ลินการ์ดซัดต่อ! ตัดเกรดแข้งแมนยูขนสำรองเฉือนลินซ์

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายในศึกยูโปา ลีกเป็นที่เรียบร้อย โดยการพบ ลินซ์ เกมนัดที่สอง "ผีแดง" พักตัวหลักเกือบยกชุดและส่งผู้เล่นสำรองลงสนาม ทว่าสิ่งที่เห็นได้ชัดคือแข้งเหล่านี้ยังห่างชั้นตัวจริงอยู่มาก สุดท้ายต้องพึ่งนักเตะตัวหลักอย่าง มาร์กซิยาล ลงมาเป็นซูเปอร์ซับซัดประตูชัย เช็คผลสอบนักเตะ "ปีศาจแดง" ได้ที่นี่
เซร์คิโอ โรเมโร่ 7

    ประตูที่เสียคงโทษเขาไม่ได้จริงๆ แต่มีเซฟสวยอีก 3 ครั้งโดยเฉพาะลูกยิงจ่อๆท้ายเกม

ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ 5

    เรื่องเกมรับทำได้ดีแต่เกมรุกมีปัญหาอยู่มาก จังหวะเติมขึ้นมาสวยๆแต่พอเข้าพื้นที่สุดท้ายตัดสินใจน่าผิดหวังหลายครั้ง

    เกมรับไม่ได้มีอะไรผิดพลาดมากนัก แม้จะไม่ค่อยนิ่งเท่าไหร่แต่จังหวะสำคัญยังสกัดได้

แฮร์รี่ แม็กไกวร์ 6

    มีโอกาสโหม่งประตูสองครั้งแต่ไม่เข้ากรอบ มีจังหวะดวลลูกกลางอากาศพลาดครั้งหนึ่ง แต่โดยรวมยังทำได้ดี

แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ 6

    ลงเล่นตัวจริงฉลองสัญญาใหม่กับสโมสร ในเรื่องเกมรับนัดนี้ค่อนข้างชัวร์ ส่วนจังหวะเติมเกมรุกทำได้ดีบ้าง ทว่าการครอสบอลยังต้องปรับปรุงอีกมาก

สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ 5

    เข้าบอลพรวดและเสียฟาวล์ง่ายเช่นเดิมจนโดนใบเหลือง ไม่ได้ทำให้ทีมได้เปรียบในแดนกลางมากนัก เรื่องความนิ่งยังเป็นรอง มาติช อยู่มาก

เฟร็ด 6

    พยายามเล่นง่ายๆ มีจังหวะจับบอลแรกดีและจ่ายบอลสวยๆโดยเฉพาะในครึ่งแรก ดูดีกว่าคู่หู แม็คโทมิเนย์ ทว่าฟอร์มโดยรวมยังห่างไกลที่จะเบียดตัวจริง

ฆวน มาต้า 6

    ครึ่งแรกฟอร์มไม่น่าประทับใจอย่างยิ่ง มีโอกาสทองช่วงต้นเกมที่จะเปิดให้เพื่อนร่วมทีมยิงโล่งๆ แต่ผ่านบอลเสียเปล่า ทำเกมรุกขาดๆเกินๆมาตลอด จนกระทั่งครึ่งหลังมาทำ 2 แอสซิสต์

เจสซี่ ลินการ์ด 7

    ดูมีความมั่นใจขึ้นมากหลังยิงประตูนัดสุดท้ายในพรีเมียร์ลีก ครึ่งแรกมีจังหวะจ่ายบอลสวยๆหลายครั้งและพาบอลขึ้นหน้าได้ดี ครึ่งหลังมายิงประตูให้ทีมตีเสมอ น่าเสียดายที่เล่นแค่ 1 ชั่วโมงแล้วถูกเปลี่ยนออก

แดเนียล เจมส์ 4

    ยังคงหาฟอร์มช่วงต้นฤดูกาลไม่เจอสักที จังหวะเปิดบอลน่าผิดหวัง ไม่ติดบล็อคก็ขาดๆเกินๆ โอกาสทองที่หลุดมาทางฝั่งซ้ายก็พยายามเลี้ยงตะบี้ตะบันเลี้ยงจนทำเสียบอล

โอเดียน อิกาโล่ 5.5

    จังหวะได้บอลและตะลุยในเขตโทษยังทำได้ดี แต่การจบสกอร์น่าทำได้ดีกว่านี้

 

ผู้เล่นสำรองที่ลงสนาม

ปอล ป็อกบา 6 (ลงสนามแทน เจสซี่ ลินการ์ด น.63)

    จ่ายบอลง่ายๆแต่ทำให้แดนกลางดูดีขึ้น

อันเดรียส เปเรยร่า 5 (ลงสนามแทน เฟร็ด น.63)

    มีจังหวะฝืนเลี้ยงบอลแบบไม่จำเป็น ไม่ได้ช่วยเกมรุกมากนัก

ทาฮิธ ชอง 6 (ลงสนามแทน แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ น.72)

    ถูกจับเล่นเป็นแบ็กซ้ายแต่ดูมีความกระตือรือร้นดี

อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล 6.5 (ลงสนามแทน แดเนี่ยล เจมส์ น.84)

    สร้างความแตกต่างในแนวรุกให้เห็นแบบชัดเจน ยิงประตูชัยแถมเกือบยิงอีกหนึ่งตุงท้ายเกม

เทเด้น เมนจี้ – (ลงสนามแทน ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ น.84) เดบิวต์นัดแรกให้ทีมชุดใหญ่

โด้เซ็ง! ยิงสองแต่ยูเวนตุสรวมผลแพ้อเวย์โกลร่วง16ทีมชปล.

"ม้าลาย" ยูเวนตุส แม้ได้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เหมาสองลูกพาทีมพลิกแซงชนะ โอลิมปิก ลียง ไปได้ 2-1 ทว่าสกอร์รวมสองนัดเสมอกัน 2-2 แต่เป็นทีมเยือนจากฝรั่งเศสเข้ารอบด้วยกฎประตูทีมเยือน โดยจะดวลกับ แมน ซิตี้ รอบ 8 ทีมสุดท้าย ในการแข่งขันศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง คืนวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา

สนาม : ยูเวนตุส สเตเดี้ยม

     ศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง "ม้าลาย" ยูเวนตุส เจ้าของแชมป์กัลโช่ 9 สมัย มีภารกิจสำคัญในการไล่ล่าบอลยุโรปถ้วยใหญ่ หลังสกอร์นัดแรกปราชัยไปก่อน เมาริซิโอ ซาร์รี่ เทรนเนอร์เจ้าบ้าน พัก "เปาโล ดีบาล่า" เป็นสำรอง คู่หน้าจัด "อิกวาอิน-โรนัลโด้" ยืนซัดทีมเยือน โอลิมปิก ลียง ที่ผลงานในลีกไม่ดีเท่าไหร่พลาดตั๋วลุยบอลยุโรป รูดี้ การ์เซีย กุนซือผู้มาเยือน สั่งลูกทีมมุ่งมั่นแมตช์นี้ ใส่ชื่อ "เมมฟิส เดอปาย" กัปตันทีมรักษาสกอร์ผ่านเข้ารอบให้ได้

     ทีมเยือนใกล้เคียงนาทีที่ 9 คาร์ล โตโก เอก็อมบี้ ตวัดบอลคืนย้อนให้ เมมฟิส เดอปาย หยอดบอลจากริมเขตโทษด้านซ้ายเข้าเขตโทษ อเล็กซ์ ซานโดร โหม่งสกัดออกมาเข้าทาง อุสเซม อาอูอาร์ วางเท้ายิงแต่ว่า วอยเชียค เชสนี่ นายทวารม้าลายยื่นมือปัดออกหลังได้ทัน

     ลียงออกนำนาทีที่ 12 โรดริโก้ เบนตันกูร์ วิ่งไล่ตามประกบ อุสเซม อาอูอาร์ ไปถึงในเขตโทษก่อนมิดฟิลด์ยูเว่สไลด์ถูกบอลแต่กองกลางลียงกลิ้งล้มไปด้วย กรรมการดูวีเออาร์ แล้วเป่าให้จุดโทษ เมมฟิส เดอปาย รับหน้าที่ชิพบอลเข้าตาข่ายอย่างง่ายดาย

     ผ่านมานาทีที่ 17 อเล็กซ์ ซานโดร วางบอลยาวจากแดนหลังขึ้นนห้ามาที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ปรี่มาเกี่ยวบอลลงพื้นแล้วหลุดเข้าไปซัดบอลผ่านหน้าปากประตูออกหลังไป ทว่าเชิ้ตดำให้เป็นลูกล้ำหน้าจังหวะวิ่งมารับบอลของสตาร์ม้าลาย

     เจ้าบ้านบุกนาทีที่ 20 อเล็กซ์ ซานโดร เติมทิ้งบอลกลางสนามระยะ 25 หลาทางซ้าย บอลมาตกในเขตโทษเกือบ 8 หลา คริสเตียโน่ โรนัลโด้ โถมตัวตัดหน้าแนวรับลียงแต่กดไม่ลงเหินข้ามคานออกไป

     ม้าลายเร่งเครื่องนาทีที่ 37 ฮวน กวาดราโด้ เปิดบอลริมสนามฝั่งขวา บอลโด่งมาที่ กอนซาโล่ อิกวาอิน ถอยมาสะบัดหัวโหม่งบอลกระดอนพื้น แอนโธนี่ โลเปส นายทวารลียงตะปบบอลหลุดมือจังหวะแรกแต่ยังตามมาเก็บได้อยู่มือ

     ยูเว่ชวดสกอร์นาทีที่ 39 โรดริโก้ เบนตันกูร์ ลากบอลก่อนถูก เลโอ ดูบัวส์ หวดล้มตรงเส้นวงกลมเขตโทษเยื่องมาด้สนซ้าย กรรมการให้ฟรีคิก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ อาสาปั่นแต่ว่ามือกาวทีมเยือนพุ่งเซฟได้อย่างสวยงาม

     เจ้าถิ่นตีเสมอนาทีที่ 43 มิราเล็ม ปานิช ซัดฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษบอลไปโดนแขน เมมฟิส เดอปาย แม้เจ้าตัวจะแนบแขนกับตัวแล้วก็ตาม เชิ้ตดำใช้วีเออาร์แล้วชี้ไปที่จุดโทษ และเป็น คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซัดเรียดหนีตัวนายทวารทีมเยือนเข้าไป จบครึ่งแรก เสมอกัน 1-1

     ทีมเยือนทักทายนาทีที่ 57 คาร์ล โตโก เอก็อมบี้ ลงต่ำมารับบอลหน้ากรอบเขตโทษจ่ายคินกลับให้ บรูโน่ กิมาเรส กองกลางทีมเยือนจับบอลส่องไกลแต่บอลสูงเกินไปข้ามคานพอสมควร

     ม้าลายแซงนำนาทีที่ 60 เฟเดริโก้ แบร์นาร์เดสคี่ ได้บอลไหลสั้นให้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เลี้ยงตัดเข้ากลางแล้วซัดทันทีจากกลางสนามระยะ 25 หลาเยื้องมาทางขวา บอลพุ่งเลี้ยวเข้าหา แอนโธนี่ โลเปส นายด่านลียงเหินตัวปัดแต่ไม่พ้นบอลชิ่งเสาแรกเข้าไปสุดงดงาม

     เจ้าถิ่นโหมหนักนาทีที่ 76 เปาโล ดีบาล่า โยนลุกเตะมุมฝั่งซ้าย คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เทคตัวคนเดียวแบบโล่งโขกบอลตรงเขตโทษระยะ 8 หลา แต่บอลสูงเกินไปไม่เข้ากรอบออกหลังแทน ก่อนจบเกม ยูเวนตุส ชนะ โอลิมปิก ลียง 2-1 แต่ว่าสกอร์รวมสองนัดเสมอกัน 2-2 แต่เป็นทีมเยือนจากฝรั่งเศสเข้ารอบด้วยกฎประตูทีมเยือน โดยจะดวลกับ แมน ซิตี้ รอบ 8 ทีมสุดท้าย

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

ยูเวนตุส (4-3-3): วอยเชียค เชสนี่,ฮวน กวาดราโด้ (ดานิโล่ น.70),มาต์ไตส์ เดอ ลิกท์,เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่,อเล็กซ์ ซานโดร,โรดริโก้ เบนตันกูร์,มิราเล็ม ปานิช (อารอน แรมซี่ย์ น.60),อาเดรียง ราบิโอต์,เฟเดริโก้ แบร์นาร์เดสคี่ (เปาโล ดีบาล่า น.70 (มาร์โก โอลีวีเอรี น.84),กอนซาโล่ อิกวาอิน,คริสเตียโน่ โรนัลโด้

โอลิมปิก ลียง (3-5-2): แอนโธนี่ โลเปส,เจสัน เดนาเยอร์ (โยอาคิม แอนเดอร์เซน น.61),มาร์เซโล่,แฟร์นานโด มาร์ซาล,เลโอ ดูบัวส์ (เคนนี่ เตเต้ น.90+1),มักซ็องซ์ กาเกอเร่ต์,บรูโน่ กิมาเรส,อุสเซม อาอูอาร์ (ติอาโก้ เมนเดส น.90+1),มักซ์เวล กอร์กเน่ต์,คาร์ล โตโก เอก็อมบี้ (เจฟฟ์ เรเน่-อเดเลด น.67),เมมฟิส เดอปาย (มูซ่า เดมเบเล่ น.67)

วารานแจกขนม, เชซุสโคตรเด่น ! ผ่า 5 ประเด็น แมนซิตี้ สยบ “ราชัน”

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โชว์ฟอร์มได้อย่างแข็งแกร่งด้วยการตอกย้ำชัยชนะในแมตช์ปะทะ เรอัล มาดริด ด้วยสกอร์ 2-1 ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัด 2 รอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ "เรือใบสีฟ้า" ลอยลำเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ด้วยสกอร์รวม 2 นัด 4-2

    สำหรับเกมนี้แฟนบอล "สำเภาทอง" ต้องขอบคุณ ราฟาแอล วาราน มากๆ ที่เล่นผิดพลาดในจังหวะสำคัญส่งผลให้ "ราชันชุดขาว" ต้องเสีย 2 ประตู ขณะที่ฟอร์มของ กาเบรียล เชซุส โดดเด่นเป็นสง่า และพร้อมที่จะแบกรับหน้าที่ยิงประตูแทน เซร์คิโอ อเกวโร่ ได้สบายๆ

    ขณะที่ เควิน เดอ บรอยน์ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาคู่ควรกับคำว่าเพลย์เมกเกอร์ระดับโลก หลังจากที่ปั้นเกมให้กับต้นสังกัดได้อย่างสุดยอดไม่มีที่ติ ด้าน เป๊ป กวาร์ดิโอ กุนซือชาวสแปนิช ถือเป็นยอดโค้ชที่มาพร้อมกับแท็คติกที่หลากหลาย และสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการเล่นเพื่อให้ทีมบรรลุผลตามเป้าหมายที่วางเอาไว้

    ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ซึ่งจะเป็นการแข่งแบบมินิทัวร์นาเมนต์ แข่งเกมเดียวจบ ในกรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ในช่วงระหว่างวันที่ 12-23 สิงหาคมนี้ "เรือใบสีฟ้า" มีคิวพบกับ โอลิมปิก ลียง และหากมองดูเส้นทางแล้ว ต้องยอมรับว่าพวกเขามีโอกาสสูงมากๆ ที่จะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับสโมสรจริงๆ !!!

 

 

1. วาราน แจกโชคสองชั้น
    การที่ เรอัล มาดริด มาเยือนถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยม พวกเขามีแนวคิดที่จะต้องเปิดเกมรุกเพื่อทำประตูให้ได้เร็วที่สุด เพราะหากได้ประตูเร็ว จะเป็นการโยนแรงกดดันใส่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทันที เนื่องจากพวกเขาจะพลาดไม่ได้ไม่งั้นต้องร่วงตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายทันที

    อย่างไรก็ตาม ราฟาแอล วาราน ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเซนเตอร์แบ็กที่เหนียวแน่นมากๅ ในวงการลูกหนังโลก และมีประสบการณ์สูงแถมยังผ่านความสำเร็จในการคว้าแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก 4 สมัย และแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 ร่วมกับทีมชาติฝรั่งเศส มาแล้ว จะทำเรื่องที่ผิดพลาดราวกับเด็กประถมได้ขนาดนี้

    จังหวะที่เสียประตูแรก วาราน พยายามที่จะโชว์ความเหนือชั้นในการพยายามที่จะครองบอล แต่สุดท้ายดันทำผิดพลาดมหันต์เมื่อโดน กาเบรียล เชซุส เบียดแย่งบอล ก่อนส่งให้ ราฮีม สเตอร์ลิง ซัดเป็นประตูขึ้้นตั้งแต่ 9 นาทีแรก ยังไม่หมดแค่นั้น ดาวเตะเลือดเฟร้นช์ ยังทำให้ทีมต้องตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากในครึ่งหลัง เมื่อโหม่งบอลคืนหลังเบาเกินไป ทำให้โดน เชซุส ฉกยิงขึ้นนำ 2-1

    ผลงานของ วาราน ในแมตช์นี้ทำให้โดนวิจารณ์อย่างหนัก โดยถึงขนาดเปรียบเทียบว่าฟอร์มแบบนี้ราวกับ "นักเตะสมัครเล่น" !!!

 
2. อาซาร์ หายไปไหนอะ-เสียดายไม่มี เบล  !!
    การกลับมาเยือนอังกฤษ เหมือนเป็นการได้กลับมาสู่ดินแดนที่คุ้นเคยของ เอแด็น อาซาร์ หลังจากที่เขาเคยโลดแล่นกับการเล่นเกมฟุตบอลในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี ให้กับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี 7 ฤดูกาล ซึ่งจุดนี้น่าจะทำให้นักเตะสามารถรับมือกับการเล่นกับ "เรือใบสีฟ้า" ได้ไม่ยากนัก

    แต่เมื่อเอาเข้าจริงๆ กลายเป็นว่า อาซาร์ ไม่มีบทบาทอะไรเลยในแมตช์นี้ โดย ดาวเตะทีมชาติเบลเยียม แทบไม่มีโอกาสได้แสดงพรสวรรค์ขั้นเทพ เหมือนที่เขามักจะโชว์ให้เห็นตอนที่เล่นในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ และนี่จึงเป็นอีกจุดสำคัญที่ทำให้ "ราชันชุดขาว" เล่นไม่ออก

 

    เห็นได้ชัดว่าเกมรุกของ เรอัล ขาดความสร้างสรรค์ในการเข้าทำ ขณะที่ อาซาร์ ก็ไม่สามารถที่จะใช้ความาสมารถเฉพาะตัวในการทะลุทะลวงเกมรับ แมนฯ ซิตี้ เข้าไปสร้างอันตรายได้มากนัก ต่างจาก ราฮีม สเตอร์ลิง ที่มีโอกาสใช้ความเร็วในการปั่นป่วนเกมรับเจ้าบ้านได้อย่างต่อเนื่อง

    ฉะนั้นต้องยอมรับว่าฟอร์มการเล่นของ อาซาร์ ในแมตช์นี้ ไม่เหมือนกับที่เราๆ ท่านๆ เคยเห็นเขาเล่นตอนอยู่กับ เชลซี !!

    ที่สำคัญ ซีเนดีน ซีดาน ยังทำเรื่องที่ผิดพลาดก่อนเกมแมตช์นี้ ด้วยการตัดชื่อ แกเร็ธ เบล ออกจากทีม เพราะหากมี ดาวเตะเลือดเวลส์ นั่งอยู่ในซุ้มม้านั่งสำรอง อย่างน้อยๆ "ซิซู" ก็อาจจะใช้ความสามารถของเขาช่วยพลิกสถานการณ์ของทีมในยากคับขัน
 

3. ฟอลส์ ไนน์ ไปได้สวยกับ แมนฯ ซิตี้
    ต้องบอกว่าเป็นเรื่องน่าแปลกใจพอสมควรที่ได้เห็น ฟิล โฟเด้น ลงเล่นตัวจริงในตำแหน่งฟอลส์ ไนน์ เพราะผู้เล่นที่น่าจะมีโอกาสมากกว่าอย่าง ดาบิด ซิลบา, ริยาด มาห์เรซ และ แบร์นาร์โด้ ซิลวา มีชื่อเป็นเพียงแค่ตัวสำรองเท่านั้น แต่งานนี้ "เป๊ป" ต้องคิดมาอย่างรอบคอบแล้วจึงกล้าใช้ เจ้าหนูรายนี้ลงสนามในเกมที่มีความกดดันมากขนาดนี้

    ตอนแรกหลายคน (แม้แต่แฟนแมนฯ ซิตี้) ก็คงมองว่าระบบนี้ของ เป๊ป ค่อนข้างจะบ้าบอมากๆ แต่บทสรุปสุดท้ายมันการเป็นระบบที่สุดยอดจากมันสมองของกุนซือชาวสแปนิช  ที่สำคัญในเกมแรกที่ซานติอาโก้ เบร์นาเบว, เป๊ป ก็คือทำให้ทุกๆ คนต้องทึ่งมาแล้วด้วยการใช้ผู้เล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางถ้าเป็นตำแหน่งฟอลส์ ไนน์

    เป๊ป จับ เชซุส กับ สเตอร์ลิง ออกไปยืนเป็นแนวรุกทางริมเส้นทั้งสองข้างในช่วงแรก เพื่อต้องการกดดันกองหลังของ "โลส บลังโกส" ในพื้นที่กรอบเขตโทษ และแท็คติกนี้ก็ได้ผลเพราะนำไปสู่การได้ประตูแรกของพวกเขา แต่น่าเสียดายที่เจ้าบ้านเสียสมาธิไปหน่อยทำให้โดนตีเสมอในเวลาต่อมา ซึ่งนั่นทำให้ เรอัล มาดริด กลับมาสู่เกม

    อย่างไรก็ตาม ขงเบ้งแดนกระทิงดุ รีบจัดการเปลี่ยนแปลงระบบในช่วงพักครึ่ง และโยก เชซุส กลับมายืนเป็นหน้าเป้าซึ่งเป็นตำแหน่งถนัดของเขา จากนั้นขยับ โฟเด้น ไปยืนแทนที่ ก่อนจะเปลี่ยนตัวออก และส่ง  ซิลวา ลงมาแทน ซึ่งเพียงเท่านั้นก็ทำให้ "เรือใบสีฟ้า" กลับมาสู่แนวทางการเล่นที่โดดเด่นเหมือนเดิม

    ฉะนั้นต้องยอมรับว่า กวาร์ดิโอล่า มีแท็คติกที่พร้อมจะปรับเปลี่ยนเพื่อสร้างความแตกต่างได้ตลอดเวลา แม้อาจจะมีหลายคนมองว่าหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้พวกเขาปราบ เรอัล มาดริด ก็คือการเกมรับที่เล่นได้อย่างย่ำแย่ของ แชมป์ ลา ลีกา ฤดูกาลนี้ ก็ตาม

   
4.  "คิง เดอ บรอยน์" จอมสร้างสรรค์เกม
    เควิน เดอ บรอยน์ ก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะเวิลด์คลาสไปเรียบร้อยแล้วจากผลงานกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแมตช์ล่าสุดที่ปะทะกับสโมสรที่ได้ชื่อว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่จอมทัพชาวเบลเยียม ได้แสดงให้เห็นประจักษ์ชัดแล้วว่าเขาคือผู้เล่นที่คู่แข่งต้องระวังตัวให้ดีๆ

    ในแมตช์นี้ โคตรคนจอมแอสซิสต์ เล่นงานกองหลัง "ราชันชุดขาว" จนปั่นป่วนไปหมด โดยไม่ว่าจะเป็นจังหวะการวางบอลยาว หรือการผ่านบอลสั้น เจ้าตัวทำได้ดีเยี่ยมอย่างไม่มีที่ติ และเมื่อไหร่ก็ตามที่บอลออกจากเท้า เดอ บรอยน์ ต้องบอกว่าอันตรายทุกจังหวะ

 

    ที่สำคัญ เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติเบลเยียม สามารถสร้างโอกาสให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ถึง 9 ครั้งในเกมกับ เรอัล มาดริด ฉะนั้นสิ่งนี้คือสัญญาณเตือนบรรดาคู่แข่งของ แมนฯ ซิตี้ ว่าพวกเขาต้องจับตา เดอ บรอยน์ เอาไว้ให้ดีๆ เพราะหากปล่อยให้เขามีพื้นที่แม้แต่นิดเดียว มีสิทธิ์ที่จะเสียประตูได้เลยทีเดียว

    ฉะนั้นคงจะไม่เป็นการยกย่องปอปั้นจนเกินไปว่า เดอ บรอยน์ คือราชันแห่งการแอสซิสต์ ในยุคปัจจุบัน !!!

 

 

5. เส้นทางสู่แชมป์แรกในประวัติศาสตร์ "เรือใบ"
    แมนฯ ซิตี้ ทะลุเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ และตอนนี้หลายๆ คนคงยกให้พวกเขาเป็นทีมเต็งหนึ่งที่จะคว้าโทรฟี่ "บิ๊กเอียร์" มาครอบครอง หลังจากที่ทีมของกุนซือเป๊ป กวาร์ดิโอล่า สามารถปราบโคตรทีมอย่าง เรอัล มาดริด ได้สำเร็จในเกมเมื่อค่ำคืนวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา

    สำหรับตอนนี้หากมองล่วงหน้าต้องบอกว่างานหนักของทัพ "สำเภาทอง" รองแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลล่าสุด อาจจะเป็น บาเยิร์น มิวนิค หรือ บาร์เซโลน่า ในรอบรองชนะเลิศ โดยหากมองจากขุมกำลังของ แมนฯ ซิตี้ ในเวลานี้ก็ต้องบอกว่าแข็งแกร่งมากพอที่จะทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ เป็นครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์สโมสร

    จุดเด่นของ แมนฯ ซิตี้ ก็คือเกมรุกที่สร้างสรรค์โอกาสในการทำประตูได้ตลอด โดยเฉพาะการมี เดอ บรอยน์ ควรทำหน้าที่เป็นเพลย์เมกเกอร์ ส่วน สเตอร์ลิง กับ เชซุส สามารถใช้ความเร็วในการจัดการกับแนวรับคู่แข่งจนขาดวิ่นได้สบายๆ ขณะที่ โรดรี้ เอร์นานเดซ คอยทำหน้าที่เก็บกวาดงานช่วยให้ จอมทัพทีมชาติเบลเยียม เล่นเกมรุกได้สบายๆ

    ขณะที่จุดที่ต้องแก้ไขก็คือเกมรับที่ยังค่อนข้างเปราะบาง และหากเจอทีมที่มีเกมรุกดุดัน มีโอกาสที่พวกเขาจะต้องเสียประตูได้เช่นกัน ฉะนั้น "เป๊ป" จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องติวเข้มลูกทีมห้ามทำผิดพลาดเหมือนกับ เรอัล มาดริด แสดงให้เห็นในเกมนี้ เด็ดขาด ไม่งั้นอาจไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้

เนย์มาร์เลื้อยสยองโลก! เปิดสถิติน่าสนใจหลังเกมเปแอสเชเชือดอตาลันต้า

ดราม่าสุดๆ สำหรับเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ คู่แรกเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา หลัง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง มาได้สองประตูจาก มาร์กินญอส และ เอริค มักซิม ชูโป-โมติง ในนาทีที่ 90 และ 90+3 พลิกเอาชนะ อตาลันต้า ได้แบบสุดระทึก 2-1 ซึ่งต้องบอกเลยว่า เกมนี้มีสถิติที่น่าสนใจเพียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ เนย์มาร์ ที่เค้นฟอร์มการลากเลื้อยอันน่าทึ่ง ถึงแม้ไร้สกอร์และยิงทิ้งยิงขว้างไปหลายครั้งก็ตาม
     149 – จำนวนวินาทีความห่างระหว่างประตูของ มาร์กินญอส และ เอริค มักซิม ชูโป-โมติง
 

     1 – นี่คือหนแรกที่ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เอาชนะสโมสรจากอิตาลีได้สำเร็จในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยก่อนหน้านี้ 6 ครั้งที่เจอสโมสรเลี่ยน พวกเขาเสมอ 4 แพ้ 2 และเก็บคลีนชีตไม่ได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

     25 – เปแอสเช ทะลุเข้าสู่รอบตัดเชือก แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปี หรือนับตั้งแต่ฤดูกาล 1994/95 ยุคกุนซือ หลุยส์ แฟร์กน็องเดซ

     113 – จำนวนครั้งที่ เนย์มาร์ ได้สัมผัสกับบอลในเกมนี้ ซึ่งมากสุดเหนือทุกคนในสนาม รองลงมาคือ เพรสเนล คิมเพมเบ้ กองหลังเพื่อนร่วมทีม 93 ครั้ง 

     16 – จำนวนครั้งที่ เนย์มาร์ เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดในเกมเดียว แชมเปี้ยนส์ ลีก นับตั้งแต่ที่ Opta เริ่มมีการจดบันทึกสถิติเมื่อฤดูกาล 2009/10

     11 – แน่นอนว่า สถิติเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่ง 16 ครั้งของ เนย์มาร์ เป็นสถิติสูงสุดในเกมเดียวศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้ด้วย โดยทุบสถิติเดิม 11 ครั้งที่ ลิโอเนล เมสซี่ ของ บาร์เซโลน่า และ ลอเรนโซ่ อินซินเย่ ของ นาโปลี เคยทำเอาไว้ในเกมเจอกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ตามลำดับ 

     4 – ที่โหดยิ่งไปกว่านั้น… หากนับเฉพาะตั้งแต่ฤดูกาล 2016/17 เป็นต้นมา นักเตะที่เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งสำเร็จในเกมเดียวศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก มากสุด 4 อันดับแรก เป็น เนย์มาร์ คนเดียวล้วนๆ!!!

      – 16 ครั้ง : เนย์มาร์ VS อตาลันต้า (2020)
       – 15 ครั้ง : เนย์มาร์ VS ยูเวนตุส (2017)
      – 13 ครั้ง : เนย์มาร์ VS นาโปลี (2018)
      – 13 ครั้ง : เนย์มาร์ VS เรอัล มาดริด (2018)

     9.74 – เป็นเรตติ้งของ เนย์มาร์ ในเกมนี้จากเว็บไซต์ whoscored.com ซึ่งนอกจากเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งได้ถึง 16 หนแล้ว เกมนี้เจ้าตัวยังทำ 1 แอสซิสต์, สร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมลุ้นทำประตูรวม 4 ครั้ง และเรียกฟาวล์ได้ถึง 9 หนด้วย

     6 – ขณะที่ เนย์มาร์ เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งได้ถึง 16 ครั้ง… ผู้เล่น อตาลันต้า ทั้งทีมเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งสำเร็จรวมแค่ 6 หนเท่านั้น!!! โดยนักเตะของพวกเขาที่ทำได้มากที่สุดคือ มาร์เท่น เดอ รูน 3 ครั้ง

เนย์มาร์เลื้อยสยองโลก! เปิดสถิติน่าสนใจหลังเกมเปแอสเชเชือดอตาลันต้า
     1 – ถือเป็นเกมที่น่าผิดหวังสำหรับ เมาโร อีการ์ดี้ หัวหอกเลือด "ฟ้า-ขาว" ของ เปแอสเช เพราะตลอด 79 นาทีที่อยู่ในสนาม (ชูโป-โมติง ลงแทน) เจ้าตัวได้สัมผัสบอลในกรอบเขตโทษคู่แข่ง 1 ครั้ง, สร้างโอกาสให้เพื่อน 1 ครั้ง, ได้ลองยิง 1 ครั้ง และตรงกรอบ 0 ครั้ง

บิ๊กเกม!แมนซิตี้หวังย้ำชัยรับเรอัลมาดริดที่ลุ้นพลิกนรกเข้า8ทีมชปล.

"เรือใบสีฟ้า" แมนฯ ซิตี้ กุมความได้เปรียบแมตช์แรกมาก่อน นัดนี้ไม่ง่ายปะทะยอดทีมแดนกระทิง เรอัล มาดริด แชมป์รายการนี้ 13 สมัย ที่มุ่งมั่นคว้าอีกโทรฟี่ประดับบารมี โดยต้องชนะและยิงให้ได้สองเม็ดเป็นอย่างน้อยเพื่อโอกาสเข้ารอบ ในการแข่งฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง คืนวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2563

ปรีวิว ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง
วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2563
แมนฯ ซิตี้ – เรอัล มาดริด
(สกอร์นัดแรก แมนฯ ซิตี้ ชนะ 2-1)
เวลา : 02.00 น.
สนาม :  เอติฮัด สเตเดี้ยม

    ทีมเรือใบเข้าป้ายรองแชมป์พรีเมียร์ลีกตามหลังลิเวอร์พูลถึง 18 แต้ม แต่มีแชมป์ติดมือแล้วกับโทรฟี่คาราบาว คัพ ส่วนรายการนี้กุมความได้เปรียบจากชัยชนะเลกแรกที่มาดริด 2-1

    ความพร้อมล่าสุดกุนซือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ได้แข้งใหม่มาร่วมทัพ 2 รายคือ เฟร์ราน ตอร์เรส ปีกดาวรุ่งชาวสเปนจากบาเลนเซีย และสดๆ ร้อนๆ นาธาน อาเก้ กองหลังดัตช์จากบอร์นมัธ แต่ทั้งคู่ยังไม่สามารถลงทะเบียนเล่นในแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้

    ขณะเดียวกัน พวกเขาจะไม่มี เบนฌาแม็ง เมนดี้ แบ็กซ้ายเฟร้นช์แมน ที่ติดโทษแบน น่าจะใช้งาน โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ ลงตัวจริงแทน หรือ ชูเอา คันเซโล่ ก็เล่นได้เช่นกัน

    เซร์คิโอ อเกวโร่ ดาวยิงคนสำคัญชาวอาร์เจนไตน์ มีชื่อในรายการนี้อยู่ ทว่ายังคงเจ็บเข่า เปิดโอกาสให้ กาเบรียล เชซุส เสียบแทนอัตโนมัติ โดยมี ริยาด มาห์เรซ กับ ราฮีม สเตอร์ลิง สนับสนุนด้านข้าง ส่วน ดาบิด ซิลบา มิดฟิลด์กัปตันตัวเก๋า น่าจะนั่งสำรองเพื่อให้ เป๊ป ได้จัดทัพตัวจริงระยะยาวไปในตัว

    ”ราชันชุดขาว” ผงาดคว้าแชมป์ลา ลีกา ด้วยผลงานสุดยอดชนะ 10 จาก 11 นัดนับจากรีสตาร์ต แต่รายการนี้เสียเปรียบเสี่ยงตกรอบจากผลปราชัยเลกแรกคาบ้านนั่นเอง

    มิหนำซ้ำ ซีเนดีน ซีดาน กุนซือคนเก่งชาวฝรั่งเศส ยังต้องประสบปัญหาแนวรับขาด เซร์คิโอ รามอส กัปตันทีม ที่โดนใบแดงในการเจอกันหนก่อน ต้องใช้งาน เอแดร์ มิลิเตา ลงเล่นเซนเตอร์แบ็กคู่กับ ราฟาแอล วาราน ส่วน แฟร์กล็องด์ เมนดี้ ก็จะได้ลงแบ็กซ้ายแทน มาร์เซโล่ ที่ยังบาดเจ็บต่อไป

    ประเด็นสำคัญตอนนี้คือระบบจะมาไม้ไหน หากเป็นแบบไดมอนด์ก็จะวาง มาร์โก อาเซนซิโอ ปั้นเกมหลังคู่หน้า คาริม เบนเซม่า กับ เอแด็น อาซาร์ หรือถ้ายัดกลาง 5 ตัวก็ถอด อาเซนซิโอ แล้วเติมตัวสดอย่าง เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้ ตรงกลางสนาม

    ในราย แกเร็ธ เบล, ฮาเมส โรดริเกซ หมดสิทธิ์แน่ๆ ไม่ได้เดินทางร่วมทีมท่ามกลางข่าวเตรียมย้ายออก ขณะที่ มาเรียโน่ ดิอาซ ดาวยิงโดมินิกัน ถูกตรวจพบเชื้อโควิด-19 ต้องกักตัวแยกจากทีมไปโดยปริยาย

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, แฟร์นันดินโญ่, เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์, โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ (ชูเอา กานเซโล่) – เควิน เดอ บรอยน์, โรดรี้ เอร์นานเดซ, อิลคาย กุนโดอัน – ริยาด มาห์เรซ, กาเบรียล เชซุส, ราฮีม สเตอร์ลิง

เรอัล มาดริด (4-3-1-2) : ติโบต์ กูร์กตัวส์ – ดานี่ การ์บาฆาล, เอแดร์ มิลิเตา, ราฟาแอล วาราน, แฟร์กล็องด์ เมนดี้ – เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้, กาเซมิโร่, โทนี่ โครส – มาร์โก อาเซนซิโอ – คาริม เบนเซม่า, เอแด็น อาซาร์

ผู้ตัดสิน : เฟลิกซ์ บรีช (เยอรมัน)

เลวานยิง2จ่าย2! บาเยิร์นย้ำชัยถล่มเชลซี ทะลุชนบาร์ซ่า8ทีมชปล.

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ งัดฟอร์ดสุดยอดหลังยิงสอง-จ่ายสอง พา "เสือใต้" ไล่ถล่ม เชลซี 4-1 สกอร์รวมสองนัดผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ด้วยประตูรวม 7-1 โดยจะเข้าไปพบกับ บาร์เซโลน่า ในวันที่ 14 สิงหาคมนี้ ในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา

สนาม : อัลลิอันซ์ อารีน่า 

    ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง บาเยิร์น มิวนิค กลับมาเล่นในบ้านรับการมาเยือนของ เชลซี โดยเกมแรก "เสือใต้" โชว์ฟอร์มดุบุกไปถล่ม "สิงห์บลูส์" 3-0 ทำให้มีโอกาสสูงที่จะผ่านเข้าไปเล่นในรอบก่อนรองชนะเลิศ

     ฮันส์-ดีเตอร์ ฟลิค พาเสือใต้ไร้พ่ายตั้งแต่ขึ้นปี 2020 แมตช์ทางการล่าสุดคือ ไล่บดเอาชนะ เลเวอร์คูเซ่น 4-2 คว้าแชมป์เดเอฟเบ โพคาล เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เกมนี้ไร้ปัญหาในการจัดทัพจัดชุดใหญ่ส่ง  แซร์จ นาร์บี้, โธมัส มุลเลอร์ และอิวาน เปริซิช สนับสนุน โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ยืนเป็นหน้าเป้า

    ส่วน แฟร้งค์ แลมพาร์ด นายใหญ่ของเชลซี แพ้เกมแรกมาขาดลอยทำให้โอกาสเข้ารอบยากเต็มที สภาพทีมก็ไม่ดีเท่าไหร่ ฟอร์มล่าสุดพ่าย อาร์เซน่อล 1-2 ในนัดชิงฯเอฟเอ คัพ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา แถมต้องมาปวดหัวกับอาการเจ็บของผู้เล่นอีก โดยสามแนวรุกวันนี้จัด เมสัน เมาน์ท, แทมมี่ อบราฮัม และ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย

    ออกสตาร์ทมาได้แค่ 8 นาที โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ หลุดเข้าไปแตะบอลหลบ วิลลี่ กาบาเยโร่ ได้แล้ว แม้ผู้ตัดสินจะเป่าเป็นล้ำหน้าไปก่อน แต่หลังจากเช็กจาก VAR แล้วไม่เป็นลูกล้ำหน้า ทำให้กลับคำตัดสินชี้เป็นจุดโทษให้ "เสือใต้" พร้อมแจกใบเหลืองให้ กาบาเยโร่ ก่อนที่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ จะซัดเข้าไปไม่พลาดให้ บาเยิร์น มิวนิค ขึ้นนำอย่างรวดเร็ว 1-0 และเป็นประตูที่ 12 นำดาวซัลโวยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สกอร์รวมนำ เชลซี ขาดลอย 4-0

    นาที 18 "เสือใต้" ได้ลุ้นอีกคราวนี้ แซร์จ นาร์บี้ ครอสมาให้ เลวานดอฟสกี้ ดีดเร็วด้วยขวาบอลพุ่งถากเสาไกลออกไปอย่างน่าเสียดาย

    กระนั้น นาที 24 สิงห์บลูส์ มาเล่นกันพลาดหลัง  มาเตโอ โควาซิช ทำเสียบอลกลางสนาม ก่อนบอลมาถึง เลวานดอฟสกี้ ดึงจังหวะแล้วไหลนิ่มๆให้ อิวาน เปริซิช แปด้วยขวาเสาแรกผ่านมือ วิลลี่ กาบาเยโร่ เข้าไป ให้ "เสือใต้" นำห่าง 2-0

    นาที 28 เชลซี มาชวดประตูตีไข่แตกอย่างน่าเสียดายหลัง แทมมี่ อบราฮัม จ่ายบอลต่อให้ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ปั่นบอลอย่างสุดสวยเบียดเสาเข้าไปแล้ว แต่ VAR ยืนยันไม่ให้ประตูเนื่องจาก แทมมี่ กลับมาจากตำแหน่งล้ำหน้า

    ท้ายครึ่งแรก นาที 44 เชลซี มาพังประตูตีไข่แตกสำเร็จ หลัง เอเมอร์สัน ครอสบอลเข้ามาในกรอบ 6 หลา มานูเอล นอยเออร์ ออกมาตะครุบบอลแต่พลาดทำหลุดมือไปเข้าทาง แทมมี่ อบราฮัม ที่ยืนโล่งๆตามซ้ำด้วยขวาเข้าไปให้ เชลซี ไล่มาเป็น 1-2

    จบครึ่งแรก บาเยิร์น มิวนิค ขึ้นนำ เชลซี 2-1 สกอร์รวมสองนัด "เสือใต้" นำห่าง 5-1

    กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 49 เอเมอร์สัน จ่ายบอลขึ้นหน้าให้ เมสัน เมาน์ท กระชากขึ้นทางซ้ายเข้าไปในกรอบก่อนจะกดด้วยซ้ายมุมแคบไปเข้ามือ มานูเอล นอยเออร์

    นาที 63 เจ้าบ้านเปลี่ยนสองคนรวดส่ง นิคลาส ซือเล่ ลงไปเล่นแทน เยโรม บัวเต็ง ที่มีอาการเจ็บ และส่ง ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ลงไปเล่นแทน อิวาน เปริซิช

    อีก 4 นาทีต่อมา บาเยิร์น เกือบได้เม็ดที่สามหลัง โยชัว คิมมิช เปิดเตะมุมมาให้ ติอาโก้ อัลกันตาร่า โขกบอลโดนสกัดมาเข้าทาง ดาวิด อลาบา อัดด้วยขวาแถวสองเข้าไปแต่บอลพุ่งไปเข้ามือ กาบาเยโร่

    นาที 76 "เสือใต้" มาได้ประตูที่สามนำห่าง 3-1 บอลออกซ้ายไปให้ เลวานดอฟสกี้ ก่อนที่หัวหอกชาวโปแลนด์จะเปิดมากลางประตูให้ โกร็องแต็ง โตลิสโซ่ ตัวสำรองที่เพิ่งลงมากระโดดแปด้วยขวาเน้นๆเข้าไปให้เจ้าบ้านสกอร์รวมนำ สิงห์บลูส์ 6-1
   
    เท่านั้นไม่พอ นาที 84 มาได้ประตูที่สี่นำโด่ง 4-1 คราวนี้ อัลบาโร่ โอดริโอโซล่า ครอสจาดด้านขวามาให้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ โขกเข้าไปเป็นประตูที่สองของเจ้าตัวในเกมนี้ และประตูที่ 13 นำดาวซัลโวรายการนี้

    จบการแข่งขัน บาเยิร์น มิวนิค เปิดบ้านเอาชนะ เชลซี 4-1 รวมผลสองนัด "เสือใต้" เอาชนะขาดลอย 7-1 ผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่ประเทศโปรตุเกสที่จะจัดแบบ "มินิทัวร์นาเมนท์" โดยจะพบกับ บาร์เซโลน่า ในวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคมนี้

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1) : มานูเอล นอยเออร์ – โยชัว คิมมิช, เยโรม บัวเต็ง, ดาวิด อบาลา, อัลฟงโซ่ เดวิส – ติอาโก้ อัลกันตาร่า, เลออน โกเร็ทซ์ก้า – แซร์จ นาร์บี้, โธมัส มุลเลอร์, อิวาน เปริซิช – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ 
   
        เชลซี (4-3-3) : วิลลี่ กาบาเยโร่ – รีซ เจมส์, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, คูร์ท ซูม่า, เอเมอร์สัน พัลไมรี่ – มาเตโอ โควาซิช, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, รอสส์ บาร์คลี่ย์ – เมสัน เมาน์ท, แทมมี่ อบราฮัม, คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย

        ผู้ตัดสิน : คูเน็ย์ต ชาคีร์ (ตุรกี)

เป๊ปซึม-แมนซิตี้ฝันสลาย! พ่ายช็อกโลกส่งลียงเข้าตัดเชือกศึกชปล.

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นายใหญ่ "เรือใบ" แมนซิตี้ ยังคงต้องผิดหวังในการพาทีมเป็นจ้าวยุโรปอีกซีซั่น หลังแพ้ช็อกโลกถูก มุสซา เด็มเบเล่ หัวหอกสำรอง ลียง ซัดสองเม็ด นำต้นสังกัดทะลุตัดเชือกเป็นหนที่สองถ้วยใบนี้กับ บาเยิร์น ต่อไป ในการแข่งขัน ศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย แบบนัดเดียวรู้ผล คืนวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา

สนาม : เอสตาดิโอ โชเซ่ อัลวาลาด (ลิสบอน, โปรตุเกส)

     ศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย แบบนัดเดียวรู้ผล "เรือใบ" แมนซิตี้ ผ่านยักษ์อย่าง เรอัล มาดริด มาได้สบายแบบชนะทั้งสองนัด เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นายใหญ่ของทีม ขนผู้เล่นเต็มพิกัด แนวรุกลงครบทั้ง "เดอ บรอยน์,เชซุส,สเตอร์ลิง" แต่ยังไม่มี "อเกวโร่" ที่บาดเจ็บอยู่ ฟากคู่แข่ง โอลิมปิก ลียง ที่สร้างความประหลาดใจเขี่ย ยูเวนตุส ตกรอบไป รูดี้ การ์เซีย เทรนเนอร์จอมเก๋า กระตุ้นลูกทีมทำฟอร์มสุดยอดให้ได้อีกหน จัด "เมมฟิส เดอปาย" หัวหอกกัปตันทีมพังสกอร์สำคัญเข้าดวล บาเยิร์น ในรอบถัดไปให้จงได้

     เพียงนาทีที่ 3 อายเมริค ลาปอร์กต์ ดันขึ้นสูงมาถึงกลางสนามไหลออกริมเส้นให้ ชูเอา กานเซโล่ รับบอลแล้วแทงขึ้นหน้าไปที่ ราฮีม สเตอร์ลิง วิ่งหนีผู้เล่นลียงเข้าไปปาดบอลจากเขตโทษด้านซ้ายเข้ากลางแต่ยังมี แฟร์นานโด มาร์ซาล กองหลังคู่แข่งสไลด์ดักไว้ได้ก่อนเพื่อนร่วมทีมเตะเคลียร์ออกหลังไป

     ถัดมานาทีที่ 10 แฟร์นานโด มาร์ซาล ปราการหลังลียงเก็บตกบอลจากลูกเตะมุมทางด้านซ้าย เจ้าตัววางเท้าซัดไกลนอกกรอบเขตโทษ บอลเรียดขนานพื้นแต่ยังถูก เอแดร์ซอน นายด่านเรือใบย่อตัวรับเอาไว้

     ลียงออกนำนาทีที่ 24 แฟร์นานโด มาร์ซาล โยนบอลโด่งจากแดนหลังมาให้ คาร์ล โตโก เอก็อมบี้ สปีดมารับบอลก่อนโดน เอริค การ์เซีย สไลด์ดักก่อนเข้ากรอบเขตโทษทางซ้าย แต่ว่าบอลกลับกลิ้งเข้าทาง มักซ์เวล กอร์กเน่ต์ ตามมาปั่นบอลโค้งหนีตัวนายทวารแมนซิตี้เสียบทางเสาแรก กรรมการดูวีเออาร์สักพักว่ามีการล้ำหน้าหรือไม่แล้วยืนยันให้เป็นสกอร์

     เรือใบเร่งนาทีที่ 31 ชูเอา กานเซโล่ ลากบอลลุยมาทางริมสนามด้านซ้าย ก่อนเปิดเข้ามากลางเขตโทษ แอนโธนี่ โลเปส มือกาวลียง เหินตัวปัดแต่บอลไม่ขาดกระดอนมาหา อิลคาย กุนโดกัน ที่ยืนรออยู่บริเวณตรงนั้นยิงซ้ำหนึ่งครั้ง ทว่านายทวารทีมฝรั่งเศสแก้ตัวบล็อกไว้ได้

     ยักษ์ลีกผู้ดีพลาดจังหวะนาทีที่ 39 เควิน เดอ บรอยน์ สบโอกาสยิงฟรีคิกทางด้านซ้ายของกรอบเขตโทษ บอลพุ่งข้ามกำแพงฮุบลงเข้าหากรอบประตูแต่ว่า แอนโธนี่ โลเปส ยืนถูกตำแหน่งทุบทิ้งออกไปพ้นอันตรายได้เช่นเดิม

     แมนซิตี้ชวดเจ๊านาทีที่ 43 ไคล์ วอล์คเกอร์ จ่ายบอลสั้นให้ กาเบรียล เชซุส รับบอลหน้ากรอบเขตโทษส่งเข้าเขตโทษด้านขวาไปที่ ราฮีม สเตอร์ลิง จับบอลล็อกหลอกแนวรับลียงหนึ่งครั้งแล้วตบหักย้อนกลับมา โรดรี วิ่งมาบรรจงซัดแต่บอลไม่ผ่านมือนายทวารคู่แข่งเซฟแล้วตามมาตะปบบอลกระฉอกเอาไว้ได้

     ช่วงนาทีที่ 45+1 เควิน เดอ บรอยน์ โชว์การจ่ายด้วยไซต์ก้อยจากกลางสนามเอนมาทางซ้ายระยะเกือบ 30 หลา บอลลอยโด่งเลี้ยวข้ามฟากมาเลยเท้า แฟร์นานโด มาร์ซาล กองหลังลียงที่พยายามจะสกัดมาเข้าทาง ราฮีม สเตอร์ลิง หลุดเข้าไปซัดติดตัวนายทวารสโมสรลีกเอิง ก่อนจบ 45 นาทีแรก โอลิมปิก ลียง ขึ้นนำ 1-0

     แมนซิตี้พลาดตีเสมอนาทีที่ 60 เควิน เดอ บรอยน์ ซัดฟรีคิกกลางสนามระยะ 25 หลา บอลเหินข้ามกำแพงผู้เล่นลียงแต่ยังเป็น แอนโธนี่ โลเปส พุ่งตัวทุบบอลทิ้งออกมาได้เช่นเคยอีกครั้ง

     ทีมดังลีกเอิงบุกบ้างนาทีที่ 63 แฟร์นานโด มาร์ซาล ดันขึ้นมาถึงกลางสนาม ก่อนลองส่องไกลนอกกรอบเขตโทษ บอลกระดอนพื้นแต่ไม่ได้สร้างปัญหาอะไรให้ เอแดร์ซอน นายทวารเรือใบสักเท่าไหร่ล้มตัวรับอยู่มือ

     เรือใบตามตีทันนาทีที่ 69 ริยาด มาห์เรซ ตวัดบอลทิ้งจากสนามทางซ้ายให้ ราฮีม สเตอร์ลิง สปีดมารับบอลในเขตโทษด้านเดียวกันปาดย้อนมากลางให้ เควิน เดอ บรอยน์ ปรี่มาเอียงตัวแปบอลเข้าซุกก้นตาข่ายสำเร็จ

     ต่อมานาทีที่ 73 กาเบรียล เชซุส ได้บอลสนามด้านซ้าย จ่ายสั้นให้ ริยาด มาห์เรซ ทำชิ่งจนดาวยิงวแซมบ้าหลุดเข้าเขตโทษด้านซ้ายตัดเข้ามายิงบอลยัดเสาแรกแต่ว่านายทวารลียงยังเหนียวพุ่งปัดบอลพ้นออกหลังไปได้

     ลียงนำอีกครั้งนาทีที่ 79 อายเมริค ลาปอร์กต์ ส่งบอลพลาดไปถูกผู้เล่นลียงดักได้กลางสนาม ก่อนเป็น อุสเซม อาอูอาร์ แทงทะลุช่องบอลผ่านตัว คาร์ล โตโก เอก็อมบี้ ที่ยืนล้ำหน้าปล่อยบอลต่อให้ มุสซา เด็มเบเล่ ที่วิ่งไปสะกิดโดน อายเมริค ลาปอร์กต์ ล้มลงหลุดเดี่ยวเข้าไปยิงบอลติดเท้า เอแดร์ซอน แต่บอลแรงพอกระเด้งเข้าประตูไป เชิ้ตดำเช็ควีเออาร์จังหวะล้ำหน้า แล้วให้เป็นประตูนำของทีมลีกเอิง

     เกมดำเนินมาถึงนาทีที่ 86 กาเบรียล เชซุส  ลากบอลจากนห้ากรอบเขตโทษแล้วยิงกึ่งผ่านมาที่เสาสอง ก่อนเป็น ราฮีม สเตอร์ลิง ปรี่มาคนเดียวแต่กลับซัดเหินข้ามคาน ก่อนจังหวะต่อเนื่อง ลียงได้ลูกที่สาม อุสเซม อาอูอาร์ เก็บบอลได้นอกเขตโทษ ปั่นบอลถูก เอแดร์ซอน นายด่านเรือใบปัดออกมาแต่มี มุสซา เด็มเบเล่ หัวหอกตัวสำรองหวดลูกที่สองของเจ้าตัวเกมนี้เข้าไปอีกในนาทีที่ 87 จบเกม โอลิมปิก ลียง เอาชนะ แมนซิตี้ 3-1 ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศเป็นหนที่สองของสโมสร รอดวล บาเยิร์น มิวนิค

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

แมนซิตี้ (4-3-3): เอแดร์ซอน,ไคล์ วอล์คเกอร์,เอริค การ์เซีย,อายเมริค ลาปอร์กต์,ชูเอา กานเซโล่,แฟร์นันดินโญ่ (ริยาด มาห์เรซ น.56),อิลคาย กุนโดกัน,โรดรี (ดาบิด ซิลบา น.84),เควิน เดอ บรอยน์,กาเบรียล เชซุส,ราฮีม สเตอร์ลิง

โอลิมปิก ลียง (3-5-2): แอนโธนี่ โลเปส,เจสัน เดนาเยอร์,มาร์เซโล่,แฟร์นานโด มาร์ซาล,เลโอ ดูบัวส์ (เคนนี่ เตเต้ น.75),มักซ็องซ์ กาเกอเร่ต์,บรูโน่ กิมาเรส (ติอาโก้ เมนเดส น.70),อุสเซม อาอูอาร์,มักซ์เวล กอร์กเน่ต์,เมมฟิส เดอปาย (มุสซา เด็มเบเล่ น.75),คาร์ล โตโก เอก็อมบี้ (เจฟฟ์ เรเน่-อเดเลด น.87)

เจองานยาก!โลเปเตกีชูแมนยูทีมใหญ่สุดของโลก

จูเลน โลเปเตกี กุนซือ เซบีย่า ระบุ แมนฯ ยูไนเต็ด ถือเป็นทีมที่ใหญ่ที่สุดของโลกจนทำให้มันจะเป็นงานยากของตน แต่เสริมว่าลูกทีมจะลงเล่นโดยที่มีความเชื่อมั่นว่าสามารถผ่าน "ปีศาจแดง" ได้
    จูเลน โลเปเตกี เทรนเนอร์ เซบีย่า ยอดสโมสรแห่งเวที ลา ลีกา สเปน ยกย่อง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คู่แข่งในรอบรองชนะเลิศในศึก ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ว่าเป็นทีมที่ใหญ่ที่สุดของโลก ก่อนหน้าที่ทั้ง 2 ทีมต้องเจอกันในวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคมนี้

    เซบีย่า ผ่านรอบก่อนรองชนะเลิศได้จากการชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส 1-0 เมื่อวันอังคารที่ 11 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยคู่นี้เคยเจอกันในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อฤดูกาล 2017-18 มาแล้ว และวันนั้นเป็น เซบีย่า ที่ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้จากการชนะด้วยสกอร์รวม 2 นัด 2-1 แบ่งเป็นการเสมอ 0-0 ที่บ้าน เซบีย่า ในนัดแรก ตามด้วยการที่ แมนฯ ยูไนเต็ด แพ้คารัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด 1-2 ในนัดสอง

    "นัดหน้าเราจะเจอกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พวกเขาเป็นทีมที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่เราจะเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเจอกับพวกเขา เรามีสมาธิอยู่กับนัดต่อไปซึ่งเป็นการเจอกับทีมชั้นนำ, เป็นทีมระดับประวัติศาสตร์ และเป็นหนึ่งในทีมที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการกีฬา แถมยังเป็นทีมที่กำลังอยู่ในฟอร์มที่ยอดเยี่ยมด้วย เราจะทำให้ดีที่สุดเหมือนอย่างทุกที การดวลกับพวกเขาจะเป็นงานที่ยากมากๆ แต่เราจะลงเล่นโดยที่มีความเชื่อมั่นว่าจะเอาชนะพวกเขาได้" โลเปเตกี ระบุ

งูตัดเชือกรอบ10ปี! “ลูกากู” ฮอตอินเตอร์เฉือนห้างยาลิ่วรอบรอง ยูโรปา

"งูใหญ่" ของ อันโตนิโอ คอนเต้ ทำผลงานได้ตามเป้าแม้เกมนี้โดน "วีเออาร์" ริบจุดโทษถึง 2 ครั้งแต่ต้องชมความสุดยอดของ โรเมลู ลูกากู ทำสถิติซัด 9 เกมติดต่อกันในรายการนี้ พาทีมเชือด เลเวอร์คูเซ่น 2-1 ผ่านเข้ารอบตัดเชือกฟุตบอลยุโรปรอบ 10 ปี ในศึกฟุตบอล ยูโรปา ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ คืนวันจันทร์ที่ผ่านมา

สนาม : เมอร์เคอร์ สปีล อารีน่า (สนามกลาง)

    ทีมเนรัซซูรี่ รองแชมป์เซเรีย อา ฤดูกาลล่าสุด ตีตั๋วสู่รอบนี้ด้วยการเอาชนะเคตาเฟ่ 2-0 ที่สนามกลางในเยอรมัน เนื่องจากเกมเลกแรกเดิมทีนั้นถูกเลื่อนในช่วงโควิดแพร่ระบาด

    ทางด้าน "ห้างขายยา" จบอันดับ 5 ในตารางบุนเดสลีกา ซีซั่นล่าสุด จึงต้องเอาโทรฟี่ยูโรปา ลีก ฤดูกาลนี้มาครองให้ได้ หากอยากจะคว้าตั๋วลุยศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก ส่วนในรอบที่แล้ว พวกเขาผ่านเรนเจอร์สด้วยชัยชนะแบบไป-กลับ โดยบุกรัว 3-1 ก่อนเบรกโควิดแล้วกลับมาเฝ้ารังย้ำแค้น 1-0 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

    5 นาทีผ่านเป็น "งูใหญ่" ทำได้ดีกว่ามีจังหวะแก้เพรสซิ่งสวยๆจากบอลหน้าประตูของ ซามีร์ ฮันดาโนวิช เปิดยาวให้ โรเมลู ลูกากู พักอกแปะให้ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ตวัดออกขวาถึง ดานิโล่ ดัมโบรซิโอ สอดมาครอสเข้าในแต่โดนเคลียร์ทิ้งไปก่อนนิดเดียว

    นาทีที่ 15 อินเตอร์ มิลาน มาได้ประตูขึ้นนำจากการประสานงานสุดสวย แอชลี่ย์ ยัง สอดมารับบอลทางซ้ายจ่ายเร็วเข้าในให้ โรเมลู ลูกากู พักบอลก่อนได้ช่องซัดไปติดบล็อคโชคดีเด้งมาเข้าทาง นิโกโล่ บาเรลล่า ตามมากดไซค์ก้อยโค้งผ่านมือ ลูคัส ฮราเด็คกี้ ตุงตาข่าย

    5 นาทีต่อมา "งูใหญ่" เร่งเครื่องต่อเนื่องคราวนี้เป็น เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ใช้ความสามารถเฉพาะตัวลากบอลเข้าเขตโทษก่อนตวัดเข้ากลางให้ นิโกโล่ บาเรลล่า แปร์เต็มแรงไปติดบล็อค ลูคัส ฮราเด็คกี้

    แต่แล้วนาทีต่อมา อินเตอร์ มิลาน บวกสกอร์เพิ่มสำเร็จเป็น แอชลี่ย์ ยัง โชว์เหนือจ่ายแทงช่องเข้าเขตโทษให้ โรเมลู ลูกากู ใช้ตัวบัง เอ็ดมอนด์ ทัปโซบา ก่อนล้มตัวยิงผ่าน ลูคัส ฮราเด็คกี้ ไม่มีพลาด

    เกมแลกกันสุดมันส์นาทีที่ 25 "ห้างขายยา" ตามตีไข่แตกเป็นจังหวะสกัดไม่ดีของ ดีเอโก้ โกดิน บอลหลุดมาถึง ไค ฮาแวร์ทซ์ แหวกเข้าไปทำชิ่งกับ เควิน โฟลลันด์ ก่อนตะบันแฉลบหว่างขา ซามีร์ ฮันดาโนวิช เข้าไป

    นาทีต่อมา "งูใหญ่" พลาดโอกาสทิ้งห่างอีกครั้งเป็น ดานิโล่ ดัมโบรซิโอ ยกบอลไปโดนหัวไหล่ ดาลี่ย์ ซิงค์กราเวน ผู้ตัดสินไม่รอช้าเป่าให้เป็นจุดโทษก่อนชั่งใจวิ่งไปเช็ค "วีเออาร์" และหันกลับมาริบจุดโทษคืน

    ช่วงท้าย "ห้างขายยา" เริ่มครองเกมได้มากขึ้นพาบอลเข้าพื้นที่อันตรายแต่ยังมีปัญหาในการจบสกอร์ หมดครึ่งเวลาแรก อินเตอร์ มิลาน 2 เลเวอร์คูเซ่น 1

    เปิดฉากครึ่งหลังได้ 5 นาที อินเตอร์ มิลาน โหมใส่ทันทีแต่มาพลาดกันเองเป็น แอชลี่ย์ ยัง ตักบอลเข้าเขตโทษให้ โรแบร์โต้ กายาร์ดินี่ ทิ้งตัวดีดระยะไม่ถึง 5 หลาไปติด โรเมลู ลูกากู เด้งออกมา

    นาทีที่ 60 เลเวอร์คูเซ่น พลาดโอกาสสำคัญเป็น เคเรม เดเมียร์บาย ฉกบอลตัดหน้า นิโกโล่ บาเรลล่า ก่อนตะบันด้วยซ้ายระยะ 18 หลาแต่น่าเสียดายไปตรงตัว ซามีร์ ฮันดาโนวิช ปัดข้ามคานออกไป

    5 นาทีต่อมาเป็นจังหวะประสานงานของตัวสำรองอย่าง คริสเตียน อีริคเซ่น จ่ายถวายพานให้ อเล็กซิส ซานเชซ ยืนซัดโล่งๆในกรอบเขตโทษไปติดเซฟ ลูคัส ฮราเด็คกี้ เหลือเชื่อ

    ก่อนหมดเวลา 15 นาที "งูใหญ่" ชวดบวกสกอร์ปิดเกมทั้งจากลูกยิงไปติดบล็อคของ มาร์เซโล่ โบรโซวิช และความเหนือชั้นของ วิคเตอร์ โมเซส สอดมารับบอลก่อนล็อคเข้าในกดด้วยซ้ายไปติดเซฟ ลูคัส ฮราเด็คกี้
   
    พอทำไม่ได้ 5 นาทีต่อมากลายเป็น "ห้างขายยา" เกือบตีเจ๊าจากบอลริมเส้นทางซ้ายของ  เลออน ไบลี่ย์ ครอสเข้าในเกือบถึง ไค ฮาแวร์ทซ์ บอลหลุดมาเสาไกล เควิน โฟลลันด์ ทิ้งตัวสไลด์ก็ยังไม่ทันหลุดออกไป

    ช่วงทดเจ็บ อินเตอร์ มิลาน โชคร้ายซ้ำ คาริม เบลลาราบี้ ไปเหนี่ยวแขน คริสเตียน อีริคเซ่น ร่วงลงไป การ์ลอส เดล เซร์โร่ เป่าให้เป็นจุดโทษแต่หลังจากดู "วีเออาร์"  บอลไปโดนมือ นิโกโล่ บาเรลล่า กลายเป็น เลเวอร์คูเซ่น ได้ฟรีคิก

    นาทีที่ 90+5  โรเมลู ลูกากู เบียดเอาชนะ เอ็ดมอนด์ ทัปโซบา ส่งบอลผ่านมือ ลูคัส ฮราเด็คกี้ ไปซุกก้นตาข่ายแต่ การ์ลอส เดล เซร์โร่ เป่าให้ฟาลว์กับ "ห้างขายยา"

    จบเกม อินเตอร์ มิลาน 2 เลเวอร์คูเซ่น 1

รายชื่อผู้เล่นลงสนามตัวจริง

    อินเตอร์ มิลาน (3-5-2) : ซามีร์ ฮันดาโนวิช – ดีเอโก้ โกดิน, สเตฟาน เดอ ฟราย, อเลสซานโดร บาสโตนี่ – ดานิโล่ ดัมโบรซิโอ, นิโกโล่ บาเรลล่า, มาร์เซโล่ โบรโซวิช, โรแบร์โต้ กายาร์ดินี่, แอชลี่ย์ ยัง – เลาตาโร่ มาร์ติเนซ, โรเมลู ลูกากู

เทรนเนอร์ : อันโตนิโอ คอนเต้

    เลเวอร์คูเซ่น (4-2-3-1) : ลูคัส ฮราเด็คกี้ – ลาร์ส เบนเดอร์, สเวน เบนเดอร์, เอ็ดมอนด์ ทัปโซบา, ดาลี่ย์ ซิงค์กราเวน – ยูเลี่ยน บอมการ์ทลิงเกอร์, เอเชเกล ปาลาซิออส – ไค ฮาแวร์ทซ์, เคเรม เดเมียร์บาย, มูสซ่า ดิยาบี้ – เควิน โฟลลันด์

เทรนเนอร์ : ปีเตอร์ บอสซ์

ผู้ตัดสิน : การ์ลอส เดล เซร์โร่ (สเปน)

สโคลส์ชี้คู่แข่งน่ากลัวสุดของแมนยูในถ้วยยูโรปา

ฟังระดับตำนานวิเคราะห์ ทีมไหนเป็นคู่แข่งด่านหินสุดของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในเส้นทางลุ้นแชมป์ ยูโรปา ลีก หลังได้ 8 ทีมเข้าไปเล่นในรอบก่อนรองชนะเลิศแล้ว

    พอล สโคลส์ ตำนานกองกลาง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มั่นใจว่า "ปีศาจแดง" จะเอาชนะ เอฟซี โคเปนเฮเก้น ในศึก  ยูโรปา ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคมนี้ ได้อย่างไม่ยาก แต่เชื่อโอกาสคว้าแชมป์ไม่ง่าย เพราะมีด่านอันตรายอย่าง อินเตอร์ มิลาน คอยขวางทางอยู่

    ในรอบก่อนรองชนะเลิศไปจนถึงนัดชิงชนะเลิศ ยูโรปา ลีก จะเล่นแบบนัดเดียวรู้ผลแบบทัวร์นาเมนต์ที่ประเทศเยอรมัน โดยหาก แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ  เอฟซี โคเปนเฮเก้น จะเข้าไปเจอผู้ชนะของคู่ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส พบ เซบีย่า ขณะที่อีกสายผู้ชนะคู่ ชัคห์ตาร์ โดเน็ตส์ค กับ เอฟซี บาเซิ่ล จะเข้าไปเจอผู้ชนะคู่ อินเตอร์ มิลาน กับ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น

        สโคลส์ เผยผ่าน บีที สปอร์ต ว่า "ยูโรปา ลีก เป็นโอกาสที่ดีมากๆ สำหรับพวกเขา (แมนฯ ยูไนเต็ด) ในเวลานี้ อย่างไรก็ตาม มีทีมๆ ดีหลายทีมยังอยู่ คุณไม่สามารถมองข้าม เซบีย่า ที่เคยได้แชมป์ 3 สมัยติดมาแล้ว พวกเขาผ่าน โรม่า ที่มีคุณภาพ ทีมจากอิตาลี มักจะเล่นด้วยยากเสมอ"

       "อย่างไรก็ตาม สำหรับผมแล้วคู่แข่งที่น่ากลัวสุดของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในการคว้าแชมป์ ยูโรปา ลีก คือ อินเตอร์ มิลาน ผมคิดว่า พวกเขาเป็นทีมที่ดีที่สุดร่วมกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ผมคิดว่า ถ้าทั้งสองทีมผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ มันจะเป็นเกมนัดชิงที่ยอดเยี่ยม เป็นสิ่งที่ทำให้เราตั้งตารอคอย"

        "มันจะมีแรงกระตุ้นต่อทั้งสองฝ่ายโดยเฉพาะนักเตะ อินเตอร์ ลองมอง โรเมลู ลูกากู กับแนวทางที่เขาอำลาสโมสร อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า ยูไนเต็ด ก็กำลังทำผลงานดีเช่นกัน พวกเขามีจิตใจที่ยอดเยี่ยม มีความสด พวกเขาจะเอาชนะ โคเปนเฮเก้น ผมไม่คิดว่า จะมีปัญหาอะไร" สโคลส์ ทิ้งท้าย