คู่บุญ! “มูรินโญ่” สะกิดบอร์ดเซ็นปีกทีเด็ดแมนยู

แฟนบอล "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ คงเกิดอาการขนลุกขนพองหลังมีรายงานว่า โชเซ่ มูรินโญ่ นายใหญ่ชาวโปรตุกีส สะกิด แดเนี่ยล เลวี่ ประธานสโมสรให้เปิดการเจรจากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพื่อดึง เจสซี่ ลินการ์ด มาช่วยสร้างสรรค์เกมให้กับสโมสร

เจสซี่ ลินการ์ด ปีกชาวอังกฤษกับ โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีมจอมแท็คติก มีโอกาสได้ที่จะได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง หลัง "เฮียมู" แสดงความสนใจอยากได้นักเตะมาสร้างสรรค์เกมให้กับ "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทเสปอร์ จากการรายงานของ เดลี่ เมล สื่อดังในเมืองผู้ดี

ดาวเตะทีมชาติอังกฤษ ซึ่งเป็นผลผลิตจากศูนย์ฝึกเยาวชนของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เริ่มหมดอนาคตกับทัพ "ผีแดง" โดยเขาได้ลงสนามเป็นตัวสำรองเพียง 2 เกมในศึกพรีเมียร์ลีก นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ และล่าสุดก็ไม่มีชื่ออยู่ในทีมชุดเปิดบ้านแพ้ คริสตัล พาเลซ 1-3 คาสนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ลินการ์ด ยังคงเป็นนักเตะที่ มูรินโญ่ ชื่นชอบ และมีรายงานว่า นายใหญ่ชาวโปรตุกีส ได้เข้าไปบอก แดเนี่ยล เลวี่ ประธานสโมสร ให้เปิดการเจรจากับทีมของกุนซือโอเล่ กุนนาร์ โซลชา เพื่อดึงศิษย์เก่ามาร่วมงานกันในถิ่นท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยม

ลินการ์ด ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นด้วยการซัดไป 13 ประตูจากการลงสนาม 48 แมตช์ภายใต้การกุมบังเหียนของ มูรินโญ่ ในช่วงระหว่างฤดูกาล 2017/2018 ที่โอล์ด แทร็ฟฟอร์ด โดยนอกจาก สเปอร์ส ที่อยากได้ตัวแล้ว เซนิต เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กส ก็พร้อมร่วมวงกระชากตัวด้วยเช่นกัน

 

“ชลบุรี เอฟซี” เหล่าฉลามดาวรุ่งเลือดใหม่ ที่จะกัดไม่ปล่อย

แม้ว่าจะอยู่ในยุคของเปลี่ยนถ่ายเลือดใหม่ ของ "ฉลามชล" ชลบุรี เอฟซี เลยทำให้เป็นอีกหนึ่งยักษ์หลับไม่ได้มีแชมป์ติดมือมาสักระยะหนึ่ง แต่อย่างไรแล้ว การเข้ามาคุมทัพของ "โค้ชเตี้ย" สะสม พบประเสริฐ กุนซือจอมสร้างสีสัน ดูจะเคมีตรงกันกับยอดทีมจากภาคตะวันออก ซึ่งดูแล้วมีทิศทางที่ดีขึ้น

2-3 ปีหลัง นโยบายการพลักดันดาวรุ่งในอะคาเดมี่ ยังเดินหน้าต่อเนื่อง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยผลงานที่ไม่คงเส้นคงวา เพราะชลบุรียังไม่สามารถยกระดับไปต่อกรกับทีมยักษ์ใหญ่เงินหนาของลีกได้ อีกทั้งไม่ได้เฉียดเข้าใกล้แชมป์อย่างที่เคยเป็นมา ซึ่งนั่นก็ทำให้ กระแสของแฟนบอล ที่ขึ้นชื่อว่า เหนียวแน่นที่สุดของไทยลีก ดูจะตกลงไปมากเลยทีเดียว เพราะด้วยปัจจัยหลายๆ อาทิ ดาวรุ่งทดแทนรุ่นพี่ไม่ได้ ไม่มีแข้งซุป’ตาร์ รวมถึงทีมมีนโยบายบริหารเงินที่ไม่ฟุ่มเฟือย การที่จะลงทุนทางลัดด้วยการกว่านซื้อดาวดังมาเพื่อล่าแชมป์ จุดนี้คงเป็นไปได้ยาก

แต่การมาของโค้ชเตี้ย ที่ต้องการเปลี่ยนโฉมทีม พร้อมกับร่วมผลักดันนโยบาย แข้งดาวรุ่ง ผสมผสาน แข้งเก๋า ดูจะมีแววไม่น้อย อย่างแรกที่พวกเขาประสบความสำเร็จคือ การได้กระแสแฟนบอลกลับมาเชียร์ทีมรักเต็มสนามอีกครั้ง ซึ่งภาพที่ปรากฏถือว่า เป็นเวลานานมากๆ แล้ว ที่ไม่ได้เห็นเหล่าแฟนคลับฉลามชล เข้ามาเชียร์ทีมเต็มความจุ ชลบุรี สเตเดี้ยม เช่นนี้ หลังจากที่ทีมของพวกเขาหลุดวงโคจรเป็นทีมลุ้นแชมป์

โดยช่วงที่ลีกเบรคโควิด-19  การเตรียมทีมของฉลามชลยังเข้มข้นเหมือนเดิม สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงแน่ๆ แล้วก็คือวันที่ 12 กันยายน เมื่อลีกกลับมารีสตาร์ทจะได้เห็น เหล่าฉลามดาวรุ่งเลือดใหม่ เรียงหน้าลงสนามกันหลายคนแน่นอน เพราะนี่คงถึงเวลาที่จะต้องเปิดโอกาสให้แข้งยังบลัด ในอะคาเดมี่ที่บ่มเพาะกันมาเก็บเลเวลในเวทีสูงสุด

ซึ่งช่วงวันที่  30 มิถุนายน จัดการเซอร์ไพร์สแฟนๆ ด้วยการ จับ 4 แข้ง ดาวรุ่งพุ่งแรงที่ว่ากันว่า เป็นชุดเยาวชนยุคทอง ดีกรีไม่ธรรมดา กวาดแชมป์เมเจอร์ ในฟุตบอลเยาวชนระดับประเทศมาเกือบทั้งหมด จรดปากาเซ็นสัญญาเรียบร้อย ประกอบไปด้วย ทรงชัย ทองฉ่ำ, ชาญณรงค์ พรมศรีแก้ว, พงศกร ตรีสาตร์ และ ฉัตรมงคล เรืองฐณโรจน์ ต่อเนื่องด้วยโละ บรรดาแข้งตัวเก๋า อาทิ อดุล หละโสะ มงคล นามนวด รวมถึง กรวิทย์ นามวิเศษ ออกจากทีม เพื่อเปิดโอกาสให้แข้งฉลามสายเลือดใหม่ เสียบตำแหน่งของบรรดาพี่ๆ ที่ออกไปอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยนั่นเอง

 "แน่นอนว่า การเซ็นสัญญากับนักเตะทั้ง 4 คน นอกเหนือจะเป็นไปตามนโยบายของสโมสร ที่เราต้องการผลักดันนักเตะดาวรุ่งให้ก้าวขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่อย่างต่อเนื่องแล้ว การเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพในครั้งนี้ ก็จะเป็นอีกแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ ให้กับนักเตะรุ่นน้องๆ ในอะคาเดมี่ มากยิ่งขึ้น"  บทสัมภาษณ์ของ "เสี่ยบอล" คุณศศิศ สิงห์โตทอง ผู้จัดการทีม ผู้อยู่เบื้องหลังดีล 4 แข้งดาวรุ่ง และเป็นหัวเรือใหญ่ในการเดินหน้าลุยนโยบาย กับแข้งเยาวชนของทีมที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสโมสรที่มีอะคาเดมี่ปั้นนักบอลเก่งที่สุดในประเทศ ซึ่งบอสใหญ่ฉลามชลเน้นย้ำจุดนี้มากๆ โดยจุดมุ่งหมายนโยบาย คือ เปิดโอกาสเพื่อต่อยอดสู่ความสำเร็จในอนาคต

ส่วนบรรดาอดีตแข้งดาวรุ่งขึ้นมาก่อนหน้านี้ ก็ยกระดับเป็นแข้งแกนหลักได้บ้างแล้ว อย่าง ภานุพงษ์ พลซา แข้งวัย 26 ปี, "เจ้ายิม" วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ กองกลาง 23 ปี, สหรัฐ สนธิสวัสดิ์ 22 ปี "เจ้าและ" กฤษดา กาแมน กองกลางวัย 21 ปี รวมถึง สัมพันธ์ เกษี อายุ 21 ปี ซึ่งหลายๆ คน ทำผลงานได้ดีในช่วงก่อนปรีซีซั่น ก่อนไทยลีกกลับรีสตาร์ท

ผลงานของ ชลบุรี เอฟซี ใน 4 นัดแรก ไทยลีก ฤดูกาล 2020 มี 6 คะแนน จากผลงานการชนะ 2 นัด และ แพ้ 2 นัด รั้งอยู่ที่ 9 ของตาราง ถ้าหากมองถึงกับการที่พวกเขาต้องการจะกลับมาเป็นยักษ์ใหญ่อีกครั้ง การขอลุ้นเอี่ยวพื้นที่ เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ที่จะเอาอันดับ 1-4 จากเลกแรก ไปเตะปี 2021 ยังถือว่ามีความเป็นไปได้ เพราะเหลืออีก 11 เกมถ้าหาก ลูกทีม และ บรรดาแข้งดาวรุ่ง รักษามาตรฐานการเล่นที่คงเส้นคงวา เป้าหมายในถ้วยเอเชียคงไม่ไกลเกินเอื้อม

 "เรามุ่งมั่นทำผลงาน เพื่อสร้างผลงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย แต่ผมค่อนข้างเชื่อมั่นในผู้เล่นทั้งหมดที่มีอยู่ในทีมของเราตอนนี้ ทุกคนมีคุณภาพ และ ศักยภาพที่ดีพอ ที่จะช่วยกันพา ชลบุรี เอฟซี ทำผลงานให้ออกมาดีกว่า 4 เกมแรก อย่างแน่นอน" "โค้ชเตี้ย" สะสม พบประเสริฐ ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ของสโมสร ถึงภาพรวมของทีมและเป้าหมายหลัก ที่ยังมีอะไรให้ท้าทายต่อจากนี้มากๆ

เหล่าฉลามดาวรุ่งเลือดใหม่จะมีจิตวิญญาณความมุ่งมั่น ดุดัน เกรี้ยวกราด กัดไม่ปล่อย ตามสโลแกนสโมสร ปี 2020 "Bite Til The End" ของทีมหรือไม่ ต้องจับตาอย่ากะพริบ

แข้งไทยผลงานเยี่ยมติดมา 7 นำทีมยอดเยี่ยมไทยลีกแมตช์ที่5

หลังจากพักเบรคโควิดไปหลายเดือนในที่สุดฟุตบอลไทยลีกก็ได้กลับมาแข่งขันกันต่อในแมตช์ที่ 5 และนี่คือรายชื่อผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำสัปดาห์
ผู้รักษาประตู : พีระพงษ์ เรืองนินท์ (สุโขทัย เอฟซี)

หนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ทำให้ สุโขทัย เอฟซี คว้าชัยชนะในแมตช์รีสตาร์ทต้องยกให้ พีระพงษ์ ที่สามารถป้องกันลูกยิงของ เอสซีจี เมืองทองฯ เอาไว้ได้หลายครั้ง และนอกจากนี้ประตูชัยที่ทีมได้ก็มาจากจังหวะที่เจ้าตัวออกบอลเร็วให้ อิ๊บสัน เมโล่ หลุดไปดวลกับเกมรับ กิเลนผยอง ก่อนพังประตูชัยในที่สุด

กองหลัง : นุกูลกิจ ครุฑใหญ่ (สุโขทัย เอฟซี)

ในเกมกับที่พบกับ เอสซีจี เมืองทองฯ ถือได้ว่า นุกูลกิจ คือหัวใจสำคัญในแนวรับของ ค้างคาวไฟ ด้วยผลงานที่โดดเด่นทั้งการตามประกบศูนย์หน้าอย่าง แดร์เลย์ ก็ทำได้ดี นอกจากนี้การยืนตำแหน่งก็ยอดเยี่ยมบล็อกลูกยิงของแนวรับ กิเลนผยองไว้หลายครั้ง และที่จะเห็นได้ชัดคือการเคลียร์บอลจากเส้นประตูจนทำให้ทีมเก็บคลีนชีตไปในที่สุด

กองหลัง : เอเลฟ วิเอรา ซานโตส (สุพรรณบุรี เอฟซี)

สำหรับ ซานโตส ถือว่ามีการยืนปักหลักคุมแผงหลังของสุพรรณบุรีได้อย่างแข็งแกร่ง จนสามารถช่วยทีมเก็บคลีนชีตในเกมกับ สวาทแคท ได้สำเร็จ แม้ว่าทีมจะเสียปราการหลังกัปตันทีมอย่าง เจ้าเชน จากอาการบาดเจ็บจนถูกเปลี่ยนตัวออกช่วงพักครึ่งก็ตาม

กองหลัง : ทัตซูยะ ซาไก (สมุทรปราการ ซิตี้)

ทัตซูยะ ปราการหลังเลือดซามูไรช่วยทีมให้รอดพ้นจากการเสียประตูเอาไว้ได้หลายครั้ง อีกทั้งยังมีจังหวะเข้าสกัดบอล และทำลายเกมของทีมเยือนอย่าง ระยอง เอฟซี จนสามารถช่วย เขี้ยวสมุทร เก็บคลีนชีต และเป็นชัยชนะนัดแรกในซีซั่นนี้ของ สมุทรปราการ อีกด้วย

กองกลาง : โชติภัทร พุ่มแก้ว (สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด)

โชว์ฟอร์มการเล่นได้โดดเด่นมากๆ สำหรับ โชติภัทร พุ่มแก้ว โดยเฉพาะการขึ้นเกมทางฝั่งขวา สามารถป่วนแนวรับ ต่อพิฆาต ได้อย่างน่ากลัว แถมเกมนี้เจ้าตัวก็เป็นผู้โขกประตูชัยช่วย สิงห์ เชียงราย เอาชนะ พีที ประจวบ 1-0 อีกด้วย

กองกลาง : ปฐมพล เจริญรัตนาภิรมย์ (โปลิศ เทโร เอฟซี)

ในเกมกับ การท่าเรือ แม้จะมีปัญหาเรื่องไฟสนามดับช่วงท้ายเกม แต่หากพูดถึงภาพรวมตลอดทั้งเกมแล้วนั้นต้องยกให้ เจ้ามิกกี้ คือหนึ่งแข้งที่โดดเด่นมาก แม้จะไม่ได้ทำประตู แต่ก็มีโอกาสสร้างสรรประตูได้หลายครั้ง และเมื่อไหร่ที่ปล่อยให้ ปฐมพล มีพื้นเล่นเจ้าตัวก็จะโชว์ทักษะการเลี้ยงบอลป่วนแนวรับ สิงห์ เจ้าท่า ได้อย่างดุดันสุดๆ

กองกลาง : ปานเดชา เงินประเสริฐ (สุพรรณบุรี เอฟซี)

โดดเด่นไม่น้อยสำหรับ ปานเดชา เงินประเสริฐ ในเกมกับ นครราชสีมา มาสด้าฯ กับการคุมแดนกลางของ สุพรรณบุรี เล่นทั้งเกมรุกและรับได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเกมนี้เจ้าตัวก็เป็นคนที่ยิงประตูให้ทีมขึ้นนำก่อน 1-0 ด้านเกมรับก็โดดเด่นไม่แพ้กันสามารถตัดเกม และทำลายจังหวะเกมรุกของ โคราช ไว้ได้ตลอดทั้งเกมด้วยเช่นกัน

กองกลาง : สุริยา สิงห์มุ้ย (สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด)

ผลงานเกมนี้ สุริยา ถือว่าเป็นอีกแข้งที่โดดเด่นของ สิงห์ เชียงราย การเติมเกมรุกทางด้านซ้ายถือว่าทำได้ดี มีโอกาสคลอสบอลสวยๆ ให้เพื่อนลุ้นพังประตูอยู่หลายจังหวะ เรื่องเกมรับเมื่อต้องมาเจอกับเพื่อนเก่าอย่าง วิลเลี่ยม เอ็นริเก้ ก็ถือว่าทำได้อย่างยอดเยี่ยม ปิดการขึ้นเกมของ วิลเลี่ยม ไว้อยู่หมัดเลยทีเดียว

กองหน้า : อิ๊บสัน เมโล่ (สุโขทัย เอฟซี)

นอกจากจะเป็นผู้ยิงประตูชัยให้ สุโขทัย คว้าชัยชนะเหนือ เอสซีจี เมืองทองฯ แล้วนั้น ตลอดทั้งเกม อิ๊บสัน เมโล่ ก็มีจังหวะยิงอยู่หลายครั้ง แถมยังปั่นป่วนแนวรับทีมเยือนอยู่ตลอดทั้งเกมอีกด้วย

กองหน้า : กษิเดช เวทยาวงศ์ (สุพรรณบุรี เอฟซี)

ฟอร์มเด่นเข้าตาไม่น้อยสำหรับ กษิเดช เวทยาวงศ์ กับการมีส่วนร่วมทั้ง 2 ประตูที่สุพรรณบุรีเอาชนะโคราช 2-0 โดยหนึ่งในนั้นคือการแหวกสามแนวรับทีมเยือนเข้าไปยิงประตูปิดเกมสุดสวย และนอกจากนี้ตลอดทั้งเกมเจ้าตัวก็ยังมีโอกาสจ่ายบอลสวยๆ ให้เพื่อน พร้อมกับมีการหาจังหวะบวกสกอร์เพิ่มให้กับตัวเองอีกหลายจังหวะด้วยกัน

กองหน้า : แฮร์ลิสัน ไคออน (ชลบุรี เอฟซี)

ไคออน สร้างผลงานได้อย่างน่าประทับใจเมื่อมีส่วนร่วมกับทั้ง 3 ประตูที่ ฉลามชล ได้ในเกมที่เฉือนเอาชชนะ ตราด เอฟซี 3-2 โดยดาวยิงบราซิลเลี่ยนทำคนเดียว 2 ประตูช่วยให้ ชลบุรี เอฟซี พลิกสถานการณ์กลับมาเก็บชัยชนะไปได้สำเร็จ

ไม่ย้าย?ซัวเรซโพสต์เป็นนัยเปล่าจ่อซบยูเวนตุส

หลังจากที่มีข่าวลืออย่างหนาหูว่า หลุยส์ ซัวเรซ จ่อบอกลา บาร์เซโลน่า ไปซบ ยูเวนตุส เต็มแก่ ล่าสุดเจ้าตัวก็โพสต์ข้อความเหมือนจะปฏิเสธถึงเรื่องนั้น

หลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าคนดังของ บาร์เซโลน่า สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ ลา ลีกา สเปน โพสต์เป็นนัยว่าตนไม่ได้กำลังจะย้ายไปอยู่กับ ยูเวนตุส ทีมดังของศึก กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี เหมือนที่มีข่าวลือก่อนหน้านี้แต่อย่างใด

ซัวเรซ ตกเป็นข่าวกับ ยูเวนตุส อย่างหนักตลอดช่วงที่ผ่านมา หลังจากที่เชื่อกันว่า โรนัลด์ คูมัน เทรนเนอร์คนใหม่ของ บาร์เซโลน่า แจ้งกับเขาแล้วว่าจะเป็นส่วนเกินของทีม โดยก่อนหน้านี้ถึงขั้นลือกันด้วยว่าทั้ง 2 ทีมตกลงเรื่องค่าตัวกันได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันพุธที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมา ซัวเรซ โพสต์ภาพตอนที่ตัวเองซ้อมกับ บาร์เซโลน่า ในสภาพที่ยิ้มแย้มสุดขีดลงบน อินสตาแกรม เครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดฮิต พร้อมกับพิมพ์ข้อความ "เมื่อมีข่าวปลอมถูกนำเสนอ" ในบรรทัดแรก ก่อนที่จะต่อด้วย "ผม :" และอีโมจิรูปท่าทางมือและหน้ายิ้ม ในบรรทัดสอง

ไม่มีอะไรในกอไผ่!เอเจนต์ยัน “เลาตาโร่” อยู่อินเตอร์ต่อไป

ไม่ต้องลือกันให้เสียเวลา… คาร์ลอส เบโต้ ยาเก้ นายหน้าของ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ดาวยิงเนื้อหอม อินเตอร์ มิลาน ระบุชัด ซัมเมอร์นี้ตัวนักเตะไม่ย้ายไปไหนแน่นอน หลังมีข่าวเกี่ยวโยงกับสองสโมสรยักษ์ใหญ่แดนกระทิงดุ  

คาร์ลอส เบโต้ ยาเก้ เอเจนต์ของ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ กองหน้าตัวเก่ง อินเตอร์ มิลาน สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ยืนยันว่า นักเตะในความดูแลของตนจะอยู่ช่วยต้นสังกัดต่อไป
 
เมื่อช่วงบ่ายวันจันทร์ที่ผ่านมา เบโต้ ยาเก้ และ โรลันโด้ ซาราเต้ (เอเจนต์อีกคนของ เลาตาโร่) ถูกจับภาพอยู่ที่สำนักงานใหญ่ของ อินเตอร์ ท่ามกลางกระแสข่าวลือที่ว่า พวกเขากำลังเตรียมยื่นข้อเสนอจากทั้ง เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า ในการทาบซื้อ หัวหอกทีมชาติอาร์เจนตินาวัย 23 ปี ให้ "งูใหญ่" พิจารณา และล่าสุด เบโต้ ยาเก้ ได้ออกมาเคลียร์เรียบร้อย สำหรับประเด็นนี้   

"มันเป็นเพียงแค่การพบปะกันเฉยๆ ก็แค่นั้นแหละ มันไม่มีอะไรทั้งนั้นเกี่ยวกับ เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า ขณะที่ เลาตาโร่ ก็จะอยู่ที่นี่กับ อินเตอร์ ต่อไป" เบโต้ ยาเก้ กล่าว

ทั้งนี้ เลาตาโร่ มีค่าฉีกสัญญาอยู่ที่ 111 ล้านยูโร (ประมาณ 4,107 ล้านบาท) ทว่าเงื่อนไขดังกล่าวมีผลบังคับใช้แค่ไม่กี่สัปดาห์ในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งนั่นหมายความว่า เวลาในการล่าตัว เลาตาโร่ สำหรับฤดูกาลนี้ได้หมดลงเรียบร้อย

 

 

แวร์เนอร์แจ่ม-ฮาแวร์ทซ์ยังต้องจูน! 5ข้อหลังเชลซีบุกอัดไบรท์ตัน

แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีมเชลซี นำทัพ "สิงห์บลูส์" ยุคใหม่ที่มาพร้อมกับนักเตะชั้นยอดอย่าง ติโม แวร์เนอร์ กับ ไค ฮาแวร์ทซ์ ลงสนามเปิดตัวในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ครั้งแรก พร้อมกับโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมช่วยให้ทีมไล่ต้อน ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 3-1 ถึงถิ่นเอแม็กซ์ สเตเดี้ยม เมื่อวันจันทร์ที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา

แมตช์นี้ แวร์เนอร์ โชว์ให้เห็นแล้วว่าทำไม "แลมพ์ส" ถึงอยากได้เขามาร่วมทีม โดยเจ้าตัวใช้สปีดเร็วกว่านรกช่วยให้ทีมได้จุดโทษ และเป็น จอร์จินโญ่ สังหารไม่เหลือซาก แต่เจ้าบ้านมาได้ประตูตีเสมอจากการยิงไกลของ เลอันโดร ทรอสซาร์ ซึ่งจังหวะนี้ส่วนหนึ่งมาจาก เกปา อาร์รีซาบาลาก้า นายด่านที่กะจังหวะผิด

อย่างไรก็ตามด้วยคุณภาพของทีมทำให้ เชลซี ได้อีกสองประตูจากความยอดเยี่ยมของ รีซ เจมส์ ที่ยิงไกลสุดสวย และแอสซิสต์ให้  คูร์ท ซูม่า ซัดประตูย้ำชัยชนะ ช่วยให้ทีมเก็บ 3 คะแนนสำคัญ และทำให้พวกเขาคว้าแต้มรวม 2,000 แต้มในพรีเมียร์ลีก จากการเล่น 1,077 เกม ซึ่งเป็นทีมที่สามที่ทำได้ต่อจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (2,234 คะแนน) และ อาร์เซน่อล (2,014 คะแนน)

1.  บทบาทชอง ฮาแวร์ทซ์ ?
ก่อนหน้านี้มีคำถามเกิดขึ้นตอนที่ เชลซี ตัดสินใจเซ็นสัญญาคว้าตัว ไค ฮาแวร์ทซ์ เพลย์เมกเกอร์ชาวเยอรมัน มาร่วมทีม ว่าจะส่งเขาลงเล่นในตำแหน่งไหน ? เพราะแผงกลางของ "สิงโตน้ำเงินคราม" อัดแน่นไปด้วยผู้เล่นคุณภาพชั้นยอดมากมาย

แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือคนหนุ่ม แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพร้อมใช้งาน ฮาแวร์ทซ์ ในตำแหน่งไหนก็ได้ในแผงกองกลาง เนื่องจากนักเตะเป็นผู้เล่นที่มีความสามารถหลากหลาย และสามารถปรับตัวให้เข้ากับตำแหน่งที่ได้รับมอบหมายได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับในเกมแรกของ ฮาแวร์ทซ์ ในศึกพรีเมียร์ลีก "แลมพ์ส" จับเขาลงเล่นทางฝั่งขวาโดยคอยช่วยสนับสนุนกองหน้า ขณะที่ จอร์จินโญ่ กับ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ยืนเป็นตัวคุมจังหวะ นั่นทำให้ ดาวเตะเลือดด๊อยท์ช มีอิสระในการเล่น และทำหน้าที่คอยปั้นเกมให้กับ ติโม แวร์เนอร์, เมสัน เมาท์ และรูเบน ลอฟตัน-ชีค

การที่ ฮาแวร์ทซ์ ถูกจับไปยืนฝั่งขวา ขณะที่ เมาท์ ลงเล่นฝั่งซ้าย และ ลอฟตัน-ชีค เล่นอยู่ตรงกลางทำให้แนวรุกของ "สิงห์บลูส์" อันตรายมากยิ่งขึ้น แม้นักเตะจะมีจังหวะผ่านบอลสวย และการเคลื่อนไหวหาพื้นที่ได้ดี แต่นี่ยังใช่ศักยภาพที่แท้จริงของเขา กระนั้นนี่แค่ช่วงเริ่มต้นกับลูกหนังเมืองผู้ดี คาดว่าคงจะได้เห็นทีเด็ดของยอดแข้งเลือดด๊อทย์ช มากกว่านี้แน่นอน
 

2. ฤดูกาลใหม่ แต่ เกปา ยังออกทะเลเหมือนเดิม
หนึ่งในนักเตะที่ทำผลงานได้น่าผิดหวังของ เชลซี คงหนีไม่พ้น  เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ผู้รักษาประตูชาวสแปนิช ที่โชว์ฟอร์มได้น่าผิดหวังจริงๆ กับแมตช์เยือน ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มีข่าวว่าสโมสรต้องการโกลคนใหม่

นายทวารเลือดกระทิงดุ ย้ายมาร่วมทีมด้วยค่าตัวเป็นสถิติสโมสร แต่ผลงานในเกมชนะ ไบรท์ตัน ถือว่าไม่คุ้มค่าตัวจริงๆ โดยเฉพาะจังหวะที่เสียประตูจากการยิงไกลของ  เลอันโดร ทรอสซาร์ แต่ เกปา ดันพุ่งช้า ส่งผลให้บอลลอยเข้าไปเสียบมุมอย่างงดงาม

ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะ โกลชาวสแปนิช ยังมีจังหวะผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ให้เห็นอยู่เรื่อยๆ หากพูดกันแบบเป็นกลางจังหวะที่ ทรอสซาร์ ยิงไกล หากเป็นผู้รักษาประตูระดับโลก น่าจะสามารถจัดการกับลูกนี้ได้ดีกว่า อดีตนายทวาร แอธเลติก บิลเบา แน่นนอน

ฉะนั้น เกปา น่าจะเป็นปัญหาสำคัญที่ แลมพาร์ด ต้องรีบแก้ไขเป็นการด่วน ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเหตุผลรองรับว่าทำไม กุนซือชาวอังกฤษ ถึงต้องการคว้าตัว เอดูอาร์ด เมนดี้ ผู้รักษาประตูชาวเซเนกัลจากสโมสร แรนส์ มาร่วมทัพให้ได้ในช่วงซัมเมอร์นี้

 3.  ตัวเลือกแบ็กขวาอังกฤษเพิ่มขึ้น
อังกฤษมีผู้เล่นแบ็กขวาชั้นดีเยอะมากในเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็น ไคล์ วอล์คเกอร์, คีแรน ทริปเปียร์, เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และ อารอน วาน-บิสซาก้า แต่ตอนนี้ "ทรี ไลอ้อนส์" มีตัวเลือกชั้นดีอีกได้แก่ รีซ เจมส์ และ ทาริก แลมป์ตีย์ ที่ฟอร์มโดดเด่นเหลือเกิน

 ในรายของ แลมป์ตีย์ มีส่วนสำคัญกับฟอร์มของไบรท์ตัน ในเกมนี้ โดยอดีตเด็กปั้นเชลซี โชว์ฟอร์มได้เด็ดสะระตี่ทั้งๆ ที่อายุเพียงแค่ 19 ปีเท่านั้น โดยเขาเต็มไปด้วยความเร็ว และมีศักยภาพในการเล่นเกมรับได้แข็งแกร่ง และยังเติมเกมรุกได้ดีเยี่ยม มีทักษะดี และกล้าวิ่งทะลุทะลวง สำหรับสถิติของเขาสามารถเสียบสกัดได้ 3 ครั้ง และตัดบอลได้ 3 ครั้งมากว่าเพื่อนร่วมสังกัด ที่สำคัญนักเตะยังเป็นคนแอสซิสต์ให้ ทรอสซาร์ ยิงประตูซะด้วย

ขณะที่ เจมส์ ก็ทำผลงานได้ไม่ธรรมดากับ "สิงโตน้ำเงินคราม" ด้วยวัยแค่ 20 ปี เขากลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่เล่นได้อย่างเฉิดฉาย และถือเป็นฟูลแบ็กที่ครบเครื่องจริงๆ โดยหากมองอย่างเป็นการ "เจ้าหนูรีซ" มีการเล่นเกมรับที่เหนียวแน่นกว่า อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และเล่นเกมบุกได้เยี่ยมกว่า วาน-บิสซาก้า ต้องยอมรับว่ามีสองสิ่งที่สมดุลมากกว่าผู้เล่นทั้งสองคน

นอกจากนี้ เจมส์ ยังมีทีเด็ดในเรื่องของการยิงประตู โดยนักเตะแสดงให้เห็นในจังหวะที่ซัดประตูให้ต้นสังกัดขึ้นนำ 2-1 จากการตะบันเต็มข้อระยะกว่า  25 หลา บอลพุ่งราวกับขี่พายุทะลุฟ้าแหวกอากาศเข้าไปซุกก้นตาข่ายชนิดที่ แม็ทธิว ไรอัน  หมดปัญญาป้องกัน แถมยังแอสซิสต์ให้ คูร์ท ซูม่า ซัดประตูตอกฝาโลงด้วย

ฉะนั้นตอนนี้ อังกฤษ มีตัวเลือกในตำแหน่งแบ็กขวาเยอะมาก และหากทีมเกิดมีปัญหานักเตะตัวหลักบาดเจ็บหรือติดโทษแบน งานนี้ แกเร็ธ เซาธ์เกต ผู้จัดการทีมอังกฤษ สบายใจได้เลยเพราะเขามีตัวเลือกอีก 2 รายทั้ง แลมป์ตีย์ กับ เจมส์ เข้ามาเสียบแทนได้สบายๆ

 4. แนวรับต้องการผู้นำที่แท้จริง
    ตอนนี้ดูเหมือนว่า เชลซี จำเป็นต้องมีผู้นำในเกมรับอย่างแท้จริง แน่นอนว่าหากมองกันอย่างยุติธรรมกองหลังของ "สิงโตน้ำเงินคราม" แมตช์นี้อาจจะผ่านบททดสอบเรื่องสภาพร่างกาย และเทคนิคส่วตัว แต่สอบตกอย่างสิ้นเชิงในเรื่องของการเล่นตามแท็คติกโค้ช

แมตช์นี้ทุกๆ คนคงได้เห็นแล้วว่า อันเดรียส คริสเตนเซ่น กับ  คูร์ท ซูม่า ยังคงมีบางจังหวะที่เล่นกันแบบสับสนโดยเฉพาะเมื่อโดนไบรท์ตันเปิดเกมบุกเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง แถมยังพลาดมหันต์ที่ปล่อยให้ ลูอิส ดังค์ ขึ้นไปโหม่งแบบสบายๆ ไร้ตัวประกบในระยะ 5 หลาเข้าประตู งานนี้เกมคงจะแตกต่างออกไปจากนี้

การที่ปล่อยให้ ดังค์ ได้โหม่งแบบโล่งๆ ในจังหวะฟรีคิกจึงเป็นเหตุผลสำคัญอย่างยิ่งที่ว่าทำไม เชลซี จึงต้องการกองหลังที่มีความเป็นผู้นำ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเซ็นสัญญากับ ติอาโก้ ซิลวา เซนเตอร์แบ็กที่ผ่านประสบการณ์ในเกมลูกหนังมาอย่างโชกโชน

 ฉะนั้น ซิลวา มีความเป็นผู้นำโดยธรรมชาติ และจะช่วยบัญชาเกมรับของทีมให้มีความนิ่ง และเล่นได้ตามแท็คติกที่โค้ชสั่ง อย่างไรก็ตามสิ่งแรกที่ เชลซี ต้องลุ้นที่สุดก็คือตอนนี้ ดาวเตะชาวบราซิเลียน ยังไม่สามารถลงเล่นให้ทีมได้ เพราะสภาพร่างกายยังไม่ฟิต

    อย่างไรก็ตามหาก อดีตสตาร์ เอซี มิลาน และ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง พร้อมลงสนามเมื่อไหร่ เชื่อว่าเขาจะทำหน้าที่คอยควบคุมและสั่งการเพื่อให้แผงกองหลังมีการเล่นที่เหนียวแน่นมากยิ่งขึ้น และยังช่วย เกปา (หากยังไม่โดนดร็อป) ไม่ต้องเจอกับงานหนัก

 5. แวร์เนอร์ โชว์ของตั้งแต่เกมแรก
สำหรับการลงเล่นเกมแรกในพรีเมียร์ลีก เหมือนกับ  ฮาแวร์ทซ์ นั้น แวร์เนอร์ แสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถปรับตัวกับการเล่นในลีกที่แตกต่างได้อย่างรวดเร็ว และแน่นอนว่าสามคะแนนในแมตช์นี้ส่วนหนึ่งมาจากฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมของเขา

ในตอนแรกที่เห็นรายชื่อแนวรุก "สิงห์บลูส์" มี รูเบน ลอฟตัน-ชีค ลงเป็น 11 ตัวจริง ทำให้หลายคนค่อนข้างแปลกใจ และรู้สึกเป็นห่วงว่า ดาวเตะดีกรีทีมชาติอังกฤษ กับ แวร์เนอร์ จะสามารถประสานงานกันได้ไหม โดยหากมองภาพรวมแล้ว ทั้งคู่ดูเหมือนจะเล่นเข้าขากัน แต่สำหรับ ลอฟตัน-ชีค ฟอร์มส่วนตัวน่าผิดหวังมากๆ เพราะเล่นแย่ และมักจะจับบอลพลาดบ่อยๆ

สวนทางกับ แวร์เนอร์ ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพชั้นยอดโดยเขาเต็มไปด้วยความรวดเร็วซึ่งทุกๆ สายตาคงได้เห็นแล้วจากจังหวะที่ช่วยให้ต้นสังกัดได้จุดโทษ นอกจากนี้ ดาวเตะเลือดด๊อยท์ช ยังแสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทในการวิ่งไล่บี้คู่แข่งตลอดทั้งเกม รวมไปถึงการเคลื่อนที่หาช่องว่างอย่างชาญฉลาด และการสร้างโอกาสให้กับเพื่อนร่วมทีม

 อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าเสียดายในแมตช์นี้ของ อดีตสตาร์แอร์เบ ไลป์ซิก ก็คือการที่เจ้าตัวไม่สามารถซัดประตูในเกมแรกภายใต้สีเสื้อ "สิงโตน้ำเงินคราม" ได้ แต่หากนักเตะยังคงรักษาฟอร์มแบบนี้ต่อไป อีกไม่นานคงจะได้เห็นชื่อเขาบนสกอร์บอร์ดแน่นอน 
 

เก็บตกวันผีโดนวิลล่าสอย

ย้อนกลับไปเมื่อวันเสาร์ แมนฯ ยูไนเต็ด พ่ายแพ้ แอสตัน วิลล่า ในเกมอุ่นเครื่องที่ วิลล่า พาร์ค

1. ในภาพคือผู้เล่น 11 ตัวจริงในระบบ 4-2-3-1 โดย สก๊อตต์ แม็คโทมิเนย์ กับ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค เล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางคู่กัน แต่ที่น่าสนใจคือ มาร์คัส แรชฟอร์ด ในตำแหน่งหน้าต่ำ (บางมีผังในทีวีอาจขึ้นผิดก็ได้ เพราะในสนาม เจสซี่ ลินการ์ด อาจเป็นหน้าต่ำ แดน เจมส์ เป็นหน้าขวา และ ‘แรช’ อยู่ทางซ้ายตามถนัด)

ดีน เฮนเดอร์สัน เฝ้าเสา ลุค ชอว์ หายเจ็บกลับมาแล้ว ส่วนบนม้านั่งสำรองคือดาวรุ่งเกือบจะล้วนๆ

2. ผู้เล่นตัวหลักที่หายไปคือ ดาบิด เด เคอา, อารอน วาน-บิสซาก้า, วิคตอร์ ลินเดเลิฟ, เอริก ไบยี่, ปอล ป๊อกบา, เนมานย่า มาติช, เฟร็ด, เมสัน กรีนวู๊ด, บรูโน่ แฟร์นันด์ส และอ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

3. รายงานว่า ลุค ชอว์ ผอมเพรียวและเล่นได้ดี ขณะที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ก็พอใจในฟอร์มการเล่นของ ‘ดีวีบี’ ส่วน ปอล ป๊อกบา หายจากโควิด และกลับมาซ้อมได้แล้วนะครับ

4. แจ็ค กรีลิช ลงเล่นในเกมนี้ด้วย แต่คนทำประตูชัยให้ แอสตัน วิลล่า เป็นกองหน้าคนใหม่อย่าง โอลลี่ วัตกิ้นส์ ซึ่งหากใครได้เห็นไฮไลท์การทำประตูนี้จะพบว่าปราการหลังอย่าง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ได้แต่ยืนมองเฉยๆ

5. แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ได้จุดโทษในเกมนี้นะครับ แม้ซีซั่นที่แล้วพวกเขาจะได้จุดโทษมากที่สุดถึง 22 ครั้ง

สาหัส!แลมพาร์ดรับ4แข้งชวดฉะลิเวอร์พูล

แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือ เชลซี ก้มหน้ารับ เบน ชิลเวลล์, คริสเตียน พูลิซิช, ฮาคิม ซิเย็ค และ ติอาโก้ ซิลวา จะไม่พร้อมลงเล่นในเกมกับ ลิเวอร์พูล แต่ ติโม แวร์เนอร์ มีความฟิตที่น่าพอใจจนพร้อมช่วยทีม

แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม เชลซี เปิดเผยว่า เบน ชิลเวลล์, คริสเตียน พูลิซิช, ฮาคิม ซิเย็ค และ ติอาโก้ ซิลวา จะอดช่วยทีมในเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ทีมของตนมีคิวเปิดรัง สแตมฟอร์ด บริดจ์ เจอกับ ลิเวอร์พูล วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายนนี้

4 คนดังกล่าวต่างก็ไม่มีชื่อในเกมแรกของฤดูกาลนี้ที่ เชลซี บุกไปชนะ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 3-1 เมื่อวันจันทร์ที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมาไปแล้วหลังจากที่พวกเขาโดนอาการบาดเจ็บเล่นงาน ซึ่งตอนแรกบางฝ่ายมองว่าพวกเขาอาจจะหายทันช่วยทีมในนัดสำคัญกับ ลิเวอร์พูล

แลมพาร์ด เผยว่า "เบน ชิลเวลล์ ไม่พร้อมสำหรับเกมนี้ คริสเตียน พูลิซิช ก็ไม่พร้อมเหมือนกัน เราหวังว่าพวกเขาจะซ้อมได้และมีอาการดีขึ้นในอีกไม่กี่วันต่อจากนี้ ฮาคิม ซิเย็ค เองก็ยังไม่พร้อมเหมือนกัน ส่วน ติโม แวร์เนอร์ มีความฟิตที่ดี"

พอโดนถามเพิ่มว่า ซิลวา พร้อมลงเล่นหรือไม่ แลมพาร์ด ก็ตอลบว่า "เขา (ซิลวา) ซ้อมกับเรามา 3 หรือ 4 วันแล้ว เรากำลังทำงานเรื่องสภาพความฟิตของเขาอย่างเต็มที่ แต่เกมกับ ลิเวอร์พูล ยังถือว่าเร็วเกินไปสำหรับเขา"

ไม่ขอโทษ!เนย์มาร์ลั่นอยากชกหน้าแข้งเหยียดผิว

เนย์มาร์ ดาวเตะ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ไม่คิดที่จะขอโทษกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้น โดยบอกว่าอยากอัดหน้า อัลบาโร่ กอนซาเลซ ด้วยซ้ำ พร้อมยืนกรานว่าโดนแข้ง มาร์กเซย เหยียดผิวจริงๆ

เนย์มาร์ กองหน้าคนดังของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง กล่าวว่าที่จริงตนอยากชกหน้า อัลบาโร่ กอนซาเลซ ปราการหลัง โอลิมปิก มาร์กเซย ด้วยซ้ำ หลังจากที่ เนย์มาร์ กล่าวหาว่าอีกฝ่ายเหยียดผิวตนระหว่างเกม ลีก เอิง ฝรั่งเศส นัด เลอ คลาสสิก ที่ทัพ "เปแอสเช" แพ้ "โอแอ็ม" 0-1 คารัง ปาร์ก เดส์ แพร็งซ์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน ที่ผ่านมา

นัดดังกล่าวได้รับการจับตามองจากหลายฝ่ายเพราะมันถือเป็นเกมใหญ่ของลีกแดนน้ำหอม แต่กลับกลายเป็นว่าสิ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของเกมนี้คือเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของครึ่งหลัง โดยที่มีนักเตะโดนไล่ออกจากสนามถึง 5 คน แบ่งเป็น 2 คนของ มาร์กเซย และของ ปารีสฯ 3 ราย

สำหรับ เนย์มาร์ นั้น เป็นหนึ่งในนักเตะของเจ้าถิ่นที่โดนไล่ออก โดยตอนแรกเขาไปตบด้านหลังศีรษะ อัลบาเรซ ที่ตอนนั้นกำลังมีปากเสียงกับ เลอันโดร ปาเรเดส เพื่อนร่วมทีมของ เนย์มาร์ จนทำให้แข้งชาวสแปนิชโมโหสุดๆ และหันมาพูดบางอย่างกับอดีตแข้ง บาร์เซโลน่า ด้วยความเดือดดาล ซึ่งดาวเตะทีมชาติบราซิลก็ตวาดกลับไปเช่นกัน

ที่จริงตอนแรกกรรมการไม่เห็นชอตที่ เนย์มาร์ ตบหัวอีกฝ่าย แต่พอมาเช็กกับกล้องข้างสนามและทีมงานวีเออาร์แล้วนั้นเชิ้ตดำก็ชักใบแดงไล่ เนย์มาร์ ทันที ซึ่งในตอนที่เดินออกจากสนาม เนย์มาร์ ก็ไปบอกกับหนึ่งในทีมงานผู้ตัดสินว่าเขาโดน กอนซาเลซ เหยียดผิวใส่

ทั้งนี้ หลังจากจบเกมไปแล้วนั้น เนย์มาร์ ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะขอโทษอีกฝ่าย โดยกล่าวบน ทวิตเตอร์ เครือข่ายสังคมออนไลน์ชื่อดังว่า "สิ่งเดียวที่ทำให้ผมเสียใจคือการไม่ได้ชกหน้าไอ้เวรตะไลนั่น"

นอกจากนี้ เนย์มาร์ ยังโพสต์เพิ่มด้วยว่าเขาโดน อัลบาเรซ เหยียดผิวจริงๆ "วีเออาร์ จับจังหวะที่ผมแสดง -ความก้าวร้าว- ได้อย่างง่ายดาย เอาล่ะ ตอนนี้ผมก็อยากจะเห็นภาพที่ไอัคนเหยียดผิวเรียกผมว่า -โมโน ฮิโต้ เดอ ปูต้า" (ภาษาสเปน แปลว่าไอ้ลิงจ๋อหน้าตัวเมีย) เหมือนกัน ผมอยากเห็นชอตนั้น!"

ขณะเดียวกัน ผู้บรรยายเกมการแข่งขันของ เทเลฟุต สื่อชื่อดังของฝรั่งเศสก็บอกเช่นกันว่า กอนซาเลซ เหยียดผิว เนย์มาร์ จริงๆ โดยอ้างว่า กอนซาเลซ ใช้คำว่า "ไอ้ลิงจ๋อโสโครก" อย่างไรก็ตาม กอนซาเลซ โพสต์ทาง ทวิตเตอร์ ว่าไม่ได้เหยียดผิวอีกฝ่ายเลย โดยบอกว่า "มันไม่มีที่ว่างให้กับการเหยียผิว ผมมีอาชีพการค้าแข้งที่ใสสะอาดทุกวันร่วมกับเพื่อนร่วมทีมและเพื่อนๆ หลายคน บางครั้งคุณก็ต้องเรียนรู้ที่จะแพ้ และยอมรับมันในสนาม วันนี้เป็นการได้ 3 แต้มที่ยอดเยี่ยม

น้องใหม่ล่าชัย! ลีดส์จัดทัพใหญ่รับมือฟูแล่มใส่2แข้งใหม่บู๊

ศึกสองน้องใหม่ "ยูงทอง" ลีดส์ ยูไนเต็ด พร้อมเปิดศึก "เจ้าสัวน้อย" ฟูแล่ม หลังปราชัยเกมประเดิมลีกสูงสุดมาทั้งคู่ ความพร้อมเกมนี้ของทั้งคู่เป็นอย่างไร แนวโน้มทีมตัวจริงใครได้ลงสนามบ้างไปดูกัน

    ปรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
    วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2563 
    ลีดส์ ยูไนเต็ด – ฟูแล่ม
    ถ่ายทอดสด : True Premier HD1 (เวลา : 21.00 น.)

    สนาม : เอลแลนด์ โร้ด 

 

    มาร์เซโล่ บิเอลซ่า กุนซืออาร์เจนไตน์มากประสบการณ์สูงของลีดส์ ยูไนเต็ด พาทีมออกสตาร์ทพรีเมียร์ลีกซีซั่นใหม่ ด้วยการบุกไปพ่ายลิเวอร์พูลหวุดหวิด 3-4 แต่เป็นการแพ้ที่สร้างความประทับใจให้แฟนๆอย่างเต็มที่ ก่อนผิดหวังต่อเนื่อง จากการแพ้จุดโทษฮัลล์ ซิตี้ หลังเสมอ 1-1 ใน 90 นาทีตกรอบลีก คัพไปอีก  

    ความพร้อมเกมนี้ คุณลุงบิเอลซ่าต้องลุ้นความพร้อมของเลียม คูเปอร์ กองหลังกัปตันทีมที่มีอาการเจ็บน่องรบกวน ส่วนอดัม ฟอร์ชอว์ ที่เจ็บสะโพกยังต้องพักยาว

    การจัดทัพก็แน่นอนว่าต้องมีการปรับ หลังแกเปลี่ยนยกชุดทั้ง 11 ตัวเมื่อมิดวีก เพื่อเปิดโอกาสให้พวกตัวสำรองและดาวรุ่งได้ลงสนามกันอย่างเต็มที่  

    ทำให้บรรดาตัวหลัก ซึ่งสร้างความลือลั่นที่แอนฟิลด์ ไม่ว่าจะเป็นลุค อายลิ่ง กัปตันทีม, โรบิน ค็อค, คัลวิน ฟิลลิปส์, เอลแดร์ กอสต้า, มาเตอุสซ์ คลิช, แจ็ค แฮร์ริสัน และ แพทริค แบมฟอร์ด ต่างพร้อมคัมแบ็กตามปกติ 

    ฝั่ง สกอตต์ พาร์เกอร์ กุนซือฟูแล่ม พาทีมออกสตาร์ทได้อย่างน่าผิดหวังแพ้อาร์เซน่อลคารัง 0-3 แต่เรียกความมั่นใจกลับคืนมาได้เล็กน้อย หลังบุกไปเชือดอิปสวิช 1-0 ในเกมลีก คัพ 

    สภาพทีมเกมนี้ สกอตตี้ไม่มีปัญหาอะไรรบกวนเพิ่มเติม แต่ก็จะมีการปรับจากเมื่อมิดวีกแน่นอน 

    พวกแกนหลักที่ได้พัก อย่างทิม รีม, ไมเคิ่ล เฮ็คเตอร์, โจ ไบรอัน, ทอม แคร์นี่ย์ กัปตันทีม, จอช โอโนมาห์ และ อิวาน กาวาเลยโร่ ต่างพร้อมคัมแบ็ก   

    ส่วน 2 แข้งใหม่ที่ได้ประเดิมไปแล้วในเกมลีก คัพ ทั้งอัลฟงส์ อเรโอล่า ประตูทีมชาติฝรั่งเศส และ เคนนี่ เตเต้ แบ็กขวาฮอลแลนด์ น่าจะได้ยึดตัวจริงต่อเนื่อง

    รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    ลีดส์ ยูไนเต็ด (4-1-4-1) : อิลล็อง เมสลิเย่ร์ – ลุค อายลิ่ง, โรบิน ค็อค, ปาสกาล สตรุยจ์ค, สจ๊วร์ต ดัลลัส – คัลวิน ฟิลลิปส์ – เอลแดร์ กอสต้า, ปาโบล เอร์นานเดซ, มาเตอุสซ์ คลิช, แจ็ค แฮร์ริสัน – แพทริค แบมฟอร์ด 
    ผู้จัดการทีม : มาร์เซโล่ บิเอลซ่า   

    ฟูแล่ม (4-2-3-1) : อัลฟงส์ อเรโอล่า – เคนนี่ เตเต้, ทิม รีม, ไมเคิ่ล เฮ็คเตอร์, โจ ไบรอัน – แฮร์ริสัน รีด, ทอม แคร์นี่ย์ – นีสเก้นส์ เกบาโน่, จอช โอโนมาห์, อิวาน กาวาเลยโร่ – อเล็กซานดาร์ มิโตรวิช  
    ผู้จัดการทีม : สกอตต์ พาร์เกอร์ 

    ผู้ตัดสิน : แอนโธนี่ เทย์เลอร์ 

    ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด

    27/06/20 ลีดส์ ยูไนเต็ด 3 – 0 ฟูแล่ม (แชมเปี้ยนชิพ)
    21/12/19 ฟูแล่ม 2 – 1 ลีดส์ ยูไนเต็ด (แชมเปี้ยนชิพ)
    04/04/18 ฟูแล่ม 2 – 0 ลีดส์ ยูไนเต็ด (แชมเปี้ยนชิพ)
    16/08/17 ลีดส์ ยูไนเต็ด 0 – 0 ฟูแล่ม (แชมเปี้ยนชิพ)
    08/03/17 ฟูแล่ม 1 – 1 ลีดส์ ยูไนเต็ด (แชมเปี้ยนชิพ)

    ผลงาน 5 นัดหลังสุด

    ลีดส์ ยูไนเต็ด 
    17/09/20 เสมอ ฮัลล์ ซิตี้ 1-1 (เหย้า) ลีก คัพ 
    12/09/20 แพ้ ลิเวอร์พูล 3-4 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
    01/09/20 แพ้ สโต๊ค ซิตี้ 0-3 (เยือน) กระชับมิตร 
    23/07/20 ชนะ ชาร์ลตัน 4-0 (เหย้า) แชมเปี้ยนชิพ
    19/07/20 ชนะ ดาร์บี้ 3-1 (เยือน) แชมเปี้ยนชิพ

    ฟูแล่ม 
    17/09/20 ชนะ อิปสวิช 1-0 (เยือน) ลีก คัพ  
    12/09/20 แพ้ อาร์เซน่อล 0-3 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
    29/08/20 เสมอ เอ็มเค ดอนส์ 2-2 (เหย้า) กระชับมิตร 
    05/08/20 ชนะ เบรนท์ฟอร์ด 2-1 (สนามกลาง) แชมเปี้ยนชิพ
    31/07/20 แพ้ คาร์ดิฟฟ์ 1-2 (เหย้า) แชมเปี้ยนชิพ