ตั้งสติ!เอฟเอออกกฎเปาแจกใบแดงแข้งเจตนาไอ

สมาคมลูกหนังเมืองผู้ดี ออกกฎใหม่ให้อำนาจกรรมการแจกใบแดงนักเตะที่ตั้งใจไอใส่คู่แข่งหรือผู้ตัดสิน ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่รุนแรงเทียบเท่าการใช้คำหยาบ หรือการทำร้ายร่างกาย โดยเป็นมาตรการเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19
               สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) แถลงการณ์การณ์เมื่อวันจันทร์ที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา เกี่ยวกับกฎใหม่ที่ให้อำนาจผู้ตัดสินสามารถแจกใบแดงให้กับนักเตะได้ทันที หากผู้เล่นคนนั้นตั้งใจไอใส่นักเตะคู่แข่งหรือกรรมการในช่วงระหว่างที่อยู่ในการแข่งขัน

              ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ตอนนี้วงการกีฬาจำเป็นอย่างยิ่งต้องมีมาตรการสำคัญเพื่อใช้ในการป้องกันไม่ว่าจะเป็นการห้ามจับมือในขณะที่อยู่ในสนาม, การเว้นระยะห่างทางสังคม รวมไปถึงการห้ามแฟนบอลเข้าชมเกมฟุตบอล เป็นต้น

              สำหรับสมาคมลูกหนังเมืองผู้ดี ได้เพิ่มความเข้มข้นของการป้องกันด้วยการออกกฎใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยหากมีการ "ไอ" ใส่ผู้อื่นในสนามไม่ว่าจะเป็นกับคู่แข่งหรือกรรมการ โดยเจตนา บุคคลนั้นมีสิทธิ์ถูกลงโทษด้วยการโดนใบแดง และต้องออกจากสนามทันที

              "หากผู้ตัดสินทราบว่ามีใครก็ตามที่ตั้งใจไอใส่หน้าคู่แข่งหรือกรรมการในระยะใกล้ ….ผู้ตัดสินสามารถใช้กฎข้อ 12 ที่ระบุเกี่ยวกับพฤติกรรมน่ารังเกียจ, ดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น หรือใช้วาจาหรือแสดงสัญลักษณ์ที่ส่อไปในทางหยาบคาย  แต่ถ้าหากเหตุการณ์ไม่ได้รุนแรงจนถึงขั้นไล่ออก นักเตะก็จะถูกตักเตือนเนื่องจากแสดงพฤติกรรมไม่มีน้ำใจนักกีฬา และขาดความเคารพในเกม" แถลงการณ์ เอฟเอ ระบุ

              อย่างไรก็ตาม ในแถลงการณ์ของสมาคมลูกหนังเมืองผู้ดี ได้ระบุเพิ่มเติมว่าผู้ตัดสินจะไม่ทำการลงโทษในกรณีที่นักเตะไอธรรมดา หรือการถ่มน้ำลายลงพื้นสนาม เป็นต้น แม้ว่าจะเป็นพฤติกรรมที่มีการขอความร่วมมือให้งดเว้นก็ตาม

แมนยูทัพสำรอง!จัด “อิกาโล่-ลินการ์ด” ผนึกหลอนลินซ์ 16ทีมยูโรปา

"ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คาดจัดทีมสำรองนำโดย โอเดียน อิกาโล่ กับ เจสซี่ ลินการ์ด ที่จะประสานคมแข้งล่าสกอร์ เกมเปิดบ้านรับ แอลเอเอสเค ลินซ์ ในศึก ฟุตบอล ยูโรปา ลีก (รอบ 16 ทีมสุดท้าย) วันพุธที่ 5 ส.ค. ศกนี้ (เวลา : 02.00 น.)
ปรีวิวฟุตบอล ยูโรปา ลีก (รอบ 16 ทีมสุดท้าย)
วันพุธที่ 5 สิงหาคม 2563 (เวลา : 02.00 น.)
แมนฯ ยูไนเต็ด   –   แอลเอเอสเค ลินซ์

สนาม : โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เทรนเนอร์แมนฯ ยูไนเต็ด พาทีมบุกมาถล่มแอลเอเอสเค ลินซ์ ตุนไว้ก่อนถึง 5-0 ในนัดแรก ก่อนชนะเลสเตอร์ 2-0 ในนัดส่งท้ายพรีเมียร์ลีก เป็นชัยชนะนัดแรกในรอบ 3 เกม

    ความพร้อมเกมนี้ โซลชาจะไม่มี ลุค ชอว์, ฟิล โจนส์ และ อักเซล ตวนเซเบ้ ที่บาดเจ็บทั้งหมด

    และหลังจากตุนสกอร์จากนัดแรกไว้ถึง 5-0 ก็เชื่อว่าโซลชาน่าจะมีการปรับทีมพอสมควร เพื่อเปิดโอกาสให้พวกแข้งสำรองหลายต่อหลายคน

    ไม่ว่าจะเป็น เซร์คิโอ โรเมโร่, เอริก ไบยี่, ดีโอโก้ ดาโลต์, ฆวน มาต้า, แดเนียล เจมส์ และ โอเดียน อิกาโล่ ได้สลับมาออกสตาร์ตบ้าง 

    โดมินิค ธัลฮัมเมอร์ เทรนเนอร์แอลเอเอสเค ลินซ์ คนใหม่ ซึ่งเข้ามารับงานต่อจาก วาเลอเรียง อิสมาแอล ที่โดนเด้งไป พาทีมแพ้เซนิก้า 0-2 ในเกมอุ่นเครื่องล่าสุด

    การไปเยือนโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เกมนี้ จึงถือว่าเป็นการประเดิมคุมทีมในเกมอย่างเป็นทางการ

    สภาพทีมเกมนี้ ธัลฮัมเมอร์จะไม่มี โธมัส กอยกิงเกอร์ และ เปตาร์ ฟิลิโปวิช ที่ต้องพักยาว

    แต่แกนหลักขาประจำรายอื่นๆ อย่าง เกอร์โนต์ เทราเนอร์, เจมส์ ฮอลแลนด์, ปีเตอร์ มิโชรล, เรเน่ เรนเนอร์, ซามูเอล เต็ตเตย์ และ มาร์โก รากุซ ต่างพร้อมช่วยทีมเหมือนเดิม
 

นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

    แมนฯ ยูไนเต็ด (4-2-3-1) : เซร์คิโอ โรเมโร่ – ดีโอโก้ ดาโลต์, เอริก ไบยี่, วิคตอร์ ลินเดอลอฟ, แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ – สกอตต์ แม็คโทมิเนย์, เฟร็ด – แดเนียล เจมส์, ฆวน มาต้า, เจสซี่ ลินการ์ด – โอเดียน อิกาโล่
    เทรนเนอร์ : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา 

    แอลเอเอสเค ลินซ์ (3-4-2-1) : อเล็กซานเดอร์ ชลาเกอร์ – ฟิลิปป์ ไวซิงเกอร์, เกอร์โนต์ เทราเนอร์, อันเดรส อันดราเด้ – ไรน์โฮลด์ รานฟ์เทิ่ล, เจมส์ ฮอลแลนด์, ปีเตอร์ มิโชรล, เรเน่ เรนเนอร์ – ซามูเอล เต็ตเตห์, โดมินิค ไฟรเซอร์ – ชูเอา เคล้าส์
    เทรนเนอร์ : โดมินิค ธัลฮัมเมอร์

    ผู้ตัดสิน : ทาซอส ซิดิโรปูลอส (กรีซ)

มาร์กซัดชัย! ลินการ์ดก็ยิง-แมนยูแซงแอลเอเอสเค รวมลิ่ว8ทีมยูโรปาลีก

"ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เกมนี้เล่นแบบไม่เน้นเท่าไหร่หลังเกมแรกตุนสกอร์ไว้เพียบ กระนั้นแข้งผีแดงหลังโดนนำไปก่อนมารัวสองประตูจาก เจสซี่ ลินการ์ด และอ็องโตนี่ มาร์กซิยาล พาทีมแซงเอาชนะ แอลเอเอสเค ลินซ์ จากออสเตรีย 2-1 รวมสองนัดเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยประตูรวม 7-1 โดยจะเข้าไปพบกับ เอฟซี โคเปนเฮเกน ในศึกยูโรปาลีก รอบ16ทีมสุดท้าย นัดสอง เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา

สนาม : โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

    "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โอกาสเข้ารอบสดใสหลังนัดแรกบุกไปถล่ม แอลเอเอสเค ลินซ์ 5-0 ทำให้เกมนี้กลับมาเล่นใน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แบบไม่กดดัน โดยผู้ชนะของคู่นี้จะเข้าไปพบ เอฟซี โคเปนเฮเกน ซึ่งในรอบก่อนรองชนะเลิศ แบบมินิทัวร์นาเมนท์ แบบน็อคเอาท์ ที่ประเทศเยอรมัน 

   โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เปลี่ยนแปลงผู้เล่นเกือบยกทีมจากเกมลีกล่าสุด โดยมีเพียง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กัปตันทีมและ แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ คุมเกมรับ แนวรุกวาง ฆวน มาต้า, เจสซี่ ลินการ์ด และแดเนียล เจมส์ สนับสนุน โอเดียน อิกาโล่ ที่เป็นหน้าเป้า ส่วน แอลเอเอสเค ลินซ์ ฝากความหวังไว้ที่

    ออกสตาร์ทเกมครึ่งแรก นาทีที่ 4 เจ้าบ้านได้ทักทายก่อนเลยหลัง ฆวน มาต้า เปิดเตะมุมเข้ามาให้ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เทกตัวโขกข้ามคานไป

    นาที 10 แอลเอเอสเค เกือบชิงขึ้นนำก่อนหลัง อันเดรส อันดราเด้ โขกบอลไปชนคาน ก่อนจังหวะต่อมา ฟิลิปป์ ไวซิงเกอร์ จะซัดด้วยซ้ายบอลพุ่งถากเสาไกลออกหลังแบบได้เสียว

    เกมผ่านไปครึ่งชั่วโมง "ปีศาจแดง" ได้ลุ้นหนที่สองจากจังหวะเตะมุมอีกครั้ง และเป็น ม้าต้า ที่เปิดมาให้ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ โหม่งหลุดกรอบออกไป

    ถัดมาอีกนาที ทีมเยือนได้ส่องเข้ากรอบเป็นครั้งแรก เจมส์ ฮอลแลนด์ แทงขึ้นหน้าให้ มาร์โก รากุซ ตะบันด้วยขวาแต่บอลพุ่งไปเข้ามือ เซร์คิโอ โรเมโร่

    นาที 33 "ปีศาจแดง" พลาดโอกาสทำประตูอย่างน่าเสียดายหลัง เจสซี่ ลินการ์ด ดีดบอลเร็วให้  โอเดียน อิกาโล่ หลุดเข้าไปในกรอบแต่จังหวะสุดท้ายโดนเบียดทำให้บอลทะลักไปเข้ามือ อเล็กซานเดอร์ ชลาเกอร์

    จบครึ่งแรก แมนฯยูไนเต็ด ยังทำอะไร แอลเอเอสเค ลินซ์ ไม่ได้เสมอแบบไร้สกอร์ 0-0

    ครึ่งหลัง นาที 50 "ผีแดง" ได้ส่องเข้ากรอบเป็นหนแรก หลัง ฆวน มาต้า แทงบอลเข้ากลางให้ โอเดียน อิกาโล่ พลิกตัวยิงแต่หลักไม่ดีทำให้น้ำหนักบอลเบาไปเข้ามือนายด่านทีมเยือน

    นาที 55 "ผีแดง" ต้องเป็นฝ่ายตามหลังก่อน หลัง ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ สกัดบอลจากลูกคอนเนอร์ไม่ดีไปเข้าทาง ฟิลิปป์ ไวซิงเกอร์ แนวรับทีมเยือนตั้งป้อมปั่นบอลด้วยขวาบอลพุ่งโค้งๆ เสียบสามเหลี่ยมเข้าไปชนิดที่ เซร์คิโอ โรเมโร่ หมดสิทธิ์ป้องกันให้ แอลเอเอสเค ลินซ์ บุกมานำ 1-0 สกอร์รวมไล่มาห่าง 1-5

    กระนั้น ทีมเยือนดีใจได้แค่ 2 นาที คราวนี้ ฆวน มาต้า ออกบอลเร็วจากกลางสนามให้ เจสซี่ ลินการ์ด หลุดกับดักล้ำหน้าหลุดเข้าไปซัดด้วยขวาผ่านตัว อเล็กซานเดอร์ ชลาเกอร์ เข้าไปให้ แมนฯยูไนเต็ด ไล่ตีเสมอทันควัน 1-1

    จากนั้น นาที 62 เจ้าบ้านเกือบแซงขึ้นนำหลัง ลินการ์ด จ่ายต่อให้ ฆวน มาต้า ซัดไปติดเซฟของนายด่านทีมเยือน บอลทะลักมาเข้าทาง ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ กดด้วยซ้ายหลุดกรอบออกไปแบบหมดลุ้น

    นาที 63 โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เปลี่ยนสองคนรวดถอดเอา เจสซี่ ลินการ์ด และเฟร็ด ออกแล้วส่ง ปอล ป็อกบา และอันเดรียส เปเรยร่า ลงเล่นแทน

    นาที 72 โดมินิค ไรเตอร์ สำรองของแอลเอเอสเคเกือบส่องประตูให้ทีมเยือนหนีห่างอีกครั้งเมื่อหลุดเข้าไปซัดเต็มแรง ทว่าบอลพุ่งไปติดขา เซร์คิโอ โรเมโร่ ออกหลังไป

    นาที 88 เจ้าบ้าน "ผีแดง" มาแซงขึ้นนำ 2-1 ฆวน มาต้า จ่ายสั้นๆให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ที่ลงมาสำรองหลุดเข้าไปซัดบอลผ่านตัว อเล็กซานเดอร์ ชลาเกอร์ แบบเด็ดขาด

    จบเกม แมนฯ ยูไนเต็ด แซงเอาชนะแอลเอเอสเค ลินซ์ 2-1 รวมสองนัดผ่านเข้าไปเล่นในรอบก่อนรองชนะเลิศด้วยประตูรวม 7-1 โดยจะเข้าไปพบกับ เอฟซี โคเปนเฮเกน ในวันที่ 10 สิงหาคม นี้ โดยจะจัดการแข่งแบบ มินิทัวร์นาเมนท์ ที่ประเทศเยอรมัน

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        แมนฯ ยูไนเต็ด (4-2-3-1) : เซร์คิโอ โรเมโร่ – ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ , เอริก ไบยี่, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ – สกอตต์ แม็คโทมิเนย์, เฟร็ด – ฆวน มาต้า, เจสซี่ ลินการ์ด, แดเนียล เจมส์ – โอเดียน อิกาโล่

        เทรนเนอร์ : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา 

        แอลเอเอสเค ลินซ์ (3-4-2-1) : อเล็กซานเดอร์ ชลาเกอร์ – ฟิลิปป์ ไวซิงเกอร์, เกอร์โนต์ เทราเนอร์, อันเดรส อันดราเด้ – ไรน์โฮลด์ รานฟ์เทิ่ล, เจมส์ ฮอลแลนด์, ปีเตอร์ มิโชรล, เรเน่ เรนเนอร์ – โดมินิค ไฟรเซอร์, มาร์โก รากุซ, ฮูเซียน บาลิช

        เทรนเนอร์ : โดมินิค ธัลฮัมเมอร์

        ผู้ตัดสิน : ทาซอส ซิดิโรปูลอส (กรีซ)

 

ชาลาโนกลูฟรีคิกเด็ด! มิลานแม้เจ๊าอตาลันต้า ยืดสถิติไร้พ่ายนับแต่รีสตาร์ท

 เอซี มิลาน ฟอร์มยังยอดเยี่ยมนับจากกลับมารีสตาร์ทลีกหลังยังไม่แพ้ทีมใดแม้จะเปิดบ้านทำได้แค่เสมอกับ อตาลันต้า 1-1 ในศึกฟุตบอล กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี นัดที่ 36 เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

สนาม : ซาน ซีโร่ (มิลาน)

    ศึกฟุตบอล กัลโช่ เซเรีย อา นัดที่ 36 เอซี มิลาน ที่ฟอร์มยอดเยี่ยมเหลือเกินนับจากรีสตาร์ทกลับมายังไร้พ่าย แถม 9 นัดในลีกชนะถึง 7 แมตช์ด้วยกัน เกมนี้กลับมาเล่นในบ้านรับมือ อตาลันต้า รองจ่าฝูงที่ผลงานดีเยี่ยมไม่แพ้กัน

    ครึ่งแรก เกมเริ่มมาได้แค่ 14 นาที "ปีศาจแดงดำ" ทะยานออกนำ 1-0 ทันที จากความสุดยอดของ ฮาคาน ชาลาโนกลู ที่ปั่นฟรีคิกทางด้านซ้ายเยื้องมุมธง บอลข้ามกำแพงหนีมือ ปิแอร์ลุยจิ โกลลินี่ เสียบสามเหลี่ยมเข้าไปอย่างเหนือชั้น เป็นประตูที่ 8 ในลีก ของเพลย์เมกเกอร์ชาวตุรกี

    นาที 22 รุสลัน มาลินอฟสกี้ เรียกจุดโทษให้ทีมได้หลังโดน ลูกัส บีย่า ทำฟาวล์ในเขตโทษ ผู้ตัดสินหลังเช็กกับ VAR แล้วยืนยันให้จุดโทษแก่ทีมเยือน ทว่านาที 26 มาลินอฟสกี้ ห้องเครื่องชาวยูเครนดันยิงจุดโทษไม่ดีไปติดเซฟ จานลุยจิ ดอนนารุมม่า นายด่านมิลานทำให้สกอร์ยังเป็น "ปีศาจแดงดำ" นำอยู่ 1-0

 กระนั้น อตาลันต้า ที่โหมบุกอย่างหนักมาพังประตูตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จในนาที 34 จากจังหวะที่เรโม่ ฟรอยเลอร์ ซัดไปติดติดบล็อคแข้งเจ้าถิ่นก่อนบอลจะไปเข้าทาง ดูวาน ซาปาต้า ใช้ความแข็งแกร่งเบียดเข้าไปยิงผ่านมือ ดอนมารุมน่า เข้าไป

    จบครึ่งแรก เอซี มิลาน ยังเสมอกับ อตาลันต้า 1-1

    กลับมาเล่นต่อครึ่งหลัง นาที 53 มิลาน เกือบได้เสียวหลัง รุสลัน มาลินอฟสกี้ จ่ายต่อให้ มาร์เท่น เดอ รอน กดด้วยซ้ายนอกกรอบบอลพุ่งไปติดบล็อค ซิม่อน เคียร์

    นาที 73 "ปีศาจแดงดำ" พลาดเม็ดที่สองอีกหลังบอลสวนกลับเล่น ราฟาเอล เลเอา พาบอลขึ้นมาถึงหน้ากรอบของ อตาลันต้า ก่อนจะไหลออกซ้ายให้ จาโคโม โบนาเวนตูร่า ตัวสำรองอัดด้วยซ้ายเต็มแรงบอลพุ่งชนเสาก่อนโดนตัว ปิแอร์ลุยจิ โกลลินี่ ออกหลังไป

    ช่วงท้ายเม เจ้าบ้านไม่สามารถเจาะแนวรับของ อตาลันต้า ได้ทำให้ผู้ตัดสินเป่าจบเกมเป็นอันว่า เอซี มิลาน เสมอกับ อตาลันต้า 1-1 แบ่งแต้มกันไป ทำให้ "ปีศาจแดงดำ" ยึดอันดับ 6 มี 60 คะแนน ส่วน อตาลันต้า รั้งรองจ่าฝูงมี 75 แต้ม ซึ่งหาก "ม้าลาย" คว้าหนึ่งคะแนนในเกมเจอกับ ซามพ์โดเรีย ในวันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค.นี้ จะคว้าแชมป์สคูเด็ตโต้ทันที

 

เซ่นเอ็มบั๊ปเป้! ปารีสบี้แซงต์เอเตียน10คนสุดเดือด ซิวเฟร้นช์คัพสมัย13

ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ผงาดคว้าแชมป์ เฟร้นช์ คัพ สูงสุดเป็นสมัยที่ 13 หลังบดเอาชนะ แซงต์ เอเตียนที่เหลือแค่ 10 คน แบบสุดเดือด 1-0 จากประตูชัยของ เนย์มาร์ ในนัดชิงชนะเลิศ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเกมนี้ แซงต์ เอเตียนต้องเหลือ 10 คน หลัง โลอิก แปร์แร็ง กัปตันทีมโดนใบแดงจากการไปเสียบ คีลิยัน เอ็มปั๊ปเป้ จนเจ็บหนักเล่นต่อไม่ไหว ต้องลุ้นว่าจะหายทันเกมชปล.ในช่วงเดือนสิงหาคมหรือไม่?

สนาม : สต๊าด เดอ ฟร้องซ์

    ศึกเฟร้นช์ คัพ รอบชิงชนะเลิศ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เป็นการพบกันระหว่างแชมป์สูงสุด 12 สมัยอย่าง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง พบกับ แซงต์ เอเตียน แชมป์ 6 สมัย

    โธมัส ทูเคิ่ล เทรนเนอร์ชาวเยอรมันวัย 46 ปีของเปแอสเช จัดชุดใหญ่หน้าคู่วาง เมาโร อีการ์ดี้ และคีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ล่าตาข่ายโดยมีตัวสนับสนุนชั้นยอดอย่าง เนย์มาร์ ส่วนทางฝั่ง  โคล้ด ปูแอล เทรนเนอร์ของ แซงต์ เอเตียน วาง โรแม็ง อามูม่า และเดอนีส์ บวงก้า เป็นทีเด็ด

    ออกสตาร์ทเกมครึ่งแรก ทั้งคู่เปิดเกมรุกเข้าใส่อย่างสนุก นาทีที่ 5 แซงต์ เอเตียน เกือบชิงขึ้นนำก่อนหลัง โรแม็ง อามูม่า หัวหอกตัวเก่งพาบอลตะลุยเข้าไปซัดด้วยขวาบอลผ่านมือ เกย์ลอร์ นาวาส ไปแล้วแต่ไปชนเสาอย่างน่าเสียดาย

    นาที 14 โอกาสเข้าทำหนแรกของ เปแอสเช ก็ขึ้นนำ 1-0 ทันทีจากจังหวะที่ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ รับบอลชิ่งจาก ดิ มาเรีย ก่อนหลุดเข้าไปใส่ด้วยขวาติดเซฟของ เชสซี่ มูแล็ง แต่บอลไม่พ้นอันตรายไปเข้าทาง เนย์มาร์ ซ้ำด้วยซ้ายเช็ดใต้คานเข้าไปอย่างเด็ดขาด

    แซง เอเตียน หลังเสียประตู ก็อยู่ไม่ได้โหมบุกบ้างเพื่อหวังไล่ตีเสมอ นาที 16 ได้ลุ้นเช่นกัน โรแม็ง อามูม่า ไหลบอลให้ เดอนีส์ บวงก้า หลุดเข้าไปกดด้วยขวาแต่ยังไม่ผ่านมือ เกย์ลอร์ นาวาส ที่เซฟไว้ด้อย่างยอดเยี่ยม

    อีก 4 นาทีต่อมา เปแอสเช ต้องเปลี่ยนตัวคนแรกหลัง ธีโล เคห์เรอร์ แบ็กขวาบาดเจ็บจนเล่นต่อไม่ไหวต้องส่ง โกแล็ง ดั๊กบา ลงเล่นแทน

    แซงต์ เอเตียน ได้ลุ้นอย่างต่อเนื่อง นาที่ 21 พลาดโอกาสไล่ตีเสมออีกหลัง อามูม่า ครอสบอลมาให้ เดอนีส์ บวงก้า เทกตัวขึ้นโขกเหน่งๆ แต่ยังไม่ผ่านมือ นาวาส อีกหน

    ทว่า "ปารีสฯ" มาแบบเน้นๆกว่า นาที 25 อังเคล ดิ มาเรีย หลุดเข้าไปซัดด้วยซ้ายบอลพุ่งไปติดมือ เชสซี่ มูแล็ง เหินปัดออกหลังอีก

    นาที 27 คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ได้บอลหลุดเข้าไปแต่โดน โลอิก แปร์แร็ง พุ่งมาตัดเข้าเสียบอย่างน่าเกลียดจน เอ็มปั๊ปเป้ ลงไปนอนกับพื้น ซึ่งเป็นชนวนให้เพื่อนร่วมทีม เปแอสเช ไม่พอวิ่งปรี่ไปหาจนเกือบมีเรื่องชุลมุ่นวุ่นวาย ซึ่งหลังเหตุการณ์สงบลงผู้ตัดสินเดินทางแจกใบเหลืองทั้ง เลอันโดร ปาเรเดส และมิทเชล บัคเคอร์ สองแข้งปารีส กับโรแม็ง อามูม่า ดาวยิงของ แซงต์ เอเตียน รวมถึงต้นเหตุอย่าง โลอิก แปร์แร็ง

    จากนั้นมีสัญญาณจาก VAR ถึงความเป็นไปได้ที่จะเป็นใบแดงของ โลอิก แปร์แร็ง ซึ่งหลัง อาโมรี่ เดอเลอรู ผู้ตัดสินวิ่งไปดูมอนิเตอร์ข้างสนามได้วิ่งมากลับคำตัดสินที่ก่อนจะเอามือควักกระเป๋าหลังเปลี่ยนเป็นแจกใบแดงให้ แปร์แร็ง ในนาที 31 ทำให้แซงต์ เอเตียน เหลือแค่ 10 คน

    แถม โธมัส ทูเคิ่ล ต้องเปลี่ยนเอา คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ที่เจ็บจนเล่นไม่ไหวแล้วส่ง ปาโบล ซาราเบีย ลงเล่นแทนในนาที 34 ส่วนแซงต์ เอเตียน ต้องแก้เกมถอด  ยานน์ มาครง ตัวรุกออกแล้วส่ง ฮาโรลด์ มูคูดี้ แนวรับไปเล่นแทน

    ช่วงทดเจ็บ นาที 45+2 เปแอสเช เกือบได้เม็ดที่สองนำห่างหลังได้ฟรีคิกทางด้านขวา อังเคล ดิ มาเรีย ปั่นข้ามกำแพงจะเสียบเสาแรกอยู่แล้วแต่ เชสซี่ มูแล็ง ยังยอดเยี่ยมปัดออกหลังหวุดหวิด

    จบครึ่งแรก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ขึ้นนำ แซงต์ เอเตียน 1-0

    กลับมาบู๊กันต่อในครึ่งหลัง แซงต์ เอเตียน เป็นสองคนรวดเลยส่ง ยาน เนยู เล่นแทน มาห์ดี้ กามาร่า และส่ง วาห์บี คาซรี่ ลงเล่นแทน โรแม็ง อามูม่า

    นาที 47 วาห์บี คาซรี่ ที่เพิ่งลงมาของ แซงต์ เอเตียน ได้ลองทักทายด้วยการยิงไกลกว่า 40 หลาแต่บอลลอยโด่งหลุดเสาออกไปแบบได้เสียว

    นาที 73 เปแอสเช พลาดโอกาสได้ประตูนำห่างหลัง ดิ มาเรีย แทงบอลให้ ปาโบล ซาราเบีย หลุดเข้าไปซัดด้วยซ้ายแต่บอลก็ไม่ผ่านตัว เชสซี่ มูแล็ง

    อีก 3 นาทีถัดมา ยาน เนยู ได้ลองกดด้วยขวานอกกรอบบ้างแต่บอลก็ยังเบาไปเข้ามือ เกย์ลอร์ นาวาส รับไว้ได้ไม่ยาก

    ช่วงท้ายเกม แซงต์ เอเตียน บุกหนักเพื่อทวงประตูเสมอให้ได้ แต่บอลยังไม่ผ่านแนวรับเปแอสเชที่เล่นอย่างเหนียวแน่น จนจบเกม ผู้ตัดสินเป่าจบการแข่งขันเป็นอันว่า ปารีส แซงต์-แชร์กแมง คว้าชัยะเหนือ แซงต์-เอเตียน  1-0 คว้าแชมป์รายการนี้เป็นสมัยที่ 13

    รายชื่อ11ผู้เล่นทั้งสองทีม   

        ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (4-4-2) : เกย์ลอร์ นาวาส – ธีโล เคห์เรอร์, มาร์กินญอส, ติอาโก้ ซิลวา (กัปตันทีม), มิทเชล บัคเคอร์ – อังเคล ดิ มาเรีย, อิดริสซ่า กาน่า เกย์, เลอันโดร ปาเรเดส, เนย์มาร์ – เมาโร อีการ์ดี้, คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้

        แซงต์-เอเตียน : เชสซี่ มูแล็ง – มาติเยอ เดอบูชี่, โลอิก แปร์แร็ง (กัปตันทีม), เวสเล่ย์ โฟฟาน่า, ติโมเต้ โคล็อดเซียจซัค – ยันน์ เอ็มวีล่า, มาห์ดี้ กามาร่า – ยานน์ มาครง, ริยาด บูเดอบุซ, เดอนีส์ บวงก้า – โรแม็ง อามูม่า

    ผู้ตัดสิน : อาโมรี่ เดอเลอรู

 

พรีเมียร์รับVARพลาดจังหวะจุดโทษใน3คู่พฤหัสฯ

พรีเมียร์ลีก สารภาพบาปการทำงานของ วีเออาร์ ที่ตัดสินจังหวะสำคัญว่าเป็นจุดโทษหรือไม่ในการแข่งขันทั้ง 3 คู่เมื่อวันพฤหัสบดีมีความผิดพลาดเกิดขึ้นทั้งหมด

 ในเกมที่ แมนฯ ยูไนเต็ด บุกชนะ แอสตัน วิลล่า 3-0 ผีแดงได้ประตูแรกจากจุดโทษแบบกังขาหลัง บรูโน่ แฟร์นันด์ส ทำท่าซีดานเทิร์นก่อนเท้าย่ำใส่ขาของ เอซรี่ คอนซ่า แต่ผู้ตัดสินเช็กวีเออาร์แล้วเป่าให้ผีแดงได้จุดโทษและกลายเป็นจุดเปลี่ยนของเกมทันทีเพราะช่วงแรกวิลล่าเริ่มต้นได้ค่อนข้างดี

 ตัวแทนของพรีเมียร์ลีกยอมรับกับทาง แมตช์ ออฟ เดอะ เดย์ รายการฉายไฮไลท์ชื่อดังของ บีบีซี ว่า "มันเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด มันควรต้องถูกยกเลิกโดย วีเออาร์ แต่ก็ไม่เกิดขึ้น และควรเป็นการได้ฟาวล์ของ คอนซ่า"

 นอกจากนี้ พรีเมียร์ลีก ก็ยอมรับว่าในเกมที่ เอฟเวอร์ตัน เสมอ เซาธ์แฮมป์ตัน 1-1 ก็มีความผิดพลาดในจังหวะจุดโทษเช่นกันหลังผู้ตัดสินเช็กวีเออาร์เหตุการณ์ที่ อันเดร โกเมส ปะทะ เจมส์ วอร์ด-เพราส์ ก่อนชี้ให้ "นักบุญ" ได้จุดโทษ โดยจากภาพช้า วอร์ด-เพราส์ เสียจังหวะเองและล้มใส่ โกเมส อย่างไรก็ดี วอร์ด-เพราส์ ที่รับหน้าที่ยิงจุดโทษกลับยิงชนคาน

 เช่นเดียวกับเกมที่ สเปอร์ส ได้เพียงเสมอ บอร์นมัธ 0-0 ก็มีจังหวะที่น่าจะได้จุดโทษหลังจาก โจชัว คิง วิ่งชนด้านหลังของ แฮร์รี่ เคน ล้มลงในเขตโทษ กรรมการฟังสัญญานวีเออาร์ ทว่าไม่มีการแจ้งเตือนว่าเป็นลูกจุดโทษ

เคน โดนชนข้างหลังแต่ไม่ได้จุดโทษ

วอร์ด-เพราส์ ล้มใส่ โกเมส แต่ได้จุดโทษ

ข้องใจ?!จับคำพูดโรเบิร์ตสันสบถหยาบใส่กรรมการหลังจบเกม

แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ถูกกล้องถ่ายทอดสดจับภาพหลังจบเกมการแข่งขันที่ ลิเวอร์พูล ทำได้แค่เสมอกับ เบิร์นลี่ย์ 1-1 ในเกมพรีเมียร์ลีก เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยเป็นจังหวะที่เจ้าตัวเดินเข้าไปหากลุ่มผู้ตัดสินแล้วสบถคำพูดใส่แบบรุนแรง อีกทั้งอาจเป็นไปได้ว่ากัปตันทีมชาติสกอตแลนด์มีสิทธิ์โดนคณะกรรมการด้านวินัยตรวจสอบย้อนหลังในพฤติกรรมนี้

    แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน แบ็กซ้ายเลือดสกอตช์ ของ ลิเวอร์พูล โขกให้ทีมออกนำ เบิร์นลี่ย์ ตั้งแต่ช่วงครึ่งแรก โดยรูปเกมของ ‘หงส์แดง’ เป็นฝ่ายทำได้เหนือกว่า ก่อนที่จะโดนตีเสมอจากลูกยิงสุดคมของ เจย์ โรดริเกซ ในช่วงครึ่งหลัง และจบเกมด้วยการแบ่งแต้มกันไปของทั้งสองทีม

    อย่างไรก็ตาม มีจังหวะที่เป็นถกเถียงหลังจากที่ โรเบิร์ตสัน ถูก โยฮันน์ เบิร์ก ตามมาสกัดในเขตโทษ แต่ผู้ตัดสินไม่ว่าอะไรให้เกมเล่นต่อไป ซึ่งหลังสิ้นเสียงนกหวีดจบการแข่งขัน แบ็กซ้ายวัย 26 ปีก็ตรงปรี่เข้าไปหา เดวิด คูต ผู้ชี้ขาดในเกมนี้ แล้วต่อว่าด้วยถ้อยคำรุนแรง ซึ่งกล้องถ่ายทอดสดได้จับภาพจังหวะดังกล่าวพร้อมคำพูดของ โรเบิร์ตสัน เอาไว้ได้อย่างชัดเจน

    "มันเป็นเรื่องน่าอายจริงๆ ที่ไม่ใช่จุดโทษ มันไม่ใช่จุดโทษได้ยังไงวะ? แกมองไม่เห็นอะไรเลยหรือไง?"

    "แกไม่เห็นอะไรเลยตลอดทั้งเกมนอกจากให้ใบเหลืองตอนช่วงท้าย พวกแกจะมาเป็นกรรมการทำไมถ้าทำได้แค่นี้? จะมีพวกแกไปทำไมกัน? ให้ตายเถอะ" กัปตันทีมชาติสกอตแลนด์ สบถด้วยอารม์รุนแรง

 

    ทั้งนี้อาจเป็นไปได้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการวินัยเพื่อตัดสินว่าการกระทำของ โรเบิร์ตสัน มีความผิดหรือไม่

สิงห์กู้ศรัทธา! “ชิรูด์” โขกชัยพาเชลซีเบียดนอริชยึดที่3แน่น

แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือ "สิงห์บลูส์" พาทีมกลับสู่เส้นทางอีกครั้งหลังเปิดรังเฉือน นอริช ที่ตกชั้นไปแล้ว 1-0 จากประตูชัยช่วงทดเจ็บครึ่งแรกของ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ มีเพิ่มเป็น 63 คะแนนยึดอันดับ 3 ของตารางนำ แมนยู, เลสเตอร์ 4 แต้มแต่แข่งมากกว่า 1 นัด ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันอังคารที่ผ่านมา
สนาม : สแตมฟอร์ด บริดจ์

    แฟร้งค์ แลมพาร์ด พาสิงโตน้ำเงินครามแพ้ยับ 0-3 ต่อเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ที่บรามอลล์ เลน นัดล่าสุด ทำให้สถานการณ์การลุ้นท็อปโฟร์ระหว่างพวกเขากับเลสเตอร์ และแมนฯ ยูไนเต็ด เปิดกว้างทันที

    ส่วนทาง ดาเนี่ยล ฟาร์เค่ พาทีม ”นกขมิ้น” นอริช ซิตี้ ตกชั้นเป็นที่เรียบร้อย หลังจากแพ้เวสต์แฮม ยับเยิน 0-4 เกมก่อน และจากคะแนนที่มีโอกาสที่พวกเขาจะเป็นบ๊วยในฤดูกาลนี้มีถึง 99 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

    3 นาทีผ่าน "สิงห์บลูส์" ทักทายก่อนเป็นจังหวะเติมของ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า สอดขึ้นมาโยนเข้าเขตโทษให้ รูเบน ลอฟตัส-ชีค โขกบอลเปลี่ยนทางแต่โดนหนาไปเข้าข้างตาข่าย

    นาทีที่ 20 เจ้าถิ่น โหมบุกหนักได้ลุ้นอีกครั้งจากลูกตักเข้าเขตโทษของ จอร์จินโญ่ บอลไปโดนหัว เบน ก็อดฟรี่ย์ เลยมาเข้าทาง โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ตวัดเร็วด้วยซ้ายแต่เบาเข้ามือ ทิม ครูล

    7 นาทีต่อมาคราวนี้เป็นบอลริมเส้นฝั่งซ้ายของ มาร์กอส อลอนโซ่ เติมขึ้นมาสุดเส้นก่อนตวัดหักข้อให้ คริสเตียน พูลิซิช ตั้งป้อมยิงในเขตโทษหลุดกรอบออกไปอีก

    "สิงห์บลูส์" ดูมีปัญหาในการจบสกอร์นาทีที่ 29 เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า จ่ายเข้าในให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ สอดมารอรับบอลแบบไร้ตัวประกบแต่จังหวะยิงไม่ดีเหินข้ามคานเหลือเชื่อ

    ก่อนหมดเวลา 10 นาที เชลซี ได้เสียวจากลูกเตะมุมของ วิลเลี่ยน ปั่นมาเสาแรกให้ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า โขกเปลี่ยนทางไปเสาไกลแต่บอลลึกออกหลัง รูเบน ลอฟตัส-ชีค ตามชาร์จไม่ทัน

    2 นาทีต่อมา เจ้าถิ่น พลาดโอกาสทองจากลูกวางยาวของ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ บอลมาตกใส่ คริสเตียน พูลิซิช หมุนตัวอัดด้วยซ้ายไปติดปลายมือ ทิม ครูล ชนคานหลุดออกหลังไป

    แต่แล้วช่วงทดเจ็บ เชลซี ทะยานออกนำจนได้เป็น คริสเตียน พูลิซิช แต่งหาจังหวะก่อนปั่นเข้าเขตโทษให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ เบียดเอาชนะ ทิมม์ โคลเซ่ ทิ้งตัวโขกผ่านมือ ทิม ครูล ตุงตาข่าย

    หมดครึ่งเวลาแรก เชลซี 1 นอริช 0

    ครึ่งหลังผ่านมา 10 นาทียังคงเป็น เจ้าถิ่น เร่งเครื่องไม่หยุดเกือบบวกสกอร์เพิ่มจากลูกขยันของ วิลเลี่ยน ตามไปฉกบอลก่อนลองซัดด้วยขวาไปแฉลบแนวรับ นอริช ข้ามคานออกหลังไป

    นาทีที่ 65 เป็นจังหวะเติมอีกครั้งของ มาร์กอส อลอนโซ่ ครอสเรียดเข้าในเลยมาถึง เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า วิ่งเข้าอัดด้วยซ้ายแบบไม่จับบอลหลุดข้ามคานออกไปนิดเดียว

    ก่อนหมดเวลา 15 นาที "สิงห์บลูส์" หวิดปิดกล่องคราวนี้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ถอยลงมาตักคืนให้ คริสเตียน พูลิซิช หลุดเข้าไปยิงด้วยซ้ายติดปลายมือ ทิม ครูล ควักทิ้งออกมาได้

    2 นาทีถัดมา มาร์กอส อลอนโซ่ ขอบ้างเติมขึ้นมาโขกบอลเน้นๆที่เสาไกลแต่ต้องชม ทิม ครูล ที่เหนียวหนึบเหลือเกินในเกมนี้โชว์ ซุปเปอร์เซฟ อีกครั้ง
   
    ก็ยังปิดเกมไม่สำเร็จ 5 นาทีสุดท้าย วิลเลี่ยน ถอยมาเก็บบอลทางขวาก่อนป้ายเร็วให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ โฉบมาทิ่มเปลี่ยนทางบอลหลุดกรอบออกหลังเหมือนเดิม

    จังหวะลุ้นส่งท้ายของ เชลซี ได้จากฟรีคิกหน้าหัวกะโหลกของ วิลเลี่ยน ปั่นโค้งด้วยขวาเล็งเสาแรกไปติดเซฟ ทิม ครูล เช่นเคย

    จบเกม เชลซี 1 นอริช 0 ลูกทีมของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด มีเพิ่มเป็น 63 คะแนนยึดอันดับ 3 ของตารางนำ แมนยู, เลสเตอร์ 4 แต้มแต่แข่งมากกว่า 1 นัด

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนามตัวจริง

    เชลซี (4-3-3) : เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, อันโตนิโอ รือดิเกอร์, คูร์ท ซูม่า, มาร์กอส อลอนโซ่ (รีซ เจมส์ น.80) – รูเบน ลอฟตัส-ชีค (รอสส์ บาร์คลี่ย์ น.67), จอร์จินโญ่, มาเตโอ โควาซิช – วิลเลี่ยน, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ (แทมมี่ อับราฮัม น.86), คริสเตียน พูลิซิช (คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย น.81)

ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

    นอริช (4-2-3-1) : ทิม ครูล – แม็กซ์ อารอนส์, เบน ก็อดฟรี่ย์, ทิมม์ โคลเซ่, จามาล ลูอิส – อเล็กซานเดอร์ เท็ตเตย์ (มาร์โค ชตีเปอร์มันน์ น.79) – โอเนล เอร์นานเดซ (ตีมู ปุ๊กกี้ น.79) – เคนนี่ แม็คลีน, ลูคัส รุปป์, ท็อดด์ แคนท์เวลล์ (เอมิเลียโน่ บวนเดีย น.71) – โจซิป เดอร์มิค (อดัม ไอดาห์ น.79)

ผู้จัดการทีม : ดาเนี่ยล ฟาร์เค่

ผู้ตัดสิน : โจนาธาน มอสส์

มูรินโญ่หงุดหงิดเดินออกจากการแถลงข่าว

โชเซ่ มูรินโญ่ นายใหญ่ของ สเปอร์ส แสดงอาการหงุดหงิดพร้อมกับเดินออกจากการแถลงข่าวหลังจบเกมที่ทีมทำได้แค่เสมอกับ บอร์นมัธ 0-0 ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

 เทรนเนอร์ชาวโปรตุกีสหัวเสียกับการที่ทีมควรจะได้จุดโทษในจังหวะที่ แฮร์รี่ เคน ไปโดน โยชัว คิง ชนจากด้านหลังในกรอบแต่ผู้ตัดสิน พอล เทียร์นี่ย์ ให้สัญญาณเล่นต่อ ในขณะที่สัญญาณจากห้องวีเออาร์ก็ไม่มีการแจ้งเตือนว่าเป็นจุดโทษ

 หลังจบเกมต้องมีการแถลง แต่ มูรินโญ่ ที่อยู่ในอารมณ์ที่ไม่ค่อยดีนักหลังจากที่นักข่าวถามว่า "สวัสดี โชเซ่, คุณได้ยินรึเปล่า?" เจ้าตัวกลับตอบออกมาว่า "ไม่" แล้วกับถอดหูฟังแล้วเดินออกไปเลย 

 สำหรับ สเปอร์ส กลายเป็นทีมแรกนับตั้งแต่ปี 2015 ที่ไม่สามารถยิงเข้ากรอบในการเจอกับ บอร์นมัธ นับตั้งแต่ มิดเดิ้ลสโบรช์ ในเกมแชมเปี้ยนชิพ

ท็อปทรีผีขอลุ้น! 5 ประเด็นน่าจับตาก่อนแมนยูปะทะเซาธ์แฮมป์ตัน

คู่ปิดท้ายของพรีเมียร์ลีกวีกที่ 35 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ฟอร์มกำลังร้อนแรงแบบสุดๆหลังถล่มคู่แข่งตั้งแต่ 3 ประตูขึ้นไปมา 4 นัดติดต่อกันแล้ว เตรียมกลับมาลงเล่นในรังโอลด์ แทรฟฟอร์ด ต้อนรับการมาเยือนของ เซาธ์แฮมป์ตัน ซึ่งกำลังทำผลงานน่าประทับใจอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลับมารีสตาร์ท ถือเป็นการเจอกันถูกเวลาเหลือเกิน แน่นอนว่าเกมนี้สำคัญสำหรับ "ปีศาจแดง" ในการลุ้นจบท็อปโฟร์ เรามาดูประเด็นที่น่าสนใจก่อนเกมกัน
1.ถึงเวลาพึ่งตัวเอง

    ผลการแข่งขันสัปดาห์นี้ดูเป็นใจให้ “ปีศาจแดง” จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการที่ เชลซี สะดุดพ่ายแก่ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ถึง 3-0 ขณะที่ เลสเตอร์ ซิตี้ ก็พลาดท่าปราชัยต่อ บอร์นมัธ 4-1 นั่นหมายความว่าหากคืนนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด คว้าชัยชนะได้จะทำให้พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 3 ทันที

    นี่ถือเป็นโอกาสทองที่ลูกทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา จะคว้าตั๋ว ชปล. พร้อมกับจบอันดับที่ 3 ด้วยเพราะโปรแกรมที่เหลืออยู่ไม่ว่าจะเป็นการเจอกับ คริสตัล พาเลซ, เวสต์แฮม และเลสเตอร์ ถือเป็นงานเบากว่าทั้ง เชลซี และเลสเตอร์ ดังนั้นอยู่ที่ตัว แมนฯ ยูไนเต็ด เองแล้วว่าจะคว้าตั๋ว ชปล. ได้ตามเป้าหรือไม่ เริ่มต้นจากคืนนี้เลย

    ฤดูกาลนี้พวกเขามีโอกาสแซงขึ้นมาอยู่ในท็อปโฟร์หลายครั้งมากแต่ก็ดันปล่อยทิ้งไปหมด มันแสดงให้เห็นถึงการรับมือกับความกดดันที่ยังทำได้ไม่ดีนักซึ่งแน่นอนว่าคืนนี้ความกดดันแบบเดิมก็กลับมาถาโถมอีกครั้ง ต้องมารอดูกันว่าคราวนี้ โซลชา จะก้าวผ่านมันไปได้หรือไม่

2.จุดโทษมีอีกมั้ย?

    กลายเป็นเรื่องให้แฟนบอลแซวกันยกใหญ่เมื่อ แมนฯ​ยูไนเต็ด เป็นทีมที่ได้จุดโทษถึง 13 ครั้งซึ่งมากกว่าทุกทีมในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้และยังเทียบเท่าสถิติสูงสุดที่ เลสเตอร์ ซิตี้ (2015-16) และ คริสตัล พาเลซ (2004-15) เคยทำไว้ นั่นหมายความว่าหาก “ผีแดง” ได้จุดโทษอีกหนึ่งพวกเขาจะทุบสถิติแล้ว

    ความจริงมันเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาเนื่องจากจุดโทษครั้งล่าสุดที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส เป็นฝ่ายเหยียบเท้าผู้เล่นแอสตัน วิลล่าแต่เป็นทาง แมนฯ​ยูไนเต็ด ที่ได้ผลประโยชน์ ซึ่งจุดโทษครั้งนี้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์จากกูรูหลายคนและทางพรีเมียร์ลีกเองก็ออกมายอมรับว่าเป็นการตัดสินที่ผิดพลาดจริงๆ

    คริส คาวานาห์ ผู้ตัดสินที่จะเป่าเกมคืนนี้คงโดนจับตามองเป็นพิเศษว่าจะมีจุดโทษแจกให้ทาง ผีแดง อีกหรือไม่ แต่สิ่งที่น่าสนใจอีกหนึ่งเรื่องคือกรรมการท่านนี้ตัดสินให้กับ แมนฯ​ยูไนเต็ด มาแล้ว 3 ครั้งในซีซั่นนี้ ซึ่งเป็น “ปีศาจแดง” ที่ไม่เคยชนะเลยและแพ้ถึง 2 นัด

3.อิงส์ชิงดาวซัลโว

    หากจะพูดถึงกองหน้าพรีเมียร์ลีกที่ฟอร์มฮอตในตอนนี้หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้น แดนนี่ อิงส์ แน่นอน โดยฤดูกาลนี้เจ้าตัวรัวประตูไปแล้วถึง 19 ลูกโดยไม่มีประตูไหนจากการยิงจุดโทษเลย พร้อมรั้งเป็นอันดับ 4 ในตารางดาวซัลโวตามหลัง เจมี่ วาร์ดี้ อยู่แค่ 4 ลูกเท่านั้น และนับตั้งแต่รีสตาร์ทลีกเขาก็ทำ 4 ประตูจาก 5 เกมเหมือนกับ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล นอกจากนี้ อิงส์ ยังมีสถิติยิงประตูแรกในเกมถึง 9 นัดในซีซั่นนี้ซึ่งมากสุดในลีกอีกด้วย

    เมื่อก่อน อิงส์ มักจะมีปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บและความฟิตมาโดยตลอดแต่ฤดูกาลนี้เขาลงเล่นในลีกให้ เซาธ์แฮมป์ตัน ถึง 34 นัดหรือเรียกได้ว่าครบทุกนัดในลีกเลย กลายเป็นกองหน้าตัวความหวังในการผลิตสกอร์ของทีม “นักบุญ” คืนนี้กองหลัง แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องจัดการให้อยู่หมัดไม่อย่างนั้นอาจน้ำตาตกได้

4.นักบุญฟอร์มแกร่ง

    ทัพ “นักบุญ” เป็นทีมที่ทำผลงานสุดเซอร์ไพรส์ในช่วงรีสตาร์ทลีก โดยพวกเขาคว้าชัย 3 จาก 5 นัด (เสมอ 1 แพ้ 1) ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นเกมที่เปิดบ้านเชือดรองแชมป์อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วย ด้วยผลงานดีขนาดนี้ทำให้ เซาธ์แฮมป์ตัน ลอยลำอยู่กลางตารางแบบไม่ต้องดิ้นรนหนีตกชั้น ทั้งที่ก่อนหน้าหยุดการแข่งขันพวกเขาพ่ายแพ้ 4 จาก 5 เกมเลยทีเดียว

    ลูกทีมของ ราล์ฟ ฮาเซ่นฮึทเทิ่ล ยังมีสถิติในการเล่นเกมเยือนดีที่สุดเป็นอันดับที่ 5 ด้วยการเก็บ 27 แต้มจาก 17 แมตช์ โดยมีเพียงแค่ ลิเวอร์พูล, แมนฯ ซิตี้, เชลซี และวูล์ฟแฮมป์ตัน ที่เก็บคะแนนได้มากกว่าพวกเขาในฤดูกาลนี้ เป็นทีมที่ “ผีแดง” ประมาทไม่ได้อย่างยิ่ง

5.สถิติทำผีเสียว

    เมื่อดูจากสถิติการเจอกันช่วงหลังอาจทำให้แฟนผีกังวลเล็กน้อยเพราะ 6 เกมหลังสุด แมนฯ ยูไนเต็ด คว้าชัยชนะแค่ 2 เกมที่เหลืออีก 4 นัด ผลออกเสมอทั้งหมดซึ่งรวมถึงฤดูกาลนี้ที่เสมอกัน 1-1 ช่วงต้นซีซั่นด้วย ขณะที่การเจอกันใน โอลด์ แทรฟฟอร์ด “ผีแดง” ก็ชนะได้แค่ 2 จาก 6 นัดหลังสุดในลีกเหมือนกัน (เสมอ 2 แพ้ 2) เรียกได้ว่าเป็นของแสลงของทาง “ปีศาจแดง” ก็ว่าได้