คิง เพาเวอร์สานพลังบอลไทยไป เลสเตอร์ ซิตี้

สโมสรฟุตบอล เลสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การบริหารงานของกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ จัดงานแถลงข่าว "สานพลังบอลไทย ไป เลสเตอร์ ซิตี้" เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมศักยภาพนักเตะไทย โดยเปิดโอกาสให้ 3 นักเตะดาวรุ่งอย่าง "เช็ค" สุภโชค สารชาติ, "อาร์ม" ศุภชัย ใจเด็ด และ "แบงค์" ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา  เดินทางไปทดสอบฝีเท้ากับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ หลังฟุตบอลไทยลีกจบการแข่งขันฤดูกาล 2020 เป็นเวลา 1 เดือน

คุณอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสรฟุตบอล เลสเตอร์ ซิตี้ กล่าวว่า "เราเชื่อมั่นในศักยภาพของคนไทย และความตั้งใจแรกของเราที่เข้าบริหารสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ คือเราจะสนับสนุนความสามารถของนักเตะไทย เลสเตอร์ ซิตี้ ให้ความสำคัญกับบุคลากรและการพัฒนาศักยภาพของนักเตะรวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่จะมาพัฒนาทักษะ ซึ่งเรามองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการลงทุนด้านฟุตบอลระยะยาว ปัจจุบันเรามีศูนย์ฝึกซ้อมแห่งใหม่ที่ทันสมัยที่สุดในยุโรป และมีศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬาที่ดีที่สุดเพื่อให้นักเตะทุกคนสามารถฟื้นฟูร่างกายได้ในทุกช่วงเวลา"

"การที่ 3 นักเตะดาวรุ่งได้ไปทดสอบฝีเท้าที่เลสเตอร์ ซิตี้ นับว่าเป็นโอกาสที่นักเตะจะได้โชว์ฝีเท้าและความสามารถของตัวเองในระดับยุโรป ถ้าผลการทดสอบออกมาตามเกณฑ์ จะสนับสนุนให้ไปเล่นต่อที่สโมสรในยุโรป อาทิสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ และสโมสรฟุตบอลโอเอช ลูเวิน ประเทศเบลเยียม ในอนาคต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของทั้ง 3 คน ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีหากการทดสอบไม่ประสบความสาเร็จอย่างน้อยก็มีรายชื่ออยู่ในฐานระบบ Scouting ของยุโรป ที่ผ่านมาเลสเตอร์ ซิตี้ เราเล็งเห็นถึงศักยภาพของคนไทยในด้านกีฬามาโดยตลอด โครงการต่างๆ ที่เลสเตอร์ และคิง เพาเวอร์ ทำมาเพื่อตอบโจทย์ว่าเราอยากเห็นคนไทยไปเล่นในสโมสรในยุโรป"

ด้านนักเตะทั้ง 3 รายดังกล่าวต่างมีการให้สัมภาษณ์เป็นเสียงเดียวกันว่า พร้อมจะเดินทางไปทำหน้าที่และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ครั้งนี้อย่างเต็มที่ เพื่อโอกาสที่จะได้เล่นในลีกยุโรป และเพื่อเป็นการเปิดประตูให้กับน้องๆรุ่นหลัง รวมถึงจะได้นำมาพัฒนาฝีเท้าเองเพื่อช่วยทีมชาติไทยต่อไปอีกด้วย

บีจี ปทุม เปิดคู่มือ ศบค เกมฉะ บุรีรัมย์ ดูได้เฉพาะตั๋วปี

ประกาศ ‼️ เรื่อง ข้อกำหนดและแนวทางปฏิบัติของแฟนคลับ BGPU การแข่งขันฟุตบอลไทยลีก นัดที่ 5 ระหว่าง สโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด พบกับ สโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด วันอาทิตย์ ที่ 13 กันยายน 2563

เนื่องด้วยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ออกประกาศกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เรื่อง คู่มือการปฏิบัติตามมาตรการผ่อนปรนกิจการและกิจกรรมด้านกีฬาเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบการแข่งขันกีฬาฟุตบอลลีกอาชีพฯ ของสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ดังนั้น สโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด ได้ออกข้อกำหนดและแนวทางปฏิบัติของแฟนคลับ BGPU ดังนี้

1. เฉพาะแฟนคลับที่เป็นสมาชิกตั๋วปี 2020 เท่านั้น ที่จะสามารถเข้าชมฟุตบอลในนัดนี้ได้ 
(ไม่เปิดขายบัตรชมฟุตบอลรายแมตช์และผู้มีชื่อเป็นสมาชิกตั๋วปีเท่านั้นที่มีสิทธิเข้าชมการแข่งขัน)

2. เปิดเข้าชมฟุตบอลโซน S1 W1 W3 W4 W5 W6 แบบไม่ระบุเลขที่นั่ง และรักษาระยะห่างอย่างน้อย 1 เมตร

3. ปิดโซน NH เนื่องจากต้องมีการจัดระยะห่างของกองเชียร์ทีมเยือนที่โซน N โดยโซน N จะเข้าได้เฉพาะผู้ชมการแข่งขันของฝั่งทีมเยือนเท่านั้น ขอให้สมาชิกตั๋วปีโซน NH นั่งชมฟุตบอลที่โซน W4 แทน

4. เนื่องจากการเว้นระยะห่างตามมาตรการของ ศบค. ทำให้ที่นั่งมีจำนวนจำกัด สโมสรจึงขอความร่วมมือสมาชิกตั๋วปีที่มาที่สนาม และโซนที่นั่งเต็มแล้ว ขอให้ท่านย้ายไปนั่งในโซน อื่นดังนี้
– สมาชิกตั๋วปี โซน S1 สามารถเข้าชมฟุตบอลได้ที่โซน W6
– สมาชิกตั๋วปี โซน W3 สามารถเข้าชมฟุตบอลได้ที่โซน W1

5. เปิดจำหน่ายตั๋วปีเพิ่มสำหรับแฟนคลับบีจี ในโซน W4 จำนวน 110 ใบ และ W6 จำนวน 90 ใบ
ในราคาใบละ 780 บาท ไม่มี Gift Voucher (สำหรับจำนวนนัดเหย้า 13 นัด) แบบไม่ระบุเลขเก้าอี้นั่ง เพื่อ
เป็นการบันทึกข้อมูลของแฟนบอลที่เข้าชมในสนามตามมาตรการที่ ศบค. กำหนด

6. สามารถสมัครสมาชิกตั๋วปีได้ตั้งแต่วันอังคารที่ 8 ก.ย. 63 ถึงวันที่ 11 ก.ย. 63 ได้ทาง Line Official : @BGPU หรือ
คลิ๊ก >>> https://lin.ee/iISwspA
สโมสรมีสิทธิในการยกเลิกและปิดการรับสมัครเมื่อจำหน่ายตั๋วปีครบจำนวนตามที่ประกาศ

7. แฟนบอลจะต้องตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้าสนาม ทำแบบคัดกรองความเสี่ยง และยินยอมให้บันทึกภาพ โดยในกรณีที่ตรวจพบหรือพบว่าท่านใดมีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียสสโมสรขอความร่วมมือให้งดเข้าชมฟุตบอล

8. สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาขณะชมฟุตบอล
 
9. ห้ามนำอุปกรณ์เชียร์ทุกชนิดเข้าสนาม ยกเว้นผ้าพันคอ สามารถส่งเสียงเชียร์ในระดับเสียงปกติได้

10. ห้ามลุกยืนเชียร์ฟุตบอล

11. งดการจำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม และบูธกิจกรรมหน้าสนาม

12. สโมสรจัดชุดน้ำดื่ม ขนม และของที่ระลึกแจกฟรี ให้กับแฟนคลับที่เข้าชมฟุตบอลทุกท่าน ณ ทางเข้าแต่ละโซน (คนละ 1 ชุด) โดยไม่อนุญาตให้นำเครื่องดื่มทุกประเภทเข้ามาเองในบริเวณที่จัดการแข่งขัน

13. ร้าน The Rabbits  ปิดให้บริการในวันแข่งขัน 1 วัน

14. แฟนบอลที่มาชมฟุตบอล สามารถซื้อสินค้าที่ BGPU SHOP ได้ตามปกติ โดยมีการจำกัดจำนวนการเข้าต่อรอบ

15. สโมสรสงวนสิทธิในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดและแนวทางปฏิบัติของแฟนคลับ BGPU ฉบับนี้ และออกข้อกำหนดและแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติมเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบของศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย

มาดามแป้งย้ำเจตนารมณ์ขอส.บอลจัดสรรงบ16ล้านให้ไทยลีก3

"มาดามแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ ซีอีโอบมจ. เมืองไทยประกันภัย ส่งหนังสือเปิดผนึกถึง สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ให้พระบรมราชูปถัมภ์ หลังได้รับหนังสือแจ้งผลพิจารณาการใช้เงินบริจาค 16 ล้าน โดยยืนยันฟุตบอลทีมชาติไทยไม่มีแข่ง ขอให้จัดสรรเงินบริจาคดังกล่าว ให้แก่สโมสรสมาชิกใน ไทยลีก3 เพื่อเยียวยาความเดือดร้อนจากโควิด-19 อันถือเป็นการช่วยรากฐานฟุตบอลไทยอย่างแท้จริง โดยมีเนื้อความในหนังสือดังนี้

ตามที่บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้ส่งมอบเช็คบริจาคของธนาคารกสิกรไทย ฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม 2563 จำนวน 16,000,000 บาท แก่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ตามหนังสือของสมาคมฯ ที่ ฟ.023/2563 ลงวันที่ 14 มกราคม 2563 เรื่องขอรับเงินบริจาคสนับสนุนสมาคมฯ เพื่อนำไปใช้สำหรับ สนับสนุนฟุตบอลทีมชาติไทยทุกชุด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อวงการฟุตบอลทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ทำให้การแข่งขันฟุตบอลทีมชาติไทย ไม่เป็นไปตามกำหนดการแข่งขันตลอดปี 2563 โดยเฉพาะฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย ซึ่งถือเป็นเป้าหมายหลักของการสนับสนุนจากบริษัทฯ ไม่มีการจัดการแข่งขัน ดังนั้น เพื่อให้การบริจาคเงินดังกล่าวเกิดประโยชน์สูงสุดต่อวงการฟุตบอลไทย

บริษัทฯ จึงได้ขอให้สมาคมฯ พิจารณานำเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้สำหรับการนำระบบ VAR มาใช้ในการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก ตลอดฤดูกาล 2020 ซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนาวงการฟุตบอลไทย ตามที่บริษัท ไทยลีก จำกัดได้มีหนังสือแจ้งต่อสโมสรสมาชิกให้พิจารณารับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองในการนำระบบ VAR มาใช้ในการแข่งขันอ้างอิงหนังสือเลขที่ TL-227/2563 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2563  ในการนี้สมาคมฯ ได้รับเช็คบริจาคจำนวน 16,000,000 บาท จากผู้แทนบริษัทฯ ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2563

ต่อมาเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2563 สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้มีหนังสือเลขที่ ฟ.(ถข.) 1067/2563 เรื่อง การบริจาคเงินสนับสนุน ซึ่งระบุว่า ที่ผ่านมาสมาคมได้รับการอนุมัติให้ใช้ระบบ VAR สำหรับฤดูกาลแข่งขัน 2563 จากคณะกรรมการสมาคมฟุตบอลระหว่างประเทศ (IFAB) ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแล ที่ผ่านมา สมาคมได้รับคำแนะนำจาก IFAB ถึงนโยบายที่ให้องค์กร หรือผู้ที่ไม่ใช่หน่วยงานจัดการแข่งขัน เป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายระบบ VAR ว่าอาจขัดต่อหลักการรณรงค์เรื่องของ Sport Integrity ที่ประเทศสมาชิกจำต้องปฏิบัติตาม และเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ขัดกับคำแนะนำดังกล่าว สมาคมจึงมีนโยบายจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ให้กับการแข่งขันไทยลีก ซึ่งอาจไม่เป็นไปตามเจตนาของบริษัทฯนั้น 
 
อย่างไรก็ตาม บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในฐานะภาคเอกชนที่สนับสนุนวงการกีฬาของไทยและสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ มาอย่างต่อเนื่อง จึงขอย้ำเจตนาของการบริจาคเงินจำนวนดังกล่าวว่า เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่วงการฟุตบอลไทยอย่างแท้จริง และเพื่อร่วมพัฒนา ยกระดับการแข่งขันฟุตบอลไทย ในทุกระดับ หากสมาคม จักรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเรื่องระบบ VAR ในการแข่งขันไทยลีกเอง บริษัทฯ ก็ใคร่ขอเสนอแนะให้สมาคมฯ   นำเงินบริจาคจำนวน 16,000,000 บาท มาใช้ในการช่วยเหลือเยียวยาสโมสรฟุตบอลไทย ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาฟุตบอลทีมชาติไทย โดยเฉพาะสโมสรฟุตบอลในไทยลีก 3 จำนวน 72 สโมสร ซึ่งเป็นทีมขนาดเล็ก และได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 เป็นอย่างมาก ส่งผลให้บางสโมสรต้องขอใช้สิทธิ์พักทีม กระทบต่อนักฟุตบอลและสต๊าฟโค้ช ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสโมสรในทุกภาคส่วน 
 
ดังนั้นบริษัทฯ จึงขอให้สมาคมฯ นำเงินบริจาคจำนวน 16,000,000 บาทนี้ มอบให้แก่สโมสรฟุตบอลในไทยลีก 3 จำนวน 72 สโมสร ในจำนวนเท่าๆ กัน เป็นจำนวนเงินประมาณ 222,222 บาท โดยไม่เงื่อนไข เพื่อให้ทุกสโมสร ได้มีขวัญกำลังใจ และมีงบประมาณสนับสนุนเพียงพอที่จะพัฒนาทีมฟุตบอลของตนเอง อันจะเป็นการร่วมพัฒนาวงการฟุตบอลของไทยไปด้วยกัน ตามวัตถุประสงค์และความตั้งใจจริงของบริษัทในฐานะผู้บริจาค ทั้งนี้บริษัทฯ ในฐานะภาคเอกชนที่มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก หากสมาคมฯ พิจารณาไม่ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ที่ระบุในครั้งนี้ ขอให้แจ้งกลับต่อบริษัทฯ จักขอบคุณยิ่ง

 

เข้มข้นมาก! สารัช เผยโฟกัสทีละนัด รับไทยลีกปีนี้งานหนักทุกทีม

สารัช อยู่เย็น กองกลางทีมชาติไทยของ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด เผยความสัมพันธ์ในทีมกำลังดีมากๆอีกทั้งยังมีการเตรียมรับมือการแข่งขันฟุตบอลไทยลีกที่จะกลับมาแข่งขันในวันที่ 12 กันยายน ไว้เป็นอย่างดี

สารัช อยู่เย็น เผยว่า "ตอนนี้ก็โอเค ดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการปรับตัวกับเพื่อนร่วมทีมส่วนสภาพความฟิตก็โอเค แต่การที่ห่างจากเกมไปนาน เราต้องพยายามปรับจังหวะให้มันใกล้เคียงกับที่ผ่านมาให้ได้มากที่สุด"

สารัช เผยต่อว่า "มันขึ้นอยู่กับแมตซ์การแข่งขันด้วย ที่ต้องค่อยๆ ปรับไปทีละสเต็ป และ ส่วนตัวยังเชื่อว่ายังอยู่ในระดับที่มาตรฐานดี เรื่องความสัมพันธ์ ค่อนข้างดีอยู่แล้ว ก็ปรับตัวได้ไม่ยาก"

สารัช ยังกล่าวถึงที่จะเจอกับ บุรีรัมย์ ในวันที่ 13 กันยายน ว่า "ทุกนัดในปีนี้ผมว่ามันหนักอยู่แล้วด้วยปีนี้ไทยลีกมี 16 ทีม ซึ่งทุกทีมเขาพัฒนาขึ้นเยอะมากๆ ซึ่งเราจะโฟกัสไปทีละนัดมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น บุรีรัมย์ บียู หรือ ท่าเรือ ที่ต้องเจอ ส่วนการเจอกับ บุรีรัมย์  ตอนนี้ โค้ชโอ่ง มีวิธีการเล่นและรับมือเพราะฉะนั้นเชื่อมั่นว่าทีมจะมีผลงานดีแน่นอน"

 

เบื้องลึกยาสูบ ทีมโนเนมแชมป์ไทยลีก..ห้องแต่งตัวเดือดระอุ

 

แม้ว่าจะหายสาบสูญจากวงการฟุตบอลไทยไปแล้วสำหรับสโมสรฟุตบอล “สิงห์อมควัน”พนักงานยาสูบ แชมป์ฟุตบอลลีกสูงสุดของไทยรายการไทยลีก 9 (2004-05) แต่เรื่องราวความสำเร็จความมหัศจรรย์คว้าแชมป์กลายเป็นเรื่องเล่าต่อบอกสรรพคุณการทำงานที่หนักหน่วงของทีมงานทั้งเฮดโค้ชชาวบราซิลเลียนอย่าง โจเซ่ อัลเวส บอร์จีส และทีมงาน รวมไปถึงนักเตะที่เป็นลูกผสมระหว่างผู้เล่นสูงอายุกับผู้เล่นคลื่นลูกใหม่ที่ก้าวกระโดดจากยุทธจักรลูกหนังขาสั้นสู่ชนชั้นลีกสูงสุด

การคว้าแชมป์ของสโมสรพนักงานยาสูบ มีจุดเปลี่ยนสำคัญมากมายโดยเฉพาะการทำงานของ โจเซ่ อัลเวส บอร์จีส  ที่นำความเป็นมืออาชีพมาสู่วงการฟุตบอลในยุค 15 ปี ที่แล้ว  กุนซือบราซิลมีทีมงานที่แข็งแกร่งหลายคนไม่ว่าจะเป็น รอยเตอร์ โมไรร่า,แกสดาเมียฯ ที่สำคัญโอกาสในการเป็น 11  ตัวจริงในสนามแข่งขันจะเกิดจากสนามฝึกซ้อม ใครแสดงออกมาเต็มที่จะได้รับโอกาสนั้นในสนามฝึกซ้อมแข้งยาสูบจะรู้ดีว่าพวกเขาจะต้องทำอะไรเพื่อให้ได้สิทธิ์ของตัวเองในการเป็นตัวจริง

 “แม็กก้าเมืองไทย”พนิพล  เกิดแย้ม หนึ่งในขุนพลชุดแชมป์ไทยลีก 9  เล่าถึงบรรยากาศอีกด้านที่น่าสนใจช่วงของแมตซ์การแข่งขันฤดูกาลแห่งความสำเร็จในช่วงพักครึ่งเวลาคือสิ่งที่บรรดาแข้งยาสูบไม่มีวันลืมเพราะภาพเหล่านี้ยังคงวิ่งมาเคาะประตูความทรงจำเสมอ โดยเจ้าตัวเล่าว่า ถ้าครึ่งแรกแผนที่วางไว้หรือใครคนใดคนหนึ่งที่ได้จ๊อบงานในสนามทำได้ไม่สำเร็จ “โจเซ่”จะกราดด่าเช็ดเป็นรายบุคคลพร้อมกับออกแอคชั่นหลายอิริยาบถทั้งเสียงทุบกระดานที่ดังโครมคราม เสียงสั่งการแก้ไขข้อผิดพลาดที่ดุดันเชิงโมโหเกรี้ยวกราด บางทีก็จะแสดงอาการโมโหรุนแรงบันดาลโทสะใส่ข้าวของ  จนเราแทบจะลืมความยากลำบากในช่วง 45 นาทีแรกไป เหงื่อที่ไหลโซกในสนามกลายเป็นยาเร่งส่งให้นักเตะที่อยู่ในห้องแต่งตัวแก้เกมตัวเย็นเฉียบขึ้นมาทันที ห้องนี่เงียบกริบทุกสายตาพุ่งไปที่การแก้เกมของ “โจเซ่” โดยมี อ.แกสดาเมีย  เป็นล่ามแปลภาษาก็ยังเดือดดุดันไม่แพ้กัน

ข่าวเศร้า! อดีตแข้งสุโขทัยผูกคอตายในสนามบอล

อดีตนักฟุตบอล "ค้างคาวไฟ" สุโขทัย เอฟซี ยุคแรกปี2010 สุรเชษฐ์ มงคลทิพย์ แขวนคอตายที่สนามบอล
    ข่าวเศร้าของบุคลากรวงการฟุตบอลไทยเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อต้องสูญเสียอดีตนักเตะในยุคแรกของลีกภูมิภาคดิวิชั่น 2 อย่าง "สุรเชษฐ์ มงคลทิพย์" อดีตผู้เล่น "ค้างคาวไฟ"สุโขทัย เอฟซี ในยุคบุกเบิกของการแข่งขันฟุตบอลลีกภูมิภาคดิวิชั่น 2 ในฤดูกาล 2010 ที่คิดสั้นแขวนคอตายที่สนามฟุตบอลภายในโรงเรียนเทศบาลสวรรคโลกประชาสรรค์ จ.สุโขทัย

    เรื่องเศร้าครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 11 ส.ค.63 เมื่อ ร.ต.อ.คนึง อินสุนทร รองสว.สส.สภ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย รับแจ้งมีเหตุคนผูกคอเสียชีวิตกับอัฒจันทร์สนามกีฬาฟุตบอล ภายในโรงเรียนเทศบาลสวรรคโลกประชาสรรค์ ต.เมืองสวรรคโลก รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วยแพทย์เวรจากโรงพยาบาลสวรรคโลก เจ้าหน้าที่ศูนย์พิทักษ์ประชากู้ภัยสวรรคโลก ที่เกิดเหตุพบรถจยย.ยี่ห้อ ZONGSHEN RYUKA รุ่นคลาสสิก สีเขียว หมายเลขทะเบียน ขคฉ 60 สุโขทัย จอดอยู่

    ใกล้กับพบศพผู้ตายทราบชื่อนายสุรเชษฐ์ มงคลทิพย์ อายุ 39 ปี เป็นครูสอนพละอยู่ที่โรงเรียนเทศบาลสวรรคโลกประชาสรรค์ สภาพศพใช้เชือกไนลอนสีแดง มัดกับเสาอัฒจันทร์สูงจากพื้นดินประมาณ 2 เมตร จากนั้นห้อยตัวลงมาโดยสวมเสื้อโปโลคอปกสีฟ้า สวมกางเกงกีฬา ขายาวสีเทา เจ้าหน้าที่จึงได้นำศพลงมาชัณสูตรด้านล่าง เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง และไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายร่างกาย

    สำหรับ สุรเชษฐ์ มงคลทิพย์ ถือเป็นอดีตนักเตะทีม "ค้างคาวไฟ"สุโขทัย เอฟซี ในยุคแรกที่ส่งทีมแข่งขันฟุตบอลลีกภูมิภาคดิวิชั่น 2 โซนภาคเหนือ เมื่อปี 2010 ด้วย

สื่อรักออนไลน์! ‘ชนานันท์-ฐานิตา’ เปิดใจเส้นทางรักจากแค่คนรู้จักสู่คนรู้ใจ

คาดว่าอีกไม่นานน่าจะมีข่าวมาฝากแฟนๆลูกหนัง รวมถึงพรรคพวกญาติสนิทมิตรสหายของทั้ง "เจ้าทู" ชนานันท์ ป้อมบุบผา และ แฟนสาวน้อง "เมย์" ฐานิตา ดอนไพรกา ที่คบหาดูใจในฐานะคนรักกันมา 5 ปีแล้ว

    ความรักของทั้งคู่เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ "เจ้าทู" ที่วันนี้เป็นกองหน้าของ ทรูแบงค็อกฯ ในไทยลีก ร่วมทัพทีมชาติไทย ไปคว้าแชมป์สมัยที่ 2 ในซีเกมส์ครั้งที่ 28 ที่ สิงคโปร์ มาครองได้เมื่อ ปี พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมา

    "เจ้าทู" ยอมรับว่าแฟนสาวของเขาไม่ได้เป็นแฟนฟุตบอลมาก่อนและก็ไม่ได้คบหากันเพราะได้รับคำแนะนำจากใครอีกด้วย

    แต่ทว่าตัวเขากับแฟนสาวนั้นพบรักกันรู้จักกันในโลกโซเชียล ไอจี หรือ อินสตาแกรม นั่นเอง

    ก่อนจะสานสัมพันธ์กันมาเรื่อยและจากแค่คนรู้จักตอนครั้งแรกกลายมาเป็นคนรักกันในที่สุด

 

    "น้องเมย์" นักธุรกิจสาวชาวพิษณุโลก ที่เป็นเจ้าของเครื่องสำอางแบรนด์ FACE ME ที่ถือเป็นแบรนด์ดัง ระดับยอดขายเดือนละหลักล้าน โดยมีผลิตภัณฑ์ ทั้งเซรั่ม ,คอนลาเจน ,ชาลดน้ำหนัก เล่าให้ฟังว่า "จริงแล้วทูเป็นรุ่นน้องหนูซะอีกเขาจีบหนูทางไอจี เมื่อราวปี 58 ตอนนั้นจำได้ว่า เขากำลังจะไปแข่งซีเกมส์ เขาแนะนำตัวเองนะว่าเขาเป็นนักฟุตบอลไอ้เราก็เฉยๆ นะเพราะปกติแล้วตัวเองไม่เป็นคนที่ชอบดูกีฬาอยู่แล้ว ชอบเรื่องสวยๆงามๆมากกว่าตามสไตล์ผู้หญิง"

    "ปกติที่รู้มาแฟนนักบอลส่วนใหญ่ หากไม่ใช่เป็นเพื่อนนักเตะแนะนำก็เป็นแฟนฟุตบอลแต่สำหรับ "เมย์" กับ "ทู" ไม่ใช่นะ อย่างที่บอกเราจีบกันผ่านทางไอจี ตอนนั้นเราเองไม่ได้คบหากับใครอยู่ เขาคุยสักพักเราเริ่มจับทางได้แล้วว่า เขามาจีบเรา ก็คุยกันมาเรื่อยๆแต่กว่าจะตัดสินใจออกเดทและเป็นแฟนกันก็นานเหมือนกัน"

 

    "น้องเมย์" เล่าให้ฟังอีกด้วยว่า "หนูเคยเอารูปทูให้คุณพ่อดูด้วยนะ ถามคุณพ่อว่า พ่อรู้จักและเคยเห็นหน้านักฟุตบอลคนนี้บ้างมั้ย เพราะพ่อหนูเป็นคนที่ชอบดูฟุตบอลมากทั้งฟุตบอลไทยและฟุตบอลต่างประเทศ"

    "พ่อบอกทำไมจะไม่รู้จักล่ะลูก ไอ้เจ้านี่ล่ะที่กระโดดดีใจ แล้วจังหวะเท้าลงพื้นเลยเจ็บคนนี้ล่ะ พ่อยังถามเลยว่า มีอะไรเหรอลูกตอนนั้นก็ยังไม่ได้บอกคุณพ่อนะว่า "ทู" มาจีบเราค่อยมาบอกทีหลัง"

    "มีเพื่อนผู้หญิงอีกคนที่อยู่สุโขทัยฯ คนนี้ชอบดูฟุตบอลมากเขาบอกรู้จักสิเป็นนักฟุตบอลทีมชาตินะถือว่าเป็นนักฟุตบอลที่เก่งคนหนึ่ง ทำไมเหรอแก เพื่อนหนูคนนี้ถามก็บอกเขาไปว่า เขามาจีบเราน่ะ เพื่อนก็บอกจริงหรือ ก็ลองดูๆไปละกัน ส่วนใหญ่นักฟุตบอลชอบขายจีบ เราก็ขำๆ ยังหวั่นๆอยู่เลย เพราะเคยได้ยินมาว่า นักฟุตบอลมักจะเจ้าชู้ 555"

 

    แต่พอตัดสินใจคบหากันแล้ว "เมย์" บอกได้เลยว่า "ทู" เป็นคนใจเย็น นิสัยดี เป็นผู้ชายที่มีความรับผิดชอบ ทุกอย่าง ตลอดหลายปีที่คบกันมาเขาไม่เคยทำให้เราต้องเสียใจเลย

    ส่วน "เจ้าทู" บอกว่า "เมย์เป็นผู้หญิงที่น่ารักมาก นอกจากสวยแล้วเขายังขยันทำงานกับธุรกิจของเขาที่ไปได้สวย รายได้เยอะกว่าผมซะอีกต่อเดือน ที่สำคัญ "เมย์" เป็นคนที่ทำอาหารเก่งด้วย เดี๋ยวนี้หายากนะที่จะหาผู้หญิงเข้าครัวเป็น ตรงนี้เรียกว่า เป็นเสน่ห์ปลายจวักสะกดผมอยู่หมัดเลยล่ะ"

 

    "เร็วๆนี้ขอดูฤกษ์งามยามดีก่อนแล้ว จะรีบแจ้งให้ทราบโดยด่วนเลยว่า จะแต่งที่ไหนเมื่อไหร่ แต่คงไม่ได้ได้จัดแบบใหญ่โตอะไร เน้นพิธีแบบไทยๆมากกว่า"

    "หลังจากนั้นก็คงจะรีบปั้นทายาทกันเลย กลัวไม่ทันใช้ 555 จะเป็นผู้หญิงหรือชายก็ได้ทั้งนั้นไม่เกี่ยง คิดว่าจะมีสัก 2-3 คน"

 

เฉลยตัวเลขค่าตัว ‘เอกนิษฐ์ ปัญญา’ แค่นี้ก็ขายแล้ว

‘บิ๊กฮั่น’ มิตติ ติยะไพรัตน์ ประธานที่ปรึกษาสโมสรสิงห์เชียงราย ยูไนเต็ด ระบุ หากจะขาย ‘เอกนิษฐ์ ปัญญา’ ต้องไปเล่นที่ต่างประเทศเท่านั้น โดยหากมีข้อเสนอประมาณ 20 – 30 ล้าน ก็พร้อมปล่อยตัว เพื่อโอกาสในการพัฒนาของวงการฟุตบอลไทย

    หลังจากที่มีข่าวฮือฮาในวงการฟุตบอลไทยจากการที่สโมสรเอสซีจีเมืองทอง ยูไนเต็ด ยื่นข้อเสนอเป็นจำนวนเงิน 55 ล้านบาท ให้กับ สิงห์เชียงราย ยูไนเต็ด เพื่อเป็นการซื้อขาย ‘บุ๊ค’ เอกนิษฐ์ ปัญญา นักเตะดาวรุ่งของกว่างโซ้ง ซึ่งหากการซื้อขายครั้งนี้เกิดขึ้นจะกลายเป็นนักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดในไทยลีกทันที แต่ทีมแชมป์ไทยลีกฤดูกาล 2019 ปฏิเสธข้อเสนอเรียบร้อยแล้ว และจะขายนักเตะรายนี้ก็ต่อเมื่อได้ข้อเสนอที่เหมาะสมสำหรับการไปเล่นที่ต่างประเทศเท่านั้น

    ล่าสุด ‘บิ๊กฮั่น’ มิตติ ติยะไพรัตน์ ประธานที่ปรึกษาสโมสรสิงห์เชียงราย ยูไนเต็ด ได้กล่าวผ่านรายการฟุตบอลไทยวาไรตี้ โดยระบุว่า

    "ตัวเลขผมคิดว่า ถ้าไปญี่ปุ่น น้อยกว่า 55 ล้าน ผมก็ขายครับ ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว แต่การไปต่างประเทศ ต้องได้รับโอกาสไม่ใช่เป็นการตลาด เพราะฉะนั้นถึงจะได้ซัก 20 ล้าน หรือ 30 ล้าน ผมก็ปล่อยไม่มีปัญหา อันนี้คือสิ่งที่ผมการันตีได้เลยกับวงการฟุตบอลไทย ผมต้องการให้เด็กพัฒนาเพื่อพาทีมชาติไทยไปบอลโลก"

เจ็บแต่จบ.. JP7 ยอมทิ้งเงินเดือนละเป็นล้าน

เป็นนักฟุตบอลจอมลีลาคนหนึ่งของวงการฟุตบอลไทย แถมยังเคยได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของกิจการที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการเปิดร้าน บ้านไข่หวาน ซูชิ แถวม.ธรรมศาสตร์ รังสิต

    แต่เหมือนชีวิตเล่นตลก เมื่อวันหนึ่ง “เจ้าบอล”จักรพันธ์ พรใส เจ้าของฉายา JP7 ซึ่งตอนนีต้องมีอันเลิกรากับแฟนสาวที่ลงทุนทำกิจการร้านซูชิด้วยกัน หลังคบมา 6 ปี
 
    จักรพันธ์ ได้เปิดเผยว่า เรื่องนี้ตนไม่ได้อยากพูดอะไรมาก เพราะมันผ่านไปแล้ว แต่เหตุมันเกิดจากเราหมดความไว้วางใจกับเขาไปแล้ว

 

 
    “เมื่อแยกทางกันไปก็มีเอฟเฟ็คบ้างในช่วง 2 เดือนแรก ไม่มีสมาธิในการฝึกซ้อมจนไม่มีชื่อในชุดเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก กับบียู แต่หลังจากนั้นก็รวบรวมสมาธิและกลับมาสู่ฟอร์มเดิมของตัวเองได้ เพราะเรารู้ว่ายังมีคนรอบข้างอีกหลายคนที่รักเรา

    อย่างไรก็ดี การจบความสัมพันธ์ในครั้งนั้น “เจ้าบอล”ต้องยอมทิ้งเงินรายได้ในการเปิดร้านขายซูชิ ที่เจ้าตัวลงหุ้นใหญ่ และมีรายได้ตกเดือนละล้าน

 

    “ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรแล้วครับ คิดแต่ว่าตัดให้มันจบ ๆ ไป ก็เลยยอมถอนตัวออกมา โดยเอาทุนที่ลงไปคืนมา และต่อจากนี้ก็มองหาธุรกิจทำ วางแผนจะทำเป็นร้านราเม็งกับ ซูชิพรีเมี่ยมแบบโอมากาเสะไปเลย ตอนนี้ชีวิตโอเคแล้วครับ ทั้งเรื่องฟุตบอลและหัวใจ”