อเล็กซิสเผยอยากหนีแมนยูทันทีหลังซ้อมแค่หนเดียว

อเล็กซิส ซานเชซ หัวหอก อินเตอร์ ออกมาร่ายยาวถึงช่วงเวลากับ แมนฯ ยูไนเต็ด โดยบอกว่ารู้สึกว่า "ปีศาจแดง" ไม่เหมาะกับตนจนถึงขั้นอยากยกเลิกสัญญาทันทีที่ซ้อมครั้งแรกเสร็จไปแล้ว โดยตอนนั้นกุนซือของ แมนฯ ยูไนเต็ด คือ โชเซ่ มูรินโญ่ แต่เจ้าตัวก็ขอบคุณ แมนฯ ยูไนเต็ด เช่นกันที่เคยมอบโอกาสให้ตนได้อยู่กับทีม
    อเล็กซิส ซานเชซ กองหน้า อินเตอร์ มิลาน สโมสรดังแห่งเวที กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี เปิดเผยว่าตนเคยอยากย้ายกลับ อาร์เซน่อล ทันที หลังจากที่ลงซ้อมหนแรกกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปแล้ว เพราะตนรู้สึกว่าหลายอย่างที่ "ปีศาจแดง" มันไม่เหมาะกับตน

    อเล็กซิส เคยถูกยกให้เป็นหนึ่งในยอดกองหน้าของ พรีเมียร์ลีก หลังจากที่เขาทำผลงานได้โดดเด่นกับ อาร์เซน่อล แต่ในฤดูกาล 2017-18 มันเริ่มมีข่าวลืออย่างหนาหูว่าเขาไม่มีความสุขกับ "ไอ้ปืนใหญ่" และต้องการบอกลาทีม ซึ่งตอนนั้นก็มีทั้ง แมนฯ ยูไนเต็ด และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ให้ความสนใจในตัวเขา ก่อนที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ในยุคของ โชเซ่ มูรินโญ่ จะได้เขาไปร่วมทัพในดีลที่แลกตัวกับ เฮนริค มคิทาร์ยาน ในช่วงเดือนมกราคม ปี 2018

    ทั้งนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ถึงขั้นยอมประเคนค่าเหนื่อยให้ อเล็กซิส เป็นจำนวนรวม 505,000 ปอนด์ (ประมาณ 20.20 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ด้วย อย่างไรก็ตาม ดาวเตะชาวชิลีก็ไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้เลย จนทำให้ในฤดูกาล 2019-20 เขาไปเล่นแบบยืมตัวกับ อินเตอร์ ซึ่งเจ้าตัวก็ทำผลงานได้น่าประทับใจจนทำให้ อินเตอร์ ซื้อขาดเขา

    อเล็กซิส กล่าวผ่านคลิปวิดีโอที่โพสต์บนแอคเคาท์ อินสตาแกรม ของตัวเองว่า "ผมอยากพูดกับพวกคุณเกี่ยวกับเรื่องช่วงเวลาที่ผมอยู่กับ ยูไนเต็ด เกี่ยวกับหลายเรื่องที่ถูกพูดถึง และเกี่ยวกับเรื่องที่ทำให้ผมดูแย่ ผมมีโอกาสได้ย้ายไปอยู่กับ ยูไนเต็ด มันเป็นโอกาสที่แสนยั่วยวนสำหรับผม มันเป็นเรื่องที่ดีสำหรับผม เพราะผมชอบสโมสรแห่งนั้นมาตั้งแต่ตอนที่เป็นเด็กแล้ว"

    "สุดท้ายแล้วผมก็เซ็นสัญญาโดยที่ไม่ได้รู้รายละเอียดอะไรมากนักเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าในการย้ายทีมมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ในวันแรกที่ผมได้อยู่กับเพื่อนร่วมทีมของผมน่ะผมก็รู้สึกถึงบางอย่าง คือผมต้องขอบอกก่อนว่าบางครั้งมันก็มีหลายเรื่องที่คุณจะไม่รู้สึกตัวเลยว่ามันเป็นอย่างนั้นจนกว่าจะได้เจอกับมันด้วยตัวเอง"

    "เรื่องของเรื่องก็คือพอผมลงซ้อมครั้งแรกแล้วน่ะผมก็รู้สึกถึงหลายเรื่อง และพอผมกลับไปถึงบ้านผมก็บอกกับทีมตัวแทนของผมเลยว่า -นี่เรายกเลิกสัญญาแล้วกลับไปที่ อาร์เซน่อล ได้ไหม ?- พวกเขา (ทีมตัวแทนของ อเล็กซิส) หัวเราะดังลั่น แต่ผมพูดไป (ด้วยความจริงจัง) ว่ามันมีบางอย่างที่ไม่ถูกต้องสำหรับผม แต่มันก็มีการเซ็นสัญญากันไปเรียบร้อยแล้ว"

    อเล็กซิส บอกด้วยว่าตนรู้สึกช็อกและเสียใจมากๆ ในตอนที่ มูรินโญ่ ไม่ใส่ชื่อตนแม้กระทั่งเป็นตัวสำรองในเกมกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด เมื่อช่วงเดือนกันยายน ปี 2018  "ในเกมกับ เวสต์แฮม ผมไม่โดนเลือกติดทีม เรื่องอย่างนั้นไม่เคยเกิดขึ้นกับผมในฐานะนักเตะมาก่อน มันทำให้ผมหงุดหงิดมาก ผมบอกกับตัวเองว่ามันไม่ควรจะเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น จากที่เคยกลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่เก่งที่สุดใน พรีเมียร์ลีก ผมต้องมาเป็นนักเตะที่ไม่ได้เล่นถึง 5 เดือน พอผมกลับไปถึงบ้านผมก็เสียใจมากๆ และวันต่อมาผมก็ซ้อมแบบหนักขึ้น 2 เท่า เพราะผมรักในสิ่งที่ผมทำ"

    แข้งวัย 31 ปี เสริมว่าหลังจากที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เข้ามาเป็นกุนซือคนใหม่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ตนก็เข้าไปคุยแบบเปิดอกว่าต้องการย้ายทีม และ โซลชา ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด "พอโค้ชคนต่อมา ซึ่งก็คือคนปัจจุบันเข้ามาคุมทีมแล้วน่ะ ผมก็ตัดสินใจที่จะคุยกับเขาตามตรง ผมบอกกับเขาว่าผมจำเป็นต้องไปหาอะไรใหม่ๆ และตอนนั้นผมก็มีโอกาสที่จะได้ย้ายไป อินเตอร์ ซึ่งเขาก็ตอบว่า -ได้สิ ไม่มีปัญหาเลย-"

    ทั้งนี้ ตลอดช่วงที่อยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด อเล็กซิส มักจะโดนเหล่ากูรูตำหนิอย่างหนักด้วย โดยเฉพาะบรรดาอดีตแข้ง แมนฯ ยูไนเต็ด ที่หันไปเอาดีด้านการเป็นนักวิเคราะห์ และดาวเตะทีมชาติชิลีก็ยอมรับว่ารู้สึกเจ็บปวดสุดๆ เวลาที่โดนตำหนิแบบนั้น "พวกนักข่าวพูดโดยที่ไม่รู้ความจริง และมันทำให้ผมหัวเสีย มันทำให้ผมเจ็บปวด บรรดาอดีตนักเตะชอบออกมาพูดโดยที่ไม่รู้เลยว่าภายในสโมสรมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง พวกเขาให้ความเห็นที่ทำร้ายคุณ พวกเขาชอบบอกว่ามันเป็นความผิดของคุณ พวกเขาเลือกที่จะโทษผมก็เพราะพวกเขาจำเป็นต้องหาคนที่ต้องด่าสักคนก็เท่านั้น"

    อเล็กซิส กล่าวด้วยว่าอยากขอบคุณ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่เคยให้โอกาสตนได้อยู่กับที่นั่น พร้อมบอกว่าผิดหวังเหมือนกันที่สุดท้ายแล้วไม่สามารถไปได้สวยกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ "สำหรับ ยูไนเต็ด ผมมีเพียงคำขอบคุณที่จะมอบให้พวกเขาสำหรับการที่พวกเขามอบโอกาสให้ผมได้ปกป้องสีเสื้อของพวกเขา ผมผิดหวังที่หลายอย่างมันไม่เป็นไปตามที่ผมต้องการ ถ้าเกิดบรรยากาศมันดีกว่านี้แล้วล่ะก็ทุกอย่างก็อาจจะต่างไปจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็ได้ ตอนนี้ผมออกมาเล่าความจริงทุกอย่างเพราะผมผ่านช่วงเวลาของการเรียนรู้ทั้งในฐานะนักเตะและในฐานะคนๆ หนึ่งไปแล้ว ผมเองก็อยากได้แชมป์ทุกรายการเหมือนกัน"

เดือดก่อนเปิดลีก!ลิเวอร์พูลฟัดอาร์เซน่อลจัด “ซาลาห์” วัด “โอบา” ศึกคอมมิวนิตี้ชิลด์

"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล เตรียมจัดหนักโดยมี โมฮาเหม็ด ซาลาห์ นำปิดสกอร์ เกมพบ "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ที่มี ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง พร้อมล่าตาข่าย ในศึกฟุตบอล คอมมิวนิตี้ ชิลด์ อังกฤษ วันเสาร์ที่ 29 ส.ค. ศกนี้  ถ่ายทอดสด : beIN SPORTS 2, เวลา : 22.30 น.
ปรีวิวฟุตบอล คอมมิวนิตี้ ชิลด์ อังกฤษ
วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม 2563
อาร์เซน่อล   –   ลิเวอร์พูล
ถ่ายทอดสด : beIN SPORTS 2, เวลา : 22.30 น.

สนาม : เวมบลีย์ สเตเดี้ยม (สนามกลาง)

     อาร์เซน่อล ภายใต้การคุมทีมของ มิเกล อาร์เตต้า เข้ามาชิงโล่ในฐานะแชมป์เอฟเอ คัพ ซีซั่นล่าสุด หลังเบียดชนะเชลซี 2-1 ก่อนเตรียมความพร้อมสำหรับเกมนี้และซีซั่นใหม่ ด้วยการถล่มเอ็มเค ดอนส์ 4-1 ในเกมอุ่นเครื่องล่าสุด

    ความพร้อมเกมนี้ อาร์เตต้ายังอดใช้งานพวกที่ยังคงมีอาการบาดเจ็บค้างมาจากซีซั่นก่อน ไม่ว่าจะเป็น ชโคดราน มุสตาฟี่ (เข่า), ปาโบล มารี (ข้อเท้า) และ คาลั่ม แชมเบอร์ส (เข่า)

    ส่วน แบร์นด์ เลโน่ ประตูเยอรมันฟิตสมบูรณ์เต็มที่แล้ว พร้อมกลับมายึดมือ 1 ตามปกติ ขณะที่ วิลเลี่ยม ซาลิบา กองหลังฝรั่งเศสตัวใหม่ แม้จะเซ็นล่วงหน้าไว้นานแล้วก็พร้อมประเดิมเกมอย่างเป็นทางการ หลังออกสตาร์ตในเกมลับแข้งล่าสุด

    สำหรับอีก 1 แข้งใหม่อย่าง วิลเลี่ยน แนวรุกแซมบ้า ที่เซ็นฟรีมาจากเชลซี ก็พร้อมประเดิมสนามเช่นกัน แต่อาจต้องนั่งสำรองไปก่อน

    แต่ที่แน่ๆ เกมนี้จะไม่มี ดานี่ เซบายอส มิดฟิลด์สแปนิชตัวเก่งที่กลับเรอัล มาดริดไปแล้ว หลังหมดสัญญายืมตัว แต่ก็ได้ โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ กองกลางอียิปต์ ซึ่งกลับมาจากการยืมตัวที่เบซิคตัสเป็นตัวเลือกแทน แถมผลงานดีเสียด้วย โดยเป็นคนทำประตูแรกในเกมอุ่นเครื่องล่าสุด
 
    ส่วน เอนสลี่ย์ เมทแลนด์-ไนลส์ ดาวเตะสารพัดประโยชน์ก็น่าจะยังมีส่วนร่วมกับทีมต่อไป แม้จะมีข่าวกับวูล์ฟแฮมป์ตันอย่างหนาหูก็ตาม

    การจัดทัพก็เชื่อว่าอาร์เตต้าน่าจะเน้นพอสมควร นำโดยบรรดาแกนหลักขาประจำ ไม่ว่าจะเป็น ดาวิด ลุยซ์, กรานิต ชาคา, นิโกล่าส์ เปเป้, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง และ อเล็กซองด์ ลากาแซตต์

    เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือลิเวอร์พูล พาทีมมาลุ้นชิงโล่ในฐานะแชมป์ลีก โดยเตรียมความพร้อมสำหรับเกมนี้ ด้วยการลงลับแข้งไป 2 นัด ในการไปเก็บตัวที่ออสเตรีย เริ่มจากถล่มสตุ๊ตการ์ท 3-0 และเสมอซัลซ์บวร์ก 2-2  

    ความพร้อมเกมนี้ คล็อปป์ต้องลุ้นความพร้อมของ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กองหลังดัตช์แมนคนสำคัญ ที่มีแผลแตกบริเวณศีรษะมาจากเกมอุ่นเครื่องนัดล่าสุด แต่กุนซือเยอรมันก็ยืนยันว่า ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร

    รวมไปถึง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็กขวาตัวเก่งที่ไม่ได้ร่วมเดินทางๆปแดนดานูบด้วย ซึ่งถ้ายังไม่พร้อมจริงๆ ก็จะเป็นโอกาสของดาวรุ่งเวลส์อย่าง เนโก วิลเลี่ยมส์

    ส่วนไอ้หนู รีอาน บรูว์สเตอร์ แม้ฟอร์มจะฮอตเป็นยอดซูเปอร์ซับลงมาทำ 2 ประตูช่วยทีมรอดพ้นความพ่ายแพ้ในเกมลับแข้งล่าสุด ก็ยังต้องรอโอกาสบนม้านั่งต่อไป

    เช่นเดียวกับพวกที่เดี้ยงอยู่ก่อน ไม่ว่าจะเป็น จอร์แดน เฮนเดอร์สัน (เข่า), โฌแอล มาติป (นิ้วเท้า) และ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน (เข่า) ก็ยังชวดเหมือนเดิม

    แต่แกนหลักรายอื่นๆ จากเกมล่าสุด ทั้ง โจ โกเมซ, ฟาบินโญ่, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, ซาดิโอ มาเน่, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยังพร้อมช่วยทีมตามปกติ 

นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม
   
    อาร์เซน่อล (3-4-2-1) : แบร์นด์ เลโน่ – วิลเลี่ยม ซาลิบา, ดาวิด ลุยซ์, คีแรน เทียร์นี่ย์ – เอคตอร์ เบเยริน, โมฮาเหม็ด เอลเนนี่, กรานิต ชาคา, เอนสลี่ย์ เมทแลนด์-ไนลส์ – นิโกล่าส์ เปเป้, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง – อเล็กซองด์ ลากาแซตต์
    ผู้จัดการทีม : มิเกล อาร์เตต้า
 
    ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อลีสซง เบ็คเกอร์ – เนโก วิลเลี่ยมส์, โจ โกเมซ, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – ฟาบินโญ่, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, นาบี เกอิต้า – ซาดิโอ มาเน่, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์
    ผู้จัดการทีม : เจอร์เก้น คล็อปป์   

    ผู้ตัดสิน : อังเดร มาร์ริเนอร์

พิคฟอร์ดระวัง!อันเช่เล็ง “โรเมโร่” ร่วมทัพเอฟเวอร์ตัน

 

คาร์โล อันเชลอตติ กุนซือเอฟเวอร์ตัน สนใจดึง เซร์คิโอ โรเมโร่ โกลสำรองแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาร่วมทีม โดยหวังจะนำนายด่านชาวอาร์เจนไตน์มากดดัน จอร์แดน พิคฟอร์ด ให้รักษาฟอร์มการเล่นเอาไว้ เพราะหากทำพลาดมีสิทธิ์โดนแย่งตำแหน่งมือ 1 เอาได้ง่ายๆ 
   
คาร์โล อันเชลอตติ ผู้จัดการทีมชาวอิตาเลียนของ เอฟเวอร์ตัน แสดงความสนใจอยากได้ตัว เซร์คิโอ โรเมโร่ ผู้รักษาประตูสำรอง "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาเฝ้าเสาในถิ่นกูดิสัน พาร์ค จากการปิดเผยของ เดอะ มิร์เรอร์ สื่อดังในอังกฤษ

   
"คาร์เล็ตโต้" พยายามที่จะพัฒนาผู้เล่นในทุกตำแหน่งด้วยการหานักเตะมาเสริมทัพ โดยเฉพาะในตำแหน่งนายทวารที่ปัจจุบัน จอร์แดน พิคฟอร์ด ครองมือ 1 สบายๆ ฉะนั้นการเล็งกระชากตัว โรเมโร่ มาร่วมทัพ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" ก็เพื่อหวังที่จะกดดัน นายด่านทีมชาติอังกฤษ ให้รักษาฟอร์มการเล่นที่เหนียวหนึบต่อไป

ในช่วงที่ผ่านมา พิคฟอร์ด มักจะทำผิดพลาดอย่างหนักหลายครั้ง และ อันเชลอตติ รู้สึกว่าหากมีการแข่งขันในการแย่งชิงมือ 1 ภายในทีม จะช่วยกระตุ้นให้ โกลเลือดผู้ดีวัย 26 ปี พยายามโชว์ฟอร์มให้คงเส้นคงวา เพราะไม่อย่างนั้นอาจจะหลุดจากตำแหน่งเอาได้ง่ายๆ

ขณะที่ โรเมโร่ ซึ่งเป็นมือ 1 ทีมชาติอาร์เจนตินา และเฝ้าเสาให้ทัพ "ฟ้าขาว" ไปแล้ว 96 เกม ที่ต้องพบกับช่วงเวลาที่น่าผิดหวังกับการเล่นในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ตลอดช่วงระยะเวลา 5 ปี เมื่อเขาได้รับโอกาสเฝ้าเสาในฐานะตัวจริง แค่เฉพาะเกมฟุตบอลถ้วยเท่านั้น แถมการที่ "ผีแดง" ได้ ดีน เฮนเดอร์สัน กลับมาร่วมทีมหลังถูกส่งไปเล่นยืมตัว 2 ซีซั่นกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ยิ่งทำให้เขาอาจกระเด็นไปเป็นมือ 3

โอเว่นฟันฉับอาร์เซน่อลหรือลิเวอร์พูล ใครครองโล่การกุศล

ไมเคิล โอเว่น ฟันธงเกมคอมมิวนิตี้ ชิลด์ คู่ระหว่าง อาร์เซน่อล พบ ลิเวอร์พูล ในคืนวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคมนี้ ซึ่งโดยส่วนตัวหวังว่าจะได้เห็นเกมที่สนุกและมีประตูเกิดขึ้นหลายลูก

    ไมเคิล โอเว่น อดีตกองหน้าคนดังของ ลิเวอร์พูล แสดงทรรศนะพร้อมฟันธงผลการแข่งขัน เกมคอมมิวนิตี้ ชิลด์ ที่ อาร์เซน่อล จะพบกับ ลิเวอร์พูล ที่สนามเวมบลี่ย์ ในคืนวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคมนี้

    อาร์เซน่อล ในฐานะแชมป์ เอฟเอ คัพ เมื่อปีก่อน จะทำศึกชิงโล่การกุศล เจอกับ ลิเวอร์พูล ทีมแชมป์พรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาล 2019/20 โดยทาง โอเว่น ซึ่งปัจจุบันทำงานเป็นกูรูให้กับ เบ็ทวิคเตอร์ เว็บไซต์ฟุตบอลต่างประเทศ ฟันธงว่าต้นสังกัดเก่าจะเป็นฝ่ายคว้าชัยได้

    "แม้จะมีการพูดกันว่าเกมนี้เป็นเหมือนเกมกระชับมิตร แต่ทั้งสองทีมอยากที่จะเริ่มต้นฤดูกาลด้วยชัยชนะ และผมหวังว่าจะได้เห็นเกมที่สนุกและมีประตูเกิดขึ้นมากมาย"

    "ให้เทียบเรื่องความเตรียมพร้อมและความเฉียบคมของทั้งสองทีมแล้ว ผมยังชอบฝั่งลูกทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่จะแสดงออกมาว่าอยู่ในระดับสูง และจะคว้าอีกหนึ่งโทรฟี่ได้ในช่วงเย็นของวันเสาร์ ผมให้ ลิเวอร์พูล เป็นฝ่ายชนะ 3-1 ละกัน" โอเว่น เผยผ่านบล็อกของ เบ็ท วิคเตอร์

แฟนอาร์เจนฯรวมตัว หวังเห็นเมสซี่กลับบ้านเกิด

เหล่ากองเชียร์ นีเวลล์ โอลด์ บอยส์ รวมตัวกันเดินขบวนเรียกร้องให้ ลิโอเนล เมสซี่ กลับมาเล่นกับสโมสร ขณะที่รองประธานสโมสรก็พร้อมต้อนรับ เมสซี่ กลับมา

    กองเชียร์ นีเวลล์ โอลด์ บอยส์ สโมสรในลีกประเทศอาร์เจนติน่า เดินขบวนภายใต้สโลแกนว่า "ความฝันของคุณ ความปรารถนาของพวกเรา" กลางเมืองโรซาริโอ ประเทศอาร์เจนตินา เพื่อจูงใจให้ ลิโอเนล เมสซี่ ยอดแข้งซูเปอร์สตาร์ กลับมาเล่นให้กับทีม

    เมสซี่ คือผลผลิตจากชุดเยาวชนของ นีเวลล์ โอลด์ บอยส์ ก่อนที่จะย้ายไปอยู่กับ บาร์เซโลน่า เมื่อปี 2001 และก้าวขึ้นเป็นยอดนักเตะของโลก คว้าเกียรติยศส่วนตัวมากมาย อาทิ คว้ารางวัลบัลลงดอร์ ได้ถึง 6 สมัย ทว่าชีวิตในถิ่นคัมป์ นู เกือบๆ 20 ปี ของ เมสซี่ กำลังจะจบลง หลังเจ้าตัวยื่นเรื่องต่อต้นสังกัดเพื่อขอย้ายทีมหลังมีปัญหาภายใน ซึ่งคาดว่าทีมที่จะได้ตัว เมสซี่ ไปครองคือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

    อย่างไรก็ตาม นีเวลล์ โอลด์ บอยส์ ก็ยังไม่หมดหวังที่จะคว้าตัวแข้งคนโปรดเข้ามาสู่ทีมอีกครั้ง โดยแฟนบอลหลายคนต่างโบกธงสีแดง-ดำ ซึ่งเป็นสีประจำสโมสร รวมถึงอุปกรณ์แต่งกายที่มีรูป เมสซี่ ติดอยู่ ซึ่งการแสดงออกครั้งนี้พวกเขาหวังว่าจะทำให้ เมสซี่ ได้รับรู้ถึงความเชื่อมั่นและแรงสนับสนุนที่มีต่อเจ้าตัว

    ขณะเดียวกัน คริสเตียน ดามิโก รองประธานสโมสร นีเวลล์ โอลด์ บอยส์  ก็กล่าวพร้อมเปิดประตูให้ เมสซี่ กลับมาเล่นที่นี่อีกครั้ง "ผมไม่รู้หรอกว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับตัวเขาและครอบครัว "

    "ในฐานะที่เป็นบอร์ดของสโมสร เราก็จะจัดเตรียมสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อช่วยให้เขาตัดสินใจ"

    "ตอนที่ มาราโดน่า ย้ายมาอยู่ นีเวลล์ส ไม่มีใครคิดหรอกว่าเขาจะย้ายมาที่นี่ ผมก็หวังว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นคล้ายๆ กันกับ ลีโอ"

    ทั้งนี้ ดีเอโก้ มาราโดน่า ตำนานดาวเตะฟ้า-ขาว ย้ายจาก เซบีย่า ในศึก ลาลีกา มาเล่นที่ นีเวลล์ โอลด์ บอยส์ เมื่อปี 1993 ในวัย 33 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุใกล้เคียงกับ เมสซี่ ในตอนนี้

สนไหม?ทีมเอเยนต์คอสต้าเจรจาแมนยูเสนอย้ายซบ

จานลูก้า ดิ มาร์ซิโอ เหยี่ยวข่าวชาวอิตาเลียน เปิดเผยว่าตอนนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้รับการติดต่อจากทีมเอเยนต์ของ ดั๊กลาส คอสต้า โดยทีมงานดังกล่าวเสนอปล่อย คอสต้า ให้กับ "ปีศาจแดง" ขณะที่ "เบียงโคเนรี่" ก็ต้องการโละเขาอยู่แล้ว

    ทีมเอเยนต์ของ ดั๊กลาส คอสต้า ปีก ยูเวนตุส สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ติดต่อไปหา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพื่อเสนอปล่อยนักเตะในความดูแลของพวกเขาให้อีกฝ่าย ตามการเปิดเผยของ จานลูก้า ดิ มาร์ซิโอ นักข่าวชื่อดังชาวอิตาเลียน

    เป็นที่เชื่อกันว่า โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องการเพิ่มตัวเลือกในตำแหน่งปีก ซึ่งเดิมทีเป้าหมายเบอร์ 1 ของเขาคือ เจดอน ซานโช่ ดาวเตะ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ แต่ตอนนี้โอกาสที่ แมนฯ ยูไนเต็ด จะได้แข้งชาวอังกฤษมาร่วมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้มันน้อยลงเรื่อยๆ หลังจากที่ "ปีศาจแดง" ไม่พร้อมจ่ายค่าตัวของ ซานโช่ ในระดับเดียวกับที่ "เสือเหลือง" ต้องการ ซึ่งว่ากันว่า ดอร์ทมุนด์ ตั้งค่าหัวของเขาเอาไว้ถึง 120 ล้านยูโร (ประมาณ 4,440 ล้านบาท)

    "They talked to Manchester United, they will think about this player" @DiMarzio on Douglas Costa’s future at Juventus pic.twitter.com/2sDZElV4Ay
    — Football Daily (@footballdaily) August 17, 2020

    เรื่องดังกล่าวทำให้ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมามีข่าวว่า แมนฯ ยูไนเต็ด เริ่มคิดเกี่ยวกับการเซ็นสัญญากับปีกคนอื่นเพื่อเป็นทางเลือกสำรองแล้ว และล่าสุด ดิ มาร์ซิโอ ก็เผยว่าทีมเอเยนต์ของ คอสต้า เสนอปล่อยนักเตะของพวกเขาให้ แมนฯ ยูไนเต็ด พิจารณา หลังจากที่แข้งวัย 29 ปี มีปัญหาเรื่องสภาพความฟิตจนทำให้ไม่ได้กลายเป็นตัวเลือกลำดับแรกๆ ของทีม โดยถึงแม้ในฤดูกาล 2019-20 คอสต้า จะได้ลงเล่นในลีก 23 นัด แต่มันก็เป็นในฐานะตัวจริงแค่ 7 เกมเท่านั้น

    ดิ มาร์ซิโอ เผยว่า "ยูเวนตุส อยากปล่อยเขาออกจากทีม บรรดาทีมเอเยนต์ของเขากำลังเดินเรื่องเพื่อหาทางออกอยู่ พวกเขาได้คุยกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพื่อดูว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ให้ความสนใจในตัว ดั๊กลาส คอสต้า รึเปล่า ดังนั้น ยูไนเต็ด จะพิจารณาเกี่ยวกับนักเตะคนนี้ ปัญหาก็คือ ดั๊กลาส คอสต้า เป็นนักเตะที่เจ็บบ่อยมาก ดังนั้นนี่จึงเป็นปัญหาสำหรับสโมสรที่อยากซื้อ ดั๊กลาส คอสต้า แต่แน่นอนว่าทีมเอเยนต์ของ ดั๊กลาส คอสต้า ได้คุยกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และพวกเขาก็เสนอเรื่องที่จะให้เขาย้ายไปเล่นกับที่นั่น

แห้วหมด!ฟานกัลเผย10แข้งที่อยากได้ตอนคุมแมนยู

 

หลุยส์ ฟาน กัล เปิดเผยลิสต์นักเตะ 10 คนที่เคยอยากได้แต่กลับต้องแห้วทั้งหมดในสมัยที่คุม แมนฯ ยูไนเต็ด พร้อมบอกว่าไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่ได้แข้งเหล่านั้นแม้แต่คนเดียว
   

หลุยส์ ฟาน กัล อดีตกุนซือคนดัง เปิดเผยว่าตนเคยพยายามที่จะดึง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้, กอนซาโล่ อิกวาอิน, เนย์มาร์, ซาดิโอ มาเน่, ริยาด มาห์เรซ, โธมัส มุลเลอร์, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, เจมส์ มิลเนอร์, เซร์คิโอ รามอส และ มัทส์ ฮุมเมิ่ลส์ มาร่วมทัพในสมัยที่เป็นผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ใครแม้แต่คนเดียว

ในฤดูกาล 2014-15 ซึ่งเป็นซีซั่นแรกของ ฟาน กัล กับ แมนฯ ยูไนเต็ด นั้น เขาพาทีมได้อันดับ 4 ในลีก จนได้สิทธิ์เล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซีซั่นถัดไป และพอถึงฤดูกาล 2015-16 เขาก็พาทีมได้แชมป์ เอฟเอ คัพ แต่ในลีกได้เพียงอันดับ 5 เท่านั้น จนสุดท้าย ฟาน กัล ก็โดนปลดออกจากตำแหน่ง ซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาอดีตกุนซือชาวดัตช์ก็มักจะให้สัมภาษณ์แนวตำหนิบอร์ดบริหารของ "ปีศาจแดง" อยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะ เอ็ด วู้ดเวิร์ด รองประธานบริหารของทีมซึ่งมีหน้าที่ประสานงานกับ ฟาน กัล โดยตรง

ฟาน กัล ให้สัมภาษณ์กับ โฟร์โฟร์ทู นิตยสารด้านฟุตบอลชื่อดังว่า "ผมอยากได้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ แต่พอได้รู้ว่ามันเป็นดีลที่ยากเกินไปแล้วนั้นผมก็พยายามจะไปคว้าตัว กอนซาโล่ อิกวาอิน มาร่วมทัพแทน นอกจากนี้ ก่อนที่ผมจะเข้าไปทำงานกับทีมอย่างเป็นทางการน่ะผมยังได้คุยกับบอร์ดบริหารเกี่ยวเรื่อง เนย์มาร์ ด้วย"

"คือถ้าคุณอยู่กับทีมระดับ ยูไนเต็ด แล้วล่ะก็ คุณก็จำเป็นต้องคิดให้มันใหญ่ๆ เข้าไว้สิ (หมายถึงถ้าอยู่กับทีมอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ควรจะต้องคิดว่าสามารถเซ็นสัญญากับนักเตะระดับโลกได้) มันยังเป็นดีลที่น่าสนใจสำหรับสโมสรในแง่ของการที่จะขายชุดแข่งได้มากมายก่ายกองด้วย นอกจากนี้ผมก็อยากได้ปีกที่มีความเร็วสูงมาร่วมทีมเหมือนกัน ดังนั้นผมเลยพยายามจะคว้าตัว ซาดิโอ มาเน่ และ ริยาด มาห์เรซ มาร่วมทัพ"

"โธมัส มุลเลอร์ ก็อยู่ในลิสต์นักเตะที่ผมอยากได้เหมือนกัน และในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางผมก็อยากได้ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ มาร่วมทัพ ผมถึงขั้นพยายามที่จะเซ็นสัญญากับ เจมส์ มิลเนอร์ ด้วย จริงอยู่ว่าตอนนั้นเขาอายุเยอะแล้ว แต่เขาก็ยังเล่นในหลายตำแหน่งได้ดี และมีความเป็นผู้นำอีกต่างหาก ส่วนในแนวรับนั้นผมอยากได้ เซร์คิโอ รามอส กับ มัทส์ ฮุมเมิ่ลส์ เพราะตอนนั้นการขึ้นเกมจากแนวรับของเราทำได้ไม่ดีเลย"

"นักเตะเหล่านั้นเป็นเป้าหมายลำดับต้นๆ ของผม แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้ใครมาร่วมทัพเลย ผมไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้น เพราะในฐานะผู้จัดการทีมแล้วนั้นผมไม่มีส่วนร่วมกับการเจรจาใดๆ ทั้งนั้น และพอผมออกจากทีมมาแล้วน่ะ นักเตะอย่าง มาห์เรซ กับ ก็องเต้ ก็ไปอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ เชลซี ตามลำดับ ขณะที่ ยูไนเต็ด ไม่สามารถดึงพวกเขามาร่วมทัพได้ ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่แปลกมากๆ"

 ทั้งนี้ ในช่วง 2 ฤดูกาลที่ ฟาน กัล กุมบังเหียน แมนฯ ยูไนเต็ด นั้น เขาใช้เงินเสริมทัพราว 276.4 ล้านปอนด์ (ประมาณ 11,056 ล้านบาท) และได้นักเตะประเภทที่พร้อมเล่นให้ทีมชุดใหญ่ทันทีมาเสริมทัพราว 13 คน โดยในจำนวนนั้นมี 2 คนที่เป็นการเซ็นสัญญาแบบไร้ค่าตัว ได้แก่ บิคตอร์ บัลเดส กับ เซร์คิโอ โรเมโร่ ส่วนอีก 11 คนที่ต้องจ่ายค่าตัวไปนั้นมีอย่างเช่น อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล, ลุค ชอว์, เมมฟิส เดอปาย, บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์, อันเดร์ เอร์เรร่า และ ดาเล่ย์ บลินด์ เป็นต้น

ลูกคนงานก่อสร้าง เก็บผักกิน ขาย..โกอินเตอร์ เจลีก..ดาวยิงทีมใหญ่ไทยลีก

ชะตาชีวิตของแต่ละคนถูกลิขิตมาตั้งแต่เกิด แต่ก็สามารถใช้ความมานะพยายามลิขิตชีวิตตัวเองตอนโตได้ เฉกเช่น “เจ้าเบียว”ณัฐวุฒิ สุขสุ่ม ซึ่งชีวิตลุ่ม ๆ ดอน ๆ มาตั้งแต่เด็กแต่วันนี้กลายเป็นนักเตะในตำแหน่งกองหน้าตัวจริงของทีมยักษ์ใหญ่ไทยลีกอย่าง ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ได้อย่างเต็มภาคภูมิ
“เจ้าเบียว”ณัฐวุฒิ ได้ย้อนอดีตให้ฟังว่า สมัยเด็ก ๆ ที่บ้านมีฐานะยากจน พ่อแม่เป็นคนงานก่อสร้าง กินค่าจ้างรายวัน ถ้าตรงกับช่วงเข้าพรรษา ที่ภาคเหนือจะไม่มีการก่อสร้างบ้าน รายได้ก็จะไม่มี พ่อแม่ต้องไปเก็บผักมากินและขาย โชคดีที่มีบ้านญาติอยู่ใกล้ บางครั้งก็ต้องไปอาศัยกินข้าวกับญาติ เป็นการประทังชีวิต
 
    “ตอนเด็กก็ถือว่าลำบาก แต่โชคดีพ่อแม่เข้าใจไม่ห้ามเรื่องฟุตบอล รองเท้าสตั๊ดไม่มี ก็ขอจากรุ่นพี่ โชคดีไปเล่นฟุตบอลรายการหนึ่งในจังหวัดตากบ้านเกิด ได้นักเตะยอดเยี่ยม มีสตั๊ดเป็นรางวัล ผมเอามาใส่จนขาด เพราะไม่มีเงินจะซื้อ”

    “เจ้าเบียว”เล่าว่า ช่วงที่เรียนม.4 ที่ร.ร.สามเงาพิทยาคม มีพี่ที่เป็นทหารแนะนำให้ไปคัดกับร.ร.สุรศักดิ์มนตรีที่เปิดคัด ผมไม่รีรอที่จะไป คือเราเห็นพ่อกับแม่จะชอบดื่มและทะเลาะกัน ก็อยากจะไปให้พ้นจากสภาพแวดล้อมนี้ ไปแสวงหาอนาคตด้านฟุตบอลเพื่อจะมาช่วยเขาตอนหลังดีกว่าจะทนอยู่แบบนี้ ก็เลยมาคัดก็ติด ได้เรียนฟรี อยู่ฟรีและกินฟรี โดยมื้อเช้า อ.สกล เกลี้ยงประเสริฐ จะเอาข้าวที่เหลือจากวัดมาให้กิน ตอนเย็นก็ได้กินฟรี มากทม.ผมเอาเงินมา 800 บาท เป็นค่ารถ ค่ากิน โชคดีที่คัดติดที่นี่”
 
    โชคดีของ “เจ้าเบียว”ที่ ร.ร.สุรศักดิ์ฯ เป็นพันธมิตรกับ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด เจ้าตัวจึงมีโอกาสได้เข้าไปอยู่ในอะคาเดมี่ของ แบงค็อกฯ และได้โชว์ฟอร์มในยูธลีก ก่อนที่จะเล่นทีมสำรองของ แบงค็อก ในฟุตบอลไทยลีก 4 จนได้เป็นดาวซัลโวของโซนกทม.และปริมณฑล จำนวน 21 ประตู ถูกดันขึ้นชุดใหญ่แต่แทบไม่ได้เล่น จนวันหนึ่งโอกาสมาถึงเมื่อทางสโมสรตัดสินใจจะส่งเจ้าตัวไปฝึกฟุตบอลกันพันธมิตรอย่าง เอฟซี โตเกียว ที่ญี่ปุ่น

 
    “ตอนแรกผมปฏิเสธไปทางโทรศัพท์ เพราะไทยลีกยังไม่ได้เล่น เลยไม่อยากข้ามขั้นเร็วไป แต่พอวางสาย แม่ที่มาเยี่ยมก็บอกทำไมไม่ลองก่อนล่ะ มันเป็นโอกาสที่ไม่ได้มีกันทุกคน ผมเลยตัดสินใจโทรกลับไปว่า ตกลงไปญี่ปุ่น”
 
    จากเด็กบ้านนอกที่เรียนไม่เก่ง ต้องไปอยู่ต่างประเทศคนเดียว ไม่มีเพื่อน ชีวิตที่ญี่ปุ่นช่วงแรกจึงลำบาก ขณะเดียวกันก็เล่นให้กับ เอฟซี โตเกียวชุดยู 23 ในเจลีก 3 ช่วงแรก ๆ ก็โดนเพื่อนร่วมทีมด่า แม้จะฟังไม่รู้เรื่อง แต่ภาษากายมันบอก เจ้าตัวก็ก้มหน้าก้มตาเล่นโดยไม่สนใจอะไร ลงไป 17 นัดยิงไป 3 ประตู เพื่อนเริ่มยอมรับในช่วงปลาย ๆ ซีซั่น สุดท้ายเดินทางกลับไทยหลังใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่น 11 เดือน

 
    ณัฐวุฒิ ได้กลับมาไทยและมีโอกาสซ้อมช่วงปรี-ซีซั่น กับทีมชุดใหญ่ของทรู แบงค็อก ซึ่งก็มีโอกาสได้ติดทีมไปอุ่นเครื่องที่มาเลเซีย เป็นฟุตบอล 4 เส้า เจ้าตัวได้โอกาสจากมาโน โพลกิ้ง ให้ลงเล่นแทน โบนิลญ่า ที่เจ็บ เพราะมาโน่เห็นฟอร์มช่วงอุ่นเครื่องยิงทุกนัด และเมื่อได้เล่นที่มาเลย์ ก็ยิงไป 1 ลูก ทีมได้แชมป์ เจ้าตัวได้นักเตะยอดเยี่ยม นั่นจึงเป็นที่มาของการได้โอกาสลงเล่นในเกมไทยลีก แถมยึดตัวจริงของทีมได้ 4 นัดติดต่อกันก่อนหยุดไปเพราะโควิด โดยยิงไป 1 ประตู
 
    เมื่อฟอร์มดี เจ้าตัวก็มีชื่อติดทีมชาติไทยชุดยู 21 และยู 23 ปีต่อเนื่อง ซึ่งเจ้าตัวเล่าว่า ได้โทรไปบอกพี่สาวให้บอกแม่ แต่แม่อยากฟังจากปากของเจ้าตัวเอง พอบอกไป แม่ถึงกับร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจ

 
    “ผมมีวันนี้ได้ถือว่าเป็นเรื่องที่เกินคาดจริง ๆ แต่ผมบอกเลยว่า ตัวเองทำงานหนักมาก หลังการฝึกซ้อมทีม ผมจะให้โค้ชช่วยเปิดบอลให้ผมยิงประตูในทุกรูปแบบอีกเกือบครึ่งช.ม.ทุกครั้ง ซึ่งมันก็ทำให้ผมดีขึ้นจริง ๆ ตอนนี้ได้เป็นนักบอลอาชีพเต็มตัวก็ส่งเงินกลับบ้านให้พ่อแม่ตลอด และจะหาเงินสร้างบ้านให้พ่อแม่ได้อยู่สบายขึ้นในอนาคตอันใกล้ และเป้าหมายสูงสุดของผมคือ การได้ติดทีมชาติชุดใหญ่สักครั้งในชีวิต แต่ทั้งนี้ผมต้องโชว์ฟอร์มกับทรู แบงค็อก ให้ดีเสียก่อน”

ชากิรี่เผยแล้วคิดลาลิเวอร์พูลหรือขอสู้ต่อ

หลังจากตกเป็นข่าวย้ายทีมอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา ล่าสุด เซอร์ดาน ชากิรี่ ปีก ลิเวอร์พูล ก็บอกว่าตอนนี้ต้องการช่วยทีมในซีซั่น 2020-21 เพื่อที่จะได้มีโอกาสลงเล่นเยอะเหมือนฤดูกาล 2018-19 พร้อมบอกว่า "หงส์แดง" ตื่นเต้นกับการได้ป้องกันแชมป์ลีกสุดๆ
    เซอร์ดาน ชากิรี่ ปีกชาวสวิสของ ลิเวอร์พูล แชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาลล่าสุด แสดงเจตนารมณ์ว่าต้องการอยู่กับทีมต่อไป ด้วยการบอกว่าตั้งตารอที่จะได้ช่วยทีมในฤดูกาล 2020-21 อย่างใจจดใจจ่อ

    หลังจากได้ลงเล่น 30 นัดในทุกรายการเมื่อซีซั่น 2018-19 ชากิรี่ ก็ได้ลงเล่นในทุกรายการเพียง 11 นัดในซีซั่น 2019-20 โดยถึงแม้ส่วนหนึ่งจะเป็นเพราะเขาเคยเจ็บตรงน่อง แต่พอหายเดี้ยงแล้วแข้งวัย 28 ปีก็ไม่ค่อยโดน เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมันใช้งานเลย จนทำให้เจ้าตัวตกเป็นข่าวเกี่ยวกับการย้ายทีมหนักพอตัว

    ชากิรี่ ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ ลิเวอร์พูล ว่า "ถ้าคุณได้รับบาดเจ็บหรือไม่ได้เล่นแล้วน่ะคุณก็จะรู้สึกหงุดหงิดเป็นธรรมดา แต่ผมตั้งตารอที่จะได้เล่นในซีซั่นนี้ และตั้งตารอที่จะได้พยายามช่วยทีม เพื่อที่ผมจะได้มีโอกาสลงเล่นเยอะเหมือนอย่างในฤดูกาลแรก (ของตัวเองกับ ลิเวอร์พูล)"

    "ในฐานะทีมแล้วนั้นผมอยากประสบความสำเร็จหลายอย่าง ผมคิดว่าเรามีนักเตะเก่งๆ หลายคนอยู่ในทีม ทุกคนมีดีพอที่จะได้ลงเล่น และเราก็พยายามทำให้โค้ชต้องหนักใจมากๆ อยู่เสมอ (หมายถึงทุกคนพยายามทำงานอย่างเต็มที่เพื่อทำให้ คล็อปป์ เลือกยากว่าจะใช้งานใครดี) ผมเองก็พยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้, ช่วยให้ทีมชนะ และได้แชมป์มาครองเหมือนกัน นั่นเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดสำหรับผม"

    "ทุกคนรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ลงเล่นอีกครั้ง และเพื่อป้องกันแชมป์ที่คว้ามาครองได้เมื่อฤดูกาลก่อน แน่นอนว่ามันเป็นงานยากมากๆ แต่เราก็พยายามที่จะทำหลายอย่างให้ได้อีกครั้ง และอยากชนะหลายต่อหลายเกมด้วย เรามีความสามารถดีพอที่จะทำอย่างนั้นได้ เรามีทีมที่ยังกระหายความสำเร็จ และอยากได้แชมป์อีกหลายรายการ"

    "มันรู้สึกยอดเยี่ยมมากๆ ที่ฤดูกาลก่อนเราได้แชมป์ลีก มันให้ความรู้สึกที่ต่างออกไปทั้งสำหรับแฟนบอลและสำหรับเราหลังจากที่ทีมไม่ได้แชมป์ลีกมานาน 30 ปี เราตื่นเต้นกันมากๆ และอยากชนะให้ได้ทุกนัด แต่เราก็รู้ดีว่ามันจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากสุดๆ เช่นกัน ทีมอื่นๆ ต่างก็อยากจะชนะให้ได้เหมือนกัน ดังนั้นผมเลยคิดว่ามันจะเป็นฤดูกาลที่น่าตื่นเต้น"

ดราม่า!ผอ.ลาซิโอจวก “ซิลบา”,พ่อโดดป้องลูกชาย

อิกลี่ ทาเร่ ผอ.กีฬาลาซิโอ ไม่ปลื้มพฤติกรรมของ ดาบิด ซิลชา มิดฟิลด์จอมเก๋าเลือดกระทิงดุ ที่ไม่รักษาคำพูดย้ายมาสวมชุด "อินทรีฟ้าขาว" แต่กลับไปเซ็นสัญญากับ เรอัล โซเซียดาด ขณะที่พ่อของนักเตะสวนกลับ ลูกชายของเขาไม่ได้ตกลงอะไรกับ ลาซิโอ เลย ฉะนั้นมีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจยังไงก็ได้

    อิกลี่ ทาเร่ ผู้อำนวยการกีฬาลาซิโอ สโมสรในศึกกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี เปิดใจตนไม่ให้ความเคารพ ดาบิด ซิลบา จอมทัพชาวสแปนิช ในฐานะลูกผู้ชาย หลังจากที่นักเตะกลืนน้ำลายไม่ยอมรักษาคำพูดในการมาเล่นให้กับ "อินทรีฟ้าขาว" และเลือกเซ็นสัญญากับ เรอัล โซเซียดาด

    ซิลบา ตัดสินใจยุติชีวิต 10 ปีกับ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และเตรียมที่จะเดินทางไปยังกรุงโรม เพื่อที่จะเข้ารับการตรวจร่างกายกับ "เบียงโคเชเลสเต้" หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้มีการตกลงเกี่ยวกับเงื่อนไขต่างๆ และนักเตะจะเซ็นสัญญาเป็นระยะเวลา 3 ปี

        สุดท้ายเรื่องกลับตาลปัตรเมื่อ ดาวเตะวัย 34 ปี เปลี่ยนใจกลางอากาศย้ายไปเซ็นสัญญา 2 ปีกับ เรอัล โซเซียดาด ทำให้บอร์ดบริหาร ลาซิโอ ไม่พอใจอย่างมาก โดย ทาเร่ ตัดสินใจใช้เว็บไซต์สโมสรแสดงความเห็นอย่างรุนแรงเกี่ยวกับการผิดคำพูดของ ซิลบา ว่า "ผมได้รับทราบเรื่อง ดาบิด ซิลบา ย้ายไปอยู่กับ เรอัล โซเซียดาด แล้ว ผมให้ความเคารพเขาในฐานะนักฟุตบอล แต่ไม่ใช่ในฐานะลูกผู้ชาย"

        จากประเด็นดราม่าในครั้งนี้ทำให้ เฟร์นานโด ฆิมิเนซ ซึ่งเป็นบิดาของ ซิลบา ออกมาตอบโต้ทันทีโดยระบุว่า "ตอนที่พวกเขา (เอเจนต์) บอกกับลาซิโอเรื่องการเจรจากับ เรอัล โซเซียดาด พวกเขา (ลาซิโอ) ไม่ได้แสดงปฏิกิริยาแย่ๆ ออกมาเลย สุดท้ายมันไม่มีอะไรที่แน่นอนกับเบียงโคเชเลสเต้ แน่นอนว่ามีการติดต่อกับ ลาซิโอ จริงๆ แต่ เรอัล โซเซียดาด และอีกหลายๆ ทีมด้วยเช่นกัน"

        "อย่างไรก็ตาม ลูกชายของผมตัดสินใจที่จะกลับสเปน และเซ็นสัญญากับ เรอัล (โซเซียดาด) ดาบิด ตัดสินใจไปแล้ว และมันเป็นเรื่องที่น่าแปลกมากๆ จากปฏิกิริยาของสโมสรในอิตาลี ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจว่าพวกเขาต้องการอะไร  ลาซิโอ เจรจากับเอเจนต์ของเขา ไม่ได้คุยกับ ดาบิด ดังนั้นผมไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงพูดกับเขาแบบนี้ เขายังไม่ได้บรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายกับ ลาซิโอ เลย ที่สำคัญยังมีทีมอื่น ๆที่พูดคุยกับเขาด้วยเช่นกัน" บิดาตำนานทีมชาติสเปน ระบุ