แฉยูเว่ทุ่มเงินมหาศาลพร้อมโด้คว้า “เอ็มบัปเป้”

สื่อดังในอิตาลี รายงานว่า ยูเวนตุส พร้อมทุ่มเงินเป็นสถิติโลกรวมทั้งใช้ไม้เด็ดนำ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เป็นส่วนหนึ่งในข้อเสนอที่จะยื่นให้กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เพื่อพิจารณาปล่อย คีลิยัน เอ็มบัปเป้ มาสวมชุด "ม้าลาย" ช่วงซัมเมอร์ปี 2021

ยูเวนตุส ยอดทีมแห่งศึกกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี เตรียมสร้างความตื่นตะลึงด้วยการทุ่มเงินเป็นสถิติโลกจำนวน 360 ล้านปอนด์ (ราว 13,680 ล้านบาท) เพื่อคว้าตัว คีลิยัน เอ็มบัปเป้ กองหน้าฟอร์มฮอต ปารีส แซงต์-แชร์กแมง จากการเปิดเผยของ ตุ๊ตโต้สปอร์ต สื่อดังในประเทศอิตาลี

 เอ็มบัปเป้ เป็นที่หมายปองของบรรดาสโมสรยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรป ในขณะที่ "เปแอสเช" ก็ตกเป็นข่าวว่าพร้อมที่จะปล่อย หัวหอกทีมชาติฝรั่งเศส ออกจากสโมสรในช่วงซัมเมอร์ปี 2021 เช่นกัน ส่งผลให้ทีมดังๆ อย่าง "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด พยายามจับตาสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด

ขณะที่ ยูเวนตุส ก็สนใจอยากได้ เอ็มบัปเป้ เช่นกันแต่ด้วยความที่นักเตะมีค่าเหนื่อยสูงมาก ทำให้ "ม้าลาย" ปิ๊งไอเดียที่จะใช้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าซูเปอร์สตาร์ชาวโปรตุกีส เป็นส่วนหนึ่งในข้อเสนอเพื่อยื่นให้ แซงต์-แชร์กแมง พิจารณาในการปล่อย ดาวเตะเลือดเฟร้นช์ ออกมา

เหตุผลสำคัญที่ ยูเว่ ต้องทำแบบนี้เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายของ สตาร์ดังเจ้าของบัลลง ดอร์ 5 สมัย กับ เอ็มบัปเป้ หากทั้งสองคนอยู่ร่วมทีมเดียวกัน จึงจำเป็นที่จะใช้ "ซีอาร์ 7" ซึ่งได้รับค่าเหนื่อย 540,000 ปอนด์ (ราว 20.52 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ เป็นไม้เด็ดที่อาจจะมัดใจ ยักษ์ใหญ่แห่งศึกลีก เอิง ได้

เนื่องจากก่อนหน้านี้มีหลายสื่อรายงานไปในทิศทางเดียวกันว่า ปารีส แซงต์-แชร์กแมง สนใจที่จะดึงตัว อดีตสตาร์ดัง "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ซึ่งพร้อมที่จะอำลา ยูเว่ หลังหมดสัญญาในปี 2022 มาร่วมทีม และเกือบสำเร็จเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่สุดท้ายการย้ายทีมไม่สำเร็จ

 

ดิมาร์ซิโอแฉเมสซี่เกือบซบเชลซีค่าตัวสถิติโลก

จานลูก้า ดิ มาร์ซิโอ เหยี่ยวข่าวชื่อก้องแฉผ่านหนังสือของตัวเองว่า ลิโอเนล เมสซี่ เกือบจะได้ย้ายไปอยู่กับ เชลซี ในปี 2014 โดยตอนนั้น "สิงโตน้ำเงินคราม" จะจ่ายค่าตัวเท่ากับค่าฉีกสัญญาซึ่งสูงถึง 225 ล้านปอนด์เลย
  
ลิโอเนล เมสซี่ กองหน้าคนดังของ บาร์เซโลน่า สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที ลา ลีกา สเปน เกือบที่จะย้ายไปอยู่กับ เชลซี ในปี 2014 ตามการเปิดเผยของ จานลูก้า ดิ มาร์ซิโอ นักข่าวชื่อก้องชาวอิตาเลียน

ดิ มาร์ซิโอ เพิ่งออกหนังสือของตัวเองชื่อ "แกรนด์ โฮเตล กัลโช่แมร์คาโต้" (Grand Hotel Calciomercato) ซึ่งเป็นการบอกเล่าบรรดาเรื่องลับสุดยอดในตลาดการเสริมทัพ โดยเรื่องราวของ เชลซี กับ เมสซี่ นั้น เหยี่ยวข่าวเลือดมะกะโรนีบอกว่าการเจรจาระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายเริ่มข้นเมื่อช่วงเดือนมกราคม ปี 2014 โดยตอนนั้นดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์กำลังโดนรัฐบาลสเปนกล่าวหาว่าเลี่ยงภาษีอยู่พอดี และเรื่องดังกล่าวก็ทำให้ เมสซี่ ไม่พอใจกับรัฐบาลของแดนกระทิงดุมากๆ จนต้องการไปใช้ชีวิตในกรุงลอนดอน แถมเขายังสนใจที่จะไปเล่นให้ โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีม "สิงโตน้ำเงินคราม" ในตอนนั้นด้วย

หลังจากได้หารือกับคนกลางหลายราย รวมถึงกับ เดโก้ อดีตเพื่อนร่วมทีมของเขาที่ตอนนี้ผันตัวไปเป็นเอเยนต์แล้วนั้น เมสซี่ ก็ได้พูดคุยกับ มูรินโญ่ แบบตัวต่อตัวผ่านทางแอพพลิเคชั่น เฟซไทม์ ซึ่งการสนทนาระหว่างทั้งคู่ก็เป็นไปได้ด้วยดีจนถึงขั้นที่แข้งวัย 33 ปีบอกกับทีมงานของเขาเลยว่า มูรินโญ่ จะช่วยให้ตนได้แชมป์ทุกรายการมาครอง "เขาเพิ่งคุยกับฉัน การได้ร่วมงานกับ มูรินโญ่ จะทำให้ฉันได้แชมป์ทุกรายการตามที่ฉันต้องการ เขาเป็นผู้ชนะที่แท้จริง ไปปิดดีลนี้ได้เลย"

ทั้งนี้ การย้ายทีมก็ทำท่าว่าจะเกิดขึ้นเมื่อมีการตกลงเงื่อนไขส่วนตัวกันได้ด้วยดี โดยตอนนั้น เชลซี จะจ่ายค่าตัวให้กับ บาร์เซโลน่า 225 ล้านปอนด์ (ประมาณ 9,000 ล้านบาท) ซึ่งตรงกับค่าฉีกสัญญาของ เมสซี่ พร้อมกับจะทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่ได้ย้ายทีมด้วยค่าตัวสูงเป็นสถิติโลก ขณะเดียวกัน เมสซี่ ก็จะได้ค่าเหนื่อยสูงถึง 50 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,000 ล้านบาท) ต่อซีซั่น แถมจะได้ส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์ทางภาพลักษณ์ตั้ง 70 เปอร์เซ็นต์เลย โดยที่ โรมัน อบราโมวิช เจ้าของทีม เชลซี กับ มูรินโญ่ มุ่งมั่นกับการทำดีลนี้ให้ได้มากๆ แต่การเจรจาทั้งหมดเกิดขึ้นโดยที่ ฮอร์เก้ คุณพ่อกับเอเยนต์ของ เมสซี่ ไม่รู้เรื่องนี้แม้แต่นิดเดียว

อย่างไรก็ตาม มันเกิดจุดเปลี่ยนในช่วงซัมเมอร์ของปี 2014 เมื่อ เชส ฟาเบรกาส มิดฟิลด์ที่ตอนนั้นเพิ่งย้ายจาก บาร์เซโลน่า ไปอยู่กับ เชลซี นั้น เข้าไปพูดกับ มูรินโญ่ ในเชิงดีใจว่า เมสซี่ กำลังจะตามมาร่วมงานกับเขาที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ พร้อมบอกว่า เดโก้ ฝากมาบอกถึงเรื่องนี้กับ มูรินโญ่ เพราะกุนซือชาวโปรตุกีสไม่ได้รับสายของ เดโก้ เลย แต่ มูรินโญ่ ตอบไปว่า "ใช่ ฉันรู้ทุกอย่างแล้ว วันก่อนฉันถึงขั้นได้คุยกับ เมสซี่ ด้วยซ้ำ"

คำตอบดังกล่าวทำให้ เชส รู้ว่ามันหมายความว่า มูรินโญ่ กำลังเจรจากับ เมสซี่ โดยตรง โดยที่มองข้าม เดโก้ ทั้งที่ เดโก้ เป็นคนช่วยทำงานในตอนแรกๆ เพื่อให้ดีลนี้มีโอกาสเกิดขึ้น ซึ่ง เชส กับ เดโก้ ก็สนิทกันมากๆ จนทำให้มิดฟิลด์ชาวสแปนิชไปเตือนเรื่องดังกล่าวกับอดีตเพื่อนร่วมทีม และพอ เดโก้ รู้เรื่องนี้เขาก็ล้างแค้นด้วยการไปฟ้อง ฮอร์เก้ ว่าลูกชายของเขากำลังแอบเจรจากับ เชลซี อยู่

พอได้ยินอย่างนั้น ฮอร์เก้ ก็โมโหมากๆ จนโทรศัพท์ไปหาลูกชายเพื่อขอคำอธิบาย โดยที่ เมสซี่ พยายามแก้ตัวไปว่า "ผมไม่เห็นรู้เรื่องที่พ่อพูดเลยครับ ผมสาบานได้เลย" และสุดท้ายดีลดังกล่าวก็ล่มลง ถึงกระนั้นมันก็ไม่ใช่การตัดสินใจที่แย่เท่าไหร่ของ เมสซี่ เพราะในฤดูกาล 2014-15 เขาก็ได้ทริปเปิ้ลแชมป์กับ บาร์เซโลน่า แล้วหลังจากนั้นก็คว้าแชมป์มาครองกับทีมได้อีกหลายรายการ

ดิ มาร์ซิโอ เผยว่าในปี 2013 เรอัล มาดริด เคยพยายามจะดึง เมสซี่ ไปร่วมทัพเหมือนกัน แต่ดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์ปฏิเสธทันควันเพราะไม่อยากหักหลัง บาร์เซโลน่า

 

ปูด!แมนยูสนดึงดาวรุ่ง “นิวฟิโก้” เสริมแกร่ง

สื่อผู้ดี ตีข่าว "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สนใจอยากได้ หลุยส์ โกเมส ดาวเตะความหวังใหม่วงการลูกหนังแดนฝอยทอง จากสปอร์ติ้ง ลิสบอน มาเสริมทัพ
   
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คาดว่ากำลังจะได้นักเตะจากสปอร์ติ้ง ลิสบอน อีกราย โดยตอนนี้มีรายงานว่า "ปีศาจแดง" สนใจอยากได้ตัว หลุยส์ โกเมส แข้งดาวรุ่งพุ่งแรง จากการเปิดเผยของ เดอะ มิร์เรอร์ สื่อดังในเมืองผู้ดี

ดาวเตะวัย 16 ปี ซึ่งเพิ่งจะเซ็นสัญญานักเตะอาชีพกับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้รับความสนใจเป็นพิเศษจาก แมนฯ ยูไนเต็ด โดย โกเมส ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเตะวันเดอร์คิดของวงการลูกหนังแดนฝอยทอง ถึงขนาดได้รับสมญานามว่า "นิว หลุยส์ ฟิโก้" เลยทีเดียว

แม้ว่า โกเมส จะเซ็นสัญญา 5 ปีกับ สปอร์ติ้ง ก็ตาม แต่ "เดอะ มิร์เรอร์" รายงานว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พร้อมที่จะคว้าดาวรุ่งแห่งอนาคตรายนี้มาร่วมทีม โดยคาดว่าค่าตัวของเขาน่าจะอยู่ที่ประมาณ 14 ล้านปอนด์ (ราว 532 ล้านบาท)

ทั้งนี้ สโมสรเจ้าของแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี 20 สมัย มีความสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมกับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน โดย "ปีศาจแดง" ดึงนักเตะจากยอดทีมแดนฝอยทองมาแล้วหลายคนทั้ง คริสเตียโน่ โรนัลโด้, มาร์กอส โรโฮ, บรูโน่ แฟร์นันด์ส และ หลุยส์ นานี่ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

หลุดตัวจริง! โค้ชบาเยิร์นรับ’เดวิส’ฟอร์มตกลงจากซีซันก่อน

นายใหญ่ทีมเสือใต้ยอมรับดาวเตะชาวแคนาเดี้ยนฟอร์มตกลงจากซีซันก่อน หลังจากเสียตำแหน่งตัวจริงในฤดูกาลนี้

ฮันซิ ฟลิค กุนซือของ บาเยิร์น มิวนิค เผย อัลฟอนโซ เดวิส ฟอร์มตกลงไป ก่อนเกม ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กับ แอตเลติโก้ มาดริด ในวันพุธ

ดาวเตะตัวจี๊ดวัย 19 คือหนึ่งในกำลังสำคัญที่ช่วยทีมเสือใต้คว้าเทรเบิลแชมป์ในซีซันที่ผ่านมา แต่ล่าสุดเขาถูก ลูกาส์ แอร์กน็องเดซ เบียดแย่งตำแหน่งแบ็คซ้ายตัวจริงไปแล้วในฤดูกาลนี้

"ฟอร์มของอัลฟอนโซดร็อปลง แต่เรายังสนับสนุนเขาเต็มที่ เราได้รับประโยชน์จากความเร็วและพละกำลังของเขา มันสำคัญที่เขากลับมาสู่เส้นทางอีกครั้ง" ฟลิค กล่าว

"มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เห็นนักเตะดาวรุ่งผ่านช่วงเวลาแบบนี้ หลังจากมีฤดูกาลที่เหลือเชื่อ เราจะให้กำลังใจและช่วยเขา"

ทั้งนี้ เดวิสมีชื่อเป็น 1 ใน 20 ผู้เข้าชิงรางวัล’โกลเด้น บอย’ประจำปี 2020

มีคนพูดโกหก!โรนัลโด้ยันชัดทำตามกฎเดินทางเข้าอิตาลี

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แข้งซูเปอร์สตาร์ของ ยูเวนตุส ประกาศชัด ไม่ได้ทำผิดกฎของอิตาลีแม้แต่นิดเดียวในการเดินทางกลับมาที่ประเทศอิตาลี พร้อมบอกว่าตอนนี้ต้องอยู่ห่างกับครอบครัว และมันก็ทำให้ตนเจ็บปวดสุดๆ

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวยิง ยูเวนตุส สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี กล่าวว่าตนไม่ได้ละเมิดกฎของประเทศอิตาลีในกรณีที่เดินทางกลับมายังแดนมะกะโรนีแต่อย่างใด

ก่อนหน้านี้ โรนัลโด้ ตกเป็นข่าวดังจากการที่เขาถูกตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ตอนไปอยู่กับทีมชาติโปรตุเกส โดยเมื่อไม่นานมานี้เขาเพิ่งเดินทางกลับไปที่ อิตาลี เพื่อรอช่วยต้นสังกัดในตอนที่หายแล้ว แต่ วินเชนโซ่ สปาดาโฟร่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกีฬาของอิตาลีตั้งประเด็นว่าแข้งวัย 35 ปี อาจจะละเมิดกฎถ้าหากเดินทางเข้าประเทศโดยที่ไม่ได้รับการรับอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุขเป็นกรณีพิเศษ

"ผมไม่ได้ละเมิดกฎใดๆ ทั้งนั้น พวกเขาบอกว่าผมละเมิดกฎของอิตาลี แต่มันเป็นการโกหกทั้งเพ ผมได้คุยกับทีมของผม และเราก็มีความรับผิดชอบที่จะทำเรื่องต่างๆ ในทางที่ถูกต้อง ทุกอย่างถูกปฏิบัติในทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย ประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือคนอิตาลีคนหนึ่งพูดโกหก แต่ผมก็ไม่ขอบอกหรอกนะว่าเขาชื่อว่าอะไร ผมทำตามมาตรการทุกขั้นตอน" โรนัลโด้ ระบุ

อดีตดาวเตะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เรอัล มาดริด เสริมว่าตอนนี้ต้องอยู่คนละห้องกับครอบครัว และมันก็ทำให้ตนปวดใจสุดๆ "ผมอยู่ชั้นหนึ่ง ส่วนลูกๆ ของผมก็อยูกอีกชั้น ผมจะต้องอยู่แบบนี้ไปอีก 10 วันต่อจากนี้ มันทำใจยอมรับได้ยากมากๆ ที่จะไม่สามารถติดต่อกับพวกเขาได้ แต่เราก็ต้องทำตามกฎ"

ไร้เงาแม็กไกวร์-คาวานี่!แมนยูเดินทางสู่ปารีสเตรียมบู๊ชปล.

"ปีศาจแดง" แมนฯยูไนเต็ด เดินทางไปประเทศฝรั่งเศสแล้ว เพื่อเตรียมตัวทำศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก รอบแบ่งกลุ่ม กับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ในวันอังคารนี้ โดย แฮร์รี แม็กไกวร์ และ เอดินสัน คาวานี ไม่ได้ร่วมเดินทางไปด้วย
   
ขุนพล "ปีศาจแดง" แมนฯยูไนเต็ด ทีมดัง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ บินลัดฟ้าสู่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เรียบร้อย เพื่อเตรียมตัวทำศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก รอบแบ่งกลุ่ม กับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ในวันอังคารนี้ โดยไม่มีดาวเตะอดีตต้นสังกัดเดิมอย่าง เอดินสัน คาวานี ดาวเตะอุรุกวัยที่เพิ่งย้ายข้ามฟากมาพรีเมียร์ลีก รวมถึง แฮร์รี แม็กไกวร์ กัปตันทีม ร่วมเดินทางไปด้วย

ในส่วนของ แฮร์รี แม็กไกวร์ คาดว่ามีปัญหาบาดเจ็บจากเกมชนะ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ส่วน เอดินสัน คาวานี เพิ่งซ้อมกับทีมได้ไม่นาน นอกจากนี้ แมนฯยูฯ ยังไม่มี เมสัน กรีนวู้ด ขณะที่ ฟากุนโด้ เปเยสตรี มีชื่อเดินทางไปปารีสกับทีมด้วย
   
สำหรับเกมคู่นี้จะลงเล่นคืนวันอังคารนี้ ที่ สนามปาร์ค เดอ แปร็ง ต่อไป

ซัคเคโรนี่ชูซลาตันมีอิทธิพลมากกว่าโรนัลโด้

อัลแบร์โต้ ซัคเคโรนี่ ระบุ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช มีผลกระทบกับวงการฟุตบอลอิตาลีเยอะกว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ พร้อมแปลกใจที่นักเตะระดับ อิบราฮิโมวิช ไม่เคยได้รางวัล บัลลง ดอร์ เลย

อัลแบร์โต้ ซัคเคโรนี่ กุนซือว่างงานคนดัง แสดงความเชื่อว่า ซลาตัน อิบราฮิโมวิช หัวหอก เอซี มิลาน มีผลกระทบกับวงการฟุตบอลอิตาลีมากกว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แข้งซูเปอร์สตาร์ของ ยูเวนตุส ด้วยซ้ำ

อิบราฮิโมวิช เพิ่งโชว์ฟอร์มแกร่งด้วยการเหมาคนเดียว 2 ลูกจนช่วยให้ต้นสังกัดเอาชนะ อินเตอร์ มิลาน คู่อริร่วมเมือง 2-1 เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมา ทั้งที่ตอนนี้เขามีอายุ 39 ปีเข้าไปแล้ว โดยตอนนี้ดาวเตะชาวสวีดิชก็ทำประตูให้กับ มิลาน ไปแล้วถึง 16 ประตูจากการลงเล่น 23 นัดในทุกรายการ นับตั้งแต่ที่ย้ายกลับมาอยู่กับ "รอสโซเนรี่" เมื่อช่วงปลายปีก่อนด้วย

อดีตนายใหญ่ มิลาน, ลาซิโอ และ ยูเวนตุส เผยว่า "ในอาชีพของผมน่ะผมเองเคยเป็นโค้ชให้คนที่เก่งระดับแชมเปี้ยนหลายคน ตั้งแต่ (โอลิเวอร์) เบียร์โฮฟฟ์ ไปจนถึง (จอร์จ) เวอาห์ และ อาเดรียโน่ แต่สิ่งเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกเสียใจก็คือผมไม่เคยเป็นโค้ชให้กับ อิบราฮิโมวิช มาก่อนเลย เขาคือตำนานระดับที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาล และจนถึงทุกวันนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงไม่เคยได้รางวัล บัลลง ดอร์ เลย"

"ในอิตาลีน่ะ เขาทำให้เกิดความสั่นคลอนได้มากกว่า โรนัลโด้ ด้วยซ้ำ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยที่นักเตะเยาวชนหลายคนพัฒนาขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่ที่เขามาเล่นที่นี่ เขาไม่ได้มีดีแค่การทำประตูได้เท่านั้น แต่เขายังส่งต่อความมั่นใจให้กับเพื่อนร่วมทีมทุกคน รวมถึงช่วยให้ทีมรอดตายในช่วงเวลาที่ยากลำบากได้ด้วย"

โกรธ!สื่อเผยบรูโน่ฉุนโซลชาเปลี่ยนตัวเกมพ่ายสเปอร์ส

ดิ แอธเลติก สื่อกีฬาที่มีความน่าเชื่อถือสูง แฉว่าในเกมที่ แมนฯ ยูไนเต็ด พ่าย สเปอร์ส แบบหมดสภาพนั้น บรูโน่ แฟร์นันด์ส โกรธ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่เปลี่ยนตนออกในช่วงพักครึ่ง โดยมีการระบุว่า โซลชา ทำอย่างนั้นเพราะสาเหตุด้านแท็กติกเป็นหลัก แถมยังไม่อยากทำให้ บรูโน่ เสี่ยงเจ็บในภายภาคหน้าด้วย

บรูโน่ แฟร์นันด์ส กองกลาง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โมโห โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีมชาวนอร์เวย์ที่ตัดสินใจเปลี่ยนเขาออกจากสนามตั้งแต่ตอนพักครึ่งของเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่แพ้ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 1-6 คารัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม ที่ผ่านมา ตามรายงานของ ดิ แอธเลติก สื่อกีฬาชั้นนำ

ในนัดดังกล่าว บรูโน่ เป็นคนทำประตูขึ้นนำให้กับทีมตั้งแต่นาทีที่ 2 แต่หลังจากนั้น สเปอร์ส ทำได้เหนือกว่าจนรัวทีเดียว 4 ลูกในครึ่งแรก ก่อนที่จะทำเพิ่ม 2 ประตูในครึ่งหลัง ส่วนมิดฟิลด์ชาวโปรตุกีสโดนเปลี่ยนตัวกับ เฟร็ด ไปตั้งแต่ตอนพักครึ่งแล้ว ทั้งที่เขาถือเป็นแกนหลักในการขึ้นเกมรุกของทีม

ทั้งนี้ ดิ แอธเลติก เปิดเผยว่าตอนพักครึ่งมีนักเตะ แมนฯ ยูไนเต็ด หลายคนที่พูดออกมาตามตรงว่าไม่พอใจอย่างมากกับผลงานในครึ่งแรก ซึ่ง บรูโน่ ก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ถึงแม้เขาจะแสดงอารมณ์ร่วมขนาดนั้น โซลชา ก็ยังเลือกที่จะเปลี่ยนอดีตแข้ง สปอร์ติ้ง ลิสบอน ออกจากสนามอยู่ดี และนั่นก็ทำให้ บรูโน่ รู้สึกโกรธพอตัว

สื่อเจ้าเดิมเสริมว่าที่ โซลชา เลือกเปลี่ยน บรูโน่ ตั้งแต่พักครึ่งนั้นส่วนใหญ่แล้วเป็นสาเหตุด้านแท็กติก เพราะเขารู้สึกว่าจำเป็นต้องให้มิดฟิลด์ที่ยังมีเรี่ยวมีแรงอยู่ลงไปพยายามหยุดเกมบุกของ สเปอร์ส นอกจากนี้อดีตหัวหอกคนดังก็ยังกลัวด้วยว่าถ้าให้ บรูโน่ เล่นต่อไปมันก็อาจจะทำให้เสี่ยงทำให้เขาล้าสุดๆ จนส่งผลให้เจ็บตามไปด้วย เพราะที่ผ่านมาดาวเตะวัย 26 ปีก็ลงเล่นอย่างต่อเนื่องให้กับทีมอยู่แล้ว แถมยังมีภารกิจกับทีมชาติโปรตุเกสรออยู่ถึง 3 นัดในโปรแกรมเกมทีมชาติหนนี้ด้วย

7 แข้งลิเวอร์พูลอาจโดนปล่อยยืมก่อนเดดไลน์

ถึงแม้ตลาดซื้อ-ขายนักเตะทั่วไป จะปิดลงไปแล้วตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา แต่ตลาดในประเทศยังสามารถทำการซื้อ-ขาย แลกเปลี่ยนกันได้อยู่จนถึงวันที่ 16 ตุลาคม ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าผู้เล่นของ ลิเวอร์พูล อาจมีโอกาสได้ย้ายออกไปแบบยืมตัวก่อนที่จะถึงวันเดดไลน์
    สำหรับคนแรกที่มีโอกาส นั่นคือ แฮร์รี่ วิลสัน จริงๆ ถือเป็นเรื่องน่าผิดหวังสุดๆ เมื่อสโมสรปฏิเสธข้อเสนอจาก เบิร์นลี่ย์ เมื่อเดือนก่อน

 

    ถึงตอนนี้เป็นไปไม่ได้เลยว่า ดาวเตะวัย 23 ปีจะเบียดขึ้นไปติดทีมชุดใหญ่ของ ‘หงส์แดง’ เนื่องจากในตอนนี้ผู้เล่นคนอื่นที่เล่นตำแหน่งเดียวกัน มีอยู่เต็มทีมไปหมด

    ซึ่งการลงไปเล่นในทีมระดับแชมเปี้ยนชิพ แบบยืมตัวก็ยังเป็นไปได้ จริงๆ มีหลายทีมที่สนใจคว้าตัว วิลสัน ไปครอบครอง แต่ติดตรงที่ราคาค่าตัวไม่ตรงความต้องการของ ลิเวอร์พูล ฉะนั้น การปล่อยยืม น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

    รายที่สอง เบน วู้ดเบิร์น… เอาเข้าจริงแข้งวัย 20 ปีรายนี้ยังไม่สามารถแจ้งเกิดได้สักที

    เมื่อซีซั่นที่แล้ว เขาถูกปล่อยให้ อ๊อกซ์ฟอร์ด ยืมตัวไปใช้งาน และทีมที่มีข่าวตอนนี้คือ ฮัลล์ ซิตี้ ซึ่งเป็นที่ที่ทำให้ วู้ดเบิร์น มีโอกาสยึดทีมตัวจริงในชุดใหญ่ได้ไม่ยาก

    รายต่อมา นาธาเนี่ยล ฟิลลิปส์ หรือ แนต ฟิลลิปส์ ถึงตอนนี้เขาแทบไม่มีอนาคตกับ ลิเวอร์พูล แล้ว หลังจากที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ดันสองดาวเตะดาวรุ่งตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็กขึ้นชุดใหญ่เต็มตัวอย่าง บิลลี่ คูเมติโอ กับ รีห์ส วิลเลี่ยมส์

    ฟิลลิปส์ มีข่าวย้ายออกแบบถาวรกับ บริสตอล ซิตี้ รวมถึง เรดดิ้ง, สวอนซี และ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ด้วยเช่นเดียวกัน

    คนที่ 4 เซปป์ ฟาน เดน เบิร์ก แข้งวัย 18 ปีตกเป็นเป้าหมายของทีมในลีก ฮอลแลนด์ และ ทีมระดับลีกา 2 เยอรมนี เช่นเดียวกันหลายๆ ทีมในลีกล่างของอังกฤษ

    ฟาน เดน เบิร์ก ทำผลงานน่าประทับใจกับ ลิเวอร์พูล ยู21 ในศึก อีเอฟแอล โทรฟี่ ที่เจอกับ ทรานเมียร์ โรเวอร์ส ซึ่งเกมนั้นก็มีแมวมองจากหลายทีมติดตามฟอร์มการเล่นของเขา

    การปล่อยยืมในทีมลีกล่างของ อังกฤษ ก็ยังเป็นไปได้ก่อนวันที่ 16 ตุลาคม

    ต่อที่รายที่ 5 เฮอร์บี้ เคน มิดฟิลด์วัย 21 ปี มีโอกาสที่จะถูกขายออกไปในวันก่อนปิดตลาดนี้ ซึ่งมี ฮัลล์ ให้ความสนใจอยู่ โดยในอดีตเขาก็เคยไปเล่นในถิ่น KCOM มาแล้ว

    รายที่ 65 ยาสเซอร์ ลารูซี่ แบ็กซ้ายดาวรุ่งที่ตอนนี้ไม่มีโอกาสขึ้นชุดใหญ่เนื่องจากมีทั้ง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน และ คอสตาส ซิมิกาส

    แข้งวัย 19 ปีรายนี้กำลังจะหมดสัญญาในปีหน้า แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีการต่อสัญญาใหม่ การปล่อยยืมออกไปเป็นทางออกที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม กับสัญญาที่กำลังจะหมดลง อาจทำให้ ลิเวอร์พูล เลือกที่จะขายขาดออกไปเพื่อจะได้ไม่เสียฟรีตอนปีหน้า

    คนสุดท้าย เลียม มิลลาร์ มีหลายทีมใน แชมเปี้ยนชิพ ให้ความสนใจทั้ง สโต๊ค, ควีนส์ พาร์ค เรนเจอร์ส, แบล็คเบิร์น และ ร็อตเธอร์แฮม

    กองหน้าวัย 21 ปี เคยถูกปล่อยยืมไปเล่นใน สกอตแลนด์ กับ คิลมาร์น็อค 2 ปี แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาตั้งใจจะกลับมาเล่นในอังกฤษในซีซั่นนี้

5 แข้งที่ยังเล่นแล้วทำประตูจากลูกฟรีคิกมากสุด

ลูกฟรีคิกถือเป็นหนึ่งในวิธีการทำประตูอย่างหนึ่งของเกมฟุตบอล และมันก็มีหลายคนที่มีความเชี่ยวชาญในการเล่นลูกฟรีคิก โดยถ้าเป็นคนที่แขวนสตั๊ดไปแล้วก็มีอย่างเช่น เดวิด เบ็คแฮม, อันเดรีย ปีร์โล่, ซินิซ่า มิไฮโลวิช และ โรแบร์โต้ คาร์ลอส เป็นต้น

ทั้งนี้ หากนับเฉพาะนักเตะที่ยังค้าแข้งอยู่แล้วนั้นมันก็มีหลายคนที่เล่นลูกฟรีคิกได้ดีเช่นกัน และวันนี้เราจะมานำเสนอ 5 นักเตะที่ยังเล่นอยู่แล้วสามารถทำประตูในลูกฟรีคิกได้มากที่สุดตลอดอาชีพการเล่น โดยจะเป็นการนับทั้งตอนเล่นในระดับทีมชาติและระดับสโมสร

– อเล็กซานดาร์ โคลารอฟ : 22 ประตู
"โรแบร์โต้ คาร์ลอส แห่งเซอร์เบีย" คือฉายาที่หลายคนมักจะตั้งให้กับ โคลารอฟ เพราะเขามีความเก่งกาจในการเล่นลูกเซตพีซมากๆ ไม่ว่าจะทั้งตอนอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้, อาแอส โรม่า หรือทีมชาติเซอร์เบีย และจำนวน 22 ประตูที่เขาทำได้ตลอดอาชีพการค้าแข้งก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ช่วยยืนยันถึงเรื่องนั้นได้เป็นอย่างดี

จุดเด่นในการเล่นลูกนิ่งของ โคลารอฟ ก็คือเขาสามารถทำประตูจากลูกฟรีคิกได้แม้ว่าจะต้องยิงจากมุมที่ไม่น่าเป็นประตูมากที่สุด หรือจากระยะไกลที่ไม่น่าจะเป็นประตู อย่างเช่นลูกที่เขายิงใส่ แอธเลติก บิลเบา ในเกมอุ่นเครื่องเมื่อช่วงปี 2019 ที่ยิงได้คมจนนายทวารของคู่แข่งหมดสิทธิ์บินไปเซฟได้

 – ฮาคาน ชัลฮาโนกลู : 26 ประตู
คนที่เคยดูเกม บุนเดสลีกา บ่อยๆ ในช่วงหลายปีก่อนหน้านี้น่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่าการเสียลูกฟรีคิกให้กับ ชัลฮาโนกลู ก็แทบไม่ต่างจากการเสียลูกจุดโทษ เพราะเขามีความสามารถในการเล่นลูกนิ่งที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะการพยายามทำประตูจากลูกฟรีคิกโดยตรง

ถ้าหากตัวเลข 26 ประตูจากลูกฟรีคิกมันยังไม่น่าประทับใจสำหรับคุณแล้วล่ะก็ เราก็ขอนำเสนอสถิติอีก 1 อันที่น่าทึ่ง นั่นก็คือ 38 เปอร์เซ็นต์จากประตูที่เขาทำได้ตอนเล่นในเยอรมนีนั้นมันมาจากการยิงลูกฟรีคิกโดยตรง แถมในฤดูกาล 2014-15 เขายังเคยทำประตูจากลูกฟรีคิกให้กับ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ได้ถึง 9 ลูกเลยทีเดียว

น่าเศร้าที่นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับ เอซี มิลาน ในปี 2017 ความโดดเด่นในด้านนี้ก็หายไป เพราะหลังจากนั้นเป็นต้นมาเขายิงลูกฟรีคิกเป็นประตูได้อีกเพียง 3 หนเท่านั้น

 

 – มิราเล็ม ปานิช : 26 ประตู
 การที่ก่อนหน้านี้ ปานิช อยู่กับ ยูเวนตุส ทำให้เขาไม่ใช่ตัวเลือกแรกในการได้เป็นคนยิงลูกฟรีคิก เพราะมันมีคนอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ เปาโล ดีบาล่า ขวางหน้าอยู่ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีโอกาสได้ยิงน้อย แต่เขาก็ยังสามารถผลิตสกอร์จากลูกฟรีคิกได้เท่ากับ ชัลฮาโนกลู เลย

ทั้งนี้ ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาถือเป็นช่วงที่ ปานิช พัฒนาการเล่นลูกฟรีคิกขึ้นมาได้อย่างผิดหูผิดตา เพราะ 68 เปอร์เซ็นต์ของประตูจากลูกฟรีคิกทั้งหมดของเขามันเกิดขึ้นในช่วง 5 ปีหลังสุด ทำให้แม้ว่าตอนนี้เขาอาจจะต้องแบ่งเล่นลูกฟรีคิกกับ ลิโอเนล เมสซี่ ที่ บาร์เซโลน่า แต่เขาก็น่าจะได้รับโอกาสยิงลูกฟรีคิกบ่อยพอตัว

 

 – ลิโอเนล เมสซี่ : 53 ประตู
 เดิมทีตอนแรกๆ เมสซี่ ไม่ได้มีจุดเด่นในด้านการยิงลูกฟรีคิกเท่าไหร่ แต่เขาก็พัฒนาด้านนั้นขึ้นมาได้อย่างยอดเยี่ยมในพักหลังจนตอนนี้คู่แข่งทุกคนไม่สามารถประมาทได้อีกแล้วเมื่อเห็นดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์มายืนรอเล่นลูกฟรีคิกเวลาที่ทีมได้ฟาวล์

ทั้งนี้ ถ้านับเฉพาะฤดูกาล 2018-19 แล้วนั้น เมสซี่ สามารถทำประตูจากลูกฟรีคิกให้กับ บาร์เซโลน่า ได้ถึง 8 ลูกด้วยกัน แถมในซีซั่นนั้นถ้าวันไหนเขาทำประตูจากลูกฟรีคิกได้แล้วล่ะก็ บาร์เซโลน่า ก็ไม่แพ้เลยด้วย แบ่งเป็นชนะ 6 นัด กับเสมอ 1 เกม ขณะที่ถ้าเป็นซีซั่นที่แล้วเขาก็ผลิตสกอร์จากลูกนิ่งได้ 5 หนด้วยกัน

 

– คริสเตียโน่ โรนัลโด้ : 57 ประตู
ในด้านนี้ โรนัลโด้ เหนือกว่าคู่อริตลอดกาลนิดหน่อย ถึงแม้พักหลังดาวเตะวัย 35 ปีจะทำประตูจากลูกฟรีคิกได้น้อยลงไป อย่างเช่นฤดูกาล 2019-20 ที่ทำประตูจากลูกฟรีคิกให้กับ ยูเวนตุส ได้เพียงลูกเดียว แต่ผลงานในหลายฤดูกาลก่อนหน้านั้นก็ยังเพียงพอที่จะทำให้เขาครองบัลลังก์ "ราชาฟรีคิก" ในบรรดานักเตะที่ยังค้าแข้งอยู่ได้

ทั้งนี้ ฤดูกาลที่ โรนัลโด้ ทำประตูจากลูกฟรีคิกได้มากที่สุดหากนับเฉพาะเกมระดับสโมสรคือซีซั่น 2008-09 กับ แมนเชสเตอร์ ยุไนเต็ด และฤดูกาล 2009-10 กับ เรอัล มาดริด หลังจากใน 2 ซีซั่นนั้นเขาทำประตูจากลูกฟรีคิกได้ฤดูกาลละ 6 ลูกด้วยกัน