ประเดิมชุดใหม่! บาเยิร์นเฉือนหวิวแฟรงค์เฟิร์ต 2-1 ลิ่วชิงเดเอฟเบ

เสือใต้ประเดิมใส่ชุดแข่งใหม่เฉือนชนะอินทรีแดงดำแบบหืดจับ ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศเดเอฟเบ โพคาลไปพบกับห้างขายยา

เดเอฟเบ โพคาล 2019-2020 รอบรองชนะเลิศ เป็นการพบกันระหว่าง บาเยิร์น มิวนิค เปิดรังเหย้า อัลลิอันซ์ อารีนา แบบไร้คนดูตามมาตรการป้องกันโควิด-19 ต้อนรับการมาเยือนของ ไอน์ทรัคท์ แฟรงค์เฟิร์ต

ฮันซี ฟลิค กุนซือเจ้าบ้าน เลือกจัดทัพมาในระบบ 4-2-3-1 โดยใช้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ค้ำหน้าเป้าคอยขับเคลื่อนเกมรุกร่วมกับ คิงสลีย์ โกม็อง, โธมัส มุลเลอร์ และ อิวาน เปริซิช

ด้านทีมเยือนของ อาดี้ ฮุตเตอร์ วางห

มากมาในแผน 3-4-3 ด้วยการใช้สามประสานแนวรุกในแดนหน้าเป็น มิยาต กาซิโนวิช, อังเดร ซิลวา และ เซบาสเตียน โรเด้

เกมในช่วง 45 นาทีแรก เป็นฝั่งของบาเยิร์นซึ่งประเดิมสวมชุดแข่งใหม่ที่จะใช้ในฤดูกาลหน้าลงสนามเป็นครั้งแรก พับสนามบุกอยู่แทบจะข้างเดียว โดยมาได้ประตูขึ้นนำในนาทีที่ 14 จากจังหวะที่ มุลเลอร์ เปิดบอลหน้าเขตโทษให้ เปริซิช พุ่งโหม่งระยะเผาขนตุงตาข่าย ส่งให้เสือใต้ออกนำในครึ่งแรก 1-0

ครึ่งหลังแฟรงค์เฟิร์ตแก้เกมด้วยการเปลี่ยนตัวสำรองสองคนรวดส่ง ไดจิ คามาดะ กับ แดนนี ดา คอสต้า ลงมาแทน กาซิโนวิช และ อัลมานี ตูเร ในนาทีที่ 66

การแก้เกมของอินทรีแดงดำได้ผลทันตาเห็น เมื่อมาจัดการยิงตีเสมอในนาทีที่ 69 จากการประสานงานกันของสองตัวสำรอง โดยเป็น คามาดะ ตวัดจ่ายบอลทางกราบซ้ายเข้ากลางให้ ดา คอสต้า แปด้วยซ้ายอย่างเด็ดขาด ทำให้สกอร์ขยับมาเท่ากันที่ 1-1

เมื่อโดนตีเสมอ ทำให้แชมป์เก่าซึ่งก่อนหน้านี้เกมรุกแผ่วลงไป ต้องพยายามกลับมาเร่งครองบอลบุกอีกครั้ง จนกระทั่งนาทีที่ 74 ก็มาได้ประตูจากจังหวะที่ เลออน โกเร็ทซ์ก้า จ่ายบอลเข้าเขตโทษให้ อัลฟองโซ เดวีส์ ดีดต่อให้ โยชัว คิมมิช ที่แม้บอลจะย้อนหลังไปแต่กลายเป็นยังไปสะกิดต่อให้ เลวานดอฟสกี้ แปด้วยซ้ายไม่เหลือ ช่วยให้เจ้าบ้านนำอีกรอบ 2-1

จากนั้นไม่มีประตูเกิดขึ้นเพิ่มเติมอีก ทำให้สุดท้ายจบเกมเป็นบาเยิร์น มิวนิคเฉือนชนะหวุดหวิด 2-1 ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศไปพบกับไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ที่สนามโอลิมเปียสตาดิโอน ในกรุงเบอร์ลิน วันที่ 4 กรกฎาคมนี้

เซย์โน !! สองแข้งดัง ยูเวนตุส ปฏิเสธ ย้ายสลับตัวกับ ปอล ป็อกบา ดาวเตะ แมนยู

        เปาโล ดิบาล่า และ มิราเล็ม ปานิช สองดาวเตะ ยูเวนตุส ปฏิเสธที่จะอยู่ในข้อเสนอสลับตัวกับ ปอล ป็อกบา มิดฟิลด์ แมนยู หลัง ทีมดัง กัลโช่ เซเรีย อา มีแผนดึงตัวกลับมาร่วมทีมอีกครั้ง จากการรายงานของ Metro สื่อชื่อดังต่างประเทศ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2563

        ยูเวนตุส ตกเป็นข่าวว่าเตรียมดึงอดีตเด็กเก่าอย่าง ปอล ป็อกบา กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง หลังกองกลางเฟร้นช์แมนแสดงท่าทีต้องการย้ายออกจาก แมนยู ในช่วงซัมเมอร์นี้ ซึ่งทีมดัง กัลโช่ เซเรีย อา มีแผนที่จะไม่ใช้เงินในการเสริมทัพ แต่จะใช้การสลับนักเตะแทน ทว่าล่าสุด เปาโล ดิบาล่า และ มิราเล็ม ปานิช สองแข้งทีมม้าลายปฏิเสธที่จะอยู่ในข้อเสนอดังกล่าว

  Learn more
        Rai Sport สื่อชื่อดังต่างประเทศรายงานว่า มีผู้เล่นจำนวนหนึ่งถูกพูดถึงว่าอาจได้รับความสนใจจาก ยูไนเต็ด หากมีการยื่นข้อเสนอสลับตัวนักเตะเพื่อแลกกับ ปอล ป็อกบา ซึ่งมีชื่อของ เอเดรียง ราบิโอต์, อารอน แรมซี่ย์ และ ดั๊กลาส คอสต้า รวมไปถึงสองสตาร์ดังอย่าง เปาโล ดิบาล่า กับ มิราเร็ม ปานิช

        สำหรับ ดิบาล่า และ ปานิช เคยตกเป็นข่าวกับทีมปีศาจแดงอยู่ตลอดเช่นกัน โดยเฉพาะ กองหน้าชาวอาร์เจนไตน์ ที่ตกเป็นข่าวอย่างหนักเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา แต่ในกรณีการสลับตัวนักเตะ ทั้งคู่แสดงความชัดเจนว่าจะไม่เอาด้วยกับข้อเสนอนี้แน่นอน เพราะเขาไม่ได้มีความต้องการที่จะย้ายออกจาก ยูเวนตุส

        อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข่าวว่า ปอล ป็อกบา ต้องการย้ายออกจากถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แต่การมาของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ที่ช่วยยกระดับทีมให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ดาวเตะแชมป์โลกกระตือรือร้นที่จะกลับมาลงสนาม ซึ่งนั่นอาจทำให้เจ้าตัวตัดสินใจขยายสัญญาใหม่กับทีมออกไปอีกก็ได้

เลวานลงหวดต่อ! บาเยิร์นขอซัดแฟร้งค์เฟิร์ตเล็งแต้มหนีดอร์ทมุนด์

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ยังคงได้รับความไว้วางใจให้ลงตัวจริงนำ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค เกมเปิดถ้ำหวังพิชิต "อินทรีแดงดำ" แฟร้งค์เฟิร์ต ที่ปราชัยแมตช์ล่าสุดในการคัมแบ็กลีก ในการแข่งขันฟุตบอลบุนเดสลีกา เยอรมัน คืนวันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม 2563
ปรีวิวบุนเดสลีกา เยอรมัน
วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม 2563
บาเยิร์น มิวนิค (1) – แฟร้งค์เฟิร์ต (13)
เวลา : 23.30 น. ถ่ายทอดสด : ฟ็อกซ์ สปอร์ต

สนาม : อัลลิอันซ์ อารีน่า

บาเยิร์น มิวนิค ภายใต้การคุมทีมของ ฮันส์ ดีเทอร์-ฟลิค ที่เพิ่งได้รับการต่อสัญญาคุมทีมยาว ทำผลงานรั้งจ่าฝูงเหนียวแน่น ซึ่งสภาพทีมยังชวดใช้งาน, นิคลาส ซือเล่ (เข่า), โกร็องแต็ง โตลิสโซ่ (ข้อเท้า),  ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ (ข้อเท้า) ทั้งหมด
 
  ภายใต้ระบบ 4-2-3-1 เกมรุก คิงส์เล่ย์ โกมัน จะได้คืนตัวจริงลงประสานงานกับ แซร์ช นาบรี้ และ โธมัส มุลเลอร์ หน้าเป้าจัด  โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ คอยจบสกอร์ แผงหลังยึดชุดเดิมต่อไปใช้ เยโรม บัวเต็ง จับคู่เซนเตอร์แบ็กกับ ดาวิด อลาบา

  ข้ามมาดู  แฟร้งค์เฟิร์ต ภายใต้การคุมทีมของ อาดี้ ฮึทเทอร์ ผลงานภาพรวมยังไม่ฟื้นดีขึ้น เกมล่าสุดแพ้คารังต่อ มึนเช่นกลัดบัค 1-3 แบบสู้ไม่ได้ โดยสภาพทีมหมดสิทธิ์ใช้งาน กอนคาโล่ ปาซิเอนเซีย (กล้ามเนื้อ) กับ โดมินิค คอห์ร ที่ติดโทษแบนหลังสะสมใบเหลืองครบโควตา

  การจัดทัพ ฮึทเทอร์ ปรับใช้ 4-1-2-3 วาง มาโกโตะ ฮาเซเบะ คุมเกมหน้าแผงหลัง โดยมี เซบาสเตียน โรเด้ คอยปั้นเกมร่วมกับ มิยาต กาชิโนวิช  แผงหลังมี ดาวิด อบราอัม จับคู่เซนเตอร์แบ็ก มาร์ติน ฮินเทเรกเกอร์ แบ็กขวาเป็น ดานนี่ ดา คอสต้า  อีกฟากใช้ เอวาน เอ็นดิคก้า แนวรุกส่ง ไดอิจิ คามาดะ ยืนริมเส้นฝั่งขวา อีกฟากเป็น ฟิลิป คอสติช หน้าเป้าจัด อันเดร ซิลวา คอยจบสกอร์

 นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

 บาเยิร์น มิวนิค (4-1-2-3):  มานูเอล นอยเออร์ – เบนฌาแม็ง ปาวาร์,  เยโรม บัวเต็ง , ดาวิด อลาบา, อัลฟอนโซ่ เดวิส  -โยชัว คิมมิช, ติอาโก้ อัลกันตาร่า – แซร์ช นาบรี้, โธมัส มุลเลอร์, คิงส์เล่ย์ โกมัน – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

  เทรนเนอร์ : ฮันส์ ดีเทอร์-ฟลิค
 
  แฟร้งค์เฟิร์ต (4-1-2-3) : เควิน ทรัปป์  – ดานนี่ ดา คอสต้า, ดาวิด อบราอัม, มาร์ติน ฮินเทเรกเกอร์,  เอวาน เอ็นดิคก้า – มาโกโตะ ฮาเซเบะ – เซบาสเตียน โรเด้, มิยาต กาชิโนวิช – ไดอิจิ คามาดะ, อันเดร ซิลวา, ฟิลิป คอสติช

  เทรนเนอร์ : อาดี้ ฮึทเทอร์

ยานแม่ดูดไม่ขึ้น! 8 สตาร์ผู้เคยป่าวประกาศว่าปฏิเสธบาร์ซ่ามาแล้ว

การได้ไปอยู่สโมสรยักษ์ใหญ่ของโลก คงเป็นจุดหมายของนักฟุตบอลหลายๆคน ขณะเดียวกันตัวสโมสรเองก็พยายามโน้มน้าวใจให้ผู้เล่นที่มีคุณภาพเข้ามาสู่ทีมด้วย ทีมที่ประสบความสำเร็จมากมายอย่าง บาร์เซโลน่า ก็เรียกได้ยากที่ใครจะปฏิเสธลงเมื่อยื่นข้อเสนอมา ทว่ายังมีนักเตะที่เลือกจะไม่เดินตามทางเลือกนี้ด้วยเหตุผลบางประการ เราจึงมาดูตัวอย่างของนักเตะในกลุ่มนี้ที่เคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่าปัดข้อเสนอของทีม "เจ้าบุญทุ่ม" มาแล้ว
1.เควิน กาไมโร่

    หลังจากคว้าแชมป์ ยูโรปา ลีก กับเซบีย่าได้สำเร็จ เควิน กาไมโร่ ตกเป็นที่ต้องการตัวจากทีมยักษ์ใหญ่ในช่วงซัมเมอร์ปี 2016 ซึ่งหนึ่งทีมที่มีโอกาสคว้าตัวมากที่สุดนั่นก็คือ บาร์เซโลน่า

    อย่างไรก็ตามเจ้าตัวออกมาให้สัมภาษณ์ในปีถัดมาว่าได้ปฏิเสธข้อเสนอจากทีม “เจ้าบุญทุ่ม” ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่อยากเป็นลงเอยแบบ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช กองหน้าซึ่งเจ้าตัวเคารพเป็นอย่างมากแต่ไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งภายใต้การคุมทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

    “เมื่อช่วงซัมเมอร์ มีทางเลือกระหว่างไป บาร์เซโลน่า หรือ แอตเลติโก มาดริด แต่จะให้ผมไปทำอะไรที่บาร์เซโลน่าในเมื่อมีผู้เล่นอย่าง เนย์มาร์, เมสซี่ และซัวเรซ  อยู่แล้ว พวกเขามีนักเตะที่ต้องการลงเล่นทุกแมตช์ แถมยังปฏิเสธที่จะออกจากสนามในช่วง 10 นาทีสุดท้ายอีก นั่นเป็นสิ่งที่เกิดกับ อิบราฮิโมวิช” กาไมโร่ กล่าว

    แน่นอนว่า กาไมโร่ เลือกเซ็นสัญญากับ แอต.มาดริด ด้วยค่าตัว 29 ล้านปอนด์ ทำให้บาร์ซ่าหันไปคว้าตัว ปาโก้ อัลกาเซร์ แทนแต่สุดท้าย อัลกาแซร์ เองก็แทบไม่ได้ลงสนามจนต้องย้ายทีม นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม กาไมโร่ เลือกปฏิเสธบาร์ซ่า แม้ว่าสุดท้ายเจ้าตัวก็ต้องลาจากทัพ “ตราหมี” เหมือนกันและไปอยู่กับ บาเลนเซีย ในปี 2018 แถมยังเรียกฟอร์มเก่งไม่ได้หลังซัดแค่ 19 ประตูจาก 84 นัดที่ลงเล่นในทุกรายการ

2.โกเก้

 

    แอตเลติโก มาดริด ขึ้นไปสู่จุดพีคด้วยการคว้าแชมป์ลาลีกาพร้อมกับเข้าชิงชนะเลิศ ชปล. ปี 2014 แต่หลังจากนั้นสตาร์ของทีมก็เริ่มแยกย้ายไปหาความท้าทายใหม่ๆไม่ว่าจะเป็น ฟิลิปเป้ ลุยซ์, ดีเอโก คอสต้า หรือติโบต์ กูร์กตัวส์ ที่ย้ายไปอยู่เชลซ๊กันหมด ขณะที่ เจา มิรานด้า ออกไปอยู่ดับ อินเตอร์ มิลาน

    แน่นอนว่า โกเก้ ก็มีข่าวย้ายทีมด้วย โดย บาร์ซ่าต้องการเขามาเป็นตัวแทนของ ชาบี เอร์นานเดซ แต่ทว่า โกเก้ ยังคงรักทีม “ตราหมี” และปฏิเสธทุกข้อเสนอ

    “ความจริง ส่วนหนึ่งในตัวผมบอกว่ามันยากเหลือเกินที่จะปฏิเสธบาร์ซ่า แต่ผมอยากอยู่กับ แอต.มาดริด ต่อไปอีกหลายปี มันไม่ใช่เวลาที่จะจากทีม นี่เป็นบ้านของผม ที่ที่ผมรู้สึกเป็นที่ต้องการและสโมสรก็ไม่ได้จำเป็นต้องขายผมด้วย ผมจะไปบาร์ซ่าได้อย่างไรในเมื่อผมกำลังอยู่ในช่วงที่ดีที่สุดกับ แอต.มาดริด”

    “มันไม่ง่ายเลยที่จะปฏิเสธบาร์ซ่า และผมก็ขอบคุณสำหรับความสนใจของพวกเขา สิ่งนี้มันหมายความว่าสิ่งที่ผมทำไปมันมีความหมายแล้ว แต่ตอนนี้ผมอยู่ที่บ้านอยู่แล้ว” โกเก้ ผู้ซึ่งต่อมาคว้าแชมป์ ยูโรปา ลีกและยูโรเปียน ซูเปอร์ คัพ กล่าว

3.มาร์โก อเซนซิโอ

    หนึ่งในลูกรักของ ซีเนดีน ซีดาน ที่ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงพักฟื้นหลังเอ็นเข่าฉีกขาดหมดสิทธิ์ลงเล่นในฤดูกาลนี้ อย่างไรก็ตามความจริงก่อนจะมาซบ "ราชันชุดขาว" เขาเกือบจะได้ย้ายไปร่วมทัพคู่อริอย่าง บาร์เซโลน่า ด้วย

    สองยักษ์ใหญ่ของสเปนเคยแข่งขันกันแย่งตัว อเซนซิโอ สมัยที่เขาอยู่กับ เรอัล มายอร์ก้า โดยบาร์ซ่ายื่นข้อเสนอเป็นจำนวนเงินแค่ 2.2 ล้านปอนด์ซึ่งต้นสังกัดของเขาต้องการเม็ดเงิน 4 ล้านปอนด์ ส่งผลให้พลาดคว้าตัว ก่อนที่แข้งทีมชาติสเปน จะโยกซบ "ราชันชุดขาว" ในท้ายที่สุด

    “ผมมีโอกาสที่จะไปบาร์เซโลน่าและทีมอื่นๆ แต่ผมเลือกที่จะมาเรอัล มาดริด นั่นทำให้ผมไม่สามารถสวมเสื้อบาร์ซ่าได้ในตอนนี้ จุดหมายของผมคือต้องการเป็นตัวจริง แต่ที่บาร์ซ่ามีผู้เล่นคนสำคัญที่ลงสนามหลายปีให้กับสโมสรอยู่แล้ว” อเซนซิโอ กล่าว

4.ราฟาเอล เกร์เรยโร่

    หลังจากเป็นส่วนหนึ่งในทีมชาติโปรตุเกสชุดแชมป์ฟุตบอลยูโรปี 2016 ทำให้ ราฟาเอล เกร์เรยโร่ มีทางเลือกมากมายหากย้ายออกจากทีม ลอริยองต์ ในลีกเอิง

    “มันเป็นตัดสินใจที่ยากมากในการปฏิเสธบาร์เซโลน่า แต่มีช่วงเวลาที่ผมต้องตัดสินใจและข้อเสนอของดอร์ทมุนด์โน้มน้าวใจผมมากที่สุด” เกร์เรยโร่ กล่าว

    เกร์เรยโร่ ปฏิเสธการย้ายไปอยู่ที่ คัมป์ นู เหตุผลคล้ายๆกับเควิน กาไมโร่ นั่นเป็นเพราะเขาต้องลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ  ซึ่งสึดท้ายเจ้าตัวกลายเป็นแข้งคนสำคัญของทีม “เสือเหลือง” หลังลงเล่น 29 นัดในทุกรายการ ซัด 5 ประตู และช่วยดอร์ทมุนด์ ลุ้นแชมป์กับบาเยิร์น มิวนิค

5.เมาริซิโอ เลมอส

    เมาริซิโอ เลมอส เป็นข่าววมีโอกาสที่จะย้ายไปบาร์เซโลน่าเมื่อช่วงซัมเมอร์ 4 ปีที่แล้ว แต่เหตุผลที่สำคัญที่เจ้าตัวต้องการอยู่ ลาส พัลมาส ต่อไปเป็นเพราะต้องพัฒนาตัวเองมากกว่านี้จึงต้องลงเล่นในสนามมากขึ้น

    “เรากำลังพูดถึงหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดในโลก (บาร์เซโลน่า) แต่ในวัยแค่ 20 ปีผมคงไม่ได้ลงเล่นที่นั่นมากนัก ผมคิดว่าทางเลือกที่ดี่สุดคือการอยู่กับ ลาส พัลมาส ต่อไป อะไรก็เกิดขึ้นได้ในฟุตบอล คุณไม่มีทางรู้ว่าคุณมีเวลามากแค่ไหนที่จะพัฒนาตัวเอง” เลมอส  กล่าว

    เจ้าตัวได้รับโอกาสขึ้นไปติดทีมชาติอุรุกวัยชุดใหญ่ด้วย หลังจากลงเล่นให้ ลาส พัลมาส 54 นัด เลมอส ก็ถูกส่งไปยืมตัวที่ ซาสซูโอโล่ แต่ก็ลงเล่นได้แค่ 12 นัดก่อนจะกลับมายังต้นสังกัดเดิม

6.ติอาโก้ ซิลวา

    ซิลวา สร้างชื่อสมัยอยู่กับ เอซี มิลาน จนหลายคนคาดว่าสถานีต่อไปของเจ้าตัวคงหนีไม่พ้นทีมยักษ์ใหญ่อย่างบาร์เซโลน่าแน่นอนเพราะเป็นทีมในฝันของเขา แต่สุดท้าย ซิลวา ย้ายไปคว้าความนสำเร็จกับ เปแอสเช แทน

    “ตอนที่ผมอยู่กับ มิลาน ผมมีการพูดคุยกับ บาร์ซ่า และผมได้ขอบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญ แต่พวกเขาไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน ผมจึงเห็นแล้วว่านั่นเป็นสถานการณ์ที่ไม่ค่อยดีสำหรับผม ด้วยความเคารพนะคุณ ซานโดร โรเซลล์ ประธานสโมสรของบาร์ซ่า แต่ข้อเสนอนั้นไม่ผ่าน“ ซิลวา กล่าวกับสื่อชื่อดัง อีเอสพีเอ็น

7.ดาริโอ เซอร์น่า

    กรณีด้านบนที่กล่าวมาส่วนใหญ่จะเป็นแข้งดาวรุ่งที่ปฏิเสธย้ายร่วมทัพ “เจ้าบุญทุ่ม” เนื่องจากพวกเขาต้องการพัฒนาและลงสนามอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นยังมีโอกาสที่ในอนาคตจะเก็บข้าวไปอยู่ที่คัมป์ นู แต่ไม่ใช่กับกรณีนี้

    ปกติแล้วถ้าบาร์เซโลน่ายื่นข้อเสนอให้กับสตาร์ที่เริ่มอายุเยอะพวกเขาคงตอบตกลงโดยไม่ต้องคิดอะไรเลย แต่กับ ดาริโอ เซอร์น่า ตำนานปราการหลังชาวโครเอเชีย ไม่ใช่อย่างที่คิด ตอนนั้นเขาอยู่ในวัย 35 ปีและมีโอกาสที่จะย้ายไปบาร์ซ่าเดือนมกราคมปี 2017 แต่เจ้าตัวกลับเลือกอยู่ ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค สโมสรอันเป็นที่รักของเขาต่อไป โดยเจ้าตัวค้าแข้งมากับทีมตั้งแต่ปี 2013

    “ผมต้องการแขวนสตั๊ดที่ ชัคตาร์ และเมื่อประธานสโมสรบอกกับผมว่าจะเสนอสัญญาใหม่ให้ ผมก็ได้แต่ขอบคุณเขาเป็นการตอบแทน ผมยอมตกลงทุกข้อเสนอที่เขาให้ พวกคุณคงรู้เรื่องผมกับบาร์เซโลน่าแล้วสินะ แต่เหมือนกับที่ผมบอก หัวใจของผมอยู่ที่นี่ ผมแฮปปี้ที่ชัคตาร์” เซอร์น่า กล่าว

    อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นเจ้าตัวโดนตรวจพบการใช้สารกระตุ้นทำให้โดนแบนจากการแข่งขันหนึ่งปี ก่อนจะเซ็นสัญญากับ กายารี่ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว และกลับมายังชัคตาร์ฤดูกาลนี้ในฐานะผู้ช่วยโค้ช

8.ดาวิด ลุยซ์

    ก่อนที่ ดาวิด ลุยซ์ จะย้ายไป เปแอสเช ด้วยค่าตัวถึง 50 ล้านปอนด์ในปี 2011 ความจริงแล้วไม่ได้มีแค่ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่สนใจแค่ทีมเดียว แต่ยังมี บาร์เซโลน่า อีกหนึ่งทีมซึ่งเกือบจะคว้าตัวเขาได้ด้วยซ้ำ

    “มันเป็นเรื่องจริงที่พวกเขา (บาร์ซ่า) พยายามคว้าตัวผมสองสามครั้ง และทุกๆอย่างมันก็เหมือนไปได้ดี แต่สุดท้ายผมตระหนักว่าทีมที่ต้องการผมจริงๆคือ เปแอสเช” ลุยซ์ กล่าว

    อย่างที่ทุกคนทราบดี ลุยซ์​ ย้ายกลับมาที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ อีกครึ่งและคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก, เอฟเอ คัพ และยูโรปา ลีก ก่อนจะย้ายไปอยู่กับคู่แข่งร่วมเมืองอย่าง อาร์เซน่อล ในปี 2019

 

ใครจะเอาอยู่! “เมสซินัลโด้” ยอดนักเตะร่างฟิวชั่นจากเมสซี่+โรนัลโด้



ตลอดช่วง 10 กว่าปีหลังมานี้ ถึงแม้มีการถกเถียงกันบ่อยๆ เกี่ยวกับเรื่องที่ว่าใครเจ๋งกว่ากัน แต่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธหรอกว่า ลิโอเนล เมสซี่ กับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เป็นสองนักฟุตบอลที่เก่งสุดในโลกยุคปัจจุบัน ทว่าทั้งสองต่างก็มีจุดเด่นและความสามารถอันยอดเยี่ยมเป็นของตัวเอง ซึ่งล่าสุด "เดอะ ซัน" สื่อดังของอังกฤษ ได้มีการสรุปความเจ๋งในแต่ละด้านของทั้งสอง และสร้างสุดยอดนักเตะรายใหม่ขึ้นมา นามว่า "เมสซินัลโด้" (อันนี้ผู้เขียนขออนุญาตตั้งเอง)

 – เท้าขวา : โรนัลโด้
  64% จาก 725 ประตูที่ โรนัลโด้ ทำได้ตลอดการเล่นฟุตบอลอาชีพ มาจากการยิงด้วยเท้าขวา ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ กัปตันทีมชาติโปรตุเกสวัย  ปี นักเตะเท้าขวาที่ยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งในโลก ซึ่งเรื่องนี้ จอร์โจ้ คิเอลลินี่ เพื่อนร่วมทีม ยูเวนตุส รู้ซึ้งเป็นอย่างดี

"วิธีที่จะรับมือกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ น่ะเหรอ? ก็อย่าเปิดพื้นที่ให้เขาเล่น และพยายามอย่าให้เขาเล่นบอลด้วยเท้าขวา" คิเอลลินี่ กล่าว

 – เท้าซ้าย : เมสซี่
  ทุกคนรู้ดีว่า เมสซี่ คือเทพเท้าซ้ายคนหนึ่งของวงการ เพราะ 83% จาก 697 ประตูที่เขาทำได้ตลอดอาชีพ มาจากเท้าซ้าย ขนาด ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยังยอมรับเลยว่า เมสซี่ แค่มีเท้าซ้ายข้างเดียว ก็เล่นฟุตบอลได้แล้ว

"ลิโอเนล เมสซี่ ไม่จำเป็นต้องมีเท้าขวาก็ได้ ที่เขาใช้เท้าซ้ายข้างเดียวเล่นฟุตบอลอยู่ทุกวันนี้ เขาก็เก่งที่สุดในโลกแล้ว ลองจินตนาการดูสิ ถ้าเขาเล่นเท้าขวาได้ด้วย เราคงจะต้องเจอปัญหาหนักกว่านี้แน่" อิบราฮิโมวิช กล่าว

 – ความเร็ว : โรนัลโด้
  เมสซี่ ถือเป็นนักเตะที่เร็วมากๆ คนหนึ่ง แต่ โรนัลโด้ เร็วกว่า แม้ตอนนี้เขาอายุ 35 ปีแล้ว และอาจจะสูญเสียความจัดจ้านไปบ้าง แต่ โรนัลโด้ ก็ยังคงเป็นนักฟุตบอลที่วิ่งเร็วมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่สับแบบเต็มสปีด ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการการันตีโดย ริโอ เฟอร์ดินานด์ อดีตเพื่อนร่วมทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

  

"ตอนที่เราดวลกับ สปอร์ติ้ง เมื่อปี 2003 ในช่วงพักครึ่ง จอห์น โอเช ถึงขนาดต้องมีแทงค์อ็อกซิเจนอยู่ข้างๆ เลยทีเดียว เขาหอบหนักมาก ขณะที่เราก็เร่งเร้าให้เขาพยายามเข้าใกล้ โรนัลโด้ ให้มากกว่านี้ ซึ่งเขาก็พูดไม่ออก ตอบเราไม่ได้" เฟอร์ดินานด์ กล่าว 

 – เลี้ยงบอล : เมสซี่
  โรนัลโด้ สปีดไปกับบอลได้ดี แต่ถ้าเป็นเรื่องการลากเลื้อย ต้องยกให้ เมสซี่ ซึ่งความสามารถด้านนี้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตำนานกุนซือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยัง ทึ่งเลย

  "เมสซี่ เป็นนักฟุตบอลที่เก่งมากๆ เขาเหมือนกับสวมรองเท้าแตะเล่น ตอนที่คอนโทรลลูกบอล " เฟอร์กูสัน เคยกล่าวไว้ในปี 2006

 – พลังการยิง : โรนัลโด้
  ทุกคนรู้ดีว่า โรนัลโด้ เป็นนักเตะที่ยิงบอลได้โหดและหนักมากที่สุดคนหนึ่ง เพราะเราได้เห็นมาบ่อยๆ กับลูกยิงอันทรงพลังของเจ้าตัว และเรื่องนี้ รอย แคร์โรลล์ อดีตนายประตู แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทราบดี

  "ตอนที่เขาซ้อมยิงประตู ลูกบอลที่เขายิงมันพุ่งเร็วกว่าของคนอื่นๆ เขามีเทคนิคในการยิง, ใช้ตรงบริเวณเชือกผู้รองเท้าหวดบอล ซึ่งมันทำให้บอลมันสามารถส่ายไปได้ทุกที่ในอากาศ " แคร์โรลล์ กล่าว 

 – ผ่านบอล : เมสซี่
  นอกจากพาบอลแหวกเข้าไปทำประตูด้วยตัวเองได้แล้ว เมสซี่ ยังเก่งมากๆ ในเรื่องการผ่านบอลทะลุตามช่องให้เพื่อนจบสกอร์ ซึ่งเรื่องนี้ขนาด ซีเนดีน ซีดาน อดีตเจ้านายของ โรนัลโด้ ที่ เรอัล มาดริด ยังต้องคารวะในความยอดเยี่ยมของ แข้งเทพชาวอาร์เจนไตน์วัย 32 ปี 
    
  "เมสซี่ เป็นนักเตะที่สร้างความแตกต่างให้เห็นบ่อยมาก โดยเฉพาะการที่เขาเป็นนักเตะที่มุ่งไปข้างหน้าตลอด เขาไม่เคยผ่านบอลกลับหลัง หรือผ่านบอลไปด้านข้าง เขามุ่งเข้าหาประตูท่าเดียว"

– ลูกโหม่ง : โรนัลโด้
  โรนัลโด้ เป็นตัวจบสกอร์ที่สมบูรณ์แบบ เขาทำประตูได้ทุกรูปแบบ และลูกโหม่งก็ถือเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งของเจ้าตัว เพราะ 128 จาก 725 ประตูที่เขาทำได้ มาจากลูกโหม่ง ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก และเรื่องนี้ อาร์แซน เวนเกอร์ อดีตผู้จัดการทีม อาร์เซน่อล ยอมรับแบบตรงๆ เลยว่า โรนัลโด้ เจ๋งกว่า เมสซี่ ในเรื่องนี้

"โรนัลโด้ ดีกว่าในเรื่องลูกกลางอากาศ จุดนี้เขาแข็งแกร่งกว่า (เมสซี่)" เวนเกอร์ กล่าว

 – สมอง : เมสซี่
  โรนัลโด้ ใช้พลังภายนอกในการเล่นฟุตบอล แต่ เมสซี่ ใช้สิ่งที่มาจากภายใน ซึ่ง ฟาบิโอ คาเปลโล่ ตำนานโค้ชชาวอิตาเลียน ก็ชูให้ เมสซี่ เหนือกว่า โรนัลโด้ ในเรื่องของจินตนาการ

 

"คนนึงเล่นบอลจากพลังภายนอก อีกคนเล่นจากพรสวรค์ตัวเอง มันมีความแตกต่างให้เห็นอย่างชัดเจน นับตั้งแต่เด็กอัจฉริยะคนนี้ (เมสซี่) ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด  โรนัลโด้ เป็นนักฟุตบอลที่ยอดเยี่ยมมากๆ แต่ เมสซี่ คืออัจฉริยะ"

 – สร้างแรงบันดาลใจ : โรนัลโด้
  บนโลกใบนี้มีนักกีฬาเพียงไม่กี่คน ที่สามารถเป็นคนสร้างแรงบัลดาลใจได้ดีไปกว่า โรนัลโด้ เพราะกว่าจะเป็นสุดยอดนักฟุตบอลได้อย่างทุกวันนี้ เขาทุ่มเทและฝึกซ้อมหนักมาก แถมมีระเบียบวินัยสูง ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการการันตีคุณภาพโดย คาร์โล อันเชลอตติ กุนซือผู้ที่เคยร่วมงานกับ โรนัลโด้ สมัยคุม เรอัล มาดริด
 
  "คริสเตียโน่ ไม่เคยแฮปปี้กับอะไรง่ายๆ เขาพยายามอย่างหนักเสมอ เพื่อให้ดีกว่าเดิม" อันเชลอตติ กล่าว

 – ความเป็นผู้นำ : เมสซี่
  โรนัลโด้ มีความเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยมเช่นกัน แต่หากมองความเป็นนักเตะที่เป็นหัวใจสำคัญของทีม ต้องยกให้ เมสซี่ เพราะเขาไม่ได้มีดีแค่การทำประตู แต่ยังเป็นนักเตะที่สามารถช่วยให้เพื่อนๆ รอบข้าง ทำประตูได้อย่างมหาศาลด้วย
 
  "เมสซี่ เป็นทีมเพลเยอร์ของจริง ตลอดช่วง 10 ปีหลังมานี้ เขาทำแอสซิสต์ได้ปีๆ นึง 30-40 ครั้ง และทำประตูได้เองอีกราวๆ 50 ลูก" โยอัคคิม เลิฟ เทรนเนอร์ทีมชาติเยอรมนี กล่าว

 – ร่ายกาย : โรนัลโด้
  เรื่องนี้ต้องยกให้ โรนัลโด้ แบบไร้ข้อโต้แย้ง เพราะด้วยการที่มีระเบียบวินัยสูง ทำให้เขารักษาสภาพร่างกายและความฟิตได้อย่างยอดเยี่ยม จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ หากเราเห็น โรนัลโด้ เล่นฟุตบอลจนถึงอายุ 40 ปี ซึ่ง ดั๊กลาส คอสต้า ปีกเพื่อนร่วมทีม "ม้าลาย" ก็รู้สึกประทับใจในความเฟิร์มของร่างกาย โรนัลโด้

"คุณคงได้เห็นกันมาบ่อยแล้วกับภาพ โรนัลโด้ ถอดเสื้อ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ร่างกายของเขาสุดยอดมาก นับตั้งแต่เขาย้ายมาอยู่กับสโมสรเรา เปอร์เซนต์ไขมันโดยรวมของนักเตะทุกคนภายในสโมสรลดลง ซึ่งมันเป็นอะไรที่น่าทึ่งมาก" คอสต้า กล่าว

 – ความคิดสร้างสรรค์ : เมสซี่
  โรนัลโด้ เน้นพลัง ส่วน เมสซี่ เด่นที่ความคิดสร้างสรรค์ และการเล่นที่สวยงามพลิ้วไหวในสนาม ซึ่งจุดนี้ เวนเกอร์ เปรียบเทียบให้เห็นภาพอย่างชัดเจน
 
  "เมสซี่ เป็นนักเตะที่มีความคิดสร้างสรรค์มากกว่า โรนัลโด้ โรนัลโด้ ดีกว่าในการเป็นตัวจบสกอร์, ดีกว่าในลูกกลางอากาศ, มีร่างกายที่แข็งแกร่งกว่า แต่ เมสซี่  มีการเล่นที่เป็นศิลปะมากกว่า ดังนั้นโดยพื้่นฐานแล้ว คุณจะเพลินกับการเล่นของนักเตะแบบ เมสซี่ มากกว่า" อดีตกุนซือ อาร์เซน่อล ระบุ

ก็แค่นักเตะคนหนึ่ง! 7แข้งดังที่ถูกกุนซือเขี่ยพ้นทีมดื้อๆ

สัปดาห์ที่ผ่านมามีประเด็นร้อนในวงการลูกหนังเมื่อ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเบื้องหลังการที่เขาย้ายออกจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นเพราะว่า หลุยส์ ฟาน กัล ตั้งใจจะเขี่ยพ้นออกจากทีมแบบไม่ใยดี นั่นก็ทำให้เรารู้ว่าไม่มีใครใหญ่กว่ากุนซือและสโมสร ดังนั้นเรามาเคสตัวอย่างนักเตะที่ถูกกุนซือขายออกจากทีมแบบไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น!

1.โจ ฮาร์ท vs เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

 

    จากผู้รักษาประตูที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกกับแมนฯซิตี้และยังเป็นมือหนึ่งทีมชาติอังกฤษ​ กลับกลายเป็นว่า โจ ฮาร์ท ต้องลงเอยกับ โตริโน่ ในปี 2016  โดย เอียน ไรท์ อดีตยอดกองหน้าชาวอังกฤษ  อธิบายถึงสถานการณ์ของนายด่านคนนี้ว่า “สิ่งที่ กวาร์ดิโอล่า ทำกับอาชีพของ โจ ฮาร์ท มันเหมือนกับตัดขาเขาทิ้ง”

    หลังจากมือกาวแมนฯซิตี้ฟอร์มตกกับทีมชาติอังกฤษในฟุตบอลยูโร เขาก็ไม่สามารถทำให้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เชื่อได้เลยว่าเขายังเป็นคนที่ใช่สำหรับผู้รักษาประตูของ แมนฯซิตี้ ท้ายที่สุด เคลาดิโอ บราโว่ ก็ถูกซื้อมาเพื่อมาแทนที่ เนื่องจาก เป๊ป ต้องการนายด่านที่ใช้เท้าได้ดี

    “ผมเคารพทุกคนที่นี่ แต่ในเมื่อผมมาคุมแมนฯซิตี้แล้ว ผมตัดสินใจแบบนั้นและผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ” เป๊ป กล่าวอย่างชัดเจน

    “ฟุตบอลเป็นเกมแห่งความเห็นคิดเห็น บางคนมีความคิดที่ดีกับผม แต่บางคนก็ความคิดว่าผมไม่มีค่า" โจ ฮาร์ท กล่าว

2.โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ vs หลุยส์ ฟาน กัล (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

 

    เพิ่งจะเป็นประเด็นสดๆร้อนๆเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อ ฟาน เพอร์ซี่ ออกมาบอกว่า หลุยส์ ฟานกัล บังคับให้เขาต้องออกจากแมนฯยูไนเต็ด ทั้งที่มีสัญญาเหลืออยู่กับทีม

    กองชาวดัตช์ย้ายมาคว้าแชมป์กับแมนฯยูไนเต็ด ก่อนที่ เซอร์ อเล็กซ์ จะวางมือลง หลังจากนั้นเขาก็โชว์ฟอร์มไม่ออกภายใต้การคุมทีมของ เดวิด มอยส์ จนกระทั่ง หลุยส์ ฟาน กัล เข้ามาคุมทีมและได้ร่วมงานกันแค่ฤดูกาล 2014-15 ก่อนในช่วงซัมเมอร์ของปี 2015 ฟาน เพอร์ซี่ โดนขายให้กับ เฟเนร์บาห์เช่

    "ตอนนั้นผมได้คุยกับ ฟาน กัล และเขาก็บอกว่าผมว่า -โอเค โรบิน เราต้องแยกทางกันแล้วว่ะ ฉันเป็นโค้ช ส่วนแกเป็นนักเตะ แกต้องย้ายออกไปแล้ว มันหมดเวลาของแกแล้ว- ตอนนั้นผมก็ตอบไปประมาณว่า -งั้นเหรอ แต่ผมยังมีสัญญาอยู่นี่ ?- และเขาก็ตอบกลับมาว่า -ฉันไม่แคร์ว่ะ-"

3.โฮนาส กูเตียร์เรซ และไรอัน เทย์เลอร์ vs จอห์น คาร์เวอร์ (นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด)

 

    หลังจาก นิวคาสเซิ่ล รอดตกชั้นในฤดูกาล 2014/15 กุนซือชั่วคราวอย่าง จอห์น คาร์เวอร์ ก็โทรศัพท์หา ไรอัน เทย์เลอร์ ว่าสัญญาของเขาจะไม่ได้รับการขยายออกไป และต่อมา คาร์เวอร์ ก็สั่งให้ เทย์เลอร์ ส่งโทรศํพท์ต่อไปยังเพื่อนร่วมทีมอย่าง โฮนาส กูเตียร์เรซ เพื่อบอกสิ่งเดียวกัน

    “คาร์เวอร์ โทรมาหาผมและบอกว่าสโมสรจะไม่ยื่นข้อเสนอใหม่มาให้ผม และเขาก็ขอให้ผมส่งโทรศัพท์ไปให้ โฮนาส ซึ่งผมไม่อยากจะเชื่อเลย” เทย์เลอร์ กล่าว

    เทเลอร์ ยังบอกอีกว่า คาร์เวอร์ คงได้รับคำสั่งมาจากทางบอร์ดบริหารแต่วิธีการที่บอกมันเหมือนเป็นการไม่ใส่ใจนักเตะ ขณะที่ โฮนาส กูเตียร์เรซ ก็อุตส่าห์สร้างปาฏิหาริย์หายจากการเป็นมะเร็งอัณฑะกลับมาลงเล่น แถมยังหนึ่งและจ่ายอีกสองประตูช่วยทีมรอดตกชั้น ทว่าทีมกลับปฏิบัติกับเขาแบบไม่ใยดี

    “ผมคิดว่าการพูดกันต่อหน้าเป็นสิ่งที่ดีที่ควรจะทำ มันทำให้ผมคิดว่าพวกเขาไม่แคร์อะไรเลย” กูเตียร์เรซ กล่าวกับสื่อ บีบีซี

4.อีเกร์ กาซิยาส vs ฟลอเรนติโน่ เปเรซ (เรอัล มาดริด)

 

    อีเกร์ กาซิยาส เจอสถานการณ์ที่ยากลำบากเหลือเกินภายใต้การคุมทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ จนหลายคนคาดเดาว่าเวลาของเขากับ “ราชันชุดขาว” ใกล้จะหมดลงแล้ว

    แม้ว่าตำนานนายด่านของเรอัล มาดริด จะยอมทนจนกระทั่งกลับมายึดตัวจริงอีกครั้งเมื่อ คาร์โล อันเชล็อตติ เข้ามาคุมทีม อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นในช่วงซัมเมอร์ปี 2015 เขาก็ถูกขายให้กับ ปอร์โต้ โดยต่อมาแม่ของเขาก็ออกมาจวกสโมสรที่ปฏิบัติกับลูกชายของเขาแบบไม่ยุติธรรม

    “อีเกร์ เจอความกดดันอย่างหนักจากสโมสร พวกเขาปฏิบัติกับลูกชายฉันต่างจากนักเตะคนอื่น ฉันเห็นเขาทุกข์ทรมานมาหลายปี เป็นเพราะ ฟอลเรนติโน่ (เปเรซ) ที่ต้องเขี่ยเขาออกจากทีม ทั้งที่เขาอยากจะจบอาชีพที่เรอัล มาดริด” มารี คาร์เมน แม่ของการ์ซิยาส กล่าว

5.เปเป้ เรน่า vs ลิเวอร์พูล

 

    ในช่วงซัมเมอร์ปี 2013 เปเป้ เรน่า มีข่าวหนาหูว่าเขาจะย้ายกลับไปยังบาร์เซโลน่า แต่มันก็ไม่เกิดขึ้น ดังนั้น เรน่า จึงออกมาบอกความต้องการของเขาคือการอยู่ลิเวอร์พูลอต่อไป อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าเขาจะถอยหลังกับมาไม่ได้แล้วเนื่องจาก ลิเวอร์พูล ตกลงส่ง เรน่า ไปยืมตัวกับ นาโปลี

    “ผมผิดหวังกับ ลิเวอร์พูล มากที่ตกลงปล่อยผมให้ยืมตัวไป นาโปลี โดยไม่บอกผมก่อน ผมคิดว่าผมควรได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่านี้ถึงแม้ว่าผมก็เข้าใจที่มันเป็นเรื่องปกติของฟุตบอล”

6.ดีเอโก คอสต้า vs อันโตนิโอ คอนเต้ (เชลซี)

 

    ดีเอโก คอสต้า มีข่าวอย่างหนักว่าจะต้องอำลาถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ไปซึ่งมันก็เกิดขึ้นในช่วงมกราคมปี 2018 แต่คอสต้าบอกเองว่าวิธีที่เขาได้รับการปฏิบัติไม่มีความจริงใจ ทำให้เจ้าตัวแค้นฝังหุ่นมาจนถึงทุกวันนี้

    “สวัสดี ดีเอโก ผมหวังว่าคุณจะสบายดี ขอบคุณสำหรับฤดูกาลที่เราได้ร่วมงานกัน  โชคดีสำหรับปีหน้าแต่คุณไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมของผม” นี่คือข้อความทางโทรศัพท์ที่ อันโตนิโอ คอนเต้ ส่งให้กับ คอสต้า ซึ่งกองหน้าชาวสเปนก็ออกมาเผยว่ารู้สึกผิดหวังกับการที่กุนซือไม่ยอมมาพูดคุยเรื่องนี้แบบตัวต่อตัว

    "ข้อความของคอนเต้นะเหรอ ? มันเป็นช่วงเวลาที่บ้าคลั่งที่สุด แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ แต่ผมคิดว่ามันเป็นการแสดงความไม่เคารพกัน ผมขอให้พูดกับแบบตัวต่อตัวกับโค้ช และบอร์ดบริหารเสมอ ผมไม่เคยส่งข้อความไปให้พวกเขา ดังนั้นมันแสดงให้เห็นถึงตัวตนของเขา"

7.นาบิล เบนทาเล็บ vs เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ (สเปอร์ส)

 

    มิดฟิลด์ชาวฝรั่งเศสถูกดันขึ้นมาจากชุดเยาวชนในยุคของกุนซือ ทิม เชอร์วูด และมีบทบาทสำคัญในแดนกลางของยุค เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ซึ่งดูเหมือนอนาคตของเขากับสเปอร์สกำลังไปได้สวยจนกระทั่งเขาทำให้ โปเช็ตติโน่ ฉุน

    “ผมได้รับบาดเจ็บ และเมื่อผมกลับมา ผมอยากลงเล่นใจจะขาดถึงขนาดที่ผมโต้เถียงกับ โปเช็ตติโน่ ตอนนั้นผมรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยกับการไม่ได้ลงสนามและผมก็ได้เรียนรู้บางอย่างว่าการเป็นตัวสำรองก็เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้เหมือนกัน” เบนทาเล็บ กล่าวตอนย้ายไปเล่นให้กับ ชาลเก้

    หลังจากที่ เบนทาเล็บ มีพฤติกรรมแบบนี้ก็ทำให้ โปเช็ตติโน่ ไม่ได้มองเขาอยู๋ในแผนการทำทีมอีกต่อไป โดยอดีตกุนซือสเปอร์สเคยกล่าวว่า “กฎมันค่อนข้างชัดเจน ถ้าคุณไม่ได้อยู่ในแผนของผม คุณจะมาซ้อมกับพวกเราทำไม”

ลิเวอร์พูลร่วง! อาเดรียนแจกโชค-ตราหมีรัวแซงต่อเวลาฯลิ่ว8ทีมชปล.

แชมป์เก่า ลิเวอร์พูล มีอันต้องกระเด็นตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย แม้ จอร์จินโย่ ไวนัลดุม จะยิงให้ทีม 1-0 ในเวลา แต่ช่วงทดเจ็บเจอทีเด็ดของ มาร์กอส ยอเรนเต้ ที่เหมสองเม็ด และปิดท้ายที่ อัลบาโร่ โมราต้า ช่วยให้ "ตราหมี" ทำแสบบุกมาอัดร่วง 3-2 สกอร์รวม 2 นัด 4-2 ผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้ายสำเร็จ
สนาม : แอนฟิลด์

    ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง แชมป์เก่ารายการนี้อย่าง ลิเวอร์พูล กลับมาเฝ้ารังรับการมาเยือนของ แอตเลติโก มาดริด โดยผลการแข่งขันนัดแรกเป็นฝั่ง "ตราหมี" ที่ตุนสกอร์กุมความได้เปรียบไว้ก่อน 1-0

    เจอร์เก้น คล็อปป์ เกมนี้ข่าวดีคือได้ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กลับมาคุมกลาง โดยมีสามแนวรุกตัวเก่งเหมือนเดิมทั้ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และซาดิโอ มาเน่ ขณะที่ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ เปลี่ยนหน้าคู่จากเกมแรกมาใช้ตัวหลักอย่าง ชูเอา เฟลิกซ์ และดีเอโก้ คอสต้า โดยมี ซาอูล ญิเกซ กัปตันทีมซึ่งซัดประตูชัยในเกมแรกคอยบัญชาเกมแดนกลาง

    ออกสตาร์ทครึ่งแรกมาได้แค่ 10 วินาที "ตราหมี" เกือบได้ลุ้นประตูขึ้นนำก่อน หลัง ชูเอา เฟลิกซ์ จ่ายตัดหลังให้ ดีเอโก้ คอสต้า หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปซัดด้วยขวามุมแคบบอลหลุดกรอบเข้าข้างตาข่ายแค่ได้เสียว

    นาทีที่ 5 ลิเวอร์พูล ได้โอกาสลุ้นบ้างหลัง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ครอสบอลมากลางประตูให้ จอร์จินโย่ ไวนัลดุม เทกตัวขึ้นโขกแต่บอลไม่แรงพอก่อนไปเข้ามือ ยาน โอบลัค

    กลายเป็น "หงส์แดง" ที่คุมเกมได้อยู่หมัด นาที 10 โม ซาลาห์ หักเข้ากลางก่อนปั่นด้วยซ้ายเหินข้ามคาน อีกนาทีถัดมา ซาลาห์ จ่ายให้กัปตันเฮนโด้ลองยิงจากแถวสองดูบ้างแต่บอลก็หลุดกรอบออกไป

    นาที 14 เจ้าถิ่นพลาดโอกาสขึ้นนำอีกครั้ง คราวนี้เป็นจังหวะเติมขึ้นมาของ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ที่ซัดด้วยขวาเสาแรกสุดแรงแต่บอลยังไม่ผ่านตัว ยาน โอบลัค

    นาที 21 แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เปิดเตะมุมมากลางประตูให้ ซาดิโอ มาเน่ เทกตัวโขกไปติดหัว เรนาน โลดี้ ก่อนบอลจะเกือบมาถึง ฟาน ไดค์ ที่ยืนรอเสาสองแต่ดีที่แนวรับตราหมีเคลียร์สกัดออกไปได้พ้น

    นาที 34 โมฮาเหม็ด ซาลาห์ แย่งบอลมาจาก เรนาน โลดี้ ได้ก่อนดีดไซด์ก้อยเข้ากลางให้ ซาดิโอ มาเน่ วิ่งมาแปด้วยขวาแต่บอลยังไปตรงตัว ยาน โอบลัค อีกสองนาทีถัดมา "หงส์แดง" ชวดโอกาสขึ้นนำอีก เมื่อไอ้หนูเทรนท์ครอสมาเสาแรกให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ พุ่งชาร์จบอลเปลี่ยนทางจะเข้าประตูอยู่แล้วแต่ โอบลัค ยังเหนียวเซฟด้วยมือเดียวออกไปได้

    แต่แล้ว นาที 43 แฟนเดอะ ค็อปต้องเฮกันลั่นทั่วแอนฟิลด์ หลัง "หงส์แดง" มาได้ประตูที่ต้องการขึ้นนำ 1-0 บอลจาก อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ครอสบอลมากลางประตูให้ จอร์จินโย่ ไวนัลดุม ขึ้นเทกโขกบอลลงพื้นหนีมือ ยาน โอบลัค เข้าไปอย่างเด็ดขาด ทำให้สกอร์รวมตอนนี้เสมอกัน 1-1

    จบครึ่งแรก ลิเวอร์พูล ขึ้นนำ แอตเลติโก มาดริด 1-0 (สกอร์รวม2นัด 1-1)

    * สถิติครึ่งแรก โอกาสยิง (เข้ากรอบ) – ลิเวอร์พูล 11 (5) VS แอต.มาดริด 2 (0)

    กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 48 แฟนเจ้าถิ่นกือบได้เฮอีกหลัง จอร์จินโย่ ไวนัลดุม วางบอลยาวมาให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ พักบอลลงก่อนเอี่ยวตัวยิงด้วยซ้ายแต่บอลยังไปตรงตัว ยาน โอบลัค

    อีกสองนาทีต่อมา แชมเบอร์เลน เปิดยาวไปเสาไกลให้ ซาดิโอ มาเน่ วิ่งมาวอลเลย์ด้วยซ้ายไปติดเซฟของนายด่านสโลวีเนียอีก แต่ผู้ตัดสินเป่าเป็นล้ำหน้าไปก่อน

    แชมเบอร์เลน ที่วันนี้เล่นได้โดดเด่นในแดนกลาง เกือบพังประตูที่สองให้เจ้าบ้านอีก หลัง นาที 54 ต้องป้อมซัดนอกกรอบ บอลพุ่งเลียดจน ยาน โอบลัค ต้องพุ่งเซฟปัดมือเดียวออกไปอีก

    นาที 56 ซิเมโอเน่ แก้เกมก่อนเลยถอนเอา ดีเอโก้ คอสต้า ออกแล้วส่ง มาร์กอส ยอเรนเต้ ลงไปปั้นเกมแทน และแค่ไม่กี่วินาทีในสนาม ยอเรนเต้ ลงมาถึงก็จ่ายให้ ชูเอา เฟลิกซ์ ซัดนอกกรอบแต่ยังดีที่ไม่แรงไปเข้ามือ อาเดรียน

    นาที 60 เดอะ ค็อป เกือบเงียบกันกริบอีก หลัง ซาอูล ญิเกซ แทงบอลสวนกลับอย่างแม่นให้ เฟลิกซ์ หลุดเข้าไปอัดด้วยขวาบอลพุ่งตกพื้นจน อาเดรียน รับไม่อยู่ ก่อนกระฉอกมาเข้าทาง กอร์เรอา ที่ตามซ้ำแต่ อาเดรียน ยังพุ่งมาบล็อคได้ทัน

    นาที 66 "หงส์แดง" ชวดได้ประตูนำห่างแบบสุดๆ หลัง ซาลาห์ ตักบอลไปเสาสอง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน สอดเข้ามาโหม่งแต่บอลไปชนคานอย่างน่าเสียดาย

    เจ้าถิ่นออกอาวุธได้เด็ดดวงกว่า นาที 69 เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เก็บตกแถวสองก่อนตะบันด้วยขวาเต็มแรงจน โอบลัค ต้องปัดออกไป บอลมาเข้าทาง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ตามมาซ้ำด้วยซ้ายแต่ยังไปติดบล็อค คีแรน ทริปเปียร์

    ท้ายเกมเจ้าบ้านโหมบุกใส่เป็นชุด นาที 85 ซาดิโอ มาเน่ ยิงท่ายากตีลังกาซัดด้วยขวาเหินคานออกไป ถัดมาอีกสองนาที โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ได้ปั่นด้วยซ้ายอีกแต่บอลก็หลุดกรอบออกไปแบบได้เสียว

    ช่วงทดเจ็บ นาที 90+1 ซาลาห์ ได้หวดด้วยซ้ายในกรอบอีกทีแต่คราวนี้ก็ยังไม่ผ่าน ยาน โอบลัค

    นาที 90+3 โอกาสลุ้นหนสุดท้ายเป็นของ "ตราหมี" คราวนี้ได้ฟรีคิกทางมุมซ้าย เรนาน โลดี้ เปิดโค้งไปเข้าหัว ซาอูล ญิเกซ โขกตัวตุงตาข่าย ทว่า ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ และแข้งตราหมีต้องดีใจกันเก้อเมื่อเป็นจังหวะล้ำหน้าไปก่อนแล้วของ ญิเกซ

    จบการแข่งขัน ลิเวอร์พูล เฉือนเอาชนะ แอต.มาดริด 1-0 ทำให้สกอร์รวมสองนัดเสมอกัน 1-1 ต้องต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาที

    ช่วงต่อเวลาฯ นาที 94 ลิเวอร์พูล มาได้ประตูนำห่าง 2-0 จนได้ ไวนัลดุม ครอสมากลางประตูให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ โขกไปชนเสาแต่บอลยังกระดอนมาเข้าเท้า ฟีร์มีโน่ ยิงซ้ำด้วยขวาเข้าไปอีกที เป็นประตูแรกในแอนฟิลด์ซีซั่นนี้ของดาวยิงทีมชาติบราซิล

    แต่แฟนหงส์ดีใจได้ไม่นาน อีกสองนาทีต่อมา อาเดรียน มาออกบอลพลาดออกบอลไปเข้าทาง ชูเอา เฟลิกซ์ ก่อนสตาร์ค่าตัวสถิติสโมสรจะจ่ายขึ้นหน้าให้ มาร์กอส ยอเรนเต้ หลุดเข้าไปซัดด้วยขวาหนีมือ อาเดรียน เสียบเสาไกล สกอร์ไล่มาเป็น 1-2 ทว่าประตูรวมแม้เสมอกัน 2-2 แต่ แอต.มาดริด ได้เปรียบเรื่องประตูทีมเยือน

    เท่านั้นไม่พอ แนวรับ ลิเวอร์พูล มาพลาดอีก นาที 105 "ตราหมี" สวนกลับเร็ว อัลบาโร่ โมราต้า หลุดไปทางขวาแล้วจ่ายเข้ากลางมาให้ มาร์กอส ยอเรนเต้ เลี้ยงจี้หน้ากรอบแล้วปั่นเสาแรกหนีมือ อาเดรียน เข้าไปอย่างสวยงามให้ แอต.มาดริด ไล่ตีเสมอ 2-2 แต่สกอร์รวมนำห่างเป็น 3-2

    โดย "หงส์แดง" ต้องยิงถึง 2 ลูกเพื่อผ่านเข้าไปเล่นในรอบต่อไป ทว่าช่วงนาทีที่ 120 โมราต้า หลุดเข้าไปซัดเสาแรกหนีมือ อาเดรียน เข้าไปทำให้ ตราหมีขึ้นนำ 3-2 ก่อนที่ผู้ตัดสินจะเป่าจบเกม ทำให้รวมผล 2 นัด "ตราหมี" ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยประตูรวม 4-2

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
       
        ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อาเดรียน – เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โจ โกเมซ, เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ค, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน (เจมส์ มิลเนอร์ น.82), จอร์จินโย่ ไวนัลดุม – โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่ 

        เทรนเนอร์ : เจอร์เก้น คล็อปป์

        แอตเลติโก มาดริด (4-4-2) : ยาน โอบลัค – คีแรน ทริพเพียร์, สเตฟาน ซาวิช, เฟลิเป้, เรนาน โลดี้ – ซาอูล ญีเกซ, โธมัส ปาร์เตย์, โกเก้, อังเคล กอร์เรอา – ชูเอา เฟลิกซ์, ดีเอโก้ คอสต้า (มาร์กอส ยอเรนเต้ น.56)

        เทรนเนอร์ : ดีเอโก้ ซิเมโอเน่   

        ผู้ตัดสิน : ดานนี่ มัคเคลี่ (ฮอลแลนด์)

 

ตำนานลิเวอร์พูลสวนบัลลัคหลังหยันฟานไดค์ไม่เคยเจอของจริง

สตีฟ นิโคล อดีตยอดแข้ง ลิเวอร์พูล สวนกลับ มิชาเอล บัลลัค ว่าต่อให้จะต้องเจอกับ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา แต่ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ก็จะรับมือกับอีกฝ่ายได้แน่ หลังจากก่อนหน้านี้ บัลลัค ออกมาบอกว่า ฟาน ไดค์ แค่โชคดีที่ยุคนี้ไม่มีนักเตะแนวรุกตัวเก่งๆ ใน พรีเมียร์ลีก เหมือนสมัยก่อน จนทำให้มีผลงานการเล่นเกมรับที่โดดเด่น

    สตีฟ นิโคล ตำนานดาวเตะ ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ตอกกลับ มิชาเอล บัลลัค อดีตกองกลางชาวเยอรมันของ เชลซี ด้วยการบอกว่า เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กองหลังคนเก่งของ "หงส์แดง" สามารถรับมือกระทั่ง ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ได้แบบไม่ยากเย็นเกินไป

    ฟาน ไดค์ ได้รับการยกย่องจากหลายฝ่ายว่าเป็นหนึ่งในเซนเตอร์แบ็กที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของยุคนี้ หลังจากที่เขาทำผลงานได้ยอดเยี่ยมจนทำให้เกมรับของ ลิเวอร์พูล เหนียวแน่นสุดๆ นับตั้งแต่ที่ย้ายมาอยู่กับทีมเมื่อช่วงเดือนมกราคม ปี 2018

    อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ บัลลัค ออกมาบอกว่าหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ ฟาน ไดค์ เล่นเกมรับได้ดีนั้น เป็นเพราะยุคนี้ พรีเมียร์ลีก ไม่มีแนวรุกตัวโหดๆ เยอะเท่าไหร่ โดย บัลลัค บอกว่า "เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ โชคดีมากๆ ที่ได้เล่นใน พรีเมียร์ลีก ยุคที่มันไม่มีนักเตะแบบ ดร็อกบา, (แฟร้งค์) แลมพาร์ด, อลัน เชียเรอร์, (เธียร์รี่) อองรี, (เวย์น) รูนี่ย์, (โรบิน) ฟาน เพอร์ซี่, (คาร์ลอส) เตเวซ, (เอ็มมานูเอล) อเดบายอร์ และ ดีเอโก้ คอสต้า ไม่แปลกเลยที่พวกเขาจะคิดว่าเขาเป็นกองหลังที่เก่งที่สุดของลีกน่ะนะ"

    นิโคล แสดงความเห็นถึงประเด็นดังกล่าวว่า "ผมอยากรู้เหลือเกินว่าส่วนไหนในเกมการเล่นของเขา (ฟาน ไดค์) ที่ทำให้เขา (บัลลัค) ไม่พอใจ เพราะถ้าคุณลองดูการใช้ร่างกายเข้าปะทะของเขาแล้วน่ะ คุณก็จะเห็นว่าเขาทำได้ดี คุณจะบอกผมเหรอว่า ฟาน ไดค์ ไม่สามารถเอาชนะในด้านการใช้ร่างกายเข้าปะทะได้ในการดวลกับนักเตะคนใดคนหนึ่ง ? แม้กระทั่งกับ ดร็อกบา ?"

    "แน่นอนว่ามันจะเป็นการต่อสู้กันที่น่าสนใจ แต่อย่าบอกผมเชียวว่า ดร็อกบา จะเอาชนะเขาได้สบายๆ ในด้านการใช้ร่างกายปะทะกัน ในด้านความเร็วน่ะผมจำไม่เห็นได้เลยว่ามันมีนักเตะคนไหนใน พรีเมียร์ลีก หรือใน แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่สามารถวิ่งหนีจากการประกบของชายคนนี้ (ฟาน ไดค์) ได้ ดังนั้นเรื่องความเร็วนี่ไม่ใช่ปัญหาเลย"

    "เขาสามารถผ่านบอลได้รึเปล่าน่ะเหรอ ? แน่นอนว่าเขาสามารถผ่านบอลได้ ผมเลยอยากรู้ว่าส่วนไหนในเกมการเล่นของ ฟาน ไดค์ ที่เขาคิดว่าจะแพ้บรรดากองหน้าที่เขายกตัวอย่างมา"