ปูด! “โซลชา” สะกิดบอร์ดขออีก3ตำแหน่งนำแมนยูคืนชีพ

สื่อดังรายงาน โอเล่ กุนนาร์ โซลชา นายใหญ่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังไม่หยุดสร้างทีมหลังได้ตัว ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค มิดฟิลด์ชาวดัตช์มาเสริมแกร่ง โดยงานนี้เล็งคว้าอีก 3 ตำแหน่งมาร่วมทัพ เพื่อหวังจะนำ "ปีศาจแดง" ก้าวขึ้นมาลุ้นความสำเร็จในฤดูกาลใหม่
               โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม "ผีแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สะกิดบอร์ดบริหารต้องการนักเตะเพิ่มอีก 3 รายเข้ามาร่วมทีม หลังจากที่พวกเขากำลังจะคว้าตัว ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค กองกลางเชิงสูงมาเสริมแกร่ง จากการเปิดเผยของ เดอะ ไทม์ส สื่อดังระดับโลก

              "ปีศาจแดง" เตรียมต้อนรับสมาชิกใหม่มาร่วมทัพ หลังจากที่ ดาวเตะชาวดัตช์วัย 23 ปี กำลังจะย้ายจาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม เพื่อมาเล่นในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ในช่วงซัมเมอร์ ด้วยสนนราคาสมน้ำสมเนื้อประมาณ 40 ล้านปอนด์ (ราว 1,520 ล้านบาท)

              อย่างไรก็ตาม นายใหญ่ชาวนอร์เวย์ ยังมีความต้องการที่จะคว้านักเตะเพิ่มอีกโดยหวังที่จะยกเครื่องขุมกำลังของทีม ด้วยการคว้าผู้เล่นในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็ก, ปีกขวา และแนวรุก มาช่วย แมนฯ ยูไนเต็ด ไล่ล่าความสำเร็จในฤดูกาล 2020/2021

               ในส่วนของแนวรับ "น้าลูกอม" อยากได้กองหลังตัวใหม่เพื่อที่จะมายืนคู่กับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กัปตันทีม เนื่องจากไม่ค่อยเชื่อมั่นในตัวของ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ กับ เอริก ไบยี่ โดยมีรายงานว่าเล็ง ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ แนวรับจอมแกร่งของ แอร์เบ ไลป์ซิก แต่งานนี้ "เร้ด เดวิลส์" ต้องทุ่มเงินพอสมควรเนื่องจากนักเตะยังมีสัญญาอยู่กับต้นสังกัดจนถึงปี 2023

              ขณะเดียวกัน โซลชา ตั้งเป้าที่จะสวมบทม้ามืดในการคว้าตัว ติอาโก้ อัลกันตาร่า กองกลางมากศักยภาพวัย 29 ปี ที่เตรียมโบกมือลา "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค โดยพวกเขาหวังจะปาดหน้า ลิเวอร์พูล ด้วยการทุ่มเงิน 27 ล้านปอนด์ (ราว 1,026 ล้านบาท) แต่ติดปัญหาที่นักเตะมีค่าเหนื่อยสูง

              ส่วนคนสุดท้ายที่ต้องการก็คือ เจดอน ซานโซ่ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของ แมนฯ ยูไนเต็ด มาตลอด แต่ในกรณีนี้พวกเขาต้องทุ่มเงินมหาศาล เพราะ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ต้นสังกัดของนักเตะประกาศจุดยืนชัดเจนหากไม่ได้ค่าตัวกว่า  108 ล้านปอนด์ (ราว 4,104 ล้านบาท) ก็ไม่ปล่อยตัวไปไหนทั้งสิ้น

              ทั้งนี้มีรายงานว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พร้อมที่จะขาย เจสซี่ ลินการ์ด และ อันเดรียส เปเรยร่า สองมิดฟิลด์ของทีม ออกไปจาก "โรงละครแห่งความฝัน" เพื่อนำเงินมาใช้ในการซื้อเป้าหมายที่ต้องการให้ได้

ทริปเบิ้ลแชมป์ยังไม่พอ! เปิดค่าจ้าง ฮันซี่ ฟลิค ได้น้อยแต่ผลงานมหาศาล

ฮันซี่ ฟลิค เทรนเนอร์มือทอง "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ซึ่งนำสโมสรผงาดคว้า 3 แชมป์ในฤดูกาล 2019/2020 ทั้งๆ ที่กุมบังเหียนไม่ถึงปี ได้รับเงินค่าจ้างเพียงแค่ 7.2 ล้านปอนด์ (ราว 273.6 ล้านบาท) ต่อปี เท่านั้น น้อยกว่า โอเล่ กุนนาร์ โซลชา นายใหญ่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยซ้ำ


กุนซือชาวเยอรมัน ถูกตั้งแต่งให้เป็นมือขวาของ นิโก้ โควัช ในเดือนกรกฎาคมปี 2019 ก่อนที่เขาจะเข้ามาคุมทัพแทนหลังจากที่ต้นสังกัดแยกทางกับ โค้ชชาวโครแอต ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน และเพียงไม่ถึงปีก็สามารถพลิกสถานการณ์ของทีมจากที่ไม่มีลุ้นแชมป์กลับมาประสบความสำเร็จอย่างสูงด้วยการคว้าทริปเบิ้ลแชมป์ซึ่งเป็นสมัยที่ 2 ของ บาเยิร์น

ฟลิค ที่ทำงานเป็นมือขวาของ โยอัคคิม เลิฟ เทรนเนอร์ทีมชาติเยอรมนี มานานถึง 8 ปี ได้รับข้อเสนอเซ็นสัญญาถาวร 3 ปีกับ บาเยิร์น เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดย "บิลด์" สื่อดังในเมืองเบียร์ ระบุว่าเจ้าตัวได้รับค่าจ้างประมาณ 7.2 ล้านปอนด์

ผลงานของ ฟลิค ถือว่าสุดยอดมากๆ เพราะเขานำทีมสะกดคำว่าแพ้ไม่เป็นนับตั้งแต่ที่พ่ายให้กับ "สิงห์หนุ่ม" โบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค เมื่อวันที่ 7 ธันวาคมปีที่ผ่านมา และสามารถเก็บชัยชนะ 13 เกมรวดจนทำให้ทีมเข้าวินซิวแชมป์ลีกสูงสุดเมืองเบียร์อย่างยิ่งใหญ่

จากนั้นก็นำยอดทีมแห่งแคว้นบาวาเรีย ปราบ "ห้างขายยา" ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น คว้าแชมป์เดเอฟเบ โพคาล ตามด้วยผลงานชั้นยอดในการปราบ เชลซี (รอบ 16 ทีมสุดท้าย) ไล่ถลุง บาร์เซโลน่า (รอบก่อนรองชนะเลิศ) สอย โอลิมปิก ลียง (รอบรองชนะเลิศ) และเฉือน ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในนัดชิง คว้าโทรฟี่ "บิ๊กเอียร์" มาครอบครอง

สำหรับค่าจ้างของ ฟลิค ต้องบอกเลยว่ายังห่างไกลจาก เป๊ป กวาร์ดิโอล่า อดีตกุนซือบาเยิร์น ที่ปัจจุบันทำงานให้กับ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งได้รับค่าจ้างสูงถึง 20 ล้านปอนด์ (ราว 760 ล้านบาท) ต่อปี ขณะที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่สร้างประวัติศาสตร์นำ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก สมัยแรกในรอบ 30 ปี รับทรัพย์ 15 ล้านปอนด์ (ราว 570 ล้านบาท) ต่อปีเท่ากับที่ สเปอร์ส จ่ายให้กุนซือโชเซ่ มูรินโญ่

ความสำเร็จของ ฟลิค ต้องบอกว่ายิ่งใหญ่เกินคำบรรยายแต่สำหรับค่าจ้างของเขายังน้อยกว่าที่ เอฟเวอร์ตัน จ่ายให้กับ คาร์โล อันเชลอตติ ผู้จัดการทีมชาวอิตาเลียน ที่ได้ค่ามันสมองจำนวน 11.5 ล้านปอนด์ (ราว 437 ล้านบาท) ต่อปี ส่วน เบรนแดน ร็อดเจอร์ส รับเงินจำนวน 10 ล้านปอนด์ (ราว 380 ล้านบาท) ต่อปีจาก เลสเตอร์ ซิตี้

ขณะที่ ลีดส์ ยูไนเต็ด ยินดีปรีดาที่จะทุ่มเงินค่าจ้างเพื่อตอบแทนความสุดยอดของ มาร์เซโล่ บิเอลซ่า ผู้จัดการทีมประสบการณ์สูงที่นำ "ยูงทอง" เลื่อนชั้นขึ้นมาสู่พรีเมียร์ลีก  ด้วยเม็ดเงินจำนวน 8 ล้านปอนด์ (ราว 304 ล้านบาท) ต่อปี

สำหรับ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ซึ่งนำ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทะลุรอบรองชนะเลิศฟุตบอลถ้วย 3 รายการในซีซั่นนี้ (คาราบาว คัพ, เอฟเอ คัพ และ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก) ได้รับค่าจ้างจำนวน 7.5 ล้านปอนด์ (ราว 285 ล้านบาท) ต่อปี

ปูด!ลิเวอร์พูลใกล้ซิว “ติอาโก้” ร่วมทัพอีกไม่กี่สัปดาห์

ลิเวอร์พูล พร้อมที่จะจ่ายเงินค่าตัวตามที่ บาเยิร์น มิวนิค ต้องการเพื่อที่จะดึง ติอาโก้ อัลกันตาร่า มิดฟิลด์เชิงสูงมาปั้นเกมแดนกลางให้กับทัพ "หงส์แดง" โดยงานนี้คาดว่านักเตะจะสลัดน้ำหมึกเซ็นสัญญากับทีมในอีกไม่กี่สัปดาห์นี้
    ลิเวอร์พูล แชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาลล่าสุด เตรียมที่จะเปิดฉากการเจรจาขั้นสุดท้ายกับ บาเยิร์น มิวนิค เรื่องการดึงตัว ติอาโก้ อัลกันตาร่า กองกลางมากประสบการณ์ชาวสแปนิช โดยคาดว่า "หงส์แดง" ใกล้จะนำนักเตะมาสู่ถิ่นแอนฟิลด์ ในเร็วๆ นี้

    ดาวเตะวัย 29 ปี ซึ่งเหลือสัญญากับ "เสือใต้" เพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น แสดงความต้องการที่จะออกไปหาความท้าทายใหม่หลังจากประสบความสำเร็จกับต้นสังกัดตลอดช่วง 7 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะซีซั่น 2019/2020 เขามีส่วนช่วย บาเยิร์น ผงาดคว้าทริปเบิลแชมป์ (บุนเดสลีกา, เดเอฟเบ โพคาล, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก)

    ขณะที่ฝ่าย บาเยิร์น ยอมรับสภาพว่าต้องเสีย ติอาโก้ ออกจากถิ่นอัลลิอันซ์ อารีน่า แน่นอนแล้ว แต่กระนั้นพวกเขาก็อยากจะได้ค่าตัวที่สูงสุดในการปล่อยนักเตะออกไป ซึ่งสื่อหลายสำนักในอังกฤษ รายงานไปในทิศทางเดียวกันว่าจุดหมายปลายทางของ ติอาโก้ มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะไปร่วมงานกับ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม "หงส์แดง" 

    ทั้งนี้สื่อในเมืองผู้ดียังได้ระบุเพิ่มว่า บาเยิร์น มิวนิค พร้อมที่จะยอมรับข้อเสนอจำนวน 27 ล้านปอนด์ (ราว 1,026 ล้านบาท) เพื่อปล่อยตัว ติอาโก้ ออกไป และทางฝั่ง "เดอะ เร้ดส์" ก็ยินดีที่จะจ่ายเงินในจำนวนดังกล่าว พร้อมทั้งจะมีการเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการในอีกไม่กี่สัปดาห์นี้

เมินเลวานฯ!เลิฟชี้ใครควรได้บัลลงดอร์ถ้าไม่ยกเลิก

โยอาคิม เลิฟ กุนซือทีมชาติเยอรมนี ระบุ ในมุมมองของตนนั้น คนที่ควรจะได้รางวัล บัลลง ดอร์ ในปี 2020 ไม่ใช่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ แต่เป็น มานูเอล นอยเออร์ หลังจากที่ นอยเออร์ โชว์ฟอร์มเซฟได้สวยๆ หลายครั้ง

โยอาคิม เลิฟ เทรนเนอร์ทีมชาติเยอรมนี แสดงความเห็นว่า มานูเอล นอยเออร์ ผู้รักษาประตูมือ 1 ของ บาเยิร์น มิวนิค สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ บุนเดสลีกา เยอรมัน คือคนที่สมควรได้รางวัล บัลลง ดอร์ 2020 หากมีการมอบรางวัลดังกล่าวภายในปีนี้ ไม่ใช่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ตามที่หลายคนเชียร์กัน

ฟร้องซ์ ฟุตบอล นิตยสารวงการลูกหนังของฝรั่งเศสซึ่งเป็นผู้มอบรางวัล บัลลง ดอร์ นั้น ประกาศยกเลิกการมอบรางวัลภายในปีนี้เพราะมองว่ามันไม่สามารถตัดสินผลงานอย่างครบถ้วนเหมือนกับปีก่อนๆ ได้ หลังเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จนทำให้บางลีกเตะกันไม่จบ อย่างเช่น ลีก เอิง ฝรั่งเศส เป็นต้น ซึ่งหลายคนเชื่อว่าถ้ามันยังมีการมอบรางวัลกันตามปกติแล้วล่ะก็ เลวานดอฟสกี้ ก็ควรจะได้รางวัลนั้น หลังจากในฤดูกาล 2019-20 เขาทำประตูได้ถึง 55 ลูกจากการลงเล่น 47 นัดในทุกรายการ จนช่วยให้ "เสือใต้" ได้ทั้งแชมป์ลีก, เดเอฟเบ-โพคาล และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปครอง

เลิฟ เผยว่า "มานู ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมตลอดทั้งฤดูกาล 2019-20 เขาเล่นได้เหนือกว่าชาวบ้านจนคนอื่นทาบไม่ติด มันน่าเหลือเชื่อมากๆ ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรกับ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ หรอกนะ เขาเป็นจอมทำประตูระดับโลก แต่สำหรับผมแล้วนักเตะที่เก่งที่สุดในฤดูกาลนี้คือ มานูเอล นอยเออร์ ผลงานของเขาตั้งแต่รอบก่อนรองชนะเลิศเป็นต้นไปในกรุงลิสบอนน่ะมันยอดเยี่ยมมากๆ เขาทำให้มั่นใจว่าจะไม่มีลูกยิงลูกไหนที่ผ่านเขาไปได้"

"เขามีส่วนสำคัญอย่างมากในการที่ทีมได้แชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องดีเมื่อคุณมีนักเตะที่ทำประตูได้ 15 ลูกอย่าง เลวานดอฟสกี้ แต่ มานูเอล ทำได้ดีในตอนที่เจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบากในเกมกับ ลียง และ ปารีสฯ ถ้าไม่ใช่เพราะเขาแล้วล่ะก็ สกอร์มันอาจจะเป็น 0-1 หรือ 1-1 ไปแล้ว คุณจะรู้สึกเลยว่าเขาอยู่ในทุกจุดของปากประตู"

 

เหมาะสม!เลวานควงฟลิคสอยรางวัลทรงเกียรติเยอรมนี

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ หัวหอกตัวเก่ง บาเยิร์น มิวนิค ผงาดคว้ารางวัลนักเตะแห่งปีของเยอรมนี ขณะที่ ฮันซี่ ฟลิค กุนซือคนเก่งเอาชนะ เจอร์เก้น คล็อปป์ คว้ารางวัลโค้ชแห่งปีไปครอบครอง จากการเปิดเผยของ คิกเกอร์ สื่อดังระดับโลก

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กองหน้าชาวโปแลนด์ของ บาเยิร์น มิวนิค ได้รับโหวตคว้ารางวัลนักฟุตบอลแห่งปีของประเทศเยอรมนี หลังจากมีส่วนสำคัญนำ "เสือใต้" ผงาดคว้าทริปเบิลแชมป์ในฤดูกาลนี้ จากการเปิดเผยของ คิกเกอร์ สื่อกีฬาชั้นนำในเมืองเบียร์

สมาคมนักข่าวเยอรมัน ร่วมมือกับ คิกเกอร์  ในการคัดเลือกนักเตะชาวเยอรมันทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งผู้เล่นชาวต่างชาติที่เล่นอยู่ในลีกเมืองเบียร์ที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในทุกๆ ปี สำหรับปีนี้รางวัลตกเป็นของ เลวานดอฟสกี้ ที่ได้รับผลโหวตถึง 276 คะแนนโหวต ซึ่งเป็นสมัยแรกของเจ้าตัวที่ได้รับเกียรตินี้

ขณะที่ โธมัส มุลเลอร์ กองหน้าจอมเก๋าเพื่อนร่วมสังกัด (54 คะแนนโหวต) และ โยชัว คิมมิช  ฟูลแบ็ก "เสือใต้" (49 คะแนนโหวต) คว้าอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ ด้าน ฮันซี่ ฟลิค เทรนเนอร์มือทอง ได้รับโหวตคว้ารางวัล "โค้ชแห่งปี" จากการนำสโมสรผงาดคว้า 3 แชมป์  เอาชนะ เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่นำ ลิเวอร์พูล ปลดแอกคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ สมัยแรกในรอบ 30 ปี

ด้าน เลวานดอฟสกี้ ซึ่งทำผลงานได้อย่างสุดยอดในซีซั่นล่าสุดด้วยการซัดไป 34 ประตูในบุนเดสลีกา, 6 ประตูเกมเดเอฟเบ โพคาล และ 15 ประตูในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เปิดใจว่า " ผมทำงานหนักมากเพื่อพัฒนาฟอร์มการเล่นของผม และเพื่อทีม ซึ่งเล่นได้อย่างสุดยอดทั้งในประเทศ และฟุตบอลถ้วยยุโรป"

 

ฟอร์มเปรี้ยง!เลวานฯสุดมั่นซิวบัลลงดอร์ถ้าหากไม่ยกเลิก

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ หัวหอก บาเยิร์น มั่นใจ ตนควรจะได้รางวัล บัลลง ดอร์ ในปีนี้ถ้าหากไม่มีการยกเลิกการมอบรางวัล เพราะตนทำผลงานได้ยอดเยี่ยมสุดๆ

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กองหน้าชาวโปแลนด์ของ บาเยิร์น มิวนิค สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ บุนเดสลีกา เยอรมัน แสดงความเชื่อว่าตัวเองควรจะได้รางวัล บัลลง ดอร์ ประจำปี 2020 หากยังมีการมอบรางวัลกันอยู่ โดยบอกว่าถ้าตนมีอำนาจในการตัดสินคนที่จะได้รางวัล ตนก็จะมอบรางวัลให้ตัวเอง

ฟร้องซ์ ฟุตบอล นิตยสารวงการลูกหนังชื่อดังของฝรั่งเศสซึ่งเป็นผู้จัดมอบรางวัล บัลลง ดอร์ นั้น ประกาศไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วว่าปีนี้จะไม่มีการมอบรางวัลอันทรงเกียรติ เนื่องจากมองว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มันส่งผลกับเรื่องในสนามตามไปด้วยจนทำให้ไม่สามารถตัดสินเรื่องผลงานอย่างแท้จริงได้ อย่างเช่น ลีก เอิง ฝรั่งเศส ที่เตะกันไม่จบซีซั่น เป็นต้น

 ทั้งนี้ บางคนมองว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ไม่เหมาะสมเท่าไหร่ เพราะแทบทุกลีกก็ยังสามารถเล่นกันจนจบได้ อย่างเช่น คาร์ล-ไฮน์ซ รุมเมนิกเก้ ประธาน บาเยิร์น ที่ให้สัมภาษณ์เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาว่าถ้าเกิดมีการมอบรางวัลกันตามปกติแล้วล่ะก็ เลวานดอฟสกี้ ก็มีโอกาสดีที่จะได้รางวัลนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตของเจ้าตัวเลย ซึ่งล่าสุด เลวานดอฟสกี้ ก็มองว่าตัวเองคู่ควรกับการได้รางวัลลูกฟุตบอลทองคำเหมือนกัน

    หลังจากโดน สปอร์โตเว่ ฟ๊ากตี้ สื่อของโปแลนด์ถามว่าถ้าปีนี้เขามีสิทธิ์มอบรางวัล บัลลง ดอร์ เขาจะมอบรางวัลให้ใครนั้น เลวานดอฟสกี้ ก็ตอบว่า "ให้ผมเองไง ผมได้แชมป์ทุกรายการเท่าที่จะทำด้กับ บาเยิร์น เรากวาดแชมป์ได้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น บุนเดสลีกา, เยอรมัน คัพ และ แชมเปี้ยนส์ ลีก และผมก็เป็นดาวซัลโวสูงสุดของทั้ง 3 รายการนั้นด้วย ผมคิดว่านักเตะที่ทำแบบนั้นได้ก็ควรจะเป็นคนที่ได้ บัลลง ดอร์ ไปครอง"

 

รูนี่ย์ฟันธงแชมป์พรีเมียร์ฯหากแมนซิตี้ได้เมสซี่-ลิเวอร์พูลคว้าติอาโก้

เวย์น รูนี่ย์ ฟันธง แชมป์ พรีเมียร์ลีก ซีซั่นหน้าจะตกเป็นของทีมไหนระหว่าง แมนฯ ซิตี้, แมนฯ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล และ เชลซี พร้อมพูดถึง ลิโอเนล เมสซี่ ที่กำลังมีโอกาสมาค้าแข้งแดนผู้ดี

    เวย์น รูนี่ย์ กองหน้าคนดังของ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ เชื่อว่า ลิเวอร์พูล มีโอกาสคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2020/21 มากสุดหากดึง ติอาโก้ อัลกันตาร่า กองกลางสแปนิช มาจาก บาเยิร์น มิวนิค ได้สำเร็จ โดยมองว่าจะเป็นการเซ็นสัญญาที่ดียิ่งกว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปดึง ลิโอเนล เมสซี่ กองหน้า บาร์เซโลน่า มาเข้าถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม เสียอีก

        อดีตดาวยิง แมนฯ ยูไนเต็ด แสดงความเห็นผ่าน ทอล์คสปอร์ต เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม ที่ผ่านมา หลังโดนถามทีมไหนจะคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ว่า "ผมคิดว่า คงเป็น แมนฯ ซิตี้ ไม่ก็ ลิเวอร์พูล แม้ เชลซี กำลังเซ็นสัญญากับนักเตะดีๆ หลายราย และ แมนฯ ยูไนเต็ด มีนักเตะศักยภาพสูงหลายรายก็ตาม"

        "ผมคิดว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ยังตามหลังพวกเขา ส่วน เชลซี กับนักเตะใหม่คงจะต้องใช้เวลาอีกปีเพื่อทำให้ทุกคนเข้าขากัน ดังนั้นผมจึงคิดว่า จะเป็นการแย่งแชมป์ระหว่า แมนฯ ซิตี้ กับ ลิเวอร์พูล และหาก ลิเวอร์พูล ได้ ติอาโก้ มาจาก บาเยิร์น มิวนิค ผมก็เชื่อว่า พวกเขาจะได้แชมป์ มันจะเป็นการเซ็นสัญญาที่ดีกว่า เมสซี่ มา แมนฯ ซิตี้ เสียอีก" รูนี่ย์ กล่าว

        พร้อมกันนี้ รูนี่ย์ ยังพูดถึง เมสซี่ ว่า "ผมรู้ว่าเขาเริ่มอายุมากแล้ว แต่เขาเป็นนักเตะที่มีทุกอย่าง เขาสามารถสร้างสรรค์โอกาส, ทำประตู, กำหนดเกม และเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมสุดตลอดกาล เขาเป็นหนึ่งในนักเตะไม่กี่คนที่ผมต้องนั่งชมการเล่น เขาและ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ สร้างมาตรฐานที่ผมไม่คิดว่า เราจะได้เห็นกันอีกแล้ว แต่สำหรับผม เมสซี่ มีระดับที่แตกต่างอยู่บ้าง"

เวมบลีย์พี่ปืนถนัด! 7 ประเด็นเด็ดหลังอาร์เซน่อลดวลเป้าชนะลิเวอร์พูลเกมชิงโล่

อาร์เซน่อล คว้าโล่คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ได้เป็นสมัยที่ 16 ในประวัติศาสตร์สโมสรและสูงสุดเป็นอันดับสองในเกาะอังกฤษหลังเอาชนะในการดวลฎีกากับ ลิเวอร์พูล นี่ถือเป็นแชมป์ที่สองของ อาร์เตต้า หลังเพิ่งจะซิวถ้วยเอฟเอ คัพไปเมื่อ 28 วันที่แล้ว เรียกได้ว่าเอาฤกษ์เอาชัยก่อนเปิดฤดูกาล ขณะที่ "หงส์แดง" คงต้องรวบรวมสมาธิกลับมาให้ได้และมุ่งเป้าหมายไปที่การป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีก เกมเมื่อคืนนี้มีอะไรเกิดขึ้นบ้างไปวิเคราะห์ประเด็นที่น่าสนใจกัน
1.มิสเตอร์เวมบลีย์เอาอีกแล้ว

    ประตูสุดสวยของ โอบาเมยอง ในเกมนี้ทำให้เขากลายเป็นนักเตะอาร์เซน่อลที่ยิงประตูในสนาม เวมบลีย์ สเตเดี้ยม มากที่สุดเท่ากับ อเล็กซิส ซานเชซ (5 ประตู) โดยหัวหอกทีมชาติกาบองเพิ่งเหมสองประตูทั้งในรอบรองฯและรอบชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ฤดูกาลที่ผ่านมา นั่นหมายความว่า 5 ประตูที่เขายิงได้มาในช่วง 42 วันหลังสุดนี้เอง

    ปกติแล้ว โอบาเมยอง มักจะไม่ถูกกับการเจอ ลิเวอร์พูล เท่าไหร่นักเนื่องจาก 5 นัดที่ผ่านมาไม่มีชื่อเขาบนสกอร์บอร์ดทั้งการยิงและแอสซิสต์เลย รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 266 นาที จนกระทั่งเกมนี้เจ้าตัวปลดล็อกยิงประตูแรกใส่ลูกทีม เจอร์เก้น คล็อปป์ หลังเกม อาร์เตต้า ออกมาคอนเฟิร์มว่าใกล้ที่จะต่อสัญญาแล้ว ถือเป็นข่าวดีของสาวก “เดอะ กันเนอร์ส” จริงๆ

2.มินามิโนะเริ่มมา

    ในที่สุด ทาคูมิ มินามิโนะ ก็ยิงประตูแรกในการเล่นลีกฟุตบอลอังกฤษเสียทีหลังซัดประตูตีเสมอในเกมนี้ ดาวเตะชาวญี่ปุ่นลงเล่นให้กับสโมสรมาทั้งหมด 15 นัดนับตั้งแต่เซ็นสัญญาร่วมทัพ “หงส์แดง” เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และเมื่อไม่กี่วันก่อนเจ้าตัวออกมายอมรับว่าแม้ทีมจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จแต่ไม่ค่อนประทับใจฟอร์มตัวเองเท่าไหร่นัก

    ประตูนี้ก็น่าจะทำให้ มินามิโนะ มีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น เห็นได้จากตอนดวลจุดโทษ เจ้าตัวซัดตรงกลางประตูด้วยความเยือกเย็นจริงๆ เดอะ ค็อป คงหวังว่าจะได้เห็นอะไรมากขึ้นจากกองกลางชาวญี่ปุ่นในฤดูกาลที่จะถึงนี้

3.มาร์ติเนซจะเป็นมือหนึ่ง?

    ข่าวลือการย้ายทีมของ มาร์ติเนซ เริ่มหนาหูขึ้นเรื่อยๆ ทีมอย่าง ลีดส์ ยูไนเต็ด และ แอสตัน วิลล่า กำลังให้ความสนใจหลังจากนายด่านรายนี้ออกมาเคลียร์ชัดเจนว่าหากเขาไม่ได้เป็นมือหนึ่งที่ “ปืนใหญ่” จะเดินออกจากสโมสรแน่นอน

    นายทวารวัย 27 ปีก้าวขึ้นมาเป็นมือหนึ่งตั้งแต่ แบร์นด์ เลโน่ ได้รับบาดเจ็บยาวพร้อมกับทำผลงานน่าประทับใจจนช่วยพาให้ทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพฤดูกาลที่แล้ว และเมื่อ เลโน่ กลับมาฟิตอีกครั้งเลยกลายเป็นคำถามว่า อาร์เตต้า จะเลือกใครเป็นมือหนึ่งในฤดูกาลที่จะมาถึง อย่างไรก็ตาม มาร์ติเนซ ได้รับโอกาสลงสนามในเกมคอมมิวนิตี้ ชิลด์ และยังมีโชว์เซฟลูกยากๆถึง 3 ครั้งอีกด้วย ยิ่งทำให้กุนซือกดดันหนักทีเดียวในการเลือกนายด่าน ต้องรอดูกันว่าฤดูกาลนี้เขาจะได้สวมเสื้ออาร์เซน่อลต่อหรือไม่?

4.กลางสร้างสรรค์เกมไม่มี

    ลิเวอร์พูลออกสตาร์ทเกมนี้ด้วยกองกลางสามคน จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม, ฟาบินโญ่ และเจมส์ มิลเนอร์ โดยในรายของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ อเล็กซ์ อ๊อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน พลาดลงสนามเนื่องจากมีอาการบาดเจ็บ ขณะที่ เคอร์ติส โจนส์ และ นาบี เกอิต้า เป็นตัวสำรอง ผลที่เกิดขึ้นคือแดนกลางของลิเวอร์พูลเล่นไม่ออก

    มิดฟิลด์ทั้งสามคนนี้แทบจะไม่ได้มีส่วนสนับสนุนเกมรุกเลยทำให้สามประสานในแดนหน้ายิ่งเล่นยากมากขึ้น การขาด เฮนเดอร์สัน และ เกอิต้า เลยทำให้ไม่มีคนพาบอลขึ้นไปแดนหน้า คล็อปป์คงมองเห็นปัญหาแล้วว่าการสร้างสรรค์จากแดนกลางไม่ค่อยมี ไม่แปลกใจที่ ลิเวอร์พูล จะมีข่าวกับ ติอาโก้ อัลกันตาร่า มิดฟิลด์ของบาเยิร์น มิวนิค รอดูกันว่าหงส์แดงจะมีมิดฟิลด์คนใหม่เข้ามาในทีมห่อนเปิดฤดูกาลหรือไม่

5.บทเรียนเนโก

    การขาด เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ในนัดนี้เนื่องจากอาการบาดเจ็บ ส่งผลเสียหายต่อลิเวอร์พูลเป็นอย่างมาก แผนการสร้างเกมรุกของ คล็อปป์ มักจะมาจากริมเส้นเป็นส่วนใหญ่ซึ่งแบ็กทั้งสองข้างจะต้องเติมขึ้นมีส่วนร่วมตลอด แต่เกมนี้มีค่อนข้างน้อยทีเดียว นักเตะดาวรุ่งอย่าง เนโก วิลเลี่ยมส์ ที่ออกสตาร์ทตัวจริงในเกมลีก 3 จาก 5 นัดหลังสุด ยังคงต้องพัฒนาอีกมาก

    เจ้าตัวดูจะเสียความมั่นใจตั้งแต่โดน โอบาเมยอง โยกหลอกและยิงประตูขึ้นนำ เขาเป็นนักเตะที่เสียการครอบครองบอลมากที่สุดในสนาม (3 ครั้ง) เขาเป็นผู้เล่นที่มีเปอร์เซ็นต์จ่ายบอลแม่นยำน้อยที่สุดในทีม (62.5%) คล็อปป์ จึงเลือกเปลี่ยนตัวเขาออกและนำ ทาคูมิ มินามิโนะ ลงสนามแทนหลังผ่านไปหนึ่งชั่วโมงและใช้ โจ โกเมซ​เล่นแบ็กขวาแทน อย่างไรก็ตามเจ้าหนูคนนี้เพิ่งจะอายุ 19 ปีเท่านั้น ยังมีเวลาพัฒนาอยู่มาก หลังจากนี้ก็ต้องเก็บนัดนี้เป็นบทเรียนและพัฒนาตัวเองต่อไป

6.เจอเซียนดวลจุดโทษ

    เกมคอมมิวนิตี้ ชิลด์ 3 จาก 4 ครั้งหลังสุดต้องตัดสินกันด้วยการดวลจุดโทษ ซึ่งเกมนี้ก็มีดราม่าเล็กๆเมื่อ ริอาน บรูว์สเตอร์ ดาวรุ่งฟอร์มแรงที่ในช่วงปรีซีซั่นที่ผ่านมายิงถึง 3 ประตูใน 2 เกม โดย เจอร์เก้น คล็อปป์ ส่งเขาลงสนามในนาทีสุดท้ายเพื่อหวังจะให้ทีมใช้ความคมของเจ้าหนูในการดวลจุดโทษ ทว่าเจ้าตัวดันเป็นคนเดียวที่พลาดจุดโทษทำให้ ลิเวอร์พูล เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปในที่สุด เป็นอีกคนที่ได้รับบทเรียนจากเกมนี้

    ในขณะเดียวกัน อาร์เซน่อล ถือเป็นเซียนเรื่องการดวลจุดโทษเป็นอย่างมาก โดยที่ผ่านพวกเขาชนะ 8 จากการดวลจุดโทษ 10 ครั้งหลังสุดและเกมนี้ก็เป็นอีกครั้งที่พวกเขาทำได้แถมยิงทั้ง 5 คนไม่พลาดเลยด้วย

7.สนามนี้ของปืน

    ช่วงหลังมานี้ ลิเวอร์พูล ไม่ค่อยได้สัมผัสกับชัยชนะที่สนามเวมบลีย์ สเตเดี้ยมเท่าไหร่นัก หลังจากชนะแค่เกมเดียวจาก 8 นัดหลังสุด (ถ้าไม่นับเกมลีก) หมายความว่านับตั้งแต่ “เดอะ เร้ดส์” เอาชนะ เอฟเวอร์ตัน ในเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศปี 2012 พวกเขาก็ยังไม่ชนะที่ เวมบลีย์ อีกเลย

    ในทางกลับกันหากจะเรียกสนามนี้ว่าเป็นรังเหย้าที่สองของ อาร์เซน่อล ก็คงไม่ผิดเนื่องจากพวกเขาชนะ 14 จาก 15 นัดหลังสุดที่นี่ โดยครั้งสุดท้ายที่ “ปืนใหญ่” พ่ายแพ้ที่เวมบลีย์ต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 2011 ในเกมคาร์ลิ่ง คัพนัดชิงชนะเลิศกับ เบอร์มิ่งแฮม

สืบทอดตำนาน! “นาบรี้” โยกสวมเสื้อบาเยิร์นเบอร์ 7

แซร์จ นาบรี้ ปีกดาวดัง บาเยิร์น มิวนิค เปลี่ยนหมายเลขเสื้อเป็นเบอร์ 7 เรียบร้อย สำหรับการสู้ศึกฤดูกาลใหม่ เจ้าตัวรับสุดตื่นเต้นที่ได้เดินตามรอยตำนานปีกคนดังเลือดน้ำหอม

 
บาเยิร์น มิวนิค ยอดสโมสรลูกหนังแห่งเวที บุนเดสลีกา เยอรมัน ประกาศยืนยัน เมื่อวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม ที่ผ่านมาว่า แซร์จ นาบรี้ ปีกตัวเก่งของทีม ได้เปลี่ยนหมายเลขเสื้อจาก 22 เป็น 7 เรียบร้อยแล้ว

การย้ายมาสวมเสื้อเบอร์ 7 ของ นาบรี้ ครั้งนี้ ถือเป็นการเดินตามรอยตำนานปีกของสโมสรอย่าง ฟร้องค์ ริเบรี่ ที่ใช้เบอร์นี้มาตลอดระหว่างเล่นให้ทัพ "เสือใต้" ช่วงระหว่างปี 2007-2019

"ผมกำลังตั้งตารอด้วยความตื่นเต้นที่จะได้สวมเสื้อเบอร์นี้ในอนาคต ฟร้องค์ ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับแฟนบอลมาตลอด และนั่นยิ่งทำให้ผมมีแรงจูงใจมากขึ้น" อดีตแข้ง อาร์เซน่อล เปิดใจผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ บาเยิร์น 

ทั้งนี้ นาบรี้ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดช่วงสองฤดูกาลที่ผ่านมา ภายใต้ยูนิฟอร์ม "เสือใต้" ซึ่งเจ้าตัวลงเล่นให้ทีมไปแล้วทั้งสิ้น 83 นัด ทำได้ 36 ประตู โดยเฉพาะฤดูกาลล่าสุดถือเป็นกำลังสำคัญในการช่วย บาเยิร์น กวาดแชมป์ทั้งสามรายการเป็น "ทริปเปิ้ลแชมป์" ซึ่งประกอบไปด้วย บุนเดสลีกา, เดเอฟเบ โพคาล และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

 

ตัดไปหนึ่ง! บอร์ดบาเยิร์นยอมรับเซ็นเมสซีไม่ไหว

บอร์ดบริหารแชมป์ยุโรปทีมล่าสุด ยอมรับ พวกเขาไม่มีเงินทุนมากพอคว้า ลิโอเนล เมสซี ที่ต้องการย้ายออกจากบาร์เซโลนา
คาร์ล-ไฮนซ์ รุมเมนิกเก้ ประธานบอร์ดบริหารของ บาเยิร์น มิวนิค ยอมรับ สโมสรไม่มีกำลังเงินมากพอคว้า ลิโอเนล เมสซี สตาร์ของบาร์เซโลนา

กัปตันทีมชาติอาร์เจนตินาทำช็อคโลก หลังแจ้งขอฉีกสัญญากับเจ้าบุญทุ่ม ทั้งที่อยู่กับสโมสรมาอย่างยาวนานร่วม 20 ปี ท่ามกลางความสนใจจากทีมเงินถุงเงินถังอย่าง แมนฯ ซิตี้, แมนฯ ยูฯ, เปแอสเช และอินเตอร์ มิลาน

"ไม่" รุมเมนิกเก้ กล่าวผ่าน Tuttosport หลังถูกถามว่าจะร่วมวงล่าเมสซีหรือไม่?

"เราไม่สามารถจ่ายเงินให้กับนักเตะระดับนั้นได้ มันไม่ได้อยู่ในนโยบายและปรัชญาการทำทีมของเรา"

"บอกตามตรง การได้ยินว่าเมสซีจะย้ายออกจากบาร์เซโลนา ทำให้ผมเสียใจนิด ๆ นะ ลีโอเขียนประวัติศาสตร์กับสโมสร และในความคิดของผม เขาควรจบอาชีพอาชีพกับบาร์เซโลนา"

"มันมีเรื่องเกิดภายในสโมสร และผมไม่รู้ว่าคืออะไร นั่นคือเหตุผลที่ผมจะไม่เข้าไปก้าวก่าย"