เจ๋งไหม..แข้งนอกใหม่แกะกล่องเขย่าไทยลีก

ศึกฟุตบอลไทยลีก1 ฤดูกาล 2020-2021 จะกลับมารีสตาร์ทกันอีกครั้งหลังจากก่อนหน้านี้ฟาดแข้งกันไปแล้ว 4 เกม แต่เนื่องด้วยการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ทำให้ลีกต้องถูกระงับการแข่งขันชั่วคราวแบบยาวๆ 5 เดือน นวัตกรรมตะบันแข้งที่ฝ่ายจัดการแข่งขันพยายามค้นคิดหากรรมวิธีมากมายเพื่อให้ฟุตบอลออกมาในสิ่งที่ฝ่ายจัดต้องการให้เป็นจึงเกิดขึ้นโดยเรื่องสำคัญที่น่าสนใจคือเรื่องของตลาดซื้อ-ขาย รอบพิเศษ ที่เปิดให้โอนย้ายกันระหว่างวันที่ 25 ส.ค.-7 ก.ย.63 ตลาดรอบนี้ทุกทีมมีสิทธิ์ที่จะเทผู้เล่นออกแบบยกกระบิดึงผู้เล่นเข้าแบบไม่อั้นขึ้นอยู่กับเสถียรภาพทางการเงินของแต่ละทีม

การย้ายเข้าออกของผู้เล่นส่วนใหญ่รอบนี้จะเป็นการย้ายผู้เล่นในลีก มากกว่าที่จะอิมพอร์ตเข้ามา ซึ่งมาถึงวันนี้มีผู้เล่นที่มาจากลีกนอกประเทศเพียง 7 ราย ประกอบไปด้วย บุรีรัมย์ 4 ราย ,บีจี ปทุม ยูไนเต็ด 1 ราย ,ราชบุรี เอฟซี 1 ราย และ เชียงราย ยูไนเต็ด 1 ราย  ผู้เล่น 6 ใน 7 ราย เป็นสิ่งที่แฟนบอล,สโมสรผู้ว่าจ้างคาดหวังอยากเห็นความแปลกใหม่สร้างความสำเร็จเพราะตลาดรอบนี้เหมือนเป็นตลาดที่เปิดมาช่วยเยียวยาหลายๆด้านทั้งเรื่องของสภาวะทางการเงินทีมกลางๆไปจนถึงเล็กๆ  รวมไปถึงทีมใหญ่ๆที่ผลงานยังไม่เข้าเป้า ตลาดรอบพิเศษที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นเส้นบางๆแห่งความหวัง

หากไม่นับรายของ “จาจ้า”แจ็คสัน โคเอญโญ่ ที่เชียงรายคว้าตัวมาร่วมทีม เพราะเคยโลดแล่นลีกไทยมาแล้ว ทั้งการเล่นให้ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด,เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด  ไทยลีก ซีซั่นนี้จะมีแข้งนอกหน้าใหม่เข้ามาสู่ทีมถึง 6 คน นี่คือการแกะกล่องความสามารถบนลีกไทยของแข้งหน้าใหม่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นหรือไม่เรื่องราวในสนามแข่งขันในวันที่ 12 ก.ย.63 เป็นต้นไปจะเป็นตัวชี้วัด แต่ก่อนจะแกะกล่องแฟนบอลไทยไปทำความรู้จักกับบรรดาแข้งหน้าใหม่ของ 3 สโมสรกันว่ามีอะไรโดดเด่นถึงกล้าทุ่มมาในช่วงของวิกฤตเศรษฐกิจโลกและวิกฤตโรค พอหอมปากหอมคอ

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เลือกเปลี่ยนถ่ายตัวผู้เล่นต่างชาติแบบยกล็อต  ในช่วงตลาดพิเศษรอบนี้ พร้อมกับนำเข้ามาใหม่ 4 รายรวด ในทุกตำแหน่ง  เรนาโต เคลิช แข้งวัย 29 ปี จากโครเอเชีย จะก้าวมายืนปักหลักเกมรับแทน อันเดรส ตูเนซ ที่ย้ายไปอยู่บีจี ปทุม ยูไนเต็ด  ประสบการณ์ถือว่าน่าสนใจผ่านการติดทีมระดับเยาวชนของโครเอเชียมาหลายรุ่น 18,19,20,21 ปี  ย้ายมาจากสโมสร  ซิบาเรีย ในโครเอเชีย ประสบการณ์ฟุตบอลอาชีพ 299 เกม ยิงไป 9 ประตู  นอกจากตำแหน่งเซนเตอร์แบ๊คที่ถนัดแล้วยังสามารถยืดไปเล่นแบ๊คขวาเคยค้าแข้งกับสโมสรดังสโลวาน  ไลบิเลซ

ส่วนอีก 3 ราย  ประกอบไปด้วย จิดี คานยุค  แข้งอิสราเอล วัย  27 ปี  ที่จะมาบัญชาการในตำแหน่งกลางตัวรุก  อีกทั้งยังมีชื่อของ อัคบาร์  อิสมาตุลราเยฟ  ดาวเตะวัย  29 ปี ทีมชาติอุซเบกิสถาน ที่จะมาซัพพอร์ตแดนกลางแต่จะเป็นตัวปัดกวาดเกมรุกคู่แข่งพร้อมกับตำแหน่งโควตาเอเชีย  และรายสุดท้ายที่น่าสนใจคือ  มาร์โก เซโปวิซ  กองหน้า วัย 29 ปี ชาวเซอร์เบีย  ตำแหน่งที่สโมสรตามหาตั้งขาดหาย ดิโอโก  หลุยส์ ซานโต ไป จะทดแทนได้หรือไม่นับว่าน่าติดตาม แต่ดูจากชื่อชั้นที่ก้าวไปถึงทีมชุดใหญ่ เซอร์เบีย ช่วงปี 2012 รวมไปถึงผ่านการเล่นให้ทีมใหญ่ๆทั้ง เบลเกรด ,โอลิมเปียกอส,มาร์ยอกา ก็น่าจะมีดีพอตัว ประสบการณ์ฟุตบอลอาชีพตลอดชีวิต 279 เกม 102 ประตู ก็จัดว่าคมเอาเรื่องแต่ทุกอย่างหลังจากนี้คือเรื่องของการปรับตัวทั้งเรื่องเคมีกับเพื่อนร่วมทีมรวมไปถึงสภาพแวดล้อมกล่อง 4  ใบนี้ของ บุรีรัมย์ คือความหวังสูงสุดในการเป็นองค์ประกอบใหญ่ไล่ล่าแชมป์

น่านฟ้าเปิดแล้วเจอกันนั่นคือคำมั่นสัญญาของ ประธานสโมสรบีจี ปทุมยูไนเต็ด อย่าง ปวิณ   ภิรมย์ภักดี  เป็นการเอ่ยถึงขุนศึกซามูไรหน้าใหม่ที่จะสอดแทรกเข้ามาสู่ทีมในช่วงของตลาดซื้อขายพิเศษเกิดขึ้น  เพื่อเป็นการเติมเต็มขีดความสามารถของทีมในการสร้างโอกาสลุ้นแชมป์ฤดูกาล 2020-2021  ชื่อของ มิตซุรุ มารุโอกะ ก้องอยู่ในหูแฟนบอลชาวไทยในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา  แน่นอนว่าโปไฟล์แบบไหน?ที่ทีมใหญ่อย่างบีจีต้องการสอยเข้ามาสู่ทีม มารุโอกะ มีชื่อจากการไปร่วมทีมโบรุสเซีย ดอร์ทมุน  แม้ว่าจะเป็นทีมสำรองและมีโอกาสในชุดใหญ่น้อยแต่ตัวเลขอายุ 24 ปี นี่คือความท้าทายใหม่ๆของแข้งดังจากญี่ปุ่น  ประสบการณ์ในเส้นทางฟุตบอลอาชีพทั้ง เซนเรโซ โอซากา,ดอร์ทมุน,วีวาเรน นากาซากิ,ยามากูชิ น่าจะพอช่วยให้ความมั่นใจเกิดขึ้นบ้างในกลุ่มแฟนบอล กล่องใหม่ใบนี้ของบีจีรอการเปิดให้วงการฟุตบอลได้ยลซึ่งเมื่อลีกเปิดทุกอย่างคือคำตอบ

กลายเป็นทีมที่มีกลุ่มผู้เล่นอายุน้อยอยู่ในทีมค่อนข้างเยอะสำหรับ ราชบุรี เอฟซี  แม้กระทั่งดีลผู้เล่นต่างชาติโควตาอาเซียนล่าสุดในช่วงตลาดพิเศษยังเลือกแข้งวัย 20 ปี อย่าง จัสติน บาส  ดาวเตะกองหลังตัวกลาง ลูกครึ่งดัตซ์-ฟิลิปปินส์  มีชื่อติดทีมชาติชุดใหญ่ฟิลิปปินส์ และก่อนหน้านี้เคยรับใช้ทีมชาติชุด 15 ปี ของฮอลแลนด์  ซึ่งแข้งรายนี้เกิดที่คูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ แต่ไปเติบโตในฮอลแลนด์ เริ่มต้นกับการเป็นเด็กฝึกหัดของ อัคมาร์ ก่อนที่จะขยับตัวเองสู่ทีมสำรอง สำหรับในทีมชาติฟิลิปปินส์  บาส มีชื่อลงเล่นให้กับทีมชาติในรายการฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชียในเกมที่พบกับ ซีเรีย และ กวม นี่คืออีกหนึ่งกล่องสุ่มที่กำลังจะเปิดในวงการฟุตบอลไทย

 

ลินเดอเลิฟปะทะบรูโน่! เช็กโปรแกรมแข้งแมนยูติดทีมชาติบู๊เนชั่นส์ ลีก

ก่อนพรีเมียร์ลีกจะกลับมาฟาดแข้งกันในสัปดาห์หน้า สัปดาห์นี้มีโปรแกรมฟุตบอลที่น่าสนใจทีเดียวเมื่อ ยูฟ่า เนชั่นส ลีก กลับมาอีกครั้ง โดยในการแข่งขันสองนัดแรกจะมีขึ้นในวันที่ 3-8 กันยายน นี้ เหล่าแข้ง "ปีศาจแดง" ถูกเรียกติดทีมชาติทั้งหมด 9 รายด้วยกัน หากแฟนผีอยากชมฟอร์มของพวกเขา มาเช็กโปรแกรมการแข่งขันกัน
ลินเดอเลิฟปะทะบรูโน่! เช็กโปรแกรมแข้งแมนยูติดทีมชาติบู๊เนชั่นส์ ลีก
    สัปดาห์ที่แล้ว แกเร็ธ เซาธ์เกต ประกาศรายชื่อขุนพลทีมชาติอังกฤษซึ่งมี เมสัน กรีนวู้ด ติดทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในอาชีพการค้าแข้ง โดยดาวยิงวัย 18 ปีทำผลงานน่าประทับใจด้วยการซัดทั้งหมด 17 ประตูในฤดูกาล 2019/20 และเขามีโอกาสที่จะได้ลงสัมผัสเกมทีมชาติเป็นครั้งแรกในนัดเจอ ไอซ์แลนด์ หรือ เดนมาร์ก

    ขณะที่ ดีน เฮนเดอร์สัน นายด่าน “ปีศาจแดง” ที่เพิ่งต่อสัญญากับทีมไปจนถึงปี 2025 ก็มีรายชื่อติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกเช่นเดียวกันและหากเทียบฟอร์มในปัจจุบันกับนายด่านอีกสองคนอย่าง จอร์แดน พิคฟอร์ด (เอฟเวอร์ตัน) และ นิค โป๊ป (เบิร์นลี่ย์) แล้ว เฮนเดอร์สัน ถือว่ามีลุ้นประเดิมลงเฝ้าเสาให้กับ “สิงโตคำราม”

    ในรายของ มาร์คัส แรชฟอร์ด จำเป็นต้องถอนตัวเนื่องจากอาการบาดเจ็บ ด้าน แฮร์รี่ แม็กไกวร์ โดนตัดชื่อออกจากทีมชาติอังกฤษเหตุเพราะคดีฉาวที่กรีซ

    สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ มีรายชื่อติดทัพ สกอตแลนด์ เตรียมพร้อมพบกับทีมชาติ อิสราเอล และ เช็ก

    ไรอัน กิ๊กซ์ เรียกสองดาวรุ่งของ “ผีแดง” แดเนี่ยล เจมส์ และ ดีแลน เลวิตต์ มาเป็นส่วนหนึ่งใน 26 ขุนพลที่จะเจอกับทีมชาติฟินแลนด์ และ บัลแกเรีย

    นอกจากนี้เราจะได้เห็นแข้งแมนฯ ยูไนเต็ด มาปะทะกันในโปรแกรมทีมชาติสุดสัปดาห์นี้ด้วย เมื่อฝรั่งเศสต้องบุกเยือนสวีเดน ณ สนาม “เฟรนด์ส อารีน่า” ที่ สต็อกโฮล์ม โดยเจ้าของแชมป์ฟุตบอลโลกปี 2018 เลือก อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล มาติดทีมชาติเป็นครั้งแรกในรอบกว่าสองปีเลยทีเดียว ขณะที่ สวีเดน มี วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ คอยบัญชาการเกมรับเช่นเดิม 

 
    หลังจากทัพ "ไวกิ้ง" มีคิวดวลกับ ฝรั่งเศสแล้ว พวกเขาต้องปะทะกับ โปรตุเกส แชมป์เนชั่น ลีก ปี 2019  ซึ่งมีแข้ง “ปีศาจแดง” อย่าง บรูโน่ แฟร์นันด์ส ติดทัพ “ฝอยทอง” ภายใต้การคุมทีมของ แฟร์นานโด ซานโตส

    ด้าน สเปน ที่มี ดาบิด เด เคอา มีโปรแกรมทำศึกบิ๊กแมตช์กับทัพ “อินทรีเหล็ก” เยอรมัน ก่อนจะปิดท้ายด้วยการเจอ ยูเครน สัปดาห์หน้า

    สุดท้ายว่าที่นักเตะ แมนฯ ยูไนเต็ด อย่าง ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค หลังจากตรวจร่างกายกับทีมเป็นที่เรียบร้อยก็กลับไปเข้าแคมป์ทีมชาติฮอลแลนด์ก่อนมีคิวพบกับ โปแลนด์ และ อิตาลี

รวมโปรแกรมแข้งแมนยูในยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน 2020

    เยอรมัน พบ สเปน (ดาบิด เด เคอา) เวลา 01.45 น.

    ฟินแลนด์ พบ เวลส์ (แดเนี่ยล เจมส์ / ดีแลน เลวิตต์) เวลา 01.45 น.

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2020

    สกอตแลนด์ (สกอตต์ แม็คโทมิเนย์) พบ อิสราเอล เวลา 01.45 น.

    ฮอลแลนด์ (ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค) พบ โปแลนด์ เวลา 01.45 น.

วันเสาร์ที่ 5 กันยายน 2020

    ไอซ์แลนด์ พบ อังกฤษ (ดีน เฮนเดอร์สัน / เมสัน กรีนวู้ด) เวลา 23.00 น.

    โปรตุเกส (บรูโน่ แฟร์นันด์ส) พบ โครเอเชีย เวลา 01.45 น.

    สวีเดน (วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ) พบ ฝรั่งเศส (อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล) เวลา 01.45 น.

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2020

    เวลส์ (แดเนี่ยล เจมส์ / ดีแลน เลวิตต์) พบ บัลแกเรีย เวลา 20.00 น.

    สเปน (ดาบิด เด เคอา) พบ ยูเครน เวลา 01.45 น.

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน 2020

    เช็ก พบ สกอตแลนด์ (สกอตต์ แม็คโทมิเนย์) เวลา 01.45 น.

    ฮอลแลนด์ (ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค) พบ อิตาลี เวลา 01.45 น.

 วันอังคารที่ 8 กันยายน 2020

    เดนมาร์ก พบ อังกฤษ (ดีน เฮนเดอร์สัน / เมสัน กรีนวู้ด) เวลา 01.45 น.

    ฝรั่งเศส (อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล) พบ โครเอเชีย เวลา 01.45 น.

    สวีเดน (วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ) พบ โปรตุเกส (บรูโน่ แฟร์นันด์ส) เวลา 01.45 น.

ใครนะ!โดน”ดีทมาร์ ฮามันน์”ไล่ให้กลับไทยไปทำนา

อดีตนักเตะดังอย่าง ดีทมาร์ ฮามันน์ เคยบอกให้นักเตะไทย รายหนึ่งไปทำนาดีกว่าหากเล่นฟุตบอลได้แค่นี้ !
   
นักเตะคนนั้นไม่ใช่ใคร เขาคือ "เจ้าคาร์" เกียรติประวุฒิ สายแวว นั่นเอง อดีตกองกลาง ดีกรีทีมชาติ เยอรมัน ที่เคยค้าแข้งกับ บาเยิร์น มิวนิค , นิวคาสเซิล , ลิเวอร์พูล , โบลตัน ฯ , มิลตัน คีนส์ ดอน  ไล่ให้"เจ้าคาร์" กลับมาทำนาที่เมืองไทยมาแล้ว เมื่อตอนที่ "เจ้าคาร์" ไปร่วมซ้อมกับทีม "เรือใบสีฟ้า " แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นั่นเอง

    ย้อนหลังกลับไปเมื่อหลายปีที่ผ่านมา สมัยที่ ทีม "เรือใบสีฟ้า " มีเจ้าของทีมเป็นคนไทย อย่าง อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นั่นเอง

    ห้วงเวลานั้น อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ได้ให้โอกาส 3 นักเตะไทยไปฝึกลูกหนังกับ ทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทั้ง 3 คนคือ "เจ้ามุ้ย" ธีรศิลป์ แดงดา อดีตแข้ง เอสซีจี เมืองทองฯที่ ค้าแข้งอยู่กับ ชิมิสึ เอสพัลส์ ในเจลีก ขณะนี้ , สุรีย์ สุขะ อดีตแข้งดัง ชลบุรีฯ ที่ตอนนี้เล่นกับ สิงห์ระฆังทอง และอีกรายก็คือ "เจ้าคาร์" เกียรติประวุฒิ สายแวว นักเตะจากเมืองดอกบัว จ.อุบลฯ ที่ตอนนั้นเล่นกับ "ฉลามชล" นั่นเอง

    ปัจจุบันในวัย 34 ปี "เจ้าคาร์" อำลา การเป็นนักเตะไปแล้ว ตั้งแต่ตอนอายุ 32 ปีด้วยซ้ำไป โดยกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด จ.อุบลราชธานี ทีมสุดท้ายที่ เขาเล่นคือ โปลิศ เทโรฯ แต่ด้วยปัญหาอาการบาดเจ็บเรื้อรัง บริเวณ หมอนรองกระดูกหัวเข่าขวา อักเสบ เลยทำให้เขาไม่สามารถไปต่อในฐานะพ่อค้าแข้งได้

    ปูมหลังของ "เจ้าคาร์" เขาเรียน มัธยมศึกษาตอนต้นที่ โรงเรียนศรีประทุมพิทยาคม บ้านเกิด แต่ สถาบันการศึกษาที่ทำให้"เจ้าคาร์"ได้เดินสู่การเป็นพ่อค้าแข้งจริงจังก็คือ โรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย จ.ชลบุรี ที่เป็นแหล่งผลิตนักเตะให้"ฉลามชล" และหลายๆทีมในเครือเมืองชล ต่อจากอสช.ศรีราชา  นั่นเอง ที่เขามาเรียนระดับม.ปลายที่นี่และก้าวเป็นนักเตะอาชีพเต็มตัวในที่สุด ก่อนจบปริญญาตรี ม.กรุงเทพธนบุรี

    ด้านการรับใช้ชาตินั้น "เจ้าคาร์" เริ่มต้นติดธงหนแรกชุด ยช. 16 ปี ที่ มี"โค้ชเฮง" วิทยา เลาหกุล ทำทีม  ตอนเรียน ม.4 นักเตะชุดนั้นมี เจษฎากรณ์ เหมแดง , ภานุวัฒน์ จินตะ , อาทิตย์ สุนทรพิธ อดีตเพื่อนร่วมทีม"ฉลามชล"

    จากนั้นติดยช.19 ปี ที่มี"โค้ชหรั่ง"ชาญวิทย์ ผลชีวิน คุมทัพ ก่อนจะติดทีมชุดปรีโอลิมปิก และติดธงชุดใหญ่หนแรกในวัยแค่ 19 ปีเคยเล่นกับรุ่นพี่อย่าง "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง , ธชตะวัน ศรีปาน ในศึกอช.คัพ เมื่อปี คศ. 2007 , คัดเลือกฟุตบอลโลก ก็เคยติดมาแล้ว

    "เจ้าคาร์"  เล่นซีเกมส์ 3 ครั้ง ได้แชมป์  2 สมัยที่ ฟิลิปปินส์ และไทย อีกครั้งก็คือ ที่ ลาว 

    เมื่อปี ค.ศ. 2008 หรือเมื่อราว 12 ปีที่แล้ว แม้จะไม่สามารถฝ่ากำแพงสู่การเป็นนักเตะอาชีพในลีกดังอย่างพรีเมียร์ลีก อังกฤษได้แต่ก็ทั้ง 3 รายได้รับการส่งต่อโดย "เจ้ามุ้ย" กับ สุรีย์ ถูกส่งไปซ้อมกับ กลาส ฮอปเปอร์ ซูริค ทีมดังลีกสวิตเซอร์แลนด์ ส่วน "เจ้าคาร์" ได้ไปซ้อมกับ คลับ บรูซ ของเบลเยียม โดย"เจ้าคาร์" หอบเงินกลับมาราว 4 ล้านบาท ในครั้งนั้น

    "เจ้าคาร์" เล่าให้ฟังว่า สาเหตุที่ เขาโดน ดีทมาร์ ฮามันน์ ไล่ให้กลับไทยมาทำนา ประมาณ ว่า เล่นฟุตบอลเหมือนควาย นั้นเกิดตอนที่ผมซ้อมกับ แมนฯซิตี้ มีจังหวะหนึ่งที่ผมส่งบอลผิดจังหวะไปให้ ดีทมาร์ ฮาร์มันน์ แบบส่งบอลเสียเลยทำให้ นักเตะเยอรมัน รายนี้อารมณ์เสียของขึ้น 555 พี่แกเลยด่าใส่ผม แต่ผมไม่โกรธนะครับ เพราะเราส่งบอลให้เขาไม่ดีจริงๆ"

    เส้นทางลูกหนังของ"เจ้าคาร์" นั้นเขาเล่นกับ ชลบุรีฯ ตั้งแต่อายุ 15-27 ปี จากนั้น ไปอยู่กับ "กว่างโซ้ง" สิงห์เชียงรายฯ 3 ฤดูกาลครึ่ง และกลับมาอยู่กับชลบุรีฯ 6 เดือนในเลกสองฤดูกาล พ.ศ. 2560  และ โปลิศเทโรฯ ที่ไม่ได้ลงเล่นแม้แต่เกมเดียว กระทั่ง ล่าสุดอยู่กับ โปลิศ เทโรฯ แต่ไม่ได้ลงเล่นแม้แต่นัดเดียว

    วันนี้ชีวิตของ"เจ้าคาร์ "มีความสุขดี มีทรัพย์สินเป็นที่ดิน 30 ไร่ ซึ่ง 25 ไร่เป็นที่นา อีก 5 ไร่ เป็นที่ติดถนน คิดมูลค่าทั้งหมดก็น่าจะตัวเลขหลายล้านบาท

    "เจ้าคาร์" ร่วมกับ พี่ชาย ประวุฒินันท์ สายแวว นักเตะรุ่นเดียวกับธีรศิลป์ แดงดา ที่จบการศึกษาจากม.มหิดล และเป็นโค้ชดีกรี ซีไลน์เซนส์ เอเอฟซี โดยอะคาเดมี่ที่ใช้ชื่อเขาเอง ว่า เกียรติประวุฒิ อะคาเดมี่ ตั้งอยู่อ.เมือง จ.อุบลฯที่สนาม ทูเดย์ สเตเดี้ยม อยู่ข้างๆ แมคโคร อุบลฯ ใครสนใจติดต่อไปได้ที่ เบอร์ 082-2026168 หรือเฟสบุ๊ค เกียรติประวุฒิ อคาเดมี่

 

เด็กผีลุ้นระทึก!ไรโอล่ายันเรื่องอนาคต “ป็อกบา”

 มิโน่ ไรโอล่า ตัวแทน ปอล ป็อกบา ประกาศชัดเจนลูกค้าของเขาจะอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่อไปในช่วงซัมเมอร์นี้ ซึ่งงานเป็นการจบข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับอนาคตของนักเตะกับทัพ "ปีศาจแดง" แถมยังเปรยกำลังเตรียมเจรจาเรื่องสัญญาฉบับใหม่ด้วย
    มิโน่ ไรโอล่า เอเจนต์คู่ใจ ปอล ป็อกบา กองกลางแชมป์โลก ออกโรงยืนยันนักเตะในความดูแลของเขาจะอยู่ค้าแข้งกับทัพ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่อไปแน่นอน หลังจากที่มีข่าวออกมาตลอดว่า สตาร์ดังเลือดเฟร้นช์ จะย้ายออกจากทีมในช่วงซัมเมอร์นี้

    มิดฟิลด์ทีมชาติฝรั่งเศส ชุดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 ตกเป็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องอนาคตในการเล่นกับ แมนฯ ยูไนเต็ด มาตลอดช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และดูเหมือนว่ามีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้ที่เขาอาจจะเลือกเก็บเสื้อผ้าออกจากถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

    ในช่วงเวลานั้นมี "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด และ "ม้าลาย" ยูเวนตุส แสดงความสนใจอย่างชัดเจนว่าอยากได้ ป็อกบา ซึ่งเหลือสัญญาไม่ถึงปีกับทัพ "ปีศาจแดง" ไปร่วมทีม ก่อนที่ทุกอย่างจะต้องหยุดชะงักเนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

    ล่าสุด ไรโอล่า จัดการเคลียร์ประเด็นนี้เรียบร้อยแล้ว โดยเจ้าตัวได้ยืนยันผ่าน สกาย สปอร์ต อิตาเลีย สื่อดังในอิตาลี ว่า ดาวเตะวัย 27 ปี จะไม่อำลา "โรงละครแห่งความฝัน" ในช่วงซัมเมอร์นี้ และเตรียมที่จะขยายสัญญาฉบับใหม่ด้วย "ปอล ป็อกบา จะอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต่อไป"

    "ป็อกบา เป็นนักเตะสำคัญของ แมนฯ ยูไนเต็ด พวกเขามีโปรเจกต์ที่สำคัญมากๆ และมีเขารวมอยู่ด้วย 100 เปอร์เซนต์  แมนฯ ยูไนเต็ด จะไม่ยอมรับข้อเสนอใดๆ ในการขาย ป็อกบา ซัมเมอร์นี้ ที่สำคัญเราจะมีการพูดคุยเรื่องสัญญาใหม่ในเร็วๆ นี้ ไม่มีอะไรต้องรีบร้อน" ไรโอล่า ระบุ

จากคนที่หลายฝ่ายมองข้ามสู่กุนซือทริปเปิ้ลแชมป์ ! เรื่องน่ารู้ของ ฮันซี่ ฟลิค

ตอนที่ ฮันส์-ดีเทอร์ ฟลิค หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า ฮันซี่ ฟลิค ได้รับการแต่งตั้งเข้ามาเป็นเทรนเนอร์ชั่วคราวของ บาเยิร์น มิวนิค เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ปี 2019 นั้น หลายคนไม่ได้ให้ความสนใจเขามากเท่าไหร่นัก เพราะแทบทุกคนฟันธงว่าเขาจะได้คุมทีมแค่ระยะเวลาสั้นๆ เพื่อประคองทีมให้พ้นจากความเลวร้ายที่เกิดจากยุคของ นิโก้ โควัช เท่านั้น และ บาเยิร์น จะเอาคนที่โด่งดังกว่ามารับงานกุนซือของทีม ซึ่งตอนนั้นคนที่มีข่าวกับเก้าอี้นายใหญ่ของ บาเยิร์น ก็มีอย่างเช่น โชเซ่ มูรินโญ่, มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี และ อาร์แซน เวนเกอร์ เป็นต้น เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ฟลิค สามารถทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่องจนทำให้บอร์ดบริหาร บาเยิร์น เชื่อใจเขา และยกระดับเขาให้เป็นกุนซือแบบถาวรในวันที่ 3 เมษายน ที่ผ่านมา ด้วยสัญญาที่มีผลจนถึงช่วงซัมเมอร์ ปี 2023 ซึ่งเขาก็ตอบแทนความไว้เนื้อเชื่อใจนั้นได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการพาทีมได้ทั้งแชมป์ บุนเดสลีกา, เดเอฟเบ-โพคาล และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ประจำฤดูกาล 2019-20 มาครองได้

ความสำเร็จของ ฟลิค ในฐานะกุนซือ บาเยิร์น ทำให้หลายคนหันมาสนใจเขามากขึ้น เพราะไม่มีใครคิดมาก่อนว่าเขาจะมาได้ไกลถึงขนาดนี้ และวันนี้เราก็มีเกร็ดบางอย่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับกุนซือวัย 55 ปีมาให้ได้รู้กัน

– เคยเล่นให้ บาเยิร์น
ก่อนจะมาเป็นกุนซือของ บาเยิร์น ฟลิค เคยรับใช้ "เสือใต้" ในฐานะนักเตะระหว่างปี 1985-90 โดยเขาย้ายมาจาก เอสเฟา ซานด์เฮาเซ่น ซึ่งสมัยที่ยังค้าแข้งอยู่นั้นเขาเล่นเป็นกองกลาง และลงเล่นให้ทีมไป 139 นัดในทุกรายการ พร้อมกับทำได้ 7 ประตู

สมัยเป็นนักเตะ ฟลิค ก็ประสบความสำเร็จกับทีมอย่างมากด้วย โดยได้แชมป์ บุนเดสลีกา 4 สมัย กับแชมป์ เดเอฟเบ-โพคาล 1 ครั้ง โดยเขายังเคยไปถึงรอบชิงชนะเลิศของศึก ยูโรเปี้ยน คัพ หรือชื่อเดิมของ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ร่วมกับ บาเยิร์น ในฤดูกาล 1986-87 ด้วย แต่ตอนนั้น บาเยิร์น ก็แพ้ให้ เอฟซี ปอร์โต้ 1-2 ซึ่ง ฟลิค ลงเล่นเป็นตัวจริงในเกมนั้นเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ในที่สุดเขาก็ได้สัมผัสกับถ้วย "บิ๊กเอียร์" แล้ว แม้ว่าหนนี้จะเป็นในฐานะกุนซือก็ตาม

– แขวนสตั๊ดอย่างรวดเร็ว
ฟลิค ย้ายจาก บาเยิร์น ไปอยู่กับ เอฟเซ โคโลญจน์ ในปี 1990 ซึ่งเขาก็ได้ลงเล่นให้ "แพะบ้า" พอประมาณ ด้วยการลงสนามไป 54 นัดจากทุกรายการ พร้อมกับทำได้ 3 ประตู และ 2 แอสซิสต์ โดยเขายังอยู่กับ โคโลญจน์ ชุดที่เป็นรองแชมป์ เดเอฟเบ-โพคาล ในฤดูกาล 1990-91 ด้วย

 อย่างไรก็ตาม พอถึงปี 1993 ฟลิค ก็จำเป็นต้องบอกลาการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ หลังจากที่ได้รับบาดเจ็บหลายต่อหลายครั้ง โดยตอนนั้นเขามีอายุเพียง 28 ปีเท่านั้น โดยถึงแม้ในปี 1994 เขาจะมาเล่นกับ วิคตอเรัย บามเมนทัล ทีมในบ้านเกิด แต่มันก็เป็นเพียงทีมระดับสมัครเล่นเท่านั้น และตอนนั้นเขาก็ควบตำแหน่งกุนซือของทีมตามไปด้วย

– หัวใส
สมัยนี้การจะมาเป็นกุนซือในระดับอาชีพมันไม่ใช่ว่าจะทำกันได้ง่ายๆ คนที่จะทำงานด้านนี้ได้จำเป็นต้องสอบผ่านการเป็นโค้ชตามระดับที่ถูกกำหนดเอาไว้ซะก่อน ซึ่ง ฟลิค ก็เข้าคอร์สนี้เหมือนกัน ก่อนที่จะได้รับใบอนุญาตการเป็นกุนซือระดับ เอ ไลเซนส์ หรือคอร์สขั้นสูงสุด เมื่อปี 2003

อย่างไรก็ตาม ที่น่าทึ่งก็คือในรุ่นของ ฟลิค นั้น เขาคือคนที่สอบผ่านด้วยคะแนนสูงสุดร่วมกับ โธมัส โดลล์ อดีตกุนซือ ฮัมบูร์ก เอสเฟา และ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เลยทีเดียว ซึ่งในช่วงนั้นเขาก็คุม ฮอฟเฟ่นไฮม์ อยู่ด้วย โดยตอนนั้น ฮอฟเฟ่นไฮม์ ยังไม่ได้อยู่ในลีกสูงสุด ทำให้เขาไม่จำเป็นต้องสอบผ่านการเป็นโค้ชระดับสูงสำหรับการเป็นกุนซือของที่นั่น

– แชมป์โลก
ในตอนที่ โยอาคิม เลิฟ ถูกแต่งตั้งให้เป็นเทรนเนอร์คนใหม่ของทีมชาติเยอรมนีแทนที่ เจอร์เก้น คลิ้นส์มันน์ เมื่อปี 2006 นั้น เลิฟ ก็ตัดสินใจเอา ฟลิค มาเป็นผู้ช่วยของเขา ทำให้นั่นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทั้งกุนซือและผู้ช่วยกุนซือของทีมชาติเยอรมนีต่างก็ไม่เคยเล่นให้ทัพ "อินทรีเหล็ก" ชุดใหญ่มาก่อน โดย ฟลิค เคยเล่นให้ทีมรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี เป็นจำนวน 2 นัด ส่วน เลิฟ เคยเล่นให้ทีมชาติเยอรมนี ตะวันตก รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี 4 เกม

อย่างไรก็ตาม มันสมองของ ฟลิค กับ เลิฟ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ เยอรมนี พัฒนาขึ้นอย่างมาก โดยหลังจากได้เพียงรองแชมป์ ยูโร 2008, เป็นอันดับ 3 ของ ฟุตบอลโลก 2010 และไปถึงรอบรองชนะเลิศของ ยูโร 2012 แล้วนั้น เยอรมนี ก็ได้แชมป์ ฟุตบอลโลก 2014 ไปครอง โดยหลังจากประสบความสำเร็จในครั้งนั้น ฟลิค ก็บอกลาตำแหน่งมือขวาของ เลิฟ แล้วไปเป็นผู้อำนวยการกีฬาให้กับสหพันธ์ฟุตบอลเยอรมนี (เดเอฟเบ)

– ได้รับการยกย่องที่บ้านเกิด
จากความสำเร็จในศึกฟุตบอลโลก 2014 ทำให้เมืองบามเมนทัลยกสถานะพิเศษประจำเมืองให้กับ ฟลิค ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ปี 2015 ซึ่งมันก็ทำให้เขาเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับเกียรติที่ว่าจากเมืองบามเมนทัลด้วย

 

วารานแจกขนม, เชซุสโคตรเด่น ! ผ่า 5 ประเด็น แมนซิตี้ สยบ “ราชัน”

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โชว์ฟอร์มได้อย่างแข็งแกร่งด้วยการตอกย้ำชัยชนะในแมตช์ปะทะ เรอัล มาดริด ด้วยสกอร์ 2-1 ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัด 2 รอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ "เรือใบสีฟ้า" ลอยลำเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ด้วยสกอร์รวม 2 นัด 4-2

    สำหรับเกมนี้แฟนบอล "สำเภาทอง" ต้องขอบคุณ ราฟาแอล วาราน มากๆ ที่เล่นผิดพลาดในจังหวะสำคัญส่งผลให้ "ราชันชุดขาว" ต้องเสีย 2 ประตู ขณะที่ฟอร์มของ กาเบรียล เชซุส โดดเด่นเป็นสง่า และพร้อมที่จะแบกรับหน้าที่ยิงประตูแทน เซร์คิโอ อเกวโร่ ได้สบายๆ

    ขณะที่ เควิน เดอ บรอยน์ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาคู่ควรกับคำว่าเพลย์เมกเกอร์ระดับโลก หลังจากที่ปั้นเกมให้กับต้นสังกัดได้อย่างสุดยอดไม่มีที่ติ ด้าน เป๊ป กวาร์ดิโอ กุนซือชาวสแปนิช ถือเป็นยอดโค้ชที่มาพร้อมกับแท็คติกที่หลากหลาย และสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการเล่นเพื่อให้ทีมบรรลุผลตามเป้าหมายที่วางเอาไว้

    ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ซึ่งจะเป็นการแข่งแบบมินิทัวร์นาเมนต์ แข่งเกมเดียวจบ ในกรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ในช่วงระหว่างวันที่ 12-23 สิงหาคมนี้ "เรือใบสีฟ้า" มีคิวพบกับ โอลิมปิก ลียง และหากมองดูเส้นทางแล้ว ต้องยอมรับว่าพวกเขามีโอกาสสูงมากๆ ที่จะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับสโมสรจริงๆ !!!

 

 

1. วาราน แจกโชคสองชั้น
    การที่ เรอัล มาดริด มาเยือนถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยม พวกเขามีแนวคิดที่จะต้องเปิดเกมรุกเพื่อทำประตูให้ได้เร็วที่สุด เพราะหากได้ประตูเร็ว จะเป็นการโยนแรงกดดันใส่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทันที เนื่องจากพวกเขาจะพลาดไม่ได้ไม่งั้นต้องร่วงตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายทันที

    อย่างไรก็ตาม ราฟาแอล วาราน ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเซนเตอร์แบ็กที่เหนียวแน่นมากๅ ในวงการลูกหนังโลก และมีประสบการณ์สูงแถมยังผ่านความสำเร็จในการคว้าแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก 4 สมัย และแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 ร่วมกับทีมชาติฝรั่งเศส มาแล้ว จะทำเรื่องที่ผิดพลาดราวกับเด็กประถมได้ขนาดนี้

    จังหวะที่เสียประตูแรก วาราน พยายามที่จะโชว์ความเหนือชั้นในการพยายามที่จะครองบอล แต่สุดท้ายดันทำผิดพลาดมหันต์เมื่อโดน กาเบรียล เชซุส เบียดแย่งบอล ก่อนส่งให้ ราฮีม สเตอร์ลิง ซัดเป็นประตูขึ้้นตั้งแต่ 9 นาทีแรก ยังไม่หมดแค่นั้น ดาวเตะเลือดเฟร้นช์ ยังทำให้ทีมต้องตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากในครึ่งหลัง เมื่อโหม่งบอลคืนหลังเบาเกินไป ทำให้โดน เชซุส ฉกยิงขึ้นนำ 2-1

    ผลงานของ วาราน ในแมตช์นี้ทำให้โดนวิจารณ์อย่างหนัก โดยถึงขนาดเปรียบเทียบว่าฟอร์มแบบนี้ราวกับ "นักเตะสมัครเล่น" !!!

 
2. อาซาร์ หายไปไหนอะ-เสียดายไม่มี เบล  !!
    การกลับมาเยือนอังกฤษ เหมือนเป็นการได้กลับมาสู่ดินแดนที่คุ้นเคยของ เอแด็น อาซาร์ หลังจากที่เขาเคยโลดแล่นกับการเล่นเกมฟุตบอลในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี ให้กับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี 7 ฤดูกาล ซึ่งจุดนี้น่าจะทำให้นักเตะสามารถรับมือกับการเล่นกับ "เรือใบสีฟ้า" ได้ไม่ยากนัก

    แต่เมื่อเอาเข้าจริงๆ กลายเป็นว่า อาซาร์ ไม่มีบทบาทอะไรเลยในแมตช์นี้ โดย ดาวเตะทีมชาติเบลเยียม แทบไม่มีโอกาสได้แสดงพรสวรรค์ขั้นเทพ เหมือนที่เขามักจะโชว์ให้เห็นตอนที่เล่นในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ และนี่จึงเป็นอีกจุดสำคัญที่ทำให้ "ราชันชุดขาว" เล่นไม่ออก

 

    เห็นได้ชัดว่าเกมรุกของ เรอัล ขาดความสร้างสรรค์ในการเข้าทำ ขณะที่ อาซาร์ ก็ไม่สามารถที่จะใช้ความาสมารถเฉพาะตัวในการทะลุทะลวงเกมรับ แมนฯ ซิตี้ เข้าไปสร้างอันตรายได้มากนัก ต่างจาก ราฮีม สเตอร์ลิง ที่มีโอกาสใช้ความเร็วในการปั่นป่วนเกมรับเจ้าบ้านได้อย่างต่อเนื่อง

    ฉะนั้นต้องยอมรับว่าฟอร์มการเล่นของ อาซาร์ ในแมตช์นี้ ไม่เหมือนกับที่เราๆ ท่านๆ เคยเห็นเขาเล่นตอนอยู่กับ เชลซี !!

    ที่สำคัญ ซีเนดีน ซีดาน ยังทำเรื่องที่ผิดพลาดก่อนเกมแมตช์นี้ ด้วยการตัดชื่อ แกเร็ธ เบล ออกจากทีม เพราะหากมี ดาวเตะเลือดเวลส์ นั่งอยู่ในซุ้มม้านั่งสำรอง อย่างน้อยๆ "ซิซู" ก็อาจจะใช้ความสามารถของเขาช่วยพลิกสถานการณ์ของทีมในยากคับขัน
 

3. ฟอลส์ ไนน์ ไปได้สวยกับ แมนฯ ซิตี้
    ต้องบอกว่าเป็นเรื่องน่าแปลกใจพอสมควรที่ได้เห็น ฟิล โฟเด้น ลงเล่นตัวจริงในตำแหน่งฟอลส์ ไนน์ เพราะผู้เล่นที่น่าจะมีโอกาสมากกว่าอย่าง ดาบิด ซิลบา, ริยาด มาห์เรซ และ แบร์นาร์โด้ ซิลวา มีชื่อเป็นเพียงแค่ตัวสำรองเท่านั้น แต่งานนี้ "เป๊ป" ต้องคิดมาอย่างรอบคอบแล้วจึงกล้าใช้ เจ้าหนูรายนี้ลงสนามในเกมที่มีความกดดันมากขนาดนี้

    ตอนแรกหลายคน (แม้แต่แฟนแมนฯ ซิตี้) ก็คงมองว่าระบบนี้ของ เป๊ป ค่อนข้างจะบ้าบอมากๆ แต่บทสรุปสุดท้ายมันการเป็นระบบที่สุดยอดจากมันสมองของกุนซือชาวสแปนิช  ที่สำคัญในเกมแรกที่ซานติอาโก้ เบร์นาเบว, เป๊ป ก็คือทำให้ทุกๆ คนต้องทึ่งมาแล้วด้วยการใช้ผู้เล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางถ้าเป็นตำแหน่งฟอลส์ ไนน์

    เป๊ป จับ เชซุส กับ สเตอร์ลิง ออกไปยืนเป็นแนวรุกทางริมเส้นทั้งสองข้างในช่วงแรก เพื่อต้องการกดดันกองหลังของ "โลส บลังโกส" ในพื้นที่กรอบเขตโทษ และแท็คติกนี้ก็ได้ผลเพราะนำไปสู่การได้ประตูแรกของพวกเขา แต่น่าเสียดายที่เจ้าบ้านเสียสมาธิไปหน่อยทำให้โดนตีเสมอในเวลาต่อมา ซึ่งนั่นทำให้ เรอัล มาดริด กลับมาสู่เกม

    อย่างไรก็ตาม ขงเบ้งแดนกระทิงดุ รีบจัดการเปลี่ยนแปลงระบบในช่วงพักครึ่ง และโยก เชซุส กลับมายืนเป็นหน้าเป้าซึ่งเป็นตำแหน่งถนัดของเขา จากนั้นขยับ โฟเด้น ไปยืนแทนที่ ก่อนจะเปลี่ยนตัวออก และส่ง  ซิลวา ลงมาแทน ซึ่งเพียงเท่านั้นก็ทำให้ "เรือใบสีฟ้า" กลับมาสู่แนวทางการเล่นที่โดดเด่นเหมือนเดิม

    ฉะนั้นต้องยอมรับว่า กวาร์ดิโอล่า มีแท็คติกที่พร้อมจะปรับเปลี่ยนเพื่อสร้างความแตกต่างได้ตลอดเวลา แม้อาจจะมีหลายคนมองว่าหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้พวกเขาปราบ เรอัล มาดริด ก็คือการเกมรับที่เล่นได้อย่างย่ำแย่ของ แชมป์ ลา ลีกา ฤดูกาลนี้ ก็ตาม

   
4.  "คิง เดอ บรอยน์" จอมสร้างสรรค์เกม
    เควิน เดอ บรอยน์ ก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะเวิลด์คลาสไปเรียบร้อยแล้วจากผลงานกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแมตช์ล่าสุดที่ปะทะกับสโมสรที่ได้ชื่อว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่จอมทัพชาวเบลเยียม ได้แสดงให้เห็นประจักษ์ชัดแล้วว่าเขาคือผู้เล่นที่คู่แข่งต้องระวังตัวให้ดีๆ

    ในแมตช์นี้ โคตรคนจอมแอสซิสต์ เล่นงานกองหลัง "ราชันชุดขาว" จนปั่นป่วนไปหมด โดยไม่ว่าจะเป็นจังหวะการวางบอลยาว หรือการผ่านบอลสั้น เจ้าตัวทำได้ดีเยี่ยมอย่างไม่มีที่ติ และเมื่อไหร่ก็ตามที่บอลออกจากเท้า เดอ บรอยน์ ต้องบอกว่าอันตรายทุกจังหวะ

 

    ที่สำคัญ เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติเบลเยียม สามารถสร้างโอกาสให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ถึง 9 ครั้งในเกมกับ เรอัล มาดริด ฉะนั้นสิ่งนี้คือสัญญาณเตือนบรรดาคู่แข่งของ แมนฯ ซิตี้ ว่าพวกเขาต้องจับตา เดอ บรอยน์ เอาไว้ให้ดีๆ เพราะหากปล่อยให้เขามีพื้นที่แม้แต่นิดเดียว มีสิทธิ์ที่จะเสียประตูได้เลยทีเดียว

    ฉะนั้นคงจะไม่เป็นการยกย่องปอปั้นจนเกินไปว่า เดอ บรอยน์ คือราชันแห่งการแอสซิสต์ ในยุคปัจจุบัน !!!

 

 

5. เส้นทางสู่แชมป์แรกในประวัติศาสตร์ "เรือใบ"
    แมนฯ ซิตี้ ทะลุเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ และตอนนี้หลายๆ คนคงยกให้พวกเขาเป็นทีมเต็งหนึ่งที่จะคว้าโทรฟี่ "บิ๊กเอียร์" มาครอบครอง หลังจากที่ทีมของกุนซือเป๊ป กวาร์ดิโอล่า สามารถปราบโคตรทีมอย่าง เรอัล มาดริด ได้สำเร็จในเกมเมื่อค่ำคืนวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา

    สำหรับตอนนี้หากมองล่วงหน้าต้องบอกว่างานหนักของทัพ "สำเภาทอง" รองแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลล่าสุด อาจจะเป็น บาเยิร์น มิวนิค หรือ บาร์เซโลน่า ในรอบรองชนะเลิศ โดยหากมองจากขุมกำลังของ แมนฯ ซิตี้ ในเวลานี้ก็ต้องบอกว่าแข็งแกร่งมากพอที่จะทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ เป็นครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์สโมสร

    จุดเด่นของ แมนฯ ซิตี้ ก็คือเกมรุกที่สร้างสรรค์โอกาสในการทำประตูได้ตลอด โดยเฉพาะการมี เดอ บรอยน์ ควรทำหน้าที่เป็นเพลย์เมกเกอร์ ส่วน สเตอร์ลิง กับ เชซุส สามารถใช้ความเร็วในการจัดการกับแนวรับคู่แข่งจนขาดวิ่นได้สบายๆ ขณะที่ โรดรี้ เอร์นานเดซ คอยทำหน้าที่เก็บกวาดงานช่วยให้ จอมทัพทีมชาติเบลเยียม เล่นเกมรุกได้สบายๆ

    ขณะที่จุดที่ต้องแก้ไขก็คือเกมรับที่ยังค่อนข้างเปราะบาง และหากเจอทีมที่มีเกมรุกดุดัน มีโอกาสที่พวกเขาจะต้องเสียประตูได้เช่นกัน ฉะนั้น "เป๊ป" จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องติวเข้มลูกทีมห้ามทำผิดพลาดเหมือนกับ เรอัล มาดริด แสดงให้เห็นในเกมนี้ เด็ดขาด ไม่งั้นอาจไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้

บ้านเลโก้, ห้ามท่องอวกาศ ! เปิดเงื่อนไขประหลาดในวงการลูกหนัง

วงการฟุตบอลมักจะมีเรื่องอะไรแปลกๆ ที่เราไม่คาดคิดเสมอ แต่ใครจะไปคิดว่าจะเกิดขึ้นกับเงื่อนไขหรือกฎระเบียบที่แต่ละคนไม่เคยคาดคิดว่าจะมีบนโลกใบนี้ แต่ก็มีให้เห็นมาแล้ว จนงานนี้ทำเอาหลายคนต้องอ้าปากค้างว่ามันเป็นเรื่องจริงใช่ไหม !!!
    ลองนึกภาพดูใครจะไปคิดว่านักฟุตบอลต้องหลุดจากทีมชาติไม่ได้ไปเล่นฟุตบอลโลก เพื่อเพราะเงื่อนไขของโค้ชห้ามไว้ผมยาว หรือนักเตะที่ปัดเซ็นสัญญากับสโมสรยักษ์ใหญ่ในยุโรป เนื่องจากโดนสั่งห้ามทำกิจกรรมผาดโผน หรือการร้องขอต้นสังกัดให้ยอมจ่ายเงินค่าเรียนอาหารเมื่อย้ายไปร่วมทีม

    ทั้งหมดทั้งมวลนี้เคยเกิดขึ้นในวงการลูกหนังมาแล้ว ฉะนั้นในอนาคตเราๆ ท่านๆ อาจจะได้เห็นเงื่อนไขแปลกที่ทำให้ทุกคนต้องเกาหัวว่ามันมีอยู่จริงหรือนี่ !!
 
โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ : นักผจญภัยแบบเอาท์ดอร์ 

    ตอนที่กองหน้าชาวโปแลนด์ อยู่กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในปีสุดท้าย ทั้ง บาเยิร์น มิวนิค และ เรอัล มาดริด แสดงความสนใจอยากเซ็นสัญญากับนักเตะอย่างมาก โดยในเวลานั้นข้อเสนอของ "ราชันชุดขาว" ต้องบอกเลยว่าสุดมหาศาลยากที่ เลวานดอฟสกี้ จะปฏิเสธได้

    หลังจากมีการเปิดเผยข้อเสนอที่ เรอัล มาดริด ยื่นให้นักเตะระบุว่าเขาจะได้รับเงินค่าเหนื่อยจำนวน 166,000 ปอนด์ (ราว 6 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ พร้อมกับเงินค่ากินเปล่าในตอนเซ็นสัญญาสูงถึง 10 ล้านปอนด์ (ราว 380 ล้านบาท)  เพื่อโน้มน้าวใจให้เขาย้ายไปเล่นกับทีม

    อย่างไรก็ตาม ยักษ์ใหญ่แห่งศึกลา ลีกา ได้ร้องขอ เลวานดอฟสกี้ ห้ามทำกิจกรรมต่างๆ หากเขาเป็นนักเตะของ มาดริด อย่างเช่นห้ามขี่มอเตอร์ไซค์, ห้ามเล่นสกี, ห้ามเล่นมอเตอร์โบท, ห้ามปีนเขา เป็นต้น และสุดท้ายนักเตะเลือกเซ็นสัญญากับ บาเยิร์น มิวนิค แทน

จูเซ็ปเป้  เรน่า : เจอสโมสรศรีธนญชัย

    อุทหรณ์สำหรับใครก็ตามที่จะเซ็นสัญญาเพื่อทำเรื่องใดเรื่องนี้ จงจำให้ขึ้นใจว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือความชัดเจนในเรื่องเงื่อนไขต่างๆ เพราะไม่อย่างนั้นจะเหมือนกรณีของ จูเซ็ปเป้ เรน่า ที่ดันกำหนดข้อตกที่ไม่ชัดเจน 100 เปอร์เซนต์ ทำให้ต้องช้ำใจจนทุกวันนี้

    ในเวลานั้น หัวหอกชาวเยอรมัน ย้ายไปเล่นกับ อาร์มีเนีย บีเลเฟลด์ เมื่อปี 1996 โดยนักเตะตกลงกับสโมสรว่าจะต้องสร้างบ้านให้กับเขาทุกๆ ปีตามสัญญาที่ระบุเอาไว้ ซึ่งงานนี้ บีเลเฟลด์ ก็ยอมรับข้อเสนอแบบไม่อิดออด ราวกับมีแผนเจ้าเล่ห์อยู่ในใจ !!   

    เนื่องจากการที่ เรน่า ไม่ได้กำหนดขนาดของเคหสถานที่เขาต้องการให้สโมสรสร้าง ทำให้ บีเลเฟลด์ จัดส่งมอบบ้านให้กับนักเตะจริงๆ แต่เป็นบ้านที่ทำมาจากตัวต่อ "เลโก้" ตลอด 3 ปีตามสัญญาที่ระบุเอาไว้แบบไม่มีบิดพลิ้ว….ถึงว่าทำไม่ถึงยอมตกลงง่ายเหลือเกิน !!!

เฟร์นานโด เรดอนโด้ : ทรงผมสำคัญกว่าฟุตบอลโลก

    เฟร์นานโด เรดอนโด้ อดีตมิดฟิลด์เชิงสูงของ เรอัล มาดริด และ เอซี มิลาน เคยต้องตัดสินใจด้วยการปฏิเสธติดทีมชาติอาร์เจนตินา ไปเล่นฟุตบอลโลก 1998 ด้วยเหตุผลสุดแปลกประหลาดนั่นก็คือการที่เขาไม่ยอมอ่อนข้อให้กับ ดาเนียล พาสซาเรลล่า เทรนเนอร์ในเวลานั้น

    พาสซาเรลล่า ได้ชื่อว่าเป็นกุนซือจอมเฮี้ยบ ระเบียบวินัยต้องเป๊ะ ดังนั้นลูกทีมของเขาจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งทุกกระเบียดนิ้ว โดยงานนี้เจ้าตัวถึงขั้นประกาศชัดเจนว่าทัพ "ฟ้าขาว" จะไม่มีพวกนักเตะที่เป็นโฮโมเซ็กซ์ช่วล หรือพวกที่เจาะหู และไว้ผมยาว

    สำหรับ เรดอนโด้ ซึ่งในเวลานั้นฟอร์มกำลังพีคสุดๆ ปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของ พาสซาเรลล่า และเลือกให้ผมยาวต่อไป "ผมอยู่ในฟอร์มที่สุดยอดมากๆ แต่ พาสซาเรลล่า มีไอเดียที่เน้นเรื่องระเบียบวินัย และอยากให้ผมตัดผม ผมมองไม่เห็นว่ามันจะต้องทำแบบนั้นเวลาที่เล่นฟุตบอลเลย ผมก็เลยปฏิเสธที่จะทำตาม"

โรล์ฟ-คริสเทิ่ล กี-เมียน  : ทุกอย่างเพื่อภรรยา

    กองกลางชาวคองโก ย้ายจาก คาร์ลสรูห์ ไปเล่นให้กับ ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต ในปี 1999 อย่างไรก็ตาม เขามีเรื่องขอร้องต้นสังกัดใหม่เพียง 1 เรื่องเท่านั้น นั่นก็คืออยากให้ แฟร้งค์เฟิร์ต ช่วยจ่ายค่าเรียนทำอาหารให้กับศรีภรรยาสุดที่รักของเขา  อย่างไรก็ตามไม่มีความชัดเจนว่าคุณนาย กี-เมียน มีความต้องการเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรในตอนนั้น
 
สเตฟาน ชวาร์ซ : ท่องอวกาศ

    ดาวเตะชาวสวีดิช ย้ายไปเล่นกับ ซันเดอร์แลนด์ ในปี 1999 แต่งานนี้ "แมวดำ" ได้กำหนดเงื่อนไขสำคัญซึ่งนักเตะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด นั่นก็คือห้ามเดินทางไปนอกโลก งานนี้ สเตฟาน ชวาร์ซ ไม่มีทางเลือกจำใจต้องเซ็นสัญญาในเงื่อนไขนี้

    เรื่องของเรื่องก็คือ  ชวาร์ซ มีความฝันอยากไปท่องอวกาศ หนังที่เขาชอบคือเจมส์ บอนด์ 007 ภาค Moonraker ซึ่งมีฉากต่อสู้บนสถานีอวกาศ งานนี้ผู้บริหารซันเดอร์แลนด์ ได้ยินสิ่งที่แข้งเลือดสวีดิช พูดด้วยเหตุนี้ทำให้เขาต้องรีบจัดการตัดไฟตั้งแต่ต้นลมด้วยการตั้งเงื่อนไขประหลาดขึ้นมา 

     จอห์น ฟลิคกิ้ง ประธานบริหารซันเดอร์แลนด์ กล่าวในเวลานั้นว่า "หนึ่งในที่ปรึกษาของชวาร์ซ ทำงานอยู่ในธุรกิจการบิน (การเดินทางท่องอวกาศในช่วงปี 2002) และเรากังวลว่าเขาอาจจะอยากพา สเตฟาน เดินทางไปกับเขา ดังนั้นเราคิดว่านี่จะเป็นเรื่องดีที่จะผูกมัดเขาเอาไว้ไม่ให้ทำแบบนั้น"

นีล รัดด็อค : เงินขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว

    อดีตปราการหลังพันธุ์โหด เคยยอมรับว่าสามารถสวาปามสเต๊กและพายเครื่องในได้ถึง 212 ชิ้นในทุกๆ ปี และด้วยเหตุนี้ คริสตัล พาเลซ จึงได้ขอร้องปนบังคับนักเตะด้วยเงื่อนไขพิเศษตอนที่พวกเขาเซ็นสัญญามาร่วมทีมแบบไม่มีค่าตัวในปี 2000

    ไซม่อน จอร์แดน อดีตประธาน "ดิ อีเกิ้ลส์" ได้เขียนเรื่องราวดังกล่าวในหนังสืออัตชีวประวัติว่า "ตอนที่เราติดต่อกับ เวสต์แฮม ผมทราบว่าเขากำลังจะเป็นนักเตะไม่มีค่าตัว แม้ว่าเขาจะมีค่าเหนื่อยแพงก็ตาม แถมยังมีน้ำหนักตัวเยอะอีกต่างหาก แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ ผู้จัดการทีมเวสต์แฮม ในเวลานั้น บอกกับผมว่า ควรใส่เงื่อนไงเกี่ยวกับเรื่องน้ำหนักตัวลงไปด้วย"

    "ดังนั้นผมก็เลยตัดสินใจระบุเงื่อนไขลงโทษลดค่าจ้าง 10 เปอร์เซนต์ในสัญญาตอนที่ยื่นข้อเสนอให้กับเขา ถ้าเขามีน้ำหนักตัวเกิน 99.8 กิโลกรัม ซึ่งใหญ่พอๆ กับตู้เย็นเลยทีเดียว" จอร์แดน ระบุ

    ทั้งนี้ยังมีเรื่องเมาท์อีกว่า สาเหตุที่ รัดด็อค เปิดตัวกับ พาเลซ ช้ากว่าปกติเพราะสโมสรไม่สามารถหากางเกงฟุตบอลที่ใหญ่พอดีสำหรับเขา
 
เคซึเกะ ฮอนดะ : ขอรถหุ้มเกาะ

    ไม่นานมานี้ เคซึเกะ ฮอนดะ ดาวเตะชาวญี่ปุ่นคนดังย้ายไปอยู่กับ โบตาโฟโก้ แต่การไปใช้ชีวิตในเมืองริโอ เดอ จาเนยโร ที่มีอัตราการก่ออาชญากรรมสูงมันทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัยเท่าไหร่นัก

    ดังนั้นเขาเลยกำหนดเงื่อนไขไปว่าสโมสรต้องให้รถหุ้มเกราะกับเขาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในสัญญาด้วย

    ที่น่าทึ่งมากกว่านั้นคือ โบตาโฟโก้ ตกลงทำตามนั้นอีกต่างหาก

มโนพัง! “ป็อกบา” เฉลยปริศนาข้อความในทวิตเตอร์แล้ว

ปอล ป็อกบา มิดฟิลด์แชมป์โลกของ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เฉลยปริศนาทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องที่โพสต์เอาไว้ในทวิตเตอร์ว่าตอนนี้ได้ย้ายไปอยู่กับทีมใหม่แล้ว แต่เป็นทีมที่อยู่ในเกมออนไลน์ยอดฮิตเท่านั้น
               ปอล ป็อกบา กองกลางทีมชาติฝรั่งเศสของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับโพสต์ปริศนาเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาแล้ว เมื่อเจ้าตัวประกาศเซ็นสัญญาย้ายไปเล่นให้กับทีมแวร์ด็องส์ เอฟซี ซึ่งเป็นสโมสรฟุตบอลที่อยู่ในเกม "คอล ออฟ ดิวตี้ : วอร์โซน" (Call of Duty: Warzone) เกมออนไลน์ยอดฮิต 

               เมื่อประมาณ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ป็อกบา สร้างความฮือฮาด้วยการโพสต์ข้อความสั้นๆ ใน "ทวิตเตอร์" เว็บไซต์สังคมออนไลน์ยอดฮิต ว่า "วันพรุ่งนี้" (Tomorrow) ซึ่งทำเอาสาวก "เร้ด อาร์มี่" ทั่วโลก เนื้อเต้นสุดๆ โดยส่วนใหญ่มองว่าอาจจะเป็นการบอกเป็นนัยๆ เกี่ยวกับเรื่องการขยายสัญญาใหม่กับทัพ "ปีศาจแดง"

              สำหรับตอนนี้เรื่องทุกอย่างกระจ่างชัดแล้ว เมื่อ กองกลางแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 ได้เฉลยเกี่ยวกับปริศนาดังกล่าวเมื่อวันพุธที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมาว่าตอนนี้เขาได้ย้ายไปร่วมทีมแวร์ด็องส์ เอฟซี ซึ่งอยู่ในเกมออนไลน์ยอดฮิตที่มีจำนวนผู้เล่นมากกว่า 75 ล้านคน 

               สตาร์ดัง "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้โพสต์ภาพที่สวมชุดแข่งของแวร์ด็องส์ เอฟซี พร้อมกับข้อความผ่าน ทวิตเตอร์ ซึ่งมีผู้คนกดติดตาม 7.5 ล้านฟอลโลว์ ว่า "ได้เวลาเริ่มต้นบทบาทใหม่กับ #แวร์ด็องส์เอฟซี ทีมนี้จะเต็มไปด้วยความร้อนแรง"

 

คนไร้บ้านตกถังข้าวสาร, ดีใจได้ออกจากโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ! ครบรอบ 10 ปี เบเบ้ เซ็นซบ แมนยู

เด็กๆ ทุกคนคาดหวังที่จะได้เซ็นสัญญากับสโมสรอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่สำหรับ ติอาโก้ มานูเอล ดิอาส คอร์เรร่า หรือ "เบเบ้" ช่วงเวลาที่เขาอยู่ในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด มันเต็มไปด้วยฝันร้าย เพราะชีวิตที่ไม่มีโอกาสได้โลดแล่นในสนาม และเหมือนเป็นแค่ส่วนเกินของทัพ "ปีศาจแดง" เท่านั้น

    ช่วงสัปดาห์นี้ก็ถือเป็นการครบรอบ 10 ปีที่ ดาวเตะชาวโปรตุกีส ได้ย้ายมาสวมชุด "เร้ด เดวิลส์" โดยย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ไม่รู้ว่าไปเกิดติดตาต้องใจอะไรในผลงานของ ดาวเตะที่เคยผ่านการฟุตบอลโลกของคนไร้บ้าน ถึงได้สะกิดบอร์ดบริหารให้ควักกระเป๋า 7.4 ล้านปอนด์ (ราว 281 ล้านบาท) กระชากนักเตะรายนี้มาร่วมทัพ

     จริงๆ แล้วเรื่องนี้เริ่มมาจาก คาร์ลอส เคยรอซ มือขวาของ "ป๋า" ที่ประทับใจฟอร์มการเล่นของ เบเบ้ และใช้วาจาราวกับสาลิกาลิ้นทองจน "เซอร์เฟอร์กี้" ต้องเข้าไปพบกับบอร์ดบริหารเพื่อให้ยอมจ่ายค่าฉีกสัญญาให้กับ วิคตอเรีย กีมาไรส์  ต้นสังกัดของนักเตะทั้งๆ ที่ยังไม่เคยเห็นผลงานของเขาเลยด้วยซ้ำ

 

     เรื่องราวของ เบเบ้ มันช่างเหมือนกับเทพนิยายที่ยาจกได้กลายเป็นเศรษฐีเพียงชั่วข้ามคืน แต่สุดท้าย เบเบ้ ก็ได้พบกับโลกแห่งความเป็นจริงว่าการย้ายมาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ใช่สิ่งที่สวยงามสำหรับชีวิตเขาเลย ขณะที่ "ผีแดง" ก็ได้รับบทเรียนเพราะนี่คือหนึ่งในดีลที่น่าผิดหวังที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เลยทีเดียว

     เบเบ้ ต้องระเห็จ ออกจาก "โรงละครแห่งความฝัน" ในปี 2014 พร้อมกับสถิติที่แสนเลิศเลอนั่นก็คือการลงสนามให้กับทีมชุดใหญ่เพียงแค่ 7 เกมในทุกรายการตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ได้เป็น "เด็กผี" โดยในวันที่ก้าวเท้าออกจาก แมนฯ ยูไนเต็ด นักเตะเคยให้สัมภาษณ์ว่าคนได้พบกับช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิต เมื่อได้ทราบว่าถูกขายให้กับ เบนฟิก้า !!!
 

ช่วงแรกเริ่มของชีวิต

     หลังจากที่โดนทอดทิ้งจากพ่อแม่บังเกิดเกล้า เบเบ้ ได้ใช้ช่วงเวลาในชีวิตเกือบ 10 ปีจากการอาศัยอยู่ในที่พักพิงของคนไร้บ้าน ซึ่งที่นี่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้การร่ำเรียนเขียนอ่าน และศาสตร์ลูกหนัง ที่จะใช้เอาไว้หาเลี้ยงชีพในอนาคตของเขา

         "ผมอาศัยอยู่ในสถานที่เลี้ยงเด็กกำพร้าถึง 8 ปี ที่นั่นผมไม่ได้ชื่นชอบฟุตบอลเลย แต่เพื่อนๆ ของผมอยากเล่นฟุตบอลกันตลอด และผมไม่มีทางเลือกก็เลยต้องจำใจเข้าร่วมเล่นด้วย" เบเบ้ กล่าว โดยหารู้ไม่ว่า นี่คือจุดกำเนิดที่ทำให้เขามีโอกาสได้ย้ายไปสู่สโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด

 

 

ฟุตบอลโลกคนไร้บ้าน

     เบเบ้ ได้พบกับช่วงเวลาที่สุดเหลือเชื่อ หลังจากที่เขาได้รับการเลือกตัวให้เป็นตัวแทนทีมชาติโปรตุเกส ลงแข่งขันในศึกฟุตบอลโลกคนไร้บ้าน โดยในเวลานั้นเจ้าตัวยอมรับว่ารู้สึกขำมากๆ ที่ได้ลงเล่นในทัวร์นาเมนต์ที่ไม่เคยรู้จักเลยด้วยซ้ำ

         "พวกเขาขอให้ผมเดินทางไปเล่นฟุตบอลโลกคนไร้บ้าน และผมก็ตอบตกลง ผมไปที่นั่นเพราะมันเป็นอะไรที่ตลกดี แต่ก็ยิงได้ 40 ประตูจากการเล่น 6 แมตช์"

         สิ่งที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่านั้นก็คือ เบเบ้ ยอมรับว่าอยากที่จะใช้ชีวิตแบบคนไร้บ้าน มากกว่าที่จะย้ายไปเล่นให้กับสโมสรฟุตบอล โดยเจ้าตัวได้อธิบายในเรื่องนี้ว่า "ผมไม่อยากเซ็นสัญญากับทีมไหนทั้งนั้น เพราะผมไม่ได้อยากย้ายออกจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า มันยากจะทำใจที่ต้องย้ายออกไป ที่นั่นเวลาที่ผมกลับไปสามารถนอนเมื่อไหร่ก็ได้ที่ผมต้องการ"
    

ดั่งเทพนิยายได้ย้ายมาอยู่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชื่อนี่คอลูกหนังทั่วโลกรู้จักเป็นอย่างดีว่ามันคือสโมสรที่ยิ่งใหญ่ มีแฟนบอลมากที่สุดในโลก ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ เบเบ้ ซึ่งไม่มีประสบการณ์ลูกหนังระดับสูงเลย เชื่อว่าหากเขาพูดเรื่องที่ "ปีศาจแดง" สนใจอยากได้ตัวเขาไปร่วมทีม คงมีแต่คนหัวเราะเยาะใส่

         เรื่องราวดั่งเทพนิยายเกิดขึ้นเพียงแค่ 5 สัปดาห์หลังจากที่เขาย้ายจาก เอสเตรลล่า อามาโดร่า ทีมในดิวิชั่น 3 ของโปรตุเกส มาเล่นกับ วิคตอเรีย กีมาไรส์ สโมสรในลีกสูงสุดแดนฝอยทอง "ผมแทบไม่อยากเชื่อตัวเองจริงๆ ผมรู้ว่าชีวิตมันก็เป็นแบบนี้ และก็คิดว่าคงมีใครซักคนที่คิดเหมือนกับผม"

 

         "ถ้าคุณได้เล่นให้กับทีมในระดับดิวิชั่น 3 หรือ 4 ในโปรตุเกส และทันใดนั้นหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดในโลกโทรมาหคุณ ผมคิดว่าทุกๆ คนคงคิดแบบว่า -นี่มันเรื่องจริงหรือเปล่า ?- ในช่วงหนึ่งหรือสองสัปดาห์ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้มันอาจจะเป็นแค่การเล่นตลกของพวกเขา ตอนที่ผมเซ็นสัญญา ผมไม่ได้เดินทางไปอังกฤษ แต่ใช้เวลา 4 วันในโปรตุเกส และผมยังคงคิดว่าพวกเขาอำเล่นหรือเปล่า"

 

         "ผมเดินทางไปที่ แคร์ริงตัน (สนามซ้อมแมนฯ ยูไนเต็ด) ผมได้พบกับเพื่อนร่วมทีมครั้งแรก แต่ผมยังคงคิดว่านี่มันเรื่องโกหกใช่ไหม ! แต่ในช่วงเวลานั้นผมได้พูดคุยกับ เฟอร์กูสัน ซึ่งตอนนั้นผมคิดว่า -ในที่สุดผมก็ได้มาอยู่ที่นี่จริงๆ- ในหัวของผมเริ่มเชื่อแล้วว่านี่คือเรื่องจริง มันต้องใช้อะไรเยอะมากถึงจะเชื่อเรื่องนี้ !"

 

สวรรค์ล่ม ! 4 ปีกับชีวิตในฐานะนักเตะ "เร้ด เดวิลส์"

     เบเบ้ สามารถซัดประตูได้ติดต่อกันในเกมพบ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส และ บูร์ซาสปอร์ ซึ่งเป็นเกมเปิดตัวในการเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ของเขา จากนั้นนักเตะได้รับความไว้วางใจให้ลงเล่นตัวจริง 3 เกมให้กับทีมชุดใหญ่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ทั้งหมดนี้เป็นการแข่งขันในเกมฟุตบอลถ้วยเท่านั้น

 

     สำหรับเกมพรีเมียร์ลีก นักเตะแทบไม่มีโอกาสสอดแทรกเข้ามาสู่ทีมเลย และได้สัมผัสเกมลีกสูงสุดในเมืองผู้ดีแค่ 2 นัดซึ่งลงสนามในฐานะตัวสำรองเมื่อฤดูกาล 2010/11 ผลงานแบบนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ เบเบ้ โดนสาวก "เร้ด อาร์มี่" ต้องข้อสงสัยเรื่องศักยภาพ

     เบเบ้ ต้องพบกับชีวิตที่แสนยากลำบากเมื่อเขาแทบไม่ได้มีชื่อในทัพ "ปีศาจแดง" สำหรับลงเล่นเกมพรีเมียร์ลีก และที่ย่ำแย่ก็คือยิงได้แค่ 2 ประตูเท่านั้นภายใต้ชุดสีแดงเพลิง ก่อนที่จะโดนปล่อยให้ เบซิคตัส, ริโอ อาฟ และปากอส เดอ แฟร์ไรร่า ยืมตัวไปใช้งาน

 
สิ้นสุดกันทีกับชีวิตลำเค็ญใน "เธียเตอร์ ออฟ ดรีม"

     เวลาแห่งเทพนิยายของ เบเบ้ กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้มาถึงทางตันเรียบร้อยแล้ว โดย "ปีศาจแดง" ยอมตัดใจขายแบบขาดทุนให้กับ เบนฟิก้า ด้วยสนนราคาประมาณ 2.4 ล้านปอนด์ (ราว 91.2 ล้านบาท)  ซึ่งพวกเขาขาดทุนไปถึง 5 ล้านปอนด์ (ราว 190 ล้านบาท)

      การย้ายออกจาก "โรงละครแห่งความฝัน" สำหรับนักเตะคนอื่นๆ คงเสียใจเพราะต้องโบกมือลาสโมสรที่ยิ่งใหญ่ แต่กับ เบเบ้ นี่คือความสุขที่สุดเพราะเขาจะได้มีโอกาสได้โชว์ศักยภาพที่แท้จริงกับสโมสรอื่นที่มีความเชื่อมั่นในความสามารถของเขา

 

         "ทุกๆ วันผมโทรคุยกับเอเจนต์ของผมเพื่อสอบถามเขาว่าผมจะได้ย้ายออกไปไหม มันเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายจริงๆ เมื่อคุณไม่ได้ลงเล่น แม้ว่าคุณจะอยู่กับสโมสรที่ยิ่งใหญ่ แต่คุณไม่มีความสุข ดังนั้นจะอยู่ต่อไปทำไมละ ? ผมจำได้ว่าผมมักจะได้ลงเล่นให้ ยูไนเต็ด ร่วมกับทีมเยาวชน และเอเจนต์ของผมโทรมาหาผม พร้อมกับบอกว่าผมจะถูกขายไปให้กับ เบนฟิก้า"

         "บอกเลยว่านั่นคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของผม ! ผมเป็นแฟนบอลเบนฟิก้า มันเป็นความฝันมาตลอดที่จะได้ไปเล่นที่นี่ เพราะผมมีเพื่อนๆ และครอบครัวที่เชียร์เบนฟิก้า ผมนอนไม่หลับเลยในวันนั้น ! ผมบอกเลยว่าผมตื่นตลอดทั้งคืนจริงๆ"

 

 

เกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น ?

     การเล่นให้ เบนฟิก้า ก็ไม่ต่างอะไรกับช่วงเวลาที่อยู่กับ "ปีศาจแดง" เบเบ้ ได้ลงสนามให้กับ "เหยี่ยวลิสบอน" แค่ 6 เกมจากทุกรายการ และยิงได้แค่ประตูเดียวเท่านั้น ที่สำคัญนักเตะลงเล่นในเกมลีกแดนฝอยทองเพียงแค่ 1 แมตช์เท่านั้นซึ่งถือว่าย่ำแย่สุดๆ

     จากนั้นนักเตะโดนส่งไปเล่นแบบยืมตัวกับ  กอร์โดบา ทีมในลีกสเปน ซึ่งนักเตะควานหาประตูไม่ได้เลย 18 เกม และได้ย้ายไปอยู่กับ ราโย่ บาเยกาโน่ แบบยืมตัวเขายิงได้ 3 ประตูจากการลงสนามในเกมลีกแดนกระทิงดุ 34 แมตช์ ต่อมาในปี 2016 เออิบาร์ ที่ยื่นข้อเสนอให้กับเขาได้ย้ายมาเล่นในสเปนแบบถาวร

 

     ช่วงเวลา 18 เดือนที่ได้เล่นให้กับ เออิบาร์ นักเตะสามารถซัดไป 3 ประตู และ 4 แอสซิสต์ จากการเล่นเกมลีก 29 แมตช์ ในเดือนมกราคม 2018 เขาได้ย้ายมาเล่นแบบยืมตัวกับ ราโย่ บาเยกาโน่ อีกครั้ง โดยในครั้งนี้สโมสรต้องลงไปเล่นในเซกุนด้า ดิวิชั่น หรือ ระดับดิวิชั่น 2 และเขายิงได้ 3 ประตูกับ 1 แอสซิสต์ ตลอด 17 เกมซึ่งนักเตะพอจะมีความดีความชอบเมื่อช่วยให้ทีมหวนคืนสู่ลีกสูงสุดได้สำเร็จ

      เบเบ้ ได้รับรางวัลแห่งความสำเร็จด้วยการเซ็นสัญญาถาวรกับ บาเยกาโน่ ในเดือนสิงหาคม เมื่อ 2 ปีก่อน อย่างไรก็ตามการย้ายมาเล่นกับ บาเยกาโน่ ไม่ได้โสภาสถาพร เพราะสุดท้ายแล้วทีมจบซีซั่น 2018/19ในอันดับบ๊วย ส่งผลให้ต้องหล่นไปเล่นในระดับเซกุนด้า ดิวิชั่น อีกครั้ง โดยในฤดูกาล 2019/2020 พวกเขาจบอันดับ 7 ของตารางลีก

 

     ในส่วนผลงานของ อดีตกองหน้าทีมชาติโปรตุเกส รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ก็เป็นไปตามสภาพเมื่อลงสนาม 95 แมตช์ และยิงได้ 10 ประตู กับ 12 แอสซิสต์ ถือว่าไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ แต่ก็ไม่ได้เลิศเลอเพอร์เฟกต์ จนทำให้หลายๆ สโมสรอยากได้ตัวเขาไปร่วมทัพ
 

ย้อนความหลังกับชีวิตนักเตะอาชีพที่แสนเหลือเชื่อ

     ปัจจุบัน เบเบ้ ก็เหมือนกับนักเตะอาชีพหลายๆ คนที่นิยมศิลปะบนเรือนร่างโดยเจ้าตัวก็ชื่นชอบการสัก และยังหันมาไว้หนวดเครา ซึ่งแตกต่างจากสมัยที่ยังเป็นหนุ่มวัยละอ่อน ตอนที่ย้ายมาอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อทศรรษที่ผ่านมา

          นักเตะเพิ่งจะฉลองอายุครบ 30 ปีเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และปัจจุบันมีผู้คนเข้ามากดติดตามในอินสตาแกรมของเขาถึง 45,300 ฟอลโลว์ โดยตอนนี้เขาอยู่ในช่วงพักฟื้นร่างกายหลังได้รับบาดเจ็บเส้นเอ็นไขว้หน้าหัวเข่าเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นครั้งที่สองนับตั้งแต่เล่นฟุตบอลอาชีพ และยังไม่สามารถกลับมาฟิตสมบูรณ์แม้จะเข้ารับการผ่าตัดไปแล้วก็ตาม

         จากคนธรรมดาสามัญในช่วงชีวิตแรกๆ ปัจจุบัน เบเบ้ กลายเป็นคนที่มีชีวิตสุขสบาย และมีไลฟ์สไตล์หรูหรา โดยสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ "มันเป็นอะไรที่บ้าบอที่สุด ผมอยู่ในโรงเรียน และได้รับเงิน 1,000 ยูโร (ราว 35,000 บาท) สำหรับผมมันเหมือนถูกรางวัลยูโรมิลเลี่ยนส์ชัดๆ"

      แต่หลังจากที่เซ็นสัญญากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นักเตะได้รับเงินโบนัสมากถึง 500,000 ปอนด์ (ราว 19 ล้านบาท) และยังได้รับค่าเหนื่อยประมาณ 22,000 ปอนด์ (ราว 836,000 บาท) ต่อสัปดาห์ แน่นอนว่าการมีรายได้มหาศาลแบบนั้นทำให้เขาเปลี่ยนพฤติกรรมกลายเป็นคนที่ชื่นชอบการชอปปิ้งไปโดยปริยาย

         "ช่วงแรกบางทีคุณอยากที่จะซื้อของมากมายที่คุณไม่เคยมี และตอนนี้คุณสามารถทำได้ ตอนที่เห็นรองเท้าราคา 200 ยูโร (ราว 7,000 บาท) และนั่นเป็นสิ่งที่คุณยายของคุณไม่มีทางซื้อให้คุณได้ แต่ตอนนี้คุณสามารถซื้อได้ คุณสามารถซื้อของพวกนี้ให้พี่น้องของคุณ คุณสามารถซื้อรถได้แบบสบายๆ"

         "ช่วงคริสต์มาส คุณก็สามารถซื้อของขวัญให้กับทุกๆ คน หรือให้ของขวัญใครซักคนในวันเกิดของพวกเขา มันเป็นหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตกับการมีโอกาสได้งานที่ทำให้คุณสามารถช่วยเหลือครอบครัวของคุณได้"

 

     ในวันที่เขาได้รับเงินก้อนแรกกับ แมนฯ ยูไนเต็ด มันเป็นความทรงจำที่ไม่มีวันลืมได้เลย "ตอนที่ผมได้รับซองที่ใส่เงินเดือนก้อนแรก ผมจำได้ว่าผมกลับไปหาคนที่เอาซองมาให้ผม แล้วก็ถามว่านี่เป็นเงินสำหรับ 5 เดือนเหรอ เขาบอกว่ามันแค่เดือนเดียวเท่านั้น แค่นั้นแหละผมก็เริ่มหัวเราะออกมาเลย"

      ปัจจุบันการที่ เบเบ้ มีชีวิตที่หรูหราสุขสบายส่วนหนึ่งมาจากการที่เขาได้เป็นนักฟุตบอลของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ในขณะเดียวกันสิ่งนี่ก็ถือบทเรียนราคาแพงสำหรับ "ปีศาจแดง" ที่ต้องจดจำไปตลอดกาลกับการซื้อนักเตะซักคนมาร่วมทีม !!!

หนึ่งเดียวของไทย! “ศุภณัฏฐ์” ติดโผ 500 แข้งสำคัญของโลก

ดาวรุ่งวัย 18 สร้างชื่อกระหึ่มอีกครั้ง เมื่อติดโผเป็น 500 นักเตะคนสำคัญของโลก ประจำปี 2020 จากนิตยสารดังอย่าง World Soccer

World Soccer นิตยสารชื่อดัง คัดเลือก 500 นักเตะคนสำคัญของโลก ประจำปี 2020 ออกมา ปรากฎว่าหนึ่งในนั้นมีชื่อของ ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา กองหน้าอนาคตไกล จาก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ติดเข้ามาด้วย

ดาวรุ่งวัย 18 ปี เป็นนักเตะไทยเพียงรายเดียว ที่ติดโผเข้ามาในปีนี้ และ ถือเป็น 1 ใน 2 แข้งจากอาเซียน ที่ติดเข้ามาร่วมกับ เหงียน กวง ไฮ กองกลางทีมชาติเวียดนาม วัย 23 ปี โดยส่วนหนึ่งในคำบรรยายจาก World Soccer ระบุถึง ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา ว่า

“เขาเกิดหลังจากฟุตบอลโลก 2002 ดาวรุ่งรายนี้ไม่เพียงได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่ดีที่สุดในระดับทวีป สิ่งที่น่าประทับใจสำหรับกองหน้ารายนี้คือ ทุกครั้งที่เขาเลื่อนระดับขึ้นไป เขาทำได้ดีเสมอ”

“การที่เขาเล่นให้สโมสรที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มันช่วยเขาได้มาก เพราะที่นั่นเป็นที่ที่คาดหวังและเรียกร้องความสำเร็จ ในปี 2018 เขากลายเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดที่ได้ลงเล่นในไทยลีกด้วยวัยเพียง 15 ปี และกลายเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดที่ยิงได้ในไทยลีกอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เรื่องแปลกใจเลยที่แฟนบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จะเริ่มหลงรักกองหน้ารายนี้มากขึ้นเรื่อยๆ”

“วอนเดอร์คิดหนุ่มได้รับการยอมรับจากทักษะการครองบอล, ความสามารถในการเอาชนะกองหลัง และความเยือกเย็นเวลาอยู่หน้าประตู”

สำหรับ ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา เป็นเจ้าของสถิติสำคัญมากมายในไทย ทั้งนักเตะอายุน้อยสุดที่ลงเล่นในโตโยต้า ไทยลีก , นักเตะอายุน้อยสุด ที่ทำประตูได้ ในโตโยต้า ไทยลีก , นักเตะอายุน้อยสุดในประวัติศาสตร์ ที่ทำประตูได้ใน เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก และ นักเตะอายุน้อยสุดในประวัติศาสตร์ ที่ลงเล่นให้ทีมชาติไทยชุดใหญ่ บนวัย 16 ปี 10 เดือน 3 วัน เท่านั้น