ไม่ท้อ!เกนดูซี่เชื่อยังมีอนาคตกับอาร์เซน่อล

มัตเตโอ เกนดูซี่ มิดฟิลด์สัญญาเช่า แฮร์ธ่า เบอร์ลิน มั่นใจ ตนยังไม่หมดอนาคตกับ อาร์เซน่อล พร้อมแจงสาเหตุที่เลือกย้ายออกจากทัพ "ไอ้ปืนใหญ่" ชั่วคราว

มัตเตโอ เกนดูซี่ กองกลางดาวรุ่งเลือดเฟร้นช์ของ อาร์เซน่อล สโมสรยักษ์ใหญ่ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่ปัจจุบันถูก แฮร์ธ่า เบอร์ลิน ยืมตัวไปใช้งาน แสดงความมั่นใจว่า ตนยังคงมีอนาคตที่สดใสกับการค้าแข้งในถิ่น เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม

เกนดูซี่ ถูกกุนซือ มิเกล อาร์เตต้า จับดองยาวมาตลอด นับตั้งแต่ไปมีเรื่องกับ นีล โมเปย์ หัวหอก ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน หลังจบเกมลีกนัดที่ "ไอ้ปืนใหญ่" บุกไปแพ้ "เดอะ ซีกัลล์ส" 1-2 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน แถมล่าสุดในวันปิดตลาด เมื่อวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม ที่ผ่านมา เจ้าตัวถูกส่งไปให้ แฮร์ธ่า ยืมใช้งานเป็นเวลา 1 ฤดูกาล ทำให้หลายๆ ฝ่ายมองว่า ดาวเตะวัย 21 ปี ไม่น่าจะอยู่ในแผนการทำทีมระยะยาวของ อาร์เตต้า แล้ว

อย่างไรก็ตาม เกนดูซี่ เชื่อว่า ตนยังคงมีอนาคตกับ "ไอ้ปืนใหญ่" อยู่ พร้อมแจงถึงเหตุผลที่ตนถูกปล่อยตัวให้ "หญิงชรา" ยืมใช้งานในฤดูกาลนี้

"มันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย (เรื่องหมดอนาคตที่ อาร์เซน่อล) ผมแค่จำเป็นต้องได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอในฤดูกาลนี้ และก็อยากเจอความท้าทายใหม่ๆ ด้วย นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผม ผมอายุยังน้อย เพิ่ง 21 ปีเท่านั้น ดังนั้นการมีโอกาสได้ลงเล่น จึงถือเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับผม และกับ แฮร์ธ่า เบอร์ลิน ผมรู้ว่า นี่คือที่ที่ผมสามารถแสดงผลงานของตัวเองในลีกที่ยอดเยี่ยม"

"นี่คือสโมสรที่มีความทะเยอทะยาน ผมถูกปล่อยออกมาแบบยืมตัวหนึ่งปี ดังนั้นผมจะทุ่มเททำทุกอย่างเพื่อสโมสรแห่งนี้ ผมต้องการเวลาลงเล่น, ผมต้องการเล่น, ผมอยากจะสนุกกับการเล่นของตัวเองในสนาม นั่นแหละคือสิ่งที่ผมอยากทำในฤดูกาลนี้" เกนดูซี่ เปิดใจ หลังช่วยทีมชาติฝรั่งเศส ยู-21 ไล่ยำ ลิกเตนสไตน์ ยู-21 5-0 เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

เริ่ดคะ!มาเน่มีชื่อลุ้นแข้งยอดเยี่ยมลีกกันยายน

ซาดิโอ มาเน่ ดาวเตะคนเก่งลิเวอร์พูล มีชื่อลุ้นรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีก ประจำเดือนกันยายน หลังระเบิดฟอร์มสุดยอดในเกมลีก 3 แมตช์ที่ผ่านมา

ซาดิโอ มาเน่ กองหน้าความเร็วสูงทีมชาติเซเนกัลของ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล สโมสรขวัญใจมหาชนแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ มีลุ้นรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนกันยายน หลังจากนักเตะโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นนับตั้งแต่ที่เปิดฤดูกาล 2020/2021

ดาวเตะเจ้าของเสื้อหมายเลข 10 ได้รับความไว้วางใจจาก เจอร์เก้น คล็อปป์ ลงสนามเป็นตัวจริงทั้ง 3 แมตช์ในเกมลีกช่วงเดือนที่ผ่านมา และระเบิดฟอร์มสุดยอดช่วยให้แชมป์เก่า สามารถเก็บชัยชนะเรียบวุธ โดยตอนนี้ "เดอะ เร้ดส์" มี 9 คะแนนเต็มเท่ากับ เลสเตอร์ ซิตี้ และ เอฟเวอร์ตัน

ผลงานของ มาเน่ โดดเด่นมากๆ โดยเฉพาะในแมตช์ที่ชนะ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี 2-0 ซึ่ง ดาวเตะเซเนกัล ซัดไปสองประตู ก่อนที่จะโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดอีกครั้งเมื่อช่วยทีมซัด 1 ประตูในเกมไล่ถลุง "ไอ้ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล 3-1 ที่สนามแอนฟิลด์

นอกจาก มาเน่ แล้วคนที่ได้รับการเสนอชื่อลุ้นรางวัลนี้ยังมี แพทริค แบมฟอร์ด  (ลีดส์ ยูไนเต็ด), โดมินิค คัลเวิร์ต-เลวิน และ ฮาเมส โรดริเกซ (เอฟเวอร์ตัน), ติโมธี คาสตานเญ่ และ เจมี่ วาร์ดี้ (เลสเตอร์ ซิตี้), แฮร์รี่ เคน (ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์) และ ทาริก แลมป์ตีย์  (ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน)

แพ้ยับตามผี! วิลล่าโหดกระซวกลิเวอร์พูลเละ กรีลิชกด2จ่าย3-วัตกิ้นส์แฮตทริก

เหลือเชื่อ! "สิงห์ผงาด" งัดฟอร์มเด็ดเปิดบ้านไล่ถล่มแชมป์เก่า ลิเวอร์พูล ไม่ไว้หน้าถึง 7-2 เกมนี้ แจ็ค กรีลิช โชว์โหดกด2ประตูแถมจ่ายอีก 3 ขณะที่  โอลลี่ วัตกิ้นส์ หอกตัวใหม่ประเดิมซัดแฮตทริก ขณะที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ แม้จะซัดเบิ้ลแต่ไม่ช่วยให้ทีมพ้นความปราชัย ส่งให้ แอสตัน วิลล่า มี 9 แต้มเท่าหงส์, ปืน และจิ้งจอก ทว่าลูกได้เสียดีกว่าทำให้แซงขึ้นรองจ่าฝูง

สนาม : วิลล่า พาร์ค

    เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คู่สุดท้ายของคืนวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม ที่ผ่านมา แอสตัน วิลล่า ที่ชนะมา 2 นัดติดแบบไม่เสียประตู เปิดบ้านรับมือ "แชมป์เก่า" ลิเวอร์พูล ที่ชนะมา 3 เกมรวดเช่นกัน
   
    เกมนี้ ดีน สมิธ ปรับแดนกลาง ส่ง รอสส์ บาร์คลี่ย์ ที่ยืมมาจาก เชลซี ลงเล่นแทน คอเนอร์ ฮูริแฮน โดยแนวรุกยังเป็น มาห์มูด เทรเซเก้ต์, โอลลี่ วัตกิ้นส์ และแจ็ค กรีลิช ขณะที่ฝั่ง เจอร์เก้น คล็อปป์ ปวดหัวนอกจากจะไม่มี ซาดิโอ มาเน่ ที่ติดเชื้อโค
วิด-19 แล้วล่าสุดยังเสีย อลีสซง เบ็คเกอร์ ที่มาเจ็บตอนซ้อม ทำให้เกมนี้ต้องใช้ อาเดรียน ลงเฝ้าเสาแทน ส่วนแนวรุกส่ง ดีเอโก้ โชตา ประสานงานกับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และโรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่

    เปิดฉากครึ่งแรกมาได้แค่ 4 นาที กลายเป็น "สิงห์ผงาด" ที่ชิงขึ้นนำแชมป์เก่า ลิเวอร์พูล อย่างรวดเร็ว 1-0 เป็นความผิดพลาดของ อาเดรียน ที่จ่ายบอลพลาดหน้าปากประตูตัวเอง แจ็ค กรีลิช ตามไปเก็บบอลก่อนปาดเลียดมาให้ โอลลี่ วัตกิ้นส์ ที่
ยืนโล่งๆ ยิงด้วยซ้ายเสียบตาข่ายเข้าไป เป็นประตูแรกของเจ้าตัวนับแต่ย้ายมาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา

    นาทีที่ 8 เจ้าบ้านเกือบได้ลุ้นเม็ดสอง และเป็น แจ็ค กรีลิช ที่จ่ายเข้ากลางให้ รอสส์ บาร์คลี่ย์ ซัดด้วยซ้ายบอลพุ่งถากเสาไกลแบบได้เสียว

    นาที 15 "หงส์แดง" พลาดโอกาสไล่ตีเสมอ หลัง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จ่ายทะลุช่องให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ หลุดเข้าไปซัดติดเซฟ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ

    นาที 21 อดีตนายด่านปืนใหญ่ต้องออกแรงเซฟอีก หลัง ฟีร์มีโน่ โซโล่เดี่ยวเข้าไปในกรอบก่อนจะล็อคหนีแล้วซัดมุมแคบไปติดมือ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ

    ทีมเยือนบุกเพลินๆ กลายเป็นโดนเม็ดที่ 2 อย่างไม่น่าเชื่อ หลังอีกสองนาที วิลล่า สวนกลับขึ้นมาทางซ้าย แจ็ค กลีลิช แทงบอลให้ โอลลี่ วัตกิ้นส์ หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไป ก่อนกระชากหนี โจ โกเมซ ล้มตัวซัดด้วยขวาเสียบเสาเหลี่ยมเสาไกลอย่างงด
งาม

    แชมป์เก่าอยู่ไม่ได้หลังโดนไปสองเม็ด นาที 25 แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เปิดด้วยซ้ายไปติด ไทโรน มิงส์ สกัดมาเข้าทาง ดีเอโก้ โชต้า ที่เก็บได้แถวสองวอลเลย์สวนไปตรงตัว เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ รับไว้ไม่มีพลาด

    นาที 28 ดีเอโก้ โชต้า ลากตัดจากริมเส้นทางซ้ายมากลางประตู ก่อนตัดสินใจชิพบอล กำลังจะย้อยข้ามหัว มาร์ติเนซ อยู่แล้ว แต่นายด่านวิลล่ายังเร็วพอถอยหลังปัดปลายมือข้ามคานหวุดหวิด

    เกมสวนกลับของ "สิงห์ผงาด" ยังอันตราย นาที 31 เจ้าบ้านเกือบพังประตูที่สาม บอลออกจากเท้า แจ็ค กรีลิช เข้ากลางมาให้ รอสส์ บาร์คลี่ย์ แตะขึ้นหน้าเข้าไปเบียดกับ ฟาน ไดค์ แต่หลักไม่ดีซัดบอลหลุดกรอบออกไป

    กระนั้น นาที 33 "หงส์แดง" มาตีไข่แตกพังประตูไล่มาเป็น 1-2 โชต้า กระชากจากซ้ายเข้ากลางก่อนจ่ายให้ นาบี เกอิต้า หมุนตัวซัดไปติดบล็อค แม็ตต์ ทาร์เก็ตต์ ก่อนปลิ้นมาเข้าทาง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยิงสวนเข้าไปไม่เหลือ

    บอลแลกกันสนุก นาที 34 แม็ตตี้ แคช วางบอลยาวให้ รอสส์ บาร์คลี่ย์ หลุดกับดักล้ำหน้าขึ้นมาทางขวา ก่อนจะเลือกยิงเสาแรกไปติดขา อาเดรียน ออกหลัง

    และต่อเนื่องจากจังหวะเตะมุม นาที 35 สกอร์ของเจ้าถิ่นทะยานหนี ลิเวอร์พูล 3-1 บาร์คลี่ย์ เปิดเตะมุมมากลางประตู โจ โกเมซ สกัดบอลไปเข้าทาง จอห์น แม็คกินน์ ซัดแบบไม่จับไปแฉลบขา ฟาน ไดค์ เปลี่ยนทางเสียบมุมเข้าไป

     นาที 38  เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ มาโดนใบเหลืองหลังไปเข้าเสียบใส่ รอสส์ บาร์คลี่ย์ อย่างน่าเกลียด และจากฟรีคิกที่เจ้าถิ่นได้ บาร์คลี่ย์ ลุกมาเปิดฟรีคิกเข้าไป บอลเลยถึง มาห์มูด เทรเซเก้ต์ หลุดขึ้นมาทางซ้ายไม่ล้ำหน้าก่อนครอสมากลางประตูถึง 
โอลลี่ วัตกิ้นส์ โขกตุงตาข่าย เป็นแฮตทริกของอดีตแข้งเบรนฟอร์ด ช่วยให้ "สิงห์ผงาด" นำโด่ง 4-1

    ช่วงทดเจ็บครึ่งแรก นาที 45+1 "หงส์แดง" ได้ลุ้นบ้าง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน หลุดไปซัดด้วยซ้ายมุมแคบ แต่ยังไม่ผ่านมือ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ ที่เซฟไว้ได้อีก

    จบครึ่งแรก แอสตัน วิลล่า นำห่าง ลิเวอร์พูล อย่างเหลือเชื่อ 4-1

    ครึ่งหลัง  เจอร์เก้น คล็อปป์ ปรับทัพถอดเอา นาบี เกอิต้า ออกแล้วส่ง ทาคูมิ มินามิโนะ ลงไปเล่นแทน

    นาที 55 แอสตัน วิลล่า มาได้ประตูนำห่าง 5-1 จากจังหวะที่ รอสส์ บาร์คลี่ย์ เล่นชิ่งกับ กลีลิช หน้ากรอบก่อนที่บอลจะมาเข้าเท้า บาร์คลี่ย์ อีกครั้งแล้วซัดเต็มเท้าไปแฉลบ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ บอลพุ่งเปลี่ยนทางเสียบเสาไกลชนิดที่ อา
เดรียน หมดสิทธิ์ป้องกัน

    ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง "หงส์แดง" มาทวงประตูไล่มาเป็น 2-5 จากจังหวะที่ ฟีร์มีโน่ ได้บอลแล้วแทงให้ ซาลาห์ หลุดเข้าไปในกรอบแล้วซัดด้วยซ้ายผ่านมือ มาร์ติเนซ เสียบเสาแรกเข้าไป เป็นประตูที่สองของดาวยิงชาวอียิปต์ในเกมนี้

    ต่างฝ่ายยังเปิดเกมรุกเล่นกันสนุก นาที 66 กลายเป็น "สิงห์ผงาด" ที่มาได้ประตูที่หก คราวนี้เป็น วัตกิ้นส์ ที่จ่ายให้ แจ็ค กรีลิช ดึงหนี เทรนท์ ก่อนซัดด้วยขวาไปแฉลบ ฟาบินโญ่ พุ่งเปลี่ยนทางเสียบเสาแรก พา แอสตัน วิลล่า นำห่าง 6-2

    นาที 75 เกมรับทีมเยือนเละเทะอีก คราวนี้ จอห์น แม็คกินน์ แทงบอลให้ แจ็ค กรีลิช หลุดเข้าไปก่อนซัดผ่าน อาเดรียน เข้าไปอย่างเยือกเย็นให้ วิลล่า ทะยานนำลิ่วแบบเหลือเชื่อ 7-2

    จบเกม แอสตัน วิลล่า งัดฟอร์มสุดยอดไล่ถล่มแชมป์เก่า ลิเวอร์พูล ขาดลอย 7-2 คว้าสามแต้มมีเพิ่มเป็น 9 คะแนน เท่ากับ เลสเตอร์, อาร์เซน่อล และลิเวอร์พูล แต่ลูกได้เสียดีกว่าทำให้รั้งรองจ่าฝูง โดยตามหลังจ่าฝูง "ทอฟฟี่" ที่คว้าชัย 4 นัด รวดอยู่ 3 คะแนน

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        แอสตัน วิลล่า (4-3-3) : เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ – แม็ตตี้ แคช, เอซรี่ คอนซ่า, ไทโรน มิงส์, แม็ตต์ ทาร์เก็ตต์ – รอสส์ บาร์คลี่ย์, ดั๊กลาส ลุยซ์, จอห์น แม็คกินน์ – มาห์มูด เทรเซเก้ต์, โอลลี่ วัตกิ้นส์, แจ็ค กรีลิช
 
        ผู้จัดการทีม : ดีน สมิธ
 
        ลิเวอร์พูล (4-3-3) :  อาเดรียน – เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์, โจ โกเมซ, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – นาบี เกอิต้า, ฟาบินโญ่, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม – โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ดิโอโก้ โชต้า

        ผู้จัดการทีม : เจอร์เก้น คล็อปป์

        ผู้ตัดสิน : มาร์ติน แอตกินสัน

ประเดิมโชต้า! “โจนส์-มินามิโนะ” เบิ้ลลิเวอร์พูลยำลินคอล์นลิ่วชนปืนใหญ่

เหล่าสาวก "เดอะ ค็อป" หน้าบานเต็มที่หลังขุนพลทัพสำรอง "หงส์แดง" โชว์ฟอร์มร้อนแรงบุกถล่ม ลินคอล์น ซิตี้ 7-2 จากผลงานสุดฮอตของ "โจนส์-มินามิโนะ" เหมาคนละ 2 ประตูแถม ดีโอโก้ โชต้า ลงประเดิมสนามพาทีมผ่านเข้าไปฟัด อาร์เซน่อล ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายต่อไป ในศึกฟุตบอลคาราบาว คัพ รอบ 3 คืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
สนาม : แอลเอ็นอีอาร์ สเตเดี้ยม

    ”ดิ อิมพ์ส” ลินคอล์น ซิตี้ รองจ่าฝูง ลีก วัน ของกุนซือ ไมเคิ่ล แอ็พเพิลตัน ฟอร์มร้อนแรงชนะมา 5 เกมติดรวมทุกรายการส่วนถ้วยนี้ผ่านเข้ารอบมาด้วยการบุกถล่ม แบร็ดฟอร์ด ซิตี้ 5-0

    ทางด้าน "หงส์แดง" นายใหญ่ เจอร์เกน คล็อปป์ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมโดยชนะมา 3 ติดต่อกันรวมทุกรายการ โดยหลังจากที่พลาดท่าแพ้จุดโทษอาร์เซน่อลใน คอมมิวนิตี้ ชิลด์ หงส์แดง ก็คืนฟอร์มเก่ง ถล่มแบล็คพูล 7-2, ก่อนที่จะเฉือน ลีดส์ ยูไนเต็ด 4-3 และชนะ เชลซี 2-0

  5 นาทีผ่านเป็น ลิเวอร์พูล ครองบอลบุกตามคาดได้ลุ้นทำประตูจากจังหวะซัดของ เคอร์ติส โจนส์ และลูกเปิดทางซ้ายของ คอสคาส ซิมิกาส แต่ยังไม่ดีพอผ่านมือ อเล็กซ์ พาลเมอร์

    ต่อมานาทีที่ 9 "หงส์แดง" ขึ้นนำอย่างรวดเร็วจากความผิดพลาดของ แม็กซ์ เมลเบิร์น ไปเสียเหลี่ยมหวด เคอร์ติส โจนส์ เสียฟรีคิกระยะอันตรายหน้าหัวกะโหลกฝั่งขวา เชอร์ดาน ชากิรี่ วิ่งมาปั่นด้วยซ้ายบอลโค้งเสียบใต้คานตุงตาข่ายงามหยด

 นาทีที่ 17 ทีมเยือน หวิดบวกสกอร์เพิ่มเป็นจังหวะทำชิ่งทางฝั่งซ้าย มาร์โก กรูยิช ดีดคืนให้ คอสคาส ซิมิกาส ครอสบอลเข้าในมาตกใส่ เคอร์ติส โจนส์ แต่งได้ช่องตะบันด้วยซ้ายหลุดออกหลังไป

    ไม่ต้องรอนานนาทีต่อมา "หงส์แดง" ทิ้งห่างออกไปจากจังหวะแจกโชคของ ลูอิส มอนส์ม่า จ่ายบอลประมาทไปติดขา ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ ก่อนเด้งมาเข้าทาง ทาคูมิ มินามิโนะ เก็บส้มหล่นปั่นตามน้ำด้วยขวาโค้งผ่านมือ อเล็กซ์ พาลเมอร์ เสียบเสาไกลสุดสวย

    โอกาสลุ้นครั้งแรกของทัพ ”ดิ อิมพ์ส” เป็นลูกฉาบฉวยแนวรับ ลิเวอร์พูล เหม่อโดนเล่นฟรีคิกเร็ว เจมส์ โจนส์ หลุดขึ้นมาทางซ้ายก่อนตวัดเข้าในไปติดปลายมือ อาเดรียน ผวาปัดทิ้งออกหลัง

    27 นาทีผ่าน จ้าถิ่น เริ่มขยับเกมรุกมากขึ้นเป็น จอร์ช กรานท์ วิ่งสอดหลุดกับดักล้ำหน้าก่อนป้ายเข้าถึง แอนโทนี่ สคัลลี่ ซัดไม่ดีบอลเลยมาถึง คอสคาส ซิมิกาส ตามสกัดออกหลังไปได้ทัน

แต่แล้วนาทีที่ 32 กลายเป็น "หงส์แดง" บวกสกอร์เพิ่มจากบอลยาวของ รีห์ส วิลเลียมส์ วางแทยงเข้าเขตโทษตกใส่หัว ดิว็อค โอริกี้ โขกตั้งให้ เคอร์ติส โจนส์ ดึงเข้าขวาปั่นโค้งผ่าน ทิโมธี อีโยม่า ซุกก้นตาข่าย

    3 นาทีต่อมา ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ ขอลุ้นเองบ้างลองซัดด้วยซ้ายระยะร่วม 30 หลาบอลพุ่งเรียดเกือบเบียดเสาแรกแต่ อเล็กซ์ พาลเมอร์ พุ่งไปปัดทิ้งออกหลังหวุดหวิด

    ยังไม่หนำใจนาทีต่อมา ลิเวอร์พูล ยำใหญ่คราวนี้ ลูอิส มอนส์ม่า โหม่งสกัดไม่ขาดบอลมาเข้าทาง ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ แทงเร็วให้ เคอร์ติส โจนส์ ชิงเหลี่ยมหมุนตัวเทิร์นบอลก่อนปั่นด้วยขวาแฉลบ ทิโมธี อีโยม่า เข้าไปไม่มีเหลือ

    ท้ายครึ่งแรก ลินคอล์น ซิตี้ พยายามฮึดสู้ ทิโมธี อีโยม่า แอบมาเก็บบอลทางริมเส้นฝั่งขวาหลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปหยอดให้ เจมส์ โจนส์ โฉบมาโขกคนเดียวเข้าข้างตาข่ายอย่างน่าเสียดาย

    ช่วงทดเจ็บ ทาโย อีดัน ปีกตัวความหวังของ ”ดิ อิมพ์ส” หลุดเข้ามาถึงในกรอบเขตโทษโชว์ลีลาหลอก รีห์ส วิลเลียมส์ ได้ลองยัดมุมแคบด้วยซ้ายก็ยังไม่ผ่านมือ อาเดรียน ตะปปทิ้งเหมือนเดิม

    หมดครึ่งเวลาแรก ลินคอล์น ซิตี้ 0 ลิเวอร์พูล 4

    ครึ่งหลังเริ่มได้ไม่ถึงนาที ทีมเยือน ยังคงไร้ปราณีหนีออกไปอีกจากการใช้  เพรสซิ่ง แย่งบอลมาได้สุดท้ายเป็น เคอร์ติส โจนส์ แทงช่องให้ ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ หลุดเดี่ยวเข้าไปทิ่มติดเซฟ อเล็กซ์ พาลเมอร์ โชคดีเด้งมาเข้าทาง ทาคูมิ มินามิโนะ สลับขาแปร์เข้าไปไม่พลาด

    นาทีที่ 48 อาเดรียน ไม่น้อยหน้าขอโชว์บ้างออกมาตัดลูกหลุดเดี่ยวของ แฮร์รี่ แอนเดอร์สัน ก่อนกลับไปยืนตำแหน่งปัดบอลออกจากเท้า ทาโย อีดัน

 มีพลาดเหมือนกันนาทีที่ 53 ทาโย อีดัน ตักบอลเข้ากรอบเขตโทษ รีห์ส วิลเลียมส์ โดดสกัดไม่ดีเลยมาถึง แอนโทนี่ สคัลลี่ ตามเก็บตกแปร์ไปติดขา อาเดรียน บล็อคช่วยทีมเอาไว้ได้

    นาทีที่ 61 เจ้าถิ่นมาได้ประตูปลุกใจเป็น เนโก วิลเลี่ยมส์ เล่นยากโดนฉกกลางสนามโดน จอร์ช กรานท์ พาบอลย้อนทางขึ้นมาจ่ายเข้าในให้ ทาโย อีดัน ดึงเข้าขวาทิ้งตัวแปร์เรียดผ่าน อาเดรียน เข้าไป

    เกมเปิดแลกสุดมันส์ 4 นาทีต่อมา ลิเวอร์พูล มาได้ประตูครบครึ่งโหลเป็น ลูอิส มอนส์ม่า คนเดิมเคลียร์บอลไม่ขาดมาตกใส่เท้า มาร์โก กรูยิช ก้มหน้ากดหน้าเขตโทษติดปลายนิ้ว เล็กซ์ พาลเมอร์ ไหลเข้าประตู

    นาทีต่อมา ลินคอล์น ซิตี้ แลกหมัดทันควัน จากลูกเตะมุมทางฝั่งซ้ายโยนลึกไปเสาไกลให้ ลูอิส มอนส์ม่า แก้ตัววิ่งสลัดตัวประกบขึ้นตัดหน้า เนโก วิลเลี่ยมส์ โขกบอลชนใต้คานเด้งเข้าประตูไป

    70 นาทีผ่าน ทิโมธี อีโยม่า ไปเข้าพรวดกระแทก ทาคูมิ มินามิโนะ ร่วงรงไปแทบจะบนเส้น 18 หลา ฟาบินโญ่ รับหน้าที่ปั่นด้วยขวาบอลเฉี่ยวเสาไกลหลุดออกไปได้ลุ้น

    15 นาทีสุดท้าย ดีโอโก้ โชต้า เกือบเบิกสกอร์แรกในนัดประเดิมสนามรับบอลจาก นาบี เกอิต้า แต่งหาช่องหักข้อด้วยขวาบอลผ่านมือ อเล็กซ์ พาลเมอร์ ไปชนเสาเด้งออกมา

    2 นาทีต่อมา เจ้าถิ่น เริ่มมองเห็นจุดอ่อนในแนวรับ ลิเวอร์พูล แอนโทนี่ สคัลลี่ ถอยมาเก็บบอลทางซ้าย หยอดเข้าในให้ ทีโอดอร์ อาคิบัลด์ เอาชนะ เนโก วิลเลี่ยมส์ เสียดายโขกไปตรงตัว อาเดรียน

    ท้ายเกม "หงส์แดง" มาปิดกล่องจากจังหวะสวนกลับ ทาคูมิ มินามิโนะ พาบอลลากลุยจากครึ่งสนามก่อนแทงออกขวาให้ ดิว็อค โอริกี้ วิ่งมาแปร์ตามน้ำผ่านมือ อเล็กซ์ พาลเมอร์ ไม่พลาด

  จบเกม ลินคอล์น ซิตี้ 2 ลิเวอร์พูล 7 ลูกทีมของ เจอร์เกน คล็อปป์ ทำผลงานได้ตามเป้าผ่านเข้าไปฟัด อาร์เซน่อล ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายต่อไป
 
รายชื่อนักเตะที่ลงสนามตัวจริง

    ลินคอล์น ซิตี้ (4-3-3) : อเล็กซ์ พาลเมอร์ – อเล็กซ์ แบรดลีย์, ทิโมธี อีโยม่า, ลูอิส มอนส์ม่า, แม็กซ์ เมลเบิร์น – ทาโย อีดัน, เลียม บริดคัตต์ (ทอม ฮอปเปอร์ น.60), เจมส์ โจนส์ (คอเนอร์ แม็คเกรนเลส น.60) – แฮร์รี่ แอนเดอร์สัน (ทีโอดอร์ อาคิบัลด์ น.67), แอนโทนี่ สคัลลี่, จอร์ช กรานท์

เทรนเนอร์ : ไมเคิ่ล แอ็พเพิลตัน

    ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อาเดรียน – เนโก วิลเลี่ยมส์, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ (ฟาบินโญ่ น.46), รีห์ส วิลเลียมส์, คอสคาส ซิมิกาส, ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ (ดีโอโก้ โชต้า น.57), เคอร์ติส โจนส์, มาร์โก กรูยิช  – เชอร์ดาน ชากิรี่ (นาบี เกอิต้า น.75), ดิว็อค โอริกี้, ทาคูมิ มินามิโนะ

เทรนเนอร์ : เจอร์เกน คล็อปป์

ผู้ตัดสิน : โทนี่ แฮร์ริงตัน

จับตาเบลผนึกกำลังซน-เคน! เทียบสถิติสามประสานบิ๊กซิกซ์ทีมไหนเจ๋งสุด

หลังจาก แกเร็ธ เบล ย้ายร่วมทัพ สเปอร์ส ด้วยสัญญายืมตัวทำให้หลายคนจับตามองสามประสานในแดนหน้าของ “ไก่เดือยทอง” นั่นคือ แฮร์รี่ เคน, ซน ฮึง-มิน ผนึกกำลังกับ ปีกชาวเวลส์ น่าสนใจว่าพวกเขาจะไปได้สวยขนาดไหนในฤดูกาลนี้ ทว่าหากเราจับสามประสานของสเปอร์สมาเปรียบเทียบกับสามประสานของบิ๊กซิกซ์พวกเขาจะอยู่ในอันดับไหนกัน (วัดจากสถิติการมีส่วนร่วมกับประตูในฤดูกาล 2018-19 และ 2019/20)
6.อาร์เซน่อล

วิลเลี่ยน, อเล็กซองด์ ลากาแซตต์, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง

    วิลเลี่ยน ย้ายจาก เชลซี มาอยู่คู่ปรับร่วมเมือง อาร์เซน่อล พร้อมกับเปิดตัวอย่างสวยงามด้วยการทำดับเบิ้ลแอสซิสต์ในเกมถล่มฟูแล่ม 3-0 ปกติคู่ขาแดนหน้าของทีมอลากาแซตต์ และ โอบาเมยอง ก็อันตรายอยู่แล้ว การได้วิลเลี่ยนมาเติมเต็มตัวรุกทางฝั่งขวาทำให้ อาร์เซน่อล มีสามประสานที่น่ากลัวทีเดียวในฤดูกาลนี้แม้แต่  นิโกล่าส์ เปเป้ ยังต้องตกเป็นตัวสำรอง

    หากนับรวมสถิติ วิลเลี่ยน กับ เชลซี ใน 2 ฤดูกาลหลังสุดเท่ากับว่าสามประสานของ “ปืนใหญ่” มีค่าเฉลี่ยการมีส่วนร่วมกับประตูในทุกๆ 130.9 นาที โดยโอบาเมยอง คนเดียวก็มีส่วนร่วมกับประตูถึง 54 ลูกแล้ว อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับสามประสานของบิ๊กซิกซ์พรีเมียร์ลีก อาร์เซน่อล ถือว่ารั้งอันดับท้าย

5.แมนฯ ยูไนเต็ด

อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล, มาร์คัส แรชฟอร์ด, เมสัน กรีนวู้ด

    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ค้นพบความลงตัวในแดนหน้าเมื่อเขาเซ็นสัญญา บรูโน่ แฟร์นันด์ส ในช่วงเดือนมกราคมพร้อมกับยึดแผนการเล่น 4-2-3-1 เป็นหลัก โดย เมสัน กรีนูว้ด และ มาร์คัส แรชฟอร์ด จะอยู่ทางริมเส้น และ มาร์กซิยาล ยืนเป้นกองหน้าคัวเป้า

    สถิติที่ดีที่สุดในสามประสานแดนหน้าของ “ผีแดง” คือ มาร์กซิยาล ที่มีส่วนร่วมกับประตูในทุกๆ 124 นาที ขณะที่ต่ำที่สุดคือ เมสัน กรีนวู้ด ที่ 134 นาทีต่อการมีส่วนร่วมกับหนึ่งประตู ซึ่งถือว่าไม่ห่างกันมากเท่าไหร่นัก มันแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเฉลี่ยๆกันมีส่วนกับประตู ไม่ได้มีใครโดดเด่นเกินหน้าเกินตา อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่ได้ยิงประตูเป็นกอบเป็นกำมากนักทำให้ค่าเฉลี่ยของทั้งสามในการมีส่วนร่วมกับประตูจะเกิดขึ้นทุกๆ 126.8 นาที รั้งเป็นอันดับ 5 ของสามประสานบิ๊กซิกซ์

4.สเปอร์ส

แกเร็ธ เบล, แฮร์รี่ เคน, ซน ฮึง-มิน

    สเปอร์ส ขาดแคลนศูนย์หน้าตัวเป้าเป็นอย่างมากหลังมีแค่ แฮร์รี่ เคน คนเดียวเท่านั้นที่ลงเล่นได้ แต่ฤดูกาลนี้พวกเขายังมีปีกมากมายอย่างเช่น เบล, ซน, มูร่า และ เบิร์กไวจ์น คอยช่วยแนวรุก

    2 ฤดูกาลหลังสุด เคน มีส่วนกับประตูถึง 46 ลูก ขณะที่ ซน ทำได้ใกล้เคียงกัน 43 ประตู อย่างไรก็ตาม เบล เป็นคนดึงกราฟตกพอสมควรจากการที่เขาโดนดองรวมถึงรักษาอาการบาดเจ็บทำให้มีส่วนกับประตูแค่ 15 ลูก

3.ลิเวอร์พูล

ซาดิโอ มาเน่, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์

    ลิเวอร์พูล ครองแชมป์พรีเมียร์ลีกหลังจากรอคอยมานานถึง 30 ปีคงต้องขอบคุณแนวรับอันแข็งแกร่งและแนวรุกระดับพระกาฬ สามประสาน มาเน่, ซาลาห์, ฟีร์มีโน่ ของ ลิเวอร์พูล สามารถวิ่งไล่เพรสซิ่งคู่แข่งและยังสลับตำแหน่งกันอย่างราบรื่นอีกด้วย

    อย่างไรก็ตามพวกเขายังรั้งอันดับสามหลังจากมีส่วนร่วมกับประตูในทุกๆ 122.6 นาที โดย ซาลาห์ เป็นคนที่มีสถิติดีที่สุดเนื่องมีส่วนกับประตูในทุกๆ 102 นาที ขณะที่ ฟีร์มีโน่ ค่อนข้างดึงค่าเฉลี่ยหลังใช้เวลาถึง 161 นาทีในการมีส่วนกับประตู

2.เชลซี

ไค ฮาแวร์ตซ์, ติโม แวร์เนอร์, คริสเตียน พูลิซิช

    เชลซี เปลี่ยนแปลงทัพไปมากพอสมควรในซีซั่นนี้โดยเฉพาะหาก ฮาคิม ซีเย็ค แทนที่ของ คริสเตียน พูลิซิช แต่คีย์แมนเกมบุกของเชลซีฤดูกาลนี้ต้องเป็นสามประสานอดีตแข้งบุนเดสลีกาอย่าง พูลิซิช, แวร์เนอร์ และ ฮาแวร์ตซ์

    เชลซี รั้งอันดับ 2 ในสามประสานของบิ๊กซิกซ์คงต้องขอบคุณ ติโม แวร์เนอร์ เป็นพิเศษเนื่องจากเขามีส่วนกับประตูถึง 59 ลูกในสองฤดูกาลทหลังที่บุนเดสลีกา โดยเขามีส่วนกับประตูในทุกๆ 93 นาที ขณะที่สถิติรองลงมาคือ พูลิซิช ที่มีส่วนกับประตูทุกๆ 144 นาที คำถามคือ ฮาแวร์ตซ์ และ แวร์เนอร์ จะทำผลงานได้ดีแบบนี้ในพรีเมียร์ลีกหรือไม่

1.แมนฯ ซิตี้

ราฮีม สเตอร์ลิง, เซร์คิโอ อเกวโร่, เควิน เดอ บรอยน์

    ความจริง เควิน เดอ บรอยน์ ไม่เชิงว่าอยู่ในสามประสานแดนหน้าแต่เขาสำคัญมากต่อเกมบุกของ แมนฯ ซิตี้ ดังนั้นจึงไม่สามารถตัดเขาออกจากลิสต์ได้ และหากนับรวมกับ เซร์คิโอ อเกวโร่ และ ราฮีม สเตอร์ลิง แล้วพวกเขามีส่วนร่วมกับประตูเฉลี่ยทุกๆ 97.9 นาทีซึ่งดีที่สุดในบรรดาท็อปซิกซ์

    อเกวโร่ ทำผลงานน่าประทับใจโดยทำประตูหรือแอสซิสต์ในทุกๆ 82 นาทีนับตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาล 2018/19 แต่ เดอ บรอยน์ (99 นาที) และ สเตอร์ลิง (113 นาที) ก็ไม่ได้สถิติห่างมากนัก

 

แฟนอาร์เซน่อล?คอบอลแซวพาวสันเซ็งลากาแซตต์ยิงพลาด

บรรดาคอโซเชียลออกโรงออกแซว เคร็ก พาวสัน ท่านเปาเลือดผู้ดี หลังเจ้าตัวออกอาการสุดเสียดายในจังหวะที่ อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ หลุดเดี่ยวแต่ดันยิงไม่เข้า ในแมตช์ที่แพ้ "หงส์แดง" เกมลีกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
    เคร็ก พาวสัน ผู้ตัดสินชาวอังกฤษ แสดงอาการสุดเสียดายในจังหวะที่ อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ กองหน้าอาร์เซน่อล หลุดเดี่ยวแต่ดันยิงไปติดตัว อลีสซง เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูจอมหนึบ ในเกมที่แพ้ ลิเวอร์พูล 1-3 ที่สนามแอนฟิลด์ ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

    ในช่วงที่ "หงส์แดง" มีสกอร์นำ 2-1 ทัพ "เดอะ กันเนอร์ส" มีโอกาสที่จะตีเสมอถึงสองครั้งสองครา โดยครั้งแรก ลากาแซตต์ หลุดกับดักล้ำหน้าแต่ดันหาญกล้าคิดจะชิพบอลหนี อลีสซง แต่ไม่สำเร็จ ในขณะที่อีกจังหวะกองหลังเจ้าบ้านเช็คล้ำหน้าพลาด และ หัวหอกเลือดเฟร้นช์ หลุดไปดวลกับ นายด่านชาวบราซิเลียน แต่ก็โดนเซฟได้อยู่ดี


 

    สำหรับในจังหวะหลังได้เกิดประเด็นให้พูดถึงกันทั่วสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อมีคลิปแสดงให้เห็นถึงอาการสุดเสียดายของ พาวสัน โดยงานนี้ทำเอาบรรดาคอโซเชียลได้แสดงความเห็นกันอย่างสนุกสนาน บางรายถึงขั้นแซวว่าท่านเปารายนี้อาจจะเป็นสาวก "ไอ้ปืนใหญ่" ก็ได้

    "ให้ตายเหอะ ลองดูปฏิกิริยาของกรรมการซิ" แฟนบอลรายแรกทวิตข้อความในเว็บไซต์ทวิตเตอร์ ขณะที่อีกรายโพสต์เสริมว่า "ดูเหมือนกรรมการจะเซ็งกับทักษะการจบสกอร์ของลากาแซตต์" ตามด้วยรายที่สามที่ระบุว่า "เป็นการแสดงปฏิกิริยาที่แปลกประหลาดจากผู้ตัดสินเคร็ก พาวสัน สงสัยเขาจะเป็นพวกกูนเนอร์" ตบท้ายด้วยรายที่ 4 "เคร็ก พาวสัน ให้ ลากาแซตต์ เป็นกัปตันในทีมแฟนตาซีของเขา"

แมนยูห่างไม่เห็นฝุ่น! ลิเวอร์พูล เบอร์ 1 ทีมมูลค่านักเตะรวมสูงที่สุดในโลก

สำหรับตอนนี้ต้องยอมรับว่า ลิเวอร์พูล เป็นสโมสรที่ได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วโลก ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกเขาจะกลายเป็นทีมที่มีมูลค่าขุมกำลังนักเตะมากสุดในวงการลูกหนังโลก หลังจากที่พวกเขาเสริมทัพไม่มากแต่เต็มไปด้วยคุณภาพ ในขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตามหลังทัพ "หงส์แดง" และ เชลซี
    "เดอะ เร้ดส์" เพิ่งจะกระชากตัว ดีโอโก้ โชต้า กับ ติอาโก้ อัลกันตาร่า มาเสริมแกร่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ทีมของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ มีมูลค่าในการเสริมนักเตะเพิ่มมากขึ้น ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่มีขุมกำลังแพงที่สุดเกือบ 1,000 ล้านปอนด์ (ราว 38,000 ล้านบาท) จากการเปิดเผยของ ทรานเฟอร์สมาร์ค transfermarkt.com เว็บไซต์แนวประเมินผลงานและค่าตัวของนักฟุตบอลทั่วโลก

    ที่น่าเหลือเชื่อก็คือขุมกำลังของ "เดอะ เร้ดส์" ในเวลานี้มีมูลค่าสูงกว่าขุมกำลัง "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มากกว่า 50 ล้านปอนด์ (ราว 1,900 ล้านบาท) โดยสองสตาร์ของ ลิเวอร์พูล อย่าง ซาดิโอ มาเน่ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ มีอัตราค่าตัวพุ่งไปถึงคนละ 108 ล้านปอนด์ (ราว 4,104 ล้านบาท)

    ขณะที่ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็กขวาจอมแอสซิสต์ ถูกประเมินว่ามีค่าตัวพุ่งไปถึง 99 ล้านปอนด์ (ราว 3,762 ล้านบาท) นอกจากนี้พวกเขายังมีนักเตะมากกว่า 5 รายที่มีค่าตัวพุ่งขึ้นในระดับสูงประมาณ 50 ล้านปอนด์ (ราว 1,900 ล้านบาท)

    ในส่วนของ แมนฯ ซิตี้ ขุมกำลังรวมของพวกเขาตอนนี้มีมูลค่าประมาณ 933.1 ล้านปอนด์ (ราว 35,457.8 ล้านบาท) เหนือกว่า "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า ที่มีมูลค่านักเตะรวมอยู่ที่ประมาณ 910.3 ล้านปอนด์ (ราว 34,591.4 ล้านบาท) ทำให้พวกเขารั้งอยู่ในอันดับ 3

    เมื่อมองไปที่ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ปัจจุบันติดอยู่ในอันดับ 4 โดยขุมกำลังทีมของกุนซือแฟร้งค์ แลมพาร์ด มีมูลค่าอยู่ที่ 825.9 ล้านปอนด์ (ราว  31,384.2 ล้านบาท) หลังจากที่พวกเขาทุ่มเงินคว้าตัวแข้งใหม่มาเสริมทัพถึง 7 คนในช่วงซัมเมอร์นี้ ซึ่งรวมทั้งไค ฮาแวร์ตซ์, ติโม แวร์เนอร์ และ เบน ชิลเวลล์

    สำหรับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พวกเขารั้งอยู่ในอันดับ 7 ด้วยมูลค่านักเตะรวมประมาณ 719.5 ล้านปอนด์ (ราว 27,341 ล้านบาท) ซึ่งต้องยอมรับว่าในเวลานี้พวกเขาอยู่ห่างชั้นกับ ลิเวอร์พูล คู่อริตลอดกาลทั้งเรื่องผลงานในสนามและมูลค่านักเตะโดย "ปีศาจแดง" ตามหลัง "เดอะ เร้ดส์" เกือบ 300 ล้านปอนด์ (ราว 11,400 ล้านบาท) เลยทีเดียว

    นอกจากนี้ทีมของกุนซือโอเล่ กุนนาร์ โซลชา ยังมีอันดับต่ำกว่า "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ที่มีมูลค่านักเตะอยู่ที่ประมาณ 789.5 ล้านปอนด์ (ราว 30,001  ล้านบาท) และ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค เจ้าของทริปเบิ้ลแชมป์เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา จำนวน 754.2 ล้านปอนด์ (ราว 28,659.6 ล้านบาท)

    ขณะที่ "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ มีชื่อติดท็อปเทนจำนวนเงินมูลค่านักเตะรวม 697 ล้านปอนด์ (ราว 26,486 ล้านบาท) ตามหลัง "เปแอสเช" ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่มียอดเงินอยู่ที่ 706.4 ล้านปอนด์ (ราว 26,843.2  ล้านบาท)  และ แอตเลติโก มาดริด จำนวนมูลค่านักเตะรวม 702 ล้านปอนด์ (ราว 26,676 ล้านบาท)

     ส่วนสโมสรอื่นๆ ในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่มีมูลค่านักเตะรวมติดท็อป 20 ได้แก่ "ไอ้ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล จำนวน 582.5 ล้านปอนด์ (ราว 22,135 ล้านบาท) รั้งอันดับ 13, "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน มูลค่านักเตะรวม 442 ล้านปอนด์ (ราว 16,796 ล้านบาท) อันดับ 16 และ "สุนัขจิ้งจอก" เลสเตอร์ ซิตี้ จำนวน 415.2 ล้านปอนด์ (ราว  15,777.6 ล้านบาท)  ติดอันดับ 18

20 อันดับสโมสรที่มีมูลค่านักเตะรวมมากสุดในโลก
อันดับ    สโมสร                มูลค่านักเตะรวม
1    ลิเวอร์พูล                986.7 ล้านปอนด์ (ราว 37,494.36 ล้านบาท)
2    แมนฯ ซิตี้                933.1 ล้านปอนด์ (ราว 35,457.8 ล้านบาท)
3    บาร์เซโลน่า                910.3 ล้านปอนด์ (ราว 34,591.4 ล้านบาท)
4.    เชลซี                825.9 ล้านปอนด์ (ราว  31,384.2 ล้านบาท)
5.    เรอัล มาดริด            789.5 ล้านปอนด์ (ราว 30,001  ล้านบาท)
6.    บาเยิร์น มิวนิค            754.2 ล้านปอนด์ (ราว 28,659.6 ล้านบาท)
7.    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด            719.5 ล้านปอนด์ (ราว  27,341 ล้านบาท)
8.     ปารีส แซงต์-แชร์กแมง            706.4 ล้านปอนด์ (ราว 26,843.2  ล้านบาท)
9.    แอตเลติโก มาดริด            702 ล้านปอนด์ (ราว  26,676 ล้านบาท)
10    สเปอร์ส                697.1 ล้านปอนด์ (ราว  26,489.8 ล้านบาท)
11    อินเตอร์ มิลาน            660.7 ล้านปอนด์ (ราว 25,106.6  ล้านบาท)
12    ยูเวนตุส                594.6 ล้านปอนด์ (ราว 22,594.8  ล้านบาท)
13    อาร์เซน่อล                582.5 ล้านปอนด์ (ราว 22,135 ล้านบาท)
14    โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์            543.4 ล้านปอนด์ (ราว 20,649.2  ล้านบาท)
15    นาโปลี                531.2 ล้านปอนด์ (ราว 20,185.6 ล้านบาท)
16    เอฟเวอร์ตัน                442 ล้านปอนด์ (ราว  16,796 ล้านบาท)
17    แอร์เบ ไลป์ซิก            441.6 ล้านปอนด์ (ราว  16,780.8 ล้านบาท)
18    เลสเตอร์ ซิตี้            415.2 ล้านปอนด์ (ราว  15,777.6 ล้านบาท)
19    เอซี มิลาน                384.9 ล้านปอนด์ (ราว 14,626.2  ล้านบาท)
20    เบนฟิก้า                343.1 ล้านปอนด์ (ราว 13,037.8  ล้านบาท)

 

 

อาร์เซน่อลบุกทุบเลสเตอร์ ลิ่วบาวคัพรอบ4โอกาสชน “หงส์แดง” มีสูง

"ปืนใหญ่" ขนสำรองลงสนามเกือบยกชุดก่อนจะเบียดเอาชนะเจ้าบ้าน เลสเตอร์ ซิตี้ ที่จัดแข้งสำรองเช่นกัน 2-0 จากการทำเข้าประตูตัวเองของ คริสเตียน ฟุคส์ ก่อนที่ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ จะยิงนาทีสุดท้ายให้ อาร์เซน่อล ผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้าย รอพบผู้ชนะระหว่าง ลินคอล์น ซิตี้ หรือ ลิเวอร์พูล ในศึกคาราบาว คัพ รอบ 3 เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา

สนาม : คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม

    "บิ๊กแมตช์" คาราบาว คัพ รอบ 3 เมื่อคืนวันพุธที่ 23 กันยายน ที่ผ่านมา เป็นการพบกันระหว่าง เลสเตอร์ ซิตี้ เปิดคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม รับมือ อาร์เซน่อล ซึ่งทั้งสองทีมต่างโชว์ฟอร์มเยี่ยมเก็บชัยชนะ 2 เกมในลีกมาด้วยกันทั้งคู่

    เกมนี้  เบรนแดน ร็อดเจอร์ส แข้งสำรองเป็นหลักวาง เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ หน้าเป้าและให้ เจมส์ แมดดิสัน, คีร์นาน ดิวส์บิวรี่-ฮอลล์, เดมาไร เกรย์ และมาร์ค อัลไบรท์ตัน ปั้นเกมสนับสนุน ส่วนทางฝั่ง มิเกล อาร์เตต้า นายใหญ่ของอาร์เซน่อลโรเตชั่นส่งแข้งสำรองลงสนามเช่นกัน 3 ประสานแนวรุกวาง นิโกล่าส์ เปเป้,  เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ และ รีสส์ เนลสัน

    ออกสตาร์ทครึ่งแรกมาแค่ 3 นาที "ปืนใหญ่" ทีมเยือนได้ทักทายก่อนเลยหลัง รีสส์ เนลสัน ตัดบอลได้ทางซ้ายก่อนเลี้ยงตัดเข้าหน้ากรอบตะบันด้วยขวาบอลพุ่งจะฮุคใต้คานแต่ไปติดปลายนิ้วของ แดนนี่ วอร์ด

    นาทีที่ 6 ถัดมา มาร์ค อัลไบรท์ตัน เปิดบอลไปให้ เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ อัดด้วยซ้ายแต่บอลยังไม่ผ่านมือ แบร์นด์ เลโน่

    จังหวะเข้าทำของ "ปืนใหญ่" ดูดีกว่า นาที 17 ได้ลุ้นจากจังหวะที่ เปเป้ หลุดไปในกรอบทางขวาก่อนซัดไปติดบล็อค คริสเตียน ฟุคส์ และจากลูกเตะมุมถัดมา เซอัด โคลาซินัช ได้ซัดนอกกรอบเต็มแรงแต่บอลพุ่งหลุดกรอบออกไป

    อีก 2 นาทีถัดมา อาร์เซน่อล ได้เสียวอีกเมื่อ บูคาโย่ ซาก้า พาบอลถึงเส้นหลังแล้วปาดเลียดไปหน้ากรอบไม่ถึง 6 หลา แต่แข้งไอ้ปืนใหญ่ รวมทั้ง เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ ต่างเข้าชาร์ตไม่ถึงบอลผ่านหน้าประตูไปอย่างน่าเสียดาย

    นาที 29 ทีมเยือนพลาดโอกาสชิงขึ้นนำอย่างน่าเสียดาย หลัง รีสส์ เนลสัน เลี้ยงจี้เข้าไปหน้ากรอบแล้วปั่นด้วยขวาไปทางเสาไกล แต่บอลยังไปติดเซฟของ แดนนี่ วอร์ด ที่พุ่งปัดหวุดหวิด

    อีกครั้ง รีสส์ เนลสัน มีโอกาสหลัง โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ จ่ายให้ซัดไม่ถึง 12 หลาหน้าประตูแต่แข้งวัย 20 ปีดันยิงด้วยขวาออกข้างไปอย่างน่าผิดหวัง

    นาที 39 ทัพ "จิ้งจอกสยาม" พลาดโอกาสทองที่จะชิงขึ้นนำอย่างน่าเสียดาย หลัง เจมส์ แมดดิสัน โชว์สกิลแตะหลบแข้งอาร์เซน่อลก่อนปั่นโค้งๆนอกกรอบ แต่บอลพุ่งไปชนเสาก่อนจะมาเข้ามือ แบร์นด์ เลโน่

    จบครึ่งแรก เลสเตอร์ ซิตี้ ยังเสมอกับ อาร์เซน่อล แบบไร้สกอร์ 0-0

    กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 47 เดมาไร เกรย์ จ่ายให้ต่อให้ เจมส์ แมดดิสัน ซัดด้วยขวานอกกรอบเหินหนีคานออกไปไกล

    นาที 57 กลายเป็น อาร์เซน่อล ที่บุกมาขึ้นนำ 1-0 จนได้ นิโกล่าส์ เปเป้ กระชากหนีแนวรับจิ้งจอกก่อนจะปาดไปติดมือ แดนนี่ วอร์ด บอลมาเข้าทาง เปเป้ ที่พยายามซ้ำแต่บอลพุ่งไปชนเสาก่อนกระดอนไปโดน คริสเตียน ฟุคส์ ปลิ้นเข้าประตูตัวเอง

    เจ้าบ้านโอกาสเข้าไปส่องแบบจะๆ แทบจะไม่มีเท่าไหร่ นาที 75 เจ้าหนู ลุค โธมัส จ่ายต่อให้ เดมาไร เกรย์ กดด้วยขวานอกกรอบแต่บอลพุ่งไปเข้ามือ แบร์นด์ เลโน่

    นาที 81 เลสเตอร์ ปล่อยโอกาสไล่ตีเสมอหลุดไปอย่างน่าเสียดายหลังได้ลุ้นจากฟรีคิกนอกกรอบ ก่อนที่ มาร์ค อัลไบรท์ตัน จะเปิดมาเสาแรกให้ อโยเซ่ เปเรซ โฉบมาโหม่งถากเสาออกไป

    นาทีสุดท้าย ลูกทีมของ อาร์เตต้า มาได้ประตูที่สองจากจังหวะที่ เบเยริน จ่ายเลียดเข้ากลางให้ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ ยิงไปติดบล็อคแข้งเจ้าถิ่นก่อนตามซ้ำเข้าไปตุงตาข่าย

    จบเกม เลสเตอร์ ซิตี้ พ่ายคาบ้านให้ อาร์เซน่อล 0-2 ส่งผลให้ "ปืนใหญ่" ผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยจะรอพบผู้ชนะระหว่าง ลินคอล์น ซิตี้ ทีมจากลีกวัน หรือลิเวอร์พูล ในช่วงสิ้นเดือนนี้

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        เลสเตอร์ (4-1-4-1) : แดนนี่ วอร์ด – แดเนี่ยล อมาร์ตี่ย์, เวส มอร์แกน, คริสเตียน ฟุคส์, ลุค โธมัส – ฮัมซ่า เชาด์รี่ – มาร์ค อัลไบรท์ตัน, เจมส์ แมดดิสัน (เดนิน ปราต น.72), คีร์นาน ดิวส์บิวรี่-ฮอลล์ (อโยเซ่ เปเรซ น.76), เดมาไร เกรย์ – เคเลชี่ อิเฮียนาโช่

        อาร์เซน่อล (3-4-3) : แบร์นด์ เลโน่ – ร็อบ โฮลดิ้ง, ดาวิด ลุยซ์, เซอัด โคลาซินัช – เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส, โมฮาเหม็ด เอลเนนี่,  โจ วิลล็อค (ดานี่ เซบายอส น.78) , บูคาโย่ ซาก้า (เอคตอร์ เบเยริน น.87) – นิโกล่าส์ เปเป้, เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์, รีสส์ เนลสัน (วิลเลี่ยน น.72)

        ผู้ตัดสิน : ปีเตอร์ แบงค์ส

ดวลแข้งสำรอง!อาร์เซน่อลบุกถิ่นเลสเตอร์ “อิเฮียนาโช่” วัด “ซาก้า” ศึกคาราบาวคัพ

"ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล เตรียมส่ง บูคาโย่ ซาก้า ลงล่าตาข่ายเกมบุกถิ่น "จิ้งจอกสีน้ำเงิน" เลสเตอร์ ซิตี้ ที่จะใช้ เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ นำปิดสกอร์ ซึ่งคาดว่าทั้งสองทีมจะพักแข้งหลักแล้วเปิดทางให้ตัวสำรองลงวาดลายคมแข้ง ในศึกฟุตบอล คาราบาว คัพ รอบ 3 วันพุธที่ 23 ก.ย. ศกนี้  (เวลา : 01.45 น.)
ปรีวิวฟุตบอล คาราบาว คัพ รอบ 3
วันพุธที่ 23 กันยายน 2563 (เวลา : 01.45 น.)
เลสเตอร์ ซิตี้   –   อาร์เซน่อล

   
สนาม : คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม

    "จิ้งจอกสีน้ำเงิน" เลสเตอร์ เปิดฤดูกาลใหม่ด้วยการชนะรวด 2 นัด ล่าสุดอัดเบิร์นลี่ย์ 4-2 ในลีก แต่นัดนี้แม้เจอกับทีมในพรีเมียร์ลีกด้วยกัน

     เบรนแดน ร็อดเจอร์ส พร้อมปรับทีมใหม่ให้ตัวหลักได้พักตามฟอร์ม ทั้ง แดนนี่ วอร์ด นายทวารเวลส์ จะเฝ้าเสาแทน แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล แนวรับมี เวส มอร์แกน จอมเก๋าที่หายเจ็บลงสนาม เนื่องจาก จอนนี่ อีแวนส์ ยังไม่พ้นโทษแบน

    แดนกลางเป็นโอกาสที่ เจมส์ แมดดิสัน จะกลับมาเรียกความฟิตหลังหายเจ็บสะโพก ส่วนแนวรุกนำโดย เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ แทน เจมี่ วาร์ดี้ ด้วยสถิติที่โดดเด่นในบอลถ้วยนี้

    "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ฟอร์มดีเช่นกันในลีก โดย มิเกล อาร์เตต้า เชือดเวสต์แฮม 2-1 ในลีกนัดล่าสุด

    พร้อมปรับทัพใหม่ในบอลถ้วยให้ ดาวิด ลุยซ์ กลับมาช่วยแนวรับกับ วิลเลี่ยม ซาลิบา แดนกลางและหน้ามี โจ วิลล็อค, โมฮาเหม็ด เอลเนนี่, นิโกล่าส์ เปเป้ และ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ ได้ลงตัวจริงทั้งหมด

    แต่กุนซือชาวสเปนอาจจะให้หัวหอกตัวเก่งอย่าง ปิแอร์ เอเมอริค-โอบาเมย็อง และ อเล็กซ์ ลากาแซตต์ นั่งสำรองไว้เผื่อสถานการณ์ฉุกเฉิน

รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะลงสนามตัวจริง

    เลสเตอร์ : แดนนี่ วอร์ด, เจมส์ จัสติน, เวส มอร์แกน, คักลาร์ โซยุนชู, ลุค โธมัส, ฮัมซ่า เชาด์รี่, น็อมปาลิส เมนดี้, เดมาไร เกรย์, เจมส์ แมดดิสัน, มาร์ค อัลไบรท์ตัน, เคเลชี่ อิเฮียนาโช่
   
    อาร์เซน่อล : แม็ตต์ เมซี่ย์, เซดริก โซอาเรส, วิลเลี่ยม ซาลิบา, ดาวิด ลุยซ์, ร็อบ โฮลดิ้ง, เซอัด โคลาซินัช, โมฮาเหม็ด เอลเนนี่, มัตเตโอ เก็นดูซี่, นิโกล่าส์ เปเป้, เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์, บูคาโย่ ซาก้า

    ผู้ตัดสิน : ปีเตอร์ แบงค์ส

ปรับยกชุด! ลิเวอร์พูลบู๊แน่ “มินามิโนะ” ตัวจริงยิงอาร์เซน่อลคาราบาว คัพ

เพิ่งเจอกันในเกมลีกวันจันทร์และมาดวลกันต่อในฟุตบอลถ้วยโดย เจอร์เก้น คล็อปป์ เตรียมเปลี่ยนทีมแบบยกแผงเหมือนรอบที่ผ่านมาแดนหน้านำโดย ทาคูมิ มินามิโนะ ส่วนทาง "ปืนใหญ่" ของกุนซือ มิเกล อาร์เตต้า ปรับทัพเช่นกันวาง นิโกล่าส์ เปเป้ ลงเป็นตัวทีเด็ด ในศึกฟุตบอล คาราบาว คัพ รอบ 4 คืนวันพฤหัสบดีที่ 1 ต.ค.

ปรีวิวฟุตบอล คาราบาว คัพ รอบ 4
วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2563
ลิเวอร์พูล (2, พรีเมียร์ลีก) – อาร์เซน่อล (5, พรีเมียร์ลีก)
(เวลา : 01.45 น.)

สนาม : แอนฟิลด์ 

    คู่นี้เพิ่งเจอกันมาในพรีเมียร์ลีก เมื่อคืนวันจันทร์ โดย "หงส์แดง" เข่นเอาชนะไป 3-1 แต่ เจอร์เก้น คล็อปป์ เตรียมเปลี่ยนทีมแบบยกแผงในบอลถ้วยเหมือนรอบที่ผ่านๆ มา นำโดย อาเดรียน นายประตูมือสองเฝ้าเสาแทน อลีสซง เบ็คเกอร์ 

แนวรับมีกองหลังดาวรุ่ง รีส วิลเลี่ยมส์ เช่นเดียวกับ เคอร์ติส โจนส์ ในแดนกลาง แนวรุกที่มี ทาคูมิ มินามิโนะ, ดีโอโก้ โชต้า หัวหอกใหม่ที่ยิงอาร์เซน่อลมาแล้วเมื่อวันจันทร์ แต่ยังคงไม่มี ติอาโก้ อัลกันตาร่า มิดฟิลด์ตัวใหม่ที่ติดโควิด-19 ต้องกักตัวถึงกลางเดือน ต.ค. หรือหลังสัปดาห์ทีมชาติทีเดียว 

    รวมถึง คอสตาส ซิมิคาส แบ็กซ้ายตัวใหม่ ที่ เปปิน ลินเดอร์ส มือขวาของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ออกมายันว่าฟูลแบ็กทีมชาติกรีซ มีอาการบาดเจ็บบริเวณต้นขา และยังไม่พร้อมในเกมนี้

    ฟาก "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ของ มิเกล อาร์เตต้า เตรียมปรับทัพเช่นกัน โดยให้ ดานี่ เซบายอส, นิโกล่าส์ เปเป้, เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ และ บูคาโย่ ซาก้า ลงเป็นตัวจริงพร้อม เซอัด โคลาซินัช และ วิลเลี่ยน ซาลิบา กองหลังตัวใหม่ ด่านสุดท้ายเปลี่ยนเป็น อเล็กซ์ รูนาร์สสัน นายทวารคนใหม่ชาวไอซ์แลนด์ จะได้ประเดิมสนามหลังย้ายจาก ดิฌง มาแทน เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ ที่้โยกไปแอสตัน วิลล่า แล้ว

    สองทีมนี้เคยพบกันหนล่าสุดในรอบ 16 ทีมของรายการนี้ เมื่อเดือน ต.ค. 2019 ซึ่งเสมอกันมโหฬาร 5-5 ที่แอนฟิลด์ ก่อนลิเวอร์พูล แม่นโทษกว่าและเข้ารอบไปด้วยสกอร์ 5-4

รายชื่อนักเตะที่คาด

    ลิเวอร์พูล : อาเดรียน – เนโก้ วิลเลี่ยมส์, รีส วิลเลี่ยมส์, ฟาบินโญ่, เจมส์ มิลเนอร์ – นาบี เกอิต้า, เคอร์ติส โจนส์, เซอร์ดาน ชากิรี่ – ดีโอโก้ โชต้า, ทาคูมิ มินามิโนะ, ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์

เทรนเนอร์ : เจอร์เก้น คล็อปป์

    อาร์เซน่อล : อเล็กซ์ รูนาร์สสัน, วิลเลี่ยม ซาลิบา, ร็อบ โฮลดิ้ง, เซอัด โคลาซินัช – เซดริก โซอาเรส, ดานี่ เซบายอส, โจ วิลล็อค, บูคาโย่ ซาก้า, นิโกล่าส์ เปเป้ – เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์, รีสส์ เนลสัน

เทรนเนอร์ : มิเกล อาร์เตต้า

ผู้ตัดสิน : เควิน เฟรนด์

ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด

วัน/เดือน/ปี    รายการ    ผลการแข่งขัน
20/09/20     พรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล 3 – 1 อาร์เซน่อล 
29/08/20    คอมมิวนิตี้ ชิลด์ อาร์เซน่อล 1 – 1 ลิเวอร์พูล 
16/07/20    พรีเมียร์ลีก อาร์เซน่อล 2 – 1 ลิเวอร์พูล 
31/10/19    ลีก คัพ ลิเวอร์พูล  5 – 5 อาร์เซน่อล
24/08/19    พรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล 3 – 1 อาร์เซน่อล

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

ลิเวอร์พูล

28/09/20 ชนะ อาร์เซน่อล 3-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
25/09/20 ชนะ ลินคอล์น 7-2 (เยือน) ลีก คัพ 
20/09/20 ชนะ เชลซี 2-0 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
12/09/20 ชนะ ลีดส์ ยูไนเต็ด 4-3 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
05/09/20 ชนะ แบล็คพูล 7-2 (เหย้า) กระชับมิตร

อาร์เซน่อล 

28/09/20 แพ้ ลิเวอร์พูล 1-3 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
24/09/20 ชนะ เลสเตอร์ 2-0 (เยือน) ลีก คัพ 
20/09/20 ชนะ เวสต์แฮม 2-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
12/09/20 ชนะ ฟูแล่ม 3-0 (เยือน) พรีเมียร์ลีก 
29/08/20 เสมอ ลิเวอร์พูล 1-1 (สนามกลาง) คอมมิวนิตี้ ชิลด์
(ชนะจุดโทษ 5-4)