ใครจะไปจ่ายไหว?บาร์ซ่าตั้งค่าตัวเมสซี่หากคิดลา

สื่อแดนกระทิงดุเผย บาร์ซ่า ตั้งค่าตัว ลิโอเนล เมสซี่ เอาไว้แพงมหาศาล เพราะไม่อยากให้เจ้าตัวอำลาถิ่น คัมป์ นู และคงไม่มีทีมไหนกล้าทุ่มแน่
    บอร์ดสโมสร บาร์เซโลน่า ต้องการได้ค่าตัวของ ลิโอเนล เมสซี่ กองหน้าชาวอาร์เจนไตน์ จำนวน 700 ล้านยูโร (ประมาณ 25,900 ล้านบาท) ตามค่าฉีกสัญญาที่ทำไว้ หากเจ้าตัวร้องขอย้ายทีม ตามรายงานจาก มุนโด เดปอร์ติโบ สื่อสเปน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา

    สื่อแดนกระทิงดุเผยว่า บอร์ด บาร์ซ่า ต้องการได้ค่าตัวในระดับค่าฉีกสัญญาเท่านั้นถึงจะยอมปล่อยออกจากถิ่น คัมป์ นู แม้ดาวเตะวัย 33 ปี เหลือสัญญากับสโมสรอีกเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้นก็ตาม เนื่องจากอยากให้กองหน้าทีมชาติอาร์เจนตินา อยู่ช่วยสโมสรต่อไป

    จากการตั้งค่าตัวดังกล่าว ทำให้คงไม่มีทีมไหนมีเงินมากพอที่จะยื่นซื้อ เมสซี่ เพราะจำนวนเงินดังกล่าวจะมากกว่าสถิติโลกตอนที่ เนย์มาร์ กองหน้าทีมชาติบราซิล ย้ายจาก บาร์เซโลน่า ไปอยู่กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เมื่อปี 2017  ถึงกว่า 3 เท่าเลยทีเดียว

    อนาคตของ เมสซี่ เริ่มไม่มีความแน่นอน หลังจากที่เจ้าตัวไม่ค่อยพอใจกับแผนงานของสโมสรที่ไร้จุดหมายหลังพลาดแชมป์ ลา ลีกา และโดน บาเยิร์น มิวนิค ถล่มไปถึง 8-2 ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ทำให้เริ่มมีความคิดที่จะโบกมือลายอดทีมแห่งแคว้นกาตาลุนย่า

    ขณะที่ โรนัลด์ คูมัน เทรนเนอร์คนใหม่ของ บาร์ซ่า ยังคงเชื่อว่า เมสซี่ ต้องการอยู่กับ "เจ้าบุญทุ่ม" และอยากที่จะจบอาชีพพ่อค้าแข้งในถิ่นคัมป์ นู  หลังจากที่ทั้งคู่ได้เปิดใจเคลียร์ทุกๆ ประเด็นแล้ว

ค่าเหนื่อย “เนย์มาร์” มากกว่าแข้งอตาลันต้าทั้งทีม

สื่อเมืองน้ำหอม เปิดเผยค่าเหนื่อยของ เนย์มาร์ หัวหอกทองคำของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง มากมายมหาศาล เมื่อเทียบกับนักเตะทั้งทีมของอตาลันต้า คู่แข่งแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย
               เนย์มาร์ กองหน้าพรสวรรค์ชาวบราซิเลียนของ "เปแอสเช" ปารีส แซงต์-แชร์กแมง มหาอำนาจลูกหนังแห่งศึกลีก เอิง ฝรั่งเศส เป็นนักเตะที่มีรายได้มากกว่าพ่อค้าแข้งทั้งสโมสรอตาลันต้า จากการเปิดเผยของ เล กิ๊ป สื่อชั้นนำในดินแดนน้ำหอม

               หัวหอกเลือดแซมบ้า วัย 28 ปีได้รับค่าเหนื่อยประมาณ 620,000 ปอนด์ (ราว 23.56 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 32.2 ล้านปอนด์ (ราว  1,223 ล้านบาท) ต่อปี หลังจากที่นักเตะย้ายจาก "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า มาเล่นในถิ่นปาร์ก เดส์ แพร็งซ์ ด้วยสถิติค่าตัวแพงที่สุดในโลก เมื่อปี 2017

               สำหรับเม็ดเงินค่าเหนื่อยที่ เนย์มาร์ ได้รับถือว่าน่าเหลือเชื่อมากๆ เพราะรายได้ของเขาสูงกว่านักเตะทุกคนในทัพอตาลันต้า คู่แข่งรอบก่อนรองชนะเลิศ ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก โดยทีมดังจากเมืองแบร์กาโม่ ทรัพย์รวมทั้งหมดประมาณ 30-32 ล้านปอนด์ (ราว 1,140-1,216 ล้านบาท) เท่านั้น

               ขณะที่ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ กองหน้าดาวรุ่งทีมชาติฝรั่งเศส ได้รับค่าเหนื่อยประมาณ 280,000 ปอนด์ (ราว 10.64 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 14.5 ล้านปอนด์ (ราว 551 ล้านบาท) ต่อปี ด้าน ติอาโก้ ซิลวา ซึ่งสัญญาจะหมดเมื่อจบซีซั่นนี้ รับเงินเข้ากระเป๋า 190,000 ปอนด์ (ราว 7.2 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 10 ล้านปอนด์ (ราว 380 ล้านบาท) ต่อปี

               เมื่อเปรียบเทียบกับ 3 นักเตะที่มีรายได้สูงสุดของ อตาลันต้า ได้แก่ เลฮานโดร โกเมซ กัปตันทีม, ดูวาน ซาปาต้า และหลุยส์ มูเรียล ซึ่งทั้ง 3 คนได้รับค่าเหนื่อยคนละ 1.5 ล้านปอนด์ (ราว 57 ล้านบาท) ต่อปี เฉลี่ยแล้วรับทรัพย์คนละ 29,000 ปอนด์ (ราว 1.1 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์เท่านั้น

 

อริตัวจริง!มิลเนอร์ไม่พลาดเหน็บแมนยูตอนฉลองแชมป์

เจมส์ มิลเนอร์ พาดพิง แมนฯ ยูไนเต็ด ระหว่างพิธีรับถ้วยแชมป์ ทำเอา "เดอะ ค็อป" ถูกใจกันมากๆ ส่วนฝั่งสาวก "ปีศาจแดง" ก็เหน็บแนมกลับไปเหมือนกัน
    เจมส์ มิลเนอร์ ดาวเตะสารพัดประโยชน์ของ ลิเวอร์พูล พาดพิง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คู่อริตัวฉกาจของ "หงส์แดง" ในระหว่างพิธีฉลองแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันพุธที่ 22 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

“It’s always been United in red before…wankers”

James Milner must be protected at all costs https://t.co/PVlOpeSrBJ

— Ross Williams (@RossWilliams_) July 22, 2020
    ในพิธีฉลองแชมป์นั้น บรรดานักเตะ ลิเวอร์พูล ต้องไปยืนบนโพเดียมที่เตรียมเอาไว้บนอัฒจันทร์ฝั่ง ค็อป เอ็นด์ แล้วรอให้ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กองกลางกัปตันทีมขึ้นมาเป็นคนสุดท้ายเพื่อหยิบถ้วยแชมป์มาฉลองร่วมกับทุกคน ซึ่งในระหว่างนั้นเหล่าพ่อค้าแข้งของ ลิเวอร์พูล ก็คุยกันอย่างร่าเริงและสนุกไปกับบรรยากาศอย่างเต็มที่

Milner calling United wankers while on the podium hahahaha MY vice captain

— Jonny (@Firtinho) July 22, 2020
    ทั้งนี้ ในตอนที่กำลังอยู่บนแท่นพิธีร่วมกับคนอื่นๆ นั้น มิลเนอร์ พูดขึ้นมาว่า "นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันอยากให้ริบบิ้นมันเป็นสีแดงเลยว่ะ ก่อนหน้านี้มัน (ริบบิ้นสีแดง) สื่อถึง ยูไนเต็ด อยู่ตลอดเลย พวกมันน่ารังเกียจจริงๆ" ซึ่งนักเตะ ลิเวอร์พูล บางส่วนก็หัวเราะให้กับเรื่องนั้น

    คำพูดของ มิลเนอร์ ทำให้แฟนบอล ลิเวอร์พูล บางคนถูกใจสุดๆ อย่างเช่น "การที่ เจมส์ มิลเนอร์ เรียก ยูไนเต็ด ว่าพวกน่ารังเกียจคือสิ่งที่ทำให้เขาสมควรได้รับการต่อสัญญาไปอีก 5 ปี", "เราต้องปกป้อง เจมส์ มิลเนอร์ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม" และ "มิลเนอร์ เรียก ยูไนเต็ด ว่าพวกน่ารังเกียจในขณะที่อยู่บนโพเดียม ฮ่าๆๆ นี่แหละรองกัปตันทีมของฉัน" เป็นต้น

WE ARE ALL F*CKING W*NKERS!!!

Yep, instead of celebrating your teams 1st title* in 30 years, James Milner decides to say #MUFC are f*cking w*nkers!

Even in a celebration, they still have #MUFC on their minds

— Manchester United (@NewManUtdNews) July 23, 2020
    ขณะที่ฝั่งสาวก แมนฯ ยูไนเต็ด บางคนก็พูดถึงเรื่องนี้เหมือนกัน อย่างเช่น "เราทุกคนมันน่ารังเกียจ!!! ใช่ แทนที่แกควรจะฉลองแชมป์ลีกหนแรกในรอบ 30 ปีของแก เจมส์ มิลเนอร์ กลับตัดสินใจที่จะพูดว่า #MUFC เป็นพวกน่ารังเกียจ ขนาดตอนฉลองแชมป์พวกแกยังคิดถึง #MUFC อยู่เลย" และ "เจมส์ มิลเนอร์ พูดถึงเราระหว่างพิธีด้วย ยูไนเต็ด เป็นทีมที่ใหญ่จริงๆ"

James Milner talking about us during the ceremony. United are gargantuan https://t.co/YivMvA5J3L

— Joel (@SuperLindelof3) July 23, 2020
    สำหรับ มิลเนอร์ นั้น เคยอยู่กับ ลีดส์ ยูไนเต็ด และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาก่อน ซึ่งทั้ง 2 ทีมก็เป็นคู่อริของ แมนฯ ยูไนเต็ด เช่นเดียวกับ ลิเวอร์พูล

บาดหมาง?เก็นดูซี่เมินยินดีอาร์เซน่อลคว้าแชมป์เอฟเอ

มัตเตโอ เกนดูซี่ มิดฟิลด์ อาร์เซน่อล จุดประเด็นร้อนอีกครั้ง หลังจากยังไม่โพสต์ยินดีที่ทีมได้แชมป์ เอฟเอ คัพ เลย แถมยังโพสต์ภาพเรื่องการไปเที่ยวของตัวเองแทนอีก
    มัตเตโอ เกนดูซี่ กองกลาง อาร์เซน่อล สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ไม่โพสต์ฉลองที่ต้นสังกัดได้แชมป์ เอฟเอ คัพ ประจำฤดูกาล 2019-20 เมื่อวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา

    เกนดูซี่ ตกเป็นข่าวว่ามีปัญหากับ มิเกล อาร์เตต้า ผู้จัดการทีมชาวสแปนิชและเพื่อนร่วมทีมบางคนมาพักหนึ่งแล้ว โดยลือกันว่าตอนที่ทีมไปเก็บตัวที่นครดูไบ ประเทสสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อช่วงต้นปีนี้ เขาทะเลาะกับ โซตราติส ปาปาสตาโธปูลอส อย่างรุนแรง ก่อนจะลามไปถึงการผิดใจกับ อาร์เตต้า ในเวลาต่อมา

    แม้ว่า อาร์เตต้า จะเคยให้โอกาส เกนดูซี่ ในช่วงหนึ่ง แต่เขาก็แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมในเกมลีกที่ อาร์เซน่อล แพ้ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 1-2 เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพราะเขาไปบีบคอ นีล มัวเปย์ ดาวเตะของอีกฝ่าย แถมยังมีข่าวลืออีกว่าไปเย้ยบรรดาผู้เล่นฝั่ง ไบรท์ตัน ว่าได้ค่าเหนื่อยน้อยกว่าของเหล่าพ่อค้าแข้ง อาร์เซน่อล ตั้งเยอะด้วย ซึ่งนั่นก็ทำให้ อาร์เตต้า โมโหมากๆ จนถึงขั้นมีข่าวลือว่า อาร์เตต้า จับ เกนดูซี่ แยกไปซ้อมตัวคนเดียวเลย

    ทั้งนี้ ถึงแม้ อาร์เซน่อล จะคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ มาครองได้ แต่ เกนดูซี่ ก็ไม่คิดที่จะโพสต์ข้อความแสดงความยินดีเลย ต่างกับ เมซุต โอซิล ที่ยังโพสต์ข้อความแสดงความยินดีแม้ว่าเขาจะตกเป็นข่าวเรื่องย้ายทีมอย่างต่อเนื่องก็ตาม ซ้ำร้าย เกนดูซี่ ยังเลือกโพสต์ภาพตอนที่ตัวเองไปพักร้อนลงบน อินสตาแกรม พร้อมกับพิมพ์ข้อความในภาพว่า "วันหยุด" ซะอีก

สือผู้ดีเผย! สตาร์พรีเมียร์ลีกร่อนจม.รับเป็น “เกย์”

เดอะ ซัน สื่อดังในอังกฤษ เปิดเผยจดหมายของสตาร์ลูกหนังระดับพรีเมียร์ลีกที่ออกมายอมรับว่าเป็นเกย์ แต่ไม่กล้าเปิดเผยตัวตนในเวลานี้เนื่องจากหวั่นใจว่าจะส่งผลกระทบต่ออาชีพพ่อค้าแข้ง ระบุมีเพียงครอบครัว และเพื่อนสนิทเท่านั้นที่รับรู้ พร้อมยืนยันเมื่อถึงเวลาจะบอกผู้จัดการทีมและเพื่อนนักเตะร่วมสังกัดด้วยกันได้ทราบ

    นักฟุตบอลระดับสตาร์ที่ค้าแข้งอยู่กับสโมสรในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ออกโรงเขียนจดหมายเปิดผนึกยอมรับว่าตนกลัวที่จะเปิดเผยว่าตัวเองเป็น "เกย์" เนื่องจากหวั่นใจว่าอาจจะส่งผลกระทบต่ออาชีพพ่อค้าแข้ง ระบุทุกวันนี้สุดแสนทรมานใจที่ต้องปกปิดรสนิยมทางเพศแบบชายรักชายกับเพื่อนร่วมทีม และทุกๆ คนในวงการลูกหนัง

 

    สำหรับนักเตะรายนี้ซึ่งยังไม่พร้อมที่จะเปิดเผยชื่อ เผยว่ามีแค่สมาชิกของครอบครัวบางคน และกลุ่มเพื่อนสนิทเท่านั้นที่รู้ว่าตนเป็นพวกรัก "ไม้ป่าเดียวกัน" นอกจากนี้ยังยืนยันว่าเพื่อนร่วมสังกัด และผู้จัดการทีมยังไม่รู้ว่าเขาเป็นเกย์ แต่กระนั้นเจ้าตัวคาดหวังว่าจะบอกพวกเขาซักวันหนึ่งในเร็วๆ นี้

    ขณะเดียวกันมูลนิธิ จัสติน ฟาชานู ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดย อามาล หลานสาวของ จัสติน ฟาชานู นักฟุตบอลอาชีพรายแรกที่เปิดเผยว่าตัวเองเป็นเกย์ ที่มีวัตถุประสงค์ในการต่อสู้เพื่อคนรักร่วมเพศ และการเหยียดผิว ได้ให้การสนับสนุนดาวเตะปริศนารายนี้อย่างเต็มที่

 

         จดหมายฉบับดังกล่าว ระบุว่า "ตอนเด็กๆ ผมอยากเป็นนักฟุตบอล ผมไม่เคยสนใจเรื่องการเรียนที่โรงเรียนเลย แทนที่จะทำการบ้าน ทุกๆ นาทีผมจะใช้ไปกับการเล่นบอล สุดท้ายมันก็ตอบแทนสิ่งที่ผมตั้งใจ แต่ตอนนี้ผมยังต้องหยิกเนื้อตัวเองเวลาที่วิ่งอยู่ในสนามว่าไม่ได้ฝันไป และต้องลงเล่นทุกสัปดาห์ต่อหน้าแฟนบอลหลายหมื่นคน"

        "อย่างไรก็ตาม มีบางสิ่งที่ทำให้ผมแตกต่างจากนักฟุตบอลคนอื่นๆ ในพรีเมียร์ลีก ผมเป็นเกย์ การเขียนจดหมายฉบับนี้เป็นก้าวย่างสำคัญสำหรับผม แต่มีแค่ครอบครัวของผม และเพื่อนๆ บางคนในกลุ่มที่รู้ว่าผมเป็นพวกรักร่วมเพศ ผมยังไม่พร้อมที่จะแบ่งปันเรื่องนี้กับเพื่อนร่วมทีม หรือผู้จัดการทีม นั่นเป็นเรื่องที่ลำบากใจมากๆ"

 

        "ผมใช้เวลาตลอดทั้งชีวิตอยู่กับผู้คนเหล่านี้ และเมื่อผมก้าวลงไปในสนามเราคืนทีมเดียวกัน แต่มันมีบางสิ่งภายในตัวผมที่ทำให้เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้สำหรับผมที่จะเปิดเผยกับพวกเขาเกี่ยวกับความรู้สึกของผมว่าเป็นยังไง ผมหวังว่าซักวันหนึ่งในเร็วๆ นี้ผมจะสามารถทำได้"

        "ผมรู้ตัวเองตั้งแต่ตอนอายุ 19 ปีว่าผมเป็นเกย์ ความรู้สึกมันเป็นยังไงกับการใช้ชีวิตแบบนี้นะเหรอ ? ก็ต้องใช้มันแบบวันต่อวัน มันอาจจะเป็นฝันร้ายก็ได้ และส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของผมอย่างมาก ผมรู้สึกเหมือนตกอยู่ในบ่วง และหวาดกลัวที่จะเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่ผมเป็นซึ่งมันคงมีหลายๆ อย่างที่เลวร้ายทันที"

        "ดังนั้นแม้หัวใจของผมจะบอกผมว่าผมจำเป็นต้องทำ แต่สิ่งที่อยู่ในหัวของผมมักจะบอกว่า -ทำไมต้องเสี่ยงกับเรื่องนี้ด้วยละ ?- ผมโชคดีที่ได้รับค่าเหนื่อยมหาศาล ผมมีรถสวยๆ ขับ, มีเสื้อผ้าจากดีไซเนอร์ชั้นนำมากมาย และยังสามารถซื้ออะไรก็ได้ที่ผมต้องการเพื่อครอบครัวของผม และเพื่อนๆ แต่สิ่งเดียวที่ผมโหยหาก็คือมิตรภาพ"

 

        "ผมอยู่ในช่วงวัยที่ตัวเองก็อยากมีคนรักเหมือนกัน แต่ด้วยการที่ตอนนี้ผมต้องทำงานแบบนี้ทำให้ผมต้องการความเชื่อใจสูงมากๆ  หากจะรักกับใครในระยะยาว ดังนั้นในช่วงเวลานี้ ผมจึงหลีกเลี่ยงความสัมพันธ์ทั้งหมด ผมหวังว่าผมจะได้พบกับใครสักคนในเร็วๆ นี้ซึ่งผมคิดว่าผมจะไว้วางใจได้มากพอ"

        "บอกตามตรงผมไม่คิดว่าวงการฟุตบอลจะพร้อมยอมรับนักเตะที่ออกมาเปิดเผยตัวเอง เรื่องนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมากสำหรับตัวผม สมาคมฟุตบอลอาชีพบอกว่าพวกเขาพร้อมที่จะช่วยเหลือนักเตะที่ออกมาเปิดเผยรสนิยมของตัวเอง และพวกเขาบอกว่าพวกเขาจะให้คำปรึกษา และสนับสนุนสำหรับทุกๆ คนที่ต้องการสิ่งนี้"

        "สิ่งนี้มันไม่ตรงประเด็น ถ้าผมต้องการที่ปรึกษาผมสามารถหาเองได้ และลงชื่อเพื่อเข้ารับการปรึกษากับใครซักคนเมื่อไหร่ก็ตามที่ผมต้องการ สำหรับในกรณีนี้มันจำเป็นต้องให้ความรู้กับแฟนบอล, นักเตะ, ผู้จัดการทีม, เอเจนต์, เจ้าของสโมสร รวมทั้งทุกๆ คนที่เกี่ยวข้องกับวงการฟุตบอล"

        "ถ้าผมต้องเปิดเผยเรื่องนี้ผมต้องรู้ว่าผมจะได้รับการสนับสนุนในทุกด้านๆ ตอนนี้ผมไม่ได้รู้สึกว่าผมจะได้รับการสนับสนุนแบบนั้นเลย ผมบอกได้เลยว่าผมไม่ต้องการใช้ชีวิตแบบนี้ แต่เมื่อมองจากความเป็นจริงมันยังมีเรื่องของความอคติเยอะมากในวงการฟุตบอล มีหลายครั้งที่ผมได้ยินคำพูดเย้ยหยันคนรักร่วมเพศ และเสียงวิจารณ์จากแฟนบบอลที่พูดลอยๆ ออกมา"

 

        "ผมไม่ได้รู้สึกเดือดดาลในช่วงระหว่างที่ลงแข่ง ผมมีสมาธิอยู่กับการเล่น แต่เมื่อผมกลับไปขึ้นเครื่องบิน หรือขึ้นรถบัส ผมมีเวลาทบทวนสิ่งที่ผมได้ยิน ในขณะเดียวกันผมยังคงมุ่งมั่นที่จะเล่นต่อไปตราบเท่าที่ผมยังรู้สึกว่าผมสามารถทำได้ และเมื่อไหร่ก็ตามที่ผมประกาศเรื่องนี้ ผมจะเลิกเล่นทันที"

        "เมื่อเดือนที่แล้วมันยอดเยี่ยมมากๆ ที่ได้เห็น  โทมัส บีทตี้ ออกมายอมรับว่าเป็นเกย์ แต่ความจริงแล้วเขาต้องรอจนกระทั่งแขวนสตั๊ดจึงค่อยบอกทุกๆ อย่างที่คุณต้องการรู้ทั้งหมด นักฟุตบอลยังคงรู้สึกหวาดกลัวที่จะเปิดเผยเรื่องนี้ในขณะที่พวกเขายังค้าแข้งอยู่ สำหรับปีที่ผ่านผมได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิจัสติน ฟาชานู ซึ่งมันไม่ใช่แค่การรับมือกับเรื่องปัญหาสภาพจิตใจเท่านั้น"

        "มันยากที่จะพูดออกมาได้ว่ามูลนิธิช่วยเหลือผมมากขนาดไหน มันทำให้ผมรู้สึกถึงการสนับสนุน และเข้าใจซึ่งทำให้ผมมั่นใจที่จะกล้าออกมาเปิดเผย และซื่อสัตย์กับตัวเอง หากไม่มีการสนับสนุนผมยังไม่รู้ว่าผมจะอยู่ตรงจุดไหนในเวลานี้ แผนของผมก็คือแขวนสตั๊ดก่อนกำหนด และออกมาเปิดเผย ผมอาจจะทิ้งอาชีพที่ทำรายได้มหาศาล แต่คุณไม่สามารถตีคุณค่าสันติสุขของจิตใจคุณได้ และผมไม่อยากที่จะใช้ชีวิตแบบนี้ตลอดไป" ข้อความจดหมายฉบับเดิม ระบุ

โซลชาให้เหตุผลแผนเสริมทัพเปลี่ยนเพราะ “กรีนวู้ด”

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา นายใหญ่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยันตอนนี้แผนการเสริมทัพในตลาดพ่อค้าแข้งของ "ผีแดง" เปลี่ยนไปแล้ว เนื่องจากฟอร์มการเล่นของ เมสัน กรีนวู้ด ที่ร้อนแรงเกินห้ามใจ โดย "น้าลูกอม" ระบุอยากให้โอกาสนักเตะเพื่อพัฒนาฝีเกือกจนเป็นตัวหลักของสโมสร
    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีมชาวนอร์เวย์ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอมรับแผนการซื้อตัวนักเตะมาเสริมทีมในช่วงตลาดซื้อขายผู้เล่นในช่วงซัมเมอร์นี้อาจจะเปลี่ยนไป เนื่องจากฟอร์มการเล่นของ เมสัน กรีนวู้ด กองหน้าดวรุ่งพุ่งแรง

    กรีนวู้ด ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นนับตั้งแต่ที่เกมพรีเมียร์ลีก รีสตาร์ท โดยนักเตะตะบันตาข่ายคู่แข่งไปแล้ว 4 ประตูจาก 3 เกมที่ผ่านมา ทำให้นักเตะกลายเป็นผู้เล่นแนวรุก 3 ประสานที่เล่นได้อย่างเข้าขากับ อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล และ มาร์คัส แรชฟอรด์

    ก่อนหน้านี้ แมนฯ ยูไนเต็ด เคยมีข่าวเกี่ยวพันกับนักเตะหลายคน โดยเฉพาะในรายของ เจดอน ซานโช่ ปีกความเร็วสูง "เสือเหลือง" โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ที่ถึงขนาดยินดีไม่มีปัญหาในการยื่นข้อเสนอจำนวนมหาศาลเพื่อหวังได้นักเตะมาร่วมทัพให้ได้

    อย่างไรก็ตามตอนนี้แผนการเสริมทัพของ "ผีแดง" อาจจะเปลี่ยนไปเนื่องจากฟอร์มที่ร้อนแรงของ กรีนวู้ด ซึ่งเพิ่งต่อสัญญาใหม่เมื่อปี 2019 ทำให้เขาจะได้อยู่กับทีมไปจนถึงอีก 4 ปีต่อจากนี้โดย โซลชา เผยว่า "ผมไม่คิดว่าคุณคาดหวังว่าจะมีนักเตะ 6 คนเข้ามาเสริมทีม ผมรู้ว่าไม่มีทางที่จะได้นักเตะ 6 คนมาร่วมทัพ"

    "เมสัน กรีนวู้ด เป็นนักเตะของผม เขาเพิ่งอายุ 17 ปี และผมอยากให้โอกาสกับเขาเพื่อก้าวขึ้นไปเป็นนักเตะชั้นยอดของสโมสรแห่งนี้ มันก็เหมือนในกรณีของ มาร์คัส แรชฟอรด์ ที่อายุ 21 ปี และ ดีโอโก ดาโลต์ ที่อายุ 20 ปี นักเตะเหล่านี้ต้องได้รับโอกาส และสิ่งนี้จะส่งผลต่อนักเตะคนอื่นๆ สำหรับอาชีพของพวกเขา ความหมายก็คือคุณไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลงอะไรมากมายด้วยการเซ็นสัญญากับนักเตะใหม่" โซลชา ระบุ

 

หมดความอดทน!อาร์เตต้าจับเกนดูซี่แยกซ้อม-บอร์ดเตรียมชี้ชะตา

ดิ แอธเลติก สื่อกีฬาชื่อก้อง ระบุ มัตเตโอ เกนดูซี่ โดนจับแยกไปซ้อมกับโค้ชแบบตัวต่อตัว โดย มิเกล อาร์เตต้า หมดความอดทนในตัวดาวเตะชาวฝรั่งเศสแล้ว ภายหลังเจ้าตัวตกเป็นข่าวฉาวอย่างหนัก
    มัตเตโอ เกนดูซี่ กองกลาง อาร์เซน่อล สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ถูกจับแยกไปซ้อมแบบตัวต่อตัวกับโค้ชฟิตเนส ตามรายงานของ ดิ แอธเลติก สื่อกีฬาชั้นนำ

    เกนดูซี่ กลายเป็นข่าวฉาวจากเกมลีกนัดที่ต้นสังกัดแพ้ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 1-2 เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากเกมนั้นเขาไปบีบคอ นีล มัวเปย์ ดาวเตะของอีกฝ่าย แถมยังมีข่าวลืออีกว่าไปเย้ยบรรดาผู้เล่นฝั่ง ไบรท์ตัน ว่าได้ค่าเหนื่อยน้อยกว่าของเหล่าพ่อค้าแข้ง อาร์เซน่อล ตั้งเยอะด้วย

    ทั้งนี้ ดิ แอธเลติก แฉว่าที่จริงแล้ว อาร์เตต้า กับ เอดู ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของ อาร์เซน่อล ได้คุยกับดาวเตะชาวฝรั่งเศสเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในเกมกับ ไบรท์ตันฯ ไปแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ เกนดูซี่ ยังไม่แสดงให้เห็นท่าทีเลยว่าพร้อมที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง และยังไม่ยอมขอโทษเลย ซึ่งมันทำให้ อาร์เตต้า หงุดหงิดมากๆ เพราะเขามองว่าที่จริง เกนดูซี่ มีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมจนน่าจะช่วยทีมได้

    กระทั่งล่าสุด ดิ แอธเลติก ก็บอกว่า อาร์เตต้า หมดความอดทนในตัว เกนดูซี่ แล้ว จนถึงขั้นไม่ให้เขาได้ซ้อมกับเพื่อนร่วมทีมอีกต่อไป โดยเชื่อกันว่าบอร์ดบริหารของ อาร์เซน่อล จะหารือถึงสถานการณ์ต่างๆ กับทีมตัวแทนของ เกนดูซี่ ในอีกไม่กี่วันต่อจากนี้ด้วย

    ที่จริง เกนดูซี่ ก็เคยมีปัญหากับ อาร์เตต้า ในตอนที่ อาร์เซน่อล ไปเข้าแคมป์ซ้อมช่วงพักครึ่งฤดูกาลที่นครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเหมือนกัน เพราะตอนนั้น เกนดูซี่ แสดงทัศนคติที่ย่ำแย่หลายครั้ง โดยที่ อาร์เตต้า เคยดร็อป เกนดูซี่ หลังกลับมาจากนครดูไบด้วย ก่อนที่จะเรียกใช้งานเขาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดเหตุการณ์ในเกมกับ ไบรท์ตันฯ มันก็ทำให้ อาร์เตต้า ตัดสินใจดร็อป เกนดูซี่ อีกหน จนกลายเป็นว่า เกนดูซี่ ไม่ได้ลงเล่นมา 4 นัดติดต่อกันในทุกรายการแล้ว

เบอร์ไหนถูกใจ “รุ่งโรจน์”

นอกจากจะเป็นนักเตะที่ผ่านการค้าแข้งมาชนิดที่เรียกได้ว่าโชกโชนไม่เบา แต่หากจะถามว่าแฟนบอลยังจำกันได้หรือไม่ว่า "เจ้าโรจน์" รุ่งโรจน์ สว่างศรี เคยใช้ชุดแข่งเบอร์ไหนมาบ้าง วันนี้ทีมงานฟุตบอลสยามมีคำตอบมาฝากไปดูกันเลย

    เบอร์ 8 ธ.กรุงไทย , บางกอกกล๊าส

    สโมสรแรกในการค้าแข้งเป็นนักเตะอาชีพอย่าง ธ.กรุงไทย ที่กลายร่างมาเป็น บีจีปทุม ยูไนเต็ด ในปัจจุบันหรือ บางกอกกล๊าส เอฟซี ในวันวานนั้น รุ่งโรจน์ จะใช้เบอร์ 8 เป็นเบอร์ประจำโดยตลอด รวมถึง ตอนอยู่กับแอร์ฟอร์ซฯ หลังไปเล่นเชียงรายฯ มาก็ใช้เบอร์ ประจำตัวของเขา และทีมสุดท้ายในอาชีพ พ่อค้าแข้ง นั้น "เจ้าโรจน์" ก็ใส่เบอร์ 8 กับ อยุธยา ยูไนเต็ด

 

    เบอร์ 38 กับ "แข้งเทพ", "กว่างโซ่ง"

    ขณะที่หลังเลิกรากับ "กระต่ายแก้ว" แล้วไปเล่นกับ "แข้งเทพ" แบงค็อก ยูไนเต็ด นั้น "เจ้าโรจน์" ได้ใช้เบอร์ 38 รวมไปถึงทีมต่อจากแบงค็อกฯ อย่าง เชียงรายฯ ก็ใช้เบอร์เดียวกันนี้

 

    แชมป์ซีเกมส์ 2 สมัย,ยู 19 ใช้เบอร์ 7

    ส่วนเกียรติยศระดับชาติ ที่รุ่งโรจน์ ได้ แชมป์ซีเกมส์ 2 สมัยติดต่อกัน  ครั้งที่ 21 , 22 ปี พ.ศ. 2544,2546 ที่ มาเลเซีย และ เวียดนาม นั้นเขาได้ใส่เบอร์ตำนานกองหลังรุ่นพี่เป็นไอดอลของเขาอย่าง "พี่ดำใหญ่" นที ทองสุกแก้ว นั่นเอง

    ส่วนตอนติด ยู 19 ก็ได้ใส่เบอร์ 7 เช่นกัน

 

    เบอร์ 5 กับทีมชาติไทยชุดใหญ่, ยู19, ยู23

    ขณะที่กับทีมชาติไทย ชุดใหญ่นั้น เขาได้ใส่เบอร์ 5 รวมถึงตอนเล่น ยช. 19,23 ปีก็ได้ใส่เบอร์ 5

 

    เบอร์ 5,13 กับทีมนร.ไทย

     นร.ไทยที่ไปแข่งขัน นร.เอเซีย รุ่น 18 ปีที่ "เจ้าโรจน์" ติดทีม 2 ครั้งหนแรกที่ อินเดีย ใช้เบอร์ 5 และได้แชมป์ที่ เกาหลีใต้ นั้น เข้าใช้เบอร์ 13

 

    เบอร์ 26 กับร.ร.กีฬาสุพรรณบุรี,วัดสุทธิฯ เบอร์ 5

    สมัยเรียน ม.ต้น ที่ ร.ร.กีฬาสุพรรณบุรี นั้น รุ่งโรจน์ สว่างศรี ใช้เบอร์ 26 ส่วนกับวัดสุทธิฯ ตอน ม.ปลาย เขาใส่ เบอร์ 5

‘ดาวุฒิ ดินเขต’ ผู้ภักดีทบ. สู้เพื่อครอบครัว ฝันติดดาว

หากเป็นยุคอดีตถ้าพูดทีม "ตรากงจักร" ทหารบก ต้องนึกถึงนักเตะอย่าง อำนาจ เฉลิมวุฒิ , ธนิศร์ อารีสง่ากุล ,รังสิวุฒิ ชโลปภัมภ์ , อภิชาติ ทวีเฉลิมดิษฐ์,  พีระฉัตร พานทอง , พิสิษฐ์ ฟูเผ่า, กฤษขจร วงษ์รัตนะ , รุ่งเพชร เจริญวงศ์ , อนุกูล กันยายน , จิราวุธ มีสูงเนิน , พงษ์พันธ์ รัตนสุวรรณ , เจริญ กลมเกลี้ยง , แมน จันทนาม , อดุลย์ รุ่งเรือง , อดุลย์ มะลิพันธ์ , สุดใจ ธนะวัฒน์ , วัชรกร อันทะคำภู ฯลฯ

    ถ้าเป็นรุ่นหลังมานี้ก่อนที่ทีมจะเหลือแค่ตำนานให้จดจำก็มีอาทิ ดาวุฒิ ดินเขต , ชัยวัฒน์ นาคเอี่ยม , นิพนธ์ คำทอง , ธนากรณ์ แดงทอง , มงคล ทศไกร ฯลฯ

    วันนี้ทีมงานเพจฟุตบอลสยามจะนำไปพบกับนักเตะสู้ชีวิตอีกราย ถือเป็นนักเตะที่เล่นฟุตบอลกับสโมสรเดียว อย่าง ทหารบก มาจนถึงวันที่ไม่มีทีมดังกล่าวอีกแล้ว

    เขาคือ ดาวุฒิ ดินเขต นักเตะหนุ่มจาก เมืองโอ่ง จ.ราชบุรี ปัจจุบันเป็นรั้วของชาติ รับราชการทหารบก ยศ จ่าสิบเอก สังกัด กคช.กช. กรมการทหารช่าง ตำแหน่ง เสมียน โดยยังคงเล่นให้กับทีม ทหารบก เอฟซี

    แม้รายได้ในการพ่อค้าแข้งจะลดลงหากเทียบกับเมื่อครั้ง ยังมีทีม อาร์มี่ฯ แต่ ดาวุฒิ กัดฟันสู้ เพราะมีครอบครัวที่ต้องดูแล ไม่ว่าจะเป็นภรรยาสาว "น้องเอม"   ฐิติพร ดินเขต สาวเมืองโอ่งด้วยกัน กับลูกน้อย วัย 4 เดือน อย่าง ด.ญ.ปาลิตา ดินเขต หรือน้องไออุ่น

    ดาวุฒิ ดินเขต เล่นทหารบก ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 2005-2019 เป็นเวลา 14 ปีเต็ม ในการใส่เสื้อรับใช้ทีม "ตรากงจักร" โดยปัจจุบัน เขายังคงเป็นแบ็คซ้ายตัวหลักมากประสบการณ์ให้กับ ทีม ทหารบก เอฟซี ในไทยลีก 3

    วันแมนคลับ อย่าง ดาวุฒิ ดินเขต บอกว่า "ทุกวันนี้ผมทำเพื่อครอบครัวอย่างเดียว แม้เรื่องของโชควาสนา เราจะไม่เหมือนคนอื่นๆที่จากทีมไปแล้ว ได้ไปเล่นกับทีมใหม่ที่ยังคงมีรายได้งดงาม"

 

    "แต่สำหรับผมที่ยังคงจงรักภักดี กับ องค์กรอย่าง กองทัพบก ที่ตัวเอง ยังรับราชการอยู่ นั้นยังพร้อมจะเต็มที่ให้กับทีม ทหารบก เอฟซี ในฐานะรุ่นพี่ของน้องๆในทีม หากยังเล่นไหวผมพร้อมจะเต็มที่ทุ่มเทสุดๆให้กับทีมที่สร้างเรามาจนมีทุกวันนี้"

    "เหนือสิ่งอื่นใด การได้อยู่กับครอบครัวที่มีความสุข ใช้ชีวิตตามอัตภาพ ตามเงินเดือนจ่าทหารบก ผมก็มีความสุข เพราะทุกวันนี้มีครบทั้งบ้าน,รถ และมีงานที่มั่นคงทำ เชื่อว่าสักวันผมจะได้มีดาวติดบนบ่าบ้าง ในอนาคตอันใกล้"

 

    นี่คือแบบอย่างนักเตะที่นิสัยดีทั้งในและนอกสนาม สมกับที่เป็นทหารหาญ รั้วของชาติ แห่งกองทัพบกไทย

    ดาวุฒิ ดินเขต จอมเก๋าของ ทหารบก เอฟซี นักเตะสู้ชีวิต แฟมิลี่แมนตัวเองจริง ผู้ภักดีต่ออาชีพและบทบาทพ่อค้าแข้ง ที่ควรเอาเป็นแบบอย่าง

เป็นนักเตะไม่ปังมาดังกับตลก “มูซา อามิดู จอห์นสัน”

หากเอ่ยชื่อ มูซา อามิดู จอห์นสัน รับรองว่าไม่มีใครรู้จักหนุ่มวัย 47 ปีรายนี้แน่ แต่หากเอ่ยชื่อ "โจอี้ กาน่า" รับรองไม่มีใครปฎิเสธว่าไม่รู้จักหนุ่มผิวสีเจ้าของร่างโย่ง ผมยาว ผู้นี้แน่นอน

    เขาคือ ตลกดัง ที่มาใช้ชีวิตในสยามประเทศ จนเป็นที่รู้จักในฐานะคนดังอีกคน

    เอกลักษณ์ของหมอนี่เห็นจะเป็นประโยคเด็ดที่ว่า "พ่อง…. ตาย รึ "

    โจอี้ กาน่า มีชื่อจริงว่า มูซา อามิดู จอห์นสัน เกิดเมื่อ 28 ธ.ค. 2516 ที่ เมือง อักกรา ประเทศกาน่า

    หลายคนคงเคยได้ยินปูมหลังของหมอนี่มาแล้วว่า เขาเคยเป็นนักฟุตบอลมาก่อน เคยรับใช้ทีมชาติ กาน่า ในรุ่นเยาวชน 17 ปี  ในฐานะคนเฝ้าเสาด้วย ไม่เพียงเท่านั้น ยังเคยค้าแข้งกับทีมในลีกมาเลเซีย อย่าง เซลังงอร์ มาแล้ว

    เพื่อนของเขาเคยชักชวนให้ไปค้าแข้งในเอสลีกของ สิงคโปร์ แต่เจ้าตัวห่วงเรื่องค่าครองชีพกับสกุลเงินดอลลาร์ สิงคโปร์ ที่แพงเลยไม่ไปก่อนตัดสินใจเดินทางมาไทยเมื่อ ราว 20 ปีที่ผ่านมา

 

    ในปี พ.ศ. 2542 ช่วงมาเมืองไทย เขาตัดสินใจจะร่วมทัพกับทีม พนักงานยาสูบ สถานที่รวมตัวของแข้งผิวสีในวันวาน ณ โรงงานยาสูบ ถนนพระราม 4 ยุคอดีตนั้น หากใครเคยผ่านไปภายในโรงงานยาสูบ ภาพที่คุ้นตาดีจะเห็นว่าที่สนามฟุตบอลโรงงานยาสูบ ที่มีทีมลูกหนังที่วันนี้เหลือแค่ชื่อไปแล้วทั้งๆที่เคยเป็นทีมที่ได้แชมป์ลีกสูงสุดของไทยมาแล้ว 1 สมัย คลาคล่ำไปด้วยนักแสวงโชค หวังจะได้เล่นฟุตบอลในไทย ที่แม้วันนั้นจะยังไม่เปรี้ยงปร้างเช่นทุกวันนี้

    แต่ในฐานะคนจากแดนไกลก็หวังจะได้เล่นฟุตบอลในไทยลีกเพื่อหาเงินเลี้ยงปากท้องแม้จะแค่หลักหมื่นก็ตาม

    โจอี้ กาน่า ไปคัดตัวกับทีม พนักงานยาสูบ โดยช่วงที่รอนั้นเพื่อนได้ชวนไปค้าขายละแวกสุขุมวิท ย่านนานา แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังแต่ไม่ประสบความสำเร็จ

    เหมือนฟ้าจะลิขิตให้เขามาเป็นศิลปินตลกในไทยซะมากกว่า เพราะต่อมาเขาได้พบกับปรมาจารย์ตลก ศิลปินรุ่นพ่ออย่าง "เทพ โพธิ์งาม" ที่ช่วงนั้นกำลังมองหานักแสดงชาวต่างชาติผิวสี มาร่วมโปรเจคหนัง

 

    นั่นเองเป็นจุดเริ่มต้นให้ โจอี้ กาน่า ทิ้งฝันที่จะเป็นนักเตะอาชีพและได้เข้าสู่วงการมายาของไทย ด้วยการได้ร่วมแสดงหนังเรื่อง ดึก ดำ ดึ๋ย เมื่อปี พ.ศ. 2546

    นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเขาในฐานะนักแสดงและตัดสินใจเลิกเป็นพ่อค้าแข้งในที่สุด จากนั้นเขาได้เข้าร่วมคณะตลก เชิญยิ้ม และเล่นหนัง เล่นละคร หลายเรื่องทั้ง บางรักซอย 9 , เท่ง โหน่ง คนมาหาเฮีย , โป๊ะแตก ,มือปืนดาวพระเสาร์ ฯลฯ  และเป็นตัวประกอบในหนังกังฟูชื่อดังของ เฉินหลง อย่าง The Medallion  (เฉินหลง ฟัดอมตะ) เมื่อปี พ.ศ. 2546 อีกด้วย

    วันนี้หนุ่มผิวสีผู้มากความสามารถ ที่สร้างรอยยิ้มให้กับคนไทย แถมยังพูดสื่อสารไทยได้ดีเยี่ยม ยังคงหาโอกาสลงเคาะสนิม ในฐานะนายทวารเก่า กับทีมศิลปินดาราอยู่บ้าง เพื่อเชื่อมสัมพันธ์กับเพื่อนๆร่วมวงการแสดง รวมถึงเป็นการออกกำลังกายไปในตัว