เคลียร์ชัด!ออซิลิโอยัน “ก็องเต้” ไม่ใช่เป้าหมายอินเตอร์

ปิเอโร่ ออซิลิโอ ผอ.กีฬา อินเตอร์ มิลาน ออกโรงปัดข่าวเรื่องที่ "งูใหญ่" อยากได้ตัว เอ็นโกโล่ ก็องเต้ มิดฟิลด์ดาวดัง เชลซี เรียบร้อย พร้อมประกาศจุดยืนเกี่ยวกับ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ดาวยิงคนสำคัญเลือด "ฟ้า-ขาว"

ปิเอโร่ ออซิลิโอ ผู้อำนวยการกีฬาของ อินเตอร์ มิลาน สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ยืนยันว่า สโมสรตนไม่มีความสนใจที่จะเซ็นสัญญาคว้าตัว เอ็นโกโล่ ก็องเต้ กองกลางคนเก่งของ เชลซี สโมสรมหาเศรษฐีในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มาเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้

ก่อนหน้านี้ อินเตอร์ มีข่าวเกี่ยวโยงกับ ก็องเต้ และเชื่อว่าได้มีการเปิดโต๊ะเจรจากันแล้ว ทว่าล่าสุด ออซิลิโอ แจงชัดว่า ดาวเตะทีมชาติฝรั่งเศสวัย 29 ปี ไม่ใช่แข้งเป้าหมายของทีม "เนรัซซูร์รี่"

"เราไม่เคยเริ่มต้นอะไรทั้งนั้นเกี่ยวกับการพยายามเซ็นสัญญาคว้าตัว ก็องเต้ จาก เชลซี ดังนั้นสำหรับดีลนี้ มันไม่มีความเป็นไปได้ เขาไม่ใช่เป้าหมายของเรา" ผอ.กีฬา อินเตอร์ กล่าว

พร้อมนั้น ออซิลิโอ ยังระบุชัดว่า เลาตาโร่ มาร์ติเนซ หัวหอกตัวเก่งชาวอาร์เจนไตน์ จะอยู่ช่วยทีมต่อไปในฤดูกาลหน้าแน่นอน หลังมีข่าวเกี่ยวโยงกับ บาร์เซโลน่า มานาน "เราไม่เคยเริ่มต้นเจรจากับ บาร์เซโลน่า อย่างเป็นทางการเลย เราได้นำเขาออกจากตลาดเรียบร้อย มันจบลงแล้ว"

 

อินเตอร์ว่าไง?เผยค่าตัวก็องเต้ที่เชลซีต้องการ

 

ดิ เอ็กซ์เพรส สื่อของอังกฤษ ตีข่าว เชลซี จะยอมขาย เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ให้กับ เชลซี ก็ต่อเมื่อได้เงิน 80 ล้านปอนด์ โดยทั้ง 2 ทีมเจรจาในเบื้องต้นไปแล้ว แต่ทาง แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือ เชลซี ยังไม่อยากขายเขา
   
เชลซี สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ตั้งค่าหัว เอ็นโกโล่ ก็องเต้ มิดฟิลด์ชาวฝรั่งเศสเอาไว้ที่ 80 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,200 ล้านบาท) ตามการเปิดเผยของ ดิ เอ็กซ์เพรส สื่อชั้นนำของเมืองผู้ดี

ก็องเต้ ตกเป็นข่าวเกี่ยวกับการย้ายทีมอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา โดยตอนแรก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือทีมที่มีข่าวกับเขาอย่างต่อเนื่อง แต่พักหลังมันก็เงียบลงไป ขณะที่ อินเตอร์ มิลาน ก็โผล่มามีข่าวเชื่อมโยงกับแข้งเลือดน้ำหอมอย่างหนักในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยว่ากันว่า อันโตนิโอ คอนเต้ เทรนเนอร์ อินเตอร์ บอกกับบอร์ดบริหารเองเลยว่าอยากร่วมงานกับ ก็องเต้ อีกครั้ง

ทั้งนี้ ดิ เอ็กซ์เพรส เผยว่า อินเตอร์ กับ เชลซี คุยในเบื้องต้นเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว แต่ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม เชลซี ยังไม่อยากขาย ก็องเต้ ซึ่งถือว่าตรงกันข้ามกับข่าวลือก่อนหน้านี้ที่บอกว่า เชลซี พร้อมโละเขาเพื่อสร้างทีมขึ้นมาใหม่ และ เชลซี ก็ต้องการเงิน 80 ล้านปอนด์ถึงจะยอมปล่อยแข้งวัย 29 ปี

เรื่องดังกล่าวทำให้ อินเตอร์ จำเป็นต้องขายนักเตะบางรายเพื่อหาเงินมาใช้สำหรับการเสริมทัพ ซึ่งหนึ่งในคนที่อาจจะโดนโละคือ คริสเตียน เอริคเซ่น มิดฟิลด์ชาวเดนมาร์กที่เพิ่งย้ายมาอยู่กับทีมเมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ได้กลิ่นอะไรมา? 2บ่อนชูแมนยูเต็งจ๋าคว้าก็องเต้

สกาย เบ็ท และ เบ็ท 365 ซึ่งเป็น 2 บ่อนถูกกฎหมายของอังกฤษ ต่างก็ให้ แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นเต็งจ๋าที่จะได้ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ไปร่วมก๊วน หลังจากมีกระแสข่าวว่า แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือ เชลซี ต้องการขายเขา
   สกาย เบ็ท และ เบ็ท 365 บ่อนรับพนันถูกกฎหมายสัญชาติอังกฤษ ต่างก็เปิดราคาให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เป็นตัวเต็งอันดับ 1 ที่จะได้ตัว เอ็นโกโล่ ก็องเต้ กองกลาง เชลซี ไปร่วมทัพ

    ช่วงที่ผ่านมามีกระแสข่าวลือว่า แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม เชลซี พร้อมปล่อย ก็องเต้ ในช่วงซัมเมอร์นี้ หลังจากมองว่าจำเป็นต้องผ่าตัดทีมครั้งใหญ่ และตัดสินใจว่า ก็องเต้ ไม่ได้สำคัญกับทีมมากเหมือนแต่ก่อนแล้ว โดยในฤดูกาล 2019-20 ดาวเตะวัย 29 ปี ก็โดนอาการบาดเจ็บเล่นงานหลายครั้ง อย่างเช่นตรงข้อเท้าและเอ็นหลังหัวเข่า จนทำให้เขาได้ลงเล่นเพียง 28 นัดในทุกรายการ

    ทั้งนี้ มีหลายทีมที่ตกเป็นข่าวกับ ก็องเต้ อย่างเช่น แมนฯ ยูไนเต็ด, เรอัล มาดริด, บาร์เซโลน่า, ปารีส แซงต์-แชร์กแมง และ ยูเวนตุส เป็นต้น ซึ่งทั้ง สกาย เบ็ท และ เบ็ท 365 ต่างก็ชูให้ "ปีศาจแดง" เป็นเต็งจ๋าที่จะได้เขาไปร่วมทีมด้วยราคา 1/2 (แทง 2 จ่าย 1 ไม่รวมทุน) กับ 2/1 (แทง 1 จ่าย 2 ไม่รวมทุน) ตามลำดับ ทั้งที่ แมนฯ ยูไนเต็ด กับ เชลซี เป็นคู่แข่งร่วมลีก

    ขณะเดียวกัน สกาย เบ็ท ชูให้ บาร์เซโลน่า เป็นเต็ง 2 ที่ราคา 6/1 (แทง 1 จ่าย 6 ไม่รวมทุน) โดยที่ ปารีสฯ เป็นเต็ง 3 ด้วยราคา 7/1 (แทง 1 จ่าย 7 ไม่รวมทุน) ในทางกลับกัน เบ็ท 365 ยกให้ "เปแอสเช" เป็นเต็ง 2 ในราคา 6/1 (แทง 1 จ่าย 6 ไม่รวมทุน) ขณะที่ "อาซูลกราน่า" คือเต็ง 3 ที่ราคา 8/1 (แทง 1 จ่าย 8 ไม่รวมทุน)

    อัตราต่อรองการย้ายทีม 5 ลำดับแรกของ ก็องเต้ จาก สกาย เบ็ท
1. แมนฯ ยูไนเต็ด 1/2 (แทง 2 จ่าย 1 ไม่รวมทุน)
2. บาร์เซโลน่า 6/1 (แทง 1 จ่าย 6 ไม่รวมทุน)
3. ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 7/1 (แทง 1 จ่าย 7 ไม่รวมทุน)
4. เรอัล มาดริด 16/1 (แทง 1 จ่าย 16 ไม่รวมทุน)
5. แมนฯ ซิตี้ 20/1 (แทง 1 จ่าย 20 ไม่รวมทุน)

    อัตราต่อรองการย้ายทีม 5 ลำดับแรกของ ก็องเต้ จาก เบ็ท 365
1. แมนฯ ยูไนเต็ด 2/1 (แทง 1 จ่าย 2 ไม่รวมทุน)
2. ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 6/1 (แทง 1 จ่าย 6 ไม่รวมทุน)
3. บาร์เซโลน่า 8/1 (แทง 1 จ่าย 8 ไม่รวมทุน)
4. เรอัล มาดริด 12/1 (แทง 1 จ่าย 12 ไม่รวมทุน)
5. ยูเวนตุส 16/1 (แทง 1 จ่าย 16 ไม่รวมทุน)

แห้วหมด!ฟานกัลเผย10แข้งที่อยากได้ตอนคุมแมนยู

 

หลุยส์ ฟาน กัล เปิดเผยลิสต์นักเตะ 10 คนที่เคยอยากได้แต่กลับต้องแห้วทั้งหมดในสมัยที่คุม แมนฯ ยูไนเต็ด พร้อมบอกว่าไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่ได้แข้งเหล่านั้นแม้แต่คนเดียว
   

หลุยส์ ฟาน กัล อดีตกุนซือคนดัง เปิดเผยว่าตนเคยพยายามที่จะดึง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้, กอนซาโล่ อิกวาอิน, เนย์มาร์, ซาดิโอ มาเน่, ริยาด มาห์เรซ, โธมัส มุลเลอร์, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, เจมส์ มิลเนอร์, เซร์คิโอ รามอส และ มัทส์ ฮุมเมิ่ลส์ มาร่วมทัพในสมัยที่เป็นผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ใครแม้แต่คนเดียว

ในฤดูกาล 2014-15 ซึ่งเป็นซีซั่นแรกของ ฟาน กัล กับ แมนฯ ยูไนเต็ด นั้น เขาพาทีมได้อันดับ 4 ในลีก จนได้สิทธิ์เล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซีซั่นถัดไป และพอถึงฤดูกาล 2015-16 เขาก็พาทีมได้แชมป์ เอฟเอ คัพ แต่ในลีกได้เพียงอันดับ 5 เท่านั้น จนสุดท้าย ฟาน กัล ก็โดนปลดออกจากตำแหน่ง ซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาอดีตกุนซือชาวดัตช์ก็มักจะให้สัมภาษณ์แนวตำหนิบอร์ดบริหารของ "ปีศาจแดง" อยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะ เอ็ด วู้ดเวิร์ด รองประธานบริหารของทีมซึ่งมีหน้าที่ประสานงานกับ ฟาน กัล โดยตรง

ฟาน กัล ให้สัมภาษณ์กับ โฟร์โฟร์ทู นิตยสารด้านฟุตบอลชื่อดังว่า "ผมอยากได้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ แต่พอได้รู้ว่ามันเป็นดีลที่ยากเกินไปแล้วนั้นผมก็พยายามจะไปคว้าตัว กอนซาโล่ อิกวาอิน มาร่วมทัพแทน นอกจากนี้ ก่อนที่ผมจะเข้าไปทำงานกับทีมอย่างเป็นทางการน่ะผมยังได้คุยกับบอร์ดบริหารเกี่ยวเรื่อง เนย์มาร์ ด้วย"

"คือถ้าคุณอยู่กับทีมระดับ ยูไนเต็ด แล้วล่ะก็ คุณก็จำเป็นต้องคิดให้มันใหญ่ๆ เข้าไว้สิ (หมายถึงถ้าอยู่กับทีมอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ควรจะต้องคิดว่าสามารถเซ็นสัญญากับนักเตะระดับโลกได้) มันยังเป็นดีลที่น่าสนใจสำหรับสโมสรในแง่ของการที่จะขายชุดแข่งได้มากมายก่ายกองด้วย นอกจากนี้ผมก็อยากได้ปีกที่มีความเร็วสูงมาร่วมทีมเหมือนกัน ดังนั้นผมเลยพยายามจะคว้าตัว ซาดิโอ มาเน่ และ ริยาด มาห์เรซ มาร่วมทัพ"

"โธมัส มุลเลอร์ ก็อยู่ในลิสต์นักเตะที่ผมอยากได้เหมือนกัน และในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางผมก็อยากได้ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ มาร่วมทัพ ผมถึงขั้นพยายามที่จะเซ็นสัญญากับ เจมส์ มิลเนอร์ ด้วย จริงอยู่ว่าตอนนั้นเขาอายุเยอะแล้ว แต่เขาก็ยังเล่นในหลายตำแหน่งได้ดี และมีความเป็นผู้นำอีกต่างหาก ส่วนในแนวรับนั้นผมอยากได้ เซร์คิโอ รามอส กับ มัทส์ ฮุมเมิ่ลส์ เพราะตอนนั้นการขึ้นเกมจากแนวรับของเราทำได้ไม่ดีเลย"

"นักเตะเหล่านั้นเป็นเป้าหมายลำดับต้นๆ ของผม แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้ใครมาร่วมทัพเลย ผมไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้น เพราะในฐานะผู้จัดการทีมแล้วนั้นผมไม่มีส่วนร่วมกับการเจรจาใดๆ ทั้งนั้น และพอผมออกจากทีมมาแล้วน่ะ นักเตะอย่าง มาห์เรซ กับ ก็องเต้ ก็ไปอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ เชลซี ตามลำดับ ขณะที่ ยูไนเต็ด ไม่สามารถดึงพวกเขามาร่วมทัพได้ ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่แปลกมากๆ"

 ทั้งนี้ ในช่วง 2 ฤดูกาลที่ ฟาน กัล กุมบังเหียน แมนฯ ยูไนเต็ด นั้น เขาใช้เงินเสริมทัพราว 276.4 ล้านปอนด์ (ประมาณ 11,056 ล้านบาท) และได้นักเตะประเภทที่พร้อมเล่นให้ทีมชุดใหญ่ทันทีมาเสริมทัพราว 13 คน โดยในจำนวนนั้นมี 2 คนที่เป็นการเซ็นสัญญาแบบไร้ค่าตัว ได้แก่ บิคตอร์ บัลเดส กับ เซร์คิโอ โรเมโร่ ส่วนอีก 11 คนที่ต้องจ่ายค่าตัวไปนั้นมีอย่างเช่น อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล, ลุค ชอว์, เมมฟิส เดอปาย, บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์, อันเดร์ เอร์เรร่า และ ดาเล่ย์ บลินด์ เป็นต้น

ดีหรือด้อยกว่า? เทียบผลงาน ก็องเต้ กับ 3 มิดฟิลด์ แมนฯ ยูไนเต็ด

ทำเอาหลายคนแปลกใจพอตัวเมื่อ สกาย เบ็ท และ เบ็ท 365 ซึ่งต่างก็เป็นบริษัทรับพนันถูกกฎหมายของอังกฤษออกมาให้ราคาเหมือนกันว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นตัวเต็งอันดับ 1 ที่จะได้ตัว เอ็นโกโล่ ก็องเต้ มิดฟิลด์ เชลซี ไปเสริมทัพภายในช่วงซัมเมอร์นี้

   จริงอยู่ว่ามันมีข่าวมาพักหนึ่งแล้วว่า แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม เชลซี อยากผ่าตัดทีมครั้งใหญ่ และคิดว่า ก็องเต้ ไม่ได้เป็นฟันเฟืองหลักของทีมแล้ว หลังจากที่พักหลังเขาโดนอาการบาดเจ็บเล่นงานบ่อยพอตัว แต่การที่ ก็องเต้ ถูกมองว่ามีโอกาสย้ายไปอยู่กับ "ปีศาจแดง" ซึ่งเป็นทีมจากลีกเดียวกับ เชลซี มากที่สุด มันก็ถือว่าน่าตกใจพอตัว

 

   แน่อนนว่าถ้า ก็องเต้ ย้ายมาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เขาก็จะทับตำแหน่งกับทั้ง สกอตต์ แม็คโทมิเนย์, เนมานย่า มาติช และ เฟร็ด ดังนั้นวันนี้เราจะมาลองดูกันว่าใน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลล่าสุดนั้น ก็องเต้ มีผลงานในแต่ละด้านเหนือหรือด้อยกว่าทั้ง 3 คนนั้น

 – เกมรับ

 

   แน่นอนว่านี่เป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญอย่างมากของกองกลางตัวรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหาก โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนฯ ยูไนเต็ด อยากใช้ 2 ใน 3 ของแผงกลางเป็น บรูโน่ แฟร์นันด์ส กับ ปอล ป็อกบา แล้วล่ะก็ มิดฟิลด์อีก 1 รายก็จำเป็นต้องเล่นเกมรับให้โดดเด่นเป็นพิเศษ เพื่อที่ ป็อกบา จะได้ไม่ต้องมาพะวงช่วยเกมรับ และประสานงานกับ บรูโน่ ได้อย่างเต็มที่

   ทั้งนี้ ในฤดูกาลที่ผ่านมา ก็องเต้ ยังอ่านเกมได้ดีจนตัดบอลโดยที่ไม่ต้องพุ่งเสียบในลีกได้เฉลี่ยแล้ว 2 ครั้งต่อเกม ซึ่งถือว่าเหนือกว่า 3 มิดฟิลด์ตัวรับของ แมนฯ ยูไนเต็ด ทั้งหมด โดยคนที่ใกล้เคียงกับเขามากที่สุดคือ เฟร็ด ที่ทำได้ 1.3 ครั้งต่อเกม ตามมาด้วย แม็คโทมิเนย์ ที่ทำไป 1.1 ครั้งต่อเกม และ มาติช ที่จำนวน 1 ครั้งต่อนัด

 

   นอกจากนี้ ก็องเต้ ยังสามารถเคลียร์บอลพ้นพื้นที่อันตรายได้ดีกว่าอีก 3 คนด้วย เพราะทำได้เฉลี่ย 1.4 ครั้งต่อนัด ส่วน มาติช กับ แม็คโทมิเนย์ ตามมาเท่ากันที่ 1.2 ครั้งต่อเกม ส่วน เฟร็ด ทำได้น้อยสุดที่ 0.9 ครั้งต่อนัด

   ขณะเดียวกัน มิดฟิลด์ชาวฝรั่งเศสของ เชลซี ยังโดนคู่แข่งเลี้ยงผ่านในลีกเพียงเฉลี่ย 0.9 ครั้งต่อนัดเท่านั้นด้วย ซึ่งตรงนี้เขาเป็นรองเพียง แม็คโทมิเนย์ ที่ทำได้ 0.6 ครั้งต่อเกม เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น หากเทียบเฉพาะ 3 กองกลางของ แมนฯ ยูไนเต็ด โดย มาติช โดนเลี้ยงผ่านเฉลี่ย 1.1 ครั้งต่อเกม ส่วน เฟร็ด ถูกคู่แข่งกระชากผ่านไป 2.6 ครั้งต่อนัด

 

   ในส่วนความแม่นยำในการเข้าสกัดนั้น ก็องเต้ อาจจะทำได้น้อยกว่า มาติช กับ เฟร็ด เพราะเขาทำได้เฉลี่ย 2 ครั้งต่อนัด แต่มันก็ไม่ได้ถือว่าด้อยกว่าอีก 2 คนมากกว่า เพราะ มาติช ทำได้ 2.2 ครั้งต่อนัด ส่วนของ เฟร็ด อยู่ที่ 2.1 ครั้งต่อเกม ขณะที่ แม็คโทมิเนย์ ทำได้ 1.6 ครั้งต่อนัด

 – เกมรุก

 

   แน่นอนว่าเกมรุกไม่ใช่จุดเด่นของ ก็องเต้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังมีค่าเฉลี่ยการผ่านบอลที่เป็นจังหวะสำคัญต่อเกมอยู่ที่ 1.2 ครั้งต่อนัด เท่ากับ เฟร็ด เป๊ะ ส่วน มาติช กับ แม็คโทมิเนย์ ทำได้ 0.7 ครั้งต่อเกม กับ 0.6 ครั้งต่อนัด ตามลำดับ แถมเขายังทำได้ 3 ประตูด้วย แพ้เพียง แม็คโทมิเนย์ ที่ทำไป 4 ลูกแค่คนเดียว ขณะที่ มาติช กับ เฟร็ด ทำประตูในลีกไม่ได้เลยในซีซั่นล่าสุด

  ขณะที่ความแม่นยำในการผ่านบอลนั้น ก็องเต้ ถือเป็นอันดับ 3 ถ้าเทีบกับ 3 แผงกลางของ แมนฯ ยูไนเต็ด หลังจากมีเปอร์เซ็นต์ผ่านบอลเข้าเป้า 84.9 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่ 1 คือ เฟร็ด ที่ทำได้ 87 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ มาติช ตามมาเป็นที่ 2 ด้วยจำนวน 87 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความ่าที่จริงแล้ว ก็องเต้ ก็ไม่ได้เป็นรองทั้ง 2 คนมากนัก

 

  ถ้าจะมีด้านไหนที่ ก็องเต้ ทำได้แย่กว่า 3 กองกลางของ แมนฯ ยูไนเต็ด แบบเห็นได้ชัดก็คงจะเป็นการผ่านบอลยาวเข้าเป้า เพราะเขามีค่าเฉลี่ยด้านนี้เพียง 1.8 ครั้งต่อนัด ห่างจาก เฟร็ด ที่ทำไป 3.8 ครั้งต่อเกมแบบคนละโลก ส่วน แม็คโทมิเนย์ กับ มาติช ทำได้ 2.3 ครั้งต่อเกม กับ 2.2 ครั้งต่อนัด ตามลำดับ

เลวานยิง2จ่าย2! บาเยิร์นย้ำชัยถล่มเชลซี ทะลุชนบาร์ซ่า8ทีมชปล.

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ งัดฟอร์ดสุดยอดหลังยิงสอง-จ่ายสอง พา "เสือใต้" ไล่ถล่ม เชลซี 4-1 สกอร์รวมสองนัดผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ด้วยประตูรวม 7-1 โดยจะเข้าไปพบกับ บาร์เซโลน่า ในวันที่ 14 สิงหาคมนี้ ในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา

สนาม : อัลลิอันซ์ อารีน่า 

    ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง บาเยิร์น มิวนิค กลับมาเล่นในบ้านรับการมาเยือนของ เชลซี โดยเกมแรก "เสือใต้" โชว์ฟอร์มดุบุกไปถล่ม "สิงห์บลูส์" 3-0 ทำให้มีโอกาสสูงที่จะผ่านเข้าไปเล่นในรอบก่อนรองชนะเลิศ

     ฮันส์-ดีเตอร์ ฟลิค พาเสือใต้ไร้พ่ายตั้งแต่ขึ้นปี 2020 แมตช์ทางการล่าสุดคือ ไล่บดเอาชนะ เลเวอร์คูเซ่น 4-2 คว้าแชมป์เดเอฟเบ โพคาล เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เกมนี้ไร้ปัญหาในการจัดทัพจัดชุดใหญ่ส่ง  แซร์จ นาร์บี้, โธมัส มุลเลอร์ และอิวาน เปริซิช สนับสนุน โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ยืนเป็นหน้าเป้า

    ส่วน แฟร้งค์ แลมพาร์ด นายใหญ่ของเชลซี แพ้เกมแรกมาขาดลอยทำให้โอกาสเข้ารอบยากเต็มที สภาพทีมก็ไม่ดีเท่าไหร่ ฟอร์มล่าสุดพ่าย อาร์เซน่อล 1-2 ในนัดชิงฯเอฟเอ คัพ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา แถมต้องมาปวดหัวกับอาการเจ็บของผู้เล่นอีก โดยสามแนวรุกวันนี้จัด เมสัน เมาน์ท, แทมมี่ อบราฮัม และ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย

    ออกสตาร์ทมาได้แค่ 8 นาที โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ หลุดเข้าไปแตะบอลหลบ วิลลี่ กาบาเยโร่ ได้แล้ว แม้ผู้ตัดสินจะเป่าเป็นล้ำหน้าไปก่อน แต่หลังจากเช็กจาก VAR แล้วไม่เป็นลูกล้ำหน้า ทำให้กลับคำตัดสินชี้เป็นจุดโทษให้ "เสือใต้" พร้อมแจกใบเหลืองให้ กาบาเยโร่ ก่อนที่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ จะซัดเข้าไปไม่พลาดให้ บาเยิร์น มิวนิค ขึ้นนำอย่างรวดเร็ว 1-0 และเป็นประตูที่ 12 นำดาวซัลโวยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สกอร์รวมนำ เชลซี ขาดลอย 4-0

    นาที 18 "เสือใต้" ได้ลุ้นอีกคราวนี้ แซร์จ นาร์บี้ ครอสมาให้ เลวานดอฟสกี้ ดีดเร็วด้วยขวาบอลพุ่งถากเสาไกลออกไปอย่างน่าเสียดาย

    กระนั้น นาที 24 สิงห์บลูส์ มาเล่นกันพลาดหลัง  มาเตโอ โควาซิช ทำเสียบอลกลางสนาม ก่อนบอลมาถึง เลวานดอฟสกี้ ดึงจังหวะแล้วไหลนิ่มๆให้ อิวาน เปริซิช แปด้วยขวาเสาแรกผ่านมือ วิลลี่ กาบาเยโร่ เข้าไป ให้ "เสือใต้" นำห่าง 2-0

    นาที 28 เชลซี มาชวดประตูตีไข่แตกอย่างน่าเสียดายหลัง แทมมี่ อบราฮัม จ่ายบอลต่อให้ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ปั่นบอลอย่างสุดสวยเบียดเสาเข้าไปแล้ว แต่ VAR ยืนยันไม่ให้ประตูเนื่องจาก แทมมี่ กลับมาจากตำแหน่งล้ำหน้า

    ท้ายครึ่งแรก นาที 44 เชลซี มาพังประตูตีไข่แตกสำเร็จ หลัง เอเมอร์สัน ครอสบอลเข้ามาในกรอบ 6 หลา มานูเอล นอยเออร์ ออกมาตะครุบบอลแต่พลาดทำหลุดมือไปเข้าทาง แทมมี่ อบราฮัม ที่ยืนโล่งๆตามซ้ำด้วยขวาเข้าไปให้ เชลซี ไล่มาเป็น 1-2

    จบครึ่งแรก บาเยิร์น มิวนิค ขึ้นนำ เชลซี 2-1 สกอร์รวมสองนัด "เสือใต้" นำห่าง 5-1

    กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 49 เอเมอร์สัน จ่ายบอลขึ้นหน้าให้ เมสัน เมาน์ท กระชากขึ้นทางซ้ายเข้าไปในกรอบก่อนจะกดด้วยซ้ายมุมแคบไปเข้ามือ มานูเอล นอยเออร์

    นาที 63 เจ้าบ้านเปลี่ยนสองคนรวดส่ง นิคลาส ซือเล่ ลงไปเล่นแทน เยโรม บัวเต็ง ที่มีอาการเจ็บ และส่ง ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ลงไปเล่นแทน อิวาน เปริซิช

    อีก 4 นาทีต่อมา บาเยิร์น เกือบได้เม็ดที่สามหลัง โยชัว คิมมิช เปิดเตะมุมมาให้ ติอาโก้ อัลกันตาร่า โขกบอลโดนสกัดมาเข้าทาง ดาวิด อลาบา อัดด้วยขวาแถวสองเข้าไปแต่บอลพุ่งไปเข้ามือ กาบาเยโร่

    นาที 76 "เสือใต้" มาได้ประตูที่สามนำห่าง 3-1 บอลออกซ้ายไปให้ เลวานดอฟสกี้ ก่อนที่หัวหอกชาวโปแลนด์จะเปิดมากลางประตูให้ โกร็องแต็ง โตลิสโซ่ ตัวสำรองที่เพิ่งลงมากระโดดแปด้วยขวาเน้นๆเข้าไปให้เจ้าบ้านสกอร์รวมนำ สิงห์บลูส์ 6-1
   
    เท่านั้นไม่พอ นาที 84 มาได้ประตูที่สี่นำโด่ง 4-1 คราวนี้ อัลบาโร่ โอดริโอโซล่า ครอสจาดด้านขวามาให้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ โขกเข้าไปเป็นประตูที่สองของเจ้าตัวในเกมนี้ และประตูที่ 13 นำดาวซัลโวรายการนี้

    จบการแข่งขัน บาเยิร์น มิวนิค เปิดบ้านเอาชนะ เชลซี 4-1 รวมผลสองนัด "เสือใต้" เอาชนะขาดลอย 7-1 ผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่ประเทศโปรตุเกสที่จะจัดแบบ "มินิทัวร์นาเมนท์" โดยจะพบกับ บาร์เซโลน่า ในวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคมนี้

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1) : มานูเอล นอยเออร์ – โยชัว คิมมิช, เยโรม บัวเต็ง, ดาวิด อบาลา, อัลฟงโซ่ เดวิส – ติอาโก้ อัลกันตาร่า, เลออน โกเร็ทซ์ก้า – แซร์จ นาร์บี้, โธมัส มุลเลอร์, อิวาน เปริซิช – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ 
   
        เชลซี (4-3-3) : วิลลี่ กาบาเยโร่ – รีซ เจมส์, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, คูร์ท ซูม่า, เอเมอร์สัน พัลไมรี่ – มาเตโอ โควาซิช, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, รอสส์ บาร์คลี่ย์ – เมสัน เมาน์ท, แทมมี่ อบราฮัม, คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย

        ผู้ตัดสิน : คูเน็ย์ต ชาคีร์ (ตุรกี)

เชลซีพึ่งปาฏิหาริย์! “ชิรูด์” พร้อมล่า,บาเยิร์นลุ้น “เลวานฯ” อัดซ้ำ รอบ16ทีม ชปล.

"สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี อาจต้องพึ่งปาฏิหาริย์หลังนัดแรกแพ้มายับเยินโดยเตรียมส่ง โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ลงล่าตาข่ายเกมบุกถิ่น "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัด 2) วันเสาร์ที่ 8 ส.ค. ศกนี้  (เวลา : 02.00 น.)

ปรีวิว ฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก
(รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัด 2)
วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2563 (เวลา : 02.00 น.)
บาเยิร์น มิวนิค   –   เชลซี
(ผลนัดแรก บาเยิร์น มิวนิค ชนะ 3-0 )

 

สนาม : อัลลิอันซ์ อารีน่า

    ฮันส์-ดีเตอร์ ฟลิค เทรนเนอร์บาเยิร์น มิวนิค พาทีมบุกไปถล่มเชลซีตุนไว้ก่อนถึง 3-0 ในนัดแรก ก่อนเตรียมความพร้อมในเกมนี้ด้วยการเบียดชนะโอลิมปิก มาร์กเซย 1-0 ในเกมลับแข้งล่าสุด 
   
    ฟลิค หมดสิทธิ์ส่ง คิงส์เล่ย์ โกมัน ปีกทีมชาติฝรั่งเศส ลงเล่นนัดเปิดบ้านปะทะเชลซี ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคมนี้

    สำหรับโกมัน ปีกวัย 24 ปี ลงเล่นเกมนี้ไม่ได้ เนื่องจากเขาบาดเจ็บกล้ามเนื้อ ทำให้ไม่ได้ลงสนามฝึกซ้อมเมื่อวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม ทำให้เสือใต้น่าจะส่ง อิวาน เปริซิช ลงเล่นแทน

    ขณะที่ เบนฌาแม็ง ปาวาร์ กองหลังทีมชาติฝรั่งเศส วัย 24 ปี บาดเจ็บข้อเท้า ลงเล่นไม่ได้เช่นเดียวกัน

    ด้าน โยชัว คิมมิช และ ติอาโก้ อัลกันตาร่า 2 แข้งสำคัญต้องระวังตัว เพราะถ้าโดนจดชื่อเพิ่มก็จะโดนแบนในรอบต่อไปทันที

    ส่วนแกนหลักขาประจำรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น เยโรม บัวเต็ง, ดาวิด อบาลา, เลออน โกเร็ทซ์ก้า, โธมัส มุลเลอร์ และ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ยังพร้อมช่วยทีมเหมือนเดิม 

    แฟร้งค์ แลมพาร์ด เทรนเนอร์เชลซี พาทีมแพ้บาเยิร์น มิวนิคคารัง 0-3 ในนัดแรก ก่อนแพ้อาร์เซน่อล 1-2 ในนัดชิงเอฟเอ คัพ เป็นการแพ้นัดที่ 2 ในรอบ 5 เกม

    สภาพทีมเกมนี้ แลมพ์สเจอปัญหาเพียบเลย เมื่อจะไม่มีทั้ง มาร์กอส อลอนโซ่ และ จอร์จินโญ่ ที่ติดโทษแบน รวมไปถึง เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, คริสเตียน พูลิซิช และ เปโดร โรดริเกซ ที่เดี้ยงเพิ่มมาจากเกมล่าสุด เช่นเดียวกับ รูเบน ลอฟตัส-ชีค และ บิลลี่ กิลมอร์ ที่เดี้ยงอยู่ก่อนแล้ว

    ส่วน เอ็นโกโล่ ก็องเต้ แม้จะกลับมามีชื่อสำรองแล้ว แต่ก็ยังต้องรอทดสอบความฟิต เช่นเดียวกับ วิลเลี่ยน ที่ไม่สมบูรณ์

    ตำแหน่งคนเฝ้าเสายังน่าสนใจเหมือนเดิม วิลลี่ กาบาเยโร่ ประตูอาร์เจนไตน์ตัวเก๋า แม้จะเป็นมือ 2 แต่ก็อาจได้โอกาสต่อเนื่องอีกเกม

รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

    บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1) : มานูเอล นอยเออร์ – โยชัว คิมมิช, เยโรม บัวเต็ง, ดาวิด อบาลา, อัลฟงโซ่ เดวิส – ติอาโก้ อัลกันตาร่า, เลออน โกเร็ทซ์ก้า – แซร์จ นาร์บี้, โธมัส มุลเลอร์, อิวาน เปริซิช – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ 
   
    เชลซี (3-4-2-1) : วิลลี่ กาบาเยโร่ – อันโตนิโอ รือดิเกอร์, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, คูร์ท ซูม่า – รีซ เจมส์, มาเตโอ โควาซิช, รอสส์ บาร์คลี่ย์, เอเมอร์สัน พัลไมรี่ – เมสัน เมาน์ท, คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย – โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์  

    ผู้ตัดสิน : คูเน็ย์ต ชาคีร์ (ตุรกี)

ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด
วัน/เดือน/ปี    รายการ    ผลการแข่งขัน
26/02/20    ชปล.เชลซี0-3บาเยิร์น มิวนิค
25/07/17    ไอซีซีเชลซี2-3บาเยิร์น มิวนิค
31/08/13    ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ บาเยิร์น มิวนิค 2-2 เชลซี
20/05/12    ชปล.บาเยิร์น มิวนิค 1-1 เชลซี
12/04/05    ชปล.บาเยิร์น มิวนิค3-2เชลซี

ผลงาน 5 นัดหลังสุด
บาเยิร์น มิวนิค
31/07/20 ชนะ โอลิมปิก มาร์กเซย 1-0 (สนามกลาง) กระชับมิตร
05/07/20 ชนะ เลเวอร์คูเซ่น 4-2 (สนามกลาง) เดเอฟเบ โพคาล
27/06/20 ชนะ โวล์ฟสบวร์ก 4-0 (เยือน) บุนเดสลีกา
20/06/20 ชนะ ไฟร์บวร์ก 3-1 (เหย้า) บุนเดสลีกา
17/06/20 ชนะ เบรเมน 1-0 (เยือน) บุนเดสลีกา

เชลซี
01/08/20 แพ้ อาร์เซน่อล 1-2 (สนามกลาง) เอฟเอ คัพ
26/07/20 ชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน 2-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
22/07/20 แพ้ ลิเวอร์พูล 3-5 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
19/07/20 ชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด 3-1 (สนามกลาง) เอฟเอ คัพ
14/07/20 ชนะ นอริช ซิตี้ 1-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก

เชลซีพร้อมให้ค่าเหนื่อยก้อนโตล่อเฮนเดอร์สัน

เดอะ มิร์เรอร์ สื่อของอังกฤษ ตีข่าว เชลซี ยินดีที่จะประเคนค่าเหนื่อยให้ ดีน เฮนเดอร์สัน นายทวาร แมนฯ ยูไนเต็ด มากถึง 170,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ซึ่งจะทำให้เขาเป็นคนที่ได้ค่าเหนื่อยเยอะที่สุดของทีมทันที
    เชลซี ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ พร้อมให้ค่าเหนื่อย ดีน เฮนเดอร์สัน ผู้รักษาประตู แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สัปดาห์ละ 170,000 ปอนด์ (ประมาณ 6.8 ล้านบาท) เพื่อโน้มน้าวให้เขาย้ายมาอยู่กับทีม ตามรายงานของ เดอะ มิร์เรอร์ สื่อชื่อดังของเมืองผู้ดี

    "สิงโตน้ำเงินคราม" ตกเป็นข่าวกับนายทวารหลายคนตลอดช่วงที่ผ่านมา หลังจากที่ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า นายด่านชาวสแปนิชทำผลงานได้น่าผิดหวังจนลือกันว่า แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีมชาวอังกฤษตัดสินใจแล้วว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนตำแหน่งคนเฝ้าเสา ซึ่ง เฮนเดอร์สัน เป็นหนึ่งในคนที่มีข่าวกับ เชลซี มากที่สุด หลังจากเขาทำผลงานได้โดดเด่นกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ในตอนไปเล่นให้ทีมดังกล่าวด้วยสัญญายืมตัว แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจะได้เป็นมือ 1 ของ "ปีศาจแดง" ในซีซั่นหน้ารึเปล่า จนทำให้อนาคตของเขาเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

    ถึงแม้ว่า โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ แมนฯ ยูไนเต็ด อยากให้ เฮนเดอร์สัน ต่อสัญญากับทีม หลังจากข้อตกลงฉบับปัจจุบันจะหมดลงในอีกราว 2 ปี แต่ว่ากันว่านายด่านวัย 23 ปีจะไม่ยอมเซ็นสัญญาฉบับใหม่นอกจาก โซลชา รับปากว่าเขาจะได้เป็นมือ 1 ของทีมในซีซั่นหน้า ซึ่งจนถึงตอนนี้นายใหญ่ชาวนอร์เวย์ก็ยังไม่ได้ให้สัญญาในเรื่องนั้น เพราะเขายังมองว่า ดาบิด เด เคอา ควรได้เป็นตัวจริงต่อไป

    ถ้าหาก เชลซี ยอมทุ่มค่าเหนื่อยให้ เฮนเดอร์สัน 170,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์จริงๆ มันก็จะทำให้เขากลายเป็นคนที่ได้รับค่าเหนื่อยสูงที่สุดของทีมทันที เพราะเชื่อกันว่าคนที่ฟันค่าเหนื่อยเยอะที่สุดของ เชลซี ในตอนนี้คือ เกปา กับ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ได้เงินคนละ 150,000 ปอนด์ (ประมาณ 6 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ โดย เดอะ มิร์เรอร์ เสริมว่าค่าตัว 55 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,200 ล้านบาท) อาจจะเพียงพอต่อการทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ยอมปล่อย เฮนเดอร์สัน ด้วย

ถ้าเลือกคนเดียว!จุดที่บิ๊ก6พรีเมียร์ฯควรเสริม

วิเคราะห์ตำแหน่งที่บิ๊ก 6 พรีเมียร์ลีก ควรเสริมทัพในฤดูกาลหน้า หากสามารถเลือกซื้อได้แค่รายเดียวเท่านั้น
    
ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ปิดฉากฤดูกาล 2019/20 ลงไปเป็นที่เรียบร้อย โดยแชมป์ตกเป็นของ ลิเวอร์พูล ที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ก่อนจะกลับมาเปิดซีซั่นใหม่ในวันเสาร์ที่ 12 กันยายนนี้

    ในช่วงปิดซีซั่นทุกทีมคงต้องทำการเสริมทัพ และนี่คือบทวิเคราะห์ว่า บิ๊กซิกซ์ พรีเมียร์ลีก ควรดึงนักเตะในตำแหน่งไหนมาร่วมทีมถ้าเลือกซื้อได้แค่คนเดียวเท่านั้น

    อาร์เซน่อล – กองกลางตัวรุก

    อาร์เซน่อล จะได้ วิลเลี่ยม ซาลิบา เข้ามาเสริมแนวรับหลังปล่อยให้ แซงต์-เอเตียน ยืมตัวใช้งานก่อนเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ทำให้กองหลังไม่จำเป็นต้องดึงใครมาเพิ่มแล้ว

    มิเกล อาร์เตต้า กุนซือ "ปืนใหญ่" น่าจะซื้อกองกลางตัวรุกเข้ามาเสริมทัพหากเลือกได้แค่คนเดียว เพื่อเอามาทดแทน เมซุต โอซิล ที่ไม่มีอนาคตในถิ่น เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม แล้ว

    มิดฟิลด์ที่มีข่าวกับ อาร์เซน่อล คือ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ กองกลาง บาร์เซโลน่า ที่อยากหวนกลับมาค้าแข้งใน พรีเมียร์ลีก อีกครั้ง ขณะที่ โดมินิค โซบอสซ์ไล ของ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ หลังทำไป 9 ประตู และ 10 แอสซิสต์ ในลีกออสเตรีย

    เชลซี – ผู้รักษาประตู

    ก่อนหน้านี้ แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือ เชลซี วางตำแหน่งแบ็กซ้ายเป็นตัวเลือกลำดับแรกที่จะต้องเสริมทัพ แต่ล่าสุดจุดอ่อนที่ต้องเร่งเดินหน้าหานักเตะใหม่คือตำแหน่งผู้รักษาประตูไปแล้ว

    เกปา อาร์ริซาบาลาก้า นายทวารสแปนิช คงโดนปล่อยออกจากถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ หลังทำผลงานย่ำแย่เป็นโกลที่มีเปอร์เซ็นต์น้อยสุดใน พรีเมียร์ลีก ขณะที่ วิลลี่ กาบาเยโร่ ก็น่าจะเป็นได้แค่มือสองเท่านั้น

    เชลซี อยากได้ ดีน เฮนเดอร์สัน นายทวาร แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ไปทำผลงานเยี่ยมในการเฝ้าเสาให้ เชฟฯ ยูไนเต็ด แบบยืมตัว อย่างไรก็ตาม ตัวเลือกที่มีความเป็นไปได้มากสุดน่าจะเป็น นิค โป๊ป ของ เบิร์นลี่ย์

    ลิเวอร์พูล – แบ็กซ้าย

    ลิเวอร์พูล มี 11 ผู้เล่นตัวจริงที่แข็งแกร่งในทุกตำแหน่ง แต่ถ้าดูตัวสำรองแล้ว แบ็กซ้ายคือจุดที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ คงอยากได้คนมาเผื่อทดแทนเวลา แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เกิดบาดเจ็บหรือติดโทษแบน

    แม้เวลานี้ "หงส์แดง" มี เจมส์ มิลเนอร์ ที่พร้อมลงมาเล่นเป็นแบ็กซ้าย แต่เจ้าตัวก็เริ่มโรยรา และมีอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่บ่อยๆ ในช่วงหลัง

    แบ็กซ้ายที่ ลิเวอร์พูล เล็งไว้มาเป็นตัวสำรองคือ จามาล ลูอิส ของ นอริช ซิตี้ ที่เต็มไปด้วยพละกำลัง และพร้อมวิ่งขึ้นลงแบบไม่มีหมดทางริมเส้นฝั่งซ้าย แถมเพิ่งอายุแค่ 22 ปีเท่านั้น

    แมนฯ ซิตี้ – เซนเตอร์แบ็ก

    จุดสำคัญที่ทำให้ แมนฯ ซิตี้ พลาดแชมป์ พรีเมียร์ลีก คือปัญหาในแนวรับ หลังต้องเสีย แว็งซองต์ ก็องปานี แล้วไม่มีใครทดแทนได้ แถมยังต้องถอย แฟร์นานดินโญ่ ลงมาเล่นในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กอีกด้วย

    เป็ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือ "เรือใบสีฟ้า" ขยับตัวเสริมทัพแล้ว และจะได้ นาธาน อาเค่ เซนเตอร์แบ็กดัตช์ มาจาก บอร์นมัธ ด้วยค่าตัว 41 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,640 ล้านบาท)

    นอกจากนั้น ยังมีข่าวว่า แมนฯ ซิตี้ จะเอา คาลิดู คูลิบาลี่ เซนเตอร์แบ็กจอมแกร่งอีกด้วย หลัง นาโปลี มีท่าทียอมปล่อยออกจากถิ่น ซาน เปาโล หากได้ค่าตัวที่เหมาะสม

    แมนฯ ยูไนเต็ด – ปีกขวา

    แมนฯ ยูไนเต็ด มีข่าวอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมาว่า ต้องการได้ จาดอน ซานโช่ ปีกคนเก่งของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เข้ามาเสริมทัพ

    "ปีศาจแดง" ติดปัญหาแค่เรื่องค่าตัวเท่านั้น หลังจาก ดอร์ทมุนด์ ต้องการเงิน 110 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,400 ล้านบาท) เพื่อแลกกับการขายแข้งวัย 20 ปี

    ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ – แบ็กซ้าย

    โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือ สเปอร์ส ดูเหมือนว่าจะต้องเสริมทัพอีกหลายตำแหน่ง หากต้องการลุ้นแชมป์ในฤดูกาลหน้า แต่ดูแล้วแบ็กซ้ายคือคนที่จำเป็นสุดหากเลือกได้แค่จุดเดียว

    สเปอร์ส ปล่อย แดนนี่ โรส ไปให้ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ยืมใช้งานในฤดูกาลที่ผ่านมา และเจ้าตัวอาจอยู่เล่นให้ "สาลิกาดง" ต่อไปแบบถาวร ทำให้ "ไก่เดือยทอง" มีแค่ เบน เดวิส เป็นแบ็กซ้ายตัวหลัก

    นิโคลัส ตาเกลียฟิโก้ แบ็กซ้าย อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะผลงานดีมาตลอด 2 ซีซั่นที่ผ่านมา และค่าตัวไม่แพงอยู่ที่แค่ราว 20 ล้านปอนด์ (ประมาณ 800 ล้านบาท) เท่านั้น

ชิงดำเอฟเอ คัพ! อาร์เซน่อลดวลเชลซีจัด “โอบาเมย็อง-ชิรูด์” วัดคมเกือก

"ลอนดอนดาร์บี้" "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล มี ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง นำปิดสกอร์ เกมพบ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ที่มี โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ พร้อมล่าตาข่าย ในศึกฟุตบอล เอฟเอ คัพ (นัดชิงชนะเลิศ) วันเสาร์ที่ 1 ส.ค. ศกนี้ ถ่ายทอดสด : beIN SPORTS 1 (เวลา : 23.30 น.)

ปรีวิวฟุตบอลเอฟเอ คัพ (นัดชิงชนะเลิศ)
วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม 2563
อาร์เซน่อล   –   เชลซี
ถ่ายทอดสด :  beIN SPORTS 1 (เวลา : 23.30 น.)

สนาม : เวมบลีย์ สเตเดี้ยม (สนามกลาง)

    มิเกล อาร์เตต้า กุนซืออาร์เซน่อล พาทีมเข้าชิงหลังพลิกชนะแมนฯ ซิตี้ 2-0 ในรอบตัดเชือก ก่อนเชือดวัตฟอร์ด 3-2 ในเกมลีกนัดสุดท้าย เป็นชัยชนะนัดที่ 3 ในรอบ 5 เกม

    ความพร้อมเกมนี้ อาร์เตต้า จะได้ เอคตอร์ เบเยริน ที่ถูกพักไว้ในเกมล่าสุด เพราะมีอาการเจ็บน่องรบกวน กลับมาเสริมตามปกติ

    ขณะที่ แบร์นด์ เลโน่ ประตูตัวจริง ที่เจ็บเข่าตั้งแต่ปลายเดือนก่อน ล่าสุดกลับมาซ้อมได้แล้ว แต่ยังไม่น่าฟิต 100 เปอร์เซ็นต์ เต็มที่ก็คงจะเป็นสำรองไปก่อน

    แต่ในรายของ ชโคดราน มุสตาฟี่, คาลั่ม แชมเบอร์ส, ปาโบล มาริ และ กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ ที่เดี้ยงอยู่ก่อน ยังชวดเหมือนเดิม

    แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือเชลซี พาทีมเช้าชิงหลังถล่มแมนฯ ยูไนเต็ด 3-1 ก่อนชนะวูล์ฟแฮมป์ตัน 2-0 ในเกมลีกนัดปิดซีซั่น เป็นชัยชนะนัดที่ 3 ในรอบ 5 เกม

    ความพร้อมเกมนี้ แลมพ์ส ต้องลุ้นความฟิตของ วิลเลี่ยน ที่ไม่สมบูรณ์จนพลาดเกมปิดซีซั่น แต่ในรายของ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ยังไม่หายเจ็บเอ็นหลังหัวเข่า ก็น่าจะชวดเหมือนเดิม
 
    ส่วนคนเฝ้าเสาก็น่าจะเป็น วิลลี่ กาบาเยโร่ ประตูอาร์เจนไตน์มือ 2 ที่ได้โอกาสในถ้วยนี้มาตลอดตั้งแต่รอบ 8 ทีมเป็นต้นมาเหมือนเดิม

นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

    อาร์เซน่อล (3-4-2-1) : เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ – ร็อบ โฮลดิ้ง, ดาวิด ลุยซ์, คีแรน เทียร์นี่ย์ – เอคตอร์ เบเยริน, ดานี่ เซบายอส, กรานิต ชาคา, บูคาโย่ ซาก้า – นิโกล่าส์ เปเป้, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง – อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ 
    ผู้จัดการทีม : มิเกล อาร์เตต้า    

    เชลซี (4-3-3) : วิลลี่ กาบาเยโร่ – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, อันโตนิโอ รือดิเกอร์, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, มาร์กอส อลอนโซ่ – จอร์จินโญ่, มาเตโอ โควาซิช, เมสัน เมาน์ท – คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์, คริสเตียน พูลิซิช 
    ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

    ผู้ตัดสิน : แอนโธนี่ เทย์เลอร์