ฮอลแลนด์คึกต่อ! “เดอปาย” นำซัด,อิตาลีขอเฮ!มี “อินซินเญ่” โป้งศึกเนชั่นส์ลีก

"อัศวินสีส้ม" ฮอลแลนด์ หวังคว้าชัยต่อเนื่องโดยมี เมมฟิส เดอปาย นำปิดสกอร์เกมพบ "อัซซูรี่" อิตาลี ที่ต้องการเก็บสามแต้มมี ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ พร้อมล่าตาข่าย ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก (ลีกเอ กลุ่ม 1) วันจันทร์ที่ 7 ก.ย. ศกนี้ เวลา 01.45 น. 

ปรีวิวฟุตบอล ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก (ลีกเอ กลุ่ม 1)
วันจันทร์ที่ 7 กันยายน 2563
ฮอลแลนด์   –   อิตาลี


สนาม : โยฮัน ครัฟฟ์ อารีน่า, อัมสเตอร์ดัม

    ดไวท์ โลเดเว็กส์ กุนซือชั่วคราวทีมชาติฮอลแลนด์ พาทีมเฉือนชนะโปแลนด์ 1-0 ในเกมเนชั่นส์ ลีกล่าสุด ด้วยประตูชัยของ สตีเฟ่น เบิร์กไวจ์น ปีกตัวเก่งจากสเปอร์ส

    ความพร้อมในเกมนี้ โลเดเว็กส์ อาจมีการปรับทัพในเกมรุก ลุค เดอ ยอง หัวหอกฮีโร่ ผู้พาเซบีย่าคว้าแชมป์ยูโรปา ลีก อาจได้ออกสตาร์ตแทนควินซี่ โปรเมส โดยขึ้นไปยืนหน้าเป้า แล้วถอยเมมฟิส เดอปาย สตาร์โอลิมปิก ลียง ลงมากระชากทางริมเส้นแทน 

    ส่วนแผงหลังก็ยังคงยึด โยเอล เฟลท์มัน แข้งใหม่ไบรท์ตัน แม้ปกติจะยืนแบ็กขวา แต่ถูกปรับบทบาท ขยับเข้าไปยืนเซนเตอร์ฮาล์ฟคู่กับ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ แทน สเตฟาน เดอ ฟราย ที่บาดเจ็บ แล้วทำผลงานได้ดี โลเดเว็กส์ก็น่าจะใช้แท็กติกนี้ต่อไป 

    ขณะที่แกนหลักรายอื่นๆ อย่างมาร์เท่น เดอ รอน, เฟร็งกี้ เดอ ยอง, สตีเฟ่น เบิร์กไวจ์น และ จอร์จินโย่ ไวนัลดุม ก็ยังพร้อมช่วยทีมเหมือนเดิม 

    โรแบร์โต้ มันชินี่ เฮดโค้ชทีมชาติอิตาลี พาทีมเสมอบอสเนียฯ 1-1 แบบหืดจับ โดยได้ประตูแบ่งแต้มจาก สเตฟาโน่ เซนซี่ มิดฟิลด์จากอินเตอร์ มิลาน 

    สำหรับเกมนี้ ”อิล มันโช่” ปรับทัพแน่ๆ โดยเฉพาะแนวรับที่แกยืนยันแล้วว่า จอร์โจ้ คิเอลลินี่ กัปตันทีมตัวเก๋าจากยูเวนตุส จะลงแทนฟรานเชสโก้ อแชร์บี 

    เกมรุกก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่ ชิโร่ อิมโมบิเล่ และ นิโคโล่ ซานิโอโล่ จากลาซิโอ และ โรม่า ตามลำดับ จะได้ออกสตาร์ทแทน อันเดรีย บาล็อตติ และ เฟเดริโก้ เคียซ่า 

    ขณะที่แข้งหลักรายอื่นๆ อย่าง จานลุยจิ ดอนนารุมม่า, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่, ลอเรนโซ่ เปลเลกรินี่, นิโคโล่ บาเรลล่า และ ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ ยังพร้อมช่วยทีมเหมือนเดิม 


รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

    ฮอลแลนด์ (4-2-3-1) : ยาสเปอร์ ซิลเลสเซ่น – ฮันส์ ฮาเตบัวร์, โยเอล เฟลท์มัน, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, นาธาน อาเก้ – มาร์เท่น เดอ รอน, เฟร็งกี้ เดอ ยอง – สตีเฟ่น เบิร์กไวจ์น, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, เมมฟิส เดอปาย – ลุค เดอ ยอง
    เทรนเนอร์ : ดไวท์ โลเดเว็กส์ (รักษาการ)
  
    อิตาลี (4-3-3) : จานลุยจิ ดอนนารุมม่า – อเลสซานโดร ฟลอเรนซี่, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่, จอร์โจ้ คิเอลลินี่, คริสเตียโน่ บิรากี้ – ลอเรนโซ่ เปลเลกรินี่, สเตฟาโน่ เซนซี่, นิโคโล่ บาเรลล่า – ลอเรนโซ่ อินซินเญ่, ชิโร่ อิมโมบิเล่, นิโคโล่ ซานิโอโล่ 

 

“บาเรลล่า”โขกชัย! อิตาลีคืนฟอร์มบุกสยบฮอลแลนด์ศึกเนชั่นส์ ลีก

โรแบร์โต้ มันชินี่ นายใหญ่ “อัซซูรี่” พาทีมคืนฟอร์มเก่งหลังบุกเฉือน ฮอลแลนด์ 1-0 จากประตูชัยของ นิโคโล่ บาเรลล่า ช่วงท้ายครึ่งแรกพาทีมเก็บเพิ่มเป็น 4 คะแนนแซงยึดจ่าฝูง ลีกเอ กลุ่ม 1 สำเร็จ ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก คืนวันจันทร์ที่ผ่านมา

สนาม : โยฮัน ครัฟฟ์ อารีน่า, อัมสเตอร์ดัม
   
    ดไวท์ โลเดเว็กส์ กุนซือชั่วคราวทีมชาติฮอลแลนด์ พาทีมเฉือนชนะโปแลนด์ 1-0 ในเกมเนชั่นส์ ลีกล่าสุด ด้วยประตูชัยของ สตีเฟ่น เบิร์กไวจ์น ปีกตัวเก่งจากสเปอร์ส ยึดจ่าฝูง ลีกเอ กลุ่ม 1

    ทางด้าน โรแบร์โต้ มันชินี่ เฮดโค้ชทีมชาติอิตาลี พาทีมเสมอบอสเนียฯ 1-1 แบบหืดจับ โดยได้ประตูแบ่งแต้มจาก สเตฟาโน่ เซนซี่ มิดฟิลด์จากอินเตอร์ มิลาน

    10 นาทีผ่านเกมค่อนข้างอึดอัดเป็น อิตาลี ที่ดูดีกว่าในการครองบอลแต่สู้กันในแดนกลางเป็นส่วนมากมีจังหวะลุ้นยิงฝั่งละครั้งแต่ยังไม่ตรงกรอบ

    นาทีต่อมาเป็น “อัซซูรี่” ได้ลุ้นอีกครั้งจากความผิดพลาดของ โยเอล เฟลท์มัน จ่ายบอลไม่ดีโดน จอร์จินโญ่ โขกดักก่อนบอลมาเข้าทาง นิโคโล่ บาเรลล่า ตะบันด้วยขวาหน้าเขตโทษเฉี่ยวคานออกไปนิดเดียว

    นาทีที่ 17 อิตาลี เร่งเครื่องคราวนี้เป็น เลโอนาร์โด้ สปินัซโซล่า พาบอลแหวกมาสุดเส้นก่อนตักย้อนไปเสาไกลให้ นิโคโล่ ซานิโอโล่  ลอยตัวจักรยานอากาศด้วยซ้ายข้ามคานนิดเดียว

    โหมบุกต่อเนื่องคราวนี้ ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ ถอยลงมาต่ำก่อนตวัดจังหวะเดียวทิ้งบอลให้ ชิโร่ อิมโมบิเล่ หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปแต่งหาช่องปั่นด้วยขวาผ่านมือ ยาสเปอร์ ซิลเลสเซ่น หลุดเสาไกลได้ลุ้น

    นาทีที่ 32 "อัศวินสีส้ม" ตอบโต้บ้างเป็นความสามารถเฉพาะตัวของ จอร์จินโย่ ไวนัลดุม พิงบอลก่อนชิงจังหวะพลิกแหวกผู้เล่น อิตาลี ลากตัดเข้าในก้มหน้าอัดด้วยขวาไปตรงตัว จานลุยจิ ดอนนารุมม่า

    2 นาทีต่อมา อิตาลี แลกหมัดทันควัน ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ เก็บบอลทางริมเส้นฝั่งซ้ายก่อนลากแต่งเข้าในปั่นโค้งด้วยขวาอ้อม ยาสเปอร์ ซิลเลสเซ่น ที่พุ่งไปสุดมือถากเสาไกลออกไปเหมือนเดิม

    แต่แล้วนาทีที่ 45+1 อิตาลี ทะยานออกนำจนได้เป็น ชิโร่ อิมโมบิเล่ พาบอลลุยเข้าเขตโทษฝั่งซ้ายก่อนตักเข้าในให้ นิโคโล่ บาเรลล่า สอดตัดหน้า นาธาน อาเก้ โขกเข้าไปตุงตาข่าย

    หมดครึ่งเวลาแรก ฮอลแลนด์ 0 อิตาลี 1

    เปิดฉากครึ่งหลังได้ 10 นาที ทีมเยือน เกือบบวกสกอร์เพิ่มเป็น ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ ตั้งป้อมปั่นด้วยขวาหน้าหัวกะโหลกบอลไปติดปลายมือ ยาสเปอร์ ซิลเลสเซ่น ผวาปัดออกไปหวุดหวิด

    นาทีต่อมา ฮอลแลนด์ เสียวบ้างจากจังหวะสวนกลับ ควินซี่ โพรเมส สอดมารับบอลในเขตโทษก่อนตบเข้าในให้ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค เติมมาซัดด้วยขวาติดมือ จานลุยจิ ดอนนารุมม่า เสยคานบนหลุด
ออกหลัง

    60 นาทีผ่าน "อัศวินสีส้ม" ครองเกมได้มากขึ้นได้ลุ้นตีเจ๊าอีกรอบจากลูกยิงของ เมมฟิส เดอปาย ลองอัดด้วยซ้ายยัดเสาแรกบอลพุ่งหลุดสามเหลี่ยมออกไปอย่างน่าเสียดาย

    นาทีที่ 67 ชิโร่ อิมโมบิเล่ เกมนี้โดดเด่นเหลือเกินถอยมารับบอลก่อนจ่ายยัดให้ มอยเซ่ คีน สอดมาตวัดตามน้ำด้วยซ้ายลอดขา นาธาน อาเก้ แต่ไม่ตรงกรอบเฉี่ยวเสาไกลหลุดออกหลังไปอีก

     5 นาทีสุดท้ายจากจังหวะลูกเตะมุมบอลชุลมุนในเขตโทษสุดท้าย ไบรอัน คริสตันเต้ เหมือนไปผลัก เดนเซล ดัมฟรีส์ ร่วงลงไปแต่ เฟลิกซ์ ไบรช์ ผู้ตัดสินใจแข็งโบกมือให้ลุกขึ้นมาเล่นต่อ

    ช่วงทดเจ็บ เจ้าถิ่น ได้ลุ้นก่อนเป็น เมมฟิส เดอปาย สอดมาเสาไกลทิ้งตัวซัดด้วยซ้ายบอลกระดอนพื้นหลุดข้ามคานออกไป จากจังหวะต่อเนื่อง อิตาลี เอาบ้าง มอยเซ่ คีน หลุดเดี่ยวเข้าไปแตะบอล ซิลเลสเซ่น แต่หักข้อไม่พอเข้าข้างตาข่ายเหลือเชื่อ

    จบเกม ฮอลแลนด์ 0 อิตาลี 1 ลูกทีมของ โรแบร์โต้ มันชินี่ เรียกความมั่นใจเก็บ 3 แต้มสำคัญมีเพิ่มเป็น 4 คะแนนแซงยึดจ่าฝูง ลีกเอ กลุ่ม 1

รายชื่อนักเตะที่ลงสนามตัวจริง

    ฮอลแลนด์ (4-32-3) : ยาสเปอร์ ซิลเลสเซ่น – ฮันส์ ฮาเตบัวร์ (เดนเซล ดัมฟรีส์ น.70), โยเอล เฟลท์มัน, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, นาธาน อาเก้ (ลุค เดอ ยอง น.81) – มาร์เท่น เดอ รอน, เฟร็งกี้ เดอ ยอง, ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค (สตีเฟน เบิร์กไวจ์น น.57) –  จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, เมมฟิส เดอปาย, ควินซี่ โพรเมส

    เทรนเนอร์ : ดไวท์ โลเดเว็กส์ (รักษาการ)
 
    อิตาลี (4-3-3) : จานลุยจิ ดอนนารุมม่า – ดานิโล ดิอัมโบรซิโอ, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่, จอร์โจ้ คิเอลลินี่, เลโอนาร์โด้ สปินัซโซล่า – มานูเอล โลกาเตลลี่ (ไบรอัน คริสตันเต้ น.81), จอร์จินโญ่, นิโคโล่ บาเรลล่า – ลอเรนโซ่ อินซินเญ่, ชิโร่ อิมโมบิเล่ (เฟเดริโก้ เชียซ่า น.90), นิโคโล่ ซานิโอโล่ (มอยเซ่ คีน น.42)

    เทรนเนอร์ : โรแบร์โต้ มันชินี่

ผู้ตัดสิน : เฟลิกซ์ ไบรช์ (เยอรมัน)

เดือด!บาเยิร์นฟัดเปแอสเชจัด “เลวาน-เปริซิซ” วัด “เนย์มาร์-เอ็มบั้ปเป้” ชิงฯ ชปล.



"เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค เตรียมจัดทัพหนักนำทะลวงประตูโดย โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ และ อิวาน เปริซิช เกมพบ "เปแอสเช" ปารีส แซงต์แชร์กแมง ที่ไม่น้อยหน้ามี เนย์มาร์ กับ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ประสานคมขุดสกอร์ ลุ้นระทึกได้ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงชนะเลิศ วันอาทิตย์ที่ 23 ส.ค. ศกนี้ เวลา 02.00 น.
ปรีวิว ฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงชนะเลิศ
วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2563
ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (ฝรั่งเศส)  –  บาเยิร์น มิวนิค (เยอรมัน)

สนาม :  เอสตาดิโอ ดา ลุซ (โปรตุเกส, สนามกลาง)

    โธมัส ทูเคิ่ล กุนซือชาวเยอรมันของเปแอสเช พาทีมกวาดแชมป์ไป 4 รายการในฤดูกาลนี้ ได้แก่ แชมป์ลีก เอิง ฉบับตัดจบ, เฟร้นช์ คัพ, ลีก คัพ และโทรเฟ่ส์ เดส์ ช็องปิยงส์ (ซูเปอร์ คัพ) ส่วนในเส้นทางรายการนี้โค่นคู่แข่งจากเมืองเบียร์ถึง 2 ทีมก่อนหน้านี้คือ ดอร์ทมุนด์ ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย และ แอร์เบ ไลป์ซิก สดๆ ร้อนๆ รอบรองชนะเลิศ

    ความพร้อมล่าสุดยังคงไม่มีวี่แวว เกย์ลอร์ นาวาส โกลมือ 1 ตัวทีมชาติคอสตาริกา ที่เจ็บไม่หาย เปิดโอกาส เซร์คิโอ ริโก้ ลงเฝ้าเสาต่อ แต่ข่าวดีคือ มาร์โก แวร์รัตติ มิดฟิลด์ทีมชาติอิตาลี หายเจ็บลงสำรองเกมรัว ไลป์ซิก 3-0

    การคัมแบ็กของ แวร์รัตติ หมายความว่า อันเดร์ เอร์เรร่า หรือ เลอันโดร ปาเรเดส คนใดคนหนึ่งจะต้องหลีกทางไปนั่งสำรอง โดยสื่อคาดกันว่ารายหลังน่าถูกหวยที่สุด

    คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ สตาร์ดาวยิงความเร็วสูงฟิตออกสตาร์ตได้ตั้งแต่แมตช์ที่แล้วเช่นกัน นัดนี้พร้อมลุยในแนวรุกเคียงข้าง อังเคล ดิ มาเรีย เจ้าของผลงานยิง 1 จ่าย 2 จากเกมเดียวกัน และ เนย์มาร์ ที่อยู่ในช่วงฟอร์มดีอีกราย

    ในแนวรับ ติอาโก้ ซิลวา กัปตันเลือดแซมบ้าจะลงเล่นนัดสุดท้ายก่อนหมดสัญญา ส่วน ฆวน เบร์นาต แบ็กซ้ายสแปนิชจะได้เจอกับต้นสังกัดเก่า

    ทีมเสือใต้ของ ฮันซี่ ฟลิค รักษาสถิติชนะรวดนับจากรีสตาร์ตฤดูกาลจนรับไปแล้ว 2 แชมป์ คือ บุนเดสลีกา กับเดเอฟเบ โพคาล ส่วนเส้นทางยูซีแอลก็ฟาดชัยเรียบวุธตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม

    ความพร้อมของทีมได้ เบนฌาแม็ง ปาวาร์ แบ็กขวาแชมป์โลกหายเจ็บกลับมาติดทีมในเกมตัดเชือกที่ถล่ม โอลิมปิก ลียง 3-0 แต่เชื่อกันว่า ฟลิค น่าจะยึดผู้เล่นชุดเดิม ที่เล่นได้ดี ทำให้ โยชัว คิมมิช ได้จองพื้นที่แบ็กขวาต่อไป

    อย่างไรก็ตามทีมมีปัญหาตรงเซนเตอร์แบ็กเมื่อ เยโรม บัวเต็ง เจ็บจนโดนเปลี่ยนออกในนัดที่แล้ว ต้องประเมินความฟิตถึงนาทีสุดท้าย หากไม่ไหวต้องใช้บริการ นิคลาส ซือเล่ ส่วนในรายของ ลูก้าส์ แอร์กน็องเดซ นั้น ฟลิค จะจับมายืนแบ็กซ้ายมากกว่า

    ตำแหน่งอื่นๆ ไม่เปลี่ยนจากชุดที่ใช้มาตลอดเส้นทาง ”มินิทัวร์นาเมนต์” ที่โปรตุเกส แดนกลางวาง ติอาโก้ อัลกันตาร่า คุมเกมคู่ เลออน โกเร็ทซ์ก้า แทนที่ คิมมิช ซึ่งถูกขยับลงไปช่วยแนวรับ

    แนวรุกสามตัวบนยังคงไว้ใจ อิวาน เปริซิช ที่ยืมมาจาก อินเตอร์ มิลาน ประสานงานกับ แซร์จ นาบรี้ และ โธมัส มุลเลอร์ คอยสนับสนุน โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ หอกโปแลนด์ ฟอร์มฮอต นั่นหมายความว่า คิงส์เล่ย์ โกมัน จอมเลื้อยอดีตเด็กปั้นเปแอสเช ต้องรอโอกาสบนม้านั่งสำรองไปก่อน

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (4-3-3) : เซร์คิโอ ริโก้ – ธีโล่ เคห์เรอร์, ติอาโก้ ซิลวา, เพรสเนล คิมเพมเบ้, ฆวน เบร์นาต – อันเดร์ เอร์เรร่า, มาร์กินญอส, มาร์โก แวร์รัตติ – อังเคล ดิ มาเรีย, เนย์มาร์, คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้
    เทรนเนอร์ : โธมัส ทูเคิ่ล

    บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1) : มานูเอล นอยเออร์ – โยชัว คิมมิช, เยโรม บัวเต็ง, ดาวิด อลาบา, อัลฟอนโซ่ เดวิส – เลออน โกเร็ทซ์ก้า, ติอาโก้ อัลกันตาร่า – แซร์จ นาบรี้, โธมัส มุลเลอร์, อิวาน เปริซิช – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้
    เทรนเนอร์ : ฮันซี่ ฟลิค

    ผู้ตัดสิน : ดานิเอเล่ ออร์ซาโต้ (อิตาลี)

ผลการแข่งขันที่ผ่านมา ในแชมเปี้ยนส์ ลีก 
ฤดูกาล 2017/2018     กลุ่ม บี    บาเยิร์น ชนะ เปแอสเช 3-1 
ฤดูกาล 2017/2018    กลุ่ม บี     เปแอสเช ชนะ บาเยิร์น 3-0    
ฤดูกาล 2000/2001    กลุ่ม เอฟ     บาเยิร์น ชนะ เปแอสเช 2-0
ฤดูกาล 2000/2001    กลุ่ม เอฟ    เปแอสเช ชนะ บาเยิร์น 1-0
ฤดูกาล 1997/1998     กลุ่ม อี     เปแอสเช ชนะ บาเยิร์น 3-1
ฤดูกาล 1997/1998    กลุ่ม อี      บาเยิร์น ชนะ เปแอสเช 5-1
ฤดูกาล 1994/1995     กลุ่ม บี    บาเยิร์น แพ้  เปแอสเช 0-1
ฤดูกาล 1994/1995     กลุ่ม บี    เปแอสเช ชนะ บาเยิร์น 2-0
 

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

ปารีส แซงต์-แชร์กแมง
19/08/20    ชนะ ไลป์ซิก 3-0 (สนามกลาง)     ชปล.
13/08/20    ชนะ อตาลันต้า 2-1 (สนามกลาง)     ชปล.
06/08/20    ชนะ โซโชซ์ 1-0 (เหย้า)     อุ่นเครื่อง
01/08/20    เสมอ ลียง 0-0 (สนามกลาง)     เฟร้นช์ ลีก คัพ
25/07/20     ชนะ แซงต์-เอเตียน 1-0 (สนามกลาง) เฟร้นช์ คัพ

บาเยิร์น มิวนิค
20/08/20 ชนะ ลียง 3-0 (สนามกลาง)     ชปล.
15/08/20 ชนะ บาร์เซโลน่า 8-2 (สนามกลาง)     ชปล.
09/08/20 ชนะ เชลซี 4-1 (เหย้า)         ชปล.
31/07/20 ชนะ มาร์กเซย 1-0 (สนามกลาง)     อุ่นเครื่อง
05/07/20 ชนะ เลเวอร์คูเซ่น 4-2 (สนามกลาง) เดเอฟเบ โพคาล

เกร็ดและสถิติที่น่าสนใจของทั้งสองทีม
ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 
 อันดับของยูฟ่า : 7  
สถิติฤดูกาลนี้ : แข่ง 10 ชนะ 8 เสมอ 1 แพ้ 1 ได้ 25 เสีย 5
เข้ามาถึงรอบนี้ได้อย่างไร : แชมป์ กลุ่ม เอ, ชนะ ดอร์ทมุนด์ 3-2 (รอบ 16 ทีม), ชนะ อตาลันต้า 2-1 (รอบก่อนรองชนะเลิศ), ชนะ ไลป์ซิก 3-0 (รอบรองชนะเลิศ) 
ดาวซัลโวสูงสุด : คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ 5 ประตู
ผลงานฤดูกาลที่แล้ว : รอบ 16 ทีมสุดท้าย แชมเปี้ยนส์ ลีก
ผลงานดีที่สุดในรายการนี้ : รอบชิงชนะเลิศ (2019-20)

บาเยิร์น มิวนิค
อันดับของ ยูฟ่า : 2   
สถิติฤดูกาลนี้ : แข่ง 10 ชนะ 10 เสมอ 0 แพ้ 0 ได้ 42 เสีย 8
เข้ามาถึงรอบนี้ได้อย่างไร : แชมป์ กลุ่ม บี, ชนะ เชลซี 7-1 (รอบ 16 ทีม), ชนะ บาร์เซโลน่า 8-2 (รอบก่อนรองชนะเลิศ), ชนะ ลียง 3-0 (รอบรองชนะเลิศ) 
ดาวซัลโวสูงสุด : โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ 15 ประตู
ผลงานฤดูกาลที่แล้ว : รอบก่อนรองชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ ลีก
ผลงานดีที่สุดในรายการนี้ : แชมป์ 5 (ครั้งหลังสุดฤดูกาล 2012-13 )

ปารีส แซงต์-แชร์กแมง
รอบแบ่งกลุ่ม
19/09/19 ชนะ เรอัล มาดริด 3-0 (เหย้า) ชปล.
02/10/19 ชนะ กาลาตาซาราย 1-0 (เยือน) ชปล.
23/10/19 ชนะ คลับ บรูช 5-0 (เยือน) ชปล.
07/11/19 ชนะ คลับ บรูช 1-0 (เหย้า) ชปล.
27/11/19 เสมอ เรอัล มาดริด 2-2 (เยือน) ชปล.
12/12/19 ชนะ กาลาตาซาราย 5-0 (เยือน) ชปล.

รอบ 16 ทีมสุดท้าย
19/02/20 แพ้ ดอร์ทมุนด์ 1-2 (เยือน) ชปล.
12/03/20 ชนะ ดอร์ทมุนด์ 2-0 (เหย้า) ชปล.

รอบ 8 ทีมสุดท้าย
13/08/20 ชนะ อตาลันต้า 2-1 (สนามกลาง) ชปล.

รอบรองชนะเลิศ
19/08/20 ชนะ ไลป์ซิก 3-0 (สนามกลาง) ชปล.

บาเยิร์น มิวนิค
รอบแบ่งกลุ่ม
19/09/19 ชนะ เซอร์เวน่า ซเวซด้า 3-0 (เหย้า) ชปล.
02/10/19 ชนะ สเปอร์ส 7-2 (เยือน) ชปล.
23/10/19 ชนะ โอลิมเปียกอส 3-2 (เยือน) ชปล.
07/11/19 ชนะ โอลิมเปียกอส 2-0 (เหย้า) ชปล.
27/11/19 ชนะ เซอร์เวน่า ซเวซด้า 6-0 (เยือน) ชปล.
12/12/19 ชนะ สเปอร์ส 3-1 (เหย้า) ชปล.

รอบ 16 ทีมสุดท้าย
26/02/20 ชนะ เชลซี 3-0 (เยือน) ชปล.
09/08/20 ชนะ เชลซี 4-1 (เหย้า) ชปล.

รอบ 8 ทีมสุดท้าย
15/08/20 ชนะ บาร์เซโลน่า 8-2 (สนามกลาง) ชปล.

รอบรองชนะเลิศ
20/08/20 ชนะ ลียง 3-0 (สนามกลาง) ชปล.

นาบรี้จัดเบิ้ล! บาเยิร์นมาตามนัดอัดลียงชิงชปล.ลุ้นแชมป์สมัยที่6

"เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ได้สองประตูของ แซร์ช นาบรี้ นำทีมอัด โอลิมปิก ลียง สโมสรดังฝรั่งเศส อย่างสบาย 2-0 ตีตั๋วเข้าชิงถ้วยบิ๊กเอียร์ลุ้นแชมป์สมัยที่ 6 ของสโมสร โดยจะปะทะ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคมนี้ ในการแข่งขันศึกฟุตบอลยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดเดียวรู้ผล คืนวันพุธที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา

สนาม : เอสตาดิโอ โชเซ่ อัลวาลาด (สนามกลาง)

     ศึกฟุตบอลยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดเดียวรู้ผล คืนวันพุธที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค รอบก่อนโชว์ฟอร์มโหดถล่ม บาร์เซโลน่า 8 เม็ดฉลุยเข้ารอบมา ฮันซี่ ฟลิค เทรนเนอร์แชมป์ลีกเยอรมัน จัดผู้เล่นแบบไม่มีกั๊กใส่แนวรุกทั้ง "มุลเลอร์-เลวานดอฟสกี้" ทะลวงเกมรับ โอลิมปิก ลียง สโมสรดังฝรั่งเศสที่พลิกล็อกช็อกโลกเขี่ยเต็งแชมป์อย่าง แมนซิตี้ รูดี้ การ์เซีย โค้ชคนเก่งขอสร้างผลงานโบว์แดงทะลุชิงดำให้ได้ ใส่ดาวเตะ "เมมฟิส เดอปาย" เป็นตัวเดินเกม ใครชนะจะดวล เปแอสเช นัดชิงในวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคมศกนี้

     ลียงทักทายนาทีที่ 4 มักซ็องซ์ กาเกอเร่ต์ ดักบอลได้กลางสนามแดนตนเองจ่ายเรียดพื้นขึ้นหน้าให้ เมมฟิส เดอปาย รับบอลกระชากหนีทั้ง มานูเอล นอยเออร์ นายด่านและสองแนวรับเสือใต้เข้าเขตโทษด้านขวาแต่ทว่ายิงไม่ตรงกรอบชนข้างตาข่ายอย่างน่าเสียดาย

     เสือใต้บุกนาทีที่ 11 เลออน โกเร็ทซ์ก้า แปะบอลหน้ากรอบเขตโทษทำชิ่งกับ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ เข้าในเขตโทษก่อนเป็นมิดฟิลด์เสือใต้หลุดไปยิงคนเดียวแต่ไม่เต็มเท้าบอลกระดอนมาหากรอบประตูจะกลิ้งเข้าไปแต่ว่า แอนโธนี่ โลเปส นายทวารลียงตามมาปัดพ้นออกหลังทันเวลา

     ทีมดังฝรั่งเศสเกือบนำนาทีที่ 17 เลโอ ดูบัวส์ ทิ่มบอลขนานเส้นให้ คาร์ล โตโก้ เอก็อมบี วิ่งมารับบอลเลี้ยงมาทางกรอบเขตโทษด้านขวาแตะบอลไปติดตัว อัลฟอนโซ่ เดวิส กนะเด้งกลับมาหาศูนย์หน้าลียงแตะเข้าเหลี่ยมยิงไปถูกเสาแรกกระดอนกลับมาที่ คาร์ล โตโก้ เอก็อมบี อีกครั้งแต่ซัดซ้ำอีกจังหวะบอลไม่ตรงกรอบก่อนถูกเคลียร์ออกมา

     กลายเป็นบาเยิร์นนำนาทีที่ 18 โยชัว คิมมิช หยอดบอลโด่งทิ้งมาที่ แซร์ช นาบรี้ เกี่ยวบอลลงลากจากริมสนามทางขวามาตรงเส้นหน้ากรอบเขตโทษแล้วบรรจงปั่นบอลลอยผ่านมือนายทวารลียงเข้าซุกก้นตาข่ายอย่างสวยงาม

     แชมป์บุนเดสชวดทิ้งห่างนาทีที่ 25 อิวาน เปริชิช วางบอลยาวข้ามฟากเข้ากลางเขตโทษ แฟร์นานโด มาร์ซาล กองหลังลียงโหม่งสกัดไม่ขาดบอลมาเข้าทาง แซร์ช นาบรี้ ที่ยืนโล่งไร้ตัวประกอบจับบอลแต่งหนึ่งครั้งแล้วหวดทันทีบอลพุ่งถูกนายด่านคู่แข่งล้มตัวทุบออกไปได้

     พี่เสือออกนำอีกนาทีที่ 33 แซร์ช นาบรี้ ฉกบอลจากความผิดพลาดของผู้เล่นลียงเลี้ยงบอลก่อนแทงต่อให้ อิวาน เปริชิช เขตโทษทางซ้ายจ่ายปาดมาหน้าปากประตู โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ สไลด์ยิงจังหวะแรกบอลยังไม่เข้าถูกนายทวารลียงหยุดไว้ได้แต่กลายเป็น แซร์ช นาบรี้ ตามมาซ้ำบอลระยะเผาขนเข้าไปเป็นลูกที่สองของเจ้าตัวเกมนี้

     เสือใต้เล่นดุดันนาทีที่ 38 โยชัว คิมมิช ส่งบอลออกข้างไปที่ แซร์ช นาบรี้ เปิดบอลกึ่งยิงทางเขตโทษด้านขวา บอลโค้งผ่าน โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ที่พยายามแหย่ขาชาร์จออกข้างเสาสองไปแบบได้ลุ้นเม็ดที่สามอย่างมาก จบ 45 นาทีแรก บาเยิร์น นำอยู่ 2-0

     ยังเป็นบาเยิร์นเกือบได้อีกนาทีที่ 51 อิวาน เปริชิช สปีดมารับบอลจากเพื่อน ก่อนกระชากหลุดมาทางเขตโทษด้านซ้าย ก่อนซัดบอลเรียดพื้นเข้ามือ แอนโธนี่ โลเปส ผู้รักษาประตูลียงล้มตัวรับอยู่มือ

     ลียงสร้างโอกาสนาทีที่ 56 เมมฟิส เดอปาย เปิดลูกเตะมุมฝั่งขวา บอลโด่งมาตกบริเวณกลางเขตโทษ มาร์เซโล่ กองหลังเพื่อนร่วมทีมขึ้นมาโขกเต็มศีรษะแต่บอลไม่ห่างตัวนายทวารเสือใต้รับไว้ได้สบาย

     ต่อมานาทีที่ 58 แฟร์นานโด มาร์ซาล โยนบอลโด่งจากแดนหลังมาถูก นิคลาส ซูเล่ ครองบอลได้ทว่าแนวรับสำรองเสือใต้ไปเตะติดตัว มุสซ่า เดมเบเล่ จ่ายสั้นให้ อูสเซ็ม อาอูอาร์ ลากบอลมาทางเขตโทษด้านซ้ายไหลบอลมาที่อีกฝั่งก่อนเป็น คาร์ล โตโก้ เอก็อมบี ได้โอกาสซัดคนเดียวแต่ยังติดขา มานูเอล นอยเออร์ ที่ออกมาบล็อกทันช่วยทีมไว้

     เสือใต้ชวดได้อีกลูกนาทีที่ 80 โธมัส มุลเลอร์ เปิดบอลจากนอกกรอบเขตโทษด้านซ้าย บอลเข้ามาถูกเท้า โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ยื่นมาสะกิดบอลเล็กน้อยก่อนเป็น ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ สปีดมาเกี่ยวบอลแล้วจิ้มเข้าประตูไป แต่ว่ากรรมการเป่าเป็นลุกล้ำหน้าไปก่อนแล้ว

     ยังไม่พอนาทีที่ 88 โยชัว คิมมิช หยอดลูกฟรีคิกเกือบถึงเส้นหลังด้านขวามาให้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กระโดดโถมตัวโหม่งเต็มแรงไร้ตัวประกบบอลเสียบเข้าประตุเข้าไปอย่างแม่นยำ จบเกม บาเยิร์น มิวนิค ถล่ม โอลิมปิก ลียง 3-0 ผ่านเข้าไปชิงดำชปล.กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคมนี้

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

โอลิมปิก ลียง (3-5-2): แอนโธนี่ โลเปส,เจสัน เดนาเยอร์,มาร์เซโล่,แฟร์นานโด มาร์ซาล (มาติส ไรอัน แชร์กี น.73),เลโอ ดูบัวส์ (เคนนี่ เตเต้ น.67),มักซ็องซ์ กาเกอเร่ต์,บรูโน่ กิมาไรช์ (ติอาโก้ เมนเดส น.46),อูสเซ็ม อาอูอาร์,มักซ์เวล กอร์เน่ต์,เมมฟิส เดอปาย (มุสซ่า เดมเบเล่ น.58),คาร์ล โตโก้ เอก็อมบี (เจฟฟ์ เรเน่-อเดเลด น.67)

บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1): มานูเอล นอยเออร์,โยชัว คิมมิช,เยโรม บัวเต็ง (นิคลาส ซูเล่ น.46),ดาวิด อลาบา,อัลฟอนโซ่ เดวิส,ติอาโก้ อัลกันตาร่า (โกร็องแต็ง โตลิสโซ่ น.82),เลออน โกเร็ทซ์ก้า (แบ็งฌาแม็ง ปาวาร์ น.82),อิวาน เปริชิช (คิงสเล่ย์ โกมัน น.63),โธมัส มุลเลอร์,แซร์ช นาบรี้ (ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ น.75),โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

ใหญ่ฟัดใหญ่!อินเตอร์จัด “ลูกากู” ยิง,เซบีย่ามี “ซูโซ่” ซัดนัดชิงฯยูโรปาลีก

"งูใหญ่" อินเตอร์ มิลาน อดีตแชมป์ 3 สมัยเน้นหนักเตรียมจัด โรเมลู ลูกากู นำล่าสกอร์ เกมพบ เซบีย่า อดีตแชมป์ 5 สมัยที่ฟอร์มสุดร้อนแรงโดยมี ซูโซ่ พร้อมล่าตาข่าย ในศึกฟุตบอล ยูโรปา ลีก รอบชิงชนะเลิศ วันศุกร์ที่ 21 ส.ค. ศกนี้  เวลา 02.00 น.

ปรีวิว ฟุตบอล ยูโรปา ลีก รอบชิงชนะเลิศ
วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2563, เวลา : 02.00 น.
เซบีย่า (สเปน)   –   อินเตอร์ มิลาน (อิตาลี)

 

สนาม : ไรน์ เอเนอร์กี้ สตาดิโอน (สนามกลาง)

    เซบีย่า เจ้าของแชมป์รายการนี้มากที่สุด 5 สมัย ทั้งยังพกสถิติสุดยอดชนะร้อยเปอร์เซ็นต์เมื่อได้เข้าชิงโดยนัดที่แล้วพวกเขาผ่าน แมนฯ ยูไนเต็ดเข้ามาด้วยสกอร์ 2-1

    ความพร้อมล่าสุดได้ เนมานย่า กูเดลย์ มิดฟิลด์เซิร์บหลังจากหายติดเชื้อโควิด-19 กลับมามีชื่อบนม้านั่งสำรองตั้งแต่รอบก่อนที่ชนะแมนฯ ยูไนเต็ด แต่เชื่อว่ากุนซือ จูเลน โลเปเตกี คงไม่เปลี่ยน 11 คนแรกที่กำลังทำผลงานได้ดี

    จะมีตำแหน่งเดียวที่ต้องชั่งใจเลือกก็คือหน้าเป้าระหว่าง ยูสเซฟ เอ็น-เนซีรี่ ตัวจริงขาประจำดีกรีทีมชาติโมร็อกโก หรือ ลุค เดอ ยอง หอกดัตช์ฮีโร่ซูเปอร์ซับดับปีศาจแดง ส่วนริมเส้นยืนพื้น ซูโซ่ กับ ลูกัส โอกัมโปส เช่นเดิม

    ในราย เอเวร์ บาเนก้า กองกลางอาร์เจนไตน์ จะลงสนามทิ้งทวนแบบคลาสสิกเมื่อได้เจอกับอดีตต้นสังกัดตนเอง โดยหลังจบนัดชิงดำเขาจะย้ายไป อัล ชาบับ ในลีกซาอุดีอาระเบีย

    ในแดนหลังยังคงไว้ใจ ดีเอโก้ คาร์ลอส เซนเตอร์แบ็กบราซิเลียน แม้ทำเสียจุดโทษทั้ง 2 รอบก่อนหน้านี้ก็ตาม เช่นเดียวกับตำแหน่งเฝ้าเสา โทมัส วัชลิค มือ 1 เลือดเช็กหายเจ็บกลับมา ทว่า ยัสซีน บูนู ทำหน้าที่ได้ดีก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน

    ด้านทีมงูใหญ่ อดีตแชมป์ 3 สมัยใน ได้เข้าชิงถ้วยยุโรปครั้งแรกในรอบทศวรรษ หรือนับตั้งแต่ที่ โชเซ่ มูรินโญ่ พาผงาดเทรเบิลแชมป์เมื่อ 2010 นั่นเอง

    ความพร้อมในเวลานี้กุนซือ อันโตนิโอ คอนเต้ ได้ข่าวดีเมื่อ อเล็กซิส ซานเชซ ฟิตกลับมานั่งสำรองได้แล้วในแมตช์ตัดเชือกที่ถล่ม ชัคตาร์ โดเนตส์ค 5 ตุง แต่ยังไรก็ตาม คอนเต้ ไม่น่าเสี่ยงใช้ ดาวยิงชิลี ที่ยังไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะผลงานชุดเดิมก็น่าพอใจอยู่แล้ว

    แดนหน้ายังคงเป็น โรเมลู ลูกากู เจ้าของสถิติยิงรายการนี้ 10 นัดติดต่อกัน ลงล่าตาข่ายคู่กับ เลาตาโร่ มาร์ตีเนซ ตรงกลางสนามมี มาร์เซโล่ โบรโซวิช สตาร์โครแอตยืนต่ำกว่า 2 ผึ้งงานพลังหนุ่มอย่าง นิโกโล่ บาเรลล่า และ โรแบร์โต้ กายาร์ดินี่

    ริมเส้นไว้ใจ ดานิโล่ ดัมโบรซิโอ กับ แอชลี่ย์ ยัง อดีตแข้งแมนฯ ยูไนเต็ด เช่นเดียวกับแผงหลังชุดเก่งนำโดย ดีเอโก้ โกดิน จอมเก๋าอุรุกวัยที่เคยได้เหรียญแชมป์ยูโรปา 2 สมัยร่วมกับแอต.มาดริด

    อย่างไรก็ตามสำหรับ อัชราฟ ฮาคิมี่ วิงแบ็กสมาชิกใหม่จาก เรอัล มาดริด ยังไม่สามารถลงสนามได้จนกว่าจะเริ่มต้นฤดูกาล 2020/21

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    เซบีย่า (4-3-3) : ยัสซีน บูนู – เฆซุส นาบาส, ชูลส์ กูนเด้, ดีเอโก้ คาร์ลอส, เซร์คิโอ เรกีลอน – เอเวร์ บาเนก้า, แฟร์นานโด เรกิส, โจน จอร์ดาน – ซูโซ่, ยูสเซฟ เอ็น-เนซีรี่, ลูกัส โอกัมโปส
    เทรนเนอร์ : จูเลน โลเปเตกี

    อินเตอร์ มิลาน (3-5-2) : ซามีร์ ฮันดาโนวิช – ดีเอโก้ โกดิน, สเตฟาน เดอ ฟราย, อเลสซานโดร บาสโตนี่ – ดานิโล่ ดัมโบรซิโอ, นิโกโล่ บาเรลล่า, มาร์เซโล่ โบรโซวิช, โรแบร์โต้ กายาร์ดินี่, แอชลี่ย์ ยัง – เลาตาโร่ มาร์ตีเนซ, โรเมลู ลูกากู
    เทรนเนอร์ : อันโตนิโอ คอนเต้

    ผู้ตัดสิน : ดานนี่ มัคเคลี่ (เนเธอร์แลนด์)

ผลการพบกันที่ผ่านมา
ยังไม่เคยพบกัน

 

ผลงาน 5 นัดหลังสุด
เซบีย่า
16/08/20 ชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด 2-1 (สนามกลาง) ยูโรปา ลีก
11/08/20 ชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน 1-0 (สนามกลาง) ยูโรปา ลีก
06/08/20 ชนะ โรม่า 2-0 (สนามกลาง) ยูโรปา ลีก
19/07/20 ชนะ บาเลนเซีย 1-0 (เหย้า) ลา ลีกา
16/07/20 เสมอ เรอัล โซเซียดาด 0-0 (เยือน) ลา ลีกา

อินเตอร์ มิลาน
17/08/20 ชนะ ชัคตาร์ โดเนตส์ค 5-0 (สนามกลาง) ยูโรปา ลีก
10/08/20 ชนะ เลเวอร์คูเซ่น 2-1 (สนามกลาง) ยูโรปา ลีก
05/08/20 ชนะ เคตาเฟ่ 2-0 (สนามกลาง) ยูโรปา ลีก
01/08/20 ชนะ อตาลันต้า 2-0 (เยือน) เซเรีย อา
28/07/20 ชนะ นาโปลี 2-0 (เหย้า) เซเรีย อา

เอ็มบัปเป้วัดเดวิส! จับตา 5 คีย์แมนตัดสินเกมชิงดำชปล. บาเยิร์น-เปแอสเช



ศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงชนะเลิศจะปะทะแข้งกันในคืนนี้ แค่ชื่อทีมอย่าง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง และ บาเยิร์น มิวนิค ก็น่าดูเป็นอย่างยิ่งแล้ว ด้านทีมยักษ์ใหญ่แห่งฝรั่งเศสถือเป็นทีมที่ประกอบด้วยแนวรุกชั้นนำของยุโรป ขณะที่ “เสือใต้” ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นหนึ่งในทีมที่มีขุมกำลังแข็งแกร่งที่สุด แน่นอนว่านัดนี้จะเป็นการดวลกันของแข้งฝีเท้าระดับโลกและนี่คือ 5 จุดปะทะสำคัญที่อาจเป็นตัวตัดสินเกมนี้
1.โธมัส มุลเลอร์ vs มาร์กินญอส

    นอกจาก มุลเลอร์ จะทุบสถิติแอสซิสต์สูงสุดของบุนเดสลีกาแล้ว (21 แอสซิสต์) เจ้าตัวยังต่อยอดฟอร์มเจ๋งมาใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วย ภายใต้การคุมทีมของ ฮันซี่ ฟลิค เขารับบทบาทเป็นมิดฟิลด์ตัวรุกและยังเคลื่อนอย่างอิสระเพื่อสร้างสรรค์เกม

    เกมกับ บาร์เซโลน่า ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ถือเป็นหนึ่งในเกมที่ มุลเลอร์ โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมที่สุดในการค้าแข้งหลังทำ 2 ประตูและสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมมากมาย เขาถือเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่มีความเฉลียวฉลาดที่สุดในโลกและการเคลื่อนที่ของเขาจะสร้างปัญหาให้กับแดนกลาง เปแอสเช แน่นอน

    มาร์กินญอส คงต้องเรียกฟอร์มที่ดีที่สุดของเพื่อต่อกรกับ มุลเลอร์ ให้ได้ กองกลางชาวบราซิลเลี่ยนทำผลงานได้ดีทั้งในรอบ 8 ทีม และรอบรองฯ หลังทำประตูสำคัญและช่วยเก็บบอลในแดนกลางให้ทีมครองบอลอย่างต่อเนื่อง การปะทะกับ มุลเลอร์ คืนนี้จะส่งผลกับเกมแแดนกลางเป็นอย่างมาก

2.แซร์ช นาบรี้ vs ฆวน เบร์นาต

    ก่อนหน้านี้แฟนบาเยิร์นคงกังวลว่าเมื่อหมดยุคของ อาร์เยน ร็อบเบน ไปแล้วจะมีใครมาสานต่อได้หรือไม่ แต่เชื่อว่าตอนนี้คงไม่ต้องเป็นห่วงแล้วเพราะ นาบรี้ คนนี้รับไม้ต่อเรียบร้อย สถิติการยิง 23 ประตูกับ 14 แอสซิสต์ในทุกรายการฤดูกาลนี้ถือว่าสุดยอดมากๆ

    ขณะที่ใน ชปล. ก็ทำแฮตทริกใส่ สเปอร์ส, อัด 2 ประตูใส่ เชลซี, ยิง 1 จ่าย 1 ในเกมพบ บาร์ซ่า ก่อนจะเหมา 2 ประตูในรอบรองชนะเลิศกับ ลียง พูดได้คำเดียวว่า “ไร้ที่ติ” แต่นัดชิงชนะเลิศนั้นตามตำแหน่งเขาจะต้องเจอกับ ฆวน เบร์นาต ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับแบ็กซ้ายชาวสแปนิชแน่นอน หากพลาดท่าต่ออดีตตัวรุกอาร์เซน่อล ก็อาจจะมีน้ำตาตกได้เลย

3.โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ vs ติอาโก้ ซิลวา

    น่าเสียดายที่ไม่มีการแจกรางวัล บัลลงดอร์ ในปีนี้ไม่อย่างนั้น เลวานดอฟสกี้ คงคว้ามันมาง่ายๆไม่ว่าจะได้ถ้วย ยูฟ่า แชเมปี้ยนส์ ลีก หรือไม่ก็ตาม เขาซัดประตูมากถึง 55 ประตูในทุกรายการฤดูกาลนี้ ส่วนใน ชปล. ก็นำเป็นดาวซัลโวที่ 15 ประตูและเขายิงทุกนัดที่ลงเล่นมาตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม

    ด้วยมาตรฐานการเล่นสูงขนาดนี้ เลวานดอฟสกี้ อาจจะผิดหวังหากไม่มีชื่อชื่อทำประตูในนัดชิงชนะเลิศ ด้าน โธมัส ทูเคิ่ล นายใหญ่ปารีส แซงต์-แชร์กแมง คงรู้ดีว่าเขาอันตรายมากแค่ไหน นี่จะเป็นบททดสอบสำคัญของแนวรับเปแอสเชแน่นอน

    ติอาโก้ ซิลวา กองหลังตัวเก๋า 36 ปีจะลงเล่นเป็นเกมสุดท้ายให้กับทีมและเขาคงอยากจะอำลาด้วยการโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมและคว้าแชมป์ แต่ก็คงต้องใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมมานานหยุดกองหน้าคนนี้ให้ได้

4.คีลิยัน เอ็มบัปเป้ vs อัลฟอนโซ่ เดวิส

    หาก เอ็มบั๊ปเป้ ท็อปฟอร์มขึ้นมาคงไม่มีอะไรหยุดเขาได้ สตาร์เปแอสเชรายนี้สามารถออกสตาร์ทตัวจริงได้ทั้งตัวรุกฝั่งซ้ายและฝั่งขวา ฉีกแนวรับเป็นชิ้นมานักต่อนัก และถ้าหากคืนนี้เขาลงเล่นเป็นฝั่งขวาแล้ว เขาจะต้องเจอกับ อัลฟอนโซ่ เดวิส ดาวรุ่งพุ่งแรงของยุคนี้

    แบ็กซ้ายวัย 19 ปีของ “เสือใต้” มีความเร็วทะลุนรกไม่แพ้ เอ็มบั๊ปเป้ และเขาใช้ข้อนี้ในการวิ่งขึ้นวิ่งลงเพื่อทำเกมรุกและป้องกันเกมรับ เราได้เห็นเขาโชว์ทักษะการเลี้ยงบอลที่สุดยอดในเกมกับ บาร์เซโลน่า มาแล้ว

    อย่างไรก็ตามการมี เอ็มบั๊ปเป้ อยู่ในสนาม เดวิส คงไม่สามารถเติมเกมรุกแบบอิสระอีกต่อไป เขาคงต้องตระหนักถึงเรื่องเกมรับเป็นอย่างแรก การดวลกันของทั้งสองคงเป็นสิ่งที่หลายจับตามองมากเพราะน่าจะเป็นคู่ต่อกรสูสีใกล้เคียงกัน

5.เนย์มาร์ vs ดาวิด อลาบา

    หลายคนวิจารณ์ เนย์มาร์ เมื่อเขาตัดสินใจเดินออกจากทัพ บาร์เซโลน่า เพื่อมา เปแอเช ในปี 2017 ซึ่งเขาก็ไม่ประสบความสำเร็จในเวทียุโรปอีกเลยนับตั้งแต่ย้ายทีมมา จนกระทั่งฤดูกาลนี้มันอาจจะเป็นจริงแล้ว

    เนย์มาร์ ถือเป็นคีย์แมนคนสำคัญของ เปแอสเช และถ้าหากคืนนี้ทีมสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ขึ้นมา ก็คงมีหลายคนยกย่องเขาแน่นอน แม้ว่าตั้งแต่นัดอตาลันต้าจนถึงไลป์ซิก เขาจะมีปัญหาเรื่องการจบสกอร์ แต่ เนย์มาร์ ยังช่วยแบกทีมและมีส่วนร่วมกับเกมรุกตลอด ทว่าเกมนี้เขาต้องเจอกับแนวรับที่แข็งแกร่งอย่าง ดาวิด อลาบา

    เราได้เห็น เนย์มาร์ แหวกแนวรับทั้งอตาลันต้าและไลป์ซิกมาแล้ว คืนนี้เขาจะสามารถฝ่าแนวรับ “เสือใต้” ไปได้หรือไม่ สิ่งเดียวที่กั้นขวางเขากับถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นี้คือ อลาบา นี่เอง

ได้ครบแล้ว! เช็คผลงาน4สโมสรลุยรอบตัดเชือกชปล.2019/20

หลังจากที่ โอลิมปิก ลียง พลิกล็อกโค่น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 3-1 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้เราได้ครบทั้ง 4 สโมสรเรียบร้อย สำหรับศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ ประจำฤดูกาล 2019/20 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 1995/96 เลยทีเดียว ที่ไม่มีสโมสรจากศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ และ ลา ลีกา สเปน หลงเหลือในรอบตัดเชือก เพราะ 4 สโมสรที่หลุดเข้ามาเที่ยวนี้เป็นสองตัวแทนจาก บุนเดสลีกา เยอรมัน อย่าง บาเยิร์น มิวนิค กับ แอร์เบ ไลป์ซิก และสองตัวแทนจากเวที ลีก เอิง ฝรั่งเศส อย่าง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง กับ โอลิมปิก ลียง ว่าแล้วเรามาเช็คฟอร์มของทั้งสี่สโมสรกันเลยดีกว่าว่า ตลอดเส้นทาง 9 นัดที่ผ่านมานั้น พวกเขาผ่านอะไรกันมาบ้าง และทำได้ดีมากน้อยแค่ไหน

* ปารีส แซงต์-แชร์กแมง *

 – ยูฟ่า แรงกิ้ง : 7
        – ผลงานซีซั่นนี้ : แข่ง 9 นัด, ชนะ 7 เสมอ 1 แพ้ 1 ยิงได้ 22 เสีย 5
        – ผ่านมาถึงรอบนี้ได้อย่างไร : แชมป์กลุ่ม เอ, รอบ 16 ทีมสุดท้าย ชนะ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ สกอร์รวมสองนัด 3-2 (แพ้ 1-2 เกมเยือน, ชนะ 2-0 เกมเหย้า), รอบก่อนรองฯ ชนะ อตาลันต้า 2-1
        – ดาวซัลโวสูงสุด : เมาโร อีการ์ดี้ และ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ (5 ประตู)
        – ผลงานซีซั่นก่อน : รอบ 16 ทีมสุดท้าย
        – ผลงานดีสุดในชปล. : รอบรองฯ (ซีซั่น 1994/95 และ 2019/20)   

ทีมของกุนซือ โธมัส ทูเคิ่ล ที่ซีซั่นนี้กวาดเรียบทั้งสามแชมป์ในประเทศ มุ่งมั่นอย่างมากที่จะคว้าแชมป์ยุโรปสมัยแรกให้ได้ ซึ่งพวกเขาก็มาดีเลยทีเดียว หลังผ่านจากรอบแบ่งกลุ่มได้อย่างง่ายดาย ทั้งที่มี เรอัล มาดริด เป็นเพื่อนร่วมกลุ่ม ส่วนรอบ 16 ทีมสุดท้าย พวกเขาก็ฝ่าด่าน ดอร์ทมุนด์ ได้แบบสนุก หลังพ่ายก่อนในเลกแรก ขณะที่รอบที่แล้ว เปแอสเช ทำท่าว่าจะโดน อตาลันต้า เขี่ยตกรอบ ทว่ากลับมาเป็นฝ่ายคว้าชัยได้แบบสุดดราม่า จากสองประตูช่วงท้ายเกมของ มาร์กินญอส และ เอริค มักซิม ชูโป-โมติง
        
* แอร์เบ ไลป์ซิก *

– ยูฟ่า แรงกิ้ง : 32
        – ผลงานซีซั่นนี้ : แข่ง 9 นัด, ชนะ 6 เสมอ 2 แพ้ 1 ยิงได้ 17 เสีย 9
        – ผ่านมาถึงรอบนี้ได้อย่างไร : แชมป์กลุ่ม จี, รอบ 16 ทีมสุดท้าย ชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สกอร์รวมสองนัด 4-0 (ชนะ 1-0 เกมเยือน, ชนะ 3-0 เกมเหย้า), รอบก่อนรองฯ ชนะ แอตเลติโก มาดริด 2-1
        – ดาวซัลโวสูงสุด : ติโม แวร์เนอร์ (ย้ายไป เชลซี แล้ว) และ มาร์เซล ซาบิตเซอร์ (4 ประตู)
        – ผลงานซีซั่นก่อน : รอบแบ่งกลุ่ม (ยูฟ่า ยูโรปา ลีก)
        – ผลงานดีสุดในชปล. : รอบรองฯ (ซีซั่น 2019/20) 

เซอร์ไพรส์มากๆ สำหรับ ไลป์ซิก ที่มาไกลจนถึงรอบตัดเชือก โดยนอกจากจบรอบแบ่งกลุ่มด้วยการซิวแชมป์กลุ่ม จี แล้ว พวกเขายังผ่านคู่แข่งในรอบ 16 ทีมอย่าง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ที่มีกุนซือ โชเซ่ มูรินโญ่ คุมทัพ ได้อย่างง่ายดายด้วย และรอบก่อนรองฯ ถือเป็นไฮไลต์เลย เพราะสามารถโค่นทีมแกร่งอย่าง แอต. มาดริด ทั้งที่ไม่มีดาวยิงตัวเก่งอย่าง ติโม แวร์เนอร์ ซึ่งถือว่าน่าจับตามองเหลือเกินว่า ทีมของกุนซือหนุ่มไฟแรงอย่าง ยูเลียน นาเกิลส์มันน์ จะไปไกลจนถึงวันสุดท้ายของการแข่งขันได้หรือไม่

* บาเยิร์น มิวนิค *

 – ยูฟ่า แรงกิ้ง : 2
        – ผลงานซีซั่นนี้ : แข่ง 9 นัด, ชนะ 9 เสมอ 0 แพ้ 0 ยิงได้ 39 เสีย 8
        – ผ่านมาถึงรอบนี้ได้อย่างไร : แชมป์กลุ่ม บี, รอบ 16 ทีมสุดท้าย ชนะ เชลซี สกอร์รวมสองนัด 7-1 (ชนะ 3-0 เกมเยือน, ชนะ 4-1 เกมเหย้า), รอบก่อนรองฯ ชนะ บาร์เซโลน่า 8-2
        – ดาวซัลโวสูงสุด : โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ (14 ประตู)
        – ผลงานซีซั่นก่อน : รอบก่อนรองฯ
        – ผลงานดีสุดในชปล. : แชมป์ 5 สมัย (ได้ครั้งล่าสุดในซีซั่น 2012/13)   

เดินหน้าลุ้นคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ด้วยความมุ่งมั่นและมั่นใจสำหรับทัพ "เสือใต้" โดยผลงานในถ้วย แชมเปี้ยนส์ ลีก ซีซั่นนี้ของพวกเขา ถือว่าโหดมากๆ เพราะคว้าชัยรวดมาตลอดเส้นทาง แถมกระซวกประตูคู่แข่งถึง 39 ลูก!!! โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกมรอบก่อนรองฯ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ถือเป็นอีกหนึ่งแมตช์ที่ประวัติศาสตร์วงการลูกหนังต้องจารึกเลยทีเดียว หลังจากที่พวกเขารวมพลังกันไล่ขยี้ บาร์เซโลน่า แบบไม่มียั้งด้วยสกอร์ 8-2 ดูแล้วฟอร์มแบบนี้ทีมของกุนซือ ฮันซี่ ฟลิค คงเริ่มฝันถึงแชมป์สมัยที่ 6 กันแล้ว  

* โอลิมปิก ลียง *

– ยูฟ่า แรงกิ้ง : 17
        – ผลงานซีซั่นนี้ : แข่ง 9 นัด, ชนะ 4 เสมอ 2 แพ้ 3 ยิงได้ 14 เสีย 11
        – ผ่านมาถึงรอบนี้ได้อย่างไร : รองแชมป์กลุ่ม จี, รอบ 16 ทีมสุดท้าย ผ่าน ยูเวนตุส ด้วยกฎอเวย์โกล หลังสกอร์รวมสองนัดเสมอกัน 2-2 (ชนะ 1-0 เกมเหย้า, แพ้ 1-2 เกมเยือน), รอบก่อนรองฯ ชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 3-1
        – ดาวซัลโวสูงสุด : เมมฟิส เดอปาย (6 ประตู)
        – ผลงานซีซั่นก่อน : รอบ 16 ทีมสุดท้าย
        – ผลงานดีสุดในชปล. : รอบรองฯ (ซีซั่น 2009/10 และ 2019/20)   

นอกจาก ไลป์ซิก แล้ว ลียง ถือเป็นอีกทีมที่ทะลุเข้ามาถึงรอบตัดเชือกได้แบบเหนือความคาดหมาย โดยเริ่มตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม ที่พวกเขาเบียดคว้าตั๋วเข้ารอบน็อกเอาต์ได้แบบฉิวเฉียดในฐานะรองแชมป์กลุ่ม (แชมป์กลุ่มคือ ไลป์ซิก) พอมาถึงรอบ 16 ทีม ก็ไม่มีใครคาดคิดว่า ลียง จะผ่าน ยูเวนตุส ได้ ซึ่งสุดท้ายพวกเขาก็ทำได้สำเร็จ แถมล่าสุดหักปากกาเซียน ฝ่าด่าน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คู่แข่งในรอบก่อนรองฯ ได้อีก มาถึงจุดนี้แล้ว ทีมของกุนซือ รูดี้ การ์เซีย คงมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่า อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ถึงแม้รอบตัดเชือกต้องเจอกับ บาเยิร์น ก็ตาม

     * โปรแกรมการแข่งขันเกมรอบตัดเชือก *

– วันอังคารที่ 18 สิงหาคม : แอร์เบ ไลป์ซิก VS ปารีส แซงต์-แชร์กแมง, สนาม เอสตาดิโอ ดา ลุซ 
– วันพุธที่ 19 สิงหาคม : โอลิมปิก ลียง VS บาเยิร์น มิวนิค, สนาม เอสตาดิโอ โชเซ่ อัลวาลาด

พี่เสือทริปเปิ้ลแชมป์! “โกมัน” ฮีโร่บาเยิร์นทุบเปแอสเช ผงาดจ้าวยุโรปสมัยที่ 6

"เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ผงาดครองแชมป์ถ้วยใบใหญ่ของยุโรปได้สำเร็จ หลังเบียดชนะ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 1-0 จากประตูชัยของ คิงสลี่ย์ โกมัน ซิวทริปเปิ้ลแชมป์ในซีซั่นนี้และครองถ้วยหูกางเป็นสมัยที่ 6 ของสโมสร ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงชนะเลิศ วันอาทิตย์ที่ผ่านมา

สนาม :  เอสตาดิโอ ดา ลุซ (โปรตุเกส, สนามกลาง)

    โธมัส ทูเคิ่ล กุนซือชาวเยอรมันของเปแอสเช พาทีมกวาดแชมป์ไป 4 รายการในฤดูกาลนี้ ได้แก่ แชมป์ลีก เอิง ฉบับตัดจบ, เฟร้นช์ คัพ, ลีก คัพ และโทรเฟ่ส์ เดส์ ช็องปิยงส์ (ซูเปอร์ คัพ) ส่วนในเส้นทางรายการนี้โค่นคู่แข่งจากเมืองเบียร์ถึง 2 ทีมก่อนหน้านี้คือ ดอร์ทมุนด์ ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย และ แอร์เบ ไลป์ซิก สดๆ ร้อนๆ รอบรองชนะเลิศ

    ทางด้าน ทีมเสือใต้ของ ฮันซี่ ฟลิค รักษาสถิติชนะรวดนับจากรีสตาร์ตฤดูกาลจนรับไปแล้ว 2 แชมป์ คือ บุนเดสลีกา กับเดเอฟเบ โพคาล ส่วนเส้นทางยูซีแอลก็ฟาดชัยเรียบวุธตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม

    3 นาทีผ่านเป็น "เสือใต้" ได้ลุ้นก่อนจากลูกฟรีคิกทางซ้ายของ โยชัว คิมมิช ปั่นด้วยขวาโค้งเข้าเขตโทษแต่บอลลึกไปตกใส่หัว เลอันโดร ปาเรเดส โขกทิ้งออกมาได้

    นาทีที่ 10 เปแอสเช ตอบโต้บ้างเป็นลูกสูตรฟรีคิก เนย์มาร์ หยอดลึกมาเสาไกลเกือบถึง อันเดร์ เอร์เรร่า แต่ต้องชม อัลฟอนโซ่ เดวิส สอดมาโหม่งเคลียร์ทิ้งหวุดหวิด

    อีก 3 นาทีต่อมา เปแอสเช ได้เสียวอีกครั้งเป็นจังหวะวางยาวให้ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ หลุดเข้าเขตโทษก่อนไขว้จ่ายต่อให้ ฆวน เบร์นาต สอดมาเก็บบอลแต่เปิดไปติดบล็อคโชคดีเด้งมาเข้าทาง เอ็มบั๊ปเป้ อัดเต็มแรงไปติดตัว เลออน โกเร็ทซ์ก้า

    นาทีที่ 18 เปแอสเช พลาดโอกาสทอง คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ถอยมาเก็บบอลทางฝั่งซ้ายก่อนจ่ายต่อให้ เนย์มาร์ หลุดเข้าไปตวัดด้วยซ้ายติดเซฟ มานูเอล นอยเออร์ เด้งมาเข้าเท้า เนย์มาร์ พยายามจ่ายเข้าในแต่ นอยเออร์ โชว์เหนือใช้ขาบล็อคไว้ได้

    ต่อมาอีก 4 นาที "เสือใต้" แลกหมัดบ้างเป็น อัลฟอนโซ่ เดวิส เติมมาครอสเข้าเขตโทษบอลแรงเลย โธมัส มุลเลอร์ มาเข้าทาง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ หมุนตัวอัดด้วยขวาไปติดปลายมือ เกย์ลอร์ นาวาส เปลี่ยนทางไปชนเสา

    นาทีต่อมา เนย์มาร์ ไม่ยอมน้อยหน้าใช้ความสามารถเฉพาะตัวพาบอลแหวกมาเกือบครึ่งสนามก่อนป้ายให้ อังเคล ดิ มาเรีย ทำชิ่งกับ อันเดร์ เอร์เรร่า หลุดไปซัดด้วยขวาข้ามคานนิดเดียว

    ครึ่งทางผ่าน  บาเยิร์น มิวนิค ต้องมาเสีย เยโรม บัวเต็ง แนวรับคนสำคัญมีปัญหาอาการบาดเจ็บเล่นต่อไม่ไหวต้องเปลี่ยน นิคลาส ซูเล่ ลงสนามแทน

    เกมสนุกแลกกันตลอด นาทีที่ 28 เปแอสเช เริ่มเครื่องติด เนย์มาร์ เปิดฟรีคิกทางมุมฝั่งขวาบอลไปติดแนวรับ "เสือใต้" มาเข้าทาง อันเดร์ เอร์เรร่า ตะบันหน้าหัวกะโหลกบอลพุ่งแรงตรงกรอบแต่ไปติด เลออน โกเร็ทซ์ก้า เปลี่ยนทางออกหลังไป

    3 นาทีต่อมา โธมัส มุลเลอร์ ถอยมาเก็บบอลทางฝั่งขวาก่อนครอสเข้าในไปแฉลบหัว เพรสเนล คิมเพมเบ้ เลยมาเข้าทาง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ทิ้งตัวโขกเต็มหัวโชคไม่ดีไปตรงตัว เกย์ลอร์ นาวาส ผวาปัดเอาไว้ได้

    ช่วงท้ายนาที 44 เปแอสเช พลาดโอกาสขึ้นนำเหลือเชื่อ ดาวิด อลาบา จ่ายบอลหน้าประตูตัวเองไม่ดีไปเข้าทาง คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ทำชิ่งเร็วให้ อันเดร์ เอร์เรร่า หลุดเข้าไปหักย้อนให้ เอ็มบั๊ปเป้ ยิงโล่งๆระยะ 5 หลาไปเข้ามือ มานูเอล นอยเออร์

    พอทำไม่ได้เกือบเสีย นาทีที่ 45+1 คิงสลี่ย์ โกมัน แหวกเข้ากรอบเขตโทษก่อนโดน ธีโล่ เคห์เรอร์ ตามมาเหนี่ยวล้มลงไปโชคดี ดานิเอเล่ ออร์ซาโต้ ไม่ตัดสินให้เป็นจุดโทษ

    หมดครึ่งเวลาแรก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 0 บาเยิร์น มิวนิค 0

    แต่แล้วนาทีที่ 59 "เสือใต้" มาได้ประตูขึ้นนำเป็นบอลทางฝั่งขวาของ แซร์จ นาบรี้ สอดมาสุดเส้นหักเข้าในไปติดบล็อคไหลมาเข้าทาง โยชัว คิมมิช ตักหยอดไปเสาไกลข้ามหัว  ธีโล่ เคห์เรอร์ มาถึง คิงสลี่ย์ โกมัน โขกย้อนทาง เกย์ลอร์ นาวาส ตุงตาข่ายสุดสวย

    ต่อมานาทีที่ 66 เปแอสเช ต้องเดินหน้าลุย อังเคล ดิ มาเรีย เก็บบอลทางฝั่งขวาก่อนครอสเข้าในให้  คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ โฉบตัดหน้า นิคลาส ซูเล่ แต่ไม่ถึงบอลเลยไปเข้ามือ มานูเอล นอยเออร์

    3 นาทีต่อมาเป็นจังหวะเล่นเร็วของ มาร์โก แวร์รัตติ เปิดยาวให้ อังเคล ดิ มาเรีย หลุดขึ้นมาตวัดลอดขา ดาวิด อลาบา และเป็น มาร์กินญอส สอดมาซัดด้วยขวาไปติดเท้า มานูเอล นอยเออร์ เซฟเอาไว้ได้เหลือเชื่อ

    20 นาทีสุดท้ายเกมเป็นของ "เสือใต้" ครองบอลอยู่ฝ่ายเดียวแต่ไม่มีจังหวะปิดกล่อง ส่วนทาง เปแอสเช เมาหมัดขาดความเฉียบคมและต้องชม มานูเอล นอยเออร์ เหนียวหนึบเหลือเกิน

    ช่วงทดเจ็บ เปแอสเช มาได้ลุ้นส่งท้ายจาก คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ จ่ายบอลตัดแนวรับให้ เนย์มาร์ สอดมาป้ายเข้าในแต่ เอริค ชูโป-โมติง เข้าไม่ถึงปล่อยบอลเลยออกหลังไป

    หลังจากนั้นไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 0 บาเยิร์น มิวนิค 1 ลูกทีมของ ฮันซี่ ฟลิค ผงาดครองแชมป์ถ้วยใบใหญ่ของสโมสรยุโรปเป็นสมัยที่ 6 และซิว "ทริปเปิ้ลแชมป์" ในซีซั่นนี้

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนามตัวจริง

    ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (4-3-3) : เกย์ลอร์ นาวาส – ธีโล่ เคห์เรอร์, ติอาโก้ ซิลวา, เพรสเนล คิมเพมเบ้, ฆวน เบร์นาต (เลย์แว็ง คูร์ซาว่า น.80) – อันเดร์ เอร์เรร่า (ยูเลี่ยน ดรักซ์เลอร์ น.72), มาร์กินญอส, เลอันโดร ปาเรเดส (มาร์โก แวร์รัตติ น.65) – อังเคล ดิ มาเรีย (เอริค ชูโป-โมติง น.80), เนย์มาร์, คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้

    เทรนเนอร์ : โธมัส ทูเคิ่ล

    บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1) : มานูเอล นอยเออร์ – โยชัว คิมมิช, เยโรม บัวเต็ง (นิคลาส ซูเล่ น.25), ดาวิด อลาบา, อัลฟอนโซ่ เดวิส – เลออน โกเร็ทซ์ก้า, ติอาโก้ อัลกันตาร่า (โกร็องแต็ง โตลิสโซ่ น.86) – แซร์จ นาบรี้ (ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ น.68), โธมัส มุลเลอร์, คิงสลี่ย์ โกมัน (อิวาน เปริซิช น.68) – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

    เทรนเนอร์ : ฮันซี่ ฟลิค

ผู้ตัดสิน : ดานิเอเล่ ออร์ซาโต้ (อิตาลี)

เดือด!บรูโน่-ลินเดอเลิฟเถียงกันระหว่างเกม

บรูโน่ แฟร์นันด์ส กับ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ทะเลาะกันอย่างดุเดือดระหว่างเกมที่พ่าย เซบีย่า โดยหลังจบเกมไปแล้วนั้น บรูโน่ ชี้แจงว่าแค่เป็นการทะเลาะกันจากอารมณ์ชั่วครู่แบบปกติ ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไรเลย
    บรูโน่ แฟร์นันด์ส กับ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ 2 นักเตะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรชั้นนำของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ทะเลาะกันระหว่างเกม ยูฟ่า ยูโรปา ลีก รอบรองชนะเลิศ ที่ทีมของพวกเขาแพ้ เซบีย่า 1-2 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา

    ประตูชัยในนัดดังกล่าวของ เซบีย่า มาจากการที่ ลุค เดอ ยอง ดาวเตะ เซบีย่า ได้ยิงโล่งๆ ในตอนที่เขายืนอยู่ตรงกลางระหว่าง ลินเดอเลิฟ กับ อารอน วาน-บิสซาก้า ซึ่งบางคนมองว่าเซนเตอร์แบ็กชาวสวีดิชยืนห่างจาก เดอ ยอง มากเกินไป

    ทันทีที่เสียประตูนั้น บรูโน่ ก็เข้าไปตำหนิ ลินเดอเลิฟ ทันที เพราะมองว่าเขาประกบอีกฝ่ายได้แย่ ทำเอากองหลังเลือดไวกิ้งตอบโต้ไปอย่างดุเดือด โดยมีการเปิดเผยว่า ลินเดอเลิฟ พูดเป็นภาษาโปรตุกีสว่า "ฟิลโญ่ ดา ปูต้า" ที่แปลเป็นไทยได้ประมาณว่า "ไอ้เวรตะไล" โดยสาเหตุที่ ลินเดอเลิฟ พูดภาษาโปรตุกีสได้คล่องนั้นเป็นเพราะเขาเคยเล่นให้ เบนฟิก้า ระหว่างปี 2013-2017

    ทั้งนี้ หลังจบเกมไปแล้วนั้น บรูโน่ ให้สัมภาษณ์ว่าทุกคนในทีมต้องมีส่วนรับผิดชอบกับทุกประตูที่เสียไป ไม่เว้นแม้กระทั่งแนวรุก ส่วนที่มีปากเสียงกับ ลินเดอเลิฟ เป็นเพียงการทะเลาะกันตามปกติจากอารมณ์ชั่วครู่เท่านั้น ไม่ใช่การบาดหมางที่ร้ายแรงอะไร "ผมคิดว่าเมื่อเราเสียประตูแล้วนั้นมันก็ถือเป็นความผิดของทุกคน เริ่มตั้งแต่แดนหน้าเลย ในครึ่งแรกเราไม่สามารถเสียประตูที่เริ่มจากลูกทุ่มธรรมดาๆ ได้ เราต้องกดดันพวกเขาให้ดีกว่านี้ พวกเขาไม่ควรได้ขึ้นเกมง่ายๆ หลังจากนั้นเราก็เล่นผิดพลาดซ้ำไปซ้ำมา เราโมโหที่เสียประตู แต่มันเป็นความผิดของทุกคน มันไม่ใช่ความผิดของนักเตะคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียว แต่เป็นของทุกคน"

    "สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ผมหรือ วิคตอร์ สิ่งที่สำคัญคือเรื่องทุกเรื่อง เรื่องระหว่างเรามันไม่มีอะไรทั้งนั้น มันเป็นเรื่องปกติ ฟุตบอลมันก็เป็นแบบนี้ มันสามารถเกิดเรื่องแบบนี้ได้เป็นธรรมดา มันเป็นเหมือนการคอยดูแลกันและกัน มันจะเกิดเรื่องแบบนี้อีกหลายครั้ง และทีมอื่นๆ ก็จะเจอเรื่องแบบนี้เหมือนกัน สิ่งที่สำคัญในตอนนี้คือการพิจารณาถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และหาทางปรับปรุงในนัดต่อๆ ไป"

ลูกากูพร้อมหวด! อินเตอร์มุ่งมั่นฉะชัคตาร์ฯขอฉลุยชิงยูโรปาลีก

"งูใหญ่" อินเตอร์ มิลาน คาดหวังโอกาสในการเข้าชิงบอลยุโรปรายการนี้อีกครั้ง หลังเคยทำได้ล่าสุดปี 1998 ยังคงมี โรเมลู ลูกากู ดาวยิงร่างยักษ์ลงกระหน่ำตาข่าย ชัคตาร์ โดเนตส์ค อดีตแชมป์ใบนี้ชื่อเดิม ยูฟ่า คัพ 1 สมัย ที่ตั้งใจสร้างเซอร์ไพร์สให้ได้นัดนี้ ในการแข่งขันฟุตบอล ยูโรปา ลีก รอบรองชนะเลิศ คืนวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2563
ปรีวิว ฟุตบอล ยูโรปา ลีก รอบรองชนะเลิศ
วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2563
อินเตอร์ มิลาน (อิตาลี) – ชัคตาร์ โดเนตส์ค (ยูเครน)
เวลา : 02.00 น.
สนาม : แมร์เคอร์ สปีล-อารีน่า

    อันโตนิโอ คอนเต้ นายใหญ่ อินเตอร์ มิลาน พาทีมเข้ารอบนี้ หลังชนะ เลเวอร์คูเซ่น 2-1 โดยได้ 2 ประตูจาก นิโกโล่ บาเรลล่า และโรเมลู ลูกากู

     ความพร้อมเกมนี้ อเล็กซิส ซานเชซ แนวรุกชิเลียน มีอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อในการซ้อม แต่ไม่ได้ส่งผลกระทุบรุนแรง เพราะ 2 เกมที่ผ่านมามี ลูกากู กับ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ที่ประสานงานกันได้ดีอยู่แล้ว

    อีกรายที่หายไปคือ มาติอัส เวซิโน่ กองกลางทีมชาติอุรุกวัย พักยาว ไม่ได้เดินทางมาเยอรมันด้วยตั้งแต่แรก นอกจากนั้นคาด คอนเต้ ก็น่าจะยึดทีมจากเกมในรอบที่ผ่านมาเป็นหลักต่อไป

    เช่นเดียวกับ คริสเตียน เอริคเซ่น เพลย์เมกเกอร์เดนส์ และ มิลาน สคริเนียร์ กองหลังสโลวัก ที่ต้องนั่งสแตนด์บายข้างสนามไปก่อน

    ส่วนแท็กติกก็ยังยึดในระบบหลัง 3 เซนเตอร์ นำโดย ดีเอโก้ โกดิน อุรุกวัยตัวเก๋า แดนกลางก็มี บาเรลล่า คนทำประตูแรกในรอบก่อน และ มาร์เซโล่ โบรโซวิช มิดฟิลด์โครแอตเป็นตัวขับเคลื่อน

    ขณะที่เกมรุกฝากความหวังในการถล่มประตูอยู่ที่ ลูกากู หัวหอกเบลเยียมฟอร์มฮอตที่กดไป 31 ประตู จับคู่ล่าตาข่ายร่วมกับ เลาตาโร่ หัวหอกอาร์เจนไตน์เนื้อหอม ที่เป็นข่าวกับหลายทีมดังมาตลอด

    งูใหญ่จะลงสนามในระบบ 3-5-2 โดยมี ซาเมียร์ ฮันดาโนวิช ลงเฝ้าเสา 3 แนวรับประกอบไปด้วย ดีเอโก้ โกดิน, สเตฟาน เดอ ฟราย และ อเลสซานโดร บาสโตนี่

    แผงมิดฟิลด์ 5 คน อัดแน่นไปด้วย บาเรลล่า, มาร์เซโล่ โบรโซวิช และ โรแบร์โต้ กายาร์ดินี่ โดยมี ดานิโล่ ดัมโบรซิโอ และ แอชลี่ย์ ยัง เป็นวิงแบ็กขวา-ซ้ายตามลำดับ

    หลุยส์ กาสโตร เทรนเนอร์ โปรตุกีส ของ ชัคตาร์ โดเนตส์ค พาทีมเข้ารอบนี้ หลังถล่ม เอฟซี บาเซิ่ล ขาดลอย 4-1 โดยรัวไม่ซ้ำหน้าจากผลงานของ จูเนียร์ โมราเอส, ไทซอน, อลัน แพทริค และ โดโด้

    สภาพทีมเกมนี้ กาสโตรมีข่าวดีนิดๆ เมื่อได้ ดาวิด โคโชลาว่า กองหลังจอร์เจียพ้นโทษแบนกลับมาเป็นตัวเลือก แต่ก็ยากจะแย่งตำแหน่งคืนจาก วาเลรี่ บอนดาร์ ที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในเกมล่าสุด 

    นอกจากนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไรรบกวนเพิ่มเติม ขุมกำลังหลักรายอื่นๆ ต่างพร้อมช่วยทีมเหมือนเดิม โดยเฉพาะแก๊งแซมบ้า ไม่ว่าจะเป็น โดโด้ แบ็กขวา, มาร์กอส อันโตนิโอ มิดฟิลด์ตัวรับ, สามตัวรุก มาร์ลอส, อลัน แพทริค, ไทซอน และ จูเนียร์ โมราเอส หัวหอกตัวเป้า แม้ในราย มาร์ลอส และ จูเนียร์ โมราเอส ได้โอนสัญชาติติดธงยูเครนไปแล้วก็ตาม

นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม   

    อินเตอร์ มิลาน (3-5-2) : ซาเมียร์ ฮันดาโนวิช – ดีเอโก้ โกดิน, สเตฟาน เดอ ฟราย, อเลสซานโดร บาสโตนี่ – ดานิโล่ ดัมโบรซิโอ, นิโกโล่ บาเรลล่า, มาร์เซโล่ โบรโซวิช, โรแบร์โต้ กายาร์ดินี่, แอชลี่ย์ ยัง – โรเมลู ลูกากู, เลาตาโร่ มาร์ติเนซ  

เทรนเนอร์ : อันโตนิโอ คอนเต้ 

    ชัคตาร์ โดเนตส์ค (4-2-3-1) : อังเดร เปียตอฟ – โดโด้, เซอร์เก คริฟต์ซอฟ, วาเลรี่ บอนดาร์, มิโกล่า มัตวิเยนโก้ – มาร์กอส อันโตนิโอ, ทารัส สเตปาเนนโก้ – มาร์ลอส, อลัน แพทริค, ไทซอน – จูเนียร์ โมราเอส  

เทรนเนอร์ : หลุยส์ กาสโตร    

ผู้ตัดสิน : ไซม่อน มาร์ซิเนียค (โปแลนด์)

– อินเตอร์ มิลาน

ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด

วัน/เดือน/ปี / รายการ / ผลการแข่งขัน
25/08/05    ชปล. อินเตอร์ มิลาน 1-1 ชัคตาร์ โดเนตส์ค
11/08/05    ชปล. ชัคตาร์ โดเนตส์ค 0-2 อินเตอร์ มิลาน

รอบแบ่งกลุ่ม (ชปล.)

17/09/19 เสมอ สลาเวีย ปราก 1-1 (เหย้า) ชปล.
03/10/19 แพ้ บาร์เซโลน่า 1-2 (เยือน) ชปล.
24/10/19 ชนะ ดอร์ทมุนด์ 2-0 (เหย้า) ชปล.
06/11/19 แพ้ ดอร์ทมุนด์ 2-3 (เยือน) ชปล.
28/11/19 ชนะ สลาเวีย ปราก 3-1 (เยือน) ชปล.
11/12/19 แพ้ บาร์เซโลน่า 1-2 (เหย้า) ชปล.

รอบ 32 ทีมสุดท้าย

21/02/20 ชนะ ลูโดโกเรตส์ 2-0 (เยือน) ยูโรปา ลีก
28/02/20 ชนะ ลูโดโกเรตส์ 2-1 (เหย้า) ยูโรปา ลีก

รอบ 16 ทีมสุดท้าย

06/08/20 ชนะ เคตาเฟ่ 2-0 (สนามกลาง) ยูโรปา ลีก

รอบ 8 ทีมสุดท้าย

11/08/20 ชนะ เลเวอร์คูเซ่น 2-1 (สนามกลาง) ยูโรปา ลีก

– ชัคตาร์ โดเนตส์ค

รอบแบ่งกลุ่ม (ชปล.)

19/09/19 แพ้ แมนฯ ซิตี้ 0-3 (เหย้า) ชปล.
01/10/19 ชนะ อตาลันต้า 2-1 (เยือน) ชปล.
22/10/19 เสมอ ดินาโม ซาเกร็บ 2-2 (เหย้า) ชปล.
07/11/19 เสมอ ดินาโม ซาเกร็บ 3-3 (เยือน) ชปล.
27/11/19 เสมอ แมนฯ ซิตี้ 1-1 (เยือน) ชปล.
12/12/19 แพ้ อตาลันต้า 0-3 (เหย้า) ชปล.

รอบ 32 ทีมสุดท้าย

21/02/20 ชนะ เบนฟิก้า 2-1 (เหย้า) ยูโรปา ลีก
28/02/20 เสมอ เบนฟิก้า 3-3 (เยือน) ยูโรปา ลีก

รอบ 16 ทีมสุดท้าย

13/03/20 ชนะ โวล์ฟสบวร์ก 2-1 (เยือน) ยูโรปา ลีก
05/08/20 ชนะ โวล์ฟสบวร์ก 3-0 (เหย้า) ยูโรปา ลีก

รอบ 8 ทีมสุดท้าย

12/08/20 ชนะ บาเซิ่ล 4-1 (สนามกลาง) ยูโรปา ลีก