วิกฤติแล้ว!ปารีสพบแข้งติดเชื้อโควิดเพิ่มอีก3คน

 

ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เจอวิกฤติหนักเกี่ยวกับเชื้อไวรัสโควิด-19 หลังจากการตรวจล่าสุดพบว่ามีพ่อค้าแข้งติดเชื้อเพิ่มอีก 3 รายทำให้ตอนนี้ยอดสะสมนักเตะภายในทีมติดไวรัสมรณะไปแล้วถึง 6 รายเลยทีเดียว

ปารีส แซงต์-แชร์แมง ยักษ์ใหญ่แห่งศึกลีก เอิง ฝรั่งเศส แถลงการณ์ยืนยันว่ามีนักเตะทัพ "เปแอสเช" อีก 3 รายมีผลการตรวจเป็นบวกจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ตอนนี้พวกเขามีนักเตะที่ต้องเข้ารับการรักษาตัวจากโรคนี้รวมเบ็ดเสร็จ 6 รายเลยทีเดียว

ก่อนหน้านี้ แซงต์-แชร์กแมง มีนักเตะติดเชื้อไวรัสมรณะ 3 รายได้แก่ เนย์มาร์ กองหน้าทีมชาติบราซิล, อังเคล ดิ มาเรีย ปีกทีมชาติอาร์เจนตินา และ เลอันโดร ปาเรเดส กองกลางเลือดฟ้า-ขาว โดยทั้ง 3 คน ต่างเพิ่งกลับมาจากการไปพักร้อนในเกาะอิบิซ่า ประเทศสเปน

ล่าสุด "เปแอสเช" ยังคงต้องพบกับวิกฤติเพิ่มขึ้นเมื่อมีการยืนยันว่านักเตะของพวกเขาอีก 3 รายถูกตรวจพบว่าติดเชื้อร้ายด้วย โดยแถลงการณ์ของรองแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซีซั่นล่าสุด ระบุว่า "จากการตรวจหาเชื้อโควิดครั้งล่าสุดของเจ้าหน้าที่ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ยืนยันว่า มีอีก 3 รายที่มีผลการตรวจเป็นบวก"

แม้ว่า แซงต์-แชร์กแมง จะได้ได้ระบุว่านักเตะที่ติดเชื้อโควิด-19 เป็นใคร แต่ เลกิ๊ป สื่อดังในดินแดนน้ำหอม รายงานว่าทั้ง 3 คนได้แก่ มาร์กินญอส กองหลังเลือดแซมบ้า, เมาโร่ อิการ์ดี้ หัวหอกอาร์เจนไตน์ และ เคย์เลอร์ นาบาส นายทวารมากประสบการณ์ชาวคอสตาริกา

เยอรมันหวิดแย่ท้ายเกม! สวิสรุกหนักไล่เจ๊า แบ่งแต้มเนชั่นส์ ลีก

"อินทรีเหล็ก" แม้จะพังประตูขึ้นนำไปก่อนจาก อิลคาย กุนโดกัน ทว่าในครึ่งหลังโดนเจ้าถิ่น สวิตเซอร์แลนด์ ไล่ตีเสมอ 1-1 แถมเกือบจะโดนพลิกแซงขึ้นนำหลายต่อหลายหนแต่รอดตัวมาได้ ทำให้เสมอเป็นแมตช์ที่ 2 ติดต่อกันมี 2 คะแนน ในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ลีก เอ กลุ่ม 4 เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน ที่ผ่านมา

สนาม : เซนต์ จาค็อบ-พาร์ค, บาเซิ่ล

"อินทรีเหล็ก" เยอรมัน ประเดิมเกมแรกด้วยการแบ่งแต้มกับ สเปน 1-1 เกมนี้เล่นเป็นนัดที่สองด้วยการบุกไปเยือน สวิตเซอร์แลนด์ ที่แมตช์แรกพ่าย ยูเครน 1-2

วลาดิเมียร์ เพ็ตโควิช บอสใหญ่ของทัพแดน "นาฬิกา" ส่ง ฮาริส เซเฟโรวิช เป็นหน้าเป้า ส่วน  โยอาคิม เลิฟ บุนเดสเทรนเนอร์ของเยอรมันวาง ยูเลี่ยน ดรักซ์เลอร์, ลีรอย ซาเน่ และให้ ติโม แวร์เนอร์ ยืนค้ำหน้า

เริ่มเกมครึ่งแรก เป็นฝั่ง เยอรมัน ที่บุกเข้าใส่ทันทีเลย และนาทีที่ 7 เกือบได้ลุ้นจากจังหวะที่ ลีรอย ซาเน่ ซัดด้วยขวาจน ยานน์ ซอมเมอร์ ต้องปัดออกไป

นาที 14 "อินทรีเหล็ก" มาชิงขึ้นนำไปก่อน 1-0 มัทธีอัส กินเทอร์ ไหลบอลคืนหลังให้ อิลคาย กุนโดกัน วิ่งมาแปด้วยขวาบอลไปแฉลบแข้งสวิสก่อนเบียดเสาแรกเข้าไปอย่างเฉียบขาด

เจ้าถิ่นได้ตอบโต้เช่นกัน นาที 21  ลอริส เบนิโต้ ได้ลองปั่นด้วยขวานอกกรอบแต่บอลหลุดเสาออกหลังไปแบบไม่ได้ลุ้น

อีก 5 นาทีถัดมา สวิตเซอร์แลนด์ พลาดโอกาสทองไล่ตีเสมอ หลัง บรีล เอ็มโบโล่ แทงบอลให้ เรนาโต้ สเตฟเฟ่น หลุดเข้าไปซัดด้วยซ้ายแต่บอลยังไปติดขา แบรนด์ เลโน่

นาที 35 เจ้าบ้านยังเดินหน้ารุกเข้าใส่ คราวนี้ ฮาริส เซเฟโรวิช พลิกบอลม้วนตัวหนี นิคลาส ซือเล่ ก่อนจะซัดด้วยซ้ายบอลพุ่งเหินคานออกไป

อีกนาทีต่อมา ติโม แวร์เนอร์ ได้รับโอกาสบ้างหลังรับบอลของ โรบิน โกเซ่นส์ แต่ดาวยิงจากเชลซีดันยิงเหินคานไปแบบหมดลุ้น

นาที 42 ฮาริส เซเฟโรวิช  เกือบยิงประตูให้ทีมไล่ตีเสมอ แต่จังหวะซัดด้วยขวาเน้นๆ บอลพุ่งไปชนคานอย่างน่าเสียดาย

จบครึ่งแรก สวิตเซอร์แลนด์ ตามหลัง เยอรมัน 0-1

ครึ่งหลัง เยอรมัน ถอดเอา ลีรอย ซาเน่ ออกมาพักแล้วส่ง ยูเลี่ยน บรันด์ท ลงไปเล่นแทน

 นาที 58 สวิสเซอร์แลนด์ มาทวงประตูไล่ตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จ กรานิต ชาคา วางบอลยาวไปที่ว่างให้ บรีล เอ็มโบโล่ ที่เล่นได้โดดเด่นเลี้ยงจี้เข้าไปในกรอบ ก่อนผ่านไปเสาไกลให้ ซิลวาน วิดเมอร์ ที่เติมขึ้นมาซัดด้วยขวาผ่าน แบรนด์ เลโน่ เข้าไป

นาที 67 เจ้าบ้านเกือบแซงขึ้นนำ หลัง กรานิต ชาคา กัปตันทีมตะบันด้วยขวานอกกรอบเน้นๆ บอลพุ่งแม้จะตรงตัว เลโน่ แต่นายด่านปืนใหญ่รับไม่อยู่ ก่อนจะตามตะครุบไว้ได้
   
อีก 3 นาทีต่อมา บรีล เอ็มโบโล่ ที่เล่นได้เด่นมากในวันนี้เล่นต่อไปไม่ไหวหลังบาดเจ็บจนต้องถูกเปลี่ยนตัวเออก ก่อนที่จะส่ง รูเบน วาร์กาส ลงมาแทน

เจ้าบ้านบี้อย่างหนักเพื่อหวังแซงเอาชนะให้ได้ นาที 85 สวิสมาได้ฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษ และเป็น กรานิต ชาคา ที่วิ่งมาซัดด้วยขวาบอลพุ่งผ่านกำแพงเกือบจะเสียบเสาสองอยู่แล้วแต่ดีที่ แบรนด์ เลโน่ พุ่งปัดออกหลังหวุดหวิด

จบเกม สวิตเซอร์แลนด์ เสมอกับ เยอรมัน 1-1 แบ่งแต้มกันไปทีมละหนึ่งคะแนน ทำให้ เยอรมัน เสมอสองเกมติดมี 2 คะแนน รั้งอันดับ 3 ส่วน สวิส มีแต้มแรกรั้งอยู่บ๊วยของกลุ่ม 4 ลีก เอ

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
   

กิ๊กส์ยิ้ม! ดาวรุ่งหงส์ฮีโร่กดชัยน.94 นำเวลส์สยบบัลแกเรียเนชั่นส์ลีก

เนโก วิลเลี่ยมส์ ดาวรุ่งจาก ลิเวอร์พูล สวมบทฮีโร่ให้ทัพ "มังกรแดง" เวลส์ เมื่อตะบันประตูชัยในน.94 นำทัพคว้าชัยเหนือ บัลแกเรีย สุดดราม่า 1-0 ในศึก ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ที่สนาม คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ สเตเดี้ยม เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ไรอัน กิ๊กส์ กุนซือทีมชาติเวลส์ จัดสตาร์ดังอย่าง แกเร็ธ เบล นำทัพมังกรแดง ร่วมกับ แดเนี่ยล เจมส์ ของ แมนฯ ยูไนเต็ด โดยเกมเป็นไปอย่างสนุกสูสี ขณะที่ทีมเยือน ส่ง ซิซินโญ่ แข้งที่เกิดในบราซิลประเดิมสนาม ซึ่งเล่นกันแบบไร้คนดูตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19

โอกาสที่หวาดเสียวที่สุดในครึ่งแรกเป็นของเวลส์ในน.44 เมื่อ คีฟเฟอร์ มัวร์ เปิดบอลให้ เดวิด บรู๊คส์ ซึ่งกลับมารับใช้ชาติครั้งแรกตั้งแต่ศึกคัด ยูโร 2020 เมื่อเดือนมิ.ย.ปีที่แล้วหลังไปผ่าตัดข้อเท้า จัดการวอลเล่ย์หลุดกรอบไปนิดเดียว

ครึ่งหลัง น.65 กิ๊กส์ แก้เกมด้วยการส่ง เนโก วิลเลี่ยมส์ ดาวรุ่งจากลิเวอร์พูลลงสนามแทน คอนเนอร์ โรเบิร์ตส์ ถัดมาสองนาที แดน เจมส์ จากปีศาจแดงได้ส่องเน้นๆ หลังประสานงานได้สวยกับ บรู๊คส์ ทว่าติดเซฟ

น.74 คู่หู เจมส์ กับ บรู๊คส์ ต่อบอลกันได้สวยอีกครั้ง ก่อน บรู๊คส์ จะหวดแฉลบคานอย่างน่าเสียดาย แต่ เวลส์ ยังไม่ละความพยายาม น.90+1 เบล ซัดฟรีคิก 25 หลาเฉี่ยวเป้าหมายไปนิดเดียว

กระทั่ง น.94 ทัพมังกรแดงก็คำรามสมใจ เมื่อ จอนนี่ วิลเลี่ยมส์ โยนอย่างแม่นยำให้เจ้าหนู เนโก วิลเลี่ยมส์ เทกตัวโจกตรงเสาสองตุงตาข่ายเป็นประตูชัยให้ เวลส์ ชนะไปหวุดหวิด 1-0 คว้าชัยเป็นนัดที่สองติดต่อกันหลังเพิ่งทุบฟินแลนด์ รั้งจ่าฝูงกลุ่ม 4 ลีกบี

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

เวลส์: เวย์น เฮนเนสซี่ย์, คอนเนอร์ โรเบิร์ตส์ (เนโก วิลเลี่ยมส์ น.65), ทอม ล็อคเยอร์, อีธาน อัมปาดู, เบน เดวิส, แม็ตต์ สมิธ, โจ มอร์เรลล์, แกเร็ธ เบล, เดวิด บรู๊คส์ (จอน วิลเลี่ยมส์ น.76), แดเนี่ยล เจมส์, คีฟเฟอร์ มัวร์ (ฮาล ร็อบสัน-คานู น.76)

บัลแกเรีย: จอร์จี้ จอร์จิเยฟ, ซิซินโญ่, คริสเตียน ดิมิทรอฟ, แอนตัน เนดยาลคอฟ, อิวาน โกรานอฟ, จอร์จี้ คอสตาดินอฟ, ยานิส คาราเบลยอฟ, บีร์เซนต์ คารากาเร็น, โทดอร์ เนเดเลฟ (ฟิลิป ยาโวรอฟ คราสเตฟ น.82), กาลิน อิวานอฟ (สปาส เดเลฟ น.70), โบซิดาร์ คราเยฟ (ดิมิทาร์ อิลิเยฟ น.61)

รามอสเบิ้ล-ฟาติแจ่ม! สเปนฟอร์มดุเปิดบ้านยำยูเครนศึกเนชั่นส์ ลีก

หลุยส์ เอ็นรีเก้ นายใหญ่ ”กระทิงดุ” เรียกความมั่นใจคืนสู่ทีมสำเร็จหลังได้ เซร์คิโอ รามอส เหมาคนเดียว 2 ประตูก่อน อันซู ฟาติ เปิดซิงสกอร์แรกในรั้วทีมชาติพาทีมถล่ม ยูเครน 4-0 มีเพิ่มเป็น 4 คะแนนขึ้นนำจ่าฝูง ลีกเอ กลุ่ม 4 ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก คืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา


สนาม :  เอสตาดิโอ อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่, มาดริด

หลุยส์ เอ็นรีเก้ เทรนเนอร์ทีมชาติสเปน พาทีมไล่ตีเสมอเยอรมัน 1-1 ในช่วงท้ายเกมของศึกเนชั่นส์ ลีก นัดล่าสุด โดยได้ประตูจากโฆเซ่ หลุยส์ กาย่า ช่วยให้รอดพ้นความพ่ายแพ้แบบหวุดหวิด และทำให้ไม่แพ้มา 5 เกมแล้ว

ทางด้าน อังเดร เชฟเชนโก้ เทรนเนอร์ทีมชาติยูเครน พาทีมเบียดชนะสวิตเซอร์แลนด์ 2-1 ในเกมเนชั่นส์ ลีกล่าสุด เป็นชัยชนะนัดที่ 4 ในรอบ 5 เกม

เปิดฉากได้เพียง 2 นาที  ”กระทิงดุ” ทะยานออกนำอย่างรวดเร็วจากลูกจุดโทษเป็นจังหวะของ อันซู ฟาติ โชว์ลีลาไขว้บอลหลบก่อนโดน เซอร์เก คริฟต์ซอฟ แหย่ข้อเท้าร่วงลงไปในกรอบเขตโทษ เซร์คิโอ รามอส รับหน้าที่สังหารไม่พลาด

นาทีที่ 11 สเปน ได้เสียวอีกจากลูกวางยาวของ เซร์คิโอ รามอส หยอดออกซ้ายให้ เซร์คิโอ เรกีลอน หลุดกับดักล้ำหน้าสอดมาพักอกก่อนตวัดด้วยซ้ายบอลผ่านหน้าประตูออกหลังไป

5 นาทีต่อมาคราวนี้เป็นลูกสูตรเตะมุมทางฝั่งซ้ายของ เจ้าถิ่น เซร์คิโอ เรกีลอน สอดมาครอสเข้าหัว เซร์คิโอ รามอส โขกเปลี่ยนทางแต่ไปตรงตัว อังเดร เปียตอฟ

โหมบุกอยู่ฝ่ายเดียวนาทีที่ 18 อันซู ฟาติ ถอยมารับบอลก่อนแทงช่องให้ เคราร์ด โมเรโน่ หลุดเดี่ยวเข้ากรอบเขตโทษแต่จังหวะยิงด้วยซ้ายหักข้อมากไปหลุดเสาไกลนิดเดียว

ครึ่งทางผ่าน ”กระทิงดุ” เร่งเครื่องต่อเนื่อง อันซู ฟาติ รับบอลทางริมเส้นฝั่งขวาโชว์ลีลาแหวกแนวรับ ยูเครน หลุดเข้าเขตโทษก่อนเลือกปั่นด้วยขวาเฉี่ยวเสาออกไปได้ลุ้น

สุดท้ายนาทีที่ 29 สเปน หนีห่างออกไปจนได้เป็นลูกเปิดของ ดานี่ โอลโม่ ตักย้อนมาเสาไกลให้ เซร์คิโอ รามอส ที่ยืนอยู่หลัง เซอร์เก คริฟต์ซอฟ แต่ขึ้นได้สูงกว่าชิงโขกย้อยข้าม อังเดร เปียตอฟ ซุกก้นตาข่าย

3 นาทีต่อมากลายเป็นยำใหญ่คราวนี้ อันซู ฟาติ ขอบ้างดึงจังหวะพาบอลตัดเข้าในก่อนตะบันด้วยขวาบอลโค้งอ้อมแนวรับ ยูเครน ผ่านมือ อังเดร เปียตอฟ เช็ดเสาไกลเข้าประตูสุดงาม

โอกาสยิงครั้งแรกของ ยูเครน ต้องรอถึงนาทีที่ 41 เป็นลูกจ่ายของ รุสลัน มาลินอฟสกี้ แทงช่องต่อให้ บ็อกดาน มิคาอิลเชนโก้ หลุดขึ้นมาทางซ้ายแต่จังหวะยิงไม่ดีเบาไปตรงตัว ดาบิด เด เคอา

หมดครึ่งเวลาแรก สเปน 3 ยูเครน 0

60 นาทีผ่านยังคงเป็น สเปน ที่เหนือกว่าทั้งรูปเกมและจังหวะลุ้นประตูคราวนี้เป็น ดานี่ โอลโม่ ปั่นด้วยซ้ายหน้าหัวกะโหลกไปติดมือ อังเดร เปียตอฟ ตะปปเอาไว้ได้ทัน

2 นาทีต่อมา เซร์คิโอ เรกีลอน เก็บตกหน้ากรอบเขตโทษซัดไปติดเซฟ อังเดร เปียตอฟ เด้งมาเข้าทาง เคราร์ด โมเรโน่ ส่งบอลไปซุกก้นตาข่ายน่าเสียดายธงล้ำหน้ายกขึ้นมาก่อนแล้ว

ก่อนหมดเวลา 15 นาที ”กระทิงดุ” หวิดบวกสกอร์ปิดกล่องเป็น ออสการ์ โรดรีเกซ ตัวสำรองก้มหน้าปั่นด้วยขวาบอลพุ่งแรงติดปลายมือ อังเดร เปียตอฟ เปลี่ยนทางไปชนคานออกหลัง

 แต่แล้วนาทีที่ 84 ดาวยิงป้ายแดงแมนฯซิตี้มาปิดกล่องให้ สเปน จนได้เป็นจังหวะส้มหล่น มีโคล่า มัตวิเยนโก้ โขกสกัดไม่ดีมาเข้าทาง เฟร์ราน ตอร์เรส ตวัดตูมเดียวบอลกระดอนพื้นผ่านมือ อังเดร เปียตอฟ ตุงตาข่าย

จบเกม สเปน 4 ยูเครน 0 ลูกทีมของ หลุยส์ เอ็นรีเก้ เรียกความมั่นใจสำเร็จพร้อมเก็บเพิ่มเป็น 4 คะแนนขึ้นนำจ่าฝูง ลีกเอ กลุ่ม 4

รายชื่อนักเตะที่ลงสนามตัวจริง
   
สเปน (4-3-3) : ดาบิด เด เคอา – เฆซุส นาบาส, เซร์คิโอ รามอส (เอริค การ์เซีย น.61), เปา ตอร์เรส, เซร์คิโอ เรกีลอน –  โรดริโก้ เอร์นานเดซ (ออสการ์ โรดรีเกซ น.69), ติอาโก้ อัลกันตาร่า, มิเกล เมริโน่ – ดานี่ โอลโม่, อันซู ฟาติ, เคราร์ด โมเรโน่ (เฟร์ราน ตอร์เรส น.74)

เทรนเนอร์ : หลุยส์ เอ็นรีเก้  
  
ยูเครน (4-2-3-1) : อังเดร เปียตอฟ – โอเล็กซานเดอร์ ทิมชิค, เซอร์เก คริฟต์ซอฟ, มีโคล่า มัตวิเยนโก้, บ็อกดาน มิคาอิลเชนโก้ – รุสลัน มาลินอฟสกี้, อีกอร์ คาราติน (เซอร์เก ซิดอร์ชุค น.63) – อังเดร ยาร์โมเลนโก้ (วิคเตอร์ โควาเลนโก้ น.79), โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้, โรมัน ยาเร็มชุค – มาร์ลอส (วิคเตอร์ ทซีกานคอฟ น.55)

เปแอสเชคอนเฟิร์มนักเตะ 3 รายติดเชื้อโควิด-19

ทัพเปแอสเช แถลงพบนักเตะในทีมติดเชื้อโควิด-19 3 รายก่อนพวกเขากลับมาลงสนามเกมลีกเอิงสุดสัปดาห์หน้า
ปารีส แซงต์-แชร์กแมง แถลงพบนักเตะในทีมติดเชื้อโควิด-19 ถึง 3 ราย ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มกลับมาฝึกซ้อมเตรียมฤดูกาลใหม่

ทัพเปแอสเช เพิ่งเรียกนักเตะกลับมารวมพลเพื่อเตรียมฝึกซ้อมในวันพุธนี้ หลังจากพวกเขาได้เบรคเพิ่มจากการทะลุเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา โดยคู่แข่งร่วมลีกของพวกเขาต่างออกสตาร์ทลีกเอิงไปเรียบร้อยแล้ว

โดยหลังจากกลับมารวมพลกันอีกครั้ง เปแอสเชทำการตรวจเชื้อโควิด-19ก่อนเริ่มทำการฝึกซ้อม แต่ปรากฎว่าพวกเขาพบนักเตะติดเชื้อโควิด-19 รวม 3 รายด้วยกัน โดยทั้งสามคนจะถูกส่งเข้ากักตัวเป็นเวลา 2 สัปดาห์  ซึ่งทางนักเตะและสตาฟฟ์โค้ชทุกคนจะทำการตรวจหาเชื้อซ้ำอีกครั้งในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยมีรายงานจากฝรั่งเศสคาดว่านักเตะที่ติดเชื้อคือ เลอันโดร ปาเรเดส, อังเคล ดิ มาเรีย และ เนย์มาร์
ทั้งนี้ เปแอสเช จะกลับมาลงสนามในลีกเอิงนัดแรกในเกมบุกไปเยือนลองส์ในวันที่ 11 กันยายนนี้

ใช่เหรอ? “เลิฟ” ยก “นอยเออร์” คู่ควรบัลลงดอร์กว่า “เลวานดอฟสกี”

โยอาคิม เลิฟ ผู้จัดการทีมชาติเยอรมนี ออกโรงแสดงความคิดเห็นว่า มานูเอล นอยเออร์ ผู้รักษาประตูจอมหนึบ คู่ควรกับรางวัลบัลลงดอร์มากกว่ากองหน้าดาวซัลโวเพื่อนร่วมทีมบาเยิร์น มิวนิค อย่าง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ฟรองซ์ ฟุตบอล ประกาศว่าปีนี้จะไม่มีการมอบรางวัลบัลลงดอร์ เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)

ทำให้หลายฝ่ายเสียดายแทน เลวานดอฟสกี ที่ถูกยกให้เป็นแข้งตัวเต็งคว้าบัลลงดอร์หากมีการมอบรางวัลปีนี้ จากผลงานเป็นดาวซัลโวในทุกรายการ และพาบาเยิร์น มิวนิค คว้า 3 แชมป์เมเจอร์ (ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, บุนเดสลีกา และเดเอฟเบ โพคาล)

ล่าสุด เลิฟ แสดงความเห็นว่า "ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรกับ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี นะ เขาเป็นดาวยิงระดับโลก แต่สำหรับผมแล้ว ผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลกประจำปีนี้คือ มานูเอล นอยเออร์"

เหมาะกับบาร์ซ่า? ชมแฮตทริกของเดอปายในลีกเอิง (มีคลิป)

ตกเป็นข่าวกับ บาร์เซโลน่า อย่างหนักตลอดช่วงที่ผ่านมา สำหรับ เมมฟิส เดอปาย ปีกชาวดัตช์ของ โอลิมปิก ลียง โดยถึงแม้ตอนนี้ ลิโอเนล เมสซี่ จะยอมอยู่กับทีมต่อแล้ว แต่ "อาซูลกราน่า" ก็ยังจำเป็นต้องยกเครื่องครั้งใหญ่อยู่ดี

ทั้งนี้ เดอปาย ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมาโดยตลอดกับ ลียง และวันนี้เราก็มีคลิปรวมแฮตทริกของเขาใน ลีก เอิง มาเป็นหลักฐานยืนยันถึงเรื่องนั้น

ส่องไลน์อัพลิเวอร์พูล-อาร์เซน่อลชิงโล่การกุศล

คาด 11 ตัวจริงของ ลิเวอร์พูล และ อาร์เซน่อล ในเกมชิงโล่การกุศล โดยที่ทั้งสองทีมอาจยังให้กองหน้าดาวรุ่งลงล่าตาข่าย หลังผลงานดีในเกมอุ่นเครื่อง
    ฟุตบอล คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ปีนี้จะเป็นการพบกันระหว่าง ลิเวอร์พูล แชมป์ พรีเมียร์ลีก กับ อาร์เซน่อล แชมป์ เอฟเอ คัพ ที่สนามเวมบลีย์ ในคืนวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคมนี้ (22.30 น. ตามเวลาในประเทศไทย)

    ศึกชิงโล่การกุศลรายการนี้นับเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลใหม่ใกล้เปิดฉาก โดยที่ซีซั่น 2020/21 จะออกสตาร์ตตั้งแต่วันเสาร์ที่ 12 กันยายนนี้

    ในเกมนี้คาดว่า ทั้งสองทีมอาจจะยังไม่ส่งชุดใหญ่ลงเต็มสูบ โดยฝั่ง ลิเวอร์พูล มีนักเตะเจ็บอย่าง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, โฌแอล มาติป และ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด ขณะที่ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ กับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ยังต้องรอเช็กความฟิต

    คาดว่า เกมนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ "หงส์แดง" จะส่ง อลีสซง เบ็คเกอร์ ลงเฝ้าเสา ส่วนแผงแบ็กโฟร์อาจให้ เนโก วิลเลี่ยมส์ ลงมาทำหน้าที่แทน อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ส่วนคู่เซนเตอร์แบ็ก ฟานไดค์ น่าจะได้ลงจับคู่กับ โจ โกเมซ โดยมี แอนดี้ โรเบิร์ตสัน ยืนเป็นแบ็กซ้าย

    ส่วน 3 กองกลางให้ ฟาบินโญ่ ยืนเป็นตัวตัดเกมอยู่หลัง เคอร์ติส โจนส์ กับ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม ขณะที่ 3 ประสานแดนหน้าใช้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และอาจเปิดโอกาสให้ ริอาน บรูว์สเตอร์ หัวหอกดาวรุ่งได้ลงเป็นตัวจริงแทน โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ หลังทำผลงานเยี่ยมในช่วงอุ่นเครื่องปรีซีซั่น

    ด้าน อาร์เซน่อล มีข่าวว่า นักเตะ 4 รายโดนกักตัว หลังเพิ่งกลับจากการเดินทางไปพักร้อนในต่างแดนโดยหนึ่งในนั้นคือ เอมิเลียโน่ มาร์ตีเนซ ผู้รักษาประตูชาวอาร์เจนไตน์ ทำให้ แบรนด์ เลโน่ จะได้กลับมาเป็นตัวจริงหลังหายเจ็บแล้ว

    ส่วนเซนเตอร์แบ็ก 3 คนใช้ วิลเลี่ยม ซาลิบา, ดาวิด ลุยซ์ และ คีแรน เทียร์นี่ หลัง ชโคดราน มุสตาฟี่ กับ ปาโบล มารี ยังมีอาการบาดเจ็บรบกวน

    ขณะที่กองกลาง 4 คนให้ เซดริก โซอาเรส ยืนฝั่งขวา ส่วน บูกาโย่ ซาก้า ประจำการด้านซ้าย โดยมี กรานิต ชาคา กับ โจ วิลล็อค ยืนคู่กลาง

    ด้าน 3 ประสานแนวรุกให้ วิลเลี่ยน ปีกคนใหม่ยืนด้านขวา ขณะที่ ปิแอร์ เอเมอริค-โอบาเมย็อง เล่นด้านซ้าย โดยมี เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ ยืนหน้าเป้าหลังผลงานเยี่ยมยิงประตูได้ในเกมอุ่นเครื่องที่ถล่ม เอ็มเค ดอนส์ 4-1 เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา

ต้องสโมสรนี้เลย! “ริวัลโด้” ชี้เป้า “เมสซี่” ควรเลือกย้ายซบทีมนี้ดีที่สุด

ริวัลโด้ ตำนานลูกหนังชาวบราซิล ออกมายืนยันว่าถ้า ลีโอเนล เมสซี่ จะย้ายออกจาก บาร์เซโลน่า จริงๆ ล่ะก็ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่มี เป๊ป กวาร์ดิโอลา เป็นกุนซือคือทางเลือกที่ดีสุด

"ผมเชื่อว่า แมนฯ ซิตี้ น่าจะเป็นทีมใหม่ที่ดีสุดสำหรับ เมสซี่ หากย้ายออกจาก บาร์ซ่า เพราะถึงแม้เจ้าตัวจะอายุ 33 แล้วแต่ด้วยฟอร์ม ด้วยคุณภาพ ด้วยพรสวรรค์ เขายังโลดแล่นอยู่บนจุดสูงสุดหรือเป็นดาวเด่นบนเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้อีกราว 1-3 ปีเลยทีเดียว" อดีตแข้งแซมบ้า กล่าว

"สำคัญคือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เป็นโค้ชที่เข้าใจในตัว เมสซี่ อย่างลึกซึ้ง อย่าลืมนะว่าทั้งคู่เคยประสบความสำเร็จร่วมกันอย่างยิ่งใหญ่มาก่อน ฉะนั้นจะเค้นเอาศักยภาพที่มีอยู่ออกมาได้หมดจด"

"ยอมรับว่าพอคิดแบบนี้แล้ว ก็อยากเห็น เป๊ป สร้างทัพเรือใบสีฟ้าขึ้นโดยมี เมสซี่ เป็นศูนย์กลางเหลือเกิน เขาสามารถสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นได้ในทุกๆ จังหวะ จนพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกหลายๆ ครั้งแน่นอน"

อาร์เซน่อลแม่นโทษดวลเป้าดับลิเวอร์พูล คว้าโลห์คอมมิวนิตี้ ชิลด์

ทาคูมิ มินามิโนะ พังประตูแรกในสีเสื้อลิเวอร์พูลได้เป็นทางการแล้ว หลังซัดไล่ตีเสมอ "ปืนใหญ่" 1-1 ทว่าช่วงดวลจุดโทษกลายเป็น อาร์เซน่อล ที่ยิงได้แม่นกว่าก่อนจะเอาชนะไปได้ 5-4 คว้าโล่ห์การกุศลไปครอง ในศึก คอมมิวนิตี้ ชิลด์ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา

สนาม : เวมบลีย์ สเตเดี้ยม

    ศึก คอมมิวนิตี้ ชิลด์ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา เป็นการพบกันระหว่าง อาร์เซน่อล เจ้าของแชมป์เอฟเอ คัพ ล่าสุด พบกับ ลิเวอร์พูล แชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลที่ผ่านมา

    มิเกล อาร์เตต้า เกมนี้ยังไม่พร้อมใช้ผู้เล่นหลายรายรวมทั้งสตาร์อย่าง วิลเลี่ยน ที่เพิ่งเซ็นฟรีมาจากเชลซี ทำให้แนวรุกวันนี้ใช้ บูกาโย่ ซาก้า, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง และ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ ส่วนทางฝั่ง เจอร์เก้น คล็อปป์ จัดชุดใหญ่ขาดแค่ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็กขวาที่ยังบาดเจ็บ ส่วนสามประสานแดนหน้ายังเป็น ซาดิโอ มาเน่, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์

    เปิดฉากมาได้แค่ 7 นาทีแรก เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายได้แล้ว แต่ผู้ตัดสินเป่าเป็นลูกล้ำหน้า เช่นเดียวกับ VAR จะยืนยันว่าไม่เป็นประตู

    ทัพหงส์ลุยขึ้นมาอีก นาที 12 เนโก วิลเลี่ยมส์ ครอสจากด้านขวาเข้าไปให้ เจมส์ มิลเนอร์ โขกหลุดกรอบออกไปแบบได้เสียว

    ทว่าถัดมาไม่ถึงนาที บอลสวนกลับของ "ปืนใหญ่" แผลงฤทธิ์สำเร็จ บูกาโย่ ซาก้า วางบอลอย่างแม่นให้ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง เลี้ยงจี้เข้าหน้ากรอบก่อนปั่นโค้งๆ ด้วยขวาบอลหนีมือ อลีสซง เบ็คเกอร์ เข้าไปอย่างสวยงาม อาร์เซน่อล ขึ้นนำ 1-0

    นาที 18 ไอ้หนู ซาก้า ที่เปลี่ยนมาสวมเสื้อเบอร์ 7 แทน เล่นได้อย่างโดดเด่น คราวนี้ไหลบอลให้ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ ซัดด้วยขวาบอลพุ่งจน อลีสซง ต้องออกแรงปัดออกหลัง

    ลูกทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ยังคลำเป้าส่องไม่เข้ากรอบเลยซักหน และเกือบโดนเม็ดที่สองจากบอลสวนกลับของอาร์เซน่อล บูกาโย่ ซาก้า ขึ้นมาทางซ้ายก่อนจ่ายเข้ากลางให้ เอ็นเคเทียห์ ตะบันด้วยขวานอกกรอบ ทว่าบอลพุ่งเหินคานออกไป
   
    ลิเวอร์พูล เน้นการโจมตีด้านข้างเป็นหลัก แต่จังหวะสุดท้ายยังไม่ผ่านแนวรับไอ้ปืนใหญ่ที่ช่วยกันได้ดี

    นาที 40 "หงส์แดง" หวิดได้ลุ้นขึ้นนำอีก บอลด้านข้างจาก แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ครอสไปเข้าหัวของ ซาดิโอ มาเน่ ขวิดบางไปบอลผ่านหน้าประตูแม้ ฟาน ไดค์ จะพยายามพุ่งเข้าซ้ำแต่ไม่ถึง

    จบครึ่งแรก อาร์เซน่อล ขึ้นนำ ลิเวอร์พูล 1-0

    ครึ่งหลัง นาที 51 "หงส์แดง" เกือบได้ลุ้นตีเสมอ บอลมาถึง โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ เลี้ยงจี้เข้าหา ดาวิด ลุยซ์ ก่อนจะปั่นด้วยขวาแต่บอลโค้งไม่พอหลุดเสาไปแบบสุดเสียว

    อีก 5 นาทีต่อมา แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เปิดยาวให้ ซาดิโอ มาเน่ หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปในกรอบแต่จังหวะยิงด้วยขวาดันซัดไปติดตัว เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ นายด่านไอ้ปืนใหญ่ที่ออกมาบล็อคช่วยทีมไว้ได้

     เกมรุกของลิเวอร์พูลยังเจาะไม่เข้า แม้ นาที 68 ทาคูมิ มินามิโนะ จะตั้งป้อมยิงนอกกรอบเต็มแรงแต่บอลก็ยังพุ่งไปเข้ามือ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ
   
    นาที 73 จนแล้วจนรอด แนวรับของปืนโตมาพลาดจนได้หลังบอลเจาะตรงกลาง ซาลาห์ เล่นชิ่งให้ ทาคูมิ มินามิโนะ ได้ซัดจ่อๆกลางประตูพลาดมือ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ แม้ผู้เล่นอาร์เซน่อลจะฟ้องว่า มินามิโนะ ทำแฮนด์บอลก่อนหน้านี้ แต่หลังจาก อังเดร มาร์ริเนอร์ ได้เช็กกับทีม VAR แล้วไม่เป็นแฮนด์บอลยืนยันให้ประตู "หงส์แดง" ไล่ตีเสมอ 1-1 และเป็นประตูแรกของ มินามิโนะ ในสีเสือลิเวอร์พูลอย่างเป็นทางการ
   
    นาที 81 ลิเวอร์พูล เกือบพลิกแซงขึ้นนำ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ครอสบอลมาเสาไกลให้ ซาดิโอ มาเน่ พักอกลงก่อนหลุดเข้าไปซัดติดตัว เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ อย่างน่าเสียดาย

    จบเกม อาร์เซน่อล เสมอกับ ลิเวอร์พูล ในเวลา 1-1 ต้องตัดสินหาผู้ชนะดวลลูกที่จุดโทษ ผลปรากฎว่าแข้งอาร์เซน่อลยิงได้แม่นกว่าเอาชนะ "หงส์แดง" ไปได้ 5-4 ซิวโล่ห์การกุศลไปครอง

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
   
        อาร์เซน่อล (3-4-2-1) :
เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ – ร็อบ โฮลดิ้ง, ดาวิด ลุยซ์, คีแรน เทียร์นี่ย์ – เอคตอร์ เบเยริน, โมฮาเหม็ด เอลเนนี่, กรานิต ชาคา, เอนสลี่ย์ เมทแลนด์-ไนลส์ – บูกาโย่ ซาก้า, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง – เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์

        ผู้จัดการทีม : มิเกล อาร์เตต้า
 
        ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อลีสซง เบ็คเกอร์ – เนโก วิลเลี่ยมส์, โจ โกเมซ, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – ฟาบินโญ่, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, เจมส์ มิลเนอร์ – ซาดิโอ มาเน่, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์

        ผู้จัดการทีม : เจอร์เก้น คล็อปป์   

        ผู้ตัดสิน : อังเดร มาร์ริเนอร์