ริชาร์ลิซอนยันจังหวะเสียบติอาโก้เป็นอุบัติเหตุ

ริชาร์ลิซอน ออกโรงชี้แจงกรณีที่ไปเข้าเสียบ ติอาโก้ อัลกันตาร่า จนโดนใบแดงในเกมเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้ ที่ต้นสังกัดเปิดบ้านเสมอกับ ลิเวอร์พูล 2-2 เมื่อช่วงค่ำวันเสาร์ที่ผ่านมา

เอฟเวอร์ตัน ทีมจ่าฝูงของ พรีเมียร์ลีก เปิดสนามกูดิสัน พาร์ค เสมอกับ ‘แชมป์เก่า’ ลิเวอร์พูล 2-2 ซึ่งในช่วงท้ายเกมนาทีที่ 90 ริชาร์ลิซอน แนวรุกชาวแซมบ้าของเจ้าถิ่นไปพุ่งเข้าเสียบใส่ ติอาโก้ อัลกันตาร่า มิดฟิลด์ของ ‘หงส์แดง’ จนโดนใบแดงโดยตรง และจากการให้สัมภาษณ์หลังจบเกมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ นายใหญ่ฝั่งทีมเยือนดูเหมือนว่าแข้งสแปนิชจะมีอาการบาดเจ็บจากจังหวะดังกล่าว

ในเวลาต่อมา ริชาร์ลิซอน ได้กล่าวขอโทษผ่านเว็บไซต์ โดยมีเนื้อหาใจยืนยันว่าตนไม่ได้เป็นพวกนักเตะใช้ความรุนแรง และตนก็ได้ส่งข้อความไปขอโทษ ติอาโก้ แล้ว

"ทุกคนที่รู้จักผมจริงๆ จะรู้ว่าผมไม่ได้เป็นผู้เล่นใช้ความรุนแรงเลย" กองหน้าทีมชาติบราซิล กล่าว

"สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้คืออุบัติเหตุจากความทุ่มเทเต็มที่ ผมไม่ได้จะโต้แย้งนั้นด้วยการเจตนาทำร้าย ติอาโก้"

"เมื่อผมเห็นว่าการปะทะกำลังจะเกิดขึ้น ผมก็รีบยกเท้าตัวเองขึ้นแล้วเข่าผมก็ไปชนกับเขาซึ่งเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้วจากความเร็วของการเล่น"

"ผมส่งข้อความไปขอโทษเขาแล้ว และผมก็มาเปิดเผยต่อที่สาธารณะ ผมหวังว่าเขาจะไม่เจ็บอะไรมาก และทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี"

"ผมขอโทษต่อเพื่อนร่วมทีม, สโมสร และแฟนๆ ของผมที่ผมทิ้งพวกเขาไปในช่วงท้ายเกม"

"น่าเสียดายที่มันไม่มีอะไรที่ผมทำได้เพื่อเปลี่ยนแปลงกับสิ่งที่เกิดขึ้นนอกเหนือไปจากการไตร่ตรอง, ทำงาน และก้าวต่อไป"

ดิมาร์ซิโอแฉเมสซี่เกือบซบเชลซีค่าตัวสถิติโลก

จานลูก้า ดิ มาร์ซิโอ เหยี่ยวข่าวชื่อก้องแฉผ่านหนังสือของตัวเองว่า ลิโอเนล เมสซี่ เกือบจะได้ย้ายไปอยู่กับ เชลซี ในปี 2014 โดยตอนนั้น "สิงโตน้ำเงินคราม" จะจ่ายค่าตัวเท่ากับค่าฉีกสัญญาซึ่งสูงถึง 225 ล้านปอนด์เลย
  
ลิโอเนล เมสซี่ กองหน้าคนดังของ บาร์เซโลน่า สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที ลา ลีกา สเปน เกือบที่จะย้ายไปอยู่กับ เชลซี ในปี 2014 ตามการเปิดเผยของ จานลูก้า ดิ มาร์ซิโอ นักข่าวชื่อก้องชาวอิตาเลียน

ดิ มาร์ซิโอ เพิ่งออกหนังสือของตัวเองชื่อ "แกรนด์ โฮเตล กัลโช่แมร์คาโต้" (Grand Hotel Calciomercato) ซึ่งเป็นการบอกเล่าบรรดาเรื่องลับสุดยอดในตลาดการเสริมทัพ โดยเรื่องราวของ เชลซี กับ เมสซี่ นั้น เหยี่ยวข่าวเลือดมะกะโรนีบอกว่าการเจรจาระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายเริ่มข้นเมื่อช่วงเดือนมกราคม ปี 2014 โดยตอนนั้นดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์กำลังโดนรัฐบาลสเปนกล่าวหาว่าเลี่ยงภาษีอยู่พอดี และเรื่องดังกล่าวก็ทำให้ เมสซี่ ไม่พอใจกับรัฐบาลของแดนกระทิงดุมากๆ จนต้องการไปใช้ชีวิตในกรุงลอนดอน แถมเขายังสนใจที่จะไปเล่นให้ โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีม "สิงโตน้ำเงินคราม" ในตอนนั้นด้วย

หลังจากได้หารือกับคนกลางหลายราย รวมถึงกับ เดโก้ อดีตเพื่อนร่วมทีมของเขาที่ตอนนี้ผันตัวไปเป็นเอเยนต์แล้วนั้น เมสซี่ ก็ได้พูดคุยกับ มูรินโญ่ แบบตัวต่อตัวผ่านทางแอพพลิเคชั่น เฟซไทม์ ซึ่งการสนทนาระหว่างทั้งคู่ก็เป็นไปได้ด้วยดีจนถึงขั้นที่แข้งวัย 33 ปีบอกกับทีมงานของเขาเลยว่า มูรินโญ่ จะช่วยให้ตนได้แชมป์ทุกรายการมาครอง "เขาเพิ่งคุยกับฉัน การได้ร่วมงานกับ มูรินโญ่ จะทำให้ฉันได้แชมป์ทุกรายการตามที่ฉันต้องการ เขาเป็นผู้ชนะที่แท้จริง ไปปิดดีลนี้ได้เลย"

ทั้งนี้ การย้ายทีมก็ทำท่าว่าจะเกิดขึ้นเมื่อมีการตกลงเงื่อนไขส่วนตัวกันได้ด้วยดี โดยตอนนั้น เชลซี จะจ่ายค่าตัวให้กับ บาร์เซโลน่า 225 ล้านปอนด์ (ประมาณ 9,000 ล้านบาท) ซึ่งตรงกับค่าฉีกสัญญาของ เมสซี่ พร้อมกับจะทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่ได้ย้ายทีมด้วยค่าตัวสูงเป็นสถิติโลก ขณะเดียวกัน เมสซี่ ก็จะได้ค่าเหนื่อยสูงถึง 50 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,000 ล้านบาท) ต่อซีซั่น แถมจะได้ส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์ทางภาพลักษณ์ตั้ง 70 เปอร์เซ็นต์เลย โดยที่ โรมัน อบราโมวิช เจ้าของทีม เชลซี กับ มูรินโญ่ มุ่งมั่นกับการทำดีลนี้ให้ได้มากๆ แต่การเจรจาทั้งหมดเกิดขึ้นโดยที่ ฮอร์เก้ คุณพ่อกับเอเยนต์ของ เมสซี่ ไม่รู้เรื่องนี้แม้แต่นิดเดียว

อย่างไรก็ตาม มันเกิดจุดเปลี่ยนในช่วงซัมเมอร์ของปี 2014 เมื่อ เชส ฟาเบรกาส มิดฟิลด์ที่ตอนนั้นเพิ่งย้ายจาก บาร์เซโลน่า ไปอยู่กับ เชลซี นั้น เข้าไปพูดกับ มูรินโญ่ ในเชิงดีใจว่า เมสซี่ กำลังจะตามมาร่วมงานกับเขาที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ พร้อมบอกว่า เดโก้ ฝากมาบอกถึงเรื่องนี้กับ มูรินโญ่ เพราะกุนซือชาวโปรตุกีสไม่ได้รับสายของ เดโก้ เลย แต่ มูรินโญ่ ตอบไปว่า "ใช่ ฉันรู้ทุกอย่างแล้ว วันก่อนฉันถึงขั้นได้คุยกับ เมสซี่ ด้วยซ้ำ"

คำตอบดังกล่าวทำให้ เชส รู้ว่ามันหมายความว่า มูรินโญ่ กำลังเจรจากับ เมสซี่ โดยตรง โดยที่มองข้าม เดโก้ ทั้งที่ เดโก้ เป็นคนช่วยทำงานในตอนแรกๆ เพื่อให้ดีลนี้มีโอกาสเกิดขึ้น ซึ่ง เชส กับ เดโก้ ก็สนิทกันมากๆ จนทำให้มิดฟิลด์ชาวสแปนิชไปเตือนเรื่องดังกล่าวกับอดีตเพื่อนร่วมทีม และพอ เดโก้ รู้เรื่องนี้เขาก็ล้างแค้นด้วยการไปฟ้อง ฮอร์เก้ ว่าลูกชายของเขากำลังแอบเจรจากับ เชลซี อยู่

พอได้ยินอย่างนั้น ฮอร์เก้ ก็โมโหมากๆ จนโทรศัพท์ไปหาลูกชายเพื่อขอคำอธิบาย โดยที่ เมสซี่ พยายามแก้ตัวไปว่า "ผมไม่เห็นรู้เรื่องที่พ่อพูดเลยครับ ผมสาบานได้เลย" และสุดท้ายดีลดังกล่าวก็ล่มลง ถึงกระนั้นมันก็ไม่ใช่การตัดสินใจที่แย่เท่าไหร่ของ เมสซี่ เพราะในฤดูกาล 2014-15 เขาก็ได้ทริปเปิ้ลแชมป์กับ บาร์เซโลน่า แล้วหลังจากนั้นก็คว้าแชมป์มาครองกับทีมได้อีกหลายรายการ

ดิ มาร์ซิโอ เผยว่าในปี 2013 เรอัล มาดริด เคยพยายามจะดึง เมสซี่ ไปร่วมทัพเหมือนกัน แต่ดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์ปฏิเสธทันควันเพราะไม่อยากหักหลัง บาร์เซโลน่า

 

เปาโดนพักงาน!เซ่นเมินเช็คจังหวะสำคัญเอฟเวอร์ตัน-ลิเวอร์พูล

องค์กรกรรมการลูกหนังอาชีพ ไม่นิ่งนอนใจจับการสั่งห้าม เดวิด คูท ท่านเปาฉาว ทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินที่ 1 และผู้ตัดสินในห้องวีเออาร์ เป็นเวลา 1 สัปดาห์ หลังจากไม่สนใจเช็คจังหวะสำคัญที่อาจมีผลทำให้เกมเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์ เปลี่ยนไป
    คณะกรรมการผู้ตัดสินฟุตบอลอาชีพแห่งอังกฤษ (พีจีเอ็มโอแอล) ประกาศสั่ง เดวิด คูท ห้ามทำหน้าที่ในฐานะผู้ตัดสินหลัก และผู้ตัดสินในห้องวีเออาร์ เกมพรีเมียร์ลีก สุดสัปดาห์นี้ หลังเจ้าตัวเมินเฉยที่จะพิจารณาจังหวะสำคัญในแมตช์ เอฟเวอร์ตัน เสมอ ลิเวอร์พูล 2-2 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา  

    คูท โดนวิจารณ์อย่างหนักในการทำหน้าที่ผู้ตัดสินวีเออาร์ ที่มัวแต่ให้ความสำคัญการเช็คล้ำหน้าในจังหวะที่  จอร์แดน พิคฟอร์ด นายทวาร "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" ปะทะกับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ เท่านั้น โดยไม่สนเช็คจังหวะที่ โกลทีมชาติอังกฤษ เจตนาพุ่งเสียบหนักใส่ แนวรับเลือดดัตช์ ซึ่งมีสิทธิ์ที่จะทำให้ พิคฟอร์ด โดนใบแดงและเสียจุดโทษได้เลย

    อย่างไรก็ตาม องค์กรกรรมการลูกหนังอาชีพเมืองผู้ดี ไม่นิ่งนอนใจในกรณีนี้ โดยที่พวกเขาได้สั่งห้าม คูท ทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินที่ 1 และกรรมการห้องวีเออาร์ เป็นเวลา 1 สัปดาห์ แต่ให้ทำหน้าที่เพียงแค่ผู้ตัดสินที่ 4 ในแมตช์ที่ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พบ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในวันเสาร์ที่ 24 ตุลาคมนี้เท่านั้น

    ทั้งนี้จังหวะที่ พิคฟอร์ด เสียบหนักใส่ ฟาน ไดค์ ส่งผลให้ ปราการหลังทีมชาติฮอลแลนด์ ต้องเข้ารับการผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าหัวเข่าฉีกขาด โดย "หงส์แดง" ไม่สามารถระบุได้ว่านักเตะต้องพักนานแค่ไหน แต่สื่อคาดการณ์กันว่าอาจจะ 6 เดือน หรือทั้งฤดูกาล 2020/2021

คนละเรื่อง! “ปิร์โล” รับเป็นโค้ชเครียดกว่าตอนเป็นนักเตะ

 

อันเดรีย ปิร์โล ผู้จัดการทีมรุ่นใหม่ไฟแรงของยูเวนตุส ออกมายอมรับว่าการเป็นกุนซือเครียดกว่าตอนที่เขาเป็นนักฟุตบอล

ยูเวนตุส ตัดสินใจปลด เมาริซิโอ ซาร์รี ออกจากตำแหน่งกุนซือหลังคุมทีมได้เพียงฤดูกาลเดียว และแต่งตั้งปิร์โลเข้ามาทำหน้าที่แทน

กุนซือวัย 41 ปีไม่เคยมีประสบการณ์คุมทีมมาก่อนเลย แต่ก็พาม้าลายออกสตาร์ทฤดูกาลนี้ได้น่าพอใจ จากการชนะ 1 นัดและเสมอ 1 นัด

ล่าสุด ปิร์โล เผยว่า "การเป็นโค้ชที่ข้างสนามเครียดกว่าตอนเล่นเอง เพราะในสนามผมสามารถตัดสินใจได้ว่าผมจะทำอะไรกับลูกฟุตบอล"

"แต่ตอนนี้ผมทำได้แค่สั่งการข้างสนาม นักเตะต้องตีความบทบาทของตัวเอง จากนั้นก็ลงไปเล่น งานโค้ชจึงยากกว่า"

"ตอนที่ผมเล่น ผมมีสไตล์ที่ชัดเจน ซึ่งทำให้ผมมีส่วนร่วมกับจังหวะสำคัญๆ และจังหวะตัดสินเกมในสนาม"

จบไหม!มูรินโญ่เปิดใจฟอร์มเบลเกมสเปอร์สเสมอเวสต์แฮม

โชเซ่ มูรินโญ่ นายใหญ่ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ส่ายหัวไม่สนบรรดานักข่าวที่พยายามเสี้ยมให้เจ้าตัวแสดงความเห็นเกี่ยวกับผลงานของ แกเร็ธ เบล ในแมตช์เสมอ เวสต์แฮม 3-3 เกมลีกเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ชี้ชัดนี่มันเรื่องของการแข่งขันของสองทีมจะมาเน้นอะไรกับผลงานของคนๆ เดียว

โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีมจอมแท็คติก "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ปฏิเสธที่จะวิจารณ์ผลงานของ แกเร็ธ เบล ปีกมากประสบการณ์ที่ลงเล่นเปิดตัวให้ต้นสังกัดในแมตช์เสมอ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 3-3 เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา

เบล ถูกส่งลงมาเล่นในครึ่งหลังนาทีที่ 72 โดยในเวลานั้น สเปอร์ส ยังมีสกอร์นำห่าง "เดอะ แฮมเมอร์ส" 3-0 แต่หลังจากนั้นทีมเยือนยิงได้ 2 ประตูรวดในเวลาไม่ถึง 5 นาที ทำให้สกอร์ตามมาเป็น 3-2 อย่างไรก็ตาม สตาร์ชาวเวลส์ มีโอกาสทองที่จะยิงประตูฝัง เวสต์แฮม เมื่อหลุดเข้าไปในเขตโทษ แต่ดันยิงออกไปหน้าตาเฉย

จนกระทั่งเกิดเหตุเสมือนท้องฟ้าวิปริตแปรปรวนทันใด เมื่อ เวสต์แฮม มาได้ประตูสุดงามจากการยิงแบบผีจับยัดของ มานูเอล ลานซินี่ ในนาทีที่ 90+4 ส่งผลให้ทีมของกุนซือเดวิด มอยส์ บุกมาแบ่งแต้มไปได้อย่างน่าเหลือเชื่อ โดยหลังจบเกม มูรินโญ่ ยังคงรู้สึกผิดหวังที่ทีมพลาดเก็บชัยชนะ แต่ก็ชื่นชม "ขุนค้อน" ที่เล่นด้วยความทุ่มเท

สำหรับคำถามเกี่ยวกับผลงานของ เบล ซึ่งลงเล่นเกมแรกนับตั้งแต่ย้ายกลับมาอยู่กับต้นสังกัดนั้น มูรินโญ่ กล่าวว่า "ก่อนเกมพวกคุณอยากพูดเกี่ยวกับ แกเร็ธ และหลังเกมพวกคุณก็ยังคงอยากพูดเรื่อง แกเร็ธ แต่สุดท้ายแล้วทั้งหมดมันเกี่ยวกับ ท็อตแน่ม-เวสต์แฮม และนั่นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด"

 

ทุกอย่างเป็นไปได้!อิบราเชื่อมิลานมีลุ้นคว้าสคูเด็ตโต้

ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยอดหัวหอก เอซี มิลาน โว "ปีศาจแดง-ดำ" ซีซั่นนี้ มีลุ้นถึงตำแหน่งแชมป์ลีก ระบุหากทุกคนมีความเชื่อมั่น ทุกความสำเร็จสามารถเกิดขึ้นได้

ซลาตัน อิบราฮิโมวิช กองหน้าซูเปอร์สตาร์ชาวสวีดิชของ เอซี มิลาน เชื่อว่า ฤดูกาลนี้ต้นสังกัดของตนมีโอกาสคว้า สคูเด็ตโต้ หลังจากที่ยังคงคว้าชัยชนะได้อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดพิชิต อินเตอร์ มิลาน ทีมคู่ปรับร่วมเมือง 2-1 เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมา

เกมนี้ อิบราฮิโมวิช เป็นคนทำทั้งสองประตูให้กับทีม โดยชัยชนะนัดนี้ทำให้ "ปีศาจแดง-ดำ" กลับขึ้นไปครองตำแหน่งจ่าฝูงในตารางคะแนน เซเรีย อา ด้วยการมี 12 แต้มเต็ม จากการลงแข่ง 4 นัด ซึ่งถึงแม้เพิ่งอยู่ในช่วงต้นซีซั่น แต่ หัวหอกวัย 39 กะรัต มองว่า ทุกอย่างเป็นไปได้ สำหรับโอกาสคว้าแชมป์ของ มิลาน

"เราคงจะต้องเน้นไปทีละเกม ตอนแรกๆ ที่ผมย้ายกลับมา เป้าหมายของทีมคือการกลับไปเล่นถ้วยยุโรป ซึ่งสุดท้ายเราก็ทำได้ และตอนนี้ผมก็มองว่า มันมีความเป็นไปได้เช่นกันที่เราจะคว้า สคูเด็ตโต้ เพราะถ้าคุณมีความเชื่อ คุณก็สามารถประสบความสำเร็จได้ทั้งนั้น แต่มันก็ยังเหลือเส้นทางอีกยาวไกล" อดีตหัวหอก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กล่าว
 
สำหรับฤดูกาลนี้ อิบราฮิโมวิช ที่เพิ่งฟื้นตัวจากการติดเชื้อไวรัส "โควิด-19" มาหมาดๆ ลงเล่นให้ มิลาน ไปแล้วรวมทุกรายการ 3 นัด ทำได้ถึง 5 ประตู

 

ดีกรีรองแชมป์โลกก็มี!5นายทวารทางเลือกที่ลิเวอร์พูลควรเซ็นมาช่วยอลีสซง

หลังจากที่ ลิเวอร์พูล บุกไปพ่าย แอสตัน วิลล่า แบบยับเยินหมดสภาพด้วยสกอร์ 2-7 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม ถือเป็นบทพิสูจน์ชัดเจนแล้วว่า อาเดรียน นายประตูสำรองชาวสแปนิช ไม่สามารถเป็นที่พึ่งพาของทีมยามจำเป็นได้ หากโกลมือหนึ่งอย่าง อลีสซง เบ็คเกอร์ มีปัญหาบาดเจ็บรบกวน ซึ่งนั่นทำให้ตลอดช่วงที่ผ่านมา มีกระแสข่าวออกมาเป็นระยะว่า "หงส์แดง" อาจจะมีการดึงผู้รักษาประตูคนใหม่เข้ามา ถึงแม้กุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ บอกว่ายังเชื่อมั่นในตัว อาเดรียน ก็ตาม และนี่คือผู้รักษาประตูอีก 5 ทางเลือกที่น่าสนใจ นอกเหนือจาก แจ็ค บัตแลนด์ นายด่าน สโต๊ค ซิตี้ ที่มีข่าวมาตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา
 – ดานิเยล ซูบาซิช (ไร้สังกัด)

  ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะนี่คือนายประตูที่สามารถเซ็นสัญญาร่วมทัพได้ทุกเมื่อ เนื่องจากตอนนี้ ซูบาซิช กำลังอยู่ในสถานะนักเตะฟรีเอเจนต์ หลังจากที่หมดสัญญากับ อาแอส โมนาโก ช่วงสิ้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยนายประตูชาวโครแอตวัย 35 ปี ผ่านเกมระดับสูงมาอย่างโชกโชน เพราะนอกจากอยู่ในทีม โมนาโก ชุดคว้าแชมป์ ลีก เอิง เมื่อซีซั่น 2016/17 แล้ว เขายังเป็นมือหนึ่งทีมชาติโครเอเชีย ที่ทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศศึก เวิลด์ คัพ 2018 ที่ประเทศรัสเซีย (แต่แพ้ ฝรั่งเศส 2-4) อีกด้วย โดยที่ผ่านมา ซูบาซิช มีข่าวเกี่ยวโยงกับ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์, โอลิมเปียกอส และ อัล-นาสเซอร์ แต่สุดท้ายยังไม่มีสโมสรใดคว้าเขาไปร่วมทัพ

 – มิเชล ฟอร์ม (ไร้สังกัด)

  เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในตลาดฟรีเอเจนต์ โดย ฟอร์ม เพิ่งหมดสัญญากับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ หลังจบฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งถ้าหากพูดถึงเรื่องฝีมือ ถือว่าไม่ธรรมดาอยู่แล้ว เพราะเจ้าตัวมีดีกรีเป็นถึงอดีตนายประตูทีมชาติฮอลแลนด์ แถมมีประสบการณ์ในเวที พรีเมียร์ลีก จากการเฝ้าเสาให้กับ สวอนซี ซิตี้ และ สเปอร์ส แต่ปัญหาคือ ตลอดช่วง 2 ซีซั่นหลังสุดกับ "ไก่เดือยทอง" นั้น นายทวารชาวดัตช์วัย 36 ปี ได้รับโอกาสลงเฝ้าเสารวมกันแค่ 5 นัด!!!

 – ออร์ยาน นีลันด์ (ไร้สังกัด)

  นายด่านทีมชาตินอร์เวย์วัย 30 ปี เพิ่งตกลงยกเลิกสัญญากับ แอสตัน วิลล่า มาหมาดๆ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ดังนั้น นีลันด์ จึงถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าจับตามองไม่น้อยในตลาดฟรีเอเจนต์ ถึงแม้ฤดูกาลก่อนเจ้าตัวลงเฝ้าเสาให้ "สิงห์ผงาด" รวมทุกรายการแค่ 11 นัด

 – อัสเมียร์ เบโกวิช (บอร์นมัธ)

  ด้วยการที่ตลาดนักเตะภายในประเทศยังคงเปิดอยู่จนถึงวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม ทำให้ ลิเวอร์พูล สามารถมองหาผู้รักษาประตูฝีมือดีจากลีกล่างได้ และ เบโกวิช ถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะผ่านเกม พรีเมียร์ลีก มาอย่างมากมาย ทั้งตอนเล่นให้กับ สโต๊ค ซิตี้, เชลซี และ บอร์นมัธ ซึ่งถ้าหาก "หงส์แดง" เอาจริง และยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจไปทาบทาม ก็มีลุ้นที่จะได้ตัวเช่นกัน เพราะปัจจุบัน นายทวารร่างยักษ์ทีมชาติบอสเนียฯ วัย 33 ปี เหลือสัญญากับ "เดอะ เชอร์รี่ส์" แค่จบฤดูกาลนี้เท่านั้น

 – เบน ฟอสเตอร์ (วัตฟอร์ด)

  แม้อายุ 38 ปีแล้ว แต่ อดีตนายประตู แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เบอร์มิงแฮม ซิตี้ และ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน คนนี้ ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการแก้ปัญหาในระยะสั้น เพราะ ฟอสเตอร์ สามารถเล่นในเกมระดับ พรีเมียร์ลีก ได้สบายๆ หลังจากผ่านประสบการณ์เกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดีมาเกือบ 300 นัด

บาเยิร์นก็ไม่เว้น! เลวานดอฟสกี้ยิงครบ 18 ทีมบุนเดสลีกา

 

กองหน้าชาวโปแลนด์ทำสถิติยิงประตูครบทั้ง 18 ทีมในบุนเดสลีกา หลังซัดเบิ้ลใส่ อาร์มิเนีย บีเลเฟลด์ ทีมน้องใหม่

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กองหน้าของ บาเยิร์น มิวนิค ทำสถิติยิงครบ 18 ทีมในบุนเดสลีกา หลังซัดสองประตูใส่ อาร์มิเนีย บีเลเฟลด์

ดาวยิงทีมชาติโปแลนด์ทำ 2 ประตู ช่วยเสือใต้บุกพิชิตแชมป์จากลีก้าสอง 4-1 ทำให้เขายิงใส่ครบทุกทีมในลีกแล้ว ซึ่งรวมถึงการยิงใส่บาเยิร์นด้วย (สมัยค้าแข้งกับดอร์ทมุนด์)

หัวหอกวัย 32 ยังคงโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมในซีซันนี้ เมื่อทำไปแล้ว 7 ประตู กับ 3 แอสซิสต์ จาก 4 เกมในลีก

 

3 กุนซือได้ดวล มูรินโญ่ เยอะแต่ไม่เคยชนะ

"คุณคงไม่คิดจะทำบทใดบทหนึ่งที่เกี่ยวกับเรื่องที่คุณเจอกับคู่แข่งบางคนประมาณ 12 หรือ 14 เกม แต่ไม่เคยชนะได้อยู่แล้ว เพราะงั้นทำไมเขาถึงควรจะพูดถึงผมในหนังสือของเขาด้วยล่ะ ? หนังสือน่ะมันควรจะต้องเป็นสิ่งที่ทำให้คุณมีความสุข, ทำให้คุณรู้สึกภาคภูมิใจ ดังนั้นก็ทำให้ผมเข้าใจได้ดีว่าทำไมเขาถึงเลือกทำอย่างนั้น"

นั่นคือคำพูดของ โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีม ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ หลังจากที่โดนถามว่าเขาคิดยังไงกับการที่ อาร์แซน เวนเกอร์ ไม่พูดถึงชื่อของเขาเลยแม้แต่นิดเดียวในหนังสืออัตชีวประวัติของ เวนเกอร์ โดยคำพูดของ มูรินโญ่ มันเหมือนกับเป็นการเหน็บ เวนเกอร์ ไปในตัวว่าไม่เคยเอาชนะเขาได้นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ที่จริงแล้ว เวนเกอร์ เคยเอาชนะ มูรินโญ่ ได้ 2 หน จากการเจอกันทั้งหมด 19 นัด จนทำให้หลายคนมองว่ากุนซือชาวโปรตุกีสพูดผิดที่ให้ข้อมูลไปแบบนั้น ในทางกลับกัน มันก็มีกุนซือหลายคนจริงๆ ที่ไม่เคยคว่ำ มูรินโญ่ ได้แม้แต่นิดเดียว ซึ่งวันนี้เราจะมานำเสนอ 3 คนที่มีโอกาสดวลกึ๋นกับ มูรินโญ่ มากที่สุดหากนับเป็นจำนวนนัด แต่ไม่เคยเอาชนะเขาได้เลย ลองไปดูดีกว่าว่ามีใครบ้าง

– แซม อัลลาร์ไดซ์
มูรินโญ่ ได้ดวลกึ๋นกับ อัลลาร์ไดซ์ ครั้งแรกในเกม พรีเมียร์ลีก เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2004 โดยตอนนั้นต่างฝ่ายต่างก็คุม เชลซี กับ โบลตัน วันเดอเรอร์ส ตามลำดับ ซึ่งผลจบลงที่การเสมอกัน 2-2 โดยที่ เชลซี นำไปก่อน 2 ลูก แต่โดน โบลตัน ไล่ตามตีเสมอได้

หลังจากนั้นเป็นต้นมา มูรินโญ่ ก็ทำผลงานได้เหนือกว่า อัลลาร์ไดซ์ มาโดยตลอด จนทำให้จากการเจอกันทั้งหมด 12 ครั้งนั้น มูรินโญ่ เป็นฝ่ายชนะไปถึง 9 เกม และที่เหลือเป็นการเสมอกัน 3 นัด โดยครั้งสุดท้ายที่ทั้งคู่ดวลกันคือตอนที่ มูรินโญ่ นำ แมนฯ ยูไนเต็ด บุกไปชนะ เอฟเวอร์ตัน 2-0 เมื่อวันที่ 1 มกราคม ปี 2018

เผยสถิติน่าทึ่ง”เคน-ซน”หลังเกมกับเวสต์แฮม

แฮร์รี่ เคน และ ซน ฮึง-มิน สองสตาร์ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ขึ้นแท่นเป็นสุดยอดดูโอคู่หนึ่งในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก เรียบร้อย หลังสลับกันยิงและจ่ายในเกมล่าสุดที่เจอกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
    
แฮร์รี่ เคน และ ซน ฮึง-มิน สองซูเปอร์สตาร์แนวรุกของ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ผลัดกันเป็นฝ่ายยิงและจ่ายรวมกันไปแล้ว 28 ประตูในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซึ่งมากสุดอันดับ 4 ในประวัติศาสตร์ หลังจบเกมล่าสุดที่ "ไก่เดือยทอง" ทำได้แค่เปิดบ้านเสมอ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 3-3 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม ที่ผ่านมา

เกมดังกล่าว เคน แอสซิสต์ให้ ซน ทำประตูขึ้นนำ 1-0 ตั้งแต่นาทีที่ 1 ก่อนที่ ซน จะเป็นคนผ่านบอลให้ เคน จบสกอร์ 2-0 ในนาทีที่ 8 และหลังจากนั้น เคน ก็ทำประตูที่สองให้กับตัวเอง พร้อมช่วย สเปอร์ส ออกนำไปไกล 3-0 นาทีที่ 16 ทว่าน่าเสียดายสำหรับ "ไก่เดือยทอง" เพราะสุดท้าย เวสต์แฮม ไล่ตีเสมอได้จาก 3 ประตูช่วงท้ายเกม

การสลับกันเป็นฝ่ายยิงและจ่ายระหว่างคู่หู "เคน-ซน" ในเกมล่าสุด (รวม 2 ประตู) ทำให้มีประตูที่เกิดขึ้นจากการประสานงานกันของทั้งคูในศึก พรีเมียร์ลีก ไปแล้ว 28 ลูก ซึ่งมากสุดอันดับ 4 ในประวัตศาสตร์ ต่อจากคู่หู แฟร้งค์ แลมพาร์ด กับ ดีดิเย่ร์ ดร็อกบา (36 ประตู), ดาบิด ซิลบา กับ เซร์คิโอ อเกวโร่ (29 ประตู) และ โรแบร์ ปิแรส กับ เธียร์รี่ อองรี (29 ประตู) เท่านั้น

นอกจากนี้ นับตั้งแต่ที่ โชเซ่ มูรินโญ่ ก้าวเข้ามาคุมทัพ "ไก่เดือยทอง" เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปีก่อน เคน (33 ประตู) กับ ซน (30 ประตู) เป็นสองนักเตะที่มีส่วนร่วมกับการทำประตูรวมทุกรายการมากสุด เหนือทุกคนในเวที พรีเมียร์ลีก