ในสายตา’โค้ชเฮง’ตั้งค่าตัว’วรชิต’ไว้เท่าไหร่?

‘โค้ชเฮง’ วิทยา เลาหกุล ประธานพัฒนาเทคนิคของ ชลบุรี เอฟซี ระบุในความคิดของตนเอง ฝีเท้าอย่าง ‘วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ’ กองกลางฉลามชล จะต้องมีมูลค่าที่ 40-50 ล้านบาท ในตลาดซื้อขายนักเตะ
    ผู้สื่อข่าวในรายการฟุตบอลไทย วาไรตี้ ได้สอบถามไปยัง ‘เฮงซัง’ ผู้ปลุกปั้น  วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ มาตั้งแต่เป็นผู้เล่นอะคาเดมี่ของชลบุรี เอฟซี จนก้าวขึ้นมาสู้ชุดใหญ่ของทีม ในปัจจุบัน คิดว่าในสายตาของโค้ชเฮง เจ้ายิม ควรมีค่าตัวในตลาดซื้อขายนักเตะที่เท่าไหร่

    "คือ ความเร็วความแข็งแกร่งต้องถูกตัดไป 20 % สมมุติถ้าขายผมคิดว่าเขาน่าจะมีค่าตัวที่ 40-50 ล้าน แต่คนที่แพงกว่าเจ้ายิม น่าจะเป็น กฤษดา กาแมน" – โค้ชเฮง กล่าวถึงนักเตะที่ตัวเองปั้นมาตั้งแต่เยาวชน

    สำหรับ วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ กองกลางวัย 22 ปี ของชลบุรี เอฟซี ถือเป็นผู้เล่นที่สร้างชื่อเสียงกับทั้งสโมสรและทีมชาติ ผ่านการคว้าแชมป์อาเซียน ในทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ในปี 2015 และ เหรียญทองซีเกมส์ ในปี 2017 อีกทั้งเพิ่งรับใช้ทีมชาติไทยในรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ในชิงแชมป์เอเชีย 2020 เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

 

ทีวีฮอกไกโดบุกทำข่าวซัปโปโรถึงชิบะ “ชนาธิป” โชว์ฮา-“กวินทร์” ไหว้แบบไทย

สถานีโทรทัศน์ชื่อดังแห่งจังหวัดฮอกไกโดอย่าง HBC หรือชื่อเต็ม Hokkaido Cultural Broadcasting Co., Ltd. ได้ออกมารายงานข่าวความเคลื่อนไหวของพลพรรค "นกเค้าแมวเมืองเหนือ" คอนซาโดเล่ ซัปโปโร ที่เวลานี้ได้ยกพลเดินทางมาเก็บตัวอยู่ที่แคมป์ JFA Yume field (เจเอฟเอ ยูเมะ ฟิลด์) ในจังหวัดชิบะ เพื่อเตรียมพร้อมก่อนบุกเยือน โยโกฮาม่า เอฟซี ในศึกเจลีก 1 ซีซั่น 2020 ที่จะคัมแบ็กฟาดแข้งวันที่ 4 ก.ค.63 นี้
        โดยคอนซาโดเล่ ซัปโปโร ต้นสังกัดของ 2 แข้งทีมชาติไทย ”ตอง” กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ และ ”เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ ได้ถูกสถานีโทรทัศน์ดังกล่าวมาตามทำข่าวอย่างใกล้ชิด ก่อนจะมีการแพลนกล้องไปหาทั้งสองคน โดยชนาธิปได้โชว์ความฮาเล็กน้อย ซึ่งทำเอาห้องส่งอดยิ้มไม่ได้ ส่วนกวินทร์ก็ยิ้มให้กล้อง ก่อนจะทักทายด้วยการสวัสดีตามแบบฉบับประเพณีของเมืองไทย

        ทั้งนี้ในส่วนของการฝึกซ้อมทาง "มิช่า" มิไฮโล เปโตรวิช ที่วางแผนเดินทางเก็บตัวฝึกซ้อมล่วงหน้าในเมืองชิบะ ซึ่งห่างจากกรุงโตเกียว แค่ประมาณ 70 กว่า กม. ได้ลงฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาแทบทุกวัน โดยรูปแบบการฝึก
ซ้อมไม่ได้เน้นหนักอะไรมาก แต่ก็ได้วางกลยุทธ์แท็กติกต่างๆเพื่อเตรียมใช้ในเกมที่กำลังใกล้จะรีสตาร์ตในสัปดาห์หน้า ซึ่งใช้เวลาฝึกซ้อมประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งจึงเสร็จสิ้น

        สำหรับแฟนบอลชาวไทย สามารถติดตามการถ่ายทอดสดได้ทางช่อง 9 MCOT HD หมายเลข 30 ในฐานะฟรีทีวี ที่จะประเดิมยิงสดคู่ของ คอนซาโดเล่ ซัปโปโร ที่มีคิวออกไปเยือน โยโกฮาม่า เอฟซี ที่นำทัพโดย 2 แข้งตำนานทีมชาติญี่ปุ่น ”คิงคาซู” คาซูโยชิ มิอูระ วัย 53 ปี กับ ชุนซุเกะ นากามูระ อายุ 41 ปี โดยจะบรรเลงเพลงแข้งกันในวันเสาร์ที่ 4 ก.ค.63 ณ สนามเอ็นเอชเค สปริง มิตสึซาวะ เวลา 16.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

 

จำเขาได้ไหม? “จรวดใบ้ทอ.หูกระทะ” ประทีป ปานขาว ตำนานที่ยังมีลมหายใจ

มีเสียงเรียกร้องถามไถ่กันมามากทีเดียวสำหรับมิตรรักผู้พิสมัยฟุตบอลไทยที่ต้องการให้ทีมงานฟุตบอลสยามนำเรื่องราวของ ประทีป ปานขาว เจ้าของฉายา "จรวดใบ้"
    อดีตทีมชาติชื่อดังอีกคนในฐานะปีกขวา ที่เชื่อว่าแฟนบอลรุ่นเก่าสักหน่อยยังน่าจะจำลีลาการเล่นของเขาผู้นี้ ที่นอกเหนือจากจะเป็นตำนานนักเตะทีมชาติไทยแล้วยังถือเป็นตำนานนักเตะอีกคนของ "อินทรีทัพฟ้า" ทหารอากาศ ทีมดังในอดีต

    ต้องขอเรียนให้ผู้อ่านทุกท่านได้ทราบก่อนเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยที่จะสื่อสารกับนักเตะฉายา "จรวดใบ้" ผู้นี้เพราะ นักเตะรุ่นใหญ่ ไฟกระพริบ ในวัย 58 ปีนั้นเป็นคนลิ้นไก่สั้น จริงแล้วไม่ได้ถือว่า ประทีป เป็นใบ้แต่ความที่ลิ้นไก่สั้น ทำให้เขาพูดไม่ชัด

    ทีมงานฟุตบอลสยามต้องขอบคุณ "หมวดบอย" เรืออากาศโทมนตรี แพรพันธ์ อดีตกองกลางฝีเท้าดี ทหารอากาศ นักเรียนจ่าอากาศรุ่น 36 มา ณ โอกาสนี้ ที่เป็นคนประสานเรื่องข้อมูลมาให้ทีมงานฟุตบอลสยามได้นำเสนอแบบพอเป็นสังเขป

    ประทีป ปานขาว เป็นคน อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ เกิดเมื่อ 7 พ.ย. 2505 ปัจจุบัน ทำงานรับราชการเป็นทหารอากาศ ยศพันจ่าอากาศเอก ( พิเศษ )

    โดยผู้ที่ผลักดันให้ประทีป ปานขาว ได้เข้ารับราชการเป็นทหารอากาศ คือ พลอากาศเอก กันต์ พิมานทิพย์ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ โดยอดีตนั้น พี่ชายแท้ๆของ ประทีป ปานขาว คือ สมภพ ปานขาว ที่เป็นอดีตนักเตะเก่าทหารอากาศ และเป็นอดีตผู้รักษาประตูทีมฮอกกี้ทีมชาติไทยได้แนะนำให้น้องชายตัวเองเข้ารับการเป็นทหารอากาศ และเล่นฟุตบอลให้กับทีมทหารอากาศ ก่อนที่ท้ายที่สุดจะได้รับการสนับสนุนจาก "บิ๊กกัน" โดยเป็นการเข้าที่ไม่ใช่รูปแบบของนักเรียนจ่าอากาศ แต่มาแบบ ข้าราชการกลาโหม ที่ภาษาทางทหาร เรียกว่า "หูกระทะ" มาแบบโควตาพิเศษ ตามความสามารถ

    ปัจจุบัน ประทีป ปานขาว มีตำแหน่ง จ่ากองร้อย ร้อย 1 กฝอ.ศทย. อย. เหล่าอากาศโยธิน เป็นทหารที่ดูแลด้านการดูแลฝึกสุนัขที่ใช้ในราชการทหาร นอกจากนี้ในช่วงเย็นของวันเสาร์,อาทิตย์ จะสอนฟุตบอลให้เยาวชนอยู่ที่ สนามพรรษากาล ในซอยลาดพร้าว 101 พันจ่าอากาศเอก ( พิเศษ ) ประทีป ปานขาว มีลูกสาว 1 คน เรียนปริญญาตรี ชั้นปีที่ 2 ที่ ม.ราชภัฏพระนคร บางเขน

    "จรวดใบ้" ฉายาที่ได้มาจากสื่อมวลชนในอดีตเพราะเป็นนักเตะแนวรุกที่มีความเร็วเป็นทีเด็ดเอกลักษณ์ ในตำแหน่งปีกขวา ทั้งทีมชาติไทย และ ทหารอากาศ

    ประทีป ปานขาว เป็นศิษย์เก่าของร.ร.ปทุมคงคา ด้วยรุ่น 79/1 เป็นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 รุ่นแรก หลังก่อนหน้านี้จะมี มศ. 3

    เขาเล่นให้กับทหารอากาศ ตั้งแต่ ถ้วย ค,ข และ ก. อยู่ในความสำเร็จครั้งอดีตของ "อินทรีทัพฟ้า" มาตลอด โดยเล่นเคียงบ่าเคียงไหล่ ในสมรภูมิลูกหนัง มาพร้อมๆกับ "เดอะตุ๊ก" ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน , ชลอ หงษ์ขจร , วีระพงษ์ เพ็งลี ฯลฯ โดยเขาถือเป็นนักเตะที่เล่นได้เข้าขากับ ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน เป็นอย่างมาก นอกจากจะยิงได้เอง เพราะปีกของทหารอากาศ ยุคอดีตคือกองหน้าดีๆนี่เอง ไม่เพียงเท่านั้น หลายๆประตูของ "เดอะตุ๊ก" นั้น ยังมาจากการป้อนให้ ของ ประทีป ปานขาว อีกด้วย

    ส่วนกับทีมชาติ นั้น ประทีป ปานขาว เล่นยุคเดียว กับ "เดอะตุ๊ก" , เฉลิมวุฒิ สง่าพล , วรวรรณ ชิตะวณิช โดยลงเล่นในนามทีมชาติไทย มาแทบครบทุกรายการ และอยู่ในความสำเร็จของทีมชาติไทย ในยุคอดีตมาตลอดอีกด้วย

    ในนามทีมชาติไทย นั้น ประทีป จะติดหลัง ชลอ แต่ก็ได้เล่นทันกันอยู่ ก่อนหน้านั้น กับทีมชาติไทย ชลอ เล่นปีกซ้าย ,ปีกขวา จะเป็น มาด๊าด ทองท้วม ( ราชประชา ) หรือไม่ก็ บุญนำ สุขสวัสดิ์ (ธ.กรุงเทพ ) ในนามทีมชาติจะได้เห็น ประทีป กับ ชลอ ลงด้วยกันไม่บ่อยนัก

    ความโดดเด่น ของ ประทีป ปานขาว คือ ลูกบ้า เขาจะเป็นนักเตะที่วิ่งเลี้ยงบอลตะลุยแบบบ้าระห่ำ แถมยังมีทีเด็ดที่ลูกโหม่งอีกด้วยแม้จะมีรูปร่างที่เล็ก

    อดีตนั้น ไม่มีใครปฎิเสธเลยว่า ประทีป ปานขาว อยู่ในยุครุ่งเรือง ของ ทหารอากาศ อย่างแท้จริง เขาคือ ตำนานนักเตะที่ยังมีลมหายใจและลีลายังติดตราตรึงใจแฟนบอลรุ่นเก่า มาจวบจนทุกวันนี้ มิรู้ลืม

    เรื่องโดย " Hk vp 9"

 

ชีวิตหลังดราม่า…”โชคทวี” วันนี้เป็นไง

หลังจากที่ได้แยกทางกับสโมสรการท่าเรือเอฟซี ในฐานะเฮ้ดโค้ช ของ "โค้ชโชค" โชคทวี พรหมรัตน์ ซึ่งเป็นการแยกทางแบบไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ เมื่อโชคทวี ได้ออกมาพูดเกี่ยวกับการถูกแทรกแซงเรื่องการจัดตัวในการลงเล่น จนเกิดเป็นข่าวดังในช่วงเวลานั้น
    ชีวิตหลังเกิดเหตุการณ์ดราม่าของ โชคทวี เจ้าตัวเล่าว่า ก็รู้สึกเสียใจเหมือนกันที่พูดจาไม่ค่อยเหมาะสมออกไป แต่ตนเพียงแค่โฟกัสในเรื่องของการทำงานเท่านั้นจริง ๆ ไม่มีเรื่องอื่นมาเกี่ยวข้องเลย ยอมรับว่าการให้สัมภาษณ์ออกไปก็มีผลกระทบต่อภาพในการทำทีมของตัวเองพอสมควร อาจถูกมองว่าเราเป็นคนดุดันและก้าวร้าวหรือเปล่า  แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาถือว่าเป็นบทเรียน แต่แค่อยากให้รู้ว่าตนเป็นคนที่จริงจังกับการทำงานเท่านั้น

    "ตอนนี้ผมมีงานเปิดสอนฟุตบอลขั้นพื้นฐานที่ โรงเรียนโชคทวี ซอคเกอร์ ซึ่งมี 2 สาขา ที่สนามซอคเกอร์โปร ติวานนท์ และ บางแค ตอนนี้ก็ได้กลับมาเปิดหลังโควิดแล้ว โดยที่นี่ผมจะสอนแค่พื้นฐานให้แน่นเพียงอย่างเดียว ไม่ส่งแข่งขัน"

    นอกจากนั้นเจ้าตัวยังไปลงทุนทางการเกษตร บนที่ดิน 30 ไร่ที่บ้านเกิด จ.พังงา โดยปลูกพืชผสม ทั้งยางนา, ไผ่, มังคุด และล่าสุดลงทุเรียนพันธุ์ มูซานคิง ไป 200 ต้น แต่คงต้องรอผลผลิตอีกหลายปี ส่วนงานทำทีมก็ยังพร้อมเปิดรับข้อเสนอจากทุกทีม

 

เก่งคู่ “มุ้ย” ในทีมชาติ..แต่ชีวิตพลิกลบสุดขั้ว ไปซ้อมทีมไม่เซ็น..โดนลอยแพ..โดนเบี้ยวเงิน

เรื่องราวชีวิตของนักเตะที่เคยได้ชื่อว่าเก่งแต่เด็กและเคยก้าวขึ้นสู่ทีมชาติชุดใหญ่ในฐานะดาวยิงที่ถูกจับตามองคู่กับ "มุ้ย" ธีรศิลป์ แดงดา แต่กลับเจอชะตาชีวิตหักเหไปมา กลายเป็นกองหน้าที่ต้องหาทีมเล่นหลายต่อหลายครั้ง อะไรทำให้ "แซม" รณชัย รังสิโย ไปไม่ถึงดวงดาว
    จากเด็กมีนบุรี ที่เรียนฟุตบอลจาก ทับทิมสยาม อะคาเดมี่ โชว์ฟอร์มโดดเด่นให้กับร.ร.ประเทืองทิพย์ ในฟุตบอลไนกี้พรีเมียร์คัพ จนได้ติดทีมชาติไทยชุดเยาวชน 17 ปีชิงแชมป์เอเชียที่ญี่ปุ่น "เจ้าแซม" รณชัย ก้าวต่อไปด้วยการเป็น 1 ใน 3 นักเตะไทยที่ได้ไปฝึกฟุตบอลสโมสรเอฟเวอร์ตัน ซึ่งครั้งนั้น "เจ้ามุ้ย" ธีรศิลป์ แดงดา ก็มีลุ้นเป็น 1 ใน 10 คนสุดท้ายแต่สุดท้ายอกหัก โดย "แซม" รณชัย ได้ไปพร้อมกับ "โก้" ศักรินทร์ จันทร์โยธา และ "ดวง" นฤพนธ์ อารมณ์สวะ

    หลังกลับมาจากเอฟเวอร์ตัน มีโอกาสได้เล่นฟุตบอลอาชีพ กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พาทีมคว้าแชมป์ไทยลีกและได้เป็นรองดาวซัลโวยิงไป 16 ประตู แถมคว้ารางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมไทยลีก ในวัยเพียง 20 ปี เส้นทางหลังจากนั้นก็พุ่งติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ ยุค ปีเตอร์ รีด ในฟุตบอลเอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ 2009 และได้รองแชมป์

    เมื่อมีชื่อติดทีมชาติไทย ก็มีโอกาสจากทีมใหญ่อย่าง เอสซีจี เมืองทอง ดึงมาร่วมทัพในวันเซ็นสัญญา ลงอุ่นเครื่องให้เมืองทองเจอกับทีมชาติไทย เกิดอุบัติเหตุในสนามเอ็นเข่าขาดเสียงดังลั่นจนได้ยินทั้งสนามตอนนั้นไม่รู้ ยังเดินได้ แต่สุดท้ายทำ MRI ปรากฏเอ็นไขว้เข่าขาด พักยาวไป 8 เดือน

    แม้จะหายเจ็บกลับมาแต่อาการแหยงยังมีอยู่ เพราะนี่คืออาการบาดเจ็บหนักครั้งแรกในชีวิตนักฟุตบอล ทำให้ฟอร์มไม่เหมือนเดิม ได้เล่นแต่บอลถ้วย สุดท้ายขอย้ายไปสู้ต่อที่เทโรฯ ปีแรกฟอร์มเข้าฝักยิงเป็นว่าเล่น แต่พอปีสอง เทโรฯ ได้เคลตัน ซิลวา เข้ามา มีการเปลี่ยนโค้ช ทำให้โอกาสได้ลงน้อยลงไป จึงปฏิเสธจะต่อสัญญากับเทโรฯ

    ออกจากเทโรฯ ได้ไปอยู่กับแบงค็อก ยูไนเต็ด สองปีแรกยังไม่เปรี้ยงเท่าใดนัก พอปีที่ 3 ได้เล่นบทบาท ซูเปอร์ซับ เปลี่ยนลงไปแล้วยิงได้ ทำสกอร์ไป 8 ลูก แต่โชคร้ายมาเยือนอีก ช่วงฝึกซ้อมก่อนเจอโอสถสภาฯ ซ้อมยิงประตู พุ่งไปชาร์จลูกเปิด หญ้ายวบ ส่วนอีกขาปักแน่น เสียงเอ็นขาดดังเข้าหูอีกครั้ง น้ำตาไหลในตอนนั้นเพราะรู้ว่ามันมาอีกแล้ว และก็เป็นจริงเอ็นเข่าขาดคราวนี้พักไปเพียงแค่ 4 เดือนเพราะรู้วิธีฟื้นฟูและดูแลตัวเอง

    แต่เมื่อกลับมาก็เป็นสัญญาปีสุดท้ายกับแบงค็อก เลือกที่จะไปหาความท้าทายต่อ คราวนี้ลองใช้บริการเอเย่นต์ให้หาทีม แต่ไปบวชจนสึกออกมาใกล้จะม.ค.แล้ว เอเย่นต์หาทีมให้ไม่ได้ ต้องเร่ไปขอทดสอบฝีเท้ากับราชนาวี ปรากฏว่าทีมไม่เอา สุดท้ายโทรหา "โค้ชเตี้ย" สะสม พบประเสริฐ ที่คุมแอร์ฟอร์ซ จึงได้ไปเล่นแค่ 1 เลค ปรากฏว่าเลคสอง โดนสโมสรหั่นทิ้งเพื่อลดงบประมาณ เคว้งคว้างกลางฤดูกาล

    แต่โชคยังเข้าข้าง ซุปเปอร์พาวเวอร์ ติดต่อไปเล่นในสภาพที่ทีมโดนยำใหญ่แทบทุกนัด แต่ก็ตัดสินใจไปเล่น โดย 2 เดือนแรก เงินเดือนออก แต่ 3 เดือนถัดมา เงินเดือนไม่ออก รายได้ไม่มี ต้องหยิบยืมครอบครัวใช้ ยังโชคดีที่ก่อนจบซีซั่น กลุ่มเชียงรายติดต่อให้ไปเล่นให้กับ เชียงใหม่ เอฟซี ในไทยลีก 2 ซึ่งเจ้าตัวต้องใช้เวลาตัดสินใจพักใหญ่เพราะไม่เคยไปเล่นต่างจังหวัดเลย และตลอดชีวิตค้าแข้งก็เล่นอยู่ในไทยลีก 1

    สุดท้าย "เจ้าแซม" ตัดสินใจไปเล่นเชียงใหม่ปีแรก พาทีมจบอันดับ 3 ในไทยลีก 2 ได้เลื่อนชั้น แต่ปีถัดมาเชียงใหม่เล่นไทยลีกแค่ปีเดียวตกชั้นลงมา เจ้าตัวเริ่มชอบชีวิตในเชียงใหม่ ขออยู่ต่อ แต่จู่ ๆ ก็ได้รับข่าวร้ายว่า กลุ่มเชียงรายไม่ทำแล้ว และไม่ต่อสัญญา ให้หาทีมใหม่เล่น เหมือนฟ้าผ่ากลางใจอีกครั้งเพราะกำลังเดินทางสู่เชียงใหม่เพื่อไปฝึกซ้อม

    ชีพจรลงเท้าต้องหาทีมใหม่อีกครั้ง คราวนี้ได้เซ็นกับอยุธยา ยูไนเต็ด เมื่อเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว ลงเล่นไป 4 นัดได้เป็นตัวจริงตลอด แต่ก็เจอโควิด 19 เล่นงาน และทีมขอยกเลิกสัญญาชั่วคราว แต่คราวนี้ก็ยังโชคดีที่ ราชประชา ทีมในเนชั่นแนลลีกติดต่อให้ไปเล่น เลยไม่ต้องตกงาน เจ้าตัวตอบตกลงเพราะอยากเล่นฟุตบอลที่ตัวเองรักและอยากพิสูจน์ว่าตัวเองยังมีดีกับฟุตบอลในวัยย่าง 32 ปี

    "ผมยอมรับว่าเหมือนชะตาชีวิตเล่นตลกกับผม บุญวาสนาแต่ละคนไม่เหมือนกัน ผมเคยขึ้นถึงจุดสูงสุดเป็นกองหน้าทีมชาติไทยชุดใหญ่ แต่สุดท้ายต้องลงมาเล่นลีกล่าง มีคนเคยถามว่า มึงทำใจได้ไงวะ มาเล่นแค่นี้ ผมไม่สน ผมมีทุกวันนี้ ผมต้องสู้ขนาดไหน ไม่มีใครรู้ ถ้าคุณเจอแบบผมจะผ่านมาได้แบบผมไหม"

    "ผมไม่เคยเอาชีวิตผมไปเปรียบเทียบกับใคร เพื่อนร่วมรุ่นอย่าง "มุ้ย" ไปได้ดี ผมก็ดีใจ ไม่เคยคิดอิจฉา ทุกวันนี้เจอรุ่นน้องผมพยายามบอกทุกคนว่า สิ่งที่พี่ผ่านมา พี่ต้องสู้ ถ้าไม่สู้ ก็ไม่มีใครช่วยได้ ผมยังอยากเล่นบอลที่ผมรัก ตอนนี้ยังกระหายอยู่ และยังอยากพิสูจน์ว่าผมยังไม่หมดสภาพอย่างที่หลายคนคิด"

 

คลั่งฟุตบอล,โดดเรียนพิเศษ 300 ชั่วโมง เพื่อฟุตบอล ของ ศรราม เทพพิทักษ์

ดารา นักร้อง หลายคนเตะฟุตบอลเก่งไม่แพ้ฝีมือการแสดง หลายคนชีวิตในวัยเด็กเล่นฟุตบอลเก่งจนติดทีมโรงเรียน บางคนเคยเล่นฟุตบอลกับสโมสรอาชีพ เฉกเช่นเดียวกับ หนุ่ม ศรราม เทพพิทักษ์ อดีตศูนย์หน้าทีมทหารอากาศ ที่ชอบกีฬาฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ  แถมยังเป็นดาราขวัญใจใครหลายๆคน
   หนุ่ม ศรราม เทพพิทักษ์ เป็นบุตรของคุณพ่อ ชุมพร เทพพิทักษ์ นักแสดงอาวุโสมากความสามารถกับคุณแม่ มยุรี เทพพิทักษ์ จบการศึกษาระดับประถมและมัธยมจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล โดยฟุตบอลเป็นหนึ่งชนิดกีฬาที่หนุ่มนั้นเลือกเล่น เป็นนักฟุตบอลของโรงเรียนตั้งแต่อยู่ ป.1 ตำแหน่งศูนย์หน้าคือตำแหน่งที่ถนัดของเจ้าตัว โดยมีโค้ชผู้ฝึกสอนอย่างมาสเตอร์กุศล ทองนอก เป็นผู้ฝึกสอนสมัยเด็กๆ

   เป็นนักกีฬาที่เล่นดี ยืนเซ็นเตอร์ฮาล์ฟเป็นตำแหน่งแรก

    มาสเตอร์กุศลเล่าว่า "หนุ่ม เป็นนักกีฬาที่เล่นดี ยืนเซ็นเตอร์ฮาล์ฟตัวสุดท้าย เล่นดีมาก ได้เปรียบรูปร่าง สมอง ฉลาด อยู่ในแนวหน้าของโรงเรียน และเป็นตัวแทนของโรงเรียน  มีโอกาสได้เล่นฟุตบอลโค้กคัพ ตั้งแต่ระดับเยาวชน ฟุตบอลกรมพลศึกษา "

   แสบสุดๆ ในสมัยเรียน โดดเรียนพิเศษกว่า 300 ชม.

   หนุ่ม ศรราม เรียกว่าแสบมากๆ ถึงมากที่สุดในสมัยเรียนโรงเรียนชายล้วนอย่าง เซนต์คาเบรียล   ถึงขั้นโดดเรียนพิเศษเพื่อเล่นฟุตบอลทุกวัน มี 300 ชั่วโมง ก็โดดทั้ง 300 ชั่วโมง ตั้งแต่ 10 ขวบ  แบบต้องเอาให้สุดลูกผู้ชายมันต้องเตะฟุตบอล จนคุณครูต้องโทรไปบอกคุณพ่อคุณแม่ แต่เจ้าตัวได้ไปตัดสายโทรศัพท์ที่บ้าน โดยไม่ให้ที่บ้านรู้พฤติกรรมอันสุดแสบ แต่สุดท้ายก็ไม่รอด โดนส่งจากหมายไปถึงบ้าน เรียกว่าแสบตั้งแต่เด็กเลยทีเดียว

    จากเซ็นเตอร์สู่กองหน้า

    สุทิน ไชยกิตติ ตำนานแบ็คทีมชาติไทย ผู้ล่วงลับ เคยบอกกับ หนุ่มว่า "สมัยที่เล่นฟุตบอลกับเซนต์คาเบรียล  ตำแหน่งแรกที่ผลเล่นนั้นคือเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ พอทีมโรงเรียนของผมได้เข้ารอบฟุตบอลกรพลศึกษาอายุไม่เกิน12ปี แข่งที่ กกท.กับ โรงเรียนวิมุตยาราม   "ไอ้รามไปเล่นศูนย์หน้าไป ผมงงไปชั่วขณะ พอจบเกมผมยิงชนะ 1-0 เข้ารอบ วันเวลาผ่านไป ผมก็กลายมาเป็นศูนย์หน้าอาชีพไปแล้ว"

    เล่นฟุตบอลอาชีพกับ ทหารอากาศ, ผู้คนมักเรียกกัน ศรราม ผิวอ่อน ปิยะพงษ์ เทพพิทักษ์

    ในเส้นทางฟุตบอลอาชีพ หนุ่ม ศรราม ยังเคยเป็นนักฟุตบอลสังกัดสโมสรทหารอากาศในไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก โดยมีโค้ชตำนานดาวยิงทีมชาติไทยอย่าง ‘เดอะตุ๊ก’ ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอน โดยสวมเสื้อหมายเลข 21 ลงล่าตาข่ายในสมัยนั้น โดยอยู่ในชุดที่ ทหารอากาศได้แชมป์ถ้วยพระราชทาน ประเภท ก.

    ‘เดอะตุ๊ก’ น.อ.ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ตำนานศูนย์หน้าทีมชาติไทย เคยพูดถึงหนุ่มว่า "ต้องบอกก่อนเลยว่าสนิทกับหนุ่มมาก เรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเลยก็ว่าได้ เป็นพี่ชายคนโต จนมีคนเรียกว่า ศรราม ผิวอ่อน ปิยะพงษ์ เทพพิทักษ์  นอกจากนี้ยังเป็นคนที่อัธยาศัยดี ร่าเริง ตรงไปตรงมา เป็นสุภาพบุรุษ "

    เริ่มเล่นกับแมงปอล้อคลื่น

    นอกจากนี้หนุ่มยังเล่นให้กับทีมแมงปอล้อคลื่น ซึ่งเป็นทีมฟุตบอลที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อการกุศลและการออกกำลังกายเป็นหลัก โดยมี ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง และเพื่อนๆทั้งในและนอกวงการบันเทิง ทีมแมงปอล้อคลื่นเริ่มก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2538 และลงแข่งเพื่อการกุศลเรื่อยมา ได้ร่วมลงแข่งเกือบทุกจังหวัดในประเทศไทยและยังได้ร่วมแข่งเพื่อการกุศลกับคนไทยในต่างประเทศอีกด้วย เช่น สหรัฐอเมริกา, สิงค์โปร์, และอังกฤษอีก

    หนุ่มได้เล่าถึงที่มาในการไปร่วมทีมแมงปอล้อคลื่นว่า "ผมเล่นฟิตเนสที่เดียวกับ พี่เจี๊ยบ ภุชงค์ แล้วพี่เจี๊ยบก็บอกว่าถ้าชอบฟุตบอลก็มาที่สนามมีสุวรรณซิ ซึ่งก็มีพี่ๆอยู่หลายคน จนได้มาร่วมทีมแมงปอล้อคลื่น ในสมัยนั้นมีโค้ชป้ำ วรวรรณ ชิตะวณิช ตำนานทีมชาติไทยยุค 80 เป็นผู้ฝึกสอน

    เสียงจาก  ตำนานทีมชาติไทยยุค 80  วรวรรณ ชิตะวณิช

    โค้ชป้ำเล่าให้ฟังว่า "‘’รุ่นนั้นก็มี แท่ง ศักดิ์สิทธิ์ หนุ่ม คงกระพันธ์ ,โน๊ต อุดม ,เจี๊ยบ ภุชงค์ โยธาพิทักษ์ฝีเท้าก็อยู่ในขั้นที่ดีเลยก็ว่าได้ โดยหนุ่มนั้นเล่นเป็นศูนย์หน้า ฝีเท้าดี ถ้าเปรียบดาราที่เล่นฟุตบอล ก็จัดว่าดีเลยแหละ ฝีเท้าพอๆกับ เต๋า สมชาย ตอนนั้นพี่ตุ๊ก ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน มาเห็นฟอร์ม ก็ชักชวนไปเล่นให้กับสโมสรอากาศ เหมือนกับที่ แท่ง ศักดิ์สิทธิ์ เล่นให้กับ กรุงเทพฯ พาณิชย์การแถมเป็นคนที่มีระเบียบวินัยในการเล่นอีกด้วย ‘’
       
    ปัจจุบัน ศรราม ก็ยังคงเล่นฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ เดินทางไปเตะฟุตบอลการกุศล ในนามทีม สิงห์ ออสตาร์ บ้าง  ช่อง 3 ออสตาร์ บ้าง เพื่อหารายได้ต่างๆช่วยมูลนิธิ หรือโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อให้ชีวิตใหม่กับคนที่ทุกข์ร้อน และนี้ก็คือเรื่องราวของดาราขวัญใจแฟนๆอย่าง หนุ่ม ศรราม เทพพิทักษ์ ที่บ้าคลั่งฟุตบอลตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบันนั้นเอง

 

ไม่ต้องผ่านเอเยนต์! ยะโฮร์ ออกแถลง ‘ถ้าสนใจนักเตะเราจริง ให้ติดต่อมา’

ยะโฮร์ แถลงชัดยังไม่มีทีมไหนยื่นข้อเสนอคว้านักเตะของทีมไปร่วมทัพ ท่ามกลางข่าว ดิโอโก ย้ายกลับไทยลีก

อลิสแตร์ เอ็ดเวิร์ดส ผู้อำนวยการกีฬาสโมสรของ ยะโฮร์ ดารุล ต๊ะซิม ยักษ์ใหญ่แห่งมาเลเซีย ซูเปอร์ลีก แถลงยืนยันชัดเจนว่า ขณะนี้ไม่มีทีมไหนที่ยื่นข้อเสนอคว้านักเตะของทีมไปร่วมทัพ ท่ามกลางข่าวเชื่อมโยงว่า ดิโอโก หลุยส์ ซานโต กองหน้าตัวเก่ง อาจจะย้ายกลับไปค้าแข้งในศึก โตโยต้า ไทยลีก อีกครั้ง

กอหน้าชาวบราซิลวัย 33 ปี กำลังจะหมดสัญญากับ ยะโฮร์ ดารุล ตะซิม ในช่วงเดือนธันวาคมนี้ ทำให้ตกเป็นข่าวเชื่อมโยงกับทีมในโตโยต้า ไทยลีก อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะล่าสุดกับ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ที่ตกเป็นข่าวยื่นขอซื้อตัวในตลาดรอบพิเศษ

ท่ามกลางประเด็นที่เกิดขึ้น ล่าสุด อลิสแตร์ เอ็ดเวิร์ดส ในฐานะผู้อำนวยการกีฬาของทีม แถลงผ่านแฟนเพจสโมสรว่า

"หากมีสโมสรต่างชาติให้ความสนใจนักเตะของ ยะโฮร์ ดารุล ต๊ะซิม คนแรกที่จะรู้ก็คือผม ในฐานะผู้อำนวยการกีฬาของสโมสร"

"ถ้าพวกเขาสนใจจะติดต่อมาที่เรา แต่ถ้าไม่มีประกาศจากเรา แล้วมีเอเยนต์คนไหนอ้างเรื่องความสนใจจากต่างประเทศ มันเป็นไปได้หนึ่งหรือสองอย่างคือ ไม่ปั้นเรื่องขึ้นมาก็หวังจะหารายได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องจริง อย่างที่บอก สโมสรที่สนใจ หรือ เอเยนต์ที่ถูกจ้างมา พวกเขาจะติดต่อมาหาเรา"

"เรามีประสบการณ์ในธุรกิจฟุตบอล เราเป็นสโมสรเดียวนประเทศ ที่มีการขายนักเตะ ตัวอย่างเช่น เราขาย ฮวน มาร์ติน ลูเซโร ด้วยราคาถึง 2.5 ล้านยูโร" ผอ.กีฬายะโฮร์ปิดท้าย

ขณะที่ "เจ" วรปัฐ อรุณภักดี ผู้ประกาศข่าว "ไทยรัฐทีวี" รวมถึงเป็นเจ้าของช่อง "คิดไซด์โค้ง" ในยูทบ ก็วิเคราะห์ว่า เป็นไปได้ยากที่ ดิโอโก หลุยส์ ซานโต จะย้ายกลับมาค้าแข้งในศึก โตโยต้า ไทยลีก ในช่วงตลาดซื้อขายผู้เล่นรอบพิเศษ(กันยายน)เพราะ ยะโฮร์ ยังมีอีก 7 เกมที่ต้องแข่งขันหาแชมป์ลีก

อย่างไรก็ตามกองหน้าชาวบราซิลจะหมดสัญญากับ ยะโฮร์ ดารุล ต๊ะซิม ในวันที่ 31 ธันวาคม นี้ ซึ่งทีมไทยลีกที่สนใจสามารถพูดคุยโดยตรงกับ ดิโอโก โดยไม่ต้องผ่านสโมสรยะโฮร์ ในวันที่ 1 กรกฎาคม นี้ (ตามกฏบอสแมน) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องลุ้นว่าเจ้าตัวจะต่อสัญญาฉบับใหม่กับยอดทีมมาเลเซียออกไปหรือไม่

ทั้งนี้ ดิโอโก หลุยส์ ซานโต ฝากผลงานยอดเยี่ยม สมัยค้าแข้งกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เมื่อยิงรวมไปถึง 132 ประตู 45 แอสซิสต์ 9 แฮตทริค และ คว้าแชมป์ไป 11 รายการ ก่อนย้ายไปอยู่กับ ยะโฮร์ ดารุล ต๊ะซิม เมื่อปี 2019 ด้วยค่าตัวประมาณ 50 ล้านบาท

เศร้า! ‘อภินันท์ แก้วปีลา’ ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตแล้ว

"อภินันท์ แก้วปีลา" อดีตแบ็กขวาปลาทูคะนองชุดประวัติศาสตร์ไทยลีก 2008 ที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ โดนรถใหญ่ปาดหน้า เบรกไม่อยู่ พุ่งชนท้ายอย่างจัง ต้องนำตัวเข้าไอซียู รพ.ปทุมธานี เสียชีวิตแล้ว

    รถยนตร์ของ "อภินันท์ แก้วปีลา" ถูกรถบรรทุกปาดหน้า ทำให้รถยนต์ของอดีตแบ็กขวาไทยลีกพุ่งชนท้ายรถบรรทุกอย่างจัง ซึ่งผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า รถบรรทุกได้ขับรถหลบหนีไปเลย

    โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. "ตี๋" นพพล ผลอุดม นักเตะเพื่อนร่วมอาชีพที่ไปเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดที่ รพ.ปทุมธานีเผยถึงอาการล่าสุดว่า "คุณหมอที่ดูแลอาการของนันท์บอกว่าอาการล่าสุดตอนนี้ที่พบคือกะโหลกร้าว และต้องเตรียมผ่าตัดกระดูกบนใบหน้าอีกที เพื่อรักษาอาการกะโหลกร้าว"

    ล่าสุดมีรายงานว่า  "อภินันท์ แก้วปีลา" ได้เสียชีวิตลงแล้ว โดยเตรียมนำศพทำพิธีรดน้ำศพในวันนี้เวลา 15.00 น.ที่วัดผาสุกมณีจักร เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยจะมีการสวดพระอภิธรรมเป็นเวลา 5 คืน

   ทั้งนี้"อภินันท์ แก้วปีลา" วัย 35 ปี เป็นแบ๊กขวาตัวหลักของ สมุทรสงคราม เอฟซี ยุคทอง ที่คุมโดย "น้าฉ่วย" สมชาย ชวยบุญชุม รวมทั้งกับ ทีโอที เอสซี เคยติดทีมชาติไทยชุดกีฬามหาวิทยาลัยโลกที่เซอร์เบีย ปัจจุบันเป็นผู้ฝึกสอนของบางบัวทอง เอฟซี อคาเดมี

เปิดปากครั้งแรก! “จอง แจ ยอง” ถึง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

กองกลางชาวเกาหลีใต้ เปิดปากครั้งแรก เผยมีหลายเหตุผลที่ต้องแยกทางกับ ปราสาทสายฟ้า อย่างรวดเร็ว
จอง แจ ยอง กองกลางชาวเกาหลีใต้ เปิดเผยว่ามีหลายเหตุผลที่ทำให้ต้องแยกทางกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แต่ก็มีความสุขที่มีโอกาสย้ายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งบนถิ่น ช้างอารีนา

กองกลางวัย 29 ปี ย้ายจาก โปฮัง สตีลเลอร์ ออกมาค้าแข้งต่างแดนครั้งแรกกับ ปราสาทสายฟ้า เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา แต่มีอันต้องแยกทางกับทีมอย่างรวดเร็ว หลังโตโยต้า ไทยลีก เพิ่งผ่านไปเพียง 4 นัด ก่อนหยุดชะงักลง เนื่องจาก สถานการณ์ไวรัสโควิด-19

“มันมีหลายเหตุผล (สาเหตุที่แยกทางกับทีม) ผมไม่ต้องการที่จะบอกรายละเอียด แต่ผมคิดว่าทั้งสองฝ่ายต้องการที่จะบอกลากัน” จอง แจ ยอง กล่าวกับโกล ประเทศไทย

“ไทยลีก และ ทีมที่นี่ มีความแตกต่างกันมากกว่าทีมเคลีก แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในการปรับตัว แต่ผมก็มีความสุขที่มีโอกาสย้ายมาที่นี่ บุรีรัมย์ มีสนาม มีคลับเฮาส์ที่ยอดเยี่ยม และ มีระบบการจัดการที่ดีมาก  อีกทั้งยังมีแฟนบอลมากมายเข้ามาที่สนาม และ เป็นเรื่องที่มหัศจรรย์มาก ที่ผมเห็นผู้คนจากทุกที่สวมเสื้อของบุรีรัมย์ แม้แต่ในกรุงเทพฯ หรือ จังหวัดอื่นๆ “

อดีตกองกลางอุลซาน ฮุนได กล่าวต่อ “ผมเชื่อแบบนั้นนะว่า บุรีรัมย์ จะกลับมาได้ เพราะนักเเตะบุรีรัมย์ มีประสบการณ์มากมาย ปัจจัยเหล่านี้ ผมเชื่อว่ามันจะทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จในลีก”

“ผมอยากขอบคุณมากสำหรับกำลังใจที่มีให้กับผม ตอนผมอยู่ที่นั่น ผมรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของนักเตะ บุรีรัมย์ ดังนั้น หากเรามีโอกาสพบกัน ไม่ว่าจะในสนาม หรือ นอกสนาม ผมจะมีความสุขมากๆ ที่ได้พบกับแฟนบอลทุกคนอีกครั้ง”

“เข้มแข็งไว้ และ ขอให้ปลอดภัย (โควิด-19) ขอบคุณมากครับ” จอง แจ ยอง ปิดท้ายผ่าน โกล ประเทศไทย

ปัจจุบัน จอง แจ ยอง ได้ต้นสังกัดใหม่เป็นที่เรียบร้อย หลังเพิ่งเปิดตัวซบ ซูวอน ซิตี้ ทีมในศึกเคลีก 2 เกาหลีใต้

 

เรื่องซึ้งของ กู ซัง ยุน เลือกลาขาด ซัปโปโร แม้เงินน้อยกว่าเป็นสิบเท่า

Koreajoongangdaily สื่อเกาหลีใต้ ตีบทสัมภาษณ์แบบเจาะลึก กู ซัง ยุน อดีตผู้รักษาประตูสโมสรฟุตบอลคอนซาโดเล ซัปโปโร ชาวเกาหลีใต้ วัย 25 ปี ถึงการแยกทางกับสโมสรในเจลีกก่อนที่กลับมาเฝ้าเสาในลีกบ้านเกิดเกาหลีใต้ กับสโมสร แดกู เอฟซี หลังจากค้าแข้งในลีกญี่ปุ่นมาต่อเนื่องเกือบ 8 ปี (2013-2014 เซนเรโซ โอซากา, 2015-2020 คอนซาโดเล ซัปโปโร) จอมหนึบแดนโสมขาวถือว่าเป็นหนึ่งในคีย์แมนสำคัญในการพาทีมเลื่อนชั้นรวมไปถึงสร้างผลงานที่ดีกับทีม
    โดยก่อนหน้าเหตุผลสำคัญคือจอมหนึบชาวเกาหลีใต้เป็นเรื่องราวข้อกำหนดในการเกณฑ์ทหาร อีกเหตุผลที่สำคัญในการเดินทางกลับไปเล่นฟุตบอลที่เกาหลีใต้ก็คือการแพร่ระบาดใหญ่ของไวรัสโควิด-19  เพราะเป็นห่วงคุณยายที่อาศัยอยู่ในเกาหลีใต้สุดท้ายจึงตัดสินใจกลับประเทศในที่สุด  โดยเจ้าตัวให้สัมภาษณ์สื่อเกาหลีใต้ว่า จริงๆแล้วก่อนหน้านี้จะต่อสัญญากับซัปโปโรจนถึงปี 2024 แต่หลังจากมีการพูดคุยกับสโมสรไม่ลงตัวจึงตัดสินใจยกเลิกสัญญาและฉันเลือกย้ายไปเล่นให้กับแดกู เอฟซี

    การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ต้องพยายามติดตามข่าวทุกวันเพราะกังวลกับคุณยายที่อาศัยอยู่คนเดียวที่บ้านเกิดและเมื่อนึกถึงยายทำให้ไม่สามารถมุ่งความสนใจไปที่ฟุตบอลได้เต็มที่ สิ่งที่คิดได้ตอนนั้นคือกลับเกาหลีใต้ให้เร็วที่สุด การตัดสินใจเพื่อย้ายกลับมาเล่นเคลีก ต้องยอมตัดใจจากรายได้ก้อนโต  มาพร้อมกับการเสียสละรายได้หากไปต่อกับซัปโปโรจะได้รับเงิน 100 ล้านเยน (ประมาณ 28.85 ล้านบาท) แต่การเลือกย้ายกลับเกาหลีใต้รายได้เหลือเพียง  36 ล้านวอน ( 9.26 แสนบาท)

    โดยเจ้าตัวย้ำว่าไม่ได้มีปัญหาเรื่องการเงินแต่ต้องการมีชื่อติดทีมชาติชุดโอลิมปิกเกาหลีใต้เพื่อไปแข่งขันที่ญี่ปุ่น เงินในการเล่นเคลีกอาจจะน้อยลงแต่ได้ดูแลคนในครอบครัวใกล้ชิดและมีสมาธิในการเล่นฟุตบอล แม้ว่าเงินจะน้อยแต่มีความสุขกับเงินที่ได้รับเพราะนอกเหนือจากเงินฟุตบอลยังมีเงินที่เปิดร้านอาหารในโกเบ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเปิดมานานแล้วจึงไม่ใช่เรื่องที่ยากลำบากอะไร  แน่นอนตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการพิสูจน์ตัวเองกับการเป็นลูกทีมของ คิม ฮัก บอม ต่อสู้ในตำแหน่งโควตาอายุเกินเพื่อลงเล่นโอลิมปิก ซึ่งโอลิมปิกครั้งที่ผ่านมาปี 2016 ก็มีชื่อติดทีมไปด้วยแต่ทีมไปได้ไกลสุดเพียงรอบ
ก่อนรองชนะเลิศ

    สำหรับ กู ซัง ยุน  ปัจจุบันอายุ 25ปี ย้ายมาเล่นให้กับ แดกู เอฟซี โดยสมัยเล่นให้ซัปโปโร สวมเบอร์ 25 ย้ายมา แดกู เอฟซี สวมเบอร์ 52 ชีวิตวัยเด็กของจอมหนึบรายนี้น่าสนใจ เกิดในเมืองโปฮังพ่อแม่ของเขาแยกทางกันตั้งแต่ตอนที่ตัวเขาเองยังเด็กได้รับการเลี้ยงดูจากแม่และยาย  หลังจากเล่นให้กับโรงเรียนแจฮุน  ก่อนที่จะเริ่มต้นอาชีพในญี่ปุ่นกับทีมเยาวชนของสโมสรเซเรโซ โอซากา ปี 2012 ก่อนที่จะขยับสู่ชุดใหญ่ และ ย้ายไปเล่นให้กับคอนซาโดเล ซัปโปโร