ไม่ท้อ!เกนดูซี่เชื่อยังมีอนาคตกับอาร์เซน่อล

มัตเตโอ เกนดูซี่ มิดฟิลด์สัญญาเช่า แฮร์ธ่า เบอร์ลิน มั่นใจ ตนยังไม่หมดอนาคตกับ อาร์เซน่อล พร้อมแจงสาเหตุที่เลือกย้ายออกจากทัพ "ไอ้ปืนใหญ่" ชั่วคราว

มัตเตโอ เกนดูซี่ กองกลางดาวรุ่งเลือดเฟร้นช์ของ อาร์เซน่อล สโมสรยักษ์ใหญ่ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่ปัจจุบันถูก แฮร์ธ่า เบอร์ลิน ยืมตัวไปใช้งาน แสดงความมั่นใจว่า ตนยังคงมีอนาคตที่สดใสกับการค้าแข้งในถิ่น เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม

เกนดูซี่ ถูกกุนซือ มิเกล อาร์เตต้า จับดองยาวมาตลอด นับตั้งแต่ไปมีเรื่องกับ นีล โมเปย์ หัวหอก ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน หลังจบเกมลีกนัดที่ "ไอ้ปืนใหญ่" บุกไปแพ้ "เดอะ ซีกัลล์ส" 1-2 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน แถมล่าสุดในวันปิดตลาด เมื่อวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม ที่ผ่านมา เจ้าตัวถูกส่งไปให้ แฮร์ธ่า ยืมใช้งานเป็นเวลา 1 ฤดูกาล ทำให้หลายๆ ฝ่ายมองว่า ดาวเตะวัย 21 ปี ไม่น่าจะอยู่ในแผนการทำทีมระยะยาวของ อาร์เตต้า แล้ว

อย่างไรก็ตาม เกนดูซี่ เชื่อว่า ตนยังคงมีอนาคตกับ "ไอ้ปืนใหญ่" อยู่ พร้อมแจงถึงเหตุผลที่ตนถูกปล่อยตัวให้ "หญิงชรา" ยืมใช้งานในฤดูกาลนี้

"มันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย (เรื่องหมดอนาคตที่ อาร์เซน่อล) ผมแค่จำเป็นต้องได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอในฤดูกาลนี้ และก็อยากเจอความท้าทายใหม่ๆ ด้วย นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผม ผมอายุยังน้อย เพิ่ง 21 ปีเท่านั้น ดังนั้นการมีโอกาสได้ลงเล่น จึงถือเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับผม และกับ แฮร์ธ่า เบอร์ลิน ผมรู้ว่า นี่คือที่ที่ผมสามารถแสดงผลงานของตัวเองในลีกที่ยอดเยี่ยม"

"นี่คือสโมสรที่มีความทะเยอทะยาน ผมถูกปล่อยออกมาแบบยืมตัวหนึ่งปี ดังนั้นผมจะทุ่มเททำทุกอย่างเพื่อสโมสรแห่งนี้ ผมต้องการเวลาลงเล่น, ผมต้องการเล่น, ผมอยากจะสนุกกับการเล่นของตัวเองในสนาม นั่นแหละคือสิ่งที่ผมอยากทำในฤดูกาลนี้" เกนดูซี่ เปิดใจ หลังช่วยทีมชาติฝรั่งเศส ยู-21 ไล่ยำ ลิกเตนสไตน์ ยู-21 5-0 เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

ชิลเวลล์ประเดิมยิง1จ่าย1! เชลซีถล่มพาเลซยับแซงขึ้นท็อปโฟร์-จอร์จินโญ่เบิ้ลโทษ

เบน ชิลเวลล์ แบ๊กซ้ายป้ายแดงประเดิมเกมลีกนัดแรกด้วยฟอร์มสุดฮอตทำ 1 ประตูกับ 1 แอสซิสต์ ส่วน จอร์จินโญ่ ซัด 2 จุดโทษ ช่วยให้ เชลซี เปิดรังถล่ม คริสตัล พาเลซ 4-0 ขยับขึ้นไปรั้งที่ 4 ชั่วคราว ส่วน "ปราสาทเรือนแก้ว" แพ้ 2 นัดรวดหล่นมารั้งที่ 8 ของตาราง ในศึกพรีเมียร์ลีก เมื่อวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คู่แรกประจำวันเสาร์ที่ 3 กันยายน 2563 ที่สนาม สแตมฟอร์ด บริดจ์ เป้นการพบกันระหว่าง เชลซี พบ คริสตัล พาเลซ

    เชลซี ของกุนซือ แฟร้งค์ แลมพาร์ด เกมนี้ส่ง เอดูอาร์ เมนดี้ ผู้รักษาประตูรายใหม่ลงประเดิมเฝ้าเสาเป็นตัวจริงนัดแรกในเกมลีก เช่นเดียวกับ เบน ชิลเวลล์ แบ๊กซ้ายรายใหม่ได้ลงเป็นตัวจริงเช่นกัน ขณะที่แนวรุกดร็อป เมสัน เมาท์น เป็นเพียงสำรองแล้วส่ง ไค ฮาแวร์ทซ์ คอนทำเกมรุกสนับสนุนคู่หน้าอย่าง ติโม แวร์เนอร์ และ แทมมี่ อบราฮัม

   ส่วน คริสตัล พาเลซ ของกุนซือ รอย ฮ็อดจ์สัน จัพทัพเต็มสูบนำโดย แอนดรอส ทาวน์เซนด์ คอยทำเกมสนับสนุนคู่หน้าอย่าง จอร์แดน อายิว และ วิลฟรีด ซาฮา

    ครึ่งแรกเกมดำเนินมาถึง นาที 14 เชลซี มีโอกาสลุ้นประตูก่อนจากจังหวะที่ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ รับบอลจาก ไค ฮาแวร์ทซ์ แล้วปั่นด้วยขวาหน้าเขตโทษแต่บอลเหินข้ามคานไปไกล

    จากนั้นยังเป็นโอกาสของเจ้าถิ่น ใน นาที 19 จากจังหวะสวนกลับ ไค ฮาแวร์ทซ์ จ่ายบอลมาทางซ้ายให้ ติโม แวร์เนอร์ หลุดเข้าเขตโทษแล้วเอี้ยวตัวยิงด้วยขวา แต่บอลยังไปตรงตัวของ บิเซนเต้ ไกวต้า รับเข้าซองสบาย

    พาเลซ ยังเน้นเล่นเกมรับตามสไตล์และหวังใช้จังหวะสวนกลับเล่นงาน เชลซี จน นาที 42 แอนดรอส ทาวน์เซนด์ เปิดโค้งด้วยซ้ายจากริมเส้นฝัางขวาบอลไปเข้าหัวของ มามาดู ซาโก้ ที่เติมขึ้นมาขึ้นโขกแต่บอลไม่ตรงกรอบ

    ช่วงที่เหลือแม้ เชลซี จะเป็นขึงเกมบุกใส่มากกว่าแต่จังหวะสุดท้ายยังไม่เฉียบคมพอ ทำให้จบครึ่งแรกยังเสมอกันอยู่ 0-0

    ครึ่งหลังเล่นมาได้เพียง 5 นาที เชลซี ได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะชุลมุนหน้าปากประตู ชีกู กูยาเต้ โหม่งสกัดไม่ขาดบอลมาเข้าทางปืนของ เบล ชิลเวลล์ เติมขึ้นมาหวดเต็มข้อด้วยซ้ายส่งบอลตุงตาข่าย

    พาเลซ มีโอกาสเปิดเกมบุกใส่บ้าง นาที 63 จอร์แดน อายิว หลุดมาซัดด้วยขวาในเขตโทษคราวนี้ไปติดเซฟของ เอดูอาร์ เมนดี้ พุ่งปัดไว้ได้

    อย่างไรก็ตามการบุกของ เชลซี ได้น้ำได้เนื้อมากกว่า และมาได้ประตูนำห่าง 2-0 จากจังหวะต่อเนื่องจากลูกเตะมุม เบน ชิลเวลล์ เปิดบอลจากซ้ายให้ เคิร์ท ซูม่า ขึ้นโขกเน้นๆไม่เหลือ

    หลังจากนั้น นาที 75 "สิงห์บลูส์" เกือบได้ประตูที่สาม คัลลั่ม ฮัดสัน โอดอย เปิดจากริมเส้นฝั่งขวาให้ แทมมี่ อบราฮัม โขกเน้นๆบอลหลุดเสาออกไปนิดเดียว

    อย่างไรก็ตาม นาที 76 ไทริค มิตเชลล์ ไปสกัด แทมมี่ อบราฮัม ล้มลงในเขตโทษผู้ตัดสินชี้เป็นจุดโทษทันที ก่อนจะเป็น จอร์จินโญ่ รับหน้าที่สังหารเข้าไปไม่พลาดให้ เชลซี นำห่างเป็น 3-0

    เท่านั้นไม่พอ นาที 82 มามาดู ซาโก้ ไปทำฟาวล์ใส่ ไค ฮาแวร์ทซ์ ในเขตโทษผู้ตัดสินเป่าเป็นจุดโทษอีกครั้ง แล้วเป็น จอร์จินโญ่ คนเดิม สังหารเข้าไปไม่เหลือให้สกอร์ไหลเป็น 4-0 พร้อมเป็นประตูที่สองของมิดฟิลด์ทีมาชติอิตาลีในเกมนี้

    เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม เชลซี ถล่ม คริสตัล พาเลซ 4-0 ขยับขึ้นไปรั้งที่ 4 ของตารางชั่วคราว
   
   
รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

เชลซี (4-2-3-1) : เอดูอาร์ เมนดี้ – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, เคิร์ท ซูม่า, ติอาโก้ ซิลวา, เบน ชิลเวลล์ – เอ็นโกโล่ ก็องเต้ (มัตเตโอ โควาซิช น.83), จอร์จินโญ่ – คัลลั่ม ฮัดสัน โอดอย (คริสเตียน พูลิซิช น.83), ไค ฮาแวร์ทซ์, ติโม แวร์เนอร์ – แทมมี่ อบราฮัม

คริสตัล พาเลซ (4-4-2) : บิเซนเต้ ไกวต้า – โจเอล วอร์ด, ชีกู กูยาเต้, มามาดู ซาโก้, ไทริค มิตเชลล์ – แอนดรอส ทาวน์เซนด์, เจมส์ แม็คคาร์ธี่ (ลูก้า มิลิโวเยวิช น.67), เจมส์ แม็คอาร์เธอร์, เอเซ่ – จอร์แดน อายิว, วิลฟรีด ซาฮา

 

ปืนแม่นซัดหงส์ร่วงกลางอากาศ ! ผ่า 5 ประเด็น ลิเวอร์พูล พ่ายจุดโทษ อาร์เซน่อล

ลิเวอร์พูล โดน อาร์เซน่อล บุกมาถอนแค้นได้สำเร็จ โดยทัพ "เดอะ กันเนอร์ส" เอาชนะจุดโทษ "หงส์แดง" 5-4 หลังเสมอกันในเวลา 90 นาที 0-0 ที่สนามแอนฟิลด์ ในศึกคาราบาว คัพ รอบ 4 หรือรอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา

เกมนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ จัดผู้เล่นชุดผสมผสานระหว่างนักเตะมากประสบการณ์, ดาวรุ่ง และแข้งสำรอง โดยแมตช์นี้เจ้าบ้าน และทีมเยือน สร้างโอกาสในการยิงประตูไม่ค่อยมากนัก แต่เกมก็ไม่ได้ดูน่าเบื่อจนเกินไป ที่สำคัญนักเตะดาวรุ่งหลายคนของทั้งสองทีม โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นและมีอนาคตสดใสรออยู่

ขณะที่ ดีโอโก้ โชต้า ดูเหมือนว่าจะปรับตัวเข้ากรับระบบการเล่นของ "เดอะ เร้ดส์" ได้เป็นอย่างดี ขณะที่ ทาคูมิ มินามิโนะ ก็พัฒนาฝีเท้าขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของ เนโก วิลเลี่ยมส์ และ รีส วิลเลี่ยมส์ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วน แบร์นด์ เลโน่ นายด่านอาร์เซน่อล ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นและคู่ควรกับคำว่าโกลระดับโลกแล้ว

1. มินามิโนะ ยิ่งเล่นยิ่งพัฒนา

ต้องยอมรับว่าเกมนี้แนวทางการเล่นของ ลิเวอร์พูล ที่เป็นสไตล์เฮฟวี่ เมทัล อย่างที่คอลูกหนังได้เห็นกันเป็นประจำไม่มีให้เห็นเลย แถมจะออกแนวป็อบที่ดูแล้วไม่น่าตื่นเต้นเร้าใจเท่าไหร่ ที่สำคัญโอกาสในการสร้างความหวาดเสียวใส่ อาร์เซน่อล ก็มีน้อยนิดเหลือเกิน

อย่างไรก็ตามหากจะมองหาผู้เล่น "หงส์แดง" ที่ทำผลงานได้น่าตื่นตาตื่นใจที่สุด และเต็มไปด้วยการเล่นที่มุ่งมั่นนั่นก็คงหนีไม่พ้นฟอร์มของ ทาคุมิ มินามิโนะ โดย ดาวเตะชาวญี่ปุ่น มีส่วนในการเล่นเกมรุกของทีมอย่างมาก และมักจะยืนถูกที่ถูกเวลาเสมอ

มินามิโนะเกือบมีชื่อเป็นผู้ทำประตูอีกครั้ง หลังจากที่ตามซ้ำจังหวะที่ ดีโอโก้ โชต้า โหม่งไปโดน แบร์นด์ เลโน่ ปัดออกมา แต่น่าเสียดายที่ดันแม่นคานไม่งั้นคงทำให้ ลิเวอร์พูล กุมความได้เปรียบทันที และจะช่วยให้ทีมลงมาเล่นครึ่งหลังได้สบายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม   

อย่างไรก็ตามหากมองในแง่บวกเกมนี้ มินามิโนะ สามารถประสานงานกับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ โชต้า ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะความคล่องตัวและความไวของเขาสร้างความปั่นป่วนให้กับเกมรับ "เดอะ กันเนอร์ส" พอสมควร ฉะนั้น คล็อปป์ คงมองเห็นแล้วว่า ดาวเตะเลือดซามูไร เป็นทีเด็ดทีพร้อมลงสนามช่วยทีมในเกมพรีเมียร์ลีก และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แน่นอน
    
2.  เลโน่ ฮีโร่ของปืน

 สำหรับเกมนี้ อาร์เซน่อล ทำผลงานได้ดีพอสมควรซึ่งฟอร์มในแมตช์นี้คงทำให้ มิเกล อาร์เตต้า ผู้จัดการทีม รู้สึกตื่นเต้นสุดๆ กับนักเตะดาวรุ่งที่ได้รับโอกาสลงสนาม ขณะที่ แบร์นด์ เลโน่ นายทวารชาวเยอรมัน แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาคือโกลระดับโลกของจริง

เกมนี้นายด่านเลือดด๊อยท์ช ยืนตำแหน่งได้ดี มีความนิ่ง และยังรวดเร็วว่องไว โดยเซฟจังหวะสำคัญๆ ในครึ่งแรกช่วงทดเจ็บด้วยการพุ่งปัดลูกโหม่งระยะแค่ 10 หลาของ โชต้า เอาไว้ได้อย่างเหลือเชื่อ ก่อนที่ มินามิโนะ จะตามซ้ำบอลชนคานดังสนั่น

ยังไม่หมดแค่นั้นในครึ่งหลัง เลโน่ โชว์ซูเปอร์เซฟจากจังหวะยิงระยะเผาขนของ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ก่อนที่จะทำผลงานเหนียวหนึบอีกครั้งด้วยการป้องกันจังหวะยิงของ โชต้า นอกจากนี้ยังมีจังหวะโชว์นิ่งด้วยการเซฟลูกยิงของ เนโก วิลเลี่ยมส์ ได้อยู่หมัด

ขณะที่ในช่วงดวลจุดโทษตัดสิน เลโน่ ก็แสดงให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมในการอ่านทางบอลของคู่แข่ง และมีส่วนสำคัญในการนำ อาร์เซน่อล ทะลุเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ เมื่อเซฟจังหวะการยิงของ ดิว็อค โอริกี้ และ แฮร์รี่ วิลสัน ได้เรียบวุธ ฉะนั้นคงไม่แปลกหากจะยกให้เขาเป็นนักเตะที่ฟอร์มเด่นที่สุดของ "ไอ้ปืนใหญ่" ในเกมนี้

3.  โชต้า ฟอร์มสดสมราคา

แม้ว่าเกมนี้ ลิเวอร์พูล จะจอดป้ายแค่รอบ 4 หรือรอบ 16 ทีมสุดท้ายก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่ คล็อปป์ น่าจะยังยิ้มได้ก็คือฟอร์มการเล่นของ ดีโอโก้ โชต้า เพราะนักเตะเริ่มปรับตัวกับระบบการเล่นของ "หงส์แดง" ได้แล้ว และผลิตผลงานที่ยอดเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ โชต้า เพิ่งจะได้ลงเล่นเปิดตัวในเกมพรีเมียร์ลีกให้กับ ลิเวอร์พูล พร้อมกับโชว์ฟอร์มได้โดดเด่นแม้จะลงสนามในช่วงท้ายเกมก็ตาม และยังยิงประตูได้ด้วย โดย กุนซือชาวเยอรมัน ตัดสินใจใช้งานเขาอีกครั้งในการเจอกับคู่ต่อกรเดิม และนักเตะก็ไม่ทำให้ผิดหวัง

โชต้า เล่นได้อย่างโดดเด่นพยายามวิ่งหาตำแหน่ง และหาจังหวะยิงประตูได้พอสมควร ขณะเดียวกันก็ยังใช้ความสามารถเฉพาะตัวป่วนเกมรับของทีมเยือน ที่สำคัญเขามีโอกาสโหม่งจะๆ ในระยะ 10 หลา แต่น่าเสียดายที่ เลโน่ ปฏิกิริยาว่องไว ปัดได้ซะก่อน และยังมีโอกาสอีก 1-2 ครั้งแต่ก็ไม่ผ่านมือ โกลเลือดด๊อยท์ช

ผลงานของเขาในเกมนี้น่าจะเป็นการจุดประกายความหวังที่จะได้ลงสนามอย่างต่อเนื่อง แม้ในเวลานี้อาจจะยากที่จะสอดแทรก 3 แนวรุก โม ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และโรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ แต่ในอนาคตหากสามคนนี้ทำผลงานไม่คงเส้นคงวา มีสิทธิ์ที่จะโดน โชต้า แย่งตำแหน่งเอาได้ง่ายๆ
   
4. ดับเบิลวิลเลี่ยมส์โชว์ฟอร์มสุดยอด

เนโก วิลเลี่ยมส์ กลับมาตั้งสติและโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นในแมตช์นี้ หลังจากที่นักเตะเพิ่งจะโดนแฟนบอล "หงส์แดง" บางรายโจมตีอย่างหนักในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับฟอร์มการเล่นของเขาในช่วงที่ผ่านมา และแมตช์นี้เจ้าตัวพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขามีศักยภาพมากแค่ไหน

วิลเลี่ยมส์ ได้โอกาสลงประจำแบ็กขวาตั้งแต่ต้นเกม และทำผลงานได้โดดเด่นโดยเฉพาะจังหวะการเปิดบอลให้ โชต้า ยิงประตู แต่น่าเสียดายที่ไม่เข้า ในส่วนของเกมรับแมตช์นี้ ดาวเตะเลือดเวลส์ เล่นได้ดีไม่มีที่ติสามารถจัดการกับ บูคาโย่ ซาก้า กับ นิโกล่าส์ เปเป้ ได้อยู่หมัด

โดยจังหวะเกมรับที่โดดเด่นของ วิลเลี่ยมส์ ก็คือการวิ่งเข้ามาสกัดในเขตโทษก่อนที่ ซาก้า จะได้ง้างเท้ายิง ซึ่งต้องบอกเลยว่าเป็นการตัดสินใจที่เด็ดขาดและเต็มไปด้วยความมั่นใจของนักเตะ งานนี้ถือว่า วิลเลี่ยมส์ สามารถสอบผ่านเรื่องแรงกดดันได้แล้ว

ขณะที่ รีส วิลเลี่ยมส์ บอกเลยว่าเป็นกำลังเป็นศิษย์รักคนใหม่ของ คล็อปป์ เพราะผลงานของเขาถือว่าแข็งแกร่งอย่างมากในการจับคู่กับ ฟาน ไดค์ ที่สำคัญนักเตะเล่นด้วยความเยือกเย็นทั้งๆ ที่อายุเพียง 19 ปีเท่านั้นแถมจัดการกับลูกโด่งได้ดีเยี่ยม ด้วยสถิติชนะดวลลูกกลางอากาศ 5 หน ซึ่งมากกว่าทุกคนในสนาม    

ฉะนั้น 2 ศรีวิลเลี่ยมส์ ซึ่งไม่ใช่พี่น้องกันแต่นามสกุลเหมือนกัน มีอนาคตสดใสภายใต้การปลุกปั่นของ คล็อปป์ และหากทั้งสองคนยังคงพัฒนาฝีเท้า รวมทั้งสภาพจิตใจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น มีโอกาสที่พวกเขาจะได้ลงเล่นเป็นตัวหลักของทีมในอนาคตแน่นอน
 
5. ขุมกำลังเชิงรุก "หงส์แดง" น่าประทับใจ

หากตัดเรื่องความพ่ายแพ้ออกไป ต้องบอกเลยว่า ลิเวอร์พูล "ทีมสอง" ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมพอสมควร โดยเกมนี้ คล็อปป์ ตั้งใจที่จะใช้ผู้เล่นมากประสบการณ์ผสมผสานกับนักเตะดาวรุ่ง และผู้เล่นสำรอง ซึ่งทีมชุดนี้แสดงให้เห็นศักยภาพที่ใช้ได้เลยทีเดียว

โดยเฉพาะแผงกองกลาง ซึ่ง "เดอะ เร้ดส์" อุดมไปด้วยแข้งประสบการณ์ และมีศักยภาพชั้นยอด แต่งานนี้ คล็อปป์ ตัดสินใจให้โอกาส มาร์โก กรูยิช, แฮร์รี่ วิลสัน และ เคอร์ติส โจนส์ ได้ลงทำหน้าที่ประสานงานร่วมกัน ซึ่งทั้งสามคนก็โชว์ฟอร์มได้ดีไม่ทำให้นายใหญ่แดนไส้กรอกต้องผิดหวัง

ทั้งสามคนสามารถครองบอลได้นิ่ง, คุมพื้นที่ในแดนกลางได้อย่างยอดเยี่ยม และยังสามารถกดดันแผนหลังของอาร์เซน่อลได้ตลอด โดยเฉพาะในรายของ กรูยิช ที่พัฒนาฟอร์มการเล่นอย่างต่อเนื่อง โดยเขามีส่วนสำคัญในการเชื่อมเกม และพยายามผ่านบอลเข้าไปในพื้นที่สุดท้าย นอกจากนี้ยังมีอิทธิพลต่อเกมสูงทั้งรับและรุก สามารถแท็กเกิ้ลชนะถึง 5 ครั้ง พร้อมทั้งมีโอกาสลุ้นทำประตูด้วย

ฉะนั้นด้วยผลงานแบบนี้คงทำให้ คล็อปป์ พร้อมที่จะให้โอกาส กรูยิช ได้พิสูจน์ศักยภาพของตัวเองอีกแน่นอน แต่จะเป็นเกมไหน พรีเมียร์ลีก, เอฟเอ คัพ หรือ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ต้องจับตาดูกันต่อไป

 

 

 

 

 

ประเดิมโชต้า! “โจนส์-มินามิโนะ” เบิ้ลลิเวอร์พูลยำลินคอล์นลิ่วชนปืนใหญ่

เหล่าสาวก "เดอะ ค็อป" หน้าบานเต็มที่หลังขุนพลทัพสำรอง "หงส์แดง" โชว์ฟอร์มร้อนแรงบุกถล่ม ลินคอล์น ซิตี้ 7-2 จากผลงานสุดฮอตของ "โจนส์-มินามิโนะ" เหมาคนละ 2 ประตูแถม ดีโอโก้ โชต้า ลงประเดิมสนามพาทีมผ่านเข้าไปฟัด อาร์เซน่อล ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายต่อไป ในศึกฟุตบอลคาราบาว คัพ รอบ 3 คืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
สนาม : แอลเอ็นอีอาร์ สเตเดี้ยม

    ”ดิ อิมพ์ส” ลินคอล์น ซิตี้ รองจ่าฝูง ลีก วัน ของกุนซือ ไมเคิ่ล แอ็พเพิลตัน ฟอร์มร้อนแรงชนะมา 5 เกมติดรวมทุกรายการส่วนถ้วยนี้ผ่านเข้ารอบมาด้วยการบุกถล่ม แบร็ดฟอร์ด ซิตี้ 5-0

    ทางด้าน "หงส์แดง" นายใหญ่ เจอร์เกน คล็อปป์ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมโดยชนะมา 3 ติดต่อกันรวมทุกรายการ โดยหลังจากที่พลาดท่าแพ้จุดโทษอาร์เซน่อลใน คอมมิวนิตี้ ชิลด์ หงส์แดง ก็คืนฟอร์มเก่ง ถล่มแบล็คพูล 7-2, ก่อนที่จะเฉือน ลีดส์ ยูไนเต็ด 4-3 และชนะ เชลซี 2-0

  5 นาทีผ่านเป็น ลิเวอร์พูล ครองบอลบุกตามคาดได้ลุ้นทำประตูจากจังหวะซัดของ เคอร์ติส โจนส์ และลูกเปิดทางซ้ายของ คอสคาส ซิมิกาส แต่ยังไม่ดีพอผ่านมือ อเล็กซ์ พาลเมอร์

    ต่อมานาทีที่ 9 "หงส์แดง" ขึ้นนำอย่างรวดเร็วจากความผิดพลาดของ แม็กซ์ เมลเบิร์น ไปเสียเหลี่ยมหวด เคอร์ติส โจนส์ เสียฟรีคิกระยะอันตรายหน้าหัวกะโหลกฝั่งขวา เชอร์ดาน ชากิรี่ วิ่งมาปั่นด้วยซ้ายบอลโค้งเสียบใต้คานตุงตาข่ายงามหยด

 นาทีที่ 17 ทีมเยือน หวิดบวกสกอร์เพิ่มเป็นจังหวะทำชิ่งทางฝั่งซ้าย มาร์โก กรูยิช ดีดคืนให้ คอสคาส ซิมิกาส ครอสบอลเข้าในมาตกใส่ เคอร์ติส โจนส์ แต่งได้ช่องตะบันด้วยซ้ายหลุดออกหลังไป

    ไม่ต้องรอนานนาทีต่อมา "หงส์แดง" ทิ้งห่างออกไปจากจังหวะแจกโชคของ ลูอิส มอนส์ม่า จ่ายบอลประมาทไปติดขา ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ ก่อนเด้งมาเข้าทาง ทาคูมิ มินามิโนะ เก็บส้มหล่นปั่นตามน้ำด้วยขวาโค้งผ่านมือ อเล็กซ์ พาลเมอร์ เสียบเสาไกลสุดสวย

    โอกาสลุ้นครั้งแรกของทัพ ”ดิ อิมพ์ส” เป็นลูกฉาบฉวยแนวรับ ลิเวอร์พูล เหม่อโดนเล่นฟรีคิกเร็ว เจมส์ โจนส์ หลุดขึ้นมาทางซ้ายก่อนตวัดเข้าในไปติดปลายมือ อาเดรียน ผวาปัดทิ้งออกหลัง

    27 นาทีผ่าน จ้าถิ่น เริ่มขยับเกมรุกมากขึ้นเป็น จอร์ช กรานท์ วิ่งสอดหลุดกับดักล้ำหน้าก่อนป้ายเข้าถึง แอนโทนี่ สคัลลี่ ซัดไม่ดีบอลเลยมาถึง คอสคาส ซิมิกาส ตามสกัดออกหลังไปได้ทัน

แต่แล้วนาทีที่ 32 กลายเป็น "หงส์แดง" บวกสกอร์เพิ่มจากบอลยาวของ รีห์ส วิลเลียมส์ วางแทยงเข้าเขตโทษตกใส่หัว ดิว็อค โอริกี้ โขกตั้งให้ เคอร์ติส โจนส์ ดึงเข้าขวาปั่นโค้งผ่าน ทิโมธี อีโยม่า ซุกก้นตาข่าย

    3 นาทีต่อมา ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ ขอลุ้นเองบ้างลองซัดด้วยซ้ายระยะร่วม 30 หลาบอลพุ่งเรียดเกือบเบียดเสาแรกแต่ อเล็กซ์ พาลเมอร์ พุ่งไปปัดทิ้งออกหลังหวุดหวิด

    ยังไม่หนำใจนาทีต่อมา ลิเวอร์พูล ยำใหญ่คราวนี้ ลูอิส มอนส์ม่า โหม่งสกัดไม่ขาดบอลมาเข้าทาง ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ แทงเร็วให้ เคอร์ติส โจนส์ ชิงเหลี่ยมหมุนตัวเทิร์นบอลก่อนปั่นด้วยขวาแฉลบ ทิโมธี อีโยม่า เข้าไปไม่มีเหลือ

    ท้ายครึ่งแรก ลินคอล์น ซิตี้ พยายามฮึดสู้ ทิโมธี อีโยม่า แอบมาเก็บบอลทางริมเส้นฝั่งขวาหลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปหยอดให้ เจมส์ โจนส์ โฉบมาโขกคนเดียวเข้าข้างตาข่ายอย่างน่าเสียดาย

    ช่วงทดเจ็บ ทาโย อีดัน ปีกตัวความหวังของ ”ดิ อิมพ์ส” หลุดเข้ามาถึงในกรอบเขตโทษโชว์ลีลาหลอก รีห์ส วิลเลียมส์ ได้ลองยัดมุมแคบด้วยซ้ายก็ยังไม่ผ่านมือ อาเดรียน ตะปปทิ้งเหมือนเดิม

    หมดครึ่งเวลาแรก ลินคอล์น ซิตี้ 0 ลิเวอร์พูล 4

    ครึ่งหลังเริ่มได้ไม่ถึงนาที ทีมเยือน ยังคงไร้ปราณีหนีออกไปอีกจากการใช้  เพรสซิ่ง แย่งบอลมาได้สุดท้ายเป็น เคอร์ติส โจนส์ แทงช่องให้ ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ หลุดเดี่ยวเข้าไปทิ่มติดเซฟ อเล็กซ์ พาลเมอร์ โชคดีเด้งมาเข้าทาง ทาคูมิ มินามิโนะ สลับขาแปร์เข้าไปไม่พลาด

    นาทีที่ 48 อาเดรียน ไม่น้อยหน้าขอโชว์บ้างออกมาตัดลูกหลุดเดี่ยวของ แฮร์รี่ แอนเดอร์สัน ก่อนกลับไปยืนตำแหน่งปัดบอลออกจากเท้า ทาโย อีดัน

 มีพลาดเหมือนกันนาทีที่ 53 ทาโย อีดัน ตักบอลเข้ากรอบเขตโทษ รีห์ส วิลเลียมส์ โดดสกัดไม่ดีเลยมาถึง แอนโทนี่ สคัลลี่ ตามเก็บตกแปร์ไปติดขา อาเดรียน บล็อคช่วยทีมเอาไว้ได้

    นาทีที่ 61 เจ้าถิ่นมาได้ประตูปลุกใจเป็น เนโก วิลเลี่ยมส์ เล่นยากโดนฉกกลางสนามโดน จอร์ช กรานท์ พาบอลย้อนทางขึ้นมาจ่ายเข้าในให้ ทาโย อีดัน ดึงเข้าขวาทิ้งตัวแปร์เรียดผ่าน อาเดรียน เข้าไป

    เกมเปิดแลกสุดมันส์ 4 นาทีต่อมา ลิเวอร์พูล มาได้ประตูครบครึ่งโหลเป็น ลูอิส มอนส์ม่า คนเดิมเคลียร์บอลไม่ขาดมาตกใส่เท้า มาร์โก กรูยิช ก้มหน้ากดหน้าเขตโทษติดปลายนิ้ว เล็กซ์ พาลเมอร์ ไหลเข้าประตู

    นาทีต่อมา ลินคอล์น ซิตี้ แลกหมัดทันควัน จากลูกเตะมุมทางฝั่งซ้ายโยนลึกไปเสาไกลให้ ลูอิส มอนส์ม่า แก้ตัววิ่งสลัดตัวประกบขึ้นตัดหน้า เนโก วิลเลี่ยมส์ โขกบอลชนใต้คานเด้งเข้าประตูไป

    70 นาทีผ่าน ทิโมธี อีโยม่า ไปเข้าพรวดกระแทก ทาคูมิ มินามิโนะ ร่วงรงไปแทบจะบนเส้น 18 หลา ฟาบินโญ่ รับหน้าที่ปั่นด้วยขวาบอลเฉี่ยวเสาไกลหลุดออกไปได้ลุ้น

    15 นาทีสุดท้าย ดีโอโก้ โชต้า เกือบเบิกสกอร์แรกในนัดประเดิมสนามรับบอลจาก นาบี เกอิต้า แต่งหาช่องหักข้อด้วยขวาบอลผ่านมือ อเล็กซ์ พาลเมอร์ ไปชนเสาเด้งออกมา

    2 นาทีต่อมา เจ้าถิ่น เริ่มมองเห็นจุดอ่อนในแนวรับ ลิเวอร์พูล แอนโทนี่ สคัลลี่ ถอยมาเก็บบอลทางซ้าย หยอดเข้าในให้ ทีโอดอร์ อาคิบัลด์ เอาชนะ เนโก วิลเลี่ยมส์ เสียดายโขกไปตรงตัว อาเดรียน

    ท้ายเกม "หงส์แดง" มาปิดกล่องจากจังหวะสวนกลับ ทาคูมิ มินามิโนะ พาบอลลากลุยจากครึ่งสนามก่อนแทงออกขวาให้ ดิว็อค โอริกี้ วิ่งมาแปร์ตามน้ำผ่านมือ อเล็กซ์ พาลเมอร์ ไม่พลาด

  จบเกม ลินคอล์น ซิตี้ 2 ลิเวอร์พูล 7 ลูกทีมของ เจอร์เกน คล็อปป์ ทำผลงานได้ตามเป้าผ่านเข้าไปฟัด อาร์เซน่อล ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายต่อไป
 
รายชื่อนักเตะที่ลงสนามตัวจริง

    ลินคอล์น ซิตี้ (4-3-3) : อเล็กซ์ พาลเมอร์ – อเล็กซ์ แบรดลีย์, ทิโมธี อีโยม่า, ลูอิส มอนส์ม่า, แม็กซ์ เมลเบิร์น – ทาโย อีดัน, เลียม บริดคัตต์ (ทอม ฮอปเปอร์ น.60), เจมส์ โจนส์ (คอเนอร์ แม็คเกรนเลส น.60) – แฮร์รี่ แอนเดอร์สัน (ทีโอดอร์ อาคิบัลด์ น.67), แอนโทนี่ สคัลลี่, จอร์ช กรานท์

เทรนเนอร์ : ไมเคิ่ล แอ็พเพิลตัน

    ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อาเดรียน – เนโก วิลเลี่ยมส์, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ (ฟาบินโญ่ น.46), รีห์ส วิลเลียมส์, คอสคาส ซิมิกาส, ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ (ดีโอโก้ โชต้า น.57), เคอร์ติส โจนส์, มาร์โก กรูยิช  – เชอร์ดาน ชากิรี่ (นาบี เกอิต้า น.75), ดิว็อค โอริกี้, ทาคูมิ มินามิโนะ

เทรนเนอร์ : เจอร์เกน คล็อปป์

ผู้ตัดสิน : โทนี่ แฮร์ริงตัน

แฟนอาร์เซน่อล?คอบอลแซวพาวสันเซ็งลากาแซตต์ยิงพลาด

บรรดาคอโซเชียลออกโรงออกแซว เคร็ก พาวสัน ท่านเปาเลือดผู้ดี หลังเจ้าตัวออกอาการสุดเสียดายในจังหวะที่ อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ หลุดเดี่ยวแต่ดันยิงไม่เข้า ในแมตช์ที่แพ้ "หงส์แดง" เกมลีกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
    เคร็ก พาวสัน ผู้ตัดสินชาวอังกฤษ แสดงอาการสุดเสียดายในจังหวะที่ อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ กองหน้าอาร์เซน่อล หลุดเดี่ยวแต่ดันยิงไปติดตัว อลีสซง เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูจอมหนึบ ในเกมที่แพ้ ลิเวอร์พูล 1-3 ที่สนามแอนฟิลด์ ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

    ในช่วงที่ "หงส์แดง" มีสกอร์นำ 2-1 ทัพ "เดอะ กันเนอร์ส" มีโอกาสที่จะตีเสมอถึงสองครั้งสองครา โดยครั้งแรก ลากาแซตต์ หลุดกับดักล้ำหน้าแต่ดันหาญกล้าคิดจะชิพบอลหนี อลีสซง แต่ไม่สำเร็จ ในขณะที่อีกจังหวะกองหลังเจ้าบ้านเช็คล้ำหน้าพลาด และ หัวหอกเลือดเฟร้นช์ หลุดไปดวลกับ นายด่านชาวบราซิเลียน แต่ก็โดนเซฟได้อยู่ดี


 

    สำหรับในจังหวะหลังได้เกิดประเด็นให้พูดถึงกันทั่วสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อมีคลิปแสดงให้เห็นถึงอาการสุดเสียดายของ พาวสัน โดยงานนี้ทำเอาบรรดาคอโซเชียลได้แสดงความเห็นกันอย่างสนุกสนาน บางรายถึงขั้นแซวว่าท่านเปารายนี้อาจจะเป็นสาวก "ไอ้ปืนใหญ่" ก็ได้

    "ให้ตายเหอะ ลองดูปฏิกิริยาของกรรมการซิ" แฟนบอลรายแรกทวิตข้อความในเว็บไซต์ทวิตเตอร์ ขณะที่อีกรายโพสต์เสริมว่า "ดูเหมือนกรรมการจะเซ็งกับทักษะการจบสกอร์ของลากาแซตต์" ตามด้วยรายที่สามที่ระบุว่า "เป็นการแสดงปฏิกิริยาที่แปลกประหลาดจากผู้ตัดสินเคร็ก พาวสัน สงสัยเขาจะเป็นพวกกูนเนอร์" ตบท้ายด้วยรายที่ 4 "เคร็ก พาวสัน ให้ ลากาแซตต์ เป็นกัปตันในทีมแฟนตาซีของเขา"

คูตี้เด่น-ฟาติกดหนึ่ง! บาร์ซ่า10คนบุกถล่มเซลต้าซิวชัยสองเกมรวด

บาร์เซโลน่า ยังคงความเก่งกาจภายใต้การคุมทัพของ โรนัลด์ คูมัน หลัง อันซู ฟาติ กระหน่ำหนึ่งเม็ด แม้ทีมเหลือ 10 คนแต่ยังบุกสอย เซลต้า บีโก้ ที่เปิดลีกมายังไม่แพ้ใคร 3-0 คว้าสามคะแนนสองเกมรวด ขยับรั้งที่ 5 ก่อนนัดหน้าเจองานหนัก ดวล เซบีย่า ในการแข่งขันศึกฟุตบอลลาลีกา สเปน คืนวันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา

สนาม : อาบานก้า-ไบไลโดส

     ศึกฟุตบอลลาลีกา สเปน คืนวันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา บาร์เซโลน่า เกมนัดแรกคว้าสามแต้มเต็มภายใต้การคุมทัพของ โรนัลด์ คูมัน เกมนี้ใส่ผู้เล่นแบบไม่มีกั๊กแนวรุกยังมี "ฟาติ-เมสซี่" พร้อมใช้ความเร็วปั่นป่วนเจ้าบ้าน เซลตา บีโก้ ที่ออกสตาร์ทซีซั่นนี้สามเกมยังไม่แพ้ใครแต่หนักเสมอไปถึงสองเกม ออสการ์ การ์เซีย เทรนเนอร์ของทีม จำเป็นต้องขนดาวเตะครบมือ นำโดย "ยาโก้ อัสปาส" ดาวยิงคนสำคัญรอกระซวกนำชัย

     บาร์ซ่าออกนำนาทีที่ 11 เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ ยกบอลหน้ากรอบเขตโทษ ถูกแนวรับเจ้าถิ่นสกัดออกมา บอลมาที่ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ จิ้มบอลจังหวะเดียวย้อนให้ อันซู ฟาติ แตะบอลหนีผู้เล่นเซลตา เข้าไปซัดกลางเขตโทษหนีมือนายทวารคู่แข่งตุงตาข่าย

     เจ้าบ้านเกือบทำได้นาทีที่ 15 เดนนิส ซัวเรซ วางบอลฟรีคิกริมเส้นทางซ้าย บอลโด่งมาบริเวณด้านขวาเกือบออกหลังแต่ว่า จอร์ดี้ อัลบา โหม่งเคลียร์ไม่ดีมาเข้าทางผู้เล่นเจ้าถิ่น ก่อนกลายเป็น กาเบรียล เวก้า สอดมารับบอลแล้วยิงมุมแคบทางขวาของเขตโทษ แต่ยังดี  เนโต้ นายทวารบาร์ซ่ายืนปิดมุมดีทุบทิ้งออกมาได้

     ถัดมานาทีที่ 31 ลิโอเนล เมสซี่ จ่ายบอลไม่ดีมาเข้าทาง ยาโก้ อัสปาส กระชากบอลจากกลางสนามออกมาทางขวาหลุดเข้าเขตโทษ ก่อนตัดสินใจกึ่งยิงกึ่งผ่าน ายทวารทีมเยือนยื่นมือครองบอลได้แบบไม่ยากนัก

     บาร์ซ่าหวิดแย่นาทีที่ 35 เอ็มเร่ มอร์ ส่งบอลสั้นให้ ยาโก้ อัสปาส แทงบอลทะลุช่องกลางสนามไปที่ เดนนิส ซัวเรซ สปีดมารับบอลแต่ถูก เคราร์ด ปีเก้ ไล่กวดเป็นคนสุดท้ายขวางล้มไป กรรมการชูใบแดงจังหวะแรก ทว่าโชคดีกลายเป็นลุกล้ำหน้าของมิดฟิลด์เจ้าถิ่นก่อนแล้ว ใบแดงจึงยกเลิกไป

     แต่แล้วนาทีที่ 43 เกลมงต์ ล็องเล่ต์ วิ่งตามประกบ เดนนิส ซัวเรซ ทว่าแนวรับบาร์ซ่ากางแขนเหมือนฟาดไปที่หน้าคู่แข่ง เชิ้ตดำปรี่มาชูใบเหลืองสองของเจ้าตัว เปลี่ยนเป็นใบแดง ตะเพิดพ้นสนามไป จบ 45 นาทีแรก บาร์เซโลน่า บุกนำ 1-0

     บาร์ซ่าทิ้งห่างนาทีที่ 51 ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ตบบอลหน้ากรอบเขตโทษทางขวาคืนไปที่ ลิโอเนล เมสซี่ จ่ายบอลทำชิ่งกับเพื่อนชาวบราซิล ลากบอลฝ่าผู้เล่นเซลตา เข้าเขตโทษ ตัดสินใจยิงทันทีบอลไปแฉลบเท้า ลูกัส โอลาซ่า กองหลังเจ้าถิ่นเปลี่ยนทางเข้าประตูไป

     ทีมเยือนพลาดฉีกหนีนาทีที่ 59 อันซู ฟาติ เลี้ยงบอลริมเส้นทางซ้ายมาในเขตโทษ ไหลบอลให้ ลิโอเนล เมสซี่ จิ้มบอลมาหน้ากรอบเขตโทษให้ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ลองส่องบอลเรียดพุ่งชนเสาซ้ายอย่างจังกระดอนออกมาเข้าทางปืน ลิโอเนล เมสซี่ วิ่งมาซ้ำเข้าไป ทว่ากรรมการเป่าเป็นลูกล้ำหน้าซะก่อน 

     ต่อมานาทีที่ 61 ลิโอเนล เมสซี่ ได้บอลตรงกรอบเขตโทษด้านขวา จ่ายปาดเข้ากลางไปที่ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ สปีดเข้ามาหวดตามน้ำแต่บอลไม่หนีตัว อีบัน บียาร์ มือกาวเจ้าบ้านใช้มือปัดออกหลังได้ทัน

     เจ้าบ้านอดตีตื้นนาทีที่ 73 มิเกล บาเอซ่า แทงบอลหน้ากรอบเขตโทษไปให้ ยาโก้ อัสปาส หลุดเข้าไปซัดคนเดียวโล่งโจ้งเขตโทษทางซ้าย บอลไปถูกนายทวารบาร์ซ่าทุบทิ้งมาเข้าทาง มิเกล บาเอซ่า ปรี่มาซัดซ้ำแต่ว่ามีทั้ง เซร์จี้ โรเบร์โต้ และ จอร์ดี้ อัลบา ช่วยกันสไลด์ขวางบอลแฉลบลอยโด่งเช็คคานออกหลัง

     ช่วงทดเจ็บนาทีที่ 90+5 ทีมเยือนมาได้สกอร์เพิ่มจากลูกยิงซ้ำของ เซร์จี้ โรเบร์โต้ จบเกม บาร์เซโลน่า บุกชนะ เซลตา บีโก้ 3-0 คว้าสามคะแนนสองเกมรวด ขยับรั้งที่ 5 ก่อนนัดหน้าเจองานหนัก ดวล เซบีย่า

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

เซลต้า บีโก้ (5-3-2): อีบัน บียาร์,ฮูโก้ มาลโล,โจเซป ไอดู (มิเกล บาเอซ่า น.46),เฮซอน มูรีโย่,โฆเซ่ ฟอนตาล (เนสตอร์ อาเราโฮ น.32),ลูกัส โอลาซ่า,กาเบรียล เวก้า (โนลิโต้ น.60),เรนาโต้ ตาเปีย (ฟราน เบลทราน น.74),เดนนิส ซัวเรซ,เอ็มเร่ มอร์ (ซานติ มิน่า น.61),ยาโก้ อัสปาส

บาร์เซโลน่า (4-2-3-1): เนโต้,เซร์จี้ โรเบร์โต้,เคราร์ด ปีเก้,เกลมงต์ ล็องเล่ต์,จอร์ดี้ อัลบา,เซร์คิโอ บุสเก็ตส์,แฟร็งกี้ เดอ ยอง,อองตวน กรีซมันน์ (โรนัลด์ อาเราโฮ น.45+2),ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ (เปดรี้ น.72),อันซู ฟาติ (ตริงเกา น.72),ลิโอเนล เมสซี่

อาร์เซน่อลบุกทุบเลสเตอร์ ลิ่วบาวคัพรอบ4โอกาสชน “หงส์แดง” มีสูง

"ปืนใหญ่" ขนสำรองลงสนามเกือบยกชุดก่อนจะเบียดเอาชนะเจ้าบ้าน เลสเตอร์ ซิตี้ ที่จัดแข้งสำรองเช่นกัน 2-0 จากการทำเข้าประตูตัวเองของ คริสเตียน ฟุคส์ ก่อนที่ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ จะยิงนาทีสุดท้ายให้ อาร์เซน่อล ผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้าย รอพบผู้ชนะระหว่าง ลินคอล์น ซิตี้ หรือ ลิเวอร์พูล ในศึกคาราบาว คัพ รอบ 3 เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา

สนาม : คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม

    "บิ๊กแมตช์" คาราบาว คัพ รอบ 3 เมื่อคืนวันพุธที่ 23 กันยายน ที่ผ่านมา เป็นการพบกันระหว่าง เลสเตอร์ ซิตี้ เปิดคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม รับมือ อาร์เซน่อล ซึ่งทั้งสองทีมต่างโชว์ฟอร์มเยี่ยมเก็บชัยชนะ 2 เกมในลีกมาด้วยกันทั้งคู่

    เกมนี้  เบรนแดน ร็อดเจอร์ส แข้งสำรองเป็นหลักวาง เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ หน้าเป้าและให้ เจมส์ แมดดิสัน, คีร์นาน ดิวส์บิวรี่-ฮอลล์, เดมาไร เกรย์ และมาร์ค อัลไบรท์ตัน ปั้นเกมสนับสนุน ส่วนทางฝั่ง มิเกล อาร์เตต้า นายใหญ่ของอาร์เซน่อลโรเตชั่นส่งแข้งสำรองลงสนามเช่นกัน 3 ประสานแนวรุกวาง นิโกล่าส์ เปเป้,  เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ และ รีสส์ เนลสัน

    ออกสตาร์ทครึ่งแรกมาแค่ 3 นาที "ปืนใหญ่" ทีมเยือนได้ทักทายก่อนเลยหลัง รีสส์ เนลสัน ตัดบอลได้ทางซ้ายก่อนเลี้ยงตัดเข้าหน้ากรอบตะบันด้วยขวาบอลพุ่งจะฮุคใต้คานแต่ไปติดปลายนิ้วของ แดนนี่ วอร์ด

    นาทีที่ 6 ถัดมา มาร์ค อัลไบรท์ตัน เปิดบอลไปให้ เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ อัดด้วยซ้ายแต่บอลยังไม่ผ่านมือ แบร์นด์ เลโน่

    จังหวะเข้าทำของ "ปืนใหญ่" ดูดีกว่า นาที 17 ได้ลุ้นจากจังหวะที่ เปเป้ หลุดไปในกรอบทางขวาก่อนซัดไปติดบล็อค คริสเตียน ฟุคส์ และจากลูกเตะมุมถัดมา เซอัด โคลาซินัช ได้ซัดนอกกรอบเต็มแรงแต่บอลพุ่งหลุดกรอบออกไป

    อีก 2 นาทีถัดมา อาร์เซน่อล ได้เสียวอีกเมื่อ บูคาโย่ ซาก้า พาบอลถึงเส้นหลังแล้วปาดเลียดไปหน้ากรอบไม่ถึง 6 หลา แต่แข้งไอ้ปืนใหญ่ รวมทั้ง เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ ต่างเข้าชาร์ตไม่ถึงบอลผ่านหน้าประตูไปอย่างน่าเสียดาย

    นาที 29 ทีมเยือนพลาดโอกาสชิงขึ้นนำอย่างน่าเสียดาย หลัง รีสส์ เนลสัน เลี้ยงจี้เข้าไปหน้ากรอบแล้วปั่นด้วยขวาไปทางเสาไกล แต่บอลยังไปติดเซฟของ แดนนี่ วอร์ด ที่พุ่งปัดหวุดหวิด

    อีกครั้ง รีสส์ เนลสัน มีโอกาสหลัง โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ จ่ายให้ซัดไม่ถึง 12 หลาหน้าประตูแต่แข้งวัย 20 ปีดันยิงด้วยขวาออกข้างไปอย่างน่าผิดหวัง

    นาที 39 ทัพ "จิ้งจอกสยาม" พลาดโอกาสทองที่จะชิงขึ้นนำอย่างน่าเสียดาย หลัง เจมส์ แมดดิสัน โชว์สกิลแตะหลบแข้งอาร์เซน่อลก่อนปั่นโค้งๆนอกกรอบ แต่บอลพุ่งไปชนเสาก่อนจะมาเข้ามือ แบร์นด์ เลโน่

    จบครึ่งแรก เลสเตอร์ ซิตี้ ยังเสมอกับ อาร์เซน่อล แบบไร้สกอร์ 0-0

    กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 47 เดมาไร เกรย์ จ่ายให้ต่อให้ เจมส์ แมดดิสัน ซัดด้วยขวานอกกรอบเหินหนีคานออกไปไกล

    นาที 57 กลายเป็น อาร์เซน่อล ที่บุกมาขึ้นนำ 1-0 จนได้ นิโกล่าส์ เปเป้ กระชากหนีแนวรับจิ้งจอกก่อนจะปาดไปติดมือ แดนนี่ วอร์ด บอลมาเข้าทาง เปเป้ ที่พยายามซ้ำแต่บอลพุ่งไปชนเสาก่อนกระดอนไปโดน คริสเตียน ฟุคส์ ปลิ้นเข้าประตูตัวเอง

    เจ้าบ้านโอกาสเข้าไปส่องแบบจะๆ แทบจะไม่มีเท่าไหร่ นาที 75 เจ้าหนู ลุค โธมัส จ่ายต่อให้ เดมาไร เกรย์ กดด้วยขวานอกกรอบแต่บอลพุ่งไปเข้ามือ แบร์นด์ เลโน่

    นาที 81 เลสเตอร์ ปล่อยโอกาสไล่ตีเสมอหลุดไปอย่างน่าเสียดายหลังได้ลุ้นจากฟรีคิกนอกกรอบ ก่อนที่ มาร์ค อัลไบรท์ตัน จะเปิดมาเสาแรกให้ อโยเซ่ เปเรซ โฉบมาโหม่งถากเสาออกไป

    นาทีสุดท้าย ลูกทีมของ อาร์เตต้า มาได้ประตูที่สองจากจังหวะที่ เบเยริน จ่ายเลียดเข้ากลางให้ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ ยิงไปติดบล็อคแข้งเจ้าถิ่นก่อนตามซ้ำเข้าไปตุงตาข่าย

    จบเกม เลสเตอร์ ซิตี้ พ่ายคาบ้านให้ อาร์เซน่อล 0-2 ส่งผลให้ "ปืนใหญ่" ผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยจะรอพบผู้ชนะระหว่าง ลินคอล์น ซิตี้ ทีมจากลีกวัน หรือลิเวอร์พูล ในช่วงสิ้นเดือนนี้

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        เลสเตอร์ (4-1-4-1) : แดนนี่ วอร์ด – แดเนี่ยล อมาร์ตี่ย์, เวส มอร์แกน, คริสเตียน ฟุคส์, ลุค โธมัส – ฮัมซ่า เชาด์รี่ – มาร์ค อัลไบรท์ตัน, เจมส์ แมดดิสัน (เดนิน ปราต น.72), คีร์นาน ดิวส์บิวรี่-ฮอลล์ (อโยเซ่ เปเรซ น.76), เดมาไร เกรย์ – เคเลชี่ อิเฮียนาโช่

        อาร์เซน่อล (3-4-3) : แบร์นด์ เลโน่ – ร็อบ โฮลดิ้ง, ดาวิด ลุยซ์, เซอัด โคลาซินัช – เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส, โมฮาเหม็ด เอลเนนี่,  โจ วิลล็อค (ดานี่ เซบายอส น.78) , บูคาโย่ ซาก้า (เอคตอร์ เบเยริน น.87) – นิโกล่าส์ เปเป้, เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์, รีสส์ เนลสัน (วิลเลี่ยน น.72)

        ผู้ตัดสิน : ปีเตอร์ แบงค์ส

ดวลแข้งสำรอง!อาร์เซน่อลบุกถิ่นเลสเตอร์ “อิเฮียนาโช่” วัด “ซาก้า” ศึกคาราบาวคัพ

"ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล เตรียมส่ง บูคาโย่ ซาก้า ลงล่าตาข่ายเกมบุกถิ่น "จิ้งจอกสีน้ำเงิน" เลสเตอร์ ซิตี้ ที่จะใช้ เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ นำปิดสกอร์ ซึ่งคาดว่าทั้งสองทีมจะพักแข้งหลักแล้วเปิดทางให้ตัวสำรองลงวาดลายคมแข้ง ในศึกฟุตบอล คาราบาว คัพ รอบ 3 วันพุธที่ 23 ก.ย. ศกนี้  (เวลา : 01.45 น.)
ปรีวิวฟุตบอล คาราบาว คัพ รอบ 3
วันพุธที่ 23 กันยายน 2563 (เวลา : 01.45 น.)
เลสเตอร์ ซิตี้   –   อาร์เซน่อล

   
สนาม : คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม

    "จิ้งจอกสีน้ำเงิน" เลสเตอร์ เปิดฤดูกาลใหม่ด้วยการชนะรวด 2 นัด ล่าสุดอัดเบิร์นลี่ย์ 4-2 ในลีก แต่นัดนี้แม้เจอกับทีมในพรีเมียร์ลีกด้วยกัน

     เบรนแดน ร็อดเจอร์ส พร้อมปรับทีมใหม่ให้ตัวหลักได้พักตามฟอร์ม ทั้ง แดนนี่ วอร์ด นายทวารเวลส์ จะเฝ้าเสาแทน แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล แนวรับมี เวส มอร์แกน จอมเก๋าที่หายเจ็บลงสนาม เนื่องจาก จอนนี่ อีแวนส์ ยังไม่พ้นโทษแบน

    แดนกลางเป็นโอกาสที่ เจมส์ แมดดิสัน จะกลับมาเรียกความฟิตหลังหายเจ็บสะโพก ส่วนแนวรุกนำโดย เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ แทน เจมี่ วาร์ดี้ ด้วยสถิติที่โดดเด่นในบอลถ้วยนี้

    "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ฟอร์มดีเช่นกันในลีก โดย มิเกล อาร์เตต้า เชือดเวสต์แฮม 2-1 ในลีกนัดล่าสุด

    พร้อมปรับทัพใหม่ในบอลถ้วยให้ ดาวิด ลุยซ์ กลับมาช่วยแนวรับกับ วิลเลี่ยม ซาลิบา แดนกลางและหน้ามี โจ วิลล็อค, โมฮาเหม็ด เอลเนนี่, นิโกล่าส์ เปเป้ และ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ ได้ลงตัวจริงทั้งหมด

    แต่กุนซือชาวสเปนอาจจะให้หัวหอกตัวเก่งอย่าง ปิแอร์ เอเมอริค-โอบาเมย็อง และ อเล็กซ์ ลากาแซตต์ นั่งสำรองไว้เผื่อสถานการณ์ฉุกเฉิน

รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะลงสนามตัวจริง

    เลสเตอร์ : แดนนี่ วอร์ด, เจมส์ จัสติน, เวส มอร์แกน, คักลาร์ โซยุนชู, ลุค โธมัส, ฮัมซ่า เชาด์รี่, น็อมปาลิส เมนดี้, เดมาไร เกรย์, เจมส์ แมดดิสัน, มาร์ค อัลไบรท์ตัน, เคเลชี่ อิเฮียนาโช่
   
    อาร์เซน่อล : แม็ตต์ เมซี่ย์, เซดริก โซอาเรส, วิลเลี่ยม ซาลิบา, ดาวิด ลุยซ์, ร็อบ โฮลดิ้ง, เซอัด โคลาซินัช, โมฮาเหม็ด เอลเนนี่, มัตเตโอ เก็นดูซี่, นิโกล่าส์ เปเป้, เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์, บูคาโย่ ซาก้า

    ผู้ตัดสิน : ปีเตอร์ แบงค์ส

มันเดย์ไนท์เดือด!ลิเวอร์พูลเช็คฟิต2แข้งสำคัญ รับมืออาร์เซน่อลที่ส่งโอบาฯป่วน

คู่เดือดระดับ 5 ดาว…"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล แชมป์เก่าเตรียมเปิดแอนฟิลด์รับการมาเยือนของ "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล เกมนี้อาจเป็นการดวลความคมปิดสกอร์และชี้ชะตาผลการแข่งขันของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กับ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ลุ้นระทึกได้ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีกอังกฤษ วันจันทร์ที่ 28 ก.ย. ศกนี้  ถ่ายทอดสด : True Premier HD1 (เวลา : 02.00 น.)

ปรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ
วันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2563
ลิเวอร์พูล   –   อาร์เซน่อล
ถ่ายทอดสด
 : True Premier HD1 (เวลา : 02.00 น.)

สนาม : แอนฟิลด์

    จอร์เก้น คล็อปป์ เทรนเนอร์ชาวเยอรมันของ ลิเวอร์พูล พาทีมลงสนามล่าสุดบุกไปถล่ม ลินคอล์น ซิตี้ 7-2 ในศึก คาราบาว คัพ ทำให้พวกเขาชนะรวดมา 4 เกมติด ในการลงเล่นทุกรายการ

    ความพร้อมของทีมในเกมนี้ คล็อปป์ จะอดใช้งาน โฌแอล มาติป ปราการหลัง, เซอร์ดาน ชากิรี่ และ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน มิดฟิลด์ ที่ยังมีอาการบาดเจ็บ ช่วนเดียวกับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมตัวเก่งที่ยังไม่ฟิตพร้อมลงช่วยทีม

     ข่าวล่าสุด อลีสซง เบ็คเกอร์ กับ ติอาโก้ อัลกันตาร่า ต้องรองทดสอบความฟิตอีกครั้งว่าจะพร้อมลงสนามหรือไม่ แต่หากพร้อมนั้นหมายความว่าเกมนี้ ติอาโก้ มีสิทธิ์ประเดิมตัวจริงนัดแรกให้กับหงส์แดง ลงคุมแดนกลางพร้อมกับ ฟาบินโญ่ แข้งบราซิเลียน ขณะที่ อลีสซง ก็มี อาเดรียน คอยสอดแทรกอยู่แล้ว

    ส่วนในรายของ โจ โกเมซ ที่พลาดลงเล่นในเกมพบเชลซี เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บ ได้กลับมาร่วมซ้อมกับทีมและคาดว่าน่าจะได้ลงประจำการแดนหลังคู่ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ในเกมนี้

    แนวรุกยังคงใช้สามประสาน โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ซาดิโอ มาเน่ ลงล่าตาข่ายตามเดิม

    มิเกล อาร์เตต้า เทรนเนอร์ของอาร์เซน่อล พาทีมลงเล่นนัดล่าสุดบุกไปเอาชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 2-0 ถึงถิ่นคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ลิ่วเข้ารอบต่อไปในศึกคาราบาว คัพ โดยชัยชนะเกมนี้ทำให้พวกเขาชนะรวด 7 เกมในการลงเล่นทุกรายการ

    ความพร้อมในเกมนี้ อาร์เตต้า มีปัญหาในการจัดทัพพอสมควร แน่ๆ จะไร้เงา 5 แข้งที่มีอาการบาดเจ็บ คาลั่ม แชมเบอร์ส (เข่า), กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ (เข่า), สโคดราน มุสตาฟี่ (แฮมสตริง), ปาโบล มารี (ข้อเท้า) และ เอมิล สมิธ-โรว์ (ไหล่)

    แต่ข่าวดีคือ คีแรน เทียร์นี่ย์ แบ็กซ้ายชาวสกอตต์ หายจากอาการบาดเจ็บพร้อมลงมาช่วยทีมในเกมนี้

เกมนี้ อาร์เตต้า จะกลับมาใช่ผู้เล่นชุดใหญ่หลังจากที่บางส่วนได้พักไปในเกม ลีก คัพเมื่อกลางสัปดาห์ นำทีมส่องประตูโดย วิลเลี่ยน, อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ และ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง กัปตันทีมคนเก่ง

 

รายชื่อนักเตะที่คาด

    ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อลีสซง เบ็คเกอร์ (อาเดรียน) -เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์, โจ โกเมซ, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน-ติอาโก้ อัลกันตาร่า (นาบี เกอิต้า), ฟาบินโญ่, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม-โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่
     เทรนเนอร์ : เจอร์เก้น คล็อปป์

    อาร์เซน่อล (3-4-3) : แบร์นด์ เลโน่ – กาเบรียล มากัลเญส, คีแรน เทียร์นี่ย์, ดาวิด ลุยซ์-เอคตอร์ เบเยริน, ดานี่ เซบายอส, กรานิต ชาคา, บูกาโย่ ซาก้า-วิลเลี่ยน, อเล็กซองด์ ลากาแซตต์, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง
     เทรนเนอร์ : มิเกล อาร์เตต้า

    ผู้ตัดสิน : เคร็ก พอว์สัน


ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด
วัน/เดือน/ปี    รายการ    ผลการแข่งขัน

29/08/20    คอมมิวนิตี้ ชิลด์ อาร์เซน่อล 1 – 1 ลิเวอร์พูล 
16/07/20    พรีเมียร์ลีก อาร์เซน่อล 2 – 1 ลิเวอร์พูล 
31/10/19    ลีก คัพ ลิเวอร์พูล  5 – 5 อาร์เซน่อล
24/08/19    พรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล 3 – 1 อาร์เซน่อล
30/12/18    พรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล 5 – 1 อาร์เซน่อล

ผลงาน 5 นัดหลังสุด
ลิเวอร์พูล

25/09/20 ชนะ ลินคอล์น 7-2 (เยือน) ลีก คัพ 
20/09/20 ชนะ เชลซี 2-0 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
12/09/20 ชนะ ลีดส์ ยูไนเต็ด 4-3 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
05/09/20 ชนะ แบล็คพูล 7-2 (เหย้า) กระชับมิตร
29/08/20 เสมอ อาร์เซน่อล 1-1 (สนามกลาง) คอมมิวนิตี้ ชิลด์ 

อาร์เซน่อล 
24/09/20 ชนะ เลสเตอร์ 2-0 (เยือน) ลีก คัพ 
20/09/20 ชนะ เวสต์แฮม 2-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
12/09/20 ชนะ ฟูแล่ม 3-0 (เยือน) พรีเมียร์ลีก 
29/08/20 เสมอ ลิเวอร์พูล 1-1 (สนามกลาง) คอมมิวนิตี้ ชิลด์ 
26/08/20 ชนะ เอ็มเค ดอนส์ 4-1 (เยือน) กระชับมิตร

 

ลิเวอร์พูลตกรอบ!ดวลโทษพ่ายอาร์เซน่อลหลังในเวลาเจ๊าจืดศึกคาราบาวคัพ

"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ต้องน้ำตาตกในเมื่อพ่ายดวลจุดโทษให้กับ "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ผู้มาเยือนไป 4-5 หลังทั้งคู่เจาะกันไม่เข้าเสมอในเวลาปรกติ 0-0 ส่งผลให้ อาร์เซน่อลผ่านเข้ารอบต่อไป และเป็นทัพหงส์แดงที่ปีกหักกางบินต่อไม่ไหวร่วงตกรอบ ในศึกฟุตบอล คาราบาว คัพ รอบ 4 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา

ฟุตบอล คาราบาว คัพ รอบ 4
วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2563
ลิเวอร์พูล 0   –   0 อาร์เซน่อล
(อาร์เซน่อล ชนะจุดโทษด้วยผลสกอร์ 5-4 )

สนาม : แอนฟิลด์

    เริ่มเกมในครึ่งเวลาแรกมาถึงนาทีที่ 8 อาร์เซน่อล สร้างโอกาสได้ก่อนจากจังหวะสวนกลับไว โจ วิลล็อค ส่งบอลจากบริเวณกลางกรอบเขตโทษลิเวอร์พูลไปทางขวาให้ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ หลุดเข้าไปดวลเดี่ยวกับ อาเดรียน นายด่านเจ้าถิ่น เอ็นเคเทียห์ พยายามแตะบอลหลอกยิงแต่ถูก อาเดรียน อ่านเกมขาดล้มตัวใช้มือตะปบบอลเอาไว้ได้

    นาทีที่ 12 เป็นฝั่งลิเวอร์พูลที่เกือบได้จบสกอร์บ้างจากจังหวะจ่ายบอลสุดสวยของ เคอร์ติส โจนส์ ทะลุช่องไปให้ ดีโอโก้ โชต้า หลุดขึ้นไปเปิดบอลทางฝั่งขวาย้อนกลับมาให้ มาร์โก กรูยิช วิ่งเข้ามาแปเน้นๆ แต่ทิศทางไม่ดีบอลเหินออกข้ามคานไปอย่างน่าเสียดาย

    ใบเหลืองของเกมเกิดขึ้นนาทีที่ 15 เป็นของ ทาคูมิ มินามิโนะ ศูนย์หน้าหงส์แดงที่เข้าไปตัดฟาวน์หนักด้านหลังใส่ บูคาโย่ ซาก้า ทำให เควิน เฟรนด์ ผู้ตัดสินเกมนี้ไม่มีทางเลือกคาดโทษดาวยิงจากญี่ปุ่นทันที

    ผ่านมาถึงนาทีที่ 26 บูคาโย่ ซาก้า แข้งความเร็วสูงของปืนใหญ่กระดกบอลหลอก เนโก้ วิลเลี่ยมส์ ในจังหวะแรกทางริมเส้นฝั่งซ้ายก่อนที่เจ้าตัวจะพยายามพลิกตัวแล้วไปเล่นต่อแต่ก็ต้องหยุดชะงักลงเพราะดูเหมือนจะถูก วิลเลี่ยมส์ ดึงแขนเอาไว้แต่ผู้ตัดสินก็ไม่ได้ว่าอะไรทำให้ ซาก้า เสียการครองบอล

    นาทีที่ 35 เคอร์ติส โจนส์ มิดฟิลด์เจ้าถิ่นได้โอกาสตั้งป้อมตะบันไกลตรงริมเส้นฝั่งขวาระยะเกือบ 25 หลาบอลพุ่งตกลงพื้นเข้ากรอบประตูแต่ไปตรงตัว แบร์นด์ เลโน่ รับเข้าซองไว้ไม่พลาด

    นาทีที่ 38 ลิเวอร์พูล ทำเเกมบุกขึ้นมาอีกครั้งบอลมาอยู่ที่ เคอร์ติส โจนส์ ตรงริมกรอบเขตโทษฝั่งซ้ายเจ้าตัวกระชากหลอกก่อนที่จะตัดสินใจไขว้เปิดบอลแต่ไม่ผ่าน เซดริก โซอาเรส ที่ยืนดักทางและโหม่งเคลียร์ออกไปได้

    นาทีที่ 42 ทัพปืนใหญ่ได้ลุ้นเมื่อ บูคาโย่ ซาก้า หลุดเดี่ยวเข้าไปหวดเต็มข้อแต่ไปติดปลายมือ อาเดรียน ที่ออกมาปิดมุมดีปัดไว้ได้ แต่หลังจากนั้นก็มีเสียงสัญญาณนกหวีดจากผู้ตัดสินเหตุ ซาก้า อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้านั่นเอง

    สองนาทีต่อมาเจ้าถิ่นมาได้ลูกฟรีคิกตรงเส้นข้างของกรอบเขตโทษจากจังหวะผิดพลาดของแผงหลังอาร์เซน่อล เซดริก โซอาเรส ทุ่มคืนย้อนไปให้ ดานี่ เซบายอส แต่ถูก ดีโอโก้ โชต้า เบียดแย้งบอลไปได้ทำให้ เซยายอส ต้องตัดฟาวน์ทันที

    ต่อเนื่องจังหวะลูกฟรีคิก เจมส์ มิลเนอร์ เปิดบอลยัดเข้าไปแต่ถูก กาเบรียล มากัลเญส แข้งทีมเยือนโหม่งเคลียร์ออกไปพ้นเขตอันตรายอีกครั้ง

    นาทีที่ 45+1 ลิเวอร์พูล ที่โหมบุกอย่างหนักน่าจะได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะเปิดบอลเกือบ 35 หลาของ เคอร์ติส โจนส์ เลยไปเสาสองให้  ดีโอโก้ โชต้า ได้ล้มตัวโหมงเต็มหัวระยะไม่ถึง 10 หลาบอลพุ่งแรงทำท่าจะเสียบเสาไกลแต่ แบร์นด์ เลโน่ โชว์เซฟพุ่งไปเอาไว้แต่บอลกลับไปเข้าทาง ทาคูมิ มินามิโนะ ที่ยืนอยู่ตรงนั้นพอดีได้กระโดแปด้วยเท้าซ้ายจ่อๆ แต่บอลเจ้ากรรมดันพุ่งไปชนคานอย่างจังกระดอนออกไปอย่างน่าเสียดาย นับว่าโชคยังเข้าข้างทัพปืนโตทำให้รอดพ้นการเสียประตูไป

    หมดครึ่งเวลาแรก ลิเวอร์พูล ยังเสมอกับ อาร์เซน่อล อยู่ที่สกอร์ 0-0

    มาลุ้นต่อครึ่งเวลาหลัง นาทีที่ 47 ลิเวอร์พูล ได้ลุ้นจากลูกฟรีคิกทางฝั่งซ้าย แฮร์รี่ วิลสัน เปิดด้วยเท้าซ้ายมาเข้าหัว มาร์โก กรูยิช ที่ได้ขึ้นโขกเต็มๆ แต่กดไม่ลงบอลเหินข้ามคานไปอย่างน่าเสียดาย

    นาทีที่ 51 มีใบเหลืองที่สองของเกมคราวนี้เป็นทางฝั่งอาร์เซน่อลบ้างเมื่อ กรานิต ชาคา ไปดึง มาร์โก กรูบิช กลางสนามอย่างชัดเจน เลยเป็นการบังครับให้ เควิน เฟรนด์ ท่านเปานัดนี้คาดโทษไปตามระเบียบ

    นาทีที่ 53 ลิเวอร์พูล เกือบได้ประตูขึ้นนำอีกครั้งจากลูกเตะมุมทางฝั่งขวา เจมส์ มิลเนอร์ เปิดบอลเลยไปฝั่งไกลเข้าหัว มาร์โก กรูยิช โหม่งย้อนมาให้ ฟาน ไดค์ ได้ตะวัดยิงด้วยเท้าขวาระยะประมาณ 8 หลา แต่เป็น แบร์นด์ เลโน่ ที่โชว์โคตรเซฟล้มตัวปัดไว้ด้วยปลายมืออีกครั้งทำเอา ฟาน ไดค์ ถึงกับออกอาการเสียดายแบบสุดๆ ในจังหวะนี้

    นาทีที่ 57 ยังคงเป็นเจ้าถิ่นที่ครองเกมได้มากกว่าและโหมเกมรุกขึ้นมาอีกครั้งบอลมาอยู่ที่ ดีโอโก้ โชต้า ที่ใช้ความเร็วกระชากพาบอลลากหาเข้ากรอบเขตโทษปืนใหญ่ก่อนจะจิ้มยิงด้วยหัวเกือกเท้าขวาบอลไปโดนหลัง ร็อบ โฮลดิ้ง ออกหลังไปเป็นลูกเตะมุม

    นาทีถัดมาทีมเยือนยังตั้งลำไม่ได้ทำให้ทัพหงส์แดงได้โอกาสอีกครั้ง เจมส์ มิลเนอร์ เปิดบอลทางฝั่งขวาเลยไปเสาไกลเข้าหัว  มาร์โก กรูยิช ที่ลอยตัวโขกเต็มๆ แต่บอลกลับไปเข้าข้างตาข่าย

    นาทีที่ 70 เป็นทางอาร์เซน่อล หวิดได้ประตูออกนำบ้างจากจังหวะเปิดบอลทางฝั่งขวาของ นิโกล่าส์ เปเป้ เลยไปเข้าหัว ร็อบ โฮลดิ้ง ที่เติมขึ้นมาลอยตัวโขกโล่งๆ แต่ไม่ผ่านมือ อาเดรียน ที่โชว์หนึบล้มตัวทุบบอลในระยะเผาขนออกไปได้อย่างฉิวเฉียด

    6 นาทีถัดมาทัพปืนโตยังสร้างโอกาสได้ต่อเนื่อง โจ วิลล็อค เปิดบอลไปให้ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ วิ่งเบียดแข้งหงส์แดงแล้วได้โฉบโหม่งแต่เจ้าตัวพยายามบังคับบอลหนีมือ อาเดรียน ส่งผลให้หลุดออกเสาไกลไปอย่างเสียวไส้

    นาทีที่ 82 มิเกล อาร์เตต้า เทรนเนอร์ปืนใหญ่ตัดสินใจเปลี่ยน อเล็กซองดร์ ลากาแซตต์ ลงไปแทน เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ หวังเพิ่มความคมในจังหวะจบสกอร์

    นาทีที่ 84 นิโกล่าส์ เปเป้ ทำเสียวไส้เมื่อเกี่ยวบอลลงในเขตโทษหงส์แดงและได้เอี้ยวตัวยิง แต่ด้วยหลักที่ไม่ดีทำให้บอลไม่ตรงกรอบ

    นาทีต่อมาเป็นฝั่งเจ้าถิ่นที่ได้ตอบโต้กลับคือโดย เนโก้ วิลเลี่ยมส์ ที่เติมเกมขึ้นมากดเต็มข้อแถวๆ หน้ากรอบเขตโทษบอลพุ่งส่ายแต่ดันไปตรงตัว แบร์นด์ เลโน่ ที่ยังโชว์นิ่งเกมนี้รับไว้ไม่มีพลาด

    เวลาที่เหลือต่างฝ่ายต่างเปิดเกมรุกเข้าหากันแต่ไม่มีทีมใดปิดสกอร์ได้จบเกมเสมอกันที่ผล 0-0 ทำให้ต้องหาผู้ชนะด้วยการดวลจุดโทษ

    ผลการดวลจุดโทษปรากฏว่า อาร์เซน่อล แม่นกว่าเป็นฝ่ายเอาชนะ ลิเวอร์พูล ไปด้วยผลสกอร์ 5-4 ส่งผลให้ทัพปืนโตผ่านเข้าสู่รอบต่อไป ส่วนลิเวอร์พูล น้ำตาตกร่วงตกรอบไปตามระเบียบ
   
    รายชื่อนักเตะที่ยิงจุดโทษมีดังนี้

    ลิเวอร์พูล  :
    คนที่ 1. เจมส์ มิลเนอร์ (เข้า)
    คนที่ 2. จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม  (เข้า)
    คนที่ 3. ทาคูมิ มินามิโนะ  (เข้า)
    คนที่ 4. ดิว็อค โอริกี้ (ไม่เข้า)
    คนที่ 5. เคอร์ติส โจนส์ (เข้า)
    คนที่ 6. แฮร์รี่ วิลสัน (ไม่เข้า)

    อาร์เซน่อล :
    คนที่ 1. อเล็กซองดร์ ลากาแซตต์  (เข้า)
    คนที่ 2. เซดริก โซอาเรส (เข้า)
    คนที่ 3. โมฮาเหม็ด เอลเนนี (ไม่เข้า)
    คนที่ 4. เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส (เข้า)
    คนที่ 5. นิโกล่าส์ เปเป้ (เข้า)
    คนที่ 6. โจ วิลล็อค (เข้า)

รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม

    ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อาเดรียน – เนโก้ วิลเลี่ยมส์, รีส วิลเลี่ยมส์, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ (โจ โกเมซ น.61), เจมส์ มิลเนอร์ – มาร์โก กรูยิช, เคอร์ติส โจนส์, แฮร์รี่ วิลสัน – ดีโอโก้ โชต้า (จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม น.76), ทาคูมิ มินามิโนะ, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (ดิว็อค โอริกี้ น.61)
    เทรนเนอร์ : เจอร์เก้น คล็อปป์

    อาร์เซน่อล (4-2-3-1) : แบร์นด์ เลโน่,  เซดริก โซอาเรส, ร็อบ โฮลดิ้ง, กาเบรียล มากัลเญส , เซอัด โคลาซินัช – กรานิต ชาคา, โจ วิลล็อค –  บูคาโย่ ซาก้า (เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส น.86), ดานี่ เซบายอส (โมฮาเหม็ด เอลเนนี น.68), นิโกล่าส์ เปเป้ – เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ (อเล็กซองดร์ ลากาแซตต์ น.82)
    เทรนเนอร์ : มิเกล อาร์เตต้า

    ผู้ตัดสิน : เควิน เฟรนด์