ปารีสฯขอเบิ้ลแชมป์,”เอ็มบั๊ปเป้”ลงซัดแซงต์เอเตียนชิงถ้วยเฟร้นช์ คัพ

ปารีส แซงต์-แชร์กแมง แชมป์ลีกเอิงทีมล่าสุด กำลังไล่ล่าความสำเร็จอีกใบให้จงได้ นัดนี้ "คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้" หัวหอกดาวเด่นอาสาเป็นทีเด็ดลงกำราบ แซงต์-เอเตียน คู่แข่งร่วมลีกที่อยากสมหวังคว้าโทรฟี่รายการนี้เป็นหนที่ 7 ในการแข่งขันเฟร้นช์ คัพ นัดชิงชนะเลิศ คืนวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2563
ปรีวิวเฟร้นช์ คัพ นัดชิงชนะเลิศ ฤดูกาล 2019-2020
วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2563
ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (ลีก เอิง) – แซงต์-เอเตียน (ลีก เอิง)
เวลา : 02.10 น.

สนาม : สต๊าด เดอ ฟร้องซ์ (แซงต์-เดอนีส์, ฝรั่งเศส)

    ปารีส แซงต์-แชร์กแมง แชมป์ลีก เอิง ฝรั่งเศส ประจำปี 2020 จะลงสนามปะทะ แซงต์-เอเตียน คู่แข่งจากลีก เอิง ในศึกฟุตบอลถ้วยของฝรั่งเศสรายการ ”เฟร้นช์ คัพ” นัดชิงชนะเลิศ ฤดูกาล 2019-2020 โดยฟาดแข้งที่สต๊าด เดอ ฟร้องซ์, แซงต์-เดอนีส์ สนามแห่งชาติ ซึ่งตั้งอยู่ชานกรุงปารีส

    สำหรับทีมแชมป์เฟร้นช์ คัพ จะได้โควตาไปเล่นยูโรปา ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ซีซั่นหน้า แต่ถ้าเปแอสเชคว้าแชมป์ตั๋วใบนี้จะเป็นของทีมอันดับ 5 ลีก เอิง ซึ่งก็คือ นีซ (ไม่ใช่เป็นของรองแชมป์เฟร้นช์ คัพ) ส่วนปารีสจะไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ในโควตาแชมป์ลีก เอิง

    เปแอสเชเป็นเจ้าของสถิติทีมที่คว้าแชมป์เฟร้นช์ คัพ มากที่สุดที่จำนวน 12 สมัย (ปี 1982, 1983, 1993, 1995, 1998, 2004, 2006, 2010, 2015, 2016, 2017, 2018) ตามด้วย โอลิมปิก มาร์กเซย 10 สมัย, แซงต์-เอเตียน 6 สมัย (ปี 1962, 1968, 1970, 1974, 1975, 1977)

    ขณะเดียวกัน เปแอสเชจะลงเล่นเฟร้นช์ คัพ นัดชิงชนะเลิศ ครั้งที่ 18 ของสโมสร พร้อมกับจะเป็นการเตะรอบชิงชนะเลิศ ศึกนี้เป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน (ตั้งแต่ปี 2015 จนถึง 2020)

    ส่วนแซงต์-เอเตียนจะลงเล่นเฟร้นช์ คัพ นัดชิงชนะเลิศ เป็นครั้งที่ 10 ของสโมสร

     โธมัส ทูเคิ่ล เทรนเนอร์ชาวเยอรมันวัย 46 ปีของเปแอสเช นำทีมลงสนามล่าสุดเมื่อคืนวันอังคารที่ 21 กรกฎาคม ชนะเซลติก แชมป์สกอตติช พรีเมียร์ชิพ ของสกอตแลนด์ ซีซั่นนี้ขาดลอย 4-0 ในแมตช์กระชับมิตร ซึ่งทีมได้ประตูจาก คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ยิง 52 วินาทีแรก, เนย์มาร์ นาที 25, อันเดร์ เอร์เรร่า นาที 48, ปาโบล ซาราเบีย นาที 67

    ในแมตช์อุ่นเครื่อง 3 นัดของปารีสชนะทุกเกม พร้อมยิงคู่แข่งได้ถึง 20 ประตู โดยไม่เสียสักลูกเดียว เริ่มจากบุกไปถล่มเลอ อาฟร์ อันดับ 6 ลีก เดอซ์ ซีซั่นนี้ 9-0 ที่สต๊าด โอเซอาน เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม ตามด้วยเกมเปิดปาร์ก เดส์ แพร็งซ์ กรุงปารีส ต้อนวาสแลนด์ เบเวอเรน ทีมจากเบลเยียม 7-0 เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม และคว้าชัยเหนือเซลติกในเกมล่าสุด

    นัดนี้ ทูเคิ่ล ขาด ฆวน เบร์นาต แบ็กซ้ายทีมชาติสเปนวัย 27 ปี บาดเจ็บที่น่อง, อับดู ดิยัลโล่ เซนเตอร์แบ็กเซเนกัลวัย 24 ปี บาดเจ็บที่หลัง

    ในรายของ ติอาโก้ เซนเตอร์แบ็กทีมชาติบราซิล กัปตันทีมเปแอสเชวัย 35 ปี, เอริก มักซีม ชูโป-โมติง กองหน้าทีมชาติแคเมอรูนวัย 31 ปี และ เซร์คิโอ รีโก้ นายทวารสเปนวัย 26 ปี ที่ต่างหมดสัญญากับสโมสรเมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งผู้เล่นทั้ง 3 คนได้ต่อสัญญากับปารีสออกไป 2 เดือนเพื่อลงเล่นเกมนี้ รวมถึงในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และเฟร้นช์ ลีก คัพ รอบชิงชนะเลิศ ซีซั่นนี้

    ทูเคิ่ล จะจัดทีมในระบบการเล่น 4-4-2 มาร์กินญอส กับ ติอาโก้ ซิลวา กัปตันทีมยืนเซนเตอร์แบ็กคู่กัน อังเคล ดิ มาเรีย และ เนย์มาร์ นำเกมรุก เมาโร อีการ์ดี้ กับ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ นำทัพแดนหน้า

    โคล้ด ปูแอล เทรนเนอร์ชาวฝรั่งเศสวัย 58 ปีของแซงต์-เอเตียน นำทีมได้อันดับ 17 ลีก เอิง ซีซั่นนี้ รอดพ้นการตกชั้นไปอย่างหวุดหวิด

    ปูแอล นำทีมเตะอุ่นเครื่องไปแล้ว 4 นัด เริ่มจากชนะ รูมิญี่ จากนาซิยงนาล 2 หรือดิวิชั่น 4 ฝรั่งเศส 4-1 ที่ศูนย์กีฬาโรแบร์-แอร์กแบ็ง เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม จากนั้นทีมเปิดบ้านปราบ นีซ 4-1 ที่สต๊าด เจ๊ฟฟรัว-กีชาร์ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม ตามด้วยเกมถล่มชาร์เลอรัว จากเบลเยียม 4-0 ที่ศูนย์กีฬาโรแบร์-แอร์กแบ็ง วันพุธที่ 15 กรกฎาคม และล่าสุดทีมแพ้คาบ้านต่ออันเดอร์เลชท์ จากเบลเยียม 1-2 เมื่อวันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม

    เขาได้ อาโรลด์ มูคูดี้ เซนเตอร์แบ็กทีมชาติแคเมอรูนวัย 22 ปี กลับมาที่สโมสรหลังจากหมดสัญญายืมตัว 5 เดือนครึ่งกับมิดเดิ้ลสโบรช์ และ โลอิก แปร์แร็ง กองหลังกัปตันทีมวัย 34 ปี หมดสัญญากับสโมสรเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ทว่าเขาได้ต่อสัญญากับทีมไปเรียบร้อยเพื่อลงเล่นนัดเจอเปแอสเช ซึ่งเจ้าตัวหายเจ็บหัวเข่า กลับมาฝึกซ้อมได้แล้ว 

    ”เลส์ แวร์” จะใช้แผนการเล่น 4-2-3-1 มาติเยอ เดอบูชี่ แบ็กขวากัปตันทีม เป็นแกนหลักแดนหล้ง โรแม็ง อามูม่า, ริยาด บูเดอบุซ, เดอนีส์ บวงก้า นำเกมรุก วาห์บี คาซรี่ สตาร์ทีมชาติตูนิเซีย ยืนกองหน้าตัวเป้า

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    ปารีส แซงต์-แชร์กแมง : เกย์ลอร์ นาวาส – ธีโล เคห์เรอร์, มาร์กินญอส, ติอาโก้ ซิลวา (กัปตันทีม), มิทเชล บัคเคอร์ – อังเคล ดิ มาเรีย, อิดริสซ่า กาน่า เกย์, มาร์โก แวร์รัตติ, เนย์มาร์ – เมาโร อีการ์ดี้, คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้

    แซงต์-เอเตียน : เชสซี่ มูแล็ง – มาติเยอ เดอบูชี่ (กัปตันทีม), เวสเล่ย์ โฟฟาน่า, ติโมเต้ โคล็อดเซียจซัค, กาเบรียล ซิลวา – ยันน์ เอ็มวีล่า, มาห์ดี้ กามาร่า – โรแม็ง อามูม่า, ริยาด บูเดอบุซ, เดอนีส์ บวงก้า – วาห์บี คาซรี่

ผู้ตัดสิน : อาโมรี่ เดอเลอรู

ผลการพบกันที่ผ่านมา

วัน/เดือน/ปี  รายการ  ผลการแข่งขัน
09/01/20  ลีก คัพ เปแอสเช 6-1 แซงต์-เอเตียน
16/12/19  ลีก เอิง แซงต์-เอเตียน 0-4 เปแอสเช
18/02/19  ลีก เอิง แซงต์-เอเตียน 0-1 เปแอสเช
15/09/18  ลีก เอิง เปแอสเช 4-0 แซงต์-เอเตียน

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

เปแอสเช

22/07/20 ชนะ เซลติก 4-0 (เหย้า) กระชับมิตร
13/07/20 ชนะ เลอ อาฟร์ 9-0 (เยือน) กระชับมิตร
12/03/20 ชนะ ดอร์ทมุนด์ 2-0 (เหย้า) ชปล.
05/03/20 ชนะ ลียง 5-1 (เยือน) เฟร้นช์ คัพ
29/02/20 ชนะ ดิฌง 4-0 (เหย้า) ลีก เอิง

แซงต์-เอเตียน

15/07/20 ชนะ ชาเลอรัว 4-0 (เหย้า) กระชับมิตร
10/07/20 ชนะ นีซ 4-1 (เหย้า) กระชับมิตร
04/07/20 ชนะ รูมิลลี่ 4-1 (เหย้า) กระชับมิตร
08/03/20 เสมอ บอร์กโดซ์ 1-1 (เหย้า) ลีก เอิง
06/03/20 ชนะ แรนส์ 2-1 (เหย้า) เฟร้นช์ คัพ

ไม่โทษใคร! “แลมพาร์ด” รับเชลซีไม่ดีพอเอง

 แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือ เชลซี ระบุ "สิงห์บลูส์" ไม่ดีพอจริงๆ หลังพ่าย อาร์เซน่อล 1-2 ในเกม เอฟเอ คัพ รอบชิงฯ พร้อมจวกลูกทีมที่ไม่ยอมสานต่อฟอร์มดีๆ ในช่วงต้นเกม

     แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม เชลซี เผยว่า ทีมตนเล่นกันไม่ได้เรื่องเอง หลังจากที่ทัพ "สิงห์บลูส์" พลิกพ่าย อาร์เซน่อล 1-2 ในเกม เอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศ ที่สังเวียนแข้ง เวมบลีย์ สเตเดี้ยม เมื่อวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา

     เชลซี ทำท่าว่าจะไปได้สวย หลังออกสตาร์ทได้ดี ด้วยการได้ประตูขี้นนำก่อนตั้งแต่นาทีที่ 5 จากการยิงของ คริสเตียน พูลิซิช ทว่านาทีที่ 28 อาร์เซน่อล ตามตีเสมอเป็น 1-1 จากการสังหารลูกจุดโทษเข้าไปอย่างเฉียบขาดของ ปิแอร์ เอเมอริค-โอบาเมอยอง

     จากนั้นช่วงครึ่งหลัง ในนาทีที่ 67 กลายเป็น "ไอ้ปืนใหญ่" ที่ได้ประตูพลิกขึ้นนำ จากลูกยิงสุดเหนือชั้นของ โอบาเมยอง เจ้าเก่า และสถานการณ์ของ "สิงห์บลูส์" ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เพราะในนาทีที่ 73 พวกเขาต้องมาเหลือผู้เล่น 10 คน หลัง มาเตโอ โควาซิช โดนไล่ออก จากการได้รับใบเหลืองที่สอง และสุดท้ายจบเกมด้วยการเป็นฝ่ายปราชัย

         "เราทำได้ดีช่วง 15 นาทีแรก ซึ่งเราทำประตูได้ และสร้างโอกาสได้เพียบ แต่เราคงทำได้แต่โทษตัวเองที่ไม่ยอมสานต่อ เกม เอฟเอ คัพ นัดชิงฯ มันไม่ใช่เกมที่เราจะมาเดินเล่น เราปล่อยให้พวกเขากลับมาสู่เกม ซึ่งเมื่อคุณทำแบบนี้ มันก็ยากที่คุณจะกลับมาสู่เกม เราเล่นกันไม่ดีพอที่จะคว้าชัยชนะในเกมรอบชิงฯ ครั้งนี้" กุนซือวัย 42 ปี เปิดใจหลังเกม

โอบาเบิ้ล! อาร์เซน่อลเจ๋งแซงดับเชลซี10คน ผงาดเอฟเอ คัพ สมัยที่14

ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง กัปตันทีมของ "ปืนใหญ่" เหมาคนเดียวสองประตูพาทีมแซงเอาชนะ เชลซี ที่เหลือแค่ 10 คน 2-1 ส่งผล มิเกล อาร์เตต้า คว้าโทรฟี่แรกของตัวเองในฐานะกุนซือ และพา อาร์เซน่อล ผงาดคว้าแชมป์รายการนี้สูงสุดเป็นสมัยที่ 14 คว้าตั๋วไปเล่นยูฟ่า ยูโรปาลีก ฤดูกาลหน้าสำเร็จ ในศึกเอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา

สนาม : เวมบลีย์ สเตเดี้ยม (สนามกลาง)

    ศึกฟุตบอล เอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศ ประจำฤดูกาล 2019-20 เป็นการดวลกันของสองทีมจากลอนดอนระหว่าง อาร์เซน่อล แชมป์สูงสุด 13 สมัย ที่รอบตัดเชือกเอาชนะ "เรือใบสีฟ้า" 2-0 เข้ามาชิงดำพบกับ "สิงห์บลูส์" แชมปรายการนี้ 8 สมัย ซึ่งปราบ "ปีศาจแดง" มาในรอบรองชนะเลิศ 3-1

    เกมนี้ มิเกล อาร์เตต้า วาง อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ เป็นหน้าเป้าและให้ นิโกล่าส์ เปเป้ และ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง กัปตันทีมทำเกมรุกริมเส้น เช่นเดียวกับ แฟร้งค์ แลมพาร์ด นายใหญ่ของสิงห์บลูส์วางสามประสานแนวรุกเป็น เมสัน เมาน์ท, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ และ คริสเตียน พูลิซิช

    สตาร์ทเกมครึ่งแรก มาแค่ 3 นาที อาร์เซน่อล ได้ทักทายก่อนหลัง เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส ครอสบอลมาเสาแรกให้  โอบาเมย็อง สะบัดโขกเสาแรกแต่บอลหลุดกรอบออกไป

    อีกนาทีต่อมา "สิงห์บลูส์" เกือบได้ชิงขึ้นนำก่อนหลัง กรานิต ชาคา เสียบอลโดน เมสัน เมาน์ท แย่งบอลก่อนลากเข้าไปซัดนอกกรอบกว่า 20 หลาบอลพุ่งจะเสียบเสาแรกอยู่แล้วแต่ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ โชว์ซูเปอร์เซฟบินปัดออกไปได้

    กระนั้น แค่นาทีที่ 5 เชลซี มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จนได้บอลจาก คริสเตียน พูลิซิช ออกซ้ายให้ เมสัน เมาน์ท ปาดเข้ากลางไปแฉลบแข้งไอ้ปืนใหญ่ก่อนมาถึง ชิรูด์ ดีดคืนหลังให้ พูลิซิช ที่ตามมาซัดด้วยขวาผ่านตัว มาร์ติเนซ เข้าไป

      นาที 17 ดานี่ เซบายอส เรียกฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษของเชลซีได้ ก่อนเจ้าตัวจะลุกขึ้นมาปั่นด้วยขวาข้ามกำแพงเฉียดคานไปแบบได้เสียว

     นาที 25 นิโกล่าส์ เปเป้ วิ่งมาปั่นด้วยซ้ายเข้าเสียบมุมตาข่ายอย่างงามหยดไปแล้ว ทว่าผู้ตัดสินเป่าเป็นจังหวะที่ เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส ล้ำหน้าไปก่อน

    กระนั้น อีกนาทีถัดมา "ปืนใหญ่" มาได้ลูกที่จุดโทษหลัง เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ไปดึง ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ในกรอบเขตโทษ แอนโธนี่ เทย์เลอร์ เป่าให้จุดโทษพร้อมรอสัญญาณจาก VAR ก่อนจะยืนยันให้อาร์เซน่อลได้และเป็น โอบาเมย็อง ที่ยิงเสียบมุมเข้าไปให้ อาร์เซน่อล ไล่ตีเสมอ เชลซี 1-1 ในนาทีที่ 28

    นาที 35 แฟร้งค์ แลมพาร์ด ต้องเปลี่ยนตัวคนแรกหลัง  อัซปิลิกวยต้า กัปตันทีมเชลซีมีอาการบาดเจ็บเล่นต่อไม่ไหวต้องส่ง อันเดรียส คริสเตนเซ่น

    นาที 36 "สิงห์บลูส์" โต้กลับขึ้นมาอีกครั้ง อลอนโซ่ แทงบอลลึกให้ เมสัน เมาน์ท จ่ายคืนหลังมาให้ จอร์จินโญ่ วิ่งมาอัดด้วยขวาบอลเหินคานออกไปไกล

    นาที 45 นิโกล่าส์ เปเป้ เรียกฟรีคิกให้ปืนใหญ่ได้บอลเส้น 18 หลา ก่อนที่ อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ จะลองซัดด้วยขวาไปเสาไกลบอลผ่านกำแพงติดไซด์ก้อยออกไป

    จบครึ่งแรก อาร์เซน่อล เสมอกับ เชลซี 1-1

    กลับมาบู๊ต่อในครึ่งหลัง แค่นาทีที่ 46 สิงห์บลูส์เกือบแซงขึ้นนำหลัง คริสเตียน พูลิซิช ควบพาบอลจากครึ่งสนามเข้าไปซัดด้วยขวาแต่บอลหลุดกรอบออกไป และจากจังหวะนี้ทำให้เจ้าตัวมีอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อหลังต้นขาจนเล่นต่อไม่ไหว ก่อนที่นาทีต่อมา แลมพาร์ด จะเปลี่ยนคนที่สองส่ง เปโดร ลงมาเล่นแทน

    นาที 62 เปโดร ควบบอลเข้ามาหน้ากรอบเขตโทษไอ้ปืนใหญ่ก่อนจะดึงจังหวะแล้วจ่ายออกขวาให้ รีซ เจมส์ เติมขึ้นมาซัดเต็มแรงบอลเหินคานออกไปไกล

    นาที 67 กลายเป็น อาร์เซน่อล แซงขึ้นนำ 2-1 จากจังหวะที่ เอคตอร์ เบเยริน กระชากบอลโซโล่เดี่ยวขึ้นมาก่อนที่บอลจะทะลักไปเข้าทาง เปเป้ แล้วจ่ายขวางมาให้ โอบาเมย็อง ล็อคขวาหนี คูร์ท ซูม่า ก่อนจะชิพด้วยซ้ายผ่านตัว วิลลี่ กาบาเยโร่ เข้าไปอย่างเหนือชั้นเป็นประตูที่สองของเจ้าตัวในเกมนี้

    นาที 73 สถานการณ์ของ เชลซี ต้องแย่ลงไปอีกหลังต้องมาเหลือผู้เล่นแค่ 10 คน เมื่อ มาเตโอ โควาซิช โดนใบเหลืองที่สองจากจังหวะไปย่ำเท้าใส่ กรานิต ชาคา จนเป็นใบแดงถูกไล่ออกจากสนาม

    ท้ายเกม นาที 88 อาร์เซน่อล ต้องเปลี่ยนเอา ดาวิด ลุยซ์ ออกหลังมีอาการเจ็บก่อนจะส่ง โซคราติส ปาปาสตาโธปูลอส ลงไปคุมหลังแทน

    ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม อาร์เซน่อล แซงเอาชนะ เชลซี ที่เหลือ10คน 2-1 คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ สมัยที่ 14 อีกทั้งยังคว้าสิทธิ์ไปเล่นถ้วยยูโรปาลีกในฤดูกาลหน้าสำเร็จ

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        อาร์เซน่อล (3-4-2-1) : เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ – ร็อบ โฮลดิ้ง, ดาวิด ลุยซ์ (โซคราติส ปาปาสตาโธปูลอส น.88), คีแรน เทียร์นี่ย์ (เซอัด โคลาซินัช น.90+13) – เอคตอร์ เบเยริน, ดานี่ เซบายอส, กรานิต ชาคา, เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส – นิโกล่าส์ เปเป้, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง – อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ (เอ็ดเวิร์ด เอ็นเคเทียห์ น.82)

        ผู้จัดการทีม : มิเกล อาร์เตต้า    

        เชลซี (3-4-3) : วิลลี่ กาบาเยโร่ – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า (อันเดรียส คริสเตนเซ่น น.35), อันโตนิโอ รือดิเกอร์ (คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย น.78), คูร์ท ซูม่า – รีซ เจมส์, จอร์จินโญ่, มาเตโอ โควาซิช, มาร์กอส อลอนโซ่ – เมสัน เมาน์ท (รอสส์ บาร์คลี่ย์ น.79), โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ (แทมมี่ อบราฮัม น.78), คริสเตียน พูลิซิช (เปโดร น.49) 

        ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

        ผู้ตัดสิน : แอนโธนี่ เทย์เลอร์

ทูเคิลรับต้องพึ่งปาฏิหาริย์เอ็มบัปเป้ฟิตทันบู๊ UCL

กุนซือชาวเยอรมันของเปแอสเช ยอมรับว่าคงต้องเพิ่งปาฏิหาริย์ให้แนวรุกทีมชาติฝรั่งเศสหายเจ็บลงสนามในเกมชี้ชะตา UCL

โทมัส ทูเคิล กุนซือของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ยอมรับว่าคงต้องเพิ่งปาฏิหาริย์ให้ คิลิยัน เอ็มบัปเป้ หายเจ็บลงสนามในเกมชี้ชะตา UCL

แนวรุกทีมชาติฝรั่งเศสได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้าหลังโดน โลอิค แปร์แร็ง กองหลังของ แซงต์ เอเตียน เสียบในจังหวะที่กำลังจะแตะบอลเข้าหาเขตโทษ จนทำให้เขาได้รับบาดเจ็บจนต้องถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนาม

โดยเบื้องต้น เอ็มบัปเป้ ต้องพักราว 3 สัปดาห์ ซึ่งทำให้หมดสิทธิ์ลงเล่นในนัดชิงชนะเลิศเฟร้นช์ ลีก คัพ ที่จะพบกับโอลิมปิก คืนวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม รวมถึงเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีม ที่จะพบกับอตาลันต้า คืนวันพุธที่ 12 สิงหาคมค่อนข้างแน่นอนแล้ว

"มันจะเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญกับเรามาก แต่ผมหวังว่าเราจะหาทางแก้ปัญหาได้" ทูเคิล เผย

"เรรายังหวังแบบนั้น (เอ็มบัปเป้หายทันเจออตาลันต้า) แต่โอกาสมันน้อยมาก ๆ ในทุก ๆ วันที่ผานไปเหมือนรอคอยปาฏิหาริย์ แต่วันพรุ่งนี้เราต้องปรับตัวกับทีมที่ไม่มีคิลิยัน"

จัดเต็มแนวรุก!คาดการณ์ 11 ตัวจริงแมนยูฟัดเชลซีเกมเอฟเอคัพรอบตัดเชือก

ถือเป็นอีกหนึ่งเกมสำคัญของ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลนี้เลยก็ว่าได้ เพราะคืนนี้พวกเขามีคิวดวลกับ เชลซี ในศึก เอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ ที่สังเวียนแข้ง เวมบลีย์ สเตเดี้ยม และล่าสุด เดอะ ซัน สื่อชั้นนำของอังกฤษ ได้คาดการณ์ 11 ผู้เล่นตัวจริงของ แมนฯ ยูไนเต็ด ออกมาเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งต้องบอกเลยว่า เกมนี้กุนซือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา น่าจะจัดเต็ม ต่อให้ยังต้องเน้นหนักในเกม พรีเมียร์ลีก ก็ตาม (ระบบ 4-2-3-1)

 – ผู้รักษาประตู : เซร์คิโอ โรเมโร่
  ด้วยการที่โปรแกรมเกมลีกเหลืออีกแค่ 2 นัด ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ โซลชา จะเลือกใช้งานนายทวารมือหนึ่งอย่าง ดาบิด เด เคอา แต่ โรเมโร่ ได้ลงเฝ้าเสาในถ้วยนี้มาตลอดตั้งแต่รอบ 3 (รวม 5 เกม) ดังนั้น โซลชา ก็น่าจะให้โอกาสกับ นายประตูชาวอาร์เจนไตน์วัย 33 ปี ต่อไป 

 – กองหลัง : อารอน วาน-บิสซาก้า, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, แบรนดอน วิลเลี่ยมส์
  เกมนี้ ลุค ชอว์ แบ็กซ้ายตัวหลัก จะไม่ได้ลงเล่น เนื่องจากมีปัญหาบาดเจ็บ ดังนั้นเจ้าหนู วิลเลี่ยมส์ จะได้รับโอกาสแทน ส่วนคู่เซนเตอร์แบ็กคงหนีไม่พ้น แม็กไกวร์ กับ ลินเดอเลิฟ เช่นเดียวกับ วาน-บิสซาก้า ในตำแหน่งแบ็กขวา

 

 – คู่มิดฟิลด์ตรงกลาง : ปอล ป็อกบา, เนมานย่า มาติช
  ป็อกบา ได้สตาร์ตเป็นตัวจริงแน่นอน ส่วนคนที่จะเล่นอยู่ข้างๆ ดาวเตะเฟร้นช์แมนนั้น ตัวที่มีประสบการณ์สูงอย่าง มาติช น่าจะได้รับโอกาสก่อนแข้งพลังหนุ่มอย่าง สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ หรือ เฟร็ด

 

 – สามตัวรุก : เมสัน กรีนวู้ด, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด
  บรูโน่ ลงสนามรับบทเป็นตัวสร้างสรรค์เกมเช่นเคย ขนาบข้างด้วยสองจอมพลิ้วอย่าง แรชฟอร์ด และ กรีนวู้ด ถึงแม้ในรายของ "เจ้าไม้เขียว" ทำประตูไม่ได้มาสองเกมติดแล้วก็ตาม

 – หัวหอกตัวเป้า : อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล
  โทษฐานที่ฟอร์มกำลังยอดเยี่ยม ดังนั้นในตำแหน่งหอกเป้าไม่น่าจะหนีพ้น มาร์กซิยาล ส่วน โอเดียน อิกาโล่ คงเป็นได้แค่ตัวทีเด็ดจากม้านั่งสำรอง

เจ้าของลีดส์เล่นใหญ่เล็งคาวานี่เสริมทัพ

อันเดรีย ราดริซซานี่ เจ้าของสโมสร ลีดส์ ยูไนเต็ด น้องใหม่ประจำพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลหน้าได้เผยแผนงานใหญ่ด้วยการเล็งดึง เอดินสัน คาวานี่ กองหน้ามากประสบการณ์มาร่วมทีม ขณะที่ก็ดับข่าวกับ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช เช่นกัน

    สโมสรจากยอร์คเชียร์การันตีเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก แน่นอนแล้วในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังห่างหายไปนานถึง 16 ปีด้วยกัน

    พวกเขาเคยพยายามติดต่อกับยอดแข้งอย่าง อิบราฮิโมวิช วัย 38 ปี มาตั้งแต่เดือนมกราคมที่แล้ว แต่นักเตะก็เลือกเซ็นสัญญากับ เอซี มิลาน แทน

    "อิบราฮิโมวิช จะเป็นอะไรที่ยากแน่นอน" ราดริซซานี่ กล่าวผ่าน สกาย สปอร์ต อิตาเลีย

    "เราพยายามที่จะเซ็นสัญญากับเขาในเดือนมกราคม แต่เขาก็เลือกย้ายไป มิลาน และข้อตกลงได้หายไป"

    "ตอนนี้ผมคิดว่ามันสายเกินไปแล้ว ด้วยความเข้มข้นที่แตกต่างกันของฟุตบอลอังกฤษ"

    ขณะเดียวกัน เจ้าของทีม ยูงทอง ก็หวังว่าพวกเขาจะคว้าตัว คาวานี่ วัย 33 ปี ที่ปัจจุบันเป็นแข้งไร้สังกัดมาร่วมทีมได้

    "นอกเหนือจากคุณภาพแล้ว คาวานี่ สามารถใช้ร่างกายของเขาปรับตัวกับที่นี่ แต่ผมก็ไม่เคยพูดถึงเขากับโค้ช (มาร์เซโล่ บีเอลซ่า) ของเรา"

    ‘ต้องบอกว่า แน่นอนเราคิดถึงเขา และเราจะได้เห็นกัน เพราะมันยังคงเปิดกว้างกับนักเตะฟรีเอเยนต์"

แมนยูร่วง – เซ่น “ไบยี่”!เชลซีโชว์แจ่มไล่อัดซิวชัยลิ่วชิงดำอาร์เซน่อลศึกเอฟเอคัพ

"ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องกระเด็นตกรอบเสียแล้วหลังโดน "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ที่ระเบิดฟอร์มแกร่งไล่อัดพ่ายไปด้วยสกอร์ 1-3 โดยเกมนี้ เอริก ไบยี่ กองหลังผีแดงส่อเจ็บหนักจนต้องหามส่งโรงพยาบาล ทั้งนี้ เชลซี จะผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศกับ อาร์เซน่อล ต่อไป ในศึกฟุตบอล เอฟเอ คัพ อังกฤษ (รอบรองชนะเลิศ) วันอาทิตย์ที่ 19 ก.ค. ที่ผ่านมา

ฟุตบอล เอฟเอ คัพ อังกฤษ (รอบรองชนะเลิศ)
วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2563
แมนฯ ยูไนเต็ด 1   –   3 เชลซี

สนาม : เวมบลีย์ (สนามกลาง)

     นัดนี้เป็นการพบกันครั้งที่ 4 ของฤดูกาลนี้ของทุกรายการ และ 3 นัดที่ผ่านมาเป็นฝั่งแมนยูที่คว้าชัยไปได้ทั้งหมด
   
     เริ่มเกมเป็นทางแมนยูได้เขี่ยลูกเริ่มเล่นก่อน ผ่านมาถึงนาทีที่ 5 บรูโน่ แฟร์นันด์ส เปิดยาวให้ แดเนียล เจมส์ กวดยาวหวังเล่นบอลแต่อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าบอลแรงเลยไปเข้ามือ วิลลี่ กายาเยโร่ นายด่านตัวสำรองเชลซีรับไว้และเล่นต่อไปไร้ปัญหา

    ทั้งสองทีมยังต่อบอลสู้กันที่แดนกลาง นาทีที่ 10 เชลซี ได้โอกาสจบสกอร์เป็น รีซ เจมส์ ที่ตะบันไกลระยะประมาณเกือบ 30 หลาทางฝั่งขวาบอลพุ่งส่ายตรงกรอบแต่ไม่ห่างตัว เด เคอา ที่เกร็งมือทุบบอลออกไปได้

   

 นาทีที่ 15 สิงโตน้ำเงินครามเกือบได้เฮก่อนเมื่อ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า เติมเกมขึ้นมาทางฝั่งขวาก่อนจะเปิดโด่งโค้งไปเข้าหัว มาร์กอส อลอนโซ่ ที่ได้โขกเน้นๆ แต่บอลหลุดออกข้ามคานไปอย่างน่าเสียดาย

    นาทีที่ 22 ยังคงเป็นเชลซีที่ครองเกมได้มากกว่า เอริก ไบยี่ พยายามโหม่งเคลียร์แต่บอลดันไปเข้าทาง เมสัน เมาน์ท ที่ไม่รอช้าหวดด้วยเท้าขวาทันทีแต่ยังดีมี แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ยืนอยู่ตรงนั้นพอดีและบล็อกบอลไว้ได้

    10 นาทีต่อมา ทัพอสูรแดงได้ลุ้นจากจังหวะฟรีคิกระยะประมาณ 24 หลาหน้ากรอบเขตโทษ จากการที่ เฟร็ด โดน มาเตโอ โควาซิช สอยด้านหลัง และเป็น บรูโน่ รับหน้าที่สังหารวิ่งเข้ามาซัดเข้ากรอบแต่ไปตรงตัว กาบาเยโร่ กระโดดปัดออกไปไม่ยากนัก

  

นาทีถัดมาเชลซีได้ลุ้นอีกครั้ง เมสัน เมาน์ท ได้ซัดหน้ากรอบเขตโทษแมนยูแต่ทิศทางไม่ค่อยดีบอลไหลไปเข้ามือ เด เคอา รับไว้สบาย

    นาทีที่ 37 แมนยูได้ลูกฟรีคิกระยะเกือบ 35 หลา จากจังหวะที่ บรูโน่ โดน มาเตโอ โควาซิช เข้าตัดฟาวล์ และเป็น แรชฟอร์ด รับหน้าที่ยิงไกลแต่ดันไปติดบล็อกแข้งสิงห์เต็มๆ ไม่ได้ลุ้นอะไรเลย

    เปลี่ยนมาเป็นโอกาสของเชลซีบ้าง นาทีที่ 39  เมสัน เมาน์ท ใช้ความสามารถเฉพาะตัวกระชากพาบอลไปสุดริมเส้นฝั่งซ้ายก่อนจะเปิดยัดโด่งมาเข้าหัว คูร์ท ซูม่า ได้โขกเต็มๆ แต่ทิศทางยังคงไม่ดีบอลเหินข้ามคานออกไปอย่างสุดเสียว

  

 นาทีที่ 42 เกมต้องหยุดฉะงักไปพักใหญ่เหตุเพราะ แม็กไกวร์ ที่กำลังเบียดแย้งโหม่งกับ ชิรูด์ แต่ดันถูก ไบยี่ ถอยหลังเข้ามาโขกเต็มๆ ที่หางคิ้วด้านขวา ส่งผลให้ แม็กไกวร์ บาดเจ็บมีแผลแตกทำเอาแพทย์สนามต้องลงมาประถมพยาบาลและสามารถเล่นต่อไปได้

    ในขณะที่ ไบยี่ ก็มีแผลแตกตรงกลางศรีษะเช่นกันและดูเหมือนอาการจะหนักกว่าทีมแพทย์ต้องใช้อุปกรณ์บล็อกที่คอ และ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ตัดสินใจเปลี่ยน อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ลงมาเล่นแทนทันที

   

 เกมกลับมาเล่นกันต่อ นาทีที่ 45+ 7 มาร์กซิยาล ที่พยายามยื่นเท้าเข้าไปแย้งในจังหวะเคลียร์บอลของ คูร์ท ซูม่า ทำให้ มาร์กซิยาล ถูกหวดเต็มๆ ที่ข้อเท้าจนลงไปกองกับพื้นจนเพื่อนร่วมทีมต้องเตะบอลทิ้งและแพทย์สนามลงไปดูอาการอีกครั้งแต่ไม่เป็นอะไรมาก

   เชลซี ขึ้นนำ 1-0 นาทีที่ 45+11 จากจังหวะทำเกมรุกขึ้นมาทางฝั่งขวา เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ทำชิ่งกับ วิลเลี่ยน ก่อนจะจ่ายบอลกลับให้ อัซปิลิกวยต้า อีกครั้งได้หลุดไปเกือบสุุดเส้นหลังแล้วเปิดบอลเลียดยัดไปที่เสาแรกและเป็น โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ที่ใช้สัญชาตญาณจอมล่าตาข่ายวิ่งเข้ามาดีดบอลด้วยข้างเท้าซ้ายระยะไม่ถึง 5 หลาผ่านมือ ดาบิด เด เคอา ที่พยายามป้องกันแต่ด้วยระยะที่ใกล้เกินไปทำให้รับไม่อยู่บอลหลุดไหลเข้าประตูไป

    จบครึ่งแรก เชลซี ออกนำแมนยูไปก่อน 1-0

    มาลุ้นต่อครึ่งหลังนาทีที่ 46 เชลซี ออกนำห่าง 2-0 จากจังหวะจ่ายบอลพลาดของ แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ แล้วโดน เมสัน เมาน์ท ตัดบอลไว้ได้ก่อนกระชากลากจี้แล้วซัดไกลเกือบ 25 หลาบอลพุ่งตรงกรอบทำท่าจะไม่มีอะไรแต่ ดาบิด เด เคอา ล้มตัวรับรอดแขนเข้าไปซะอย่างนั้น

    นาทีที่ 50 เชลซี บุกขึ้นมาทางฝั่งขวาที่ เมสัน เมาน์ท แล้วเปิดบอลยัดไปในเขตโทษให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ที่วิ่งโฉบเข้ามาเก็บบอลแต่เจ้าตัวดันจับบอลยาวไหลออกหลังไป

    2 นาทีถัดมา แมนยูได้ลุ้นทวงประตูคืน แรชฟอร์ด หลุดเข้าไปยิงทางฝั่งซ้าย แต่ด้วยมุมที่มีน้อยและ กาบาเยโร่ ยืนปิดมุมดีทำให้ แรชฟอร์ด ซัดหลุดออกเสาไกลไปอย่างน่าเสียดาย

    นาทีที่ 56 โซลชา เสริมเกมรุกโดยเปลี่ยน ปอล ป็อกบา ลงมาแทน เฟร็ด และ เมสัน กรีนวูด ลงมาแทน แดเนียล เจมส์

    นาทีถัดมา แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เติมเกมขึ้นมาแล้วได้ตั้งป้อมยืนโขกเน้นๆ แต่บังคับทิศทางไม่ดีไปตรงตัว กาบาเยโร่ ที่ยืนอยู่กลางประตูรับไว้อย่างง่ายดาย

    นาทีที่ 58 เชลซี เกือบได้ประตูที่สาม รีซ เจมส์ หักข้อเปิดบอลทางฝั่งขวาย้อนไปให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ได้ตวัดยิงไปแฉลบ เนมานย่า มาติช บอลเปลี่ยนทางทำท่าจะพุ่งเข้าเสาไกลแต่ เด เคอา ทะยานตัวปัดไว้ได้ด้วยปลายมือ

    นาทีที่ 63 แมนยูได้ลูกฟรีคิกตรงมุมกรอบเขตโทษทางฝั่งขวาจากจังหวะที่ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ เข้าไปโขกหัวของ เมสัน กรีนวูด และเป็น บรูโน่ แฟร์นันด์ส รับหน้าที่เปิดบอลยัดเข้าไปแต่ก็ไม่ได้ลุ้นอะไรแข้งสิงห์ช่วยกันโหม่งเคลียร์ออกไปได้

    นาทีที่ 65 แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ได้โอกาสโขกเต็มๆ ในเขตโทษเชลซีอีกครั้งแต่ก็ยังคงบังคับทิศทางไม่ดีส่งผลให้บอลหลุดออกหลังไปอีกตามเคย

    นาทีที่ 71 มีใบเหลืองแรกของเกมเกิดขึ้นและเป็น ปอล ป็อกบา ที่เข้าไปย้ำใส่ มาเตโอ โควาซิช ทำให้ ไมค์ ดีน ท่านเปาเกมนี้ไม่รอช้าเปาฟาวล์ให้เชลซีและคาดโทษ ป็อกบา ทันที

    ดูเหมือนว่าเกมแมนยูจะไม่มีอะไรดีขึ้น นาทีที่ 74 เชลซีนำห่าง 3-0 จากจังหวะจ่ายบอลของ เมสัน เมาน์ท ทางฝั่งขวาให้ อลอนโซ่ หลุดขึ้นไปเปิดยัดแรงเข้าไปในกรอบเขตโทษผีแดงและเป็น แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ที่พยายามยื่นเท้าเข้ามาตัดบอลแต่โดนผิดเหลี่ยมกลายเป็นเข้าประตูตัวเองไป หมดปัญญาที่ เด เคอา พยายามป้องกันแล้วแต่ไม่ทัน

    นาทีที่ 78 แมนยูมีโอกาสลุ้นจากลูกเตะมุม บรูโน่ เปิดไปเข้าหัว เนมานย่า มาติช ที่ได้โขกกดลงพื้นจ่อๆ แต่จังหวะไม่เป็นใจบอลกระดอนลอยข้ามคานไปอย่างเหลือเชื่อ

    ผ่านพ้นมาถึงนาทีที่ 85 แมนยูตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-3 เมื่อได้ลูกจุดโทษจากจังหวะ จ่ายบอลของ บรูโน่ ให้ มาร์กซิยาล และถูก คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย หวดเข้าที่ด้านหลัง และเป็น บรูโน่ เจ้าประจำรับหน้าที่สังหารกับท่าจิงโจ้กระโดดยิงเข้าไปไม่พลาด

    ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มจบเกม เชลซี อัด แมนยู 3-1 ส่งผลให้ทัพสิงโตน้ำเงินครามผ่านเข้าไปชิงดำกับ อาร์เซน่อล ต่อไป ส่วนแมนยูต้องอกหักร่วงตกรอบ

รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม

    แมนฯ ยูไนเต็ด (3-4-1-2) : ดาบิด เด เคอา – เอริก ไบยี่  (อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล น.45+2), แฮร์รี่ แม็กไกวร์, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ – เนมานย่า มาติช, แบรนดอน วิลเลี่ยมส์, เฟร็ด (ปอล ป็อกบา น.56), อารอน วาน-บิสซาก้า (ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ น.79) – บรูโน่ แฟร์นันด์ส – มาร์คัส แรชฟอร์ด (โอเดียน อิกาโล่ น.79), แดเนียล เจมส์ (เมสัน กรีนวูด น.56)
     ผู้จัดการทีม : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

    เชลซี (3-4-3) : วิลลี่ กาบาเยโร่ – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, อันโตนิโอ รือดิเกอร์, คูร์ท ซูม่า – รีซ เจมส์, จอร์จินโญ่, มาเตโอ โควาซิช (รูเบน ลอฟตัส-ชีค น.86), มาร์กอส อลอนโซ่ – เมสัน เมาน์ท (เปรโด 90+1), วิลเลี่ยน (คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย น.80) – โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ (แทมมี่ อับราฮัม น.80)
     ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด  

    ผู้ตัดสิน : ไมค์ ดีน

เดือด!แมนยูทัพใหญ่ “มาร์กซิยาล” นำหลอน,เชลซีมี “ชิรูด์” ล่าสกอร์รอบรองฯเอฟเอคัพ

คู่เดือดประจำวัน…"ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนต็ด คาดจัดทัพใหญ่โดย อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล พร้อมปิดสกอร์เกมพบ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ที่มี โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ดาวยิงตัวความหวังล่าตาข่าย ลุ้นระทึกได้ในศึกฟุตบอล เอฟเอ คัพ อังกฤษ (รอบรองชนะเลิศ)  ถ่ายทอดสด : beIN SPORTS 1 (เวลา : 00.00 น.)

ปรีวิว ฟุตบอล เอฟเอ คัพ อังกฤษ (รอบรองชนะเลิศ)
วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2563
แมนฯ ยูไนเต็ด   –    เชลซี
ถ่ายทอดสด : beIN SPORTS 1 (เวลา : 00.00 น.)

 

สนาม : สนาม : เวมบลีย์ (สนามกลาง)

    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือแมนฯ ยูไนเต็ด พาทีมเข้ารอบนี้หลังต่อเวลาเบียดชนะนอริช ซิตี้ 2-1 ก่อนชนะคริสตัล พาเลซ 2-0 ในเกมลีกล่าสุด ทำให้ไม่แพ้มา 5 เกมแล้ว

    ความพร้อมเกมนี้ โซลชาต้องลุ้นความพร้อมของทั้ง แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ และ ลุค ชอว์ 2 แบ็กซ้ายที่ไม่สมบูรณ์ ถ้าไม่ไหวก็จะเป็น ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ สแตนด์บายต่อไป

    ส่วน เนมานย่า มาติช ที่ได้พักในเกมล่าสุด ก็น่าจะคัมแบ็กตามปกติ ขณะที่แกนหลักรายอื่นๆ อย่าง แฮร์รี่ แม็กไกวร์, ปอล ป็อกบา, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด และ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ยังพร้อมบู๊เหมือนเดิม

    แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือเชลซี พาทีมเข้ารอบตัดเชือก หลังเบียดชนะเลสเตอร์ 1-0 ก่อนเชือดนอริช ซิตี้ด้วยสกอร์เดียวกัน ในเกมลีกล่าสุด เป็นชัยชนะนัดที่ 3 ในรอบ 5 เกม

    สภาพทีมเกมนี้ แลมพ์ส จะไม่มี บิลลี่ กิลมอร์ ดาวรุ่งที่พักยาวรายเดียว ส่วน เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่เจ็บเอ็นหลังหัวเข่า ต้องรอทดสอบความฟิต

    ขณะที่แกนหลักขาประจำทั้ง เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, อันโตนิโอ รือดิเกอร์, มาเตโอ โควาซิช, จอร์จินโญ่, วิลเลี่ยน, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ และ คริสเตียน พูลิซิช ต่างพร้อมลุยตามปกติ  

นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

    แมนฯ ยูไนเต็ด (4-2-3-1) : ดาบิด เด เคอา – อารอน วาน-บิสซาก้า, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ – เนมานย่า มาติช, ปอล ป็อกบา – เมสัน กรีนวู้ด, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด – อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล
    ผู้จัดการทีม : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

    เชลซี (4-3-3) : เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, อันโตนิโอ รือดิเกอร์, คูร์ท ซูม่า, มาร์กอส อลอนโซ่ – มาเตโอ โควาซิช, จอร์จินโญ่, เมสัน เมาน์ท – วิลเลี่ยน, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์, คริสเตียน พูลิซิช
    ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด 
 
    ผู้ตัดสิน : ไมค์ ดีน

ชัดถ้อยชัดคำ! เอ็มบัปเป้คอนเฟิร์มอยู่เปแอสเชฤดูกาลหน้า

กองหน้าชาวฝรั่งเศสยืนยันว่าจะยังอยู่กับทีมปารีส แซงต์ แชร์กแมง ต่อไปในฤดูกาลหน้า แม้ว่าจะมีข่าวลือกับสโมสรอย่างเรอัล มาดริด หรือลิเวอร์พูลก็ตาม

คีลิยัน เอ็มบัปเป้ กองหน้าปารีส แซงต์ แชร์กแมง ยืนยันว่าจะยังคงค้าแข้งอยู่กับทีมต่อไปอย่างแน่นอนในฤดูกาลหน้า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

หัวหอก 21 ปี ตกเป็นข่าวว่าได้รับการจับตามองจากทั้ง เรอัล มาดริด และลิเวอร์พูล จากผลงาน 30 ประตู รวมทุกรายการ ก่อนที่ลีกเอิงจะยกเลิกการแข่งขัน และกลายเป็นทีมเปแอสเชที่ได้แชมป์ไปครองจากตารางคะแนนล่าสุดก่อนหยุดเตะเพราะโควิด-19 ที่พวกเขาเป็นจ่าฝูงอยู่

อย่างไรก็ดี เอ็มบัปเป้ ประกาศแล้วว่าเขายังจะอยู่กับทีมต่อไปอย่างแน่นอนในฤดูกาลหน้า ซึ่งถือเป็นปีที่สโมสรมีอายุครบ 50 ปีพอดิบพอดี

"ผมยังอยู่ที่นี่ ผมอยู่ในโปรเจคต์ไปอีก 4 ปี" เอ็มบัปเป้กล่าวทาง beIN SPORTS

"ปีที่ 50 ของสโมสร เป็นปีที่สำคัญ สำหรับทั้งสโมสร, แฟนบอล และทุกๆ คน ผมจะยังอยู่ตรงนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

"ผมจะพยายามคว้าแชมป์กลับมาสู่ทีม และทุ่มเทอย่างเต็มที่"

“โอบาเมย็อง” เบิ้ล!อาร์เซน่อลบุกน้อยแต่คมกว่าเขี่ยแมนซิตี้ร่วงตัดเชือกเอฟเอคัพ

ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ตะบันคนเดียวสองประตูพา "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ที่ใช้โอกาสอันน้อยนิดได้คุ้มค่าเป็นฝ่ายเอาชนะ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปด้วยผลสกอร์ 2-0 ส่งผลให้อาร์เซน่อล ผ่านเข้าสู่รอชิงชนะเลิศต่อไป ในศึกฟุตบอล เอฟเอห คัพ อังกฤษ (รอบรองชนะเลิศ) วันเสาร์ที่ 18 ก.ค. ที่ผ่านมา

ฟุตบอล เอฟเอห คัพ อังกฤษ (รอบรองชนะเลิศ)
วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2563
อาร์เซน่อล 2   –   0 แมนฯ ซิตี้

สนาม : เวมบลีย์ (สนามกลาง)

    นาทีที่ 9  อาร์เซน่อลหวิดเสียท่า ชโคดราน มุสตาฟี่ โดน ราฮีม สเตอร์ลิง แย้งบอลได้ในกรอบเขตโทษ ก่อน ราฮีม พยายามส่งต่อไปให้เพื่อนร่วมทีมแต่โดน ดานี่ เซบายอส ตามมาเคลียร์หวดสกัดออกไปได้

    นาทีที่ 13 อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ ดาวยิงปืนใหญ่หลุดเดี่ยวเข้าไปส่งบอลไปกองที่ก้นตาข่ายแมนซิตี้ แต่จังหวะนี้ผู้ช่วยผู้ตัดสินยกธงเป็นลูกล้ำหน้า

    นาทีที่ 16 อาร์เซน่อลเกือบได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะตัดบอลได้ตรงกลางสนามของ ดาวิด ลุยซ์ ก่อนเจ้าตัวจะส่งต่อทะลุช่องให้ โอบาเมย็อง หลุดเดี่ยวเข้าไปซัดเน้นๆ แต่ไม่ผ่านมือ เอแดร์ซอน นายด่านเรือใบที่เกร็งมือทุบบอลพ้นเขตอันตราย

    แต่แล้วนาทีที่ 19 เป็นทัพปืนใหญ่ออกนำไปก่อน 1-0 เมื่อได้โอกาสโต้กลับไวบอลเลยมาอยู่ที่ นิโกล่าส์ เปเป้ ทางฝั่งขวาก่อนเจ้าตัวจะแต่งเข้าเท้าซ้ายแล้วเปิดโด่งไปที่เสาไกลและเป็น โอบาเมย็อง ที่วิ่งสอดขึ้นมาล้มตัวสไลด์ยิงบอลพุ่งไปชนเสาสองที่เหลี่ยมในเข้าไปไม่เหลือซาก นับเป็นประตูแรกของ เดอะ กันเนอร์ส ที่ยิงแมนซิตี้ ได้ในฤดูกาลนี้อีกด้วย

    แมนซิตี้กดดันหนัก นาทีที่ 28 แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ เติมเกมขึ้นมาสุดริมเส้นฝั่งซ้ายแล้วกระชากจี้เข้าไปในกรอบเขตโทษปืนใหญ่ก่อนจะเปิดหักข้อหวังให้เพื่อนร่วมทีม แต่ยังมี กรานิต ชาคา ที่หวดตัดบอลออกไปได้อีกครั้ง

    นาทีถัดมาแมนซิตี้ได้ลุ้นอีกครั้ง ราฮีม สเตอร์ลิง ตัดบอลได้หน้ากรอบเขตโทษอาร์เซน่อลก่อนส่งย้อนคืนไปให้ เควิน เดอ บรอยน์ วิ่งเข้ามากดเต็มข้อแต่บอลดันพุ่งไปติดบล็อกแข้งปืนใหญ่กระเด้งออกไป

    ต่างฝ่ายต่างเปิดเกมแลกเข้าใส่กัน นาทีที่ 34 อาร์เซ่นอล โจมตีขึ้นไปทางฝั่งซ้าย นิโกล่าส์ เปเป้ ได้เปิดบอลสุดริมเส้นแต่ไม่ผ่านมือ เอแดร์ซอน ที่อ่านเกมดีพุ่งออกไปคว้าบอลไว้ได้ไม่พลาด

    นาทีที่ 40 ชโคดราน มุสตาฟี่ กองหลังอาร์เซน่อลเกือบบวกประตูที่สองให้ต้นสังกัดเมื่อได้ขึ้นโขกเต็มหัวจากลูกเตะมุมบอลทำท่าจะเสียบใต้คาน แต่ถูก เอแดร์ซอน ทะยานตัวปัดไว้ได้อย่างเหลือเชื่อ

    นาทีที่ 45 แมนซิตี้ทำเกมรุกขึ้นมาบอลอยู่ที่ ดาบิด ซิลบา ส่งต่อไปให้ ราฮีม สเตอร์ลิง หลุดขึ้นไปทางริมเส้นฝั่งขวาก่อนเปิดยัดหักข้อไปแต่ถูก ดาวิด ลุยซ์ โขกสกัดออกไปได้อีกครั้ง เรียกได้ว่าแนวรับอาร์เซน่อลทำงานได้ดีและแทบไม่มีข้อผิดพลาดเมื่อถึงตอนนี้

    จบครึ่งแรก อาร์เซน่อล ที่ครองเกมได้น้อยกว่าแต่กลับเป็นฝ่ายนำไปก่อน 1-0

     มาลุ้นกันต่อครึ่งหลัง นาทีที่  49 แมนซิตีได้ลุ้น ดาบิด ซิลบา ตัดบอลได้กลางสนามลากจี้เข้าหาเขตโทษอาร์เซน่อลก่อนไหลต่อไปให เดอ บรอยน์ ที่แปทันทียัดไปถึง ราฮีม สเตอร์ลิง วิ่งเข้ามาแปเน้นๆ แต่บอลกลับหลุดออกด้านข้างไม่ถึงหลา

    นาทีที่ 54 แมนซิตี้สร้างโอกาสขุดสกอร์อีกครั้ง เควิน เดอ บรอยน์ จ่ายบอลให้ ริยาด มาห์เรซ ทางฝั่งขวาก่อนเจ้าตัวจะกระชากลากจี้เข้าหาเขตโทษแล้วแต่บอลเข้าเท้าซ้ายและหลอกยิงไวยัดเสาแรกทันที แต่ก็ยังไม่ผ่านมือ เอมิลิอาโน่ มาร์ติเนซ ที่ล้มตัวคว้าไว้ได้ด้วยมือเดียว

    ผ่านมาถึงนาทีที่ 64 แมนซิตี้ หวิดได้เฮจากลูกเตะมุมทางฝั่งซ้าย เควิน เดอ บรอยน์ เปิดโด่งมาเข้าหัว ราฮีม สเตอร์ลิง แต่ ราฮีม เหมือนไม่ทันตั้งตัวทำให้บอลตกลงพื้นแล้วค่อยๆ ไหลเข้ามือ เอมิลิอาโน่ มาร์ติเนซ รับไว้อย่างง่ายดาย

    นาทีที่ 67 แมนซิตี้ พลาดได้ประตูตีเสมออีกครั้ง เดอ บรอยน์ หลุดเดี่ยวเข้าไปกึ่งยิงกึ่งผ่านเป็น ดาบิด ซิลบา ปาดหน้ามาแปบอลหวังเล่นทางที่เสาแรกแต่ไม่ดีพอบอลหลุดออกข้างตาข่ายไปอีกครั้ง

    แมนซิตี้มัวบุกเพลินๆ กลับเสียประตูที่สองให้อาร์เซน่อล นาทีที่ 71 จากจังหวะสวนกลับไว เปเป้ ส่งบอลย้อนหลังให้ คีแรน เทียร์นี่ย์  บริเวณกลางสนามจ่ายทะลุช่องทางฝั่งขวาให้ โอบาเมย็อง หลุดเดี่ยวเข้าไปเลือกมุมยิงเล่นทางผ่านมือ เอแดร์ซอน เข้าไปไม่พลาด อาร์เซน่อล นำห่างแมนซิตี้เป็น 2-0

    เคลื่อนมาถึงนาทีที่ 83 แมนซิตี้ยังคงพับสนามบุกอย่างหนัก เดอ บรอยน์ ไหลบอลจากทางฝั่งขวาให้ อายเมริค ลาปอร์กต์ ที่เดิมขึ้นมากดเต็มข้อบอลพุ่งแรงแต่ไม่ตรงกรอบหลุดออกข้างเสาไปนิดเดียวเท่านั้น นับเป็นจังหวะจบสกอร์เข้ากรอบที่ 14 ของฝั่งเรือใบสีฟ้า แต่ยังไม่เป็นผล ผิดกลับฝั่งอาร์เซน่อล ที่มีเพียง 4 ครั้งแต่ได้ถึงสองตุง

    นาทีที่ 90+5 แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ แข้งเรือใบเปิดยัดกึ่งยิงกึ่งผ่านทางฝั่งซ้ายเข้าไปในกรอบเขตโทษอาร์เซน่อล แต่ก็ยังไม่ผ่านมือ มาร์ติเนซ ที่อ่านเกมดีพุ่งออกมาชกบอกเคลียร์ออกไปได้

    จบเกม อาร์เซน่อล ที่ครองเกมน้อยกว่าแต่กลับคมกว่าเป็นฝ่ายเอาชนะ แมนซิตี้ 2-0 ผ่านเข้าไปยืนรองชิงชนะเลิศ โดยจะรอพบผู้ชนะระหว่าง แมนยู กับ เชลซี

รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม

    อาร์เซน่อล (3-4-2-1) : เอมิลิอาโน่ มาร์ติเนซ – ชโคดราน มุสตาฟี่ (ร็อบ โฮลดิ้ง น.87), ดาวิด ลุยซ์,  คีแรน เทียร์นี่ย์ – เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส, กรานิต ชาคา, ดานี่ เซบายอส (เซอัด โคลาซินัช น.88), เอคตอร์ เบเยริน –  นิโกล่าส์ เปเป้ (โจ วิลล็อค น.72), ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง – อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ (ลูคัส ตอร์เรร่า น.78)
     ผู้จัดการทีม : มิเกล อาร์เตต้า

     แมนฯ ซิตี้ (4-2-3-1) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, เอริค การ์เซีย, อายเมริค ลาปอร์กต์, แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ – เควิน เดอ บรอยน์, อิลคาย กุนโดกัน (โรดรี้ เอร์นานเดซ น.66) – ริยาด มาห์เรซ (ฟิล โฟเด้น น.66), ดาบิด ซิลบา (แฟร์นันดินโญ่ น.87), ราฮีม สเตอร์ลิง – กาเบรียล เชซุส
    ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า