ถึงเวลาโชต้า?คาดการณ์11ตัวจริงลิเวอร์พูลเกมดวลเชฟฯยูไนเต็ด

 "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ทีมแชมป์เก่า มีความมุ่งมั่นอย่างมากที่จะกลับสู่เส้นทางแห่งชัยชนะในศึก พรีเมียร์ลีก อีกครั้ง หลังแพ้ 1 เสมอ 1 ในสองเกมล่าสุด และคืนวันเสาร์นี้ พวกเขาจะได้กลับมาเล่นที่ แอนฟิลด์ โดยมีคิวดวลกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ทีมรองบ๊วย ที่ยังไม่ชนะใครจากการลงเตะ 5 นัด (เสมอ 1 แพ้ 4) ซึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ การจัดทัพของกุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ ในเกมนี้ เพราะด้วยการที่เจอกับทีมที่ไม่หนักมากอย่าง "ดาบคู่" มันก็มีความเป็นไปได้ที่ ยอดกุนซือชาวเยอรมันวัย 53 ปี อาจจะมีการปรับเปลี่ยนตัวผู้เล่นในแนวรุก และนี่คือโฉมหน้า 11 ผู้เล่นตัวจริง ลิเวอร์พูล 2 รูปแบบ ที่ คล็อปป์ อาจเลือกมาใช้ดวลกับ เชฟฯ ยูไนเต็ด
– จัดเต็มเหมือนเดิม (4-3-3)
    ด้วยการที่ อลีสซง เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูมือหนึ่ง ยังคงไม่ฟิต ทำให้นายทวารมือสองอย่าง อาเดรียน จะได้สตาร์ทเป็นตัวจริงต่อไป ส่วนแนวรับสี่คนยังไงก็ยังต้องยึดชุดที่ดีที่สุด ณ เวลานี้ โดย เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ยืนแบ็กขวา ส่วนทางซ้ายเป็น แอนดี้ โรเบิร์ตสัน ขณะที่คู่เซนเตอร์แบ็กนั้น ฟาบินโญ่ จะยืนคู่กับ โจ โกเมซ แน่นอน หลังทั้งสองเล่นได้อย่างแข็งแกร่งในเกมบุกเชือด อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม 1-0 เมื่อคืนวันพุธ


 

    แดนกลางสามคน จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีม น่าจะได้สตาร์ทเป็นตัวจริงในบทบาทกลางรับ หลังจากที่ลงสำรองในเกมเจอกับ อาแจ็กซ์ ส่วนสองมิดฟิลด์ที่จะยืนอยู่ข้างๆ น่าจะเป็น จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม และ นาบี เกอิต้า ขณะที่แนวรุกจะเป็นสามประสาน โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ เหมือนเดิม

 

– โชต้า ได้เวลาโชว์
    สำหรับทีมชุดนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับ คล็อปป์ โดยตำแหน่งผู้รักษาประตูและแผงกองหลังยังเป็นชุดเดิม แต่แดนกลางจะให้ดาวรุ่งคนเก่งของทีมอย่าง เคอร์ติส โจนส์ ลงเล่นเป็นตัวจริงร่วมกับ เฮนเดอร์สัน และ ไวจ์นัลดุม

 

    ไฮไลต์ของทีม 11 ตัวจริงชุดนี้อยู่ที่แนวรุกสามตัว เพราะระยะหลังๆ มานี้เหล่าสาวก "เดอะ ค็อป" เริ่มมีการเรียกร้องให้ คล็อปป์ ลองดร็อป ฟีร์มีโน่ เป็นตัวสำรองบ้าง หลังจากที่ กองหน้าจอมลีลาชาวบราซิเลียนวัย 29 ปี ยังทำประตูไม่ได้เลยในฤดูกาลนี้ ประกอบกับการที่ ดิโอโก้ โชต้า ปีกตัวใหม่ชาวโปรตุกีส ทำผลงานได้เข้าตาทุกครั้งที่ได้ลงเล่น ซึ่งนั่นทำให้เกมนี้ คล็อปป์ อาจจะให้โอกาส โชต้า สตาร์ทเป็นตัวจริงในแนวรุกทางฝั่งซ้ายตามถนัด โดยจะโยก มาเน่ ไปเล่นทางขวา ส่วน ซาลาห์ ยืนหน้าเป้า

เปาโดนพักงาน!เซ่นเมินเช็คจังหวะสำคัญเอฟเวอร์ตัน-ลิเวอร์พูล

องค์กรกรรมการลูกหนังอาชีพ ไม่นิ่งนอนใจจับการสั่งห้าม เดวิด คูท ท่านเปาฉาว ทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินที่ 1 และผู้ตัดสินในห้องวีเออาร์ เป็นเวลา 1 สัปดาห์ หลังจากไม่สนใจเช็คจังหวะสำคัญที่อาจมีผลทำให้เกมเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์ เปลี่ยนไป
    คณะกรรมการผู้ตัดสินฟุตบอลอาชีพแห่งอังกฤษ (พีจีเอ็มโอแอล) ประกาศสั่ง เดวิด คูท ห้ามทำหน้าที่ในฐานะผู้ตัดสินหลัก และผู้ตัดสินในห้องวีเออาร์ เกมพรีเมียร์ลีก สุดสัปดาห์นี้ หลังเจ้าตัวเมินเฉยที่จะพิจารณาจังหวะสำคัญในแมตช์ เอฟเวอร์ตัน เสมอ ลิเวอร์พูล 2-2 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา  

    คูท โดนวิจารณ์อย่างหนักในการทำหน้าที่ผู้ตัดสินวีเออาร์ ที่มัวแต่ให้ความสำคัญการเช็คล้ำหน้าในจังหวะที่  จอร์แดน พิคฟอร์ด นายทวาร "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" ปะทะกับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ เท่านั้น โดยไม่สนเช็คจังหวะที่ โกลทีมชาติอังกฤษ เจตนาพุ่งเสียบหนักใส่ แนวรับเลือดดัตช์ ซึ่งมีสิทธิ์ที่จะทำให้ พิคฟอร์ด โดนใบแดงและเสียจุดโทษได้เลย

    อย่างไรก็ตาม องค์กรกรรมการลูกหนังอาชีพเมืองผู้ดี ไม่นิ่งนอนใจในกรณีนี้ โดยที่พวกเขาได้สั่งห้าม คูท ทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินที่ 1 และกรรมการห้องวีเออาร์ เป็นเวลา 1 สัปดาห์ แต่ให้ทำหน้าที่เพียงแค่ผู้ตัดสินที่ 4 ในแมตช์ที่ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พบ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในวันเสาร์ที่ 24 ตุลาคมนี้เท่านั้น

    ทั้งนี้จังหวะที่ พิคฟอร์ด เสียบหนักใส่ ฟาน ไดค์ ส่งผลให้ ปราการหลังทีมชาติฮอลแลนด์ ต้องเข้ารับการผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าหัวเข่าฉีกขาด โดย "หงส์แดง" ไม่สามารถระบุได้ว่านักเตะต้องพักนานแค่ไหน แต่สื่อคาดการณ์กันว่าอาจจะ 6 เดือน หรือทั้งฤดูกาล 2020/2021

เลสเตอร์ดุดัน! เรียงหน้าซัดซอร์ย่าเริ่มต้นยูโรปาลีกสุดแจ่ม

"จิ้งจอก" เลสเตอร์ ซิตี้ คือฟอร์มดุอีกครั้ง ไล่ยำ ซอร์ย่า ลูแฮงค์ สโมสรแกร่งจากยูเครน ไปราบคาบ 3-0 กำสามคะแนนประเดิมทัวร์นาเมนต์นี้สวยงาม ในการแข่งขันศึกฟุตบอลยูโรปาลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม บี นัดแรก คืนวันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา

สนาม : คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม

     ศึกฟุตบอลยูโรปาลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม บี นัดแรก คืนวันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา "จิ้งจอก" เลสเตอร์ ซิตี้ เกมลีกสองนัดหลังสุดไม่มีแต้มติดมือ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ผู้จัดการทีมเจ้าบ้านเร้าลูกทีมคือฟอร์มเก่งใหได้ ยังขาด เจมี่ วาร์ดี้ ที่บาดเจ็บอยู่จำเป็นต้องส่ง "เคเลชี่ อิเฮียนาโช่" ยืนหน้าทะลงสกอร์ทีมเยือน ซอร์ย่า ลูแฮงค์ สโมสรแกร่งจากยูเครน วิคเตอร์ สคริปนิค โค้ชของทีมส่งดาวเตะชุดใหญ่ มีความหวังอยู่ที่ศูนย์หน้า "วลาดิสลาฟ คาบาเยฟ" โดยแมตช์นี้มีกรรมการเป็นสุภาพสตรีลงทำหน้าที่ตัดสินเกม

     ผ่านมาถึงนาทีที่ 22 เจมส์ แมดดิสัน วิ่งมารับบอลจ่ายจากเพื่อนหลุดเข้าไปในเขตโทษทางซ้าย ก่อนชิพบอลข้ามตัวนายทวารทีมเยือน ทว่าเป็นจังหวะล้ำหน้าของเจ้าตัวก่อนแล้ว

     จิ้งจอกออกนำนาทีที่ 29 เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ ถอยต่ำมารับบอลกลางสนาม จ่ายออกข้างทางซ้ายไปที่ ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ ลากอบลมาปั่นไปชนเสาสองด้านเขากระดอนมาหน้าปากประตู เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ พยายามจะยิงซ้ำแต่บอลกลิ้งไปถูกแนวรับทีมเยือนมาหา เจมส์ แมดดิสัน จิ้มเข้าไปตุงตาข่าย

     เจ้าบ้านรุกหนักนาทีที่ 33 ยูริ ตีเลมันส์ แทงบอลออกมาให้ ติโมธี คาสตานเญ่ ที่เติมขึ้นมาทางขวาคนเดียวไร้ตัวประกบ วางบอลย้อยเข้าเขตโทษด้านซ้าย ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ ตั้งศีรษะโหม่งบอลแต่บังคับทิศทางไม่ได้ออกหลังไป

     ต่อมานาทีที่ 37 เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ ลงมาเก็บบอล ก่อนส่งเร็วให้ ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ เลี้ยงหนีผู้เล่นซอร์ย่าเข้าในเขตโทษ บรรจงยิงหักข้อแต่ว่า มีคีต้า เชฟเชนโก้ นายด่านทีมเยือนพุ่งปัดก่อนตามตะครุบไว้ได้

     เดอะฟ็อกซ์เล่นสบายนาทีที่ 45 คริสเตียน ฟลุคส์ ดันขึ้นสูงมาส่งบอลมากลางสนามให้ เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ ใช้ตัวบังก่อนเขี่ยต่อไปที่ ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ ปรี่มารับกระชากหลุดแผงแนวรับทีมเยือน เข้าไปโยกหลอกนิดนึงก่อนดีดข้ามตัวนายทวารคู่แข่ง จบครึ่งแรก เลสเตอร์ ซิตี้ ทิ้งห่าง 2-0

     ยังเป็นเจ้าถิ่นลุยนาทีที่ 49 เจมส์ แมดดิสัน ยกบอลกลางสนามทิ้งมาที่ ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ ลากบอลลุยเข้ามาทางเขตโทษด้านซ้ายตบย้อนมาที่ เจมส์ แมดดิสัน โยกจังหวะหลอกหนึ่งหนยิงนอกกรอบเขตโทษ บอลไปติดบล็อก วิตาลี่ เวอร์นีดุบ กองหลังทีมเยือนออกหลัง

     ถัดมานาทีที่ 56 เจมส์ แมดดิสัน ครอสลูกเตะมุมทางขวา มาเขตโทษประมาณ 8 หลา เวสลี่ย์ โฟโฟน่า สบโอกาสโขกบอลเต็มแรงแต่ว่าบอลกระเด้งออกข้างเสาสองทางซ้ายกลิ้งออกหลังแทน

     จิ้งจอกแทบปิดเกมนาทีที่ 65 ดมิโทร อิวานิเซเนีย กองกลางซอร์ย่า ลงไปช่วยเกมรับทว่าเจ้าตัวจ่ายย้อนให้เพื่อนแนวรับไปเข้าทาง เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ จับบอลพลิกตัวซัดในเขตโทษส่งบอลเข้าประตูไปอีกลูก จบเกม เลสเตอร์ ซิตี้ ชนะ ซอร์ย่า ลูแฮงค์ 3-0 เก็บชัยชนะนัดเปิดยูโรปาลีก

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

เลสเตอร์ ซิตี้ (4-1-4-1): แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล,ติโมธี คาสตานเญ่ (เจมส์ จัสติน น.82),เวสลี่ย์ โฟโฟน่า,จอนนี่ อีแวนส์ (เวส มอร์แกน น.82),คริสเตียน ฟลุคส์,น็อมปาลิส เมนดี้,เจมส์ แมดดิสัน (เจนกิซ อุนเดอร์ น.65),ยูริ ตีเลมันส์ (อโยเซ่ เปเรซ น.71),เดนนิส ปราต์,ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์,เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ (ฮัมซ่า เชาด์รี่ น.71)

ซอร์ย่า ลูแฮงค์ (4-3-3): มีคีต้า เชฟเชนโก้,เดนิส ฟาโวรอฟ (อากรอน รูฟาติ น.76),วิตาลี่ เวอร์นีดุบ,ลอฟโร่ ซเว็ค,ดมิโทร คอมเชนโนฟสยี่ (อังเครย์ส ซิกานิคส์ น.76),เยกอร์ นาซารีน่า,ดมิโทร อิวานิเซเนีย,วลาดิสลาฟ โคเชอร์กิน (เซอร์ฮี ฮาริน น.85),มัคซิม ลุนยอฟ (โอเล็คซานเดอร์ ฮลาดกี้ย์ น.65),วลาดเลน ยูร์เชนโก้,วลาดิสลาฟ คาบาเยฟ (มิไฮโล เปโรวิซ น.65)

โอบาฮีโร่-เลโน่มีเหวอ! อาร์เซน่อลรัว4นาทีสอยราปิดเปิดยูโรปาลีก

"ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล หวิดสิ้นชื่อเกมนี้ เมื่อ แบรนด์ เลโน่ ทำพลาด ก่อนเป็น ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ลงตัวสำรองมากระหน่ำประตูชัยบุกเชือด ราปิด เวียนนา 2-1 คว้าสามแต้มประเดิมบอลยุโรปใบนี้ ในการแข่งขันศึกฟุตบอลยูโรปาลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม บี นัดแรก คืนวันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา

สนาม : อัลลิอันซ์ สตาดิโอน

ศึกฟุตบอลยูโรปาลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม บี นัดแรก คืนวันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ฟอร์มในลีกล่าสุดแพ้ แมนซิตี้ มิเกล อาร์เตต้า กุนซือใส่ชื่อ "ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง" เป็นสำรอง แดนกลางใช้ "โธมัส ปาร์เตย์" ประเดิมบอลยุโรปนัดแรกกับทีม บุกบ้าน ราปิด เวียนนา รองจ่าฝูงลีกออสเตรีย ของเทรนเนอร์ ดีทมาร์ คูห์เบาเออร์ จัดผู้เล่นฟูลทัพนำโดยดาวยิงตัวทีเด็ดอย่าง "ทาเซียร์ชิส โฟอุนตาส" พร้อมซัดตาข่ายนำชัย

ปืนใหญ่เกือบนำนาทีที่ 15 เซดริก โซอาเรส เปิดลูกฟรีคิกทางขวาของสนามระยะเกือบ 25 หลา บอลลอยมาในเขตโทษเยื้องมาทางซ้าย ดาวิด ลุยซ์ โถมหัวโขกบอลกระดอนพื้นถูกนายทวารเจ้าบ้านทุบทิ้งออกมาได้

เจ้าบ้านหวิดทำได้นาทีที่ 19 ทาเซียร์ชิส โฟอุนตาส โยกมาทางริมสนามด้านขวาตามดีดคืนให้ เคลวิน อราเซ่ รับบอลจ่ายเรียดเข้ากลางเขตโทษ มาร์เชล ริตซ์ไมเออร์ หัวหอกปรี่มายิงไขว้หลังไปแฉลบตัว กาเบรียล มากัลเญส ลอยเกือบข้ามตัว แบรนด์ เลโน่ ยังดีที่นายด่านทีมเยือนปัดไว้ทัน

ผ่านมานาทีที่ 31 นิโคลัส เปเป้ ลากบอลลุยมาคนเดียวทางขวาหน้ากรอบเขตโทษ ก่อนโชว์ลีลาสับขาโยกหลอกผู้เล่นเจ้าถิ่นตัดเข้าเหลี่ยมปั่นด้วยเท้าซ้าย บอลโค้งไม่พอออกข้างเสาสองไปไกลพอควร

ราปิดสร้างโอกาสนาทีที่ 36 ทาเซียร์ชิส โฟอุนตาส ลงต่ำมารับบอล เลี้ยงกินระยะมาถึงกลางสนาม 25 หลา ตัดสินใจส่องไกล บอลทิศทางติดไซต์โป้งเล็กน้อย แต่ไม่เป็นปัญหาสำหรับ แบรนด์ เลโน่ มือกาวปืนโตรับสบาย

เจ้าบ้านบุกอีกนาทีที่ 43 มาร์เชล ริตซ์ไมเออร์ ครอสบอลจากริมเส้นทางซ้าย บอลโค้งมาที่ เออร์คาน คาร่า หันหลังแตะบอลหนี ดาวิด ลุยซ์ พลิกมายิงบอลแต่เลี้ยวมากไปผ่านหน้าปากประตูออกไป จบ 45 นาทีแรกเสมอกันอยู่ 0-0

ราปิดได้เฮนาทีที่ 51 ดาวิด ลุยซ์ จ่ายบอลเล่นสั้นหน้าเขตโทษ ส่งคืนไปที่ แบรนด์ เลโน่ แปะบอลเบาไปติดตัว เออร์คาน คาร่า ที่ปรี่มาดักบอลเข้าทาง ทาเซียร์ชิส โฟอุนตาส ยิงสวนเข้าประตูไปอย่างง่ายดาย

ปืนใหญ่เกือบแย่หนักนาทีที่ 59 โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ ไหลคืนหลังมาที่ แบรนด์ เลโน่ ถูก เออร์คาน คาร่า ตามมากดดัน จนนายทวารปืนใหญ่เตะออกมาไม่ดีเข้าทาง ทาเซียร์ชิส โฟอุนตาส เก็บบอลกระชากมาตรงเส้นเขตโทษ ก่อนซัดบอลติดเซฟมือกาวชาวเยอรมันแก้ตัวได้ดี

ทีมเยือนตีเจ๊านาทีที่ 70 นิโคลัส เปเป้ ทิ้งลูกฟรีคิกทางสนามฝั่งขวาระยะเกือบ 30 หลา บอลโด่งมากลางเขตโทษ ดาวิด ลุยซ์ วิ่งมาโหม่งสวนตัว ริชาร์ด สเตรบิงเกอร์ มือกาวเจ้าบ้านที่ออกมาไม่เจอบอลตุงตาข่ายไป

และแล้วนาทีที่ 74 โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ แทงบอลกลางสนามทะลุช่องมาให้ เอ็คตอร์ เบเยริน สอดหลุดมาในเขตโทษทางขวาปาดมาหน้าปากประตูไปที่ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง แปเข้าตุงประตูง่ายดาย จบเกม อาร์เซน่อล บุกไล่แซง ราปิด เวียนนา 2-1 คว้าสามแต้มเปิดหัวยูโรปาลีก

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

ราปิด เวียนนา (3-4-3): ริชาร์ด สเตรบิงเกอร์,ฟิลิป สตอยโควิช,มักซิมิเลียน โฮฟมันน์,มาเตโอ บารัช,เคลวิน อราเซ่ (ธอร์สเท่น ชิค น.79),เดยัน ลูบิซิช,เซอร์ดาน กราโฮวัช,มักซิมิเลียน อูลล์มันน์,เออร์คาน คาร่า (โคยะ คิตางาวะ น.76),มาร์เชล ริตซ์ไมเออร์ (คริสโตเฟอร์ คลัสมุนเนอร์ น.88),ทาเซียร์ชิส โฟอุนตาส

อาร์เซน่อล (4-4-2): แบรนด์ เลโน่,เซดริก โซอาเรส (เอ็คตอร์ เบเยริน น.61),ดาวิด ลุยซ์,กาเบรียล มากัลเญส,เซอัด โคลาซินัช,นิโคลัส เปเป้,โธมัส ปาร์เตย์,โมฮาเหม็ด เอลเนนี่,บูกาโย ซาก้า (คีแรน เทียร์นี่ย์ น.84),เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ (ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง น.61),อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ (โจ วิลล็อค น.84)

ดีกรีรองแชมป์โลกก็มี!5นายทวารทางเลือกที่ลิเวอร์พูลควรเซ็นมาช่วยอลีสซง

หลังจากที่ ลิเวอร์พูล บุกไปพ่าย แอสตัน วิลล่า แบบยับเยินหมดสภาพด้วยสกอร์ 2-7 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม ถือเป็นบทพิสูจน์ชัดเจนแล้วว่า อาเดรียน นายประตูสำรองชาวสแปนิช ไม่สามารถเป็นที่พึ่งพาของทีมยามจำเป็นได้ หากโกลมือหนึ่งอย่าง อลีสซง เบ็คเกอร์ มีปัญหาบาดเจ็บรบกวน ซึ่งนั่นทำให้ตลอดช่วงที่ผ่านมา มีกระแสข่าวออกมาเป็นระยะว่า "หงส์แดง" อาจจะมีการดึงผู้รักษาประตูคนใหม่เข้ามา ถึงแม้กุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ บอกว่ายังเชื่อมั่นในตัว อาเดรียน ก็ตาม และนี่คือผู้รักษาประตูอีก 5 ทางเลือกที่น่าสนใจ นอกเหนือจาก แจ็ค บัตแลนด์ นายด่าน สโต๊ค ซิตี้ ที่มีข่าวมาตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา
 – ดานิเยล ซูบาซิช (ไร้สังกัด)

  ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะนี่คือนายประตูที่สามารถเซ็นสัญญาร่วมทัพได้ทุกเมื่อ เนื่องจากตอนนี้ ซูบาซิช กำลังอยู่ในสถานะนักเตะฟรีเอเจนต์ หลังจากที่หมดสัญญากับ อาแอส โมนาโก ช่วงสิ้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยนายประตูชาวโครแอตวัย 35 ปี ผ่านเกมระดับสูงมาอย่างโชกโชน เพราะนอกจากอยู่ในทีม โมนาโก ชุดคว้าแชมป์ ลีก เอิง เมื่อซีซั่น 2016/17 แล้ว เขายังเป็นมือหนึ่งทีมชาติโครเอเชีย ที่ทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศศึก เวิลด์ คัพ 2018 ที่ประเทศรัสเซีย (แต่แพ้ ฝรั่งเศส 2-4) อีกด้วย โดยที่ผ่านมา ซูบาซิช มีข่าวเกี่ยวโยงกับ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์, โอลิมเปียกอส และ อัล-นาสเซอร์ แต่สุดท้ายยังไม่มีสโมสรใดคว้าเขาไปร่วมทัพ

 – มิเชล ฟอร์ม (ไร้สังกัด)

  เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในตลาดฟรีเอเจนต์ โดย ฟอร์ม เพิ่งหมดสัญญากับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ หลังจบฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งถ้าหากพูดถึงเรื่องฝีมือ ถือว่าไม่ธรรมดาอยู่แล้ว เพราะเจ้าตัวมีดีกรีเป็นถึงอดีตนายประตูทีมชาติฮอลแลนด์ แถมมีประสบการณ์ในเวที พรีเมียร์ลีก จากการเฝ้าเสาให้กับ สวอนซี ซิตี้ และ สเปอร์ส แต่ปัญหาคือ ตลอดช่วง 2 ซีซั่นหลังสุดกับ "ไก่เดือยทอง" นั้น นายทวารชาวดัตช์วัย 36 ปี ได้รับโอกาสลงเฝ้าเสารวมกันแค่ 5 นัด!!!

 – ออร์ยาน นีลันด์ (ไร้สังกัด)

  นายด่านทีมชาตินอร์เวย์วัย 30 ปี เพิ่งตกลงยกเลิกสัญญากับ แอสตัน วิลล่า มาหมาดๆ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ดังนั้น นีลันด์ จึงถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าจับตามองไม่น้อยในตลาดฟรีเอเจนต์ ถึงแม้ฤดูกาลก่อนเจ้าตัวลงเฝ้าเสาให้ "สิงห์ผงาด" รวมทุกรายการแค่ 11 นัด

 – อัสเมียร์ เบโกวิช (บอร์นมัธ)

  ด้วยการที่ตลาดนักเตะภายในประเทศยังคงเปิดอยู่จนถึงวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม ทำให้ ลิเวอร์พูล สามารถมองหาผู้รักษาประตูฝีมือดีจากลีกล่างได้ และ เบโกวิช ถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะผ่านเกม พรีเมียร์ลีก มาอย่างมากมาย ทั้งตอนเล่นให้กับ สโต๊ค ซิตี้, เชลซี และ บอร์นมัธ ซึ่งถ้าหาก "หงส์แดง" เอาจริง และยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจไปทาบทาม ก็มีลุ้นที่จะได้ตัวเช่นกัน เพราะปัจจุบัน นายทวารร่างยักษ์ทีมชาติบอสเนียฯ วัย 33 ปี เหลือสัญญากับ "เดอะ เชอร์รี่ส์" แค่จบฤดูกาลนี้เท่านั้น

 – เบน ฟอสเตอร์ (วัตฟอร์ด)

  แม้อายุ 38 ปีแล้ว แต่ อดีตนายประตู แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เบอร์มิงแฮม ซิตี้ และ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน คนนี้ ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการแก้ปัญหาในระยะสั้น เพราะ ฟอสเตอร์ สามารถเล่นในเกมระดับ พรีเมียร์ลีก ได้สบายๆ หลังจากผ่านประสบการณ์เกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดีมาเกือบ 300 นัด

โซลชาระเบิดพลังแฝง ! ผ่า 5 ประเด็น แมนยู ฟอร์มหรูย้ำแค้น ปารีสฯ

    ในยามที่กดดันเก้าอี้ร้อน โอเล่ กุนนาร์ โซลชา มักจะระเบิดพลังแฝงออกมาซึ่งในแมตช์เยือน ปารีส แซงต์-แชร์กแมง "น้าลูกอม" ได้โชว์กึ๋นชั้นยอดในการนำ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตอกย้ำความแค้นใส่ "เปแอสเช" ด้วยการบุกชนะ 2-1 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอช เมื่อวันอังคารที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา
    ระบบการเล่น 3-5-2 ของ โซลชา เต็มไปด้วยประสิทธิภาพในในเกมรับ และเกมรุก โดยเกมรับทั้ง วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, อั๊กเซล ตวนเซเบ้ และ ลุค ชอว์ เล่นได้อย่างเหนียวแน่น ขณะที่ อารอน วาน-บิสซาก้า กับ อเล็กซ์ เตลลิส ช่วยเติมเกมบุกได้ยอดเยี่ยม และเกมรับเหนียวแน่น ทำให้แนวรุกเจ้าบ้านเล่นไม่ออก

    ขณะที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ยังคงเป็นหัวใจในเกมรุกของทีมเหมือนเดิม ส่วนคู่มิดฟิลด์ เฟร็ด กับ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ทำหน้าที่ปิดทองหลังพระได้อย่างยอดเยี่ยม ด้านกองหน้าอย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด ก็โดดเด่น สำหรับ อองโตนี่ มาร์กซิยาล เล่นไม่ค่อยออก แถมยังทำเข้าประตูตัวเองอีกต่างหาก

    ส่วนอีกคนที่สำคัญมากๆ และมีส่วนช่วยให้ทีมชนะนั่นก็คือ ดาบิด เด เคอา เพราะเจ้าตัวโชว์ฟอร์มมหาเทพช่วยป้องกันจังหวะสำคัญๆ จากแนวรุกของ แซงต์-แชร์กแมง ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ และฟอร์มของ นายด่านสแปนิช น่าจะทำให้หลายๆ คนหยุดสงสัยในตัวเขาซะที

 

 

1.  บรูโน่ นิ่งสงบไม่มีหวั่นไหว
    เกมนี้เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นว่า บรูโน่ แฟร์นันด์ส คือนักเตะที่มีหัวใจกล้าแกร่งไม่หวั่นไหวในการรับหน้าที่สังหารจุดโทษ แม้ว่าเขาเพิ่งจะทำพลาดยิงจุดโทษไม่เข้าในแมตช์ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไล่ถลุง นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด เกมลีกเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาก็ตาม

    อองโตนี่ มาร์กซิยาล ช่วยทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้เปรียบตั้งแต่นาทีที่ 25 เมื่อเขาโดนทำฟาวล์ในเขตโทษ และเป็น แฟร์นันด์ส ที่ขันอาสาจัดการยิงจุดโทษ โดยการยิงครั้งแรกเจ้าตัวใช้ลีลากระโดดยิงแต่โดน เคย์เลอร์ นาบาส เซฟเอาไว้ได้ แต่ท่านเปาให้ยิงใหม่ เพราะนายด่าน "เปแอสเช" ดันขยับออกมาจากเส้นก่อน
 

    เมื่อได้รับโอกาสครั้งที่สอง จอมทัพทีมชาติโปรตุเกส ไม่ยอมพลาดอีกครั้ง และเจ้าตัวแสดงให้เห็นถึงหัวใจที่แข็งแกร่งดั่งภูผาหิน ด้วยการสังหารจุดโทษไปที่มุมเดิม แต่ครั้งนี้ นาบาส พุ่งผิดทาง ส่งผลให้บอลเข้าไปนอนเล่นในก้นตาข่ายอย่างสวยงาม

    สำหรับประตูขึ้นนำของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็เหมือนเป็นการชดเชยจากกรณีที่พวกเขาเคยเจอกับเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว ในจังหวะที่ ดาบิด เด เคอา เซฟจุดโทษเกมกับ คริสตัล พาเลซ แต่โดนจับว่าขยับตัวออกมาก่อน และต้องยิงใหม่ สุดท้าย "ผีแดง" พ่ายแพ้คาโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อเดือนที่ผ่านมา

    ที่สำคัญฟอร์มของ แฟร์นันดส์ ในเกมนี้ต้องยอมรับว่าน่าประทับใจมากๆ เพราะนอกจากที่เขาจะเป็นหัวใจในการสร้างเกมบุก และรังสรรค์โอกาสในการทำประตูให้เพื่อนร่วมทีมแล้ว เจ้าตัวยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในฐานะกัปตันทีมอีกด้วย 
 
2. เตลลิส ว่าที่จอมเปิดบอลชั้นยอด
    อเล็กซ์ เตลลิส แสดงให้เห็นถึงผลงานไม่ธรรมดาในเกมเปิดตัวของเขา แถมยังเป็นแมตช์ใหญ่เยือนกรุงปารีสซะด้วย โดยเขาโชว์ความเป็นนักเตะชั้นยอดในการเล่นเกมรุก ขณะเดียวกันยังรับหน้าที่จัดการเล่นลูกตั้งเตะซึ่งเจ้าตัวเปิดบอลได้ดียิ่งกว่าผู้เล่นเท้าซ้ายคนอื่นๆ ของ "ผีแดง" ในเวลานี้

    โดยเฉพาะจังหวะการเล่นลูกเตะมุม เตลลิส โชว์ให้เห็นถึงการเตะมุมที่อันตรายมากๆ และทุกครั้งที่ได้เตะมุมทางฝั่งขวาเขาจะรับหน้าที่เปิดเองซึ่งบอลที่เปิดเลี้ยวเข้าหาประตู และเกือบที่จะช่วยให้ "ปีศาจแดง" ได้ประตูที่สองในช่วงครึ่งแรกด้วย ขณะที่การเปิดบอลจากฝั่งซ้ายก็โดดเด่นไม่แพ้กัน

    ลองนึกภาพเวลาที่ แมนฯ ยูไนเต็ด มี เอดินสัน คาวานี่ ลงสนามเพราะทีมจะมีหน้าเป้าชั้นยอดคอยทำหน้าที่ยิงประตู ฉะนั้นหากให้ เตลลิส ได้มีโอกาสเปิดบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษ งานนี้บอกเลยว่า แมนฯ ยูไนเต็ด มีสิทธิ์ได้ประตูอย่างแน่นอน

    ในส่วนของเกมรับ เตลลิส ก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีไม่มีที่ติดในการคุมพื้นที่ฝั่งซ้ายได้อยู่หมัด แม้ว่านี่จะเป็นเพียงแค่เกมแรกของเขาในสีเสื้อ "ปีศาจแดง" เท่านั้น แต่ผลงานแบบนี้น่าจะเป็นการบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า ดาวเตะชาวบราซิเลียน พร้อมที่จะเป็นผู้เล่นตัวจริงของทีม และเขาจะทำให้ "ผีแดง" แข็งแกร่งยิ่งขึ้น 
   
3. วาน-บิสซาก้า, ตวนเซเบ้ แข็งแกร่งน่าประทับใจ
    บอกเลยว่าเกมนี้ อารอน วาน-บิสซาก้า เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญที่ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด บุกชนะ "เปแอสเช" โดยเขาสามารถจัดการหยุดความเก่งฉกาจของ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ กับ เนย์มาร์ ได้อย่างยอดเยี่ยมทุกครั้งที่ทั้งสองคนนี้บุกเข้ามาอยู่ในพื้นที่การดูแลของเขา

    "เอดับเบิ้ลยูบี" สามารถรับมือทักษะชั้นยอดของ เอ็มบัปเป้ และ เนย์มาร์ ได้เป็นอย่างดี และยังโชว์การเสียบสกัดที่แม่นยำ รวมทั้งการปะทะ เอ็มบัปเป้ ส่งผลให้เขาพลาดโอกาสที่จะยิงประตู นอกจากนี้ "ไอ้แมงมุม" ยังแท็กเกิล มอยเซ่ คีน จนทำให้เขาเสียการครองบอล จนพลาดยิงประตู

    สถิติในแมตช์นี้ของ วาน-บิสซาก้า บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าเขาสำคัญมากๆ เมื่อสกัดได้ 6 ครั้ง, ตัดบอลจากคู่แข่งได้ 2 ครั้ง และหยุดความร้อนแรงของ เนย์มาร์, เอ็มบัปเป้ ได้อยู่หมัด ฉะนั้นนี่เป็นอีกบทพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาเป็นหนึ่งในแบ็กขวาที่ดีที่สุดในเวลานี้

    ขณะที่ อั๊กเซล ตวนเซเบ้  ที่ลงเล่นเกมแรกให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในปี 2020 ทำผมได้ดีมากๆ โดยเขาทำหน้าที่เป็นปราการหลังได้อย่างดีไม่มีที่ติ โดยเฉพาะการจัดการกับ เนย์มาร์ และ เอ็มบัปเป้ ที่สำคัญยังมีชอตเด็ดในจังหวะดวลตัวต่อตัวกับ สตาร์ดังทีมชาติฝรั่งเศส และสามารถจัดการนักเตะได้อยู่หมัด

    แน่นอนว่าเกมนี้ถือเป็นเรื่องที่เซอร์ไพรส์สำหรับสาวก "เร้ดส์ อาร์มี่" ที่เห็น ตวนเซเบ้ เล่นด้วยความนิ่งทั้งๆ ที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์กดดันหลายครั้งก็ตาม นอกจากนี้เขายังมีจังหวะเคลียร์บอลที่สุดยอด และด้วยฟอร์มแบบนี้ โซลชา คงพร้อมที่จะให้โอกาสกับเจ้าตัวมากยิ่งขึ้น
 
 4. สามแต้มเปิดตัวที่สุดยอดเยี่ยม
    ต้องยอมรับว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในแมตช์นี้ โดยส่วนหนึ่งต้องยกเครดิตให้กับ โซลชา ในการวางแผนมาเป็นอย่างดีด้วยการใช้ระบบ 3-5-2 เนื่องจากทีมขาด แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ทำให้ "น้าลูกอม" จำเป็นต้องใช้ระบบนี้ และถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยมมากๆ

    วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, ตวนเซเบ้ และ ลุค ชอว์ ทำหน้าที่เป็นสามแนวรับที่สมบูรณ์แบบ โดยพวกเขาสามารถจัดการเกมบุกที่แสนดุดันของ แซงต์-แชร์กแมง ได้เป็นอย่างดี ขณะที่ในแผงกองกลาง โซลชา เลือกดร็อป ปอล ป็อกบา กับ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค และส่ง เฟร็ด ยืนคู่กับ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ซึ่งทั้งคู่ทำหน้าที่ได้อย่างเข้าขารู้ใจ ที่สำคัญพวกเขายังช่วยให้ทีมเล่นเกมสวนกลับได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 
 

    ในส่วนของแดนหน้าแม้ อองโตนี่ มาร์กซิยาล จะยิงไม่ได้แต่เขาคือคนที่เรียกจุดโทษให้ทีม ฉะนั้นก็พอจะหยวนๆ ให้อภัยในจังหวะที่โหม่งเข้าประตูตัวเอง รวมทั้งอีกหลายจังหวะที่มีโอกาสทำประตูแต่ยิงไม่ดี ส่วน มาร์คัส แรชฟอร์ด ก็ยังคงเป็นหัวหอกตัวความหวัง ความเร็ว และการยิงที่เฉียบคมของเขาช่วยให้ทีมได้ 3 คะแนนสำคัญในแมตช์นี้

    ฉะนั้นการออกมาเยือนถิ่นปาร์ก เดส์ แพร็งซ์ พร้อมกับคว้าชัยชนะกลับเมืองแมนเชสเตอร์ ถือเป็นฤกษ์งามยามดีสำหรับทีม และยังเป็นกำลังใจให้กับบรรดาแข้ง "ปีศาจแดง" สำหรับแมตช์ที่พวกเขาจะต้องปะทะกับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี เกมลีกสัปดาห์นี้ 
 
5. ยืนหนึ่งต้อง เด เคอา เท่านั้น
    แฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลายคนเรียกร้องดร็อป ดาบิด เด เคอา ได้แล้ว และเปิดโอกาสให้ ดีน เฮนเดอร์สัน ได้ทำหน้าที่มือ 1 ซะที เพราะเชื่อว่า นายทวารชาวอังกฤษ มีศักยภาพที่จะดีกว่า โกลเลือดกระทิงดุ ที่มักจะโดนมองว่าฟอร์มตกในช่วงที่ผ่านมา

    อย่างไรก็ตามในฤดูกาลนี้ เด เคอา ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าระดับฟอร์มการเล่นของเขายังคงสุดยอดเหมือนเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเกมล่าสุดที่ปะทะกับ "เปแอสเช" เจ้าตัวโชว์ความเหนียวหนึบ และต้องบอกเลยว่าเขาคือหนึ่งในนักเตะสำคัญที่นำชัยชนะมาสู่ทัพ "ผีแดง" แมตช์นี้
 

    นายด่านทีมชาติสเปน มีจังหวะเซฟสำคัญๆ หลายครั้งเริ่มตั้งแต่การปฏิเสธจังหวะยิงประตูของ อังเคล ดิ มาเรีย ในนาทีที่ 11 จากนั้นก็โชว์ความเหนียวหนึบจากการยิงของ เลย์วิน คูร์ซาว่า ในนาทีถัดมา ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะในครึ่งหลังเขายังเซฟจังหวะยิงอย่างเหนือชั้นของ เอ็มบัปเป้ ในนาทีที่ 47  จากนั้นก็หยุดการยิงของ เนย์มาร์ ในนาทีที่ 82

    แน่นอนว่าฟอร์มการเซฟประตูของ เด เคอา ช่วยให้ แมนฯ ยูไนเต็ด รอดพ้นจากหายนะในแมตช์นี้ แถมยังนำไปสู่การได้ชัยชนะด้วย ฉะนั้นหาก เฮนเดอร์สัน อยากจะรู้ว่าตัวเองควรจะมีมาตรฐานในระดับไหนถึงจะได้เป็นมือ 1 "ปีศาจแดง" ก็ให้ดูผลงานของ นายด่านเลือดกระทิงดุ เอาไว้ และหากยังทำไม่ได้ในระดับนี้ ก็ยากจะได้เป็นตัวจริง

เลวาน-มุลเลอร์เบิ้ลคู่! บาเยิร์นไม่ล้าถล่มบีเลเฟลด์นั่งรองฝูง

"เลวานดอฟสกี้-มุลเลอร์" กดคนละสองเม็ดนำทีม "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ที่เหลือ 10 คนถล่มน้องใหม่ บีเลเฟลด์ 4-1 กำสามแต้มกลับออกไปพร้อมขยับอันดับรองจ่าฝูง ในการแข่งขันศึกฟุตบอลบุนเดสลีกา เยอรมัน คืนวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา
สนาม : ชูโก้ อารีน่า

     ศึกฟุตบอลบุนเดสลีกา เยอรมัน คืนวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค เพิ่งจบภารกิจในบอลเดเอฟเบ โพคาล มาลงลุยเกมลีกต่อเนื่อง ฮันซี่ ฟลิค เทรนเนอร์คนเก่งใส่ผู้เล่นครบชุดจากเมื่อนัดยอลถ้วย "เลวานดอฟสกี้-มุลเลอร์"พร้อมขับเคลื่อนทีมสู่ชัยชนะบุกบ้านน้องใหม่ บีเลเฟลด์ ของกุนซือ อูเว่ นอยเฮาส์ ที่ฟอร์มยังไม่แน่นอน ล่าสุดแพ้มา จัดดาวเตะคนสำคัญอย่าง "ฟาเบียน โคลส" ลงสู้เพื่อคะแนน

     เริ่มมาถึงนาทีที่ 8 โธมัส มุลเลอร์ คว้าโอกาสพังสกอรืหนแรกของทีมสำเร็จ หลังศูนย์หน้าอินทรีเหล็กกระทุ้งบอลกลางเขตโทษ ส่งบอลเข้าตาข่ายให้ทีมขึ้นนำแย่างรวดเร็ว

     พี่เสือทิ้งห่างนาทีที่ 26 เลออน โกเร็ทซ์ก้า เลี้ยงบอลจากริมเส้นทางซ้าย จ่ายปาดเรียดมาตรงวงกลมหน้ากรอบเขตโทษ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ จับหนึ่งครั้งแล้วซัดบอลพุ่งเสียบตาข่ายไป

     ถัดมานาทีที่ 31 ฟาเบียน โคลส แนวรุกบีเลเฟลด์ วิ่งตามบอลโด่งจากแดนตนเองหลุดเข้าไปในเขตโทษ ได้โอกาสซัดบอลแต่ยังถูก มานูเอล นอยเออร์ นายทวารบาเยิร์นออกมาขวางบอลรับไว้ได้

     เจ้าถิ่นพยายามสู้นาทีที่ 33 ริคสึ โดอัน มิดฟิลด์ปลาดิบลองส่องไกลนอกกรอบเขตโทษ บอลเลี้ยวเข้าหากรอบประตู แต่ยังเป็นงานง่านสำหรับนายด่นเสือใต้ ทิ้งตัวรับอยู่มือ 

     ทีมเยือนำสบายนาทีที่ 45+1 โธมัส มุลเลอร์ ลากบอลมาในเขตโทษ เกี่ยวแต่งเข้าเหลี่ยมเท้าขวาไหลต่อให้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ที่ยืนรออยู่ใกล้จับแล้วยิงไปติดตัวผู้เล่นเจ้าบ้านแฉลบเข้าประตูไปอีกเม็ด จบครึ่งแรก บาเยิร์น ทิ้งห่าง 3-0

     เสือใต้เฮอีกนาทีที่ 51 โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ โยกมารับบอลทางริมเส้นด้านขวา ลองโยนโค้งเข้าเขตโทษ โธมัส มุลเลอร์ ปรี่มาจิ้มบอลจังหวะเดียวเช็คใต้คาน ชนิดที่นายทวารเจ้าบ้านหมดสิทธิ์ป้องกัน

     บีเลเฟลด์ตีไข่แตกนาทีที่ 59 ฟาเบียน โคลส ได้บอลจ่ายยาวจากแดนตนเอง เลี้ยงต่อมาถึงหน้ากรอบเขตโทษ ส่งต่อให้ ริคสึ โดอัน ที่วิ่งเติมมาโล่งคนเดียวจับบอลทางเขตโทษด้านขวา ซัดบอลพุ่งผ่านมือ มานูเอล นอยเออร์ อย่างแม่นยำ

     แต่แล้วนาทีที่ 76 โกร็องแต็ง โตลิสโซ่ ปรี่ไล่กวดหัวหอกเจ้าถิ่น ฟาเบียน โคลส หลังเพื่อนจ่ายคืนหลังไม่ดี ทว่ากองกลางเสือใต้ไปสไลด์ใส่คู่แข่งหัวคะม่ำ กรรมการเห็นเป็นผู้เล่นคนสุดท้าย ชูใบแดงไล่ออกจากสนาม ก่อนจบเกม บาเยิร์น มิวนิค บุกชนะ บีเลเฟลด์ 4-1 ขยับอันดับขึ้นรองฝูง

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

บีเลเฟลด์ (4-3-3): สเตฟาน ออร์เตก้า,นาธาน เด เมดิน่า (ไบรอัน แบห์เรนด์ น.83),อาโมส พีเพอร์,มิเค่ ฟาน เดอร์ ฮอร์น,อันเดอร์ลสัน ลูโคกี,ฟาเบียน คุนเซ่ (สเวน ชิปปล็อค น.70),มานูเอล พรีเตล,มาร์เชล ฮาร์เพิ่ล (โยอัน ซิมุน เอ็ดมุนด์สสัน น.90),คริสเตียน เกบาเออร์ (ไรน์โฮลด์ ยาโบ น.70),ฟาเบียน โคลส,ริคสึ โดอัน (นิลส์ ซูเฟิร์ท น.90)

บาเยิร์น มิวนิค (4-2-1-3): มานูเอล นอยเออร์,เบนฌาแม็ง ปาวาร์,นิคลาส ซือเล่,ดาวิด อลาบา,ลูกัส แอร์กน็องเดซ (อัลฟอนเซ่ เดวิส น.90),โกร็องแต็ง โตลิสโซ่,เลออน โกเร็ทซ์ก้า (ฆาบี มาร์ติเนซ น.65),โธมัส มุลเลอร์,แซร์จ นาบรี้ (ดั๊กลสา คอสต้า น.65),โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ (มักซิม ชูโป-โมติง น.86),คิงส์เล่ย์ โกมัน (จามาล มูเซียลา น.86)

เล่นดีขนาดนี้!โซลชาโวแมนยูสมควรโค่นเปแอสเช

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ลั่น "ปีศาจแดง" คู่ควรกับชัยชนะ หลังบุกสอย ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ถึงบ้าน 2-1 พร้อมชูสองแข้งที่ฟอร์มแจ่มมากๆ ในเกมนี้
     โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เชื่อว่า ทีมตนเล่นได้ดีมากๆ และสมควรเป็นฝ่ายได้ชัยชนะแล้ว หลังจากที่ทัพ "ปีศาจแดง" บุกไปพิชิต ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ยอดทีมเมืองน้ำหอม 2-1 ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอช นัดแรก เมื่อวันอังคารที่ 20 ตุลาคม ที่ผ่านมา

     แม้ก่อนเกมถูกมองเป็นรอง แต่ แมนฯ ยูไนเต็ด สามารถทำประตูขึ้นนำก่อน 1-0 จากการสังหารลูกจุดโทษเข้าไปของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส (ยิงพลาดครั้งแรก แต่ผู้ตัดสินให้ยิงรอบสอง เพราะ เกย์ลอร์ นาวาส นายทวาร เปแอสเช กระโดดออกมานอกเส้นก่อน)

     อย่างไรก็ตาม นาทีที่ 55 เปแอสเช ตามตีเสมอได้จากการโหม่งเข้าประตูตัวเองของ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ซึ่งเกมทำท่าจะจบลงด้วยการแบ่งคะแนนกันไป แต่นาทีที่ 87 "ปีศาจแดง" มาได้ประตูชัย 2-1 จากการยิงสุดเฉียบของ มาร์คัส แรชฟอร์ด

     "มันให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากครั้งก่อนที่เรามาคว้าชัยชนะที่นี่ (แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 3-1 ในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้าย เลกสอง เมื่อซีซั่น 2018/19) เพราะเกมนี้คือเกมนัดแรกของรองแบ่งกลุ่ม แต่เราก็ยังสามารถเอาชนะทีมที่ยอดเยี่ยมมากๆ ได้"

     "ครั้งก่อนเป็นเกมรอบน็อกเอาต์ และมันเป็นชัยชนะที่สะใจมาก ส่วนครั้งนี้จืดๆ ไปหน่อย เพราะไม่มีแฟนบอล แต่มันก็ยังเป็นชัยชนะที่ยอดเยี่ยม ซึ่งเราก็คู่ควรแล้วกับชัยชนะครั้งนี้ เมื่อคุณออกมาเจอกับทีมที่มีนักเตะอย่าง เนย์มาร์ และ (คีลิยัน) เอ็มบัปเป้ คุณจำเป็นต้องเล่นเกมรับให้ดี และผู้รักษาประตูของคุณก็ต้องเซฟเยอะด้วย"

     "อักเซล ตวนเซเบ้ เป็นกองหลังที่เก่งมากๆ และนี่คือการลงเล่นครั้งแรกของเขาในรอบ 10 เดือน ซึ่งถือเป็นการทดสอบคุณภาพของเขาได้เป็นอย่างดี ส่วน บรูโน่ ยิงจุดโทษพลาดมาสองเกมติด (รวมถึงเกมลีกที่บุกต้อน นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 4-1 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา) แต่เขาก็ยังมุ่งมั่นที่จะรับหน้าที่เป็นคนยิงต่อ ซึ่งมันเป็นการแสดงให้เห็นถึงสมาธิและแคแรคเตอร์ที่สุดยอดของเขา" โซลชา เปิดใจหลังเกม

แก่กว่าเช็กก็มี! 10 แข้งอายุมากที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล2020-21

เชลซี เพิ่งจะทำเซอร์ไพรส์ใส่ชื่อของ ปีเตอร์ เช็ก ตำนานนายทวารชื่อดังเข้ามาอยู่ในขุนพลฟาดแข้งพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2020/21 อย่างไรก็ตาม เช็ก ไม่ใช่นักเตะที่มีอายุมากที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ยังมีนักเตะที่มีอายุมากกว่าเขาด้วย เราไปหาคำตอบกัน
    เชลซี มีปัญหาอย่างจริงจังในตำแหน่งผู้รักษาประตูตลอดสองฤดูกาลที่ผ่านมา เกปา อาร์รีซาบาลาก้า นายทวารเจ้าของค่าตัวแพงที่สุดในโลก 71.6 ล้านปอนด์ ทำผลงานย่ำแย่และก่อความผิดพลาดหลายหนจนโดนวิจารณ์อย่างหนัก

    ด้าน วิลลี่ กาบาเยโร่ นายด่านวัยเก๋ารับบทบาทเป็นมือสองของทีมเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่ แฟร้งค์ แลมพาร์ด มองเห็นว่าตำแหน่งนี้ยังเป็นจุดอ่อนจึงต้องมีการเสริมทัพ เอดูอาร์ เมนดี้ จากแรนส์เข้ามาในทีม และด้วยฟอร์มตอนนี้กุนซือ “สิงห์บลูส์” ยืนยันแล้วว่านายทวารชาวเซเนกัลเป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่งของทีมแล้ว

    อย่างไรก็ตาม เชลซี มองว่าวิกฤตโควิด-19ตอนนี้ไม่สามารถคาดเดาสถานการณ์ในปัจจุบัน พวกเขาจึงใส่ชื่อของ ปีเตอร์ เช็ก ตำนานผู้รักษาประตูที่ปัจจุบันรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านเทคนิคให้กับ เชลซี เข้ามาอยู่ใน 25 ขุนพล "สิงโตน้ำเงินคราม" ด้วย

    เช็ก ลงเล่นให้กับ เชลซี ทั้งหมด 494 นัดในช่วงระหว่างปี 2004-2015  คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 4 สมัย, แชมป์เอฟเอ คัพ 4 สมัย, แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และแชมป์ยูโรปา ลีก

    หลังจากเดินออกจาสแตมฟอร์ด บริดจ์ เช็ก ก็ย้ายมาค้าแข้งที่ อาร์เซน่อล ระยะหนึ่งก่อนจะประกาศแขวนถุงมือเมื่อปีที่แล้ว แต่ในวัย 38 ปีเขากลับมามีชื่อลุยพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

    อย่างไรก็ตามสิ่งน่าเหลือเชื่อคือ เช็ก มีอายุน้อยกว่าเพื่อนร่วมทีมอย่าง วิลลี่ กาบาเยโร่ เสียอีก โดยนายทวารอาร์เจนไตน์มีอายุ 39 ปี แก่กว่า เช็ก อยู่ 8 เดือน ทำให้เขาเป็นผู้เล่นที่มีอายุมากที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ นั่นหมายความว่า เชลซี มีสองผู้เล่นที่มีอายุมากที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้อยู่ในทีม

    นอกจากนี้ ติอาโก้ ซิลวา ปราการหลังวัยเก๋าที่ย้ายมาอยู่กับ “สิงห์บลูส์” ฤดูกาลนี้ก็ติดโผนักเตะอายุมากที่สุดในวัย 36 ปี

    ขณะที่กองหลังมากประสบการณ์ ฟิล จากีลก้า (เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด) และ เวส มอร์แกน (เลสเตอร์ ซิตี้) รั้งอันดับ 3 และ 4 ในวัย 38 ปีทั้งคู่

    แต่หากนับเฉพาะผู้เล่นเอ๊าฟิลด์ ฟิล จากีลก้า อดีตกองหลังเอฟเวอร์ตันถือเป็นนักเตะที่มีอายุมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก ทว่าเขายังไม่ได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้เลย แต่ลงเล่นใน คาราบาว คัพ ไป 1 นัด

    ด้าน บรานิสลาฟ อิวาโนวิช อดีตปราการหลังจอมแกร่ง เชลซี ที่คัมแบ็กสู่ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีในรอบ 3 ปี ด้วยการโยกซบ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน แบบไร้ค่าตัวก็มีชื่อติดโผในอันดับ 5 ด้วยวัย 36 ปี

    ส่วนอันดับที่ 7-10 เป็นนักเตะในวัย 35 ปีทั้งหมด ประกอบไปด้วย ปาโบล เอร์นานเดซ (ลีดส์ ยูไนเต็ด), ลูคัส ฟาเบียนสกี้ (เวสต์แฮม), แฟร์นานดินโญ่ (แมนฯ ซิตี้) และ ฟิล บาร์ดสลี่ย์ (เบิร์นลี่ย์)

สรุปนักเตะพรีเมียร์ลีกที่อายุมากที่สุดในฤดูกาล 2020/21

1.วิลลี่ กาบาเยโร่ (เชลซี) อายุ 39 ปี / เกิด 28 กันยายน 1981

2.ปีเตอร์ เช็ก (เชลซี) อายุ 38 ปี / เกิด 20 พฤษภาคม 1982

3.ฟิล จากีลก้า (เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด) อายุ 38 ปี / เกิด 17 สิงหาคม 1982

4.เวส มอร์แกน (เลสเตอร์ ซิตี้) อายุ 36 ปี / เกิด 21 มกราคม 1984

5.บรานิสลาฟ อิวาโนวิช (เวสต์บรอมฯ) อายุ 36 ปี / เกิด 22 กุมภาพันธ์ 1984

6.ติอาโก้ ซิลวา (เชลซี) อายุ 36 ปี / เกิด 22 กันยายน 1984

7.ปาโบล เอร์นานเดซ (ลีดส์ ยูไนเต็ด) อายุ 35 ปี / เกิด 11 เมษายน 1985

8.ลูคัส ฟาเบียนสกี้ (เวสต์แฮม) อายุ 35 ปี / เกิด 18 เมษายน 1985

9.แฟร์นานดินโญ่ (แมนฯ ซิตี้) อายุ 35 ปี / เกิด 4 พฤษภาคม 1985

10.ฟิล บาร์ดสลี่ย์ (เบิร์นลี่ย์) อายุ 35 ปี / เกิด 28 มิถุนายน 1985

อิบราจัดสอง! มิลานของจริงอัดอินเตอร์ผงาดรั้งฝูงลีก

ซลาตัน อิบราฮิโมวิช กลับมายินตัวจริงเกมลีก ซัดคนเดียวสองลูกพา "ปีศาจแดงดำ" เอซี มิลาน แกร่งกล้าเชือด "งูใหญ่" อินเตอร์ มิลาน 2-1 ขึ้นรั้งจ่าฝูงลีกเวลานี้ ในการแข่งขันศึกฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี คืนวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา
สนาม : จูเซ็ปเป้ เมอัซซ่า

ศึกฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี คืนวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา "งูใหญ่" อินเตอร์ มิลาน ผลงานในลีกสามเกมแรกสุดยอด ชนะมารวด อันโตนิโอ ตอนเต้ นายใหญ่เจ้าบ้านนัดนี้ ขาดผู้เล่นหลายคนทั้งติดโทษแบน บาดเจ็บ และกักตัวโควิด แนวรุกใช้ "ลูกากู-เลาตาโร่" ทะลวงตาข่าย "ปีศาจแดงดำ" เอซี มิลาน ที่ทำได้ดีสามนัดแรกเช่นกัน สเตฟาโน่ ปิโอลี่ โค้ชของทีม จัดผู้เล่นแบบฟูลทีม มี "ซลาตัน อิบราฮิโมวิช" หายจากโควิดกลับมาเป็นตัวจริงเกมลีก

มิลานนำได้นาทีที่ 11 อเล็กซานดาร์ โคลารอฟ ไล่ตามประกบตัว ซลาตัน อิบราฮิโมวิช แล้วไปรวบทำหัวหอกสวีดีชล้มลงไป กรรมการชี้ลูกจุดโทษ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ขอยิงเองซัดไปจังหวะแรกติดเซฟก่อนตามซ้ำเข้าไป

ต่อมานาทีที่ 16 ราฟาเอล เลเอา กระชากบอลมาทางซ้าย หนี ดานิโล่ ดัมโบรซิโอ ครอสบอลข้ามเขตโทษ 6 หลา ทางขวา ซลาตัน อิบราฮิโมวิช วิ่งมาตั้งหน้าเท้าแปผ่านมือ ซาเมียร์ ฮันดาโนวิช นายทวารงูใหญ่ซุกก้นตาข่าย

งูใหญ่ไล่มานาทีที่ 29 อเล็กซานดาร์ โคลารอฟ ลากบอกมาถึงหน้ากรอบเขตโทษไหลบอลให้ อีวาน เปริซิซ หลุดไปตบเข้ากลางบอลมาถึง โรเมลู ลูกากู ซัดตรงเขตโทษ 6 หลาเข้าไปอย่างง่ายดาย

เจ้าบ้านบุกอีกนาทีที่ 32 นิโกโล่ บาเรลล่า จ่ายบอลฝากไว้ที่ โรเมลู ลูกากู ก่อนเจ้าตัววิ่งมารับบอลแล้วยิงปั่นเข้าหากรอบประตูหน้ากรอบเขตโทษ แต่ว่าบอลไม่ห่างตัวมือกาวคู่แข่งรับไว้ได้ จบ 45 นาทีแรก เอซี มิลาน นำ 2-1

ผ่านมาถึงนาทีที่ 60 อีวาน เปริซิซ จ่ายบอลย้อนเข้าหน้ากอรบเขตโทษให้ อาร์ตูโร่ วิดาล หยอดบอลโด่งเข้าไปในเขตโทษประมาฯ 7 หลา อาชราฟ ฮาคิมี่ สปีดมาทิ้งตัวโหม่งบอลกนะเด้งเฉียดหน้าปากประตูออกไปแบบได้ลุ้น

อินเตอร์ยังสู้นาทีที่ 72 อีวาน เปริซิซ โยนบอลจ่กริมสนามทางซ้าย บอลลอยมาในเขตโทษ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ กระโดดเบียดแนวรับมิลานโหม่งแต่บอลทิศทางออกหลังไปแทน

เกมมาถึงนาทีที่ 73 อาร์ตูโร่ วิดาล ส่งบอลขึ้นหน้ามาให้ คริสเตียน อีริคเซ่นส์ จ่ายเร็วบอลไปถูกตัว ซิม่อน เคียร์ กระดอนเข้าทาง โรเมลู ลูกากู หลุดเข้าในเขตโทษแตะบอลหลบ จานลุยจิ ดอนนารุมม่า นายทวารมิลานแล้วล้มลง กรรมการฟังสัญญานวีเออาร์แล้วเมินจุดโทษแก่งูใหญ่ เพราะมองว่ามือกาวทีมเยือนชักมือกลับก่อนหัวหอกร่างยักษ์ล้ม จบเกม เอซี มิลาน บุกชนะ อินเตอร์ มิลาน 2-1 ขึ้นรั้งจ่าฝูงลีก

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

อินเตอร์ มิลาน (3-5-2): ซาเมียร์ ฮันดาโนวิช,ดานิโล่ ดัมโบรซิโอ,สเตฟาน เดอ ฟราย,อเล็กซานดาร์ โคลารอฟ,อาชราฟ ฮาคิมี่,นิโกโล่ บาเรลล่า,มาร์เซโล่ โบรโซวิช (คริสเตียน อีริคเซ่นส์ น.68),อาร์ตูโร่ วิดาล (อเล็กซิส ซานเชซ น.84),อีวาน เปริซิซ,โรเมลู ลูกากู ,เลาตาโร่ มาร์ติเนซ

เอซี มิลาน (4-2-3-1): จานลุยจิ ดอนนารุมม่า,ดาวิเด้ คาลาเบรีย,ซิม่อน เคียร์,อเลสซิโอ โรมันโยลี่,เตโอ แอร็กน็องเดซ,อิลมาแอล เบนนาเซอร์,ฟร้องค์ เกสซีเย่ (ซานโดร โตนาลี น.87),อเล็กซิส ซาเลมัคเกอร์ (ซามูเอล กาสเตเยโฆ่ น.62),ฮาคาน ชาลาโนกลู,ราฟาเอล เลเอา (ราเด้ ครูนิช น.62),ซลาตัน อิบราฮิโมวิช