เมสซี่,กุนสะดุ้ง!ดิมาเรียโกรธไร้ชื่อทัพฟ้าขาว

อังเคล ดิ มาเรีย ปีกจอมเก๋าปารีส แซงต์-แชร์กแมง จวก ลิโอเนล สกาโลนี่ กุนซือทีมชาติอาร์เจนตินา ไม่ยอมเรียกตนติดทีมชาติทั้งๆ ที่ฟอร์มก็ดี แถมระบุหากจะหาข้ออ้างว่าอายุเยอะ ก็ควรทำแบบนี้กับ ลิโอเนล เมสซี่ และ เซร์คิโอ อเกวโร่ ด้วย

อังเคล ดิ มาเรีย ปีกตัวเก่ง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ยักษ์ใหญ่ศึกลีก เอิง ฝรั่งเศส ไม่พอใจที่โดน ลิโอเนล สกาโลนี่ เทรนเนอร์ทีมชาติอาร์เจนตินา ไม่เรียกติดทัพ "ฟ้าขาว" เพื่อทำศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนอเมริกาใต้ ในเดือนตุลาคมนี้

สกาโลนี่ ตัดสินใจตัดชื่อ ดิ มาเรีย ออกไปในแมตช์ที่ อาร์เจนตินา ต้องปะทะกับ เอกวาดอร์ และ โบลิเวีย ซึ่งเรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับ ดาวเตะร่างผอมวัย 32 ปีอย่างมาก จนถึงขั้นออกมาแสดงความเห็นในเชิงที่ว่าตนเองไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งๆ ที่ฟอร์มก็ดี พร้อมทั้งแขวะเพื่อนร่วมชาติอย่าง ลิโอเนล เมสซี่ และ เซร์คิโอ อเกวโร่ ด้วย

 "ผมยังไม่พบคำอธิบายใดๆ เลย ผมไม่รู้จะพูดยังไง สำหรับผม อาร์เจนตินาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ต้นสังกัดของผมพยายามให้โอกาสกับทีมชาติ และพร้อมปล่อยนักเตะไปร่วมทีม มันเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจทั้งๆ ที่ผมอยู่ในฟอร์มที่ดีเยี่ยม แต่กลับไม่ถูกเรียกตัวติดทีมชาติ"

"ถ้าผมไม่ถูกเรียกตัวติดทีมชาติเพราะพวกเขาไม่ต้องการผม แต่ผมจะพยายามสู้เพื่อที่จะมีชื่อติดทีมชาติให้ได้ ผมอายุ 32 ปีแล้วไง ? ถ้าเราจะเริ่มคิดเกี่ยวกับการหาคนมาแทนที่ (กรณีที่นักเตะอายุเยอะ) เราควรจะทำแบบนี้กับทุกๆ คน สำหรับเรื่องนี้ เมสซี่, อเกวโร่ และ นิโกลัส โอตาเมนดี้ ก็ไม่ควรที่จะติดทีมชาติ และผู้เล่นคนอื่นๆ (ที่อายุเยอะ) ที่อยู่ในฟอร์มที่ยอดเยี่ยมด้วย"

"มีการพูดเยอะมากว่าผมแก่แล้ว แต่ผมยังคงวิ่งในสไตล์แบบเดิม และผมสามารถเล่นในระดับเดียวกับนักเตะอย่าง คีลิยัน เอ็มบัปเป้ และ เนย์มาร์ ผมยังอยู่ในฟอร์มที่ยอดเยี่ยมในช่วง 18 เดือน และกลับไม่ถูกเรียกตัวติดทีมชาติ แต่ผมจะแสดงให้เห็นว่าผมสามารถอยู่ในทีมชุดนี้ได้" อดีตสตาร์ เรอัล มาดริด และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ระบุ
    
ด้าน สกาโลนี่ ยักไหล่ไม่ยี่ระกับคนพูดของ ดิ มาเรีย แถมยังทิ้งท้ายว่าเขาจะไม่มีชื่ออยู่ในทีมชาติอีกต่อไป "ผมไม่ได้รู้สึกกังวลเรื่องที่เขาโกรธเลย ผมขอบคุณ และมองเห็นคุณค่าของเขา แต่หลังจากศึกโกปา อเมริกา ซึ่งทีมทำผลงานได้ดีโดยที่ไม่มีเขา เราเล่นได้ยอดเยี่ยมแม้ไม่มี ดิ มาเรีย และผมไม่จำเป็นต้องใช้เขาอีกต่อไป"

 

ส.ฟุตบอลมาเลย์ ปฏิเสธอนุมัติใบโอนย้าย “ซูมาเร่ห์”

Astro Arena สื่อมาเลเซีย ออกมารายงานว่า สมาพันธ์ฟุตบอลมาเลเซีย(FAM)  ออกมาปฏิเสธรับรองการย้ายทีมระหว่างประเทศให้กับ โมฮามาดู ซูมาเร่ห์ กองหน้าโอนสัญชาติทีมชาติมาเลเซีย ชาวแกมเบีย แต่นักเตะคนใหม่หมายเลข 13 ของสโมสรโปลิศ เทโรฯ ในศึกฟุตบอลไทยลีก 1 จะยังคงเดินหน้าลงสนามแข่งขันได้ตามวิถีนักเตะอาชีพทั่วไปหลังจากที่มีการร้องขอให้ไอทีซี (International Transfer Certificate) ชั่วคราวจากปลายทาง ซึ่งสมาพันธ์ฟุตบอลมาเลเซียยังไม่สามารถจัดการใบโอนย้ายถาวรให้กับนักเตะและสโมสรปลายทางได้เนื่องจากต้องดูรายละเอียดทั้งหมดที่เกิดขึ้นระหว่างสโมสรต้นกัดเดิมของนักเตะคือปาหังกับตัวนักเตะว่ามีข้อผูกมัดอะไรบ้าง?
  
ก่อนหน้านี้ทางด้านของ โมฮามาดู ซูมาเร่ห์ ดาวเตะป้ายแดงหมายเลข 13 ของโปลิศ เทโรฯ ออกมาให้เหตุผลที่ตัวเขาเองสามารถย้ายทีมได้เนื่องจากสโมสรปาหังไม่ทำตามสัญญาในเรื่องของการจ่ายเงินเดือนตรงตามข้อกำหนด 8.7 จึงสามารถย้ายทีมได้ตามอิสระ ขณะเดียวกันสโมสรปาหังก็ยืนยันว่าจะเดินหน้าฟ้องร้องกรณีของ โมฮามาดู ซูมาเร่ห์  ไปยังฟ่าและเอเอฟซี

โดยทางสมาพันธ์ฟุตบอลมาเลเซียออกมาเผยถึงเรื่องนี้ว่า การปฏิเสธการโอนย้ายผู้เล่นไปเล่นยังประเทศไทยเป็นไปตามกฎระเบียบภาคผนวก 3 ข้อ 8.2 ข้อบังคับเกี่ยวกับสถานะและการโอนย้ายผู้เล่นของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ(ฟีฟ่า) สมาพันธ์ฯมีหน้าที่ทำตามกระบวนการจำเป็นต้องตัดสินใจอย่างละเอียดเพื่อให้เกิดความถูกต้องทั้งสองฝ่ายโดยมีเวลา 7 วัน ในการตรวจสอบสัญญาของทั้งคู่ระหว่างผู้เล่นกับสโมสร ซึ่งเมื่อมีการฟ้องร้องของสโมสรเข้ามาสมาพันธ์ฯจึงจำเป็นต้องตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อความเป็นธรรมของทุกฝ่าย ณ เวลานี้จึงไม่สามารถอนุมัติไอทีซีไปยังสมาพันธ์ฟุตบอลไทยได้

สำหรับ โมฮามาดู ซูมาเรห์ แข้งวัย 25 ปี โอนสัญชาติมาเล่นทีมชาติมาเลเซีย เดิมทีมีสัญชาติแกมเบีย ลงรับใช้ทีมชาติมาเลเซีย ตั้งแต่ปี 2018 ลงเล่นแมตซ์อย่างเป็นทางการไปแล้ว 19 นัด ยิงไป 6 ประตู เกมล่าสุดที่ทำประตูได้ในนามทีมชาติลงเล่นในศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย กลุ่ม จี วันที่ 14 พ.ย.63 ที่สนามบูกิต จารีล ลงสนามพบกับทีมชาติไทย ช่วยยิงประตูให้ทีมเอาชนะไทย 2-1 พาทีมชาติมาเลเซียกลับมาอยู่บนเส้นทางความหวังในการลุ้นเข้ารอบต่อไป

 ที่มาของข่าว : Astro Arena

โหดตั้งแต่ประเดิมสนาม! ผลงานเด่น ฮาเมส นัดทุบ สเปอร์ส

หนึ่งในการเสริมทัพที่น่าสนใจของ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำฤดูกาล 2020-21 คือการที่ เอฟเวอร์ตัน ได้ตัว ฮาเมส โรดริเกซ ดาวเตะชาวโคลอมเบียมาจาก เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัวที่เชื่อกันว่าอยู่ที่ราว 12 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าเป็นเงินที่ถูกพอตัวเมื่อพิจารณาถึงการที่เขามีดีกรีจนถึงขั้นเคยเป็นดาวซัลโวของศึก ฟุตบอลโลก 2014 มาแล้ว

ทั้งนี้ มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ตอนแรกจะมีการกังขาว่า ฮาเมส จะปรับตัวเข้ากับสไตล์ฟุตบอลของที่อังกฤษได้รึเปล่า แต่ในนัดประเดิมสนามของเขานั้น แข้งวัย 29 ปีก็ทำผลงานได้โดดเด่นจนช่วยให้ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" บุกไปชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 1-0 ถึงสนาม ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน ที่ผ่านมา และสถิติเหล่านี้คือสิ่งที่ช่วยยืนยันถึงเรื่องนั้นได้ดีในระดับหนึ่ง

– แม้ว่าบทบาทหลักๆ ของเจ้าตัวจะเป็นการช่วยปั้นเกมรุก แต่ในเกมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ฮาเมส ก็ช่วยเกมรับได้ดีพอตัวเหมือนกัน เพราะเขาสามารถตัดบอลโดยที่ไม่ต้องพุ่งเสียบได้ถึง 4 ครั้ง ซึ่งในนัดนั้นมันไม่มีใครอีกแล้วที่ตัดบอลได้ดีมากไปกว่าเขา

– หนึ่งในจุดเด่นของ ฮาเมส ที่ทำให้เขาได้รับการยกย่องอย่างมากในช่วงหลายปีก่อนหน้านี้คือการที่เขาผ่านบอลได้อย่างยอดเยี่ยม และในเกมกับ สเปอร์ส เจ้าตัวก็ตอกย้ำในเรื่องนั้นได้เป็นอย่างดี เพราะเขามีจังหวะผ่านบอลระยะไกลตลอดทั้งเกม 12 ครั้ง และมันก็เข้าเป้าถึง 11 หนเลยทีเดียว

ผลงานดังกล่าวทำให้หมายความว่าในสนาม ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยม เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มันไม่มีใครอีกแล้วที่ผ่านบอลระยะไกลได้แม่นยำมากกว่าเขา โดยคนที่ใกล้เคียงกับเขามากที่สุดคือ เอริค ดายเออร์ แข้งของ สเปอร์ส ที่ผ่านบอลระยะไกลเข้าเป้า 6 หนจากการพยายามผ่านบอลทั้งหมด 10 ครั้ง

– ตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางแบบเขานั้นมันต้องไม่เสียบอลง่ายเกินไป เพราะนอกจากจะอดขึ้นเกมรุกแล้วนั้นมันยังเสี่ยงทำให้โดนคู่แข่งสวนกลับเร็วด้วย และเขาก็ทำในด้านนั้นได้ดี เพราะเขาจับบอลพลาดจนทำให้บอลหลุดจากการครอบครองไปเพียง 1 ครั้งตลอดทั้งเกม และยังโดนคู่แข่งฉกบอลไปจากเท้าเพียง 1 หนด้วย

– ฮาเมส มีส่วนร่วมกับเกมการเล่นอย่างมาก โดยในเกมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเขาได้สัมผัสกับบอลถึง 75 ครั้ง ซึ่งถือว่าสูงเป็นอันดับ 3 ของ เอฟเวอร์ตัน ในเกมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นรองเพียง ลูก้าส์ ดีญ ที่ได้จับบอลไป 92 ครั้ง กับ ริชาร์ลิซอน ที่ได้สัมผัสบอล 80 หน เท่านั้น

นอกจากนี้ ถ้านับเฉพาะในครึ่งแรกแล้วล่ะก็ ฮาเมส ก็เป็นแกนกลางของทีมจนถึงขนาดที่เขาคือคนเดียวของ เอฟเวอร์ตัน ที่ได้รับบอลจากเพื่อนร่วมทีมทุกคนหากดูแค่นักเตะในตำแหน่งเอาท์ฟิลด์ หรือก็คือนักเตะในตำแหน่งอื่นๆ นอกเหนือจากผู้รักษาประตู

– ตลอดทั้งเกมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ฮาเมส สร้างโอกาสทำประตูได้ถึง 5 ครั้ง ซึ่งจากทั้ง 2 ทีมนี้มันไม่มีใครอีกแล้วที่มีจังหวะสร้างโอกาสทำประตูได้มากกว่าเขา โดยอันดับ 2 คือ อับดูลาย ดูกูเร่ ที่ทำไป 4 ครั้ง

ผลงานดังกล่าวทำให้ ฮาเมส ถือเป็นนักเตะคนแรกของ พรีเมียร์ลีก นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2014 ที่สามารถสร้างโอกาสทำประตูตั้งแต่นัดประเดิมสนามได้อย่างน้อย 5 ครั้ง โดยคนสุดท้ายก่อนหน้าเขาที่ทำอย่างนั้นได้คือ อเล็กซิส ซานเชซ ดาวเตะชาวชิลีที่ทำได้ตอนอยู่กับ อาร์เซน่อล

ตำนาน!ชมประตูสุดสวยของเบ็คเคนเบาเออร์กับบาเยิร์น (มีคลิป)

ฟร้านซ์ เบ็คเคนเบาเออร์ คือหนึ่งในตำนานของวงการฟุตบอลเยอรมันและ บาเยิร์น มิวนิค เขาประสบความสำเร็จทั้งกับ เยอรมัน ตะวันตก และ บาเยิร์น อย่างเช่นการได้แชมป์ฟุตบอลโลก 1 สมัย, แชมป์ ยูโร 1 หน, แชมป์ บุนเดสลีกา 4 ครั้ง และแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ 3 สมัย เป็นต้น

ทั้งนี้ วันที่ 11 กันยายนของทุกปีตรงกับวันเกิดของ เบ็คเคนเบาเออร์ โดยตอนนี้เขามีอายุ 75 ปีแล้ว ซึ่งเนื่องในโอกาสพิเศษนี้เราก็มีประตูสวยๆ ที่เขาเคยทำได้กับ บาเยิร์น มาให้ได้ดูกัน

แอสซิสต์, วางบอล, คุมจังหวะเกม ! เหตุผลที่ คล็อปป์ อยากได้ ติอาโก้ ร่วมทัพ

ลิเวอร์พูล ยังคงพยายามอย่างเต็มที่ในการคว้าตัว ติอาโก้ อัลกันตาร่า มาเสริมทัพให้ได้ โดยเหตุผลเพราะนักเตะมีคุณสมบัติทุกอย่างครบถ้วนตามที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องการ และหากได้มาร่วมทีมจะเป็นการยกระดับแดนกลาง "หงส์แดง" ให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
    ติอาโก้ สร้างผลงานระดับมาสเตอร์พีซให้กับ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ในฤดูกาลล่าสุด ด้วยการนำทีมผงาดคว้าทริปเบิลแชมป์อย่างยิ่งใหญ่ โดยฟอร์มการเล่นของเขาถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทีมประสบความสำเร็จอย่างน่าเหลือเชื่อ

    จอมทัพชาวสแปนิช เต็มไปด้วยพรสวรรค์ชั้นยอดไม่ใช่แค่การแอสซิสต์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการผ่านบอลที่เฉียบคม, แย่งบอลคืนกลับมาเร็ว และวิ่งเพรสซิ่งคู่แข่งจนเสียกระบวน โดยคุณสมบัติเหล่านี้เหมาะเจาะลงตัวกับสไตล์การเล่นของ คล็อปป์

การผ่านบอลที่แม่นยำ

    หนึ่งในสิ่งที่ ติอาโก้ สามารถทำได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องลืมตานั่นก็คือการผ่านบอลที่แม่นยำ สไตล์การเล่นของเขาคล้ายๆ กับ เควิน เดอ บรอยน์ เพลย์เมกเกอร์ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โดย ดาวเตะชาวสแปนิช มีสายตาที่เฉียบคมในการมองหาพื้นที่ว่างในสนามซึ่งนักเตะคนอื่นๆ ไม่สามารถทำได้

    ยิ่งไปกว่านั้น ติอาโก้ ยังมีความว่องไวในการเปิดบอลชนิดที่คู่แข่งยังไม่ทันตั้งตัว โดยนักเตะมักจะผ่านบอลสวยให้กับแนวรุกของ บาเยิร์น มิวนิค ได้บ่อยๆ ตลอดช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา ติอาโก้ มีสายตาที่แม่นยำในการหาช่องว่าง และมักจะผ่านบอลด้วยการประณีตให้กับ แซร์จ นาบรี้ หรือ อัลฟอนโซ่ เดวีส์  เป็นต้น

    ขณะที่ ลิเวอร์พูล ก็มีนักเตะที่มีแนวทางการเล่นที่คล้ายๆ กับ "เสือใต้" บริเวณพื้นที่ริมเส้น อย่างเช่น เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ ซาดิโอ มาเน่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทุกๆ คนคงเห็นได้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับแนวคิดในการเล่นเกมบุกของคล็อปป์ ฉะนั้นหาก ติอาโก้ มาอยู่ร่วมทีมเขาคงจะได้ผ่านบอลเจ๋งๆ ให้กับผู้เล่นเหล่านี้

    ยกตัวอย่างแมตช์ที่พบกับ บาร์เซโลน่า นั้น ติอาโก้ จะคอยทำหน้าที่คุมจังหวะการเล่นในช่วง 45 นาทีแรก แมตช์นั้นเขามีโอกาสผ่านบอลไม่น้อยกว่า 37 ครั้งในช่วงครึ่งแรก และมักจะประสบความสำเร็จในทุกๆ ครั้ง ขณะที่ในครึ่งหลังเจ้าตัวก็ยังคงรักษามาตรฐานการเล่นได้เหมือนเดิม ทำให้แดนกลางของ "เจ้าบุญทุ่ม" ไม่สามารถรับมือได้

    เบ็ดเสร็จแล้วในเกมถล่ม บาร์ซ่า นั้น ติอาโก้ ผ่านบอลไปทั้งหมด 74 ครั้งซึ่งมากกว่านักเตะทุกคนที่อยู่ในสนาม โดยมีเพียงแค่ เคราร์ด ปิเก้ ที่ทำได้ใกล้เคียงอยู่ที่ 61 ครั้งแต่ส่วนใหญ่ก็เป็นการผ่านบอลสั้นๆ, รีบเร่ง และบางครั้งก็สะเปะสะปะเนื่องจากโดนนักเตะบาเยิร์น วิ่งกดดันเข้าใส่อย่างรวดเร็ว

    ขณะที่การผ่านบอลทั้งหมด 74 ครั้งของ อดีตสตาร์บาร์เซโลน่า มีเพียงแค่สามครั้งเท่านั้นที่ผิดพลาด ส่วนอีก 71 ครั้งต้องบอกว่าเข้าเป้าทั้งหมด ฉะนั้นหาก "หงส์แดง" ได้ ติอาโก้ มาร่วมทีม โอกาสที่แนวรุกของพวกเขา โดยเฉพาะ 3 ประสาน "หิน เหล็ก ไฟ" อย่าง โม ซาลาห์, มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ คงจะได้ยิงประตูสนุกเท้าแน่นอน
 
พรสวรรค์เต็มเปี่ยมช่วยสร้างสรรค์เกม

    สิ่งที่ทำให้ ติอาโก้ เป็นนักเตะที่มีความพิเศษ และบรรดาผู้จัดการทีมทุกคนมักจะพูดคุยถึงนั่นก็คือพรสวรรค์ในการเล่น และการสร้างสรรค์เกมของเขา ที่จะช่วยสร้างความได้เปรียบให้กับทีม ซึ่งสิ่งนี้สามารถพลิกสถานการณ์ให้ทีมคว้าชัยชนะได้

    จริงๆ แล้วพ่อแม่ของ ติอาโก้ เป็นชาวบราซิเลียนแท้ๆ โดยบิดาบังเกิดเกล้าของเขาก็คือ มาซินโญ่ หนึ่งในขุนพลนักเตะแซมบ้าชุดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกปี 1994 ที่สหรัฐอเมริกา ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะเป็นนักเตะจอมสร้างสรรค์เกมตามสายเลือดของบรรพบุรุษ โดยสิ่งนี้เจ้าตัวได้แสดงให้เห็นแล้วในเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส

      จอมทัพหมายเลข 6 "เสือใต้" มีการเล่นที่ไหลลื่นและเต็มไปด้วยความมั่นใจ และยังสามารถจ่ายบอลหลายแบบ ไม่ว่าจะในเรื่องระยะความเร็ว และความสูงของการผ่านบอล นอกจากนี้นักเตะยังคอยทำหน้าที่เก็บบอล และครองบอลบริเวณครึ่งสนามฝั่งบาร์ซ่า ที่สำคัญ ติอาโก้ ยังสามารถดักจังหวะการเล่นของ อีวาน ราคิติช ได้จนอยู่หมัด

     สำหรับการคุมจังหวะ และการวางบอลที่แม่นยำ เป็นสิ่งที่ ลิเวอร์พูล ยังขาดหายไปพอสมควร ฉะนั้นหาก ติอาโก้ ย้ายมาสวมชุด "เดอะ เร้ดส์" จะเป็นการเติมเต็มจุดนี้ได้อย่างลงตัว และจะทำให้เกมรุกของ "หงส์แดง" น่ากลัวมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็ยังช่วยคุมจังหวะเกม ทำให้ทีมเล่นได้ง่ายยิ่งขึ้นกว่าเดิม และไม่รนรานด้วย

วิ่งไม่รู้จักเหนื่อย ทำงานหนักเพื่อปั้นเกมให้ทีม

    จุดนี้น่าจะเป็นเรื่องที่สังเกตและเข้าใจได้ง่ายที่สุดแล้วว่าทำไมผู้จัดการทีมทุกคนถึงอยากได้เขามาอยู่ในทีม เพราะนักเตะเป็นผู้เล่นประเภทที่สามารถวิ่งได้ทั่วสนาม และคอยหาพื้นที่ว่างเพื่อที่จะสร้างโอกาสให้กับเพื่อนร่วมทีมในการทำประตู

    สำหรับ คล็อปป์ ด้วยสไตล์การทำทีมของเขา แน่นอนว่าพรสวรรค์ของ ติอาโก้ เป็นอะไรที่น่าประทับใจมากๆ เพราะรูปแบบการเล่นและความสามารถของ ดาวเตะทีมชาติสเปน ถือว่าเป็นการเติมเต็มที่สุดเพอร์เฟกต์หากเจ้าตัวย้ายมาเล่นในถิ่นแอนฟิลด์

    นอกจากนี้ ติอาโก้ ยังมักจะวิ่งขึ้นไปคอยกดดันแนวรับของทีมคู่แข่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ คล็อปป์ ประทับใจมากๆ เนื่องจากการเล่นแบบเพรสซิ่งเป็นสไตล์ที่กุนซือชาวเยอรมัน นำมาใช้กับ "หงส์แดง" โดยเฉพาะเวลาที่ทีมเสียบอล จะต้องรีบแย่งบอลคืนกลับมาให้เร็วที่สุดซึ่งการเล่นแบบนี้จะเป็นการทำลายสภาพร่างกายและจิตใจของคู่แข่งได้เป็นอย่างดี

    ดังนั้นสไตล์การเล่นและทัศนคติของ ติอาโก้ เหมาะเจาะลงตัวที่จะมาประจำในแดนกลางของทีม ที่สำคัญเขาจะมาช่วยแบ่งเบาภาระให้กับ ฟาบิโญ่ และเอาเข้าจริงๆ หากดาวเตะชาวบราซิเลียน ได้เล่นเคียงข้างกับ สตาร์เลือดกระทิงดุ วัย 29 ปี อาจจะทำให้เขาแสดงศักยภาพได้มากยิ่งขึ้นด้วย

ปรับตัวได้ทุกตำแหน่งในแดนกลาง

    ข้อดีของ ติอาโก้ ก็คือเขาสามารถเล่นในตำแหน่งไหนก็ได้ในแผงมิดฟิลด์ไม่ว่าจะเป็น มิดฟิลด์ตัวกลาง, มิดฟิลด์ตัวรับ หรือจะสวมบทมิดฟิลด์ตัวรุกก็ได้ โดยสิ่งนี้ เป็นจุดที่ คล็อปป์ ชื่นชอบมากๆ เพราะจะทำให้ทีมมีการเล่นที่หลากหลาย โดยสามารถปรับนักเตะให้เล่นในตำแหน่งไหนก็ได้เพื่อให้เหมาะกับการเจอคู่แข่งในแต่ละเกม

    อย่างลืมว่าในฤดูกาล 2020/2021 สถานการณ์ในแดนกลางของ "หงส์แดง" ยังไม่แน่นอน เพราะกรณีของ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม ก็มีแววว่าจะย้ายไปเล่นกับ บาร์เซโลน่า ขณะที่ ฟาบินโญ่ กับ นาบี เกอิต้า บางครั้งก็ฟอร์มหลุด ส่วน อดัม ลัลลาน่า ก็โบกมือลาทีมไปแล้ว สำหรับ อเล็กซ์ อ็อดซ์เลด-แชมเบอร์เลน ก็เจ็บบ่อย ด้าน เจมส์ มิลเนอร์ ก็อายุอานามมากขึ้นทุกวัน ส่วน จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมจะต้องกรำศึกหนักจนบางครั้งร่างกายอ่อนล้า

    ฉะนั้นการได้ ติอาโก้ มาเสริมทัพ จะช่วยทำให้ทีมมีสมดุลมากขึ้น เพราะหาก "เดอะ เร้ดส์" ขาดผู้เล่นในแดนกลางบริเวณไหนก็ตาม คล็อปป์ ก็สามารถจับเขายืนแทน และก็ทำผลงานได้ดีไม่มีที่ติ ซึ่งนักเตะก็แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดกับการเล่นให้ บาเยิร์น มิวนิค

    ที่สำคัญประสบการณ์ของเจ้าตัวต้องบอกเลยว่าล้ำค่าสุดๆ เพราะ ติอาโก้ ผ่านการฝึกปรือฝีเท้าทั้งกับ บาร์เซโลน่า และ บาเยิร์น มิวนิค พร้อมทั้งประสบความสำเร็จมากมายกับทั้งสองสโมสร ฉะนั้นนักเตะย่อมมีหัวใจแห่งผู้ชนะ และประสบการณ์ที่รู้ว่าจะต้องทำยังไงเพื่อให้ทีมบรรลุเป้าหมายสู่การได้โทรฟี่แชมป์มาครอบครอง
 
    แน่นอนว่าความเก๋าผสมพรสวรรค์ที่มีอยู่ในตัว จะช่วยยกระดับแดนกลางของ "หงส์แดง" มากยิ่งขึ้น ส่วนผลพลอยได้อีกเรื่องที่ตามมาก็คือการที่บรรดานักเตะดาวรุ่งจะได้ศึกษาและเรียนรู้แนวทางการเล่นของเขา เพื่อที่จะได้นำไปพัฒนาต่อยอดสำหรับโอกาสในการก้าวขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ในอนาคต

ฝรั่งเศสไร้ “เอ็มบั๊ปเป้”! “กรีซมันน์” พร้อมตะบันโครเอเชียศึกเนชั่นส์ลีก

"ขุนพลตราไก่" ฝรั่งเศส จะไม่มี คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ที่ล่าสุดตรวจเจอว่าติดเชื้อโควิด-19 โดย อองตวน กรีซมันน์ ยังคงพร้อมลงกระชากล่าสกอร์ เกมพบ "ตาหมากรุก" โครเอเชีย ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก (ลีก เอ กลุ่ม 3) วันอังคารที่ 8 ก.ย. ศกนี้  เวลา 01.45 น.

ปรีวิวฟุตบอล ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก (ลีก เอ กลุ่ม 3)
วันอังคารที่ 8 กันยายน 2563
ฝรั่งเศส   –   โครเอเชีย


สนาม : สต๊าด เดอ ฟร้องซ์, ปารีส

 

    ดีดิเย่ร์ เดส์ชองส์ เทรนเนอร์ทีมชาติฝรั่งเศส พาทีมชนะสวีเดน 1-0 ในเกมเนชั่นส์ ลีกล่าสุด เป็นการคว้าชัย 3 นัดติด

    ความพร้อมล่าสุด ”เดเด้” เรียก เบอนัวต์ กาสติล ประตูบอร์กโดซ์ เข้ามาเสริมแทน สตีฟ ม็องด็องด้า นายด่านจากโอลิมปิก มาร์กเซย ที่ติดโควิด

    ส่วน ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ กองหลังดาวรุ่งไลป์ซิก 1 ใน 3 แข้งใหม่ ที่ถูกเรียกมาติดธงครั้งแรกและได้ประเดิมไปแล้วในเกมก่อน ก็น่าจะได้รับโอกาสต่อไป หลังทำผลงานได้ดี

    ขณะที่แกนหลักขาประจำรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น อูโก้ โยริส กัปตันทีม, ราฟาแอล วาราน, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, อองตวน กรีซมันน์ และ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ก็ยังพร้อมช่วยทีมเหมือนเดิม

    ทั้งนี้ทัพตราไก่จะไม่มี คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ที่ล่าสุดตรวจเจอว่าติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งน่าจะใช้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล โดยนัดล่าสุดเป็นตัวสำรองลงมาแทน เอ็มบั๊ปเป้

    ซลัตโก้ ดาลิช เทรนเนอร์ทีมชาติโครเอเชีย พาทีมแพ้โปรตุเกสยับเยิน 1-4 ในเกมเนชั่นส์ ลีกล่าสุด เป็นการแพ้นัดแรกในรอบ 3 เกม

    ความพร้อมเกมนี้ ดาลิชไม่มีปัญหาอะไรรบกวนเพิ่มเติม แต่อาจมีการปรับทัพพอสมควร พวกแข้งดังที่เป็นแค่สำรองอย่าง มาร์เซโล่ โบรโซวิช และ อิวาน เปริซิช น่าจะได้สลับมาออกสตาร์ต

    ส่วนขุมกำลังหลักรายอื่นๆ อย่าง เดยัน ลอฟเรน, โดมากอย วีด้า, มาเตโอ โควาซิช, อันเต้ เรบิช และ อันเดรย์ ครามาริช ยังพร้อมช่วยทีมเหมือนเดิม


นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม
    
    ฝรั่งเศส (3-4-1-2) : อูโก้ โยริส – ดาโยต์ อูปาเมกาโน่, ราฟาแอล วาราน, เพรสแนล คิมเพมเบ้ – เลโอ ดูบัวส์, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, อาเดรียง ราบิโอต์, ลูก้าส์ ดีญ – อองตวน กรีซมันน์ – โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล
    เทรนเนอร์ : ดีดิเย่ร์ เดส์ชองส์ 
    
    โครเอเชีย (4-2-3-1) : โดมินิค ลิวาโควิช – ทิน เยดวาย, เดยัน ลอฟเรน, โดมากอย วีด้า, บอร์นา บาริซิช – มาริโอ ปาซาลิช, มาเตโอ โควาซิช – โยซิป เบรกาโล่, นิโกล่า วลาซิช, อันเต้ เรบิช – อันเดรย์ ครามาริช 
    เทรนเนอร์ : ซลัตโก้ ดาลิช
 
    ผู้ตัดสิน : โอวิดิอู ฮาเตกาน (โรมาเนีย) 

 

ผลงานการพบกันที่ผ่านมา
วัน/เดือน/ปี      รายการ              ผลการแข่งขัน
15/07/18  ฟุตบอลโลก รอบชิงชนะเลิศ    ฝรั่งเศส ชนะ โคร
เอเชีย 4-2 


ผลงาน 5 นัดหลังสุด
ฝรั่งเศส

05/09/20  ชนะ  สวีเดน  1-0 (เยือน) เนชั่นส์ ลีก 
18/11/19 ชนะ แอลเบเนีย 2-0 (เยือน) คัดยูโร    
14/11/19   ชนะ มอลโดวา 2-1 (เหย้า) คัดยูโร
15/10/19   เสมอ ตุรกี 1-1 (เหย้า) คัดยูโร
11/10/19    ชนะ ไอซ์แลนด์  1-0 (เยือน) คัดยูโร

โครเอเชีย 
05/09/20 แพ้ โปรตุเกส 1-4 (เยือน) เนชั่นส์ ลีก 
20/11/19 ชนะ จอร์เจีย 2-1 (เหย้า) อุ่นเครื่อง     
14/10/19    เสมอ เวลส์ 1-1 (เยือน) คัดยูโร 
10/10/19   ชนะ ฮังการี 3-0  (เหย้า) คัดยูโร
09/09/19    เสมอ อาเซอร์ไบจาน 1-1 (เยือน) คัดยูโร 

มาร์กเด่น-ชิรูด์ซัดปิด! ฝรั่งเศสถลุงโครแอต เฮ2นัดติดเนชั่นส์ลีก

"ตราไก่" ฝรั่งเศส ย้ำชัยเหนือ โครเอเชีย ได้อีกครั้งหลังเช็กบิลด้วยสกอร์เดียวกับนัดชิงฯบอลโลกที่รัสเซีย เมื่อเปิดบ้านไล่ถลุงเอาชนะไปได้อย่างสนุก 4-2 เก็บ 6 แต้มเต็ม แต่รั้งอันดับ 2 ของกลุ่มหลัง โปรตุเกส ที่เฮรวดเช่นกันมีลูกได้เสียดีกว่า ในเกม เนชั่นส์ ลีก กลุ่ม 3 ลีก เอ เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา
สนาม : สต๊าด เดอ ฟร้องซ์, ปารีส

    ศึกเนชั่นส์ ลีก เมื่อคืนวันอังคารที่ 8 กันยายน ที่ผ่านมา "ตราไก่" ฝรั่งเศส ได้กลับมาเล่นในบ้านหลังเกมที่แล้วบุกไปเฉือน สวีเดน 1-0 แมตช์นี้รับมือ โครเอเชีย ที่พ่ายมาเละเทะในนัดเปิดสนามให้แชมป์เก่า โปรตุเกส 1-4 ศึกเกมนี้ถือเป็น รีแมตช์คู่ชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย

    ดีดิเย่ร์ เดส์ชองส์ ปวดหัวกับสภาพทีมที่ไม่พร้อม แถมล่าสุดต้องขาด คีลิยัน เอ็มบัปเป้ หัวหอกตัวเก่งหลังตรวจพบว่ามีเชื้อโควิด-19 ทำให้ต้องโดนกักตัวตามมาตรการด้านความปลอดภัย โดยเกมนี้แนวรุกใช้ วิสซาม เบน เยแดร์ คู่กับ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล และทิ้ง อองตวน กรีซมันน์ เป็นหน้าต่ำ ด้าน ซลัตโก้ ดาลิช ไม่มีปัญหาเท่าไหร่มีโรเตชั่นบางตำแหน่ง แนวรุกใช้ 3 ประสานทั้ง อิวาน เปริซิช, อันเดรย์ ครามาริช และอันเต เรบิช

    เปิดฉากครึ่งแรก มาไม่ถึง 2 นาที ทัพโครแอตได้ทักทายก่อนเลย หลัง นิโกลา วลาซิช โขกบอลต่อให้ อิวาน เปริซิช วอลเลย์ด้วยซ้ายนอกกรอบแต่บอลเบาไปก่อนไปเข้ามือ อูโก้ โยริส

    นาที 16 กลายเป็น ทัพตาหมากรุก ที่บุกมาขึ้นนำไปก่อน 1-0 บอลจากลูกคอนเนอร์ทางด้านขวา นิโกลา วลาซิช เปิดโด่งเข้ามาในกรอบ มุสซ่า ซิสโซโก้ โหม่งสกัดบอลไม่ดีไปเข้าทาง เดยัน ลอฟเรน ที่โชว์ความเหนือชั้นเอาบอลลงหนี ลูกัส แอร์กน็องเดซ ก่อนตะบันด้วยซ้ายเต็มแรงผ่านมือ อูโก้ โยริส เข้าไป

    เจ้าถิ่นได้โอกาสบ้าง นาที 22 แฟร์กล็องด์ เมนดี้ ผ่านบอลให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล อัดด้วยขวานอกกรอบแต่บอลเหินโด่งข้ามคานไป

    "ตราไก่" ปล่อยโอกาสตีเสมอหลุดลอยไป ในนาที 33 หลัง มาร์กซิยาล จ่ายบอลทะลุให้ อองตวน กรีซมันน์ หลุดไปในกรอบทางซ้ายก่อนจะซัดด้วยเท้าซ้ายไปติดตัว โดมินิค ลิวาโควิช

    อีก 2 นาทีต่อมา กรีซมีนน์ ได้โอกาสซัดฟรีคิกนอกกรอบกว่า 25 หลา แต่ดาวยิงจากบาร์เซโลน่าปั่นบอลเหินคานออกไปอย่างน่าผิดหวัง

    นาที 43 ฝรั่งเศส มาตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จจากการประสานงานกันยอดเยี่ยมหลัง อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล พาบอลขึ้นมาก่อนฝากให้ แฟร์กล็องด์ เมนดี้ จ่ายเข้ากลางให้ เบน เยแดร์ ชิ่งเร็วให้ มาร์กซิยาล หลุดเข้าไปปาดบอลเข้ากลางให้ อองตวน กรีซมันน์ วอลเลย์ด้วยซ้ายเข้าไป

    เท่านั้นไม่พอช่วงทดเจ็บครึ่งแรก นาที 45+1 "ตราไก่" มาแซงขึ้นนำ 2-1 บอลขึ้นทางขวา มุสซ่า ซิสโซโก้ โขกบอลให้ วิสชาม เบน เยแดร์ หลุดขึ้นไปก่อนแปบอลไปหน้าประตูให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล สไลด์มายิงด้วยซ้ายไปชนเสา ก่อนบอลมาโดนตัว โดมินิค ลิวาโควิช เข้าประตูตัวเองไป
   
    จบครึ่งแรก ฝรั่งเศส ซัดสองเม็ดแซงขึ้นนำ โครเอเชีย 2-1

    ครึ่งหลัง ซลัตโก้ ดาลิช เทรนเนอร์โครเอเชียเปลี่ยนตัวคนแรกถอดเอา อันเต้ เรบิช ออกแล้วส่ง โจซิป เบรกาโล่ ลงไปเล่นแทน
   
    และนาที 55 เบรกาโล่ จะเป็นสำรองทีเด็ดที่ลงมาแผลงฤทธิ์ทันที หลัง มาเตโอ โควาซิช แทงบอลชนิดคิลเลอร์พาสให้เจ้าตัวหลุดเข้าไป ก่อนจะโชว์ความนิ่งหลบทั้ง แฟร์กล็องด์ เมนดี้ และเกลม็องต์ ล็องเล่ต์ ล้มตัวยิงด้วยซ้ายผ่าน อูโก้ โยริส เข้าไปให้ โครเอเชีย ไล่ตีเสมอ 2-2

    นาที 62 ทัพโครแอตเกือบแซงนำบ้างหลัง นิโกลา วลาซิส เปิดด้วยซ้ายไปเสาไกลให้ อิวาน เปริซิช กัปตันทีมที่สอดมาแปด้วยซ้ายแต่กดบอลไม่ลงเหินคานไปอย่างน่าเสียดาย

    นาที 63 ดีดิเย่ร์ เดส์ชองส์ เทรนเนอร์ของฝรั่งเศสเปลี่ยนรวดเดียวสองคนส่ง เอดูอาร์โด้ คามาแว็งก้า และโอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ มาแทน เอ็นโกโล่ ก็องเต้ และวิสชาม เบน เยแดร์

    ก่อนในนาที 65 ฝรั่งเศส จะแซงขึ้นนำ 3-2 อีกครั้ง จากจังหวะที่ได้ลูกคอนเนอร์ทางด้านซ้าย อองตวน กรีซมันน์ เปิดเตะมุมมากลางประตูให้ ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ เทกตัวไม่ถึง10หลาโขกบอลเต็มแรงลงพื้นก่อนทะลักผ่านมือ ลิวาโควิช นายด่านโครแอตเข้าไป เป็นประตูแรกในนามทีมชาติของแนวรับจากแอร์เบ ไลป์ซิก

    นาที 71 เอดูอาร์โด้ คามาแว็งก้า ตัวสำรองที่เพิ่งลงได้โชว์บ้างคราวนี้กระชากขึ้นมาทางขวาก่อนเลี้ยงจี้เข้ากรอบแล้วอัดด้วยขวาเสาแรก บอลพุ่งไปเข้ามือ โดมินิค ลิวาโควิช

    กลายเป็น "ตราไก่" ที่บุกได้น้ำได้เนื้อกว่า นาที 74 อองตวน กรีซมันน์ จ่ายบอลทะลุให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล หลุดเข้าไปซัดด้วยซ้ายติดเซฟนายด่านทีมเยือน

    จากนั้น นาที 76 มาร์เซโล โบรโซวิช มาทำเสียจุดโทษก่อนที่ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ จะทำหน้าที่ยิงเข้าไปทางซ้ายมือ ให้ ฝรั่งเศส นำห่างโครเอเชีย 4-2

    ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม ฝรั่งเศส ไล่ถลุงคว้าชัยเหนือ โครเอเชีย 4-2

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม       
   
        ฝรั่งเศส (3-4-1-2) : อูโก้ โยริส – ดาโยต์ อูปาเมกาโน่, เกลม็องต์ ล็องเล่ต์, ลูกัส แอร์กน็องเดซ – มุสซ่า ซิสโซโก้, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, สตีเว่น เอ็นซอนซี่, แฟร์กล็องด์ เมนดี้ – อองตวน กรีซมันน์ – วิสซาม เบน เยแดร์ ,อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

        เทรนเนอร์ : ดีดิเย่ร์ เดส์ชองส์
   
        โครเอเชีย (4-3-3) : โดมินิค ลิวาโควิช – ฟิลิป อูเรโมวิช, เดยัน ลอฟเรน, ดูเย่ ซาเลต้า-ซาร์, ดาริโอ เมลน์ยาค – มาเตโอ โควาซิช, มาร์เซโล โบรโซวิช, นิโกลา วลาซิช – อันเต้ เรบิช, อันเดรย์ ครามาริช, อิวาน เปริซิช

        เทรนเนอร์ : ซลัตโก้ ดาลิช
 
        ผู้ตัดสิน : โอวิดิอู ฮาเตกาน (โรมาเนีย)

เอฟเวอร์ตันยันเซ็น “ฮาเมส”,นักเตะเปิดใจสุดแฮปปี้

เอฟเวอร์ตัน เดินเครื่องพร้อมรบสำหรับฤดูกาลใหม่ ด้วยการเซ็นสัญญาคว้าตัว ฮาเมส โรดริเกซ จอมทัพชั้นดีจาก เรอัล มาดริด เรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าค่าตัวนักเตะประมาณ 20 ล้านปอนด์ พร้อมเซ็นสัญญา 2 ปีบวกออปชั่นอีก 1 ปี

ฮาเมส โรดริเกซ เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติโคลอมเบีย เปิดใจหลังจากได้ย้ายมาเป็นสมาชิกใหม่ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน อย่างเป็นทางการเมื่อวันจันทร์ที่ 7 กันยายนที่ผานมา โดยนักเตะเซ็นสัญญาร 2 ปีพร้อมออปชั่นขยายสัญญาเพิ่มอีก 1 ปี

ดาวเตะวัย 29 ปี ย้ายจากโมนาโก ไปเล่นให้กับ เรอัล มาดริด เมื่อปี 2014 หลังจากทำผลงานสุดยอดในศึกฟุตบอลโลก 2014 อย่างไรก็ตามนักเตะไม่สามารถงัดฟอร์เก่งออกมาได้เลย สุดท้ายต้องถูกส่งไปเล่นแบบยืมตัวกับ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค เป็นเวลา 2 ซีซั่นตั้งแต่ปี 2017-2019

โรดริเกซ ซึ่งคาดว่าโบกมือลาถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาเบว เพื่อมาสวมชุด "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" ด้วยสนนราคาประมาณ 20 ล้านปอนด์ (ราว 760 ล้านบาท) เปิดใจว่า "ผมมีความสุขจริงๆ ที่ได้มาอยู่กับสโมสรที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ สโมสรมีประวัติศาสตร์มากมาย และที่นี่กับผู้จัดการทีม (คาร์โล อันเชลอตติ) ที่รู้จักผมเป็นอย่างดี"

"ผมตั้งตาคอยที่จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ที่นี่ และคว้าแชมป์ให้ได้ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำหรับทุกๆ คน ผมย้ายมาที่นี่เพื่อที่จะพยายามพัฒนาและทำผลงานให้ดียิ่งขึ้น ผมมาที่นี่เพื่อช่วยทีมคว้าแชมป์ และเล่นฟุตบอลให้ดีที่สุด รวมทั้งมีความสนุกเร้าใจ"

"ผมเชื่อมั่นในตัว คาร์โล และสตาฟฟ์เทคนิคของเขา เรามีโอกาสประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ และนี่คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ผมเซ็นสัญญาก็คือคาร์โล อันเชลอตติ ผมเคยมีช่วงเวลาที่สุดมีความสุขกับเขาก่อนหน้านี้กับ 2 สโมสร (เรอัล มาดริด และ บาเยิร์น มิวนิค) นี่คือเหตุผลที่สำคัญที่ผมย้ายมาที่นี่" โรดริเกซ ร่ายยาว

ขณะที่ "อันเช่" แสดงความเห็นกับการได้ร่วมงานกับ โรดริเกซ อีกครั้งว่า "ก็อย่างที่ทุกๆ รู้ ฮาเมส เป็นนักเตะที่แสนวิเศษ เต็มไปด้วยคุณภาพ และมีความสามารถในการแอสซิสต์ให้กับกองหน้า เขาเป็นโปรเจกต์ที่น่าตื่นเต้นสำหรับสโมสร และเป็นการเซ็นสัญญาที่น่าตื่นเต้นด้วย"

เจ๋งไหม..แข้งนอกใหม่แกะกล่องเขย่าไทยลีก

ศึกฟุตบอลไทยลีก1 ฤดูกาล 2020-2021 จะกลับมารีสตาร์ทกันอีกครั้งหลังจากก่อนหน้านี้ฟาดแข้งกันไปแล้ว 4 เกม แต่เนื่องด้วยการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ทำให้ลีกต้องถูกระงับการแข่งขันชั่วคราวแบบยาวๆ 5 เดือน นวัตกรรมตะบันแข้งที่ฝ่ายจัดการแข่งขันพยายามค้นคิดหากรรมวิธีมากมายเพื่อให้ฟุตบอลออกมาในสิ่งที่ฝ่ายจัดต้องการให้เป็นจึงเกิดขึ้นโดยเรื่องสำคัญที่น่าสนใจคือเรื่องของตลาดซื้อ-ขาย รอบพิเศษ ที่เปิดให้โอนย้ายกันระหว่างวันที่ 25 ส.ค.-7 ก.ย.63 ตลาดรอบนี้ทุกทีมมีสิทธิ์ที่จะเทผู้เล่นออกแบบยกกระบิดึงผู้เล่นเข้าแบบไม่อั้นขึ้นอยู่กับเสถียรภาพทางการเงินของแต่ละทีม

การย้ายเข้าออกของผู้เล่นส่วนใหญ่รอบนี้จะเป็นการย้ายผู้เล่นในลีก มากกว่าที่จะอิมพอร์ตเข้ามา ซึ่งมาถึงวันนี้มีผู้เล่นที่มาจากลีกนอกประเทศเพียง 7 ราย ประกอบไปด้วย บุรีรัมย์ 4 ราย ,บีจี ปทุม ยูไนเต็ด 1 ราย ,ราชบุรี เอฟซี 1 ราย และ เชียงราย ยูไนเต็ด 1 ราย  ผู้เล่น 6 ใน 7 ราย เป็นสิ่งที่แฟนบอล,สโมสรผู้ว่าจ้างคาดหวังอยากเห็นความแปลกใหม่สร้างความสำเร็จเพราะตลาดรอบนี้เหมือนเป็นตลาดที่เปิดมาช่วยเยียวยาหลายๆด้านทั้งเรื่องของสภาวะทางการเงินทีมกลางๆไปจนถึงเล็กๆ  รวมไปถึงทีมใหญ่ๆที่ผลงานยังไม่เข้าเป้า ตลาดรอบพิเศษที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นเส้นบางๆแห่งความหวัง

หากไม่นับรายของ “จาจ้า”แจ็คสัน โคเอญโญ่ ที่เชียงรายคว้าตัวมาร่วมทีม เพราะเคยโลดแล่นลีกไทยมาแล้ว ทั้งการเล่นให้ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด,เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด  ไทยลีก ซีซั่นนี้จะมีแข้งนอกหน้าใหม่เข้ามาสู่ทีมถึง 6 คน นี่คือการแกะกล่องความสามารถบนลีกไทยของแข้งหน้าใหม่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นหรือไม่เรื่องราวในสนามแข่งขันในวันที่ 12 ก.ย.63 เป็นต้นไปจะเป็นตัวชี้วัด แต่ก่อนจะแกะกล่องแฟนบอลไทยไปทำความรู้จักกับบรรดาแข้งหน้าใหม่ของ 3 สโมสรกันว่ามีอะไรโดดเด่นถึงกล้าทุ่มมาในช่วงของวิกฤตเศรษฐกิจโลกและวิกฤตโรค พอหอมปากหอมคอ

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เลือกเปลี่ยนถ่ายตัวผู้เล่นต่างชาติแบบยกล็อต  ในช่วงตลาดพิเศษรอบนี้ พร้อมกับนำเข้ามาใหม่ 4 รายรวด ในทุกตำแหน่ง  เรนาโต เคลิช แข้งวัย 29 ปี จากโครเอเชีย จะก้าวมายืนปักหลักเกมรับแทน อันเดรส ตูเนซ ที่ย้ายไปอยู่บีจี ปทุม ยูไนเต็ด  ประสบการณ์ถือว่าน่าสนใจผ่านการติดทีมระดับเยาวชนของโครเอเชียมาหลายรุ่น 18,19,20,21 ปี  ย้ายมาจากสโมสร  ซิบาเรีย ในโครเอเชีย ประสบการณ์ฟุตบอลอาชีพ 299 เกม ยิงไป 9 ประตู  นอกจากตำแหน่งเซนเตอร์แบ๊คที่ถนัดแล้วยังสามารถยืดไปเล่นแบ๊คขวาเคยค้าแข้งกับสโมสรดังสโลวาน  ไลบิเลซ

ส่วนอีก 3 ราย  ประกอบไปด้วย จิดี คานยุค  แข้งอิสราเอล วัย  27 ปี  ที่จะมาบัญชาการในตำแหน่งกลางตัวรุก  อีกทั้งยังมีชื่อของ อัคบาร์  อิสมาตุลราเยฟ  ดาวเตะวัย  29 ปี ทีมชาติอุซเบกิสถาน ที่จะมาซัพพอร์ตแดนกลางแต่จะเป็นตัวปัดกวาดเกมรุกคู่แข่งพร้อมกับตำแหน่งโควตาเอเชีย  และรายสุดท้ายที่น่าสนใจคือ  มาร์โก เซโปวิซ  กองหน้า วัย 29 ปี ชาวเซอร์เบีย  ตำแหน่งที่สโมสรตามหาตั้งขาดหาย ดิโอโก  หลุยส์ ซานโต ไป จะทดแทนได้หรือไม่นับว่าน่าติดตาม แต่ดูจากชื่อชั้นที่ก้าวไปถึงทีมชุดใหญ่ เซอร์เบีย ช่วงปี 2012 รวมไปถึงผ่านการเล่นให้ทีมใหญ่ๆทั้ง เบลเกรด ,โอลิมเปียกอส,มาร์ยอกา ก็น่าจะมีดีพอตัว ประสบการณ์ฟุตบอลอาชีพตลอดชีวิต 279 เกม 102 ประตู ก็จัดว่าคมเอาเรื่องแต่ทุกอย่างหลังจากนี้คือเรื่องของการปรับตัวทั้งเรื่องเคมีกับเพื่อนร่วมทีมรวมไปถึงสภาพแวดล้อมกล่อง 4  ใบนี้ของ บุรีรัมย์ คือความหวังสูงสุดในการเป็นองค์ประกอบใหญ่ไล่ล่าแชมป์

น่านฟ้าเปิดแล้วเจอกันนั่นคือคำมั่นสัญญาของ ประธานสโมสรบีจี ปทุมยูไนเต็ด อย่าง ปวิณ   ภิรมย์ภักดี  เป็นการเอ่ยถึงขุนศึกซามูไรหน้าใหม่ที่จะสอดแทรกเข้ามาสู่ทีมในช่วงของตลาดซื้อขายพิเศษเกิดขึ้น  เพื่อเป็นการเติมเต็มขีดความสามารถของทีมในการสร้างโอกาสลุ้นแชมป์ฤดูกาล 2020-2021  ชื่อของ มิตซุรุ มารุโอกะ ก้องอยู่ในหูแฟนบอลชาวไทยในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา  แน่นอนว่าโปไฟล์แบบไหน?ที่ทีมใหญ่อย่างบีจีต้องการสอยเข้ามาสู่ทีม มารุโอกะ มีชื่อจากการไปร่วมทีมโบรุสเซีย ดอร์ทมุน  แม้ว่าจะเป็นทีมสำรองและมีโอกาสในชุดใหญ่น้อยแต่ตัวเลขอายุ 24 ปี นี่คือความท้าทายใหม่ๆของแข้งดังจากญี่ปุ่น  ประสบการณ์ในเส้นทางฟุตบอลอาชีพทั้ง เซนเรโซ โอซากา,ดอร์ทมุน,วีวาเรน นากาซากิ,ยามากูชิ น่าจะพอช่วยให้ความมั่นใจเกิดขึ้นบ้างในกลุ่มแฟนบอล กล่องใหม่ใบนี้ของบีจีรอการเปิดให้วงการฟุตบอลได้ยลซึ่งเมื่อลีกเปิดทุกอย่างคือคำตอบ

กลายเป็นทีมที่มีกลุ่มผู้เล่นอายุน้อยอยู่ในทีมค่อนข้างเยอะสำหรับ ราชบุรี เอฟซี  แม้กระทั่งดีลผู้เล่นต่างชาติโควตาอาเซียนล่าสุดในช่วงตลาดพิเศษยังเลือกแข้งวัย 20 ปี อย่าง จัสติน บาส  ดาวเตะกองหลังตัวกลาง ลูกครึ่งดัตซ์-ฟิลิปปินส์  มีชื่อติดทีมชาติชุดใหญ่ฟิลิปปินส์ และก่อนหน้านี้เคยรับใช้ทีมชาติชุด 15 ปี ของฮอลแลนด์  ซึ่งแข้งรายนี้เกิดที่คูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ แต่ไปเติบโตในฮอลแลนด์ เริ่มต้นกับการเป็นเด็กฝึกหัดของ อัคมาร์ ก่อนที่จะขยับตัวเองสู่ทีมสำรอง สำหรับในทีมชาติฟิลิปปินส์  บาส มีชื่อลงเล่นให้กับทีมชาติในรายการฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชียในเกมที่พบกับ ซีเรีย และ กวม นี่คืออีกหนึ่งกล่องสุ่มที่กำลังจะเปิดในวงการฟุตบอลไทย

 

ลินเดอเลิฟปะทะบรูโน่! เช็กโปรแกรมแข้งแมนยูติดทีมชาติบู๊เนชั่นส์ ลีก

ก่อนพรีเมียร์ลีกจะกลับมาฟาดแข้งกันในสัปดาห์หน้า สัปดาห์นี้มีโปรแกรมฟุตบอลที่น่าสนใจทีเดียวเมื่อ ยูฟ่า เนชั่นส ลีก กลับมาอีกครั้ง โดยในการแข่งขันสองนัดแรกจะมีขึ้นในวันที่ 3-8 กันยายน นี้ เหล่าแข้ง "ปีศาจแดง" ถูกเรียกติดทีมชาติทั้งหมด 9 รายด้วยกัน หากแฟนผีอยากชมฟอร์มของพวกเขา มาเช็กโปรแกรมการแข่งขันกัน
ลินเดอเลิฟปะทะบรูโน่! เช็กโปรแกรมแข้งแมนยูติดทีมชาติบู๊เนชั่นส์ ลีก
    สัปดาห์ที่แล้ว แกเร็ธ เซาธ์เกต ประกาศรายชื่อขุนพลทีมชาติอังกฤษซึ่งมี เมสัน กรีนวู้ด ติดทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในอาชีพการค้าแข้ง โดยดาวยิงวัย 18 ปีทำผลงานน่าประทับใจด้วยการซัดทั้งหมด 17 ประตูในฤดูกาล 2019/20 และเขามีโอกาสที่จะได้ลงสัมผัสเกมทีมชาติเป็นครั้งแรกในนัดเจอ ไอซ์แลนด์ หรือ เดนมาร์ก

    ขณะที่ ดีน เฮนเดอร์สัน นายด่าน “ปีศาจแดง” ที่เพิ่งต่อสัญญากับทีมไปจนถึงปี 2025 ก็มีรายชื่อติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกเช่นเดียวกันและหากเทียบฟอร์มในปัจจุบันกับนายด่านอีกสองคนอย่าง จอร์แดน พิคฟอร์ด (เอฟเวอร์ตัน) และ นิค โป๊ป (เบิร์นลี่ย์) แล้ว เฮนเดอร์สัน ถือว่ามีลุ้นประเดิมลงเฝ้าเสาให้กับ “สิงโตคำราม”

    ในรายของ มาร์คัส แรชฟอร์ด จำเป็นต้องถอนตัวเนื่องจากอาการบาดเจ็บ ด้าน แฮร์รี่ แม็กไกวร์ โดนตัดชื่อออกจากทีมชาติอังกฤษเหตุเพราะคดีฉาวที่กรีซ

    สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ มีรายชื่อติดทัพ สกอตแลนด์ เตรียมพร้อมพบกับทีมชาติ อิสราเอล และ เช็ก

    ไรอัน กิ๊กซ์ เรียกสองดาวรุ่งของ “ผีแดง” แดเนี่ยล เจมส์ และ ดีแลน เลวิตต์ มาเป็นส่วนหนึ่งใน 26 ขุนพลที่จะเจอกับทีมชาติฟินแลนด์ และ บัลแกเรีย

    นอกจากนี้เราจะได้เห็นแข้งแมนฯ ยูไนเต็ด มาปะทะกันในโปรแกรมทีมชาติสุดสัปดาห์นี้ด้วย เมื่อฝรั่งเศสต้องบุกเยือนสวีเดน ณ สนาม “เฟรนด์ส อารีน่า” ที่ สต็อกโฮล์ม โดยเจ้าของแชมป์ฟุตบอลโลกปี 2018 เลือก อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล มาติดทีมชาติเป็นครั้งแรกในรอบกว่าสองปีเลยทีเดียว ขณะที่ สวีเดน มี วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ คอยบัญชาการเกมรับเช่นเดิม 

 
    หลังจากทัพ "ไวกิ้ง" มีคิวดวลกับ ฝรั่งเศสแล้ว พวกเขาต้องปะทะกับ โปรตุเกส แชมป์เนชั่น ลีก ปี 2019  ซึ่งมีแข้ง “ปีศาจแดง” อย่าง บรูโน่ แฟร์นันด์ส ติดทัพ “ฝอยทอง” ภายใต้การคุมทีมของ แฟร์นานโด ซานโตส

    ด้าน สเปน ที่มี ดาบิด เด เคอา มีโปรแกรมทำศึกบิ๊กแมตช์กับทัพ “อินทรีเหล็ก” เยอรมัน ก่อนจะปิดท้ายด้วยการเจอ ยูเครน สัปดาห์หน้า

    สุดท้ายว่าที่นักเตะ แมนฯ ยูไนเต็ด อย่าง ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค หลังจากตรวจร่างกายกับทีมเป็นที่เรียบร้อยก็กลับไปเข้าแคมป์ทีมชาติฮอลแลนด์ก่อนมีคิวพบกับ โปแลนด์ และ อิตาลี

รวมโปรแกรมแข้งแมนยูในยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน 2020

    เยอรมัน พบ สเปน (ดาบิด เด เคอา) เวลา 01.45 น.

    ฟินแลนด์ พบ เวลส์ (แดเนี่ยล เจมส์ / ดีแลน เลวิตต์) เวลา 01.45 น.

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2020

    สกอตแลนด์ (สกอตต์ แม็คโทมิเนย์) พบ อิสราเอล เวลา 01.45 น.

    ฮอลแลนด์ (ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค) พบ โปแลนด์ เวลา 01.45 น.

วันเสาร์ที่ 5 กันยายน 2020

    ไอซ์แลนด์ พบ อังกฤษ (ดีน เฮนเดอร์สัน / เมสัน กรีนวู้ด) เวลา 23.00 น.

    โปรตุเกส (บรูโน่ แฟร์นันด์ส) พบ โครเอเชีย เวลา 01.45 น.

    สวีเดน (วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ) พบ ฝรั่งเศส (อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล) เวลา 01.45 น.

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2020

    เวลส์ (แดเนี่ยล เจมส์ / ดีแลน เลวิตต์) พบ บัลแกเรีย เวลา 20.00 น.

    สเปน (ดาบิด เด เคอา) พบ ยูเครน เวลา 01.45 น.

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน 2020

    เช็ก พบ สกอตแลนด์ (สกอตต์ แม็คโทมิเนย์) เวลา 01.45 น.

    ฮอลแลนด์ (ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค) พบ อิตาลี เวลา 01.45 น.

 วันอังคารที่ 8 กันยายน 2020

    เดนมาร์ก พบ อังกฤษ (ดีน เฮนเดอร์สัน / เมสัน กรีนวู้ด) เวลา 01.45 น.

    ฝรั่งเศส (อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล) พบ โครเอเชีย เวลา 01.45 น.

    สวีเดน (วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ) พบ โปรตุเกส (บรูโน่ แฟร์นันด์ส) เวลา 01.45 น.