ยาก โด้วัดเมสซี่ ผลจับชปล.สุดซี้ด!

เปิดโผจับติ้ว ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ลิเวอร์พูล เจองานไม่ยากมากนัก ส่วน แมนฯ ยูไนเต็ด อ้วกแตกเจอทั้ง เปแอสเช ไลป์ซิก และ อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์ ขณะที่ ลิโอเนล เมสซี่ จะได้ดวลกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้

สรุปผลการจับสลากฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ฤดูกาล 2020/21 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยจะเล่นตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค. ไปจนถึงวันที่ 9 ธ.ค. นี้

กลุ่ม เอ : บาเยิร์น มิวนิค (เยอรมนี), แอตเลติโก มาดริด (สเปน), เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก (ออสเตรีย), โลโคโมทีฟ มอสโก (รัสเซีย)

กลุ่ม บี :  เรอัล มาดริด (สเปน), ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค (ยูเครน), อินเตอร์ มิลาน (อิตาลี), โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค (เยอรมนี),

กลุ่ม ซี : เอฟซี ปอร์โต้ (โปรตุเกส), แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (อังกฤษ), โอลิมเปียกอส (กรีซ),โอลิมปิก มาร์กเซย (ฝรั่งเศส)

กลุ่ม ดี : ลิเวอร์พูล (อังกฤษ), อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม (ฮอลแลนด์), อตาลันต้า (อิตาลี), มิดทิลแลนด์ (เดนมาร์ก)

กลุ่ม อี : เซบีย่า (สเปน), เชลซี (อังกฤษ), คราสโนดาร์ (รัสเซีย), แรนส์ (ฝรั่งเศส)

กลุ่ม เอฟ : เซนิต เซนต์ ปีเตอร์ส เบิร์ก (รัสเซีย), โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (เยอรมนี), ลาซิโอ (อิตาลี), คลับ บรูช (เบลเยียม)

กลุ่ม จี : ยูเวนตุส (อิตาลี), บาร์เซโลน่า (สเปน), ดินาโม เคียฟ (ยูเครน),  เฟเรนช์วารอส (ฮังการี)

กลุ่ม เอช : ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (ฝรั่งเศส), แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (อังกฤษ), แอร์เบ ไลป์ซิก (เยอรมนี), อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์ (ตุรกี)

ส่อแววกรุ๊ปออฟเดธ!เปิดลิสต์แบ่งโถจับติ้วรอบแบ่งกลุ่มชปล.2020-21

ตอนนี้ได้บทสรุปแล้วว่าโถการจับสลากรอบแบ่งกลุ่มของ แชมเปี้ยนส์ ลีก จะเป็นยังไงบ้าง โดยทีมจากสเปนอยู่ในโถ 1 กับ โถ 2 ถึงโถละ 2 ทีมเลย ส่วนของอังกฤษนอกจาก ลิเวอร์พูล ที่จองโถแรกเอาไว้แล้วนั้น ที่เหลือก็อยู่ในโถ 2 ทั้งหมด ขณะที่โถ 3 มีทีมจาก อิตาลี ถึง 3 ทีมด้วยกัน

หลังจากศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบเพลย์ออฟ ได้บทสรุปไปครบถ้วนเมื่อวันพุธที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา มันก็ทำให้ตอนนี้สามารถจัดแจงโถสำหรับการจับสลากรอบแบ่งกลุ่มได้เป็นที่เรียบร้อย โดยการจับสลากจะมีขึ้นที่เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคมนี้

ทั้งนี้ โถ 1 จะมีทีมจากสเปนถึง 2 ทีม นั่นคือ เรอัล มาดริด กับ เซบีย่า เพราะโถนี้จะเว้นให้เฉพาะทีมแชมป์เก่าของ แชมเปี้ยนส์ ลีก,  ยูฟ่า ยูโรปา ลีก และแชมป์ลีกของชาติที่มีค่าสัมประสิทธิ์สูงเป็นลำดับต้นๆ ของสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) เท่านั้น ซึ่ง เซบีย่า เป็นแชมป์เก่าของ ยูโรปา ลีก ทำให้พวกเขาได้ขึ้นมาอยู่โถ 1 โดยอัตโนมัติ ส่วน ลิเวอร์พูล ก็ได้อยู่ในโถนี้เช่นกันหลังจากซีซั่นก่อนคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ไปครอง

สำหรับโถ 2 นั้นเต็มไปด้วยทีมหินๆ อย่างเช่น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ เชลซี ซึ่งเป็นตัวแทนจากอังกฤษ, 2 ทีมจาก สเปน อย่าง บาร์เซโลน่า กับ แอตเลติโก มาดริด รวมถึง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ทีมดังของเยอรมนี ในขณะที่ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ก็อยู่โถนี้เช่นกัน

ส่วนในโถ 3 ที่เด่นๆ คงจะหนีไม่พ้น 3 ทีมจากอิตาลีที่อยู่ในโถนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น อินเตอร์ มิลาน, ลาซิโอ และ อตาลันต้า นอกจากนี้ แอร์เบ ไลป์ซิก กับ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ก็อยู่ในโถนี้ด้วย ขณะที่ในโถสุดท้ายนั้นมีทีมอย่าง โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค และ โอลิมปิก มาร์กเซย รวมทั้ง แรนส์ ที่ประมาทไม่ได้

ทั้งนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ กราสโนดาร์, มิดทิลแลนด์, อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์ และ แรนส์ จะได้เล่นรอบแบ่งกลุ่มของ แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยพิธีจับสลากจะเริ่มขึ้นตอนราว 17.00 น. ตามเวลามาตรฐานยุโรปตอนกลาง หรือก็คือประมาณ 22.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

สรุปโถสำหรับการจับสลากรอบแบ่งกลุ่มของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2020-21

โถ 1 : บาเยิร์น มิวนิค (เยอรมนี), เซบีย่า (สเปน), เรอัล มาดริด (สเปน), ลิเวอร์พูล (อังกฤษ), ยูเวนตุส (อิตาลี), ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (ฝรั่งเศส), เซนิต เซนต์ ปีเตอร์ส เบิร์ก (รัสเซีย), เอฟซี ปอร์โต้ (โปรตุเกส)

โถ 2 : บาร์เซโลน่า (สเปน), แอตเลติโก มาดริด (สเปน), แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (อังกฤษ), แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (อังกฤษ), ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค (ยูเครน), โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (เยอรมนี), เชลซี (อังกฤษ), อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม (ฮอลแลนด์)

โถ 3 : ดินาโม เคียฟ (ยูเครน), เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก (ออสเตรีย), แอร์เบ ไลป์ซิก (เยอรมนี), อินเตอร์ มิลาน (อิตาลี), โอลิมเปียกอส (กรีซ), ลาซิโอ (อิตาลี), กราสโนดาร์ (รัสเซีย), อตาลันต้า (อิตาลี)

โถ 4 : โลโคโมทีฟ มอสโก (รัสเซีย), โอลิมปิก มาร์กเซย (ฝรั่งเศส), คลับ บรูช (เบลเยียม), โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค (เยอรมนี), อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์ (ตุรกี), มิดทิลแลนด์ (เดนมาร์ก), แรนส์ (ฝรั่งเศส), เฟเรนช์วารอส (ฮังการี)

    *เงื่อนไขการแบ่งกลุ่ม
    – ทีมจากโถเดียวกันไม่สามารถอยู่ในกลุ่มเดียวกันได้
    – ทีมจากชาติเดียวกันไม่สามารถอยู่ในกลุ่มเดียวกันได้
    – ทีมจากรัสเซียและยูเครนจะไม่ถูกจับให้อยู่ในกลุ่มเดียวกันเนื่องจากปัญหาด้านการเมือง ตามการตัดสินของคณะกรรมการฉุกเฉินของ ยูฟ่า เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ปี 2014 โดยกฎนี้จะยกเลิกก็ต่อเมื่อมีความคืบหน้าในทางที่ดี

ไม่เชื่อน้ำยาแมนยู!บ่อนชูทีมเต็ง1แชมป์ชปล.หลังรู้ผลรอบแบ่งกลุ่ม

soccer="1"

หลังจากมีการจับสลากรอบแบ่งกลุ่มของ แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปแล้วนั้น วิลเลี่ยม ฮิลล์ บ่อนรับพนันถูกกฎหมายแห่งหนึ่งก็ชูให้ บาเยิร์น กับ แมนฯ ซิตี้ เป็นเต็ง 1 สำหรับตำแหน่งแชมป์ร่วมกัน ส่วน ลิเวอร์พูล ตามมาติดๆ

บาเยิร์น มิวนิค สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที บุนเดสลีกา เยอรมัน กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยอดทีมของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ต่างก็ถูกยกให้เป็นเต็ง 1 ร่วมสำหรับการได้แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลนี้ไปครอง ด้วยราคา 4/1 (แทง 1 จ่าย 4 ไม่รวมทุน) หลังจากที่มีการจับสลากรอบแบ่งกลุ่มไปเป็นที่เรียบร้อย ตามราคาที่้เปิดโดย วิลเลี่ยม ฮิลล์ บ่อนรับพนันถูกกฎหมายชื่อดังของเมืองผู้ดี

บาเยิร์น มีดีกรีเป็นแชมป์จากเมื่อฤดูกาลก่อน แถมขุมกำลังโดยรวมก็ยังแข็งแกร่งอยู่ ภายหลังนักเตะระดับทีมชุดใหญ่ที่บอกลาทีมไปหลังจบซีซั่นที่แล้วมีเพียง ติอาโก้ อัลกันตาร่า, ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ และ อิวาน เปริซิช เท่านั้น แถมยังได้ ลีรอย ซาเน่ ปีกชาวเยอรมันมาร่วมทัพด้วย ส่วน แมนฯ ซิตี้ ก็เสริมทัพเต็มที่ด้วยการเซ็นทั้ง เฟร์ราน ตอร์เรส, นาธาน อาเค่ และ รูเบน ดิอาส แถม โจเซป กวาร์ดิโอล่า กุนซือชื่อดังก็ยังอยู่กับทีมอีกต่างหาก

นอกจากนี้ ในรอบแบ่งกลุ่มทั้งคู่ก็อยู่ในกลุ่มที่ไม่แข็งมากนักจนไม่น่าจะหลุดจากการเป็น 2 อันดับแรกของกลุ่มไปได้ โดย บาเยิร์น อยู่ในกลุ่ม เอ ร่วมกับ แอตเลติโก มาดริด, เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก และ โลโคโมทีฟ มอสโก ส่วน แมนฯ ซิตี้ ที่อยู่ในกลุ่ม ซี นั้น งานเบากว่าด้วยซ้ำเพราะเพื่อนร่วมกลุ่มประกอบไปด้วย เอฟซี ปอร์โต้, โอลิมเปียกอส และ โอลิมปิก มาร์กเซย ซึ่งปัจจัยทั้งหมดก็ทำให้ทั้ง 2 ทีมถูกยกให้เป็นเต็งแชมป์ร่วมกันในตอนนี้

สำหรับเต็ง 3 ในสายตาของ วิลเลี่ยม ฮิลล์ ได้แก่ ลิเวอร์พูล ที่ราคา 5/1 (แทง 1 จ่าย 5 ไม่รวมทุน) หลังจากที่ตัวหลักของ "หงส์แดง" ยังอยู่กันพร้อมหน้า แถมยังมีแข้งระดับ ติอาโก้ มาเสริมแกร่งอีก ส่วนในรอบแบ่งกลุ่มนั้นงานของพวกเขาก็ไม่ถือว่าหนักมากเกินไป แม้ว่า อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม กับ อตาลันต้า จะมีชื่อชั้นดีก็ตาม ขณะที่ มิดทิลแลนด์ ถูกมองว่าน่าจะเป็นเพียงทีมไม้ประดับเท่านั้น

ทั้งนี้ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง รองแชมป์เมื่อฤดูกาลที่แล้วเป็นเต็ง 4 ในราคา 10/1 (แทง 1 จ่าย 10 ไม่รวมทุน) โดยที่ เรอัล มาดริด ตามมาเป็นเต็ง 5 ด้วยราคา 12/1 (แทง 1 จ่าย 12 ไม่รวมทุน) ส่วน บาร์เซโลน่า กับ ยูเวนตุส เป็นเต็ง 6 ร่วมกันที่ราคา 16/1 (แทง 1 จ่าย 16 ไม่รวมทุน)

สำหรับอัตราต่อรองที่น่าสนใจอื่นๆ นั้น มีอย่างเช่น แอตเลติโก มาดริด กับ เชลซี ที่เป็นเต็ง 8 ร่วมด้วยราคา 20/1 (แทง 1 จ่าย 20 ไม่รวมทุน), แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นเต็ง 10 ที่ราคา 25/1 (แทง 1 จ่าย 25 ไม่รวมทุน) และ อินเตอร์ มิลาน, โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ รวมถึง อตาลันต้า ที่เป็นเต็ง 11 ร่วมกันด้วยราคา 33/1 (แทง 1 จ่าย 33 ไม่รวมทุน) เป็นต้น

อัตราต่อรองแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2020-21 ของ วิลเลี่ยม ฮิลล์ 10 อันดับแรก หลังจากที่มีการจับสลากรอบแบ่งกลุ่มไปแล้ว

    1. บาเยิร์น, แมนฯ ซิตี้ 4/1
    3. ลิเวอร์พูล 5/1
    4. ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 10/1
    5. เรอัล มาดริด 12/1
    6. บาร์เซโลน่า, ยูเวนตุส 16/1
    8. แอต. มาดริด, เชลซี 20/1
    10. แมนฯ ยูไนเต็ด 25/1

แมนยูห่างไม่เห็นฝุ่น! ลิเวอร์พูล เบอร์ 1 ทีมมูลค่านักเตะรวมสูงที่สุดในโลก

สำหรับตอนนี้ต้องยอมรับว่า ลิเวอร์พูล เป็นสโมสรที่ได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วโลก ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกเขาจะกลายเป็นทีมที่มีมูลค่าขุมกำลังนักเตะมากสุดในวงการลูกหนังโลก หลังจากที่พวกเขาเสริมทัพไม่มากแต่เต็มไปด้วยคุณภาพ ในขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตามหลังทัพ "หงส์แดง" และ เชลซี
    "เดอะ เร้ดส์" เพิ่งจะกระชากตัว ดีโอโก้ โชต้า กับ ติอาโก้ อัลกันตาร่า มาเสริมแกร่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ทีมของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ มีมูลค่าในการเสริมนักเตะเพิ่มมากขึ้น ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่มีขุมกำลังแพงที่สุดเกือบ 1,000 ล้านปอนด์ (ราว 38,000 ล้านบาท) จากการเปิดเผยของ ทรานเฟอร์สมาร์ค transfermarkt.com เว็บไซต์แนวประเมินผลงานและค่าตัวของนักฟุตบอลทั่วโลก

    ที่น่าเหลือเชื่อก็คือขุมกำลังของ "เดอะ เร้ดส์" ในเวลานี้มีมูลค่าสูงกว่าขุมกำลัง "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มากกว่า 50 ล้านปอนด์ (ราว 1,900 ล้านบาท) โดยสองสตาร์ของ ลิเวอร์พูล อย่าง ซาดิโอ มาเน่ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ มีอัตราค่าตัวพุ่งไปถึงคนละ 108 ล้านปอนด์ (ราว 4,104 ล้านบาท)

    ขณะที่ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็กขวาจอมแอสซิสต์ ถูกประเมินว่ามีค่าตัวพุ่งไปถึง 99 ล้านปอนด์ (ราว 3,762 ล้านบาท) นอกจากนี้พวกเขายังมีนักเตะมากกว่า 5 รายที่มีค่าตัวพุ่งขึ้นในระดับสูงประมาณ 50 ล้านปอนด์ (ราว 1,900 ล้านบาท)

    ในส่วนของ แมนฯ ซิตี้ ขุมกำลังรวมของพวกเขาตอนนี้มีมูลค่าประมาณ 933.1 ล้านปอนด์ (ราว 35,457.8 ล้านบาท) เหนือกว่า "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า ที่มีมูลค่านักเตะรวมอยู่ที่ประมาณ 910.3 ล้านปอนด์ (ราว 34,591.4 ล้านบาท) ทำให้พวกเขารั้งอยู่ในอันดับ 3

    เมื่อมองไปที่ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ปัจจุบันติดอยู่ในอันดับ 4 โดยขุมกำลังทีมของกุนซือแฟร้งค์ แลมพาร์ด มีมูลค่าอยู่ที่ 825.9 ล้านปอนด์ (ราว  31,384.2 ล้านบาท) หลังจากที่พวกเขาทุ่มเงินคว้าตัวแข้งใหม่มาเสริมทัพถึง 7 คนในช่วงซัมเมอร์นี้ ซึ่งรวมทั้งไค ฮาแวร์ตซ์, ติโม แวร์เนอร์ และ เบน ชิลเวลล์

    สำหรับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พวกเขารั้งอยู่ในอันดับ 7 ด้วยมูลค่านักเตะรวมประมาณ 719.5 ล้านปอนด์ (ราว 27,341 ล้านบาท) ซึ่งต้องยอมรับว่าในเวลานี้พวกเขาอยู่ห่างชั้นกับ ลิเวอร์พูล คู่อริตลอดกาลทั้งเรื่องผลงานในสนามและมูลค่านักเตะโดย "ปีศาจแดง" ตามหลัง "เดอะ เร้ดส์" เกือบ 300 ล้านปอนด์ (ราว 11,400 ล้านบาท) เลยทีเดียว

    นอกจากนี้ทีมของกุนซือโอเล่ กุนนาร์ โซลชา ยังมีอันดับต่ำกว่า "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ที่มีมูลค่านักเตะอยู่ที่ประมาณ 789.5 ล้านปอนด์ (ราว 30,001  ล้านบาท) และ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค เจ้าของทริปเบิ้ลแชมป์เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา จำนวน 754.2 ล้านปอนด์ (ราว 28,659.6 ล้านบาท)

    ขณะที่ "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ มีชื่อติดท็อปเทนจำนวนเงินมูลค่านักเตะรวม 697 ล้านปอนด์ (ราว 26,486 ล้านบาท) ตามหลัง "เปแอสเช" ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่มียอดเงินอยู่ที่ 706.4 ล้านปอนด์ (ราว 26,843.2  ล้านบาท)  และ แอตเลติโก มาดริด จำนวนมูลค่านักเตะรวม 702 ล้านปอนด์ (ราว 26,676 ล้านบาท)

     ส่วนสโมสรอื่นๆ ในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่มีมูลค่านักเตะรวมติดท็อป 20 ได้แก่ "ไอ้ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล จำนวน 582.5 ล้านปอนด์ (ราว 22,135 ล้านบาท) รั้งอันดับ 13, "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน มูลค่านักเตะรวม 442 ล้านปอนด์ (ราว 16,796 ล้านบาท) อันดับ 16 และ "สุนัขจิ้งจอก" เลสเตอร์ ซิตี้ จำนวน 415.2 ล้านปอนด์ (ราว  15,777.6 ล้านบาท)  ติดอันดับ 18

20 อันดับสโมสรที่มีมูลค่านักเตะรวมมากสุดในโลก
อันดับ    สโมสร                มูลค่านักเตะรวม
1    ลิเวอร์พูล                986.7 ล้านปอนด์ (ราว 37,494.36 ล้านบาท)
2    แมนฯ ซิตี้                933.1 ล้านปอนด์ (ราว 35,457.8 ล้านบาท)
3    บาร์เซโลน่า                910.3 ล้านปอนด์ (ราว 34,591.4 ล้านบาท)
4.    เชลซี                825.9 ล้านปอนด์ (ราว  31,384.2 ล้านบาท)
5.    เรอัล มาดริด            789.5 ล้านปอนด์ (ราว 30,001  ล้านบาท)
6.    บาเยิร์น มิวนิค            754.2 ล้านปอนด์ (ราว 28,659.6 ล้านบาท)
7.    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด            719.5 ล้านปอนด์ (ราว  27,341 ล้านบาท)
8.     ปารีส แซงต์-แชร์กแมง            706.4 ล้านปอนด์ (ราว 26,843.2  ล้านบาท)
9.    แอตเลติโก มาดริด            702 ล้านปอนด์ (ราว  26,676 ล้านบาท)
10    สเปอร์ส                697.1 ล้านปอนด์ (ราว  26,489.8 ล้านบาท)
11    อินเตอร์ มิลาน            660.7 ล้านปอนด์ (ราว 25,106.6  ล้านบาท)
12    ยูเวนตุส                594.6 ล้านปอนด์ (ราว 22,594.8  ล้านบาท)
13    อาร์เซน่อล                582.5 ล้านปอนด์ (ราว 22,135 ล้านบาท)
14    โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์            543.4 ล้านปอนด์ (ราว 20,649.2  ล้านบาท)
15    นาโปลี                531.2 ล้านปอนด์ (ราว 20,185.6 ล้านบาท)
16    เอฟเวอร์ตัน                442 ล้านปอนด์ (ราว  16,796 ล้านบาท)
17    แอร์เบ ไลป์ซิก            441.6 ล้านปอนด์ (ราว  16,780.8 ล้านบาท)
18    เลสเตอร์ ซิตี้            415.2 ล้านปอนด์ (ราว  15,777.6 ล้านบาท)
19    เอซี มิลาน                384.9 ล้านปอนด์ (ราว 14,626.2  ล้านบาท)
20    เบนฟิก้า                343.1 ล้านปอนด์ (ราว 13,037.8  ล้านบาท)

 

 

จะได้งานหรือไม่?ผอ.กีฬาแฮร์ธ่าฯยันสนซิวเกิทเซ่จริง

าร์เน่ ฟรีดริช ผู้อำนวยการกีฬา แฮร์ธ่า เบอร์ลิน ระบุ ทีมของตนสนใจดึง มาริโอ เกิทเซ่ มาร่วมทัพจริง แต่เสริมว่าตอนนี้ยังไม่สามารถพูดอะไรมากไปกว่านี้ได้

อาร์เน่ ฟรีดริช ผู้อำนวยการกีฬา แฮร์ธ่า เบอร์ลิน สโมสรแกร่งแห่งศึก บุนเดสลีกา เยอรมัน ยืนยันว่าทีมของตนกำลังพิจารณาที่จะเซ็นสัญญากับ มาริโอ เกิทเซ่ มิดฟิลด์ว่างงานคนดังจริงๆ

เกิทเซ่ กลายเป็นนักเตะไร้สังกัดหลังจากที่หมดสัญญากับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ หลังจบฤดูกาลก่อน ซึ่งถึงแม้เขาจะมีดีกรีที่ยอดเยี่ยมแต่จนถึงตอนนี้เขากลับยังไม่ได้เซ็นสัญญากับทีมไหนเลย โดยที่จริงก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่า บาเยิร์น มิวนิค กำลังคิดที่จะดึงเขากลับไปอยู่กับทีมด้วย แต่ล่าสุด ฮันซี่ ฟลิค เทรนเนอร์ "เสือใต้" ก็ปฏิเสธเรื่องนั้นแล้ว

ฟรีดริช เผยว่า "แน่นอนว่าเขาเป็นนักเตะที่เรากำลังเจรจาด้วย มันก็เหมือนกับที่ผมบอกไปก่อนหน้านี้นั่นแหละว่าเขาเป็นหนึ่งในคนที่เรากำลังให้ความสนใจ ตอนนี้ผมไม่สามารถพูดอะไรมากไปกว่านี้ได้ มารอดูกันดีกว่าว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น"