เชลซีจัด “ซิลวา” ตัวจริงคุมหลัง “แทมมี่” หน้าซัดบาร์นสลี่ย์ ศึกคาราบาวคัพ

"สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี คาดว่าจะส่ง ติอาโก้ ซิลวา กองหลังป้ายแดงลงตัวจริงคุมแดนหลังโดยมี แทมมี่ อบราฮัม ยืนศูนย์หน้าล่าตาข่าย เกมรับการมาเยือนของ บาร์นสลี่ย์  ในศึกฟุตบอล คาราบาว คัพ รอบ 3 วันพุธที่ 23 ก.ย. ศกนี้  (เวลา : 01.45 น.)
ปรีวิวฟุตบอล คาราบาว คัพ รอบ 3
วันพุธที่ 23 กันยายน 2563 (เวลา : 01.45 น.)
เชลซี   –   บาร์นสลี่ย์

สนาม : สแตมฟอร์ด บริดจ์

    "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี พลาดท่าแพ้ ลิเวอร์พูล 0-2 ในลีกนัดล่าสุดคารัง

    นัดนี้กุนซือ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ตั้งใจจะให้ วิลลี่ กาบาเยโร่ นายประตูมือเก๋าลงเฝ้าเสาแทน เกปา อาร์รีซาบาลาก้า อยู่แล้ว

    ขณะที่ อันเดรียส คริสเตนเซ่น เจอใบแดงนัดล่าสุดติดแบน โดยแนวรับ พร้อมส่ง ติอาโก้ ซิลวา ปราการหลังจอมแกร่งป้ายแดงลงสนามและอาจมี  ฟิคาโย่ โทโมรี่ เป็นอีกหนึ่งตัวเลือก โดยจะลงช่วยเกมรับพร้อม อันโตนิโอ รือดิเกอร์ เช่นเดียวกับ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ตรงริมเส้น แนวรุกเป็น แทมมี่ อบราฮัม

    ทว่าสามสมาชิกใหม่ เบน ชิลเวลล์, ฮาคิม ซิเย็ค ยังไม่ฟิตพอสำหรับการลงสนาม

    ฟาก บาร์นสลี่ย์ ผ่านฟอเรสต์ และมิดเดิ้ลสโบรช์ ในรอบก่อนหน้านี้ กำลังเจอปัญหาใหญ่ในเกมรับ เมื่อ แมดส์ อันเดอร์เซ่น กับ มิคาล เฮลิค สองเซนเตอร์โดนไล่ออกในเกมเจอเร้ดดิ้ง

    ขณะที่ แบมโบ้ ดิยาบี้ ยังติดแบบ นอกนั้นกุนซือ แกร์ฮาร์ด สตรูเบอร์ มีตัวเลือกครบในการเยือนลอนดอน หลังเปิดฤดูกาลในลีกแชมเปี้ยนชิพ ด้วยการแพ้รวดต่อ ลูตัน ทาวน์ และ เร้ดดิ้ง แถมยิงไม่ได้สักประตู

รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะลงสนามตัวจริง

    เชลซี : วิลลี่ กาบาเยโร่, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, อันโตนิโอ รือดิเกอร์,  ติอาโก้ ซิลวา (ฟิคาโย่ โทโมรี่), เอเมอร์สัน, จอร์จินโย่, รอสส์ บาร์คลี่ย์, รูเบน ลอฟตัส-ชีค, ไค ฮาแวร์ทซ์, แทมมี่ อบราฮัม, คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย

    บาร์นสลี่ย์ : แจ็ค วอลตัน, มิชาเอล โซลเบาเออร์, อาโป ฮัลเม่, อาลี โอมาร์, คิเลียน ลูเดวิค, มาร์แซล ริตซ์ไมเออร์, อเล็กซ์ โมวัตต์, จอร์แดน วิลเลี่ยมส์, ลุค โธมัส, พาทริค ชมิดท์, โดมินิก เฟรเซอร์

    ผู้ตัดสิน : ดาร์เรน บอนด์

ประเดิมแค่เจ๊า! เรอัลมาดริดเจาะไม่เข้าแค่บุกแบ่งแต้มโซเซียดาด

แชมป์เก่า เรอัล มาดริด ประเดิมสนามซีซั่นใหม่ด้วยการบุกไปแบ่งแต้มกับ เรอัล โซเซียดาด แบบไร้สกอร์ 0-0 ในเกม ลา ลีกา เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

สนาม : เรอาเล่ อารีน่า

    เรอัล โซเซียดาด เกมแรกบุกไปเสมอกับ บายาโดลิด 1-1 เกมนี้กลับมาเฝ้ารังรับมือแชมป์เก่า เรอัล มาดริด ที่ลงเล่นเป็นเกมแรก

    โดยเจ้าถิ่นฝากความหวังไว้ที่ กริสเตียน ปอร์ตู, มิเกล โอยาซาบัล และอเล็กซานเดอร์ ไอซัค ขณะที่ ซีเนดีน ซีดาน เทรนเนอร์ของชุดขาวส่ง มาร์ติน โอเดการ์ด ลงตัวจริงในลีกเป็นนัดแรกนับแต่ พฤษภาคม ปี 2015 โดยมีสามประสานทั้ง โรดรีโก้ โกเอส, คาริม เบนเซม่า และวินิซิอุส จูเนียร์ ล่าตาข่าย

    โอกาสแรกของเกมต้องรอถึง นาที 14 โอเดการ์ด ไหลสั้นๆให้ คาริม เบนเซม่า กดด้วยขวานอกกรอบแต่บอลเบาไปเข้ามือ อเล็กซ์ รามีโร่

    นาที 26 บอลสวนกลับของเรอัลได้ลุ้นอีก วินิซิอุส ได้บอลขึ้นทางขวาก่อนปาดบอลเร็วไปหน้าประตูจะถึง เบนเซม่า อยู่แล้วแต่โดน อาริตซ์ เอลุสตอนโด้ พุ่งสกัดออกหลังหวุดหวิด

    นาที 36 เซร์คิโอ รามอส กลับตัววอลเลย์ไปติดบล็อคก่อนกระดอนไปชนแขน แม้แข้งทีมเยือนจะประท้วงว่าเป็นแฮนด์บอล แต่ผู้ตัดสินไม่ว่าอะไรให้เล่นต่อ

    อีก 3 นาทีถัดมา "ราชันชุดขาว" ได้ลุ้นต่อเนื่อง คราวนี้ แฟร์กล็องด์ เมนดี้ จ่ายต่อให้  วินิซิอุส จูเนียร์ ซัดด้วยขวาหลุดกรอบออกไปแบบได้ลุ้น

    ท้ายเกม เจ้าบ้านโหมมาเป็นชุด นาที 42 โรบิน เลอ นอร์มังด์ โขกเน้นในกรอบ 6 หลา แต่บอลเหินสูงข้ามคานออกไปแบบได้เสียว

    จบครึ่งแรก ยังทำอะไรกันไม่ได้ เรอัล โซเซียดาด ยังเสมอกับ เรอัล มาดริด 0-0

    ครึ่งหลัง นาที 47 เจ้าบ้านชวดโอกาสได้ประตูขึ้นนำหลัง มิเกล โอยาซาบัล จ่ายไปเสาไกลให้  อันแดร์ บาร์เรเน็ตเซีย วิ่งมาแปด้วยซ้ายถากเสาสองออกไปแบบได้เสียว

    นาที 53 เป็นโอกาสของทีมเยือนบ้าง มาร์ติน โอเดการ์ด พาบอลขึ้นมาเองก่อนแทงทะลุช่องให้ คาริม เบนเซม่า หลุดเข้าไปซัดติดบล็อค เอลูสตอนโด้ เป็นเตะมุม

    เกมรุกของแชมป์เก่ามาเป็นชุดๆเหมือนกัน นาที 56 ดานี่ การ์บาฆาล ได้โอกาสซัดไกลนอกกรอบด้วยขวา บอลพุ่งแต่ยังไปเข้ามือ อเล็กซ์ รามีโร่

    นาที 68 โทนี่ โครส เล่นสั้นที่มุมธงกับ ลูก้า โมดริช ก่อนห้องเครื่องชาวเยอรมันจะวิ่งลงมารับบอลแล้วปั่นด้วยขวาเต็มแรงไปเสาไกล ยังดีที่ อเล็กซ์ รามีโร่ นายด่านเจ้าถิ่นพุ่งไปได้

    ช่วงเวลาที่เหลือทำอะไรกันไม่ได้ จบเกม เรอัล โซเซียดาด แบ่งแต้มกับ เรอัล มาดริด 0-0

    รายชื่อ11นักเตะทั้งสองทีม

        เรอัล โซเซียดาด (4-3-3) อเล็กซ์ รามีโร่ – อันโดนี่ โกโรซาเบล, อาริตซ์ เอลูสตอนโด้, อาริตซ์ เอลุสตอนโด้, ไอเอน มูนญอซ – อันเดร์ เกบาร่า, มิเกล เมรีโน่ – กริสเตียน ปอร์ตู, มิเกล โอยาซาบัล, อันแดร์ บาร์เรเน็ตเซีย – อเล็กซานเดอร์ ไอซัค

        เรอัล มาดริด (4-3-3) ติโบลต์ กูร์กตัวส์ – ดานี่ การ์บาฆาล,เซร์คิโอ รามอส, ราฟาแอล วาราน, แฟร์กล็องด์ เมนดี้ – โทนี่ โครส, ,ลูก้า โมดริช, มาร์ติน โอเดการ์ด – โรดรีโก้ โกเอส, คาริม เบนเซม่า, วินิซิอุส จูเนียร์

ลิเวอร์พูลตกรอบ!ดวลโทษพ่ายอาร์เซน่อลหลังในเวลาเจ๊าจืดศึกคาราบาวคัพ

"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ต้องน้ำตาตกในเมื่อพ่ายดวลจุดโทษให้กับ "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ผู้มาเยือนไป 4-5 หลังทั้งคู่เจาะกันไม่เข้าเสมอในเวลาปรกติ 0-0 ส่งผลให้ อาร์เซน่อลผ่านเข้ารอบต่อไป และเป็นทัพหงส์แดงที่ปีกหักกางบินต่อไม่ไหวร่วงตกรอบ ในศึกฟุตบอล คาราบาว คัพ รอบ 4 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา

ฟุตบอล คาราบาว คัพ รอบ 4
วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2563
ลิเวอร์พูล 0   –   0 อาร์เซน่อล
(อาร์เซน่อล ชนะจุดโทษด้วยผลสกอร์ 5-4 )

สนาม : แอนฟิลด์

    เริ่มเกมในครึ่งเวลาแรกมาถึงนาทีที่ 8 อาร์เซน่อล สร้างโอกาสได้ก่อนจากจังหวะสวนกลับไว โจ วิลล็อค ส่งบอลจากบริเวณกลางกรอบเขตโทษลิเวอร์พูลไปทางขวาให้ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ หลุดเข้าไปดวลเดี่ยวกับ อาเดรียน นายด่านเจ้าถิ่น เอ็นเคเทียห์ พยายามแตะบอลหลอกยิงแต่ถูก อาเดรียน อ่านเกมขาดล้มตัวใช้มือตะปบบอลเอาไว้ได้

    นาทีที่ 12 เป็นฝั่งลิเวอร์พูลที่เกือบได้จบสกอร์บ้างจากจังหวะจ่ายบอลสุดสวยของ เคอร์ติส โจนส์ ทะลุช่องไปให้ ดีโอโก้ โชต้า หลุดขึ้นไปเปิดบอลทางฝั่งขวาย้อนกลับมาให้ มาร์โก กรูยิช วิ่งเข้ามาแปเน้นๆ แต่ทิศทางไม่ดีบอลเหินออกข้ามคานไปอย่างน่าเสียดาย

    ใบเหลืองของเกมเกิดขึ้นนาทีที่ 15 เป็นของ ทาคูมิ มินามิโนะ ศูนย์หน้าหงส์แดงที่เข้าไปตัดฟาวน์หนักด้านหลังใส่ บูคาโย่ ซาก้า ทำให เควิน เฟรนด์ ผู้ตัดสินเกมนี้ไม่มีทางเลือกคาดโทษดาวยิงจากญี่ปุ่นทันที

    ผ่านมาถึงนาทีที่ 26 บูคาโย่ ซาก้า แข้งความเร็วสูงของปืนใหญ่กระดกบอลหลอก เนโก้ วิลเลี่ยมส์ ในจังหวะแรกทางริมเส้นฝั่งซ้ายก่อนที่เจ้าตัวจะพยายามพลิกตัวแล้วไปเล่นต่อแต่ก็ต้องหยุดชะงักลงเพราะดูเหมือนจะถูก วิลเลี่ยมส์ ดึงแขนเอาไว้แต่ผู้ตัดสินก็ไม่ได้ว่าอะไรทำให้ ซาก้า เสียการครองบอล

    นาทีที่ 35 เคอร์ติส โจนส์ มิดฟิลด์เจ้าถิ่นได้โอกาสตั้งป้อมตะบันไกลตรงริมเส้นฝั่งขวาระยะเกือบ 25 หลาบอลพุ่งตกลงพื้นเข้ากรอบประตูแต่ไปตรงตัว แบร์นด์ เลโน่ รับเข้าซองไว้ไม่พลาด

    นาทีที่ 38 ลิเวอร์พูล ทำเเกมบุกขึ้นมาอีกครั้งบอลมาอยู่ที่ เคอร์ติส โจนส์ ตรงริมกรอบเขตโทษฝั่งซ้ายเจ้าตัวกระชากหลอกก่อนที่จะตัดสินใจไขว้เปิดบอลแต่ไม่ผ่าน เซดริก โซอาเรส ที่ยืนดักทางและโหม่งเคลียร์ออกไปได้

    นาทีที่ 42 ทัพปืนใหญ่ได้ลุ้นเมื่อ บูคาโย่ ซาก้า หลุดเดี่ยวเข้าไปหวดเต็มข้อแต่ไปติดปลายมือ อาเดรียน ที่ออกมาปิดมุมดีปัดไว้ได้ แต่หลังจากนั้นก็มีเสียงสัญญาณนกหวีดจากผู้ตัดสินเหตุ ซาก้า อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้านั่นเอง

    สองนาทีต่อมาเจ้าถิ่นมาได้ลูกฟรีคิกตรงเส้นข้างของกรอบเขตโทษจากจังหวะผิดพลาดของแผงหลังอาร์เซน่อล เซดริก โซอาเรส ทุ่มคืนย้อนไปให้ ดานี่ เซบายอส แต่ถูก ดีโอโก้ โชต้า เบียดแย้งบอลไปได้ทำให้ เซยายอส ต้องตัดฟาวน์ทันที

    ต่อเนื่องจังหวะลูกฟรีคิก เจมส์ มิลเนอร์ เปิดบอลยัดเข้าไปแต่ถูก กาเบรียล มากัลเญส แข้งทีมเยือนโหม่งเคลียร์ออกไปพ้นเขตอันตรายอีกครั้ง

    นาทีที่ 45+1 ลิเวอร์พูล ที่โหมบุกอย่างหนักน่าจะได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะเปิดบอลเกือบ 35 หลาของ เคอร์ติส โจนส์ เลยไปเสาสองให้  ดีโอโก้ โชต้า ได้ล้มตัวโหมงเต็มหัวระยะไม่ถึง 10 หลาบอลพุ่งแรงทำท่าจะเสียบเสาไกลแต่ แบร์นด์ เลโน่ โชว์เซฟพุ่งไปเอาไว้แต่บอลกลับไปเข้าทาง ทาคูมิ มินามิโนะ ที่ยืนอยู่ตรงนั้นพอดีได้กระโดแปด้วยเท้าซ้ายจ่อๆ แต่บอลเจ้ากรรมดันพุ่งไปชนคานอย่างจังกระดอนออกไปอย่างน่าเสียดาย นับว่าโชคยังเข้าข้างทัพปืนโตทำให้รอดพ้นการเสียประตูไป

    หมดครึ่งเวลาแรก ลิเวอร์พูล ยังเสมอกับ อาร์เซน่อล อยู่ที่สกอร์ 0-0

    มาลุ้นต่อครึ่งเวลาหลัง นาทีที่ 47 ลิเวอร์พูล ได้ลุ้นจากลูกฟรีคิกทางฝั่งซ้าย แฮร์รี่ วิลสัน เปิดด้วยเท้าซ้ายมาเข้าหัว มาร์โก กรูยิช ที่ได้ขึ้นโขกเต็มๆ แต่กดไม่ลงบอลเหินข้ามคานไปอย่างน่าเสียดาย

    นาทีที่ 51 มีใบเหลืองที่สองของเกมคราวนี้เป็นทางฝั่งอาร์เซน่อลบ้างเมื่อ กรานิต ชาคา ไปดึง มาร์โก กรูบิช กลางสนามอย่างชัดเจน เลยเป็นการบังครับให้ เควิน เฟรนด์ ท่านเปานัดนี้คาดโทษไปตามระเบียบ

    นาทีที่ 53 ลิเวอร์พูล เกือบได้ประตูขึ้นนำอีกครั้งจากลูกเตะมุมทางฝั่งขวา เจมส์ มิลเนอร์ เปิดบอลเลยไปฝั่งไกลเข้าหัว มาร์โก กรูยิช โหม่งย้อนมาให้ ฟาน ไดค์ ได้ตะวัดยิงด้วยเท้าขวาระยะประมาณ 8 หลา แต่เป็น แบร์นด์ เลโน่ ที่โชว์โคตรเซฟล้มตัวปัดไว้ด้วยปลายมืออีกครั้งทำเอา ฟาน ไดค์ ถึงกับออกอาการเสียดายแบบสุดๆ ในจังหวะนี้

    นาทีที่ 57 ยังคงเป็นเจ้าถิ่นที่ครองเกมได้มากกว่าและโหมเกมรุกขึ้นมาอีกครั้งบอลมาอยู่ที่ ดีโอโก้ โชต้า ที่ใช้ความเร็วกระชากพาบอลลากหาเข้ากรอบเขตโทษปืนใหญ่ก่อนจะจิ้มยิงด้วยหัวเกือกเท้าขวาบอลไปโดนหลัง ร็อบ โฮลดิ้ง ออกหลังไปเป็นลูกเตะมุม

    นาทีถัดมาทีมเยือนยังตั้งลำไม่ได้ทำให้ทัพหงส์แดงได้โอกาสอีกครั้ง เจมส์ มิลเนอร์ เปิดบอลทางฝั่งขวาเลยไปเสาไกลเข้าหัว  มาร์โก กรูยิช ที่ลอยตัวโขกเต็มๆ แต่บอลกลับไปเข้าข้างตาข่าย

    นาทีที่ 70 เป็นทางอาร์เซน่อล หวิดได้ประตูออกนำบ้างจากจังหวะเปิดบอลทางฝั่งขวาของ นิโกล่าส์ เปเป้ เลยไปเข้าหัว ร็อบ โฮลดิ้ง ที่เติมขึ้นมาลอยตัวโขกโล่งๆ แต่ไม่ผ่านมือ อาเดรียน ที่โชว์หนึบล้มตัวทุบบอลในระยะเผาขนออกไปได้อย่างฉิวเฉียด

    6 นาทีถัดมาทัพปืนโตยังสร้างโอกาสได้ต่อเนื่อง โจ วิลล็อค เปิดบอลไปให้ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ วิ่งเบียดแข้งหงส์แดงแล้วได้โฉบโหม่งแต่เจ้าตัวพยายามบังคับบอลหนีมือ อาเดรียน ส่งผลให้หลุดออกเสาไกลไปอย่างเสียวไส้

    นาทีที่ 82 มิเกล อาร์เตต้า เทรนเนอร์ปืนใหญ่ตัดสินใจเปลี่ยน อเล็กซองดร์ ลากาแซตต์ ลงไปแทน เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ หวังเพิ่มความคมในจังหวะจบสกอร์

    นาทีที่ 84 นิโกล่าส์ เปเป้ ทำเสียวไส้เมื่อเกี่ยวบอลลงในเขตโทษหงส์แดงและได้เอี้ยวตัวยิง แต่ด้วยหลักที่ไม่ดีทำให้บอลไม่ตรงกรอบ

    นาทีต่อมาเป็นฝั่งเจ้าถิ่นที่ได้ตอบโต้กลับคือโดย เนโก้ วิลเลี่ยมส์ ที่เติมเกมขึ้นมากดเต็มข้อแถวๆ หน้ากรอบเขตโทษบอลพุ่งส่ายแต่ดันไปตรงตัว แบร์นด์ เลโน่ ที่ยังโชว์นิ่งเกมนี้รับไว้ไม่มีพลาด

    เวลาที่เหลือต่างฝ่ายต่างเปิดเกมรุกเข้าหากันแต่ไม่มีทีมใดปิดสกอร์ได้จบเกมเสมอกันที่ผล 0-0 ทำให้ต้องหาผู้ชนะด้วยการดวลจุดโทษ

    ผลการดวลจุดโทษปรากฏว่า อาร์เซน่อล แม่นกว่าเป็นฝ่ายเอาชนะ ลิเวอร์พูล ไปด้วยผลสกอร์ 5-4 ส่งผลให้ทัพปืนโตผ่านเข้าสู่รอบต่อไป ส่วนลิเวอร์พูล น้ำตาตกร่วงตกรอบไปตามระเบียบ
   
    รายชื่อนักเตะที่ยิงจุดโทษมีดังนี้

    ลิเวอร์พูล  :
    คนที่ 1. เจมส์ มิลเนอร์ (เข้า)
    คนที่ 2. จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม  (เข้า)
    คนที่ 3. ทาคูมิ มินามิโนะ  (เข้า)
    คนที่ 4. ดิว็อค โอริกี้ (ไม่เข้า)
    คนที่ 5. เคอร์ติส โจนส์ (เข้า)
    คนที่ 6. แฮร์รี่ วิลสัน (ไม่เข้า)

    อาร์เซน่อล :
    คนที่ 1. อเล็กซองดร์ ลากาแซตต์  (เข้า)
    คนที่ 2. เซดริก โซอาเรส (เข้า)
    คนที่ 3. โมฮาเหม็ด เอลเนนี (ไม่เข้า)
    คนที่ 4. เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส (เข้า)
    คนที่ 5. นิโกล่าส์ เปเป้ (เข้า)
    คนที่ 6. โจ วิลล็อค (เข้า)

รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม

    ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อาเดรียน – เนโก้ วิลเลี่ยมส์, รีส วิลเลี่ยมส์, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ (โจ โกเมซ น.61), เจมส์ มิลเนอร์ – มาร์โก กรูยิช, เคอร์ติส โจนส์, แฮร์รี่ วิลสัน – ดีโอโก้ โชต้า (จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม น.76), ทาคูมิ มินามิโนะ, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (ดิว็อค โอริกี้ น.61)
    เทรนเนอร์ : เจอร์เก้น คล็อปป์

    อาร์เซน่อล (4-2-3-1) : แบร์นด์ เลโน่,  เซดริก โซอาเรส, ร็อบ โฮลดิ้ง, กาเบรียล มากัลเญส , เซอัด โคลาซินัช – กรานิต ชาคา, โจ วิลล็อค –  บูคาโย่ ซาก้า (เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส น.86), ดานี่ เซบายอส (โมฮาเหม็ด เอลเนนี น.68), นิโกล่าส์ เปเป้ – เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ (อเล็กซองดร์ ลากาแซตต์ น.82)
    เทรนเนอร์ : มิเกล อาร์เตต้า

    ผู้ตัดสิน : เควิน เฟรนด์

โชต้าลงประเดิม! ลิเวอร์พูลปรับทัพบุกลินคอล์นขอลิ่วคาราบาว คัพ

"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล มีภารกิจสำคัญบอลถ้วยในประเทศ เกมนี้สตาร์หน้าใหม่ทั้ง "ดีโอโก้ โชต้า-คอสคาส ซิมิกาส" นำทีมบุกถิ่น ลินคอล์น ซิตี้ รองจ่าฝูง ลีก วัน ในการแข่งขันฟุตบอลคาราบาว คัพ รอบ 3 คืนวันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2563
ปรีวิวคาราบาว คัพ รอบ 3
วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2563
ลินคอล์น ซิตี้ (ลีกวัน) – ลิเวอร์พูล (พรีเมียร์ลีก)
เวลา : 01.45 น.
สนาม : แอลเอ็นอีอาร์ สเตเดี้ยม

    ”ดิ อิมพ์ส” ลินคอล์น ซิตี้ รองจ่าฝูง ลีก วัน ของกุนซือ ไมเคิ่ล แอ็พเพิลตัน เข้ารอบมาด้วยการบุกถล่ม แบร็ดฟอร์ด ซิตี้ 5-0 จากประตูของ แอนโทนี่ สกัลลี่, ลูอิส ม็อตส์ม่า, เจมส์ โจนส์ และ คัลลั่ม มอร์ตัน บวกกับอีกลูกจากเจ้าถิ่น แต่นัดนี้ ลินคอล์น อาจปรับทัพเนื่องจากโปรแกรมชุก

 

 แต่คนหนึ่งที่อยากลงเล่นคือ โจนส์ มิดฟิลด์ซึ่งเป็นแฟนลิเวอร์พูล ส่วน เลียม บริดคัตต์ กัปตันและมิดฟิลด์ตัวเก่งที่กลับมาสู่ทีมอีกครั้งหลังหายบาดเจ็บ ขณะที่ แฮร์รี่ แอนเดอร์สัน มิดฟิลด์อีกรายต้องรอเช็กอาการเจ็บน่อง ส่วนกองหน้า ทอม ฮ็อปเปอร์ แย่งกับ คัลลั่ม มอร์ตัน

    ด้าน ”หงส์แดง” แชมป์พรีเมียร์ลีก มีปัญหาบาดเจ็บของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน (ต้นขา) ไปจนถึงสองเซนเตอร์ โจ โกเมซ และ โฌแอล มาติป พร้อมส่ง เซปป์ ฟาน เดน เบิร์ก กองหลังดาวรุ่งลงเล่นคู่ บิลลี่ คูเมติโอ กองหลังจากทีมเยาวชน และพร้อมส่ง คอสตาส ซิมิกาส แบ็กซ้ายใหม่ลงสนามกับ เนโก วิลเลี่ยมส์ ทางฝั่งขวา

ด่านสุดท้ายเป็น อาเดรียน เฝ้าเสา ตำแหน่งอื่นๆ เจมส์ มิลเนอร์ มิดฟิลด์จอมเก๋าจะนำทีมที่มี เคอร์ติส โจนส์, ทาคูมิ มินามิโนะ และ ดีโอโก้ โชต้า ตัวรุกหน้าใหม่ที่เพิ่งย้ายจากวูล์ฟแฮมป์ตัน เมื่อกลางสัปดาห์

รายชื่อนักเตะที่คาด

ลินคอล์น : อเล็กซ์ พาลเมอร์, ทิโมธี อีโยม่า, ลูอิส มอนส์ม่า, อดัม แจ็กสัน, ฌอน โรน, เลียม บริดคัตต์, คอเนอร์ แม็คแกรนเดิลส์, เจมส์ โจนส์, แฮร์รี่ แอนเดอร์สัน, จอร์ช กรานท์, ทอม ฮ็อปเปอร์

ลิเวอร์พูล : อาเดรียน, เนโก วิลเลี่ยมส์, บิลลี่ คูเมติโอ, เซปป์ ฟาน เดน เบิร์ก, คอสคาส ซิมิกาส, เคอร์ติส โจนส์, เจมส์ มิลเนอร์, นาบี เกอิต้า, ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์, ทาคูมิ มินามิโนะ, ดีโอโก้ โชต้า

ผู้ตัดสิน : โทนี่ แฮร์ริงตัน

 

ส.บอล ชี้แจง กรณี VAR หายไปดื้อๆเกมต้องแข่งดำเนินต่อ

1 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งปัญหาเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังที่ไม่มี VAR ใช้งาน
ล่าสุดผู้สื่อข่าวสอบถาม "พาทิศ ศุภะพงษ์" เลขาธิการ ส.บอลฯ เกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้น หากว่าเทคโนโลยีช่วยตัดสิน หรือ VAR เกิดใช้งานไม่ได้ อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ทีมเจ้าบ้านจะมีความผิดไหม รวมถึง ส.บอลฯ มีแนวทางอย่างไรในการป้องกันเรื่องนี้

"พาทิศ" เผยว่า  "จริงๆเรื่องนี้มีกฏฟีฟ่าระบุอย่างชัดเจนแล้วว่า การแข่งขันต้องดำเนินต่อไปแม้ระบบขัดข้อง เพราะ VAR เป็นเพียงเทคโนโลยีผู้ช่วยผู้ตัดสิน แต่ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่จะชี้วัดว่าเกมนี้จะแข่งได้หรือไม่ได้ ซึ่งในลีกอื่นๆพบการขาดหายของสัญญาณเช่นกัน"

"แต่วิธีปฏิบัติที่ต้องทำ คือ ต้องแจ้งผู้ตัดสินในสนามทันที เพื่อแจ้งให้กัปตันทีมทราบ แมตช์คอมแจ้งผู้จัดการทีมทราบ และในกรณีที่จะไม่สามารถใช้ได้ตลอดทั้งเกมการแข่งขัน จะประกาศให้ผู้ชมในสนามได้รู้ด้วย"

เลขาธิการ ส.บอลฯ ยังเผยต่ออีกว่า "กรณีที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาให้ทางผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตรวจเช็คสายไฟเบอร์ใหม่แล้ว ปัญหาไม่ได้เป็นที่เครื่อง VAR แต่เป็นที่สัญญาณที่ขาดหายไประหว่างทาง"

ฮาแวร์ทซ์เงียบ-แวร์เนอร์เรียกโทษ! เชลซีบุกอัดไบรท์ตัน-ลัลลาน่าเจ็บอีก

"สิงห์บลูส์" ประเดิมสามแต้มแรกฤดูกาลใหม่ได้สำเร็จ หลังบุกไปคว้าชัยเหนือ ไบรท์ตัน 3-1 เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา เกมนี้สตาร์ป้ายแดงทั้ง ติโม แวร์เนอร์ และไค ฮาแวร์ทซ์ ต่างได้ออกสตาร์ทตัวจริงทั้งคู่ กระนั้นข่าวร้ายของไบรท์ตันคือต้องเสีย อดัม ลัลลาน่า ที่บาดเจ็บเล่นได้แค่ครึ่งเดียว

    เกมที่ เอเม็กซ์ สเตเดี้ยม เป็นเกมประเดิมสนามนัดแรกของพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซีซั่น 2020-21 ระหว่างเจ้าถิ่น ไบรท์ตัน เปิดบ้านรับการมาเยือนของ เชลซี

    แกรม พ็อตเตอร์ เกมนี้มาพร้อมเต็มสูบแนวรุกวางหน้าคู่เป็น เลอันโดร ทรอสซาร์ และนีล โมเปย์ โดยใช้ อดัม ลัลลาน่า มิดฟิลด์ที่เพิ่งคว้ามาจาก "หงส์แดง" คอยขับเคลื่อนเกมกลางสนาม

    ขณะที่ฝั่งของ "สิงห์บลูส์" ของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ประเดิมแข้งหน้าใหม่ทั้ง  ไค ฮาแวร์ทซ์ และติโม แวร์เนอร์ ลงเป็นตัวจริงเกมแรก โดยมี เมสัน เมาน์ท สนับสนุนร่วมกับ รูเบน ลอฟตัน-ชีค และเอ็นโกโล่ ก็องเต้

    เปิดฉากมาครึ่งแรก นาทีที่ 5 เจ้าถิ่นไบรท์ตันทักทายก่อนเลยหลัง อดัม เว็บสเตอร์ เติมขึ้นสูงก่อนส่องด้วยขวานอกกรอบ บอลพุ่งเหินคานออกไปไกล

    โอกาสลุ้นหนแรกของทีมเยือน ต้องรอถึงนาที 19 เมสัน เมาน์ท เปิดเข้ากลางให้ ติโม แวร์เนอร์ พยายามเช็ดบอลไปเสาสองแต่ไปแฉลบแนวรับเจ้าถิ่นก่อนเข้ามือ แม็ทธิว ไรอัน

    กระนั้นอีก 2 นาทีต่อมา "สิงห์บลูส์" มาได้ลูกที่จุดโทษ หลังเจ้าถิ่นทำเสียบอลกลางสนามโดน จอร์จินโญ่ แทงบอลให้ ติโม แวร์เนอร์ หลุดเข้าไปแตะหลบ แม็ทธิว ไรอัน ก่อนโดนนายด่านเจ้าถิ่นขวางล้มลงในกรอบ ผู้ตัดสินเป่าเป็นจุดโทษทันที ก่อนที่
จอร์จินโญ่ จะเป็นมือสังหารซัดจุดโทษเข้าไปไม่พลาดในนาที 23 ให้ เชลซี บุกมานำไบรท์ตัน 1-0

    เจ้าถิ่นหลังเสียประตูพยายามโหมบุกเพื่อทวงตีเสมอให้ได้ นาที 26 ได้ลุ้นจากจังหวะที่ ทาริก แลมป์ตีย์ ครอสบอลไปเสาแรกให้ นีล โมเปย์ โฉบมาโขกแต่บอลไปโดนหัวไหลสุดท้ายไปเข้ามือ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า

    นาที 35 สตีเว่น อัลซาเต้ กระชากเข้าหน้ากรอบก่อนตะบันด้วยซ้ายบอลพุ่งไปเสียบเสาไกลแล้ว แต่ยังโดน เกป้า พุ่งปัดออกไป บอลมาเข้าทางปืน ซอลลี่ มาร์ช ซ้ำด้วยซ้ายไปติดบล็อค อันเดรียส คริสเตนเซ่น

    นาที 45 ไบรท์ตัน ต้องเปลี่ยนตัวคนแรกหลัง อดัม ลัลลาน่า ห้องเครื่องคนใหม่มีอาการเจ็บเล่นต่อไม่ไหวทำให้ต้องส่ง อารอน คอนนอลลี่ ลงมาเล่นแทน

    ช่วงทดเจ็บ นาที 45+2 ติโม แวร์เนอร์ เกือบเบิกสกอร์แรกให้ต้นสังกัดใหม่อย่างเป็นทางการ หลังกระชากหนีแนวรับเจ้าถิ่นเข้าไปซัดมุมแคบ แต่ยังไปติดเซฟของ เกป้า ที่ปัดออกหลังหวุดหวิด

    จบครึ่งแรก ไบรท์ตัน ตามหลัง เชลซี 0-1

    กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 47 เจ้าบ้านเกือบได้ลุ้นตีเสมอ ซอลลี่ มาร์ช กระชากหลบแข้งสิงห์บลูส์ก่อนหนีตัวประกบถึงเส้นหลังแล้วครอสไปเสาแรกให้ คอนนอลลี่ เข้าชาร์ทเสาแรกหลุดกรอบไป

    เกมรุกของไบรท์ตันเกือบแผลงฤทธิ์อีก อีก 2 นาทีต่อมา ทาริก แลมป์ตีย์ อดีตเด็กปั้นของเชลซีเองกระชากบอลแหวกอลอนโซ่ และเมสัน เมาน์ท เข้าไปซัดด้วยขวาเสาแรกบอลพุ่งแรกไปติด คูร์ท ซูม่า ออกหลัง

    แต่แล้ว นาที 54 ความพยายามของ ไบรท์ตัน มาประสบผลสำเร็จไล่ตีเสมอ 1-1 จากจังหวะที่ ทาริก แลมป์ตีย์ ที่เล่นได้โดดเด่นไหลบอลเข้ากลางให้ เลอันโดร ทรอสซาร์ ตะบันด้วยซ้ายเต็มแรงนอกกรอบ บอลพุ่งหนีมือ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า เสียบ
โคนเสาสองไปอย่างสวยงาม

    ทว่าอีก 2 นาทีถัดมา นาที 56 ลูกทีมของแฟร้งค์ แลมพาร์ด มาแซงขึ้นนำ 2-1 จากความยอดเยี่ยมของ รีซ เจมส์ แบ็กขวาดาวรุ่งของ เชลซี ที่ซัดเต็มข้อด้วยขวานอกกรอบ บอลพุ่งติดไซด์หนีมือ แม็ทธิว ไรอัน เสียบมุมสามเหลี่ยมชนิดงามหยด
ย้อย

    นาที 66 เชลซี มาได้ประตูนำห่างเจ้าบ้าน 3-1 บอลต่อเนื่องจากจังหวะเตะมุม รีซ เจมส์ เปิดมาให้ คูร์ท ซูม่า ตวัดยิงด้วยขวาหน้ากรอบไปแฉลบ อดัม เว็บสเตอร์ เปลี่ยนทางเข้าประตูตัวเองไป ก่อนจะให้เครดิต ซูม่า เป็นผู้ทำประตู

    นาที 80 ไบรท์ตันได้ลุ้นจากจังหวะที่ อลิเรซ่า ยาฮานบาคช์ แข้งสำรองที่เพิ่งลง ผ่านบอลให้ อารอน คอนนอลลี่ แต่บอลยังไม่ผ่านมือ  เกปา อาร์รีซาบาลาก้า

    ช่วงเวลาที่เหลือเจ้าบ้านไล่ไม่ทัน จบเกม ไบรท์ตัน แพ้คาบ้านให้ เชลซี 1-3

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
   
        ไบรท์ตัน (3-4-1-2): แม็ทธิว ไรอัน – เบน ไวท์ (ปาสกาล กรอสส์ น.79), ลูอิส ดังค์, อดัม เว็บสเตอร์ – ทาริก แลมป์ตีย์, สตีเว่น อัลซาเต้ (อลิเรซ่า ยาฮานบาคช์ น.79), อีฟส์ บิสซูม่า, ซอลลี่ มาร์ช – อดัม ลัลลาน่า (อารอน คอนนอลลี่ น.45) – เลอัน
โดร ทรอสซาร์, นีล โมเปย์

        เทรนเนอร์ : แกรม พ็อตเตอร์

        เชลซี (4-3-3): เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – รีซ เจมส์, คูร์ท ซูม่า, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, มาร์กอส อลอนโซ่ – รูเบน ลอฟตัน-ชีค (รอสส์ บาร์คลี่ย์ น.61), เอ็นโกโล่ ก็องเต้, จอร์จินโญ่ (เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า น.85) – ไค ฮาแวร์ทซ์ (คัลลัม ฮัดสัน-โอดอน
น.80),  ติโม แวร์เนอร์, เมสัน เมาน์ท

ไม่ขอโทษ!เนย์มาร์ลั่นอยากชกหน้าแข้งเหยียดผิว

เนย์มาร์ ดาวเตะ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ไม่คิดที่จะขอโทษกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้น โดยบอกว่าอยากอัดหน้า อัลบาโร่ กอนซาเลซ ด้วยซ้ำ พร้อมยืนกรานว่าโดนแข้ง มาร์กเซย เหยียดผิวจริงๆ

เนย์มาร์ กองหน้าคนดังของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง กล่าวว่าที่จริงตนอยากชกหน้า อัลบาโร่ กอนซาเลซ ปราการหลัง โอลิมปิก มาร์กเซย ด้วยซ้ำ หลังจากที่ เนย์มาร์ กล่าวหาว่าอีกฝ่ายเหยียดผิวตนระหว่างเกม ลีก เอิง ฝรั่งเศส นัด เลอ คลาสสิก ที่ทัพ "เปแอสเช" แพ้ "โอแอ็ม" 0-1 คารัง ปาร์ก เดส์ แพร็งซ์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน ที่ผ่านมา

นัดดังกล่าวได้รับการจับตามองจากหลายฝ่ายเพราะมันถือเป็นเกมใหญ่ของลีกแดนน้ำหอม แต่กลับกลายเป็นว่าสิ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของเกมนี้คือเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของครึ่งหลัง โดยที่มีนักเตะโดนไล่ออกจากสนามถึง 5 คน แบ่งเป็น 2 คนของ มาร์กเซย และของ ปารีสฯ 3 ราย

สำหรับ เนย์มาร์ นั้น เป็นหนึ่งในนักเตะของเจ้าถิ่นที่โดนไล่ออก โดยตอนแรกเขาไปตบด้านหลังศีรษะ อัลบาเรซ ที่ตอนนั้นกำลังมีปากเสียงกับ เลอันโดร ปาเรเดส เพื่อนร่วมทีมของ เนย์มาร์ จนทำให้แข้งชาวสแปนิชโมโหสุดๆ และหันมาพูดบางอย่างกับอดีตแข้ง บาร์เซโลน่า ด้วยความเดือดดาล ซึ่งดาวเตะทีมชาติบราซิลก็ตวาดกลับไปเช่นกัน

ที่จริงตอนแรกกรรมการไม่เห็นชอตที่ เนย์มาร์ ตบหัวอีกฝ่าย แต่พอมาเช็กกับกล้องข้างสนามและทีมงานวีเออาร์แล้วนั้นเชิ้ตดำก็ชักใบแดงไล่ เนย์มาร์ ทันที ซึ่งในตอนที่เดินออกจากสนาม เนย์มาร์ ก็ไปบอกกับหนึ่งในทีมงานผู้ตัดสินว่าเขาโดน กอนซาเลซ เหยียดผิวใส่

ทั้งนี้ หลังจากจบเกมไปแล้วนั้น เนย์มาร์ ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะขอโทษอีกฝ่าย โดยกล่าวบน ทวิตเตอร์ เครือข่ายสังคมออนไลน์ชื่อดังว่า "สิ่งเดียวที่ทำให้ผมเสียใจคือการไม่ได้ชกหน้าไอ้เวรตะไลนั่น"

นอกจากนี้ เนย์มาร์ ยังโพสต์เพิ่มด้วยว่าเขาโดน อัลบาเรซ เหยียดผิวจริงๆ "วีเออาร์ จับจังหวะที่ผมแสดง -ความก้าวร้าว- ได้อย่างง่ายดาย เอาล่ะ ตอนนี้ผมก็อยากจะเห็นภาพที่ไอัคนเหยียดผิวเรียกผมว่า -โมโน ฮิโต้ เดอ ปูต้า" (ภาษาสเปน แปลว่าไอ้ลิงจ๋อหน้าตัวเมีย) เหมือนกัน ผมอยากเห็นชอตนั้น!"

ขณะเดียวกัน ผู้บรรยายเกมการแข่งขันของ เทเลฟุต สื่อชื่อดังของฝรั่งเศสก็บอกเช่นกันว่า กอนซาเลซ เหยียดผิว เนย์มาร์ จริงๆ โดยอ้างว่า กอนซาเลซ ใช้คำว่า "ไอ้ลิงจ๋อโสโครก" อย่างไรก็ตาม กอนซาเลซ โพสต์ทาง ทวิตเตอร์ ว่าไม่ได้เหยียดผิวอีกฝ่ายเลย โดยบอกว่า "มันไม่มีที่ว่างให้กับการเหยียผิว ผมมีอาชีพการค้าแข้งที่ใสสะอาดทุกวันร่วมกับเพื่อนร่วมทีมและเพื่อนๆ หลายคน บางครั้งคุณก็ต้องเรียนรู้ที่จะแพ้ และยอมรับมันในสนาม วันนี้เป็นการได้ 3 แต้มที่ยอดเยี่ยม

ทัวร์ลงแหงๆ!โอลิเวอร์ลงเป่าเกมลิเวอร์พูลดวลลีดส์

ฮือฮาไม่แพ้นักฟุตบอล! ไมเคิ่ล โอลิเวอร์ ท่านเปาคนดัง ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นกรรมการตัดสินแมตช์ที่ ลิเวอร์พูล ต้องรับมือ ลีดส์ ยูไนเต็ด นัดเปิดซีซั่นใหม่เกมลีก วันเสาร์นี้ ขณะที่ พอล เทียร์นี่ย์ สวมบทกรรมการคอยเช็ควีเออาร์

ไมเคิ่ล โอลิเวอร์ กรรมการฝีมือดี ได้รับมอบหน้าให้ทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินหลักในแมตช์ที่ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ปะทะกับ "ยูงทอง" ลีดส์ ยูไนเต็ด ที่สนามแอนฟิลด์ ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดเปิดฤดูกาล 2020/2021 วันเสาร์ที่ 12 กันยายนนี้

ทีมของกุนซือมาร์เซโล่ บิเอลซ่า ซึ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาในฐานะแชมป์เดอะ แชมเปี้ยนชิพ เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ต้องเดินทางไปเยือน แชมป์พรีเมียร์ลีก ซีซั่นล่าสุด ซึ่งเป็นการดวลกันครั้งแรกในเกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดี นับตั้งแต่ปี 2004 โดยแมตช์นี้จะได้ โอลิเวอร์ ทำหน้าที่เป็นกรรมการในสนาม

ในส่วนของผู้กำกับเส้นเป็นของ สจ๊วร์ต เบิร์ต และ ไซม่อน เบนเน็ตต์  ขณะที่ ไมค์ ดีน ได้รับหน้าที่เป็นผู้ตัดสินที่ 4 สำหรับ พอล เทียร์นี่ย์ ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เช็ควีเออาร์ ส่วน แอนดี้ ฮอลลีเดย์ มีบทบาทในฐานะผู้ช่วยวีเออาร์ ในแมตช์แชมป์ชนแชมป์เกมนี้

สิงโตหงอย! อังกฤษเร่งไม่ขึ้นเจ๊าเดนมาร์กไร้สกอร์ศึกเนชั่นส์ ลีก

แกเร็ธ เซาธ์เกต นายใหญ่ "สิงโตคำราม" เกือบเอาตัวไม่รอดหลังปรับทัพหลายตำแหน่งก่อนบุกเจ๊า เดนมาร์ก 0-0 มีเพิ่มเป็น 4 คะแนน ยึดรองจ่าฝูง ส่วนทาง เดนมาร์ก เก็บแต้มแรกในการแข่งขันรายการนี้สำเร็จ ในศึกฟุตบอลยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก (ลีก เอ กลุ่ม 2) คืนวันอังคารที่ผ่านมา
สนาม : เตเลีย ปาร์เก้น, โคเปนเฮเกน

    เดนมาร์ก เสียสถิติไม่แพ้ใคร 15 เกมรวด ในวันที่พ่ายต่อเบลเยียมคาสนามแห่งนี้ ทีมชุดนี้คุมทัพโดย คาสเปอร์ ฮูลมานด์ เทรนเนอร์คนใหม่ สภาพทีมเกมนี้ ฮูลมานด์ไร้ปัญหาอะไรรบกวนเพิ่มเติม โดยปรับทัพ 2 ตำแหน่งจากเกมพ่าย เบลเยียม

    ส่วนทาง แกเร็ธ เซาธ์เกต เทรนเนอร์ทีมชาติอังกฤษ พาทีมเบียดชนะไอซ์แลนด์แบบสุดเฮง 1-0 ในเกมเนชั่นส์ ลีกล่าสุด เพราะเสียจุดโทษในช่วงท้ายเกม ความพร้อมเกมนี้จะไม่มี ไคล์ วอล์คเกอร์ ติดโทษแบน ขณะที่ดูโอสุดแสบ เมสัน กรีนวู้ด กับ ฟิล โฟเด้น ถูกส่งกลับสโมสรเรียบร้อย

    10 นาทีผ่านเป็น "สิงโตคำราม" ทักทายก่อนจากลูกวางยาวของ คอเนอร์ เคาดี้ ทิ้งออกขวาให้ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ สอดมาเก็บบอลแต่จังหวะเปิดเข้าในไปติดขา อันเดรียส คริสเตนเซ่น สกัดออกหลังไป

    จากลูกเตะมุมทางขวา คีแรน ทริปเปียร์ เล่นสูตรเปิดย้อนให้ เจดอน ซานโช่ สลัดตัวประกบวิ่งย้อนมาซัดด้วยขวาบอลไปติดบล็อคผู้เล่น เดนมาร์ก หวดทิ้งออกมาได้ทัน

    นาทีที่ 18 "โคนม" ตอบโต้บ้างเป็นจังหวะสวนกลับของ คาสเปอร์ โดลเบิร์ก สอดมารับบอลโชว์ลีลาแหวกแนวรับ อังกฤษ 3 คนก่อนดึงหลบ เอริก ดายเออร์ ตะบันด้วยขวาเฉี่ยวคานออกไปนิดเดียว

    30 นาทีผ่าน เดนมาร์ก พลาดโอกาสทองจากจังหวะเคลียร์ไม่ขาดของ คอเนอร์ เคาดี้ บอลมาเข้าทาง มาร์ติน เบรธเวท เก็บตกก่อนก้มหน้าอัดด้วยซ้ายระยะร่วม 30 หลาบอลถากเสาไกลหลุดออกหลัง

    7 นาทีต่อมา เจ้าถิ่น เกือบขึ้นนำอีกครั้งคราวนี้เป็น คริสเตียน เอริคเซ่น ชิงเหลี่ยมพลิกหลบ เอริก ดายเออร์ ก่อนแทงต่อให้ คาสเปอร์ โดลเบิร์ก หลุดเข้าเขตโทษอัดด้วยขวาเต็มข้อบอลติดมือ จอร์แดน พิคฟอร์ด เซฟเอาไว้ได้เหลือเชื่อ

    หมดครึ่งเวลาแรก เดนมาร์ก 0 อังกฤษ 0

    60 นาทีผ่าน อังกฤษ หวิดเบิกสกอร์แรกจากลูกหยอดของ ราฮีม สเตอร์ลิง ตักข้ามแนวรับให้ แฮร์รี่ เคน หลุดเดี่ยวเข้าไปอัดด้วยซ้ายติดเซฟ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล แต่ข้างสนามธงล้ำหน้าขึ้นไปก่อนแล้ว

    หลังจากนั้น แกเร็ธ เซาธ์เกต แก้เกมทันทีเปลี่ยนตัว เจดอน ซานโช่ สตาร์เนื้อหอมที่แทบไม่มีส่วนร่วมกับเกมส่ง เมสัน เมาท์ ลงสนามแทน

    นาทีที่ 68 "สิงโตคำราม" พยายามเร่งเครื่อง เมสัน เมาท์ โชว์ความขยันตามไปเก็บบอลก่อนจ่ายย้อนให้ คีแรน ทริปเปียร์ ครอสลึกมาเสาไกลเข้าหัว แฮร์รี่ เคน โขกคนเดียวหลุดข้ามคานอย่างน่าเสียดาย

    นาทีต่อมา ราฮีม สเตอร์ลิง ขอทำเองบ้างลากตัดเข้าในก่อนได้ช่องปั่นด้วยขวาหน้าหัวกะโหลกบอลกระดอนพื้นเกือบเบียดเสาแต่ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ผวาปัดออกไปหวุดหวิด

    10 นาทีสุดท้าย เดนมาร์ก มาพลาดโอกาสสำคัญเป็น ยุสซุฟ โพลเซ่น แอบมาเสาไกลก่อนโขกตั้งให้ คริสเตียน เอริคเซ่น เติมมาในเขตโทษก่อนตามน้ำด้วยซ้ายจ่อๆบอลเหินข้ามคานไม่ได้ลุ้น

    นาทีสุดท้าย อังกฤษ มาส่งท้ายจากจังหวะของ แจ็ค กรีลิช เก็บบอลหน้าเขตโทษก่อนป้ายออกขวาให้ แฮร์รี่ เคน เลือกยิงหักข้อบอลผ่านหน้าประตูหลุดออกไปเหมือนเดิม

    ช่วงทดเจ็บนาทีที่ 90+3 แฟน "สิงโตคำราม" เกือบได้เฮจากจังหวะของ แฮร์รี่ เคน ใช้ความแข็งแกร่งเบียดเอาชนะแนวรับ เดนมาร์ก ก่อนแต่งบอลหลบ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล แปร์เข้าหาปากประตูโล่งๆ แต่ต้องชม มาธิอัส ยอร์เกนเซ่น ตามมาเคลียร์ทิ้งจากบนเส้น

    จบเกม เดนมาร์ก 0 อังกฤษ 0 ลูกทีมของ แกเร็ธ เซาธ์เกต เก็บเพิ่ม 1 แต้มมี 4 คะแนนยึดรองจ่าฝูง ลีก เอ กลุ่ม 2

รายชื่อนักเตะที่ลงสนามตัวจริง

    เดนมาร์ก (4-3-3) : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล – ดาเนี่ยล วาสส์, มาธิอัส ยอร์เกนเซ่น, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, โรเบิร์ต สคอฟ – คริสเตียน เอริคเซ่น, คริสเตียน นอร์การ์ด (ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก น.73), โธมัส เดอลานี่ย์ – ยุสซุฟ โพลเซ่น, คาสเปอร์ โดลเบิร์ก (ราสมุส ฟัลค์ น.76), มาร์ติน เบรธเวท (ไซม่อน เคียร์ น.82)

เทรนเนอร์ : คาสเปอร์ ฮูลมานด์ 
 
    อังกฤษ (4-3-3) :
จอร์แดน พิคฟอร์ด – เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ (เอนสลี่ย์ เมทแลนด์-ไนลส์ น.86), โจ โกเมซ, เอริก ดายเออร์, คีแรน ทริปเปียร์ – เดแคลน ไรซ์, คอเนอร์ เคาดี้, คาลวิน ฟิลลิปส์ (แจ็ค กรีลิช น.76) – เจดอน ซานโช่ (เมสัน เมาท์ น.60), แฮร์รี่ เคน, ราฮีม สเตอร์ลิง

เทรนเนอร์ : แกเร็ธ เซาธ์เกต

    ผู้ตัดสิน : อิสต์วาน โควัคส์ (โรมาเนีย)

เดอบรอยน์จ่าย2-บาตชูอายี่เบิ้ล!เบลเยียมถล่มไอซ์แลนด์ เฮ2นัดรวดศึกเนชั่นส์ลีก

เควิน เดอ บรอยน์ แอสซิสต์ 2 ประตู ขณะที่ มิชี่ บาตชูอายี่ ตะบันคนเดียวสองตุงช่วย เบลเยียม ที่โดนนำไปก่อนแล้วกลับมาระเบิดฟอร์มสุดโหดไล่ยำใหญ่ใส่ ไอซ์แลนด์ แบบยับเยิน 5-1 คว้าสามแต้มเต็มพร้อมกับรั้งจ่าฝูงกลุ่มแบบเดี่ยวๆ ทันทีเหตุเพราะทีมชาติอังกฤษทำได้เพียงเสมอกับเดนมาร์กแบบไร้สกอร์ ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก (ลีก เอ กลุ่ม 2) วันอังคารที่ 8 ก.ย. ที่ผ่านมา

ฟุตบอล ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก (ลีก เอ กลุ่ม 2)
วันอังคารที่ 8 กันยายน 2563
เบลเยียม 5   –   1 ไอซ์แลนด์

   
สนาม : สต๊าด รัว โบดวง, บรัสเซลส์

    นาทีที่ 11 เป็นไอซ์แลนด์ออกนำไปก่อน 1-0  แบบมีดวงเมื่อ ฮอล์เบิร์ต อรอน ฟริดอนสัน ได้หมุนตัวตวัดยิงกลางกรอบเขตโทษระยะประมาณ 20 หลาบอลไปแฉลบกองหลังเบลเยียมบอลลอยโด่งย้อยข้ามหัว โคเอน คาสตีลส์ เขาไปแบบที่นายด่านเบลเยียมได้แต่ป้องกันด้วยสายตาเท่านั้น

    แต่เพียงแค่สองนาทีถัดมาเบลเยียมตามตีเสมอได้สำเร็จเป็น 1-1 จากจังหวะลูกฟรีคิดทางฝั่งซ้ายเป็น ดรีส เมอร์เท่นส์ ที่ปั่นบอลโค้งอย่างสวยแต่ไม่ผ่านมือ อ็อกมุนดูร์ คริสตินส์สัน นายด่านไอซ์แลนด์ที่โดดปัดสุดปลายมือก่อนที่บอลจะไปชนเสาแล้วกระเด้งมาเข้าทาง อักเซล วิตเซล ที่ยืนอยู่คนเดียวโล่งๆ แล้วแปบอลเข้าไปแบบจ่อๆ อย่างง่ายดาย

    นาทีที่ 17 เบลเยียม ได้ประตูแซงนำ 2-1 จากการโหมบุกเข้าใส่ไอซ์แลนด์อีกครั้งบอลมาอยู่ที่ ดรีส เมอร์เท่นส์ ที่รับบอลในเขตโทษก่อนจิ้มยอนคืนให้ อักเซล วิตเซล ได้ตั้งป้อมแปยัดเล่นทาเน้นๆ แต่ไปติดเซฟ อ็อกมุนดูร์ คริสตินส์สัน ที่พยายามรับไว้แต่ไม่อยู่กระดอนออกมาเข้าทาง มิซี่ บาตซูอายี่ ตามมาซ้ำดาบสองเข้าไปไม่เหลือซาก

    นาทีที่ 19  เบลเยียม หวิดได้ประตูที่สามเมื่อ เควิน เดอ บรอยน์ ตัดบอลได้จากแดนตัวเองก่อนใช้ความเร็วควบกระชากจี้เข้าหาเขตโทษไอซ์แลนด์ แล้วส่งต่อมาทางขวาให้ ดรีส เมอร์เท่นส์ ได้สับไกเน้นๆ แต่บอลดันเข้าข้างตาข่ายอย่างน่าเสียดาย

    ผ่านพ้นมาถึงนาทีที่ 40 เบลเยียมได้ลูกฟรีคิกทางฝั่งซ้ายแล้วพยายามเล่นไวก่อนถูกแข้งไอซ์แลนด์เคลียร์ออกไปได้แต่ก็ยังเป็นเบลเยียมที่เก็บบอลได้แล้วโต้กลับขึ้นมาอีกครั้งบอลมาอยู่ที่ มิชี่ บาตซูอายี่ หลุดเดี่ยวขึ้นมาทางฝั่งขวาได้ก้มหน้ากดเน้นๆ เต็มข้อแต่หลักไม่ดีบอลเหินข้ามคานออกอีกครั้ง

    นาทีที่ 44 เบลเยียม เกือบได้ประตูอีกครั้งจากจังหวะทำชิ่งหนึ่งสองของ โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ กับ โธมัส เมอนิเย่ร์ ก่อนที่ อัลเดอร์ไวเรลด์ จะได้เปิดบอลสุดริมเส้นย้อนมาเข้าทาง ดรีส เมอร์เท่นส์ ที่พยายามใช้ปลายเท้าแหย่บอลให้เปลี่ยนทางหวังเข้าเสาไกลแต่ดันหลุดออกไปนิดเดียว

    จบครึ่งแรกเป็นเบลเยียมที่่ครองเกมบุกได้มากกว่านำ ไอซ์แลนด์ 2-1

    มาลุ้นต่อครึ่งหลังยังคงเป็นเบลเยียมที่ครองเกมบุกได้มากกว่านาทีที่ 49 เควิน เดอ บรอยน์ ได้ตั้งป้อมซัดนอกกรอบระยะประมาณ 20 หลาบอลทำท่าจะเสียบโคนเสาแต่ถูกปฏิเสธสกอร์โดย อ็อกมุนดูร์ คริสตินส์สัน ผู้รักษาประตูไอซ์แลนด์ที่พุ่งปัดไว้ได้ด้วยปลายมือ

    และจากจังหวะลูกเตะมุมต่อเนื่องเบลเยียมได้ประตูนำห่าง 3-0 นาทีที่ 50 เมื่อ เควิน เดอ บรอยน์ รับบอลที่ส่งมาจากเพื่อนร่วมทีมแล้วลากจี้เข้ากรอบเขตโทษไอซ์แลนด์ก่อนส่งบอลลอดขา  อัลเบิร์ต กุ๊ดมุนด์สสัน  ไปให้ ดรีส เมอร์เท่นส์ ที่รับบอลแล้วใช้ความไวล้มตัวยิงเข้าไป

    นาทีที่ 62 ไอซ์แลนด์ ตอบโต้กลับขึ้นมาบ้าง อัลเบิร์ต กุ๊ดมุนด์สสัน หลุดเดียวเข้าไปหวดเน้นๆ ด้วยเท้าซ้ายทางฝั่งซ้ายแต่ไม่ผ่าน โคเอน คาสตีลส นายด่านเบลเยียมที่ยืนปิดมุมดีและใช้ปลายท้ายป้องกันเอาไว้ได้

    นาทีที่ 66 เบลเยียมได้ลุ้นบวกสกอร์อีกครั้งจากการยิงเหน่งๆ กลางประตูของ ดรีส เมอร์เท่นส์ แต่คราวนี้ อ็อกมุนดูร์ คริสตินส์สัน ไม่ปล่อยให้บอลผ่านเส้นประตูไปได้เจ้าตัวออกมาป้องกันพ้นเขตอันตราย

    จนแล้วจนรอดนาทีที่ 69 เบลเยียมได้ประตูนำขาด 4-1 จนได้จากจังหวะทำเกมสุดงาม เควิน เดอ บรอยน์ จ่ายบอลหักข้อให้ ยาริ เวอร์เชเรน หลุดขึ้นไปทางริมเส้นฝั่งซ้ายแล้วส่งต่อไปที่จุดนัดพบให้  มิชี่ บาตชูอายี่ ได้ไขว้ยิงด้วยส้นเท้าเข้าไปอย่างเหนือชั้น

    ยังคงเป็นเบลเยียมที่ได้บุกต่อเนื่องนาทีที่ 77 เจเรมี โดคู ได้เปิดบอลสุดริมเส้นฝั่งซ้ายบอลลอยมาเข้าหัว ธอร์กกาน อาซาร์ โขกตั้งย้อนมาให้ เควิน เดอ บรอยน์ ได้วอลเล่ย์แบบไม่รอให้บอลตกพื้นแต่ดันโดนไม่เต็ม

    นาทีที่ 80 เบลเยียมได้ประตูนำ 5-1 เมื่อ  เจเรมี โดคู รับบอลแล้วกระชากจึ้เข้าไปในเขตโทษไอซ์แลนด์ก่อนจะโยกหลอกแล้วซัดไวด้วยเท้าขวาบอลพุ่งดุจจรวดเสียบสามเหลี่ยมฝั่งไกลเข้าไปแบบสุดจะบรรยาย

    เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มจบเกมเป็น เบลเยียม ที่โดนแหย่รังแตนถูกนำไปก่อนแล้วมาระเบิดฟอร์มโหดกดแซงรวดเดียวจบที่ผลชัยใส่ไอซ์แลนด์ 5-1

    ทั้งนี้ เบลเยียม ชนะ 2 นัดรวดรับ 6 แต้มเต้มพร้อมกับรั้งจ่าฝูงกลุ่มแบบเดี่ยวๆ ทันทีเหตุเพราะทีมชาติอังกฤษทำได้เพียงเสมอกับเดนมาร์กแบบไร้สกอร์

รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม
   
    เบลเยียม
(4-3-3) : โคเอน คาสตีลส์ (ซิมง มิโญเล่ต์ น.55) – โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์, เจสัน เดนาเยอร์, แยน แฟร์ต็องเก้น, โธมัส เมอนิเย่ร์ – อักเซล วิตเซล, ธอร์กกาน อาซาร์ (ยารี เวอร์ชาเรน น.65), เควิน เดอ บรอยน์ (ฮานส์ วานาเค่น น.81) –  มิชี่ บาตชูอายี่, เจเรมี โดคู, ดรีส เมอร์เท่นส์
    เทรนเนอร์ : โรเบร์โต้ มาร์ติเนซ
 
    ไอซ์แลนด์ (4-3-3) : อ็อกมุนดูร์ คริสตินส์สัน  – ยอน กุดนี่ ฟโยลูสัน, โฮลมาร์ ออร์น เอโยอล์ฟส์สัน, ฮอร์ตูร์ เฮอร์มันน์สสัน, อาริ เฟรย์ สกุลาสัน – วิคเตอร์ ปัลส์สัน, แอนดรี่ ฟานนาร์ บาล์ดูร์สสัน (เอมิล ฮอลล์เฟร็ดส์สัน น.54), เบียร์เคียร์ บียาร์นาสัน – ฮอล์เบิร์ต เอรอน ฟริดอนสัน (จอน ดาออย บูวาร์สสัน น.70), อาร์เนอร์ ซิกูร์สสัน (มิคาเอล อันเดร์ซอน น.72),  อัลเบิร์ต กุ๊ดมุนด์สสัน
    เทรนเนอร์ : เอริค ฮัมเร็น   

    ผู้ตัดสิน : พาเวล ราซคอฟสกี้ (โปแลนด์)