ใครนะ? ทำ “หญิงเป๋อ” ช้ำใจได้ลงคอ

เธอผู้นี้เคยสร้างความฮือฮาให้กับโลกโซเชียล ที่มาพร้อมๆกับช่วง โควิด-19 ระบาดในเมืองไทย ที่ทีมงานฟุตบอลสยาม ,สยามสปอร์ต ได้เคยนำภาพและประวัติของเธอมานำเสนอ ถือว่าปัง เอาเรื่องทีเดียว กับการเปิดวาร์ป ของเธอ
    วันนี้ทีมงานทราบมาว่า เปาสาวนามว่า "หญิงเป๋อ" ครองขวัญ สาขา จากจ.สกลนคร ส่อแววอกหักซะแล้ว ตามแคปชั่นในแอปไลน์ของเธอ ที่ ระบุว่า "ทำไมเมื่อมีรัก ฉันจึงต้องช้ำใจ"

    ใครกันนะทำให้หัวใจสาวสวยดีกรีผู้ตัดสินหญิง รายนี้เศร้าได้ บอกใบ้ให้ละกันว่าเป็นนักฟุตบอลด้วยนะ แถมเป็นนักบอลที่เป็นพี่น้องนักบอลอีกต่างหาก บอกใบ้แค่นี้พอ

    ใครจะอาสาดามอกให้ "หญิงเป๋อ" ลองไปดักเจอเธอตามสนามฟุตบอลก็แล้วกัน ล่าสุดเห็นเธอไปตัดสินในรายการ MOL ลีกที่สนามหนึ่งด้วย

 

แฉโด้,รามอสไม่คุยกันตั้งแต่โมดริชได้บอลทองคำ

สื่อดังแดนกระทิงดุ รายงาน คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ เซร์คิโอ รามอส ไม่ได้พูดคุยกันเลยมานานนับตั้งแต่ที่ ลูก้า โมดริช ได้บอลทองคำเมื่อปี 2018 โดยเหตุผลสำคัญเพราะ กัปตันเรอัล มาดริด ไม่พอใจปฏิกิริยาของ "เฮียโด้" ตอนที่ สตาร์ชาวโครแอต ได้บัลลง ดอร์ ไปครอบครอง
               คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าซูเปอร์สตาร์ กับ เซร์คิโอ รามอส ปราการหลังจอมแกร่ง ซึ่งคว้าแชมป์ร่วมกับ 15 รายการในช่วงที่เล่นให้กับ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ไม่ได้พูดคุยกันมานาน  2 ปีนับตั้งแต่ที่ ลูก้า โมดริช คว้ารางวัลบัลลง ดอร์ จากการเปิดเผยของ มาร์ก้า สื่อดังในประเทศสเปน
              อดีตเพื่อนร่วมสังกัด "โลส บลังโกส" มีโอกาสจะได้พบกันอีกครั้งในแมตช์ที่ โปรตุเกส ปะทะ กับ สเปน ในเกมอุ่นเครื่องวันพุธที่ 7 ตุลาคมนี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยพวกเขาไม่ได้ติดต่อกันมานานนับตั้งแต่ที่ โมดริช คว้ารางวัลบอลทองคำเมื่อปี 2018

              "มาร์ก้า" รายงานว่า รามอส และเพื่อนร่วมทัพ "ราชันชุดขาว" ไม่สนใจ กัปตันทีมชาติโปรตุเกสซึ่งปัจจุบันเล่นให้กับ "ม้าลาย" ยูเวนตุส อีกเลยหลังจากที่ "ซีอาร์ 7" แสดงปฏิกิริยาเย็นชาจากการที่ตนเองต้องพลาดได้รางวัลทรงเกียรติซึ่งตกเป็นของ เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติโครเอเชีย

              ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อน โรนัลโด้ เคยให้สัมภาษณ์ถึงความรู้สึกที่แสนเจ็บปวดที่พลาดได้บัลลง ดอร์ ในปีนั้นว่า "แน่นอน ผมผิดหวัง…เวลาอยู่ในสนามผมทำทุกอย่างเพื่อคว้าบัลลง ดอร์ แต่ผมไม่ค่อยแฮปปี้ถ้าผมไม่ได้รางวัล ผมมีเพื่อนและครอบครัวที่แสนดี ผมเล่นให้กับหนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ (เรอัล มาดริด)"

              "ขอแสดงความยินดีกับ โมดริช ซึ่งได้รับรางวัลนี้ แต่ในปีหน้าเราจะต้องเจอกันอีกครั้ง และผมจะทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่ผมมีเพื่อที่จะคว้ารางวัลนี้อีกครั้ง คุณคิดว่าผมจะกลับบ้านแล้วร้องไห้ไหมละ ?" อดีตดาวเตะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ระบุ

ยุติดราม่า! “รามอส” ชักภาพร่วมโด้หลังเกมอุ่นเกือก

เซร์คิโอ รามอส กัปตันทีมเรอัล มาดริด โพสต์ภาพที่ถ่ายร่วมกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หลังจบเกมที่ สเปน เสมอ โปรตุเกส แบบไร้สกอร์ แมตช์อุ่นเกือกเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยเป็นการยืนยันว่าความบาดหมางที่ไม่คุยกันมานาน 2 ปีไม่มีอีกต่อไปแล้ว
               เซร์คิโอ รามอส เซนเตอร์แบ็กจอมแกร่ง เรอัล มาดริด โพสต์ภาพผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อเป็นการยุติประเด็นดราม่ากรณีที่มีการแฉว่าตนกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ไม่ได้พูดคุยกันมานาน 2 ปี หลังจบแมตช์ที่ สเปน เสมอ โปรตุเกส 0-0 เกมอุ่นเครื่อง เมื่อวันพุธที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา

              ก่อนหน้าแมตช์นี้มีการแฉกันสนั่นโลกว่า รามอส กับ โรนัลโด้ ซึ่งเล่นร่วมกันที่ เรอัล มาดริด ไม่คุยกันอีกเลยนับตั้งแต่ที่ ลูก้า โมดริช เพลย์เมกเกอร์ชาวโครเอเชีย คว้ารางวัลบัลลง ดอร์ เมื่อปี 2018 เนื่องจากไม่พอใจปฏิกิริยาที่แสนเย็นชาของ "ซีอาร์ 7" หลังจากที่เจ้าตัวพลาดได้รางวัลทรงเกียรติ

             อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการยุติข้อพิพากต่างๆ รามอส ได้เดินเข้าไปในห้องแต่งตัวทีมชาติโปรตุเกส พร้อมกับชักภาพถ่ายรูปร่วมกับ สตาร์ลูกหนัง "ม้าลาย" ยูเวนตุส ซึ่งทั้งคู่ได้โชว์เสื้อแข่งหมายเลข 7 ทีมชาติโปรตุเกสของ "เฮียโด้" โดยงานนี้ เปเป้ กองหลังฝอยทองที่เคยร่วมงานกับทั้งสองคนในทัพ "ราชันชุดขาว" ก็อยู่ในเฟรมเพื่อเป็นสักขีพยานด้วย

             กัปตันทีม "โลส บลังโกส" โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่าน "เฟซบุ๊ค" สื่อสังคมออนไลน์ยอดนิยมว่า "เรายังอยู่ที่นี่…และสิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ก็คือความสุขที่ได้เจอกับเพื่อนๆ ของคุณ เรายังอยู่ใกล้ๆ กัน….และยังมีอะไรอีกมากมายที่จะเข้ามา ! มันช่างมีความสุขที่ได้พบกับพวกนาย, เหล่าเพื่อนผองของผม @Cristiano Ronaldo @Pepe."

 

แมนยูจัดสำรองย้ำแค้น! “ฟาน เดอ เบ็ค” ตัวจริงลุ้นยิงถิ่นไบรท์ตันศึกคาราบาวคัพ

"ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เตรียมส่งแข้งสำรองลงยกทีมโดย ฟาน เดอ เบ็ค พร้อมลงลุ้นปิดสกอร์เกมเยือนถิ่น ไบรท์ตัน ทั้งคู่พบกันก่อนหน้าในเกมลีกมาแล้วเป็นฝั่งผีแดงที่เฉือนชัยไปได้ ลุ้นระทึก ในศึกฟุตบอล คาราบาว คัพ รอบ 4 วันพุธที่ 30 ก.ย. ศกนี้ (เวลา : 01.45 น.)
ปรีวิวฟุตบอล คาราบาว คัพ รอบ 4
วันพุธที่ 30 กันยายน 2563 (เวลา : 01.45 น.)
ไบร์ทตัน (พรีเมียร์ลีก)   –   แมนฯ ยูไนเต็ด (พรีเมียร์ลีก)

สนาม : เอเม็กซ์ สเตเดี้ยม

    ไบร์ทตัน เพิ่งเปิดบ้านพ่ายให้กับ แมนฯยูไนเต็ด 2-3 เมื่อวันเสาร์ที่ 26 กันยายน ส่วนในรายการนี้พวกเขาผ่านเข้ารอบมาได้ด้วยการบุกไปเอาชนะ เปรสตัน 2-0 เมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้ว

    ความพร้อมในเกมนี้ของเจ้าบ้านยังคงไม่มี อีฟส์ บิสซูม่า ที่ติดโทษแบน รวมทั้ง โฮเซ่ อิซเกียร์โด้ และ ฟลอริน อันโดเน่ ยังคงโดนอาการบาดเจ็บนบกวนไม่พร้อมลงสนาม

    คาดว่า เกรแฮม พ็อตเตอร์ กุนซือชาวอังกฤษ จะมีการปรับทัพเช่นเดียวกันกับรอบที่แล้ว ถึงแม้ว่าเกมนี้จะเจอกับคู่แข่งอย่าง ปีศาจแดง ก็ตาม นำทัพโดย นีล โมเปย์ ที่ทำให้ทีมเสียจุดโทษในช่วงท้ายเกมหลังจากที่ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ โหม่งบอลไปโดนมือของดาวยิงชาวฝรั่งเศส ซึ่งนำมาสู่ประตูชัยของ เร้ด เดวิลส์ ในที่สุด รวมทั้งในแผงหลังก็ยังมี ลูอิส ดังค์ ปราการหลังตัวเก่ง ที่ยืนเป็นหัวใจในเกมรับ

    ทางฝั่ง แมนฯ ยูไนเต็ด ที่เป็นฝ่ายพลิกคว้าชัยเหนือนกนางนวลแบบดราม่าสุด ๆ ผ่านเข้ามาเล่นในรอบนี้หลังบุกไปถล่ม ลูตัน ทาวน์ 3-0

    สภาพทีมในเกมนี้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา นายใหญ่ชาวนอร์เวย์ จะหมุนเวียนให้ผู้เล่นบางคนได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงบ้าง ไม่ว่าจะเป็น ฆวน มาต้า, เจสซี่ ลินการ์ด, เอริก ไบยี่, โอเดี่ยน อิกาโล่ รวมถึง ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ที่ยังไม่ได้ลงเล่นในเกมลีกครบ 90 นาที แต่ได้ออกสตาร์ตในเกมบอลถ้วยรอบก่อน

    ส่วนในตำแหน่งผู้รักษาประตู อดีตผู้จัดการทีมคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ จะส่ง ดีน เฮนเดอร์สัน เฝ้าเสาแทนที่ของ ดาบิด เด เคอา ขณะที่ อักเซล ตวนเซเบ้ และ ฟิล โจนส์ ยังคงพักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บอยู่ในเวลานี้

   
รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    ไบรท์ตัน (4-2-3-1) : เจสัน สตีล – โยเอล เฟลท์มัน, แดน เบิร์น, ลูอิส ดังค์, แบร์นาร์โด้ – ดาวี่ พร็อปเปอร์, แม็กซ์ แซนเดอร์ส – อลิเรซ่า ยาฮานบาคช์, ปาสกาล กรอสส์, อเล็กซิส แม็คอัลลิสเตอร์ – นีล โมเปย์
    ผู้จัดการทีม : เกรแฮม พ็อตเตอร์

    แมนฯยูไนเต็ด (4-2-3-1) : ดีน เฮนเดอร์สัน – ดีโอโก้ ดาโลต์,  เอริก ไบยี่, แฮร์รี่ แม็คไกวร์, แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ – เฟร็ด, เนมานย่า มาติช – แดเนียล เจมส์, ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค, เจสซี่ ลินการ์ด – โอเดียน อิกาโล่
    ผู้จัดการทีม :  โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

    ผู้ตัดสิน : เกรแฮม สกอตต์

เมสซี่,กุนสะดุ้ง!ดิมาเรียโกรธไร้ชื่อทัพฟ้าขาว

อังเคล ดิ มาเรีย ปีกจอมเก๋าปารีส แซงต์-แชร์กแมง จวก ลิโอเนล สกาโลนี่ กุนซือทีมชาติอาร์เจนตินา ไม่ยอมเรียกตนติดทีมชาติทั้งๆ ที่ฟอร์มก็ดี แถมระบุหากจะหาข้ออ้างว่าอายุเยอะ ก็ควรทำแบบนี้กับ ลิโอเนล เมสซี่ และ เซร์คิโอ อเกวโร่ ด้วย

อังเคล ดิ มาเรีย ปีกตัวเก่ง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ยักษ์ใหญ่ศึกลีก เอิง ฝรั่งเศส ไม่พอใจที่โดน ลิโอเนล สกาโลนี่ เทรนเนอร์ทีมชาติอาร์เจนตินา ไม่เรียกติดทัพ "ฟ้าขาว" เพื่อทำศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนอเมริกาใต้ ในเดือนตุลาคมนี้

สกาโลนี่ ตัดสินใจตัดชื่อ ดิ มาเรีย ออกไปในแมตช์ที่ อาร์เจนตินา ต้องปะทะกับ เอกวาดอร์ และ โบลิเวีย ซึ่งเรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับ ดาวเตะร่างผอมวัย 32 ปีอย่างมาก จนถึงขั้นออกมาแสดงความเห็นในเชิงที่ว่าตนเองไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งๆ ที่ฟอร์มก็ดี พร้อมทั้งแขวะเพื่อนร่วมชาติอย่าง ลิโอเนล เมสซี่ และ เซร์คิโอ อเกวโร่ ด้วย

 "ผมยังไม่พบคำอธิบายใดๆ เลย ผมไม่รู้จะพูดยังไง สำหรับผม อาร์เจนตินาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ต้นสังกัดของผมพยายามให้โอกาสกับทีมชาติ และพร้อมปล่อยนักเตะไปร่วมทีม มันเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจทั้งๆ ที่ผมอยู่ในฟอร์มที่ดีเยี่ยม แต่กลับไม่ถูกเรียกตัวติดทีมชาติ"

"ถ้าผมไม่ถูกเรียกตัวติดทีมชาติเพราะพวกเขาไม่ต้องการผม แต่ผมจะพยายามสู้เพื่อที่จะมีชื่อติดทีมชาติให้ได้ ผมอายุ 32 ปีแล้วไง ? ถ้าเราจะเริ่มคิดเกี่ยวกับการหาคนมาแทนที่ (กรณีที่นักเตะอายุเยอะ) เราควรจะทำแบบนี้กับทุกๆ คน สำหรับเรื่องนี้ เมสซี่, อเกวโร่ และ นิโกลัส โอตาเมนดี้ ก็ไม่ควรที่จะติดทีมชาติ และผู้เล่นคนอื่นๆ (ที่อายุเยอะ) ที่อยู่ในฟอร์มที่ยอดเยี่ยมด้วย"

"มีการพูดเยอะมากว่าผมแก่แล้ว แต่ผมยังคงวิ่งในสไตล์แบบเดิม และผมสามารถเล่นในระดับเดียวกับนักเตะอย่าง คีลิยัน เอ็มบัปเป้ และ เนย์มาร์ ผมยังอยู่ในฟอร์มที่ยอดเยี่ยมในช่วง 18 เดือน และกลับไม่ถูกเรียกตัวติดทีมชาติ แต่ผมจะแสดงให้เห็นว่าผมสามารถอยู่ในทีมชุดนี้ได้" อดีตสตาร์ เรอัล มาดริด และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ระบุ
    
ด้าน สกาโลนี่ ยักไหล่ไม่ยี่ระกับคนพูดของ ดิ มาเรีย แถมยังทิ้งท้ายว่าเขาจะไม่มีชื่ออยู่ในทีมชาติอีกต่อไป "ผมไม่ได้รู้สึกกังวลเรื่องที่เขาโกรธเลย ผมขอบคุณ และมองเห็นคุณค่าของเขา แต่หลังจากศึกโกปา อเมริกา ซึ่งทีมทำผลงานได้ดีโดยที่ไม่มีเขา เราเล่นได้ยอดเยี่ยมแม้ไม่มี ดิ มาเรีย และผมไม่จำเป็นต้องใช้เขาอีกต่อไป"

 

ประเดิมโชต้า! “โจนส์-มินามิโนะ” เบิ้ลลิเวอร์พูลยำลินคอล์นลิ่วชนปืนใหญ่

เหล่าสาวก "เดอะ ค็อป" หน้าบานเต็มที่หลังขุนพลทัพสำรอง "หงส์แดง" โชว์ฟอร์มร้อนแรงบุกถล่ม ลินคอล์น ซิตี้ 7-2 จากผลงานสุดฮอตของ "โจนส์-มินามิโนะ" เหมาคนละ 2 ประตูแถม ดีโอโก้ โชต้า ลงประเดิมสนามพาทีมผ่านเข้าไปฟัด อาร์เซน่อล ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายต่อไป ในศึกฟุตบอลคาราบาว คัพ รอบ 3 คืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
สนาม : แอลเอ็นอีอาร์ สเตเดี้ยม

    ”ดิ อิมพ์ส” ลินคอล์น ซิตี้ รองจ่าฝูง ลีก วัน ของกุนซือ ไมเคิ่ล แอ็พเพิลตัน ฟอร์มร้อนแรงชนะมา 5 เกมติดรวมทุกรายการส่วนถ้วยนี้ผ่านเข้ารอบมาด้วยการบุกถล่ม แบร็ดฟอร์ด ซิตี้ 5-0

    ทางด้าน "หงส์แดง" นายใหญ่ เจอร์เกน คล็อปป์ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมโดยชนะมา 3 ติดต่อกันรวมทุกรายการ โดยหลังจากที่พลาดท่าแพ้จุดโทษอาร์เซน่อลใน คอมมิวนิตี้ ชิลด์ หงส์แดง ก็คืนฟอร์มเก่ง ถล่มแบล็คพูล 7-2, ก่อนที่จะเฉือน ลีดส์ ยูไนเต็ด 4-3 และชนะ เชลซี 2-0

  5 นาทีผ่านเป็น ลิเวอร์พูล ครองบอลบุกตามคาดได้ลุ้นทำประตูจากจังหวะซัดของ เคอร์ติส โจนส์ และลูกเปิดทางซ้ายของ คอสคาส ซิมิกาส แต่ยังไม่ดีพอผ่านมือ อเล็กซ์ พาลเมอร์

    ต่อมานาทีที่ 9 "หงส์แดง" ขึ้นนำอย่างรวดเร็วจากความผิดพลาดของ แม็กซ์ เมลเบิร์น ไปเสียเหลี่ยมหวด เคอร์ติส โจนส์ เสียฟรีคิกระยะอันตรายหน้าหัวกะโหลกฝั่งขวา เชอร์ดาน ชากิรี่ วิ่งมาปั่นด้วยซ้ายบอลโค้งเสียบใต้คานตุงตาข่ายงามหยด

 นาทีที่ 17 ทีมเยือน หวิดบวกสกอร์เพิ่มเป็นจังหวะทำชิ่งทางฝั่งซ้าย มาร์โก กรูยิช ดีดคืนให้ คอสคาส ซิมิกาส ครอสบอลเข้าในมาตกใส่ เคอร์ติส โจนส์ แต่งได้ช่องตะบันด้วยซ้ายหลุดออกหลังไป

    ไม่ต้องรอนานนาทีต่อมา "หงส์แดง" ทิ้งห่างออกไปจากจังหวะแจกโชคของ ลูอิส มอนส์ม่า จ่ายบอลประมาทไปติดขา ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ ก่อนเด้งมาเข้าทาง ทาคูมิ มินามิโนะ เก็บส้มหล่นปั่นตามน้ำด้วยขวาโค้งผ่านมือ อเล็กซ์ พาลเมอร์ เสียบเสาไกลสุดสวย

    โอกาสลุ้นครั้งแรกของทัพ ”ดิ อิมพ์ส” เป็นลูกฉาบฉวยแนวรับ ลิเวอร์พูล เหม่อโดนเล่นฟรีคิกเร็ว เจมส์ โจนส์ หลุดขึ้นมาทางซ้ายก่อนตวัดเข้าในไปติดปลายมือ อาเดรียน ผวาปัดทิ้งออกหลัง

    27 นาทีผ่าน จ้าถิ่น เริ่มขยับเกมรุกมากขึ้นเป็น จอร์ช กรานท์ วิ่งสอดหลุดกับดักล้ำหน้าก่อนป้ายเข้าถึง แอนโทนี่ สคัลลี่ ซัดไม่ดีบอลเลยมาถึง คอสคาส ซิมิกาส ตามสกัดออกหลังไปได้ทัน

แต่แล้วนาทีที่ 32 กลายเป็น "หงส์แดง" บวกสกอร์เพิ่มจากบอลยาวของ รีห์ส วิลเลียมส์ วางแทยงเข้าเขตโทษตกใส่หัว ดิว็อค โอริกี้ โขกตั้งให้ เคอร์ติส โจนส์ ดึงเข้าขวาปั่นโค้งผ่าน ทิโมธี อีโยม่า ซุกก้นตาข่าย

    3 นาทีต่อมา ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ ขอลุ้นเองบ้างลองซัดด้วยซ้ายระยะร่วม 30 หลาบอลพุ่งเรียดเกือบเบียดเสาแรกแต่ อเล็กซ์ พาลเมอร์ พุ่งไปปัดทิ้งออกหลังหวุดหวิด

    ยังไม่หนำใจนาทีต่อมา ลิเวอร์พูล ยำใหญ่คราวนี้ ลูอิส มอนส์ม่า โหม่งสกัดไม่ขาดบอลมาเข้าทาง ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ แทงเร็วให้ เคอร์ติส โจนส์ ชิงเหลี่ยมหมุนตัวเทิร์นบอลก่อนปั่นด้วยขวาแฉลบ ทิโมธี อีโยม่า เข้าไปไม่มีเหลือ

    ท้ายครึ่งแรก ลินคอล์น ซิตี้ พยายามฮึดสู้ ทิโมธี อีโยม่า แอบมาเก็บบอลทางริมเส้นฝั่งขวาหลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปหยอดให้ เจมส์ โจนส์ โฉบมาโขกคนเดียวเข้าข้างตาข่ายอย่างน่าเสียดาย

    ช่วงทดเจ็บ ทาโย อีดัน ปีกตัวความหวังของ ”ดิ อิมพ์ส” หลุดเข้ามาถึงในกรอบเขตโทษโชว์ลีลาหลอก รีห์ส วิลเลียมส์ ได้ลองยัดมุมแคบด้วยซ้ายก็ยังไม่ผ่านมือ อาเดรียน ตะปปทิ้งเหมือนเดิม

    หมดครึ่งเวลาแรก ลินคอล์น ซิตี้ 0 ลิเวอร์พูล 4

    ครึ่งหลังเริ่มได้ไม่ถึงนาที ทีมเยือน ยังคงไร้ปราณีหนีออกไปอีกจากการใช้  เพรสซิ่ง แย่งบอลมาได้สุดท้ายเป็น เคอร์ติส โจนส์ แทงช่องให้ ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ หลุดเดี่ยวเข้าไปทิ่มติดเซฟ อเล็กซ์ พาลเมอร์ โชคดีเด้งมาเข้าทาง ทาคูมิ มินามิโนะ สลับขาแปร์เข้าไปไม่พลาด

    นาทีที่ 48 อาเดรียน ไม่น้อยหน้าขอโชว์บ้างออกมาตัดลูกหลุดเดี่ยวของ แฮร์รี่ แอนเดอร์สัน ก่อนกลับไปยืนตำแหน่งปัดบอลออกจากเท้า ทาโย อีดัน

 มีพลาดเหมือนกันนาทีที่ 53 ทาโย อีดัน ตักบอลเข้ากรอบเขตโทษ รีห์ส วิลเลียมส์ โดดสกัดไม่ดีเลยมาถึง แอนโทนี่ สคัลลี่ ตามเก็บตกแปร์ไปติดขา อาเดรียน บล็อคช่วยทีมเอาไว้ได้

    นาทีที่ 61 เจ้าถิ่นมาได้ประตูปลุกใจเป็น เนโก วิลเลี่ยมส์ เล่นยากโดนฉกกลางสนามโดน จอร์ช กรานท์ พาบอลย้อนทางขึ้นมาจ่ายเข้าในให้ ทาโย อีดัน ดึงเข้าขวาทิ้งตัวแปร์เรียดผ่าน อาเดรียน เข้าไป

    เกมเปิดแลกสุดมันส์ 4 นาทีต่อมา ลิเวอร์พูล มาได้ประตูครบครึ่งโหลเป็น ลูอิส มอนส์ม่า คนเดิมเคลียร์บอลไม่ขาดมาตกใส่เท้า มาร์โก กรูยิช ก้มหน้ากดหน้าเขตโทษติดปลายนิ้ว เล็กซ์ พาลเมอร์ ไหลเข้าประตู

    นาทีต่อมา ลินคอล์น ซิตี้ แลกหมัดทันควัน จากลูกเตะมุมทางฝั่งซ้ายโยนลึกไปเสาไกลให้ ลูอิส มอนส์ม่า แก้ตัววิ่งสลัดตัวประกบขึ้นตัดหน้า เนโก วิลเลี่ยมส์ โขกบอลชนใต้คานเด้งเข้าประตูไป

    70 นาทีผ่าน ทิโมธี อีโยม่า ไปเข้าพรวดกระแทก ทาคูมิ มินามิโนะ ร่วงรงไปแทบจะบนเส้น 18 หลา ฟาบินโญ่ รับหน้าที่ปั่นด้วยขวาบอลเฉี่ยวเสาไกลหลุดออกไปได้ลุ้น

    15 นาทีสุดท้าย ดีโอโก้ โชต้า เกือบเบิกสกอร์แรกในนัดประเดิมสนามรับบอลจาก นาบี เกอิต้า แต่งหาช่องหักข้อด้วยขวาบอลผ่านมือ อเล็กซ์ พาลเมอร์ ไปชนเสาเด้งออกมา

    2 นาทีต่อมา เจ้าถิ่น เริ่มมองเห็นจุดอ่อนในแนวรับ ลิเวอร์พูล แอนโทนี่ สคัลลี่ ถอยมาเก็บบอลทางซ้าย หยอดเข้าในให้ ทีโอดอร์ อาคิบัลด์ เอาชนะ เนโก วิลเลี่ยมส์ เสียดายโขกไปตรงตัว อาเดรียน

    ท้ายเกม "หงส์แดง" มาปิดกล่องจากจังหวะสวนกลับ ทาคูมิ มินามิโนะ พาบอลลากลุยจากครึ่งสนามก่อนแทงออกขวาให้ ดิว็อค โอริกี้ วิ่งมาแปร์ตามน้ำผ่านมือ อเล็กซ์ พาลเมอร์ ไม่พลาด

  จบเกม ลินคอล์น ซิตี้ 2 ลิเวอร์พูล 7 ลูกทีมของ เจอร์เกน คล็อปป์ ทำผลงานได้ตามเป้าผ่านเข้าไปฟัด อาร์เซน่อล ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายต่อไป
 
รายชื่อนักเตะที่ลงสนามตัวจริง

    ลินคอล์น ซิตี้ (4-3-3) : อเล็กซ์ พาลเมอร์ – อเล็กซ์ แบรดลีย์, ทิโมธี อีโยม่า, ลูอิส มอนส์ม่า, แม็กซ์ เมลเบิร์น – ทาโย อีดัน, เลียม บริดคัตต์ (ทอม ฮอปเปอร์ น.60), เจมส์ โจนส์ (คอเนอร์ แม็คเกรนเลส น.60) – แฮร์รี่ แอนเดอร์สัน (ทีโอดอร์ อาคิบัลด์ น.67), แอนโทนี่ สคัลลี่, จอร์ช กรานท์

เทรนเนอร์ : ไมเคิ่ล แอ็พเพิลตัน

    ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อาเดรียน – เนโก วิลเลี่ยมส์, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ (ฟาบินโญ่ น.46), รีห์ส วิลเลียมส์, คอสคาส ซิมิกาส, ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ (ดีโอโก้ โชต้า น.57), เคอร์ติส โจนส์, มาร์โก กรูยิช  – เชอร์ดาน ชากิรี่ (นาบี เกอิต้า น.75), ดิว็อค โอริกี้, ทาคูมิ มินามิโนะ

เทรนเนอร์ : เจอร์เกน คล็อปป์

ผู้ตัดสิน : โทนี่ แฮร์ริงตัน

เขามาแล้ว! “ฮาแวร์ตซ์” กดแฮตทริกแรกในอาชีพค้าแข้ง

ไค ฮาแวร์ตซ์ มิดฟิลด์คนใหม่ เชลซี ใช้เวลาแค่ 3 เกมเท่านั้นในการกดประตูแรกในสีเสื้อ "สิงห์บลูส์" แถมเป็นการกดแฮตทริกแรกในอาชีพค้าแข้งด้วย หลังช่วยทีมยำใหญ่ บาร์นสลี่ย์ ครึ่งโหล ในเกม คาราบาว คัพ เมื่อคืนที่ผ่านมา
     ไค ฮาแวร์ตซ์ กองกลางดาวดังคนใหม่ของ เชลซี ทำคนเดียว 3 ประตู ช่วยต้นสังกัดเปิดรัง สแตมฟอร์ด บริดจ์ ไล่ถล่ม บาร์นสลี่ย์ สโมสรระดับ แชมเปี้ยนชิพ 6-0 ในศึก คาราบาว คัพ รอบสาม เมื่อวันพุธที่ 23 กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการทำแฮตทริกแรกในอาชีพการเล่นฟุตบอลของเจ้าตัวด้วย

     หลังจากที่ลงเล่น 2 เกมแรกภายใต้ยูนิฟอร์ม "สิงห์บลูส์" แบบฝืดๆ ในที่สุด สตาร์ทีมชาติเยอรมนีวัย 21 ปี ก็ทำประตูแรกให้กับ เชลซี ได้สำเร็จ แถมเกมนี้กดแฮตทริกแรกในอาชีพด้วย หลังจากที่ไม่เคยทำได้เลย ตลอดการเล่นระดับสโมสร 152 นัดที่ผ่านมา (ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น 150 นัด และ เชลซี 2 นัด)

     ทั้งนี้ ฮาแวร์ตซ์ เพิ่งปิดดีลย้ายมาจาก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ด้วยค่าตัวมหาศาลราว 71 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,840 ล้านบาท) เมื่อวันศุกร์ที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา

อาร์เซน่อลบุกทุบเลสเตอร์ ลิ่วบาวคัพรอบ4โอกาสชน “หงส์แดง” มีสูง

"ปืนใหญ่" ขนสำรองลงสนามเกือบยกชุดก่อนจะเบียดเอาชนะเจ้าบ้าน เลสเตอร์ ซิตี้ ที่จัดแข้งสำรองเช่นกัน 2-0 จากการทำเข้าประตูตัวเองของ คริสเตียน ฟุคส์ ก่อนที่ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ จะยิงนาทีสุดท้ายให้ อาร์เซน่อล ผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้าย รอพบผู้ชนะระหว่าง ลินคอล์น ซิตี้ หรือ ลิเวอร์พูล ในศึกคาราบาว คัพ รอบ 3 เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา

สนาม : คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม

    "บิ๊กแมตช์" คาราบาว คัพ รอบ 3 เมื่อคืนวันพุธที่ 23 กันยายน ที่ผ่านมา เป็นการพบกันระหว่าง เลสเตอร์ ซิตี้ เปิดคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม รับมือ อาร์เซน่อล ซึ่งทั้งสองทีมต่างโชว์ฟอร์มเยี่ยมเก็บชัยชนะ 2 เกมในลีกมาด้วยกันทั้งคู่

    เกมนี้  เบรนแดน ร็อดเจอร์ส แข้งสำรองเป็นหลักวาง เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ หน้าเป้าและให้ เจมส์ แมดดิสัน, คีร์นาน ดิวส์บิวรี่-ฮอลล์, เดมาไร เกรย์ และมาร์ค อัลไบรท์ตัน ปั้นเกมสนับสนุน ส่วนทางฝั่ง มิเกล อาร์เตต้า นายใหญ่ของอาร์เซน่อลโรเตชั่นส่งแข้งสำรองลงสนามเช่นกัน 3 ประสานแนวรุกวาง นิโกล่าส์ เปเป้,  เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ และ รีสส์ เนลสัน

    ออกสตาร์ทครึ่งแรกมาแค่ 3 นาที "ปืนใหญ่" ทีมเยือนได้ทักทายก่อนเลยหลัง รีสส์ เนลสัน ตัดบอลได้ทางซ้ายก่อนเลี้ยงตัดเข้าหน้ากรอบตะบันด้วยขวาบอลพุ่งจะฮุคใต้คานแต่ไปติดปลายนิ้วของ แดนนี่ วอร์ด

    นาทีที่ 6 ถัดมา มาร์ค อัลไบรท์ตัน เปิดบอลไปให้ เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ อัดด้วยซ้ายแต่บอลยังไม่ผ่านมือ แบร์นด์ เลโน่

    จังหวะเข้าทำของ "ปืนใหญ่" ดูดีกว่า นาที 17 ได้ลุ้นจากจังหวะที่ เปเป้ หลุดไปในกรอบทางขวาก่อนซัดไปติดบล็อค คริสเตียน ฟุคส์ และจากลูกเตะมุมถัดมา เซอัด โคลาซินัช ได้ซัดนอกกรอบเต็มแรงแต่บอลพุ่งหลุดกรอบออกไป

    อีก 2 นาทีถัดมา อาร์เซน่อล ได้เสียวอีกเมื่อ บูคาโย่ ซาก้า พาบอลถึงเส้นหลังแล้วปาดเลียดไปหน้ากรอบไม่ถึง 6 หลา แต่แข้งไอ้ปืนใหญ่ รวมทั้ง เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ ต่างเข้าชาร์ตไม่ถึงบอลผ่านหน้าประตูไปอย่างน่าเสียดาย

    นาที 29 ทีมเยือนพลาดโอกาสชิงขึ้นนำอย่างน่าเสียดาย หลัง รีสส์ เนลสัน เลี้ยงจี้เข้าไปหน้ากรอบแล้วปั่นด้วยขวาไปทางเสาไกล แต่บอลยังไปติดเซฟของ แดนนี่ วอร์ด ที่พุ่งปัดหวุดหวิด

    อีกครั้ง รีสส์ เนลสัน มีโอกาสหลัง โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ จ่ายให้ซัดไม่ถึง 12 หลาหน้าประตูแต่แข้งวัย 20 ปีดันยิงด้วยขวาออกข้างไปอย่างน่าผิดหวัง

    นาที 39 ทัพ "จิ้งจอกสยาม" พลาดโอกาสทองที่จะชิงขึ้นนำอย่างน่าเสียดาย หลัง เจมส์ แมดดิสัน โชว์สกิลแตะหลบแข้งอาร์เซน่อลก่อนปั่นโค้งๆนอกกรอบ แต่บอลพุ่งไปชนเสาก่อนจะมาเข้ามือ แบร์นด์ เลโน่

    จบครึ่งแรก เลสเตอร์ ซิตี้ ยังเสมอกับ อาร์เซน่อล แบบไร้สกอร์ 0-0

    กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 47 เดมาไร เกรย์ จ่ายให้ต่อให้ เจมส์ แมดดิสัน ซัดด้วยขวานอกกรอบเหินหนีคานออกไปไกล

    นาที 57 กลายเป็น อาร์เซน่อล ที่บุกมาขึ้นนำ 1-0 จนได้ นิโกล่าส์ เปเป้ กระชากหนีแนวรับจิ้งจอกก่อนจะปาดไปติดมือ แดนนี่ วอร์ด บอลมาเข้าทาง เปเป้ ที่พยายามซ้ำแต่บอลพุ่งไปชนเสาก่อนกระดอนไปโดน คริสเตียน ฟุคส์ ปลิ้นเข้าประตูตัวเอง

    เจ้าบ้านโอกาสเข้าไปส่องแบบจะๆ แทบจะไม่มีเท่าไหร่ นาที 75 เจ้าหนู ลุค โธมัส จ่ายต่อให้ เดมาไร เกรย์ กดด้วยขวานอกกรอบแต่บอลพุ่งไปเข้ามือ แบร์นด์ เลโน่

    นาที 81 เลสเตอร์ ปล่อยโอกาสไล่ตีเสมอหลุดไปอย่างน่าเสียดายหลังได้ลุ้นจากฟรีคิกนอกกรอบ ก่อนที่ มาร์ค อัลไบรท์ตัน จะเปิดมาเสาแรกให้ อโยเซ่ เปเรซ โฉบมาโหม่งถากเสาออกไป

    นาทีสุดท้าย ลูกทีมของ อาร์เตต้า มาได้ประตูที่สองจากจังหวะที่ เบเยริน จ่ายเลียดเข้ากลางให้ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ ยิงไปติดบล็อคแข้งเจ้าถิ่นก่อนตามซ้ำเข้าไปตุงตาข่าย

    จบเกม เลสเตอร์ ซิตี้ พ่ายคาบ้านให้ อาร์เซน่อล 0-2 ส่งผลให้ "ปืนใหญ่" ผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยจะรอพบผู้ชนะระหว่าง ลินคอล์น ซิตี้ ทีมจากลีกวัน หรือลิเวอร์พูล ในช่วงสิ้นเดือนนี้

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        เลสเตอร์ (4-1-4-1) : แดนนี่ วอร์ด – แดเนี่ยล อมาร์ตี่ย์, เวส มอร์แกน, คริสเตียน ฟุคส์, ลุค โธมัส – ฮัมซ่า เชาด์รี่ – มาร์ค อัลไบรท์ตัน, เจมส์ แมดดิสัน (เดนิน ปราต น.72), คีร์นาน ดิวส์บิวรี่-ฮอลล์ (อโยเซ่ เปเรซ น.76), เดมาไร เกรย์ – เคเลชี่ อิเฮียนาโช่

        อาร์เซน่อล (3-4-3) : แบร์นด์ เลโน่ – ร็อบ โฮลดิ้ง, ดาวิด ลุยซ์, เซอัด โคลาซินัช – เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส, โมฮาเหม็ด เอลเนนี่,  โจ วิลล็อค (ดานี่ เซบายอส น.78) , บูคาโย่ ซาก้า (เอคตอร์ เบเยริน น.87) – นิโกล่าส์ เปเป้, เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์, รีสส์ เนลสัน (วิลเลี่ยน น.72)

        ผู้ตัดสิน : ปีเตอร์ แบงค์ส

ลิเวอร์พูลสนไหม?ค่าตัวเอ็มบั๊ปเป้อาจถูกเหลือเชื่อ

สื่อเมืองน้ำหอมเผยค่าตัวของ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ดาวยิง เปแอสเช มีโอกาสถูกเหลือเชื่อในปีหน้า หลัง ลิเวอร์พูล กับ เรอัล มาดริด ตามให้ความสนใจมาอย่างต่อเนื่อง
    เลกิ๊ป สื่อกีฬาชั้นนำของประเทศฝรั่งเศส รายงานข่าวว่า คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ กองหน้าตัวเก่ง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึก ลีก เอิง อาจจะมีค่าตัวเหลือเพียง 91 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,640 ล้านบาท) เท่านั้น หากไม่ต่อสัญญากับ เปแอสเช ในปีหน้า

    เอ็มบัปเป้ วัย 21 ปี จะเหลือสัญญากับทีมเมืองหลวงแดนน้ำหอมอีกแค่ปีเดียวเท่านั้น เมื่อจบฤดูกาล 2020/21และนักเตะตกเป็นข่าวมาตลอดว่าได้เข้าไปพูดคุยกับบอร์ดบริหารของต้นสังกัดเพื่อยืนยันเรื่องความต้องการย้ายออกจากถิ่นปาร์ก เดส์ แพร็งซ์  ในช่วงซัมเมอร์ปีหน้า

    ขณะที่ ลิเวอร์พูล กับ เรอัล มาดริด มีข่าวว่า กำลังตามให้ความสนใจดาวยิงทีมชาติฝรั่งเศส และพร้อมยื่นข้อเสนอในปีหน้า เนื่องจากค่าตัวนักเตะจะเหลือแค่ 91 ล้านปอนด์ เพราะถึงเวลานั้นจะเหลือสัญญากับ เปแอสเช แค่ปีเดียว แต่ถ้าต่อสัญญาเพิ่ม 1 ปีค่าตัวจะเพิ่มอีก 35 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,400 ล้านบาท)

    ทั้งนี้ เอ็มบั๊ปเป้ ย้ายจาก โมนาโก มาเล่นให้ เปแอสเช แบบยืมตัวเมื่อปี 2017 ก่อนเซ็นสัญญาถาวรในปีต่อมา ด้วยค่าตัวถึง 168 ล้านปอนด์ (ประมาณ 6,720 ล้านบาท) โดยลงสนามให้ทีมไปแล้ว 125 เกม ทำได้ 91 ประตู

 

อาจารย์สอนศิษย์ ! 5 ประเด็น สเปอร์ส เขี่ย เชลซี ร่วงคาราบาว คัพ

โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือมากประสบการณ์ จัดการสั่งสอน แฟร้งค์ แลมพาร์ด อดีตลูกศิษย์ แบบเบาๆ โดย "เฮียมู" นำ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ชนะจุดโทษ เชลซี 5-4 หลังเสมอกันในเวลา 90 นาที 1-1 ในศึกคาราบาว คัพ รอบ 4 หรือรอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อวันอังคารที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา
  ก่อนเกมนี้ มูรินโญ่ ออกโรงเปรยว่าอาจจะต้องปล่อยแมตช์ดังกล่าวไป เพราะกลัวสภาพร่างกายของลูกทีมจะกรอบเนื่องจากพวกเขามีโปรแกรมแน่นเอี๊ยด แต่กลายเป็นว่า สเปอร์ส เล่นได้ดีเยี่ยมสามารถต่อก่อน "สิงห์บลูส์" ที่มีขุมกำลังชั้นยอดมากมาย ได้อย่างสนุกสูสี

    แม้ว่า เชลซี จะตกรอบก็ตาม แต่อย่างน้อยๆ พวกเขาก็มีเรื่องพอยิ้มได้เพราะ ติโม แวร์เนอร์ สามารถซัดประตูแรกให้กับต้นสังกัดอย่างเป็นทางการซะที หลังจากรอมานานหลายเกม ขณะที่ เอดูอาร์ด เมนดี้ ลงเฝ้าเสาเปิดตัวเกมแรก ก็โชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจพอสมควร

    ที่สำคัญในช่วงระหว่างเกมนี้มีเรื่องน่าสนใจมากๆ ทั้งการปะทะคารมระหว่าง มูรินโญ่ กับ แลมพาร์ด รวมไปถึงการวิ่งออกนอกสนามของ เอริค ดายเออร์ ในช่วงกลางครึ่งหลัง จนทำให้ นายใหญ่ชาวโปรตุกีส ต้องรีบเข้าไปตามในอุโมงค์สนามเลยทีเดียว

1. แวร์เนอร์ เริ่มส่องแสง
    การมาของ ติโม แวร์เนอร์ ทำให้สาวก "สิงโตน้ำเงินคราม" มองเห็นโอกาสที่ทีมจะผลิตสกอร์เป็นกอบเป็นกำ เพราะนักเตะรายนี้ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นกับ แอร์เบ ไลป์ซิก แถมในช่วงอุ่นเครื่องยังยิงประตูได้ด้วย ทำให้งานนี้บรรดาคอบอลต่างเชื่อมั่นว่าเขาจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงเกมรุกของ เชลซี อย่างแน่นอน

    อย่างไรก็ตามการที่ต้องมาเล่นในบรรยากาศใหม่ วัฒนธรรมฟุตบอลที่คุ้นชินทำให้ แวร์เนอร์ ไม่สามารถผลิตฟอร์มชั้นยอดออกมาได้อย่างที่หลายคนคาดหวังเอาไว้ แม้ว่าผลงานโดยรวมในเรื่องการมีส่วนร่วมกับเกมถือว่า ดาวเตะทีมชาติเยอรมนี สอบผ่าน แต่การยิงประตูซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกๆ คนคาดหวัง นักเตะยังสอบตก

    กระนั้นตอนนี้ แวร์เนอร์ สามารถซัดประตูได้แล้วแม้ว่าจะเป็นการแข่งขันในเกมฟุตบอลถ้วยใบเล็กประเทศอังกฤษก็ตาม แต่ก็ถือเป็นการผลิตสกอร์ในการเล่นแมตช์อย่างเป็นทางการของนักเตะภายใต้ชุด "สิงห์บลูส์" ซึ่งประตูนี้คงจะทำให้เขามีความมั่นใจในการเล่นในเมืองผู้ดีมากยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ประตูที่ แวร์เนอร์ ทำได้น่าจะเป็นการปลดล็อกความเครียด และความกดดันของเขาออกไปซะที จากนี้ไปคาดว่าบรรดาแนวรับคู่แข่งเตรียมระวังตัวเอาไว้ให้ดีๆ เพราะ หัวหอกวัย 24 ปี จะทำให้พวกเขาต้องหวาดผวาอย่างแน่นอน

2. อาจารย์สั่งสอนศิษย์
    เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า โชเซ่ มูรินโญ่ กับ แฟร้งค์ แลมพาร์ด มีความสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมสมัยที่ทั้งสองคนทำงานร่วมกันในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ โดยในยุคที่ "เฮียมู" คุม เชลซี "แลมพ์ส" ขุนพลคู่ใจในยุครุ่งเรืองของทีมที่ผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ อย่างยิ่งใหญ่

    แน่นอนว่าการได้ทำงานร่วมกับทำให้ "แลมพ์ส" ได้ศึกษาวิธีการคุมทีม และการวางแท็คติกไม่มากก็น้อยมาจาก นายใหญ่ชาวโปรตุกีส โดยในช่วงที่ผลันตัวไปทำงานโค้ช แลมพาร์ดมีผลงานที่โดดเด่นมากๆ โดยเฉพาะกับ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ จนทำให้ เชลซี ต้องตัดสินใจดึงเขามาชอบกอบกู้วิกฤติของสโมสรเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา และเขาก็มีส่วนทำให้ทีมติดท็อปโฟร์ได้สำเร็จ

    สำหรับการปะทะกันของอาจารย์กับลูกศิษย์ ดูเหมือนจะไม่น่าอภิรมณ์ตั้งแต่ก่อนการแข่งขัน เพราะพวกเขาสาดน้ำลายใส่กัน แถมในช่วงระหว่างการแข่งขัน มูรินโญ่ ยังพูดจาแขวะ แลมพาร์ด แบบเจ็บจี๊ดไปถึงทรวงในด้วยการอ้างถึงเกมที่ "สิงห์บลูส์" โดน เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน นำ 3-0 แต่เดชะบุญที่ตามตีเสมอได้ 3-3

    ในเกมนี้ แลมพาร์ด ดูเหมือนจะจัดการกำราบอาจารย์ได้เพราะพวกเขาได้ประตูขึ้นนำไปก่อน แต่ด้วยประสบการณ์และขาดการเล่นที่แน่นอน ซึ่งเทียบกับ มูรินโญ่ แล้วเขามีลูกล่อลูกชนเหนือกว่าเยอะ และสามารถวางแผนนำทีมตีเสมอในช่วงท้ายเกมได้สำเร็จ ก่อนจะไปเผด็จศึกในการดวลจุดโทษ

    เป็นอันว่าการดวลกันในฤดูกาล 2020/2021 ท่านอาจารย์ฝอยทอง กำราบลูกศิษย์ไปแบบเบาๆ สบายๆ 1 แมตช์

3.  เมนดี้  กดดัน เกปา ได้จริงเหรอ ?
    เชลซี ตัดสินใจคว้าตัว เอดูอาร์ด เมนดี้ มาเฝ้าเสาเพื่อหมายจะนำมากดดัน เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ที่ทำผลงานไม่ค่อยน่าประทับใจมากนักในฤดูกาลนี้ โดยการได้นายทวารชาวเซเนกัล ถูกส่งลงสนามในแมตช์คาราบาว คัพ ไม่ใช่เพราะ แลมพาร์ด จะใช้งานเขาในเกมฟุตบอลถ้วย แต่เป็นการให้โอกาสนักเตะได้ปรับตัวกับการเล่นในอังกฤษต่างหาก

    สำหรับผลงานโดยรวมของ เมนดี้ หากพูดกันตามเนื้อผ้าก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นไปกว่า เกปา แต่ข้อดีที่เห็นได้ชัดเจนการยืนตำแหน่งที่ถูกต้อง ไหวพริบในการเล่น และมีจังหวะการเซฟสวยๆ 2 ครั้ง ต้องถือว่าเป็นการเปิดตัวที่ค่อนข้างน่าสนใจสำหรับนายทวารรายนี้

    อย่างไรก็ตามในเรื่องของการป้องกันจุดโทษดูเหมือน เมนดี้ ยังคงต้องฝึกปรือฝีมืออีกเยอะ เพราะเขาพุ่งไม่ถูกทางเลย ฉะนั้นการฝากความหวังกับเจ้าตัวในการฏีกาคงอาจจะต้องทำใจ กระนั้นนี่เป็นแค่เกมแรกของเขาเท่านั้น แม้ว่าจะไม่สวยหรูเพราะตกรอบ แต่ฟอร์มของเจ้าตัวคงทำให้ เกปา ต้องปาดเหงื่อแน่นอน

4. เสริมทัพรุ่งแต่ผลงานร่วง
    ในช่วงซัมเมอร์นี้ เชลซี คือสโมสรที่สร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างมากในการทุ่มเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเพื่อเสริมทัพ โดยพวกเขาน่าจะเป็นสโมสรเดียวในพรีเมียร์ลีก ที่คว้านักเตะชั้นยอดมาร่วมทีมได้มากมาย ในขณะที่ทีมร่วมลีกไม่สามารถเซ็นสัญญากับผู้เล่นพรสวรรค์มาเสริมทัพได้มากนัก

    ลองไล่รายชื่อนักเตะที่ เชลซี ทุ่มเงินมาร่วมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้อย่าง  ฮาคิม ซิเย็ค,  แวร์เนอร์, เบน ชิลเวลล์, เมนดี้ และ ไค ฮาแวร์ทซ์  เป็นต้น รวมๆ แล้วเม็ดเงินที่ทุ่มลงไปในเวลานี้ทะลุไปกว่า 200 ล้านปอนด์ (ประมาณ 8,000 ล้านบาท) แล้ว

    อย่างไรก็ตามผลงานของทีมนับตั้งแต่เปิดฤดูกาลนี้ ดูเหมือนจะไม่เข้าตาแฟนบอล และบอร์ดบริหาร โดยในเกมลีกพวกเขาลงเล่นไปแล้ว 3 แมตช์ชนะ 1 เสมอ 1 แพ้ 1 มีแค่ 4 แต้ม รั้งอันดับ 9 ในตารางลีก ขณะที่ในเกมคาราบาว คัพ ลงสนามไป 2 แมตช์ถล่ม บาร์นส์ลี่ย์ รอบ 3 และตกรอบ 4 ด้วยน้ำมือของ สปอร์ส

    สำหรับตอนนี้ความกดดันกำลังถาโถมเข้าใส่ แลมพาร์ด เพราะหากเขายังไม่สามารถกระตุ้นฟอร์มการเล่นของทีมให้กลับมาโดดเด่นสมกับเงินที่ทุ่มทุนเพื่อใช้สร้างทีม งานนี้มีหวังบอร์ดบริหารอาจจะมีการปรับเปลี่ยนตัวกุนซือ อย่างลืมว่า เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กับ  มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี ยังว่างงานอยู่นะ !!!

5. ธรรมชาติเรียกร้อง !
    ประเด็นที่น่าสนใจอีกเรื่องในแมตช์นี้ก็คือ ทำไม เอริค ดายเออร์ ถึงต้องรีบวิ่งออกจากสนามในช่วงนาทีที่ 75 ทั้งๆ ที่ในเวลานั้น สเปอร์ส ยังตกเป็นร่องเรื่องสกอร์ แถมการทิ้งเกมออกไปแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยทำให้พวกเขามีผู้เล่นน้อยกว่า และสุ่มเสี่ยงที่จะโดนยิงประตูเพิ่ม

    ด้วยเหตุนี้ มูรินโญ่ จึงได้รีบวิ่งเข้าไปในอุโมงค์เพื่อตาม ดายเออร์ ให้ออกไปลงสนามให้เร็วที่สุด เพราะขืนชักช้าอาจจะทำให้ทีมต้องเสียเปรียบไปมากกว่านี้ และหลังจากที่นักเตะกลับมาลงสนามได้ ทีมก็ยังไม่โดน เชลซี ยิงประตูทิ้งห่าง จากนั้นไม่นานนักพวกเขาก็ได้ประตูตีเสมอ ทำให้ต้องดวลจุดโทษตัดสิน และหนึ่งในห้าแข้งของ สเปอร์ส ที่ต้องทำหน้าที่สำคัญก็คือ ดายเออร์ และเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวังเมื่อซัดเป็นคนแรกเข้าประตูซะด้วย

    หลังจบเกมนักเตะได้ออกมาเฉลยความจริงถึงสาเหตุที่ต้องรีบวิ่งเข้าไปในอุโมงค์เพราะว่าเกิดปัญหาเรื่องการขับถ่าย แต่เจ้าตัวไม่ได้บอกว่าเป็นการถ่ายหนักหรือถ่ายเบา ขณะที่ "เฮียมู" ก็ยอมรับจำเป็นต้องไปตามลูกทีมรายนี้ให้กลับมาลงสนามเร็วๆ เพราะไม่อยากให้ทีมต้องเสียเปรียบตัวผู้เล่นนานเกินไป

    สุดท้ายทุกอย่างจบอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง เพราะ สเปอร์ส ชนะจุดโทษเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ เกมคาราบาว คัพ ส่วน ดายเออร์ ก็ไม่ต้องอับอายที่ต้องปล่อยสิ่งปฏิกูลในสนามแข่ง !!!