ชากิรี่เผยแล้วคิดลาลิเวอร์พูลหรือขอสู้ต่อ

หลังจากตกเป็นข่าวย้ายทีมอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา ล่าสุด เซอร์ดาน ชากิรี่ ปีก ลิเวอร์พูล ก็บอกว่าตอนนี้ต้องการช่วยทีมในซีซั่น 2020-21 เพื่อที่จะได้มีโอกาสลงเล่นเยอะเหมือนฤดูกาล 2018-19 พร้อมบอกว่า "หงส์แดง" ตื่นเต้นกับการได้ป้องกันแชมป์ลีกสุดๆ
    เซอร์ดาน ชากิรี่ ปีกชาวสวิสของ ลิเวอร์พูล แชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาลล่าสุด แสดงเจตนารมณ์ว่าต้องการอยู่กับทีมต่อไป ด้วยการบอกว่าตั้งตารอที่จะได้ช่วยทีมในฤดูกาล 2020-21 อย่างใจจดใจจ่อ

    หลังจากได้ลงเล่น 30 นัดในทุกรายการเมื่อซีซั่น 2018-19 ชากิรี่ ก็ได้ลงเล่นในทุกรายการเพียง 11 นัดในซีซั่น 2019-20 โดยถึงแม้ส่วนหนึ่งจะเป็นเพราะเขาเคยเจ็บตรงน่อง แต่พอหายเดี้ยงแล้วแข้งวัย 28 ปีก็ไม่ค่อยโดน เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมันใช้งานเลย จนทำให้เจ้าตัวตกเป็นข่าวเกี่ยวกับการย้ายทีมหนักพอตัว

    ชากิรี่ ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ ลิเวอร์พูล ว่า "ถ้าคุณได้รับบาดเจ็บหรือไม่ได้เล่นแล้วน่ะคุณก็จะรู้สึกหงุดหงิดเป็นธรรมดา แต่ผมตั้งตารอที่จะได้เล่นในซีซั่นนี้ และตั้งตารอที่จะได้พยายามช่วยทีม เพื่อที่ผมจะได้มีโอกาสลงเล่นเยอะเหมือนอย่างในฤดูกาลแรก (ของตัวเองกับ ลิเวอร์พูล)"

    "ในฐานะทีมแล้วนั้นผมอยากประสบความสำเร็จหลายอย่าง ผมคิดว่าเรามีนักเตะเก่งๆ หลายคนอยู่ในทีม ทุกคนมีดีพอที่จะได้ลงเล่น และเราก็พยายามทำให้โค้ชต้องหนักใจมากๆ อยู่เสมอ (หมายถึงทุกคนพยายามทำงานอย่างเต็มที่เพื่อทำให้ คล็อปป์ เลือกยากว่าจะใช้งานใครดี) ผมเองก็พยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้, ช่วยให้ทีมชนะ และได้แชมป์มาครองเหมือนกัน นั่นเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดสำหรับผม"

    "ทุกคนรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ลงเล่นอีกครั้ง และเพื่อป้องกันแชมป์ที่คว้ามาครองได้เมื่อฤดูกาลก่อน แน่นอนว่ามันเป็นงานยากมากๆ แต่เราก็พยายามที่จะทำหลายอย่างให้ได้อีกครั้ง และอยากชนะหลายต่อหลายเกมด้วย เรามีความสามารถดีพอที่จะทำอย่างนั้นได้ เรามีทีมที่ยังกระหายความสำเร็จ และอยากได้แชมป์อีกหลายรายการ"

    "มันรู้สึกยอดเยี่ยมมากๆ ที่ฤดูกาลก่อนเราได้แชมป์ลีก มันให้ความรู้สึกที่ต่างออกไปทั้งสำหรับแฟนบอลและสำหรับเราหลังจากที่ทีมไม่ได้แชมป์ลีกมานาน 30 ปี เราตื่นเต้นกันมากๆ และอยากชนะให้ได้ทุกนัด แต่เราก็รู้ดีว่ามันจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากสุดๆ เช่นกัน ทีมอื่นๆ ต่างก็อยากจะชนะให้ได้เหมือนกัน ดังนั้นผมเลยคิดว่ามันจะเป็นฤดูกาลที่น่าตื่นเต้น"

ซัมเมอร์นี้ ลิเวอร์พูล ! เป้าหมายเสริมทัพ, อนาคตนักเตะ, เติมเต็มจุดบอด

ลิเวอร์พูล จัดการเซ็นสัญญากับนักเตะใหม่คนแรกในช่วงซัมเมอร์นี้แล้ว เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซึ่งงานนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมัน เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำความสำเร็จมาสู่ถิ่นแอนฟิลด์ให้มากที่สุดในยุคที่เขากุมบังเหียน

    คอสตาส ซิมิคาส แบ็กซ้ายดีกรีทีมชาติกรีซ ย้ายจาก โอลิมเปียกอส มาอยู่กับ "หงส์แดง" ด้วยค่าตัวเพียง 11.75 ล้านปอนด์ (ราว 446.5 ล้านบาท) โดย คล็อปป์ ดึงตัวมาเพื่อเป็นยางอะไหล่ในตำแหน่งแบ็กซ้าย กรณีที่ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน มีปัญหาบาดเจ็บ หรือไม่สามารถลงสนามได้ในกรณีใดๆ ก็ตาม

 

    อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่นักเตะคนเดียวที่ "เดอะ เร้ดส์" ต้องการ เพราะพวกเขาต้องพยายามหาผู้เล่นใหม่มาเสริมทัพเนื่องจากทีมเสียขุมกำลังสำคัญอย่าง อดัม ลัลลาน่า ที่ไปอยู่กับ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน แบบไม่มีค่าตัว และ เดยัน ลอฟเรน ปราการหลังที่ย้ายไปซบ เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ด้วยค่าตัวแค่ 11 ล้านปอนด์ (ราว 418 ล้านบาท)  เป็นต้น

    แม้ว่า ลิเวอร์พูล จะไม่ได้ร้อนรนในการเสริมทัพช่วงตลาดพ่อค้าแข้งซัมเมอร์นี้ แต่คาดว่าพวกเขาต้องการนักเตะอีก 2-3 รายเพื่อสร้างขุมกำลังให้แข็งแกร่ง ในขณะเดียวกันทีมก็ต้องเตรียมรองรับการที่มีนักเตะอีกหลายคนที่กำลังจะโบกมือลาสโมสรเช่นกัน

 

 
– นักเตะที่มีข่าวเกี่ยวพันกับสโมสร
ติอาโก้ อัลกันตาร่า
    จากรายงานของสื่อหลายสำนักในเยอรมนี ระบุว่า กองกลางทีมชาติสเปน พร้อมที่จะย้ายไปเล่นในถิ่นแอนฟิลด์ เพราะดูเหมือนนักเตะต้องการออกไปหาความท้าทายใหม่ในลีกอื่น หลังจากอิ่มตัวกับความสำเร็จร่วมกับ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา

    ดาวเตะวัย 29 ปี มีสัญญาเหลืออยู่ในถิ่นอัลลิอันซ์ อารีน่า เพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น และจากการแสดงความเห็นของ ฮันซี่ ฟลิค เทรนเนอร์มากฝีมือ ระบุชัดเจนว่า ลิเวอร์พูล อาจได้นักเตะไปร่วมสังกัด ถ้าหากสามารถตกลงเรื่องค่าตัวกันได้อย่างลงตัว

    ในช่วงที่ผ่านมามีกระแสข่าวระบุว่า ลิเวอร์พูล กับ ติอาโก้ ตกลงเงื่อนไขส่วนตัวกันได้แล้ว แต่ยังติดที่ "หงส์แดง" ไม่สามารถตกลงเรื่องค่าตัวกับ บาเยิร์น ได้ ทำให้เรื่องนี้ยังคาราคาซัง ในขณะเดียวกันนักเตะก็ยังไม่ต้องการกดดันสโมสร เพราะทีมอยู่ในช่วงลุ้นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในซีซั่นนี้ด้วย
 

 

อิสซ่า มานดี้

    มานดี้ เป็นกองหลังสารพัดประโยชน์ซึ่งเหลือสัญญาเพียงแค่ 1 ปีกับ เรอัล เบติส และนักเตะมีความเกี่ยวพันกับ "เดอะ เร้ดส์" มาอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้มีความเป็นไปได้ว่า  ลิเวอร์พูล ใกล้จะตกลงเงื่อนไขต่างๆ กับ แนวรับชาวแอลจีเรีย ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนส.ค.นี้ แต่ยังมีหลายๆ สิ่งที่ยังตกลงไม่ได้ และทำให้ย้ายทีมยังเงียบๆ อยู่
 

 

อิสไมล่า ซาร์
    ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยสำหรับลิเวอร์พูล ในการคว้านักเตะตกชั้น เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาก็ได้ของดีราคาถูกอย่าง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน และ จอร์จินโย่ ไวนัลดุม ในช่วงที่ผ่านมา โดยผู้เล่นทั้งสองคนนี้คือกำลังสำคัญที่นำทีมผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซีซั่นล่าสุด

 

    ขณะที่ ซาร์ ซึ่งเล่นให้กับ วัตฟอร์ด ที่ตอนนี้ร่วงตกชั้นไปอยู่ในศึกเดอะ แชมเปี้ยนชิพ เรียบร้อยแล้ว โดยนักเตะทำผลงานได้อย่างโดดเด่นมากๆ และเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่โชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดในแมตช์ที่ปราบ ลิเวอร์พูล ในเกมลีก แถมยังเป็นรุ่นน้องของ ซาดิโอ มาเน่ สตาร์ "เดอะ เร้ดส์" ในทีมชาติเซเนกัล ด้วย

    ฉะนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่ คล็อปป์ จะคว้าตัว ซาร์ มาเสริมแกร่งในเกมรุก ขณะเดียวกันนักเตะก็เปิดใจชัดเจนว่าอยากมาเล่นในถิ่นแอนฟิลด์ งานนี้ก็เหลือแค่ 2 สโมสรจะเจรจากันเท่านั้น

 

 

เบน ไวท์
    เบน ไวท์ เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่ช่วยให้ ลีดส์ ยูไนเต็ด คว้าตั๋วเลื่อนชั้นขึ้นมาสู้ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ โดยนักเตะย้ายมาเล่นแบบยืมตัวกับ "ยูงทอง" ฉะนั้นหากเขาต้องการย้ายทีมแน่นอนว่า ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ต้นสังกัดแม่ คงจะตั้งค่าตัวค่อนข้างสูงเลยทีเดียว

 

    สำหรับ ลิเวอร์พูล พวกเขาจำเป็นต้องหาเซนเตอร์แบ็กคนใหม่มาร่วมทีม หลังจากที่ ลอฟเรน อำลาสโมสร และ ไวท์ เป็นหนึ่งในนักเตะแนวรับที่ คล็อปป์ ให้ความสนใจอย่างมาก เพราะผลงานเข้าตาอย่างมากกับ ลีดส์ แม้อายุแค่ 22 ปี แต่ศักยภาพยังสามารถพัฒนาได้อีกเยอะ

 

 
มาริออส ทซาวิดาส

    ลิเวอร์พูล ยังให้ความสนใจนักเตะชาวกรีกอีกรายในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยพวกเขาเล็ง ทซาวิดาส ดาวรุ่งพุ่งแรงจาก พานาธิไนกอส ซึ่งทำผลงานได้อย่างโดดเด่นกับต้นสังกัดอย่างมาก โดยผู้เล่นรายนี้เป็นหนึ่งในนักเตะแห่งอนาคตของต้นสังกัด และแน่นอนว่าหาก "หงส์แดง" อยากได้ตัวไปร่วมทัพ ก็ต้องรีบควักกระเป๋าเป็นการด่วน หากชักช้าอาจจะเหมือนในกรณีของ ติโม แวร์เนอร์ ที่โดน "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี คว้าตัวตัดหน้าไปร่วมทัพ

 

 
– การเซ็นสัญญาเซนเตอร์แบ็กตัวใหม่
    หลังจากที่ ลอฟเรน ตัดสินใจโบกมือลา ลิเวอร์พูล แน่นอนว่าทำให้เกิดรูโหว่ในเกมรับของทัพ "หงส์แดง" ขณะที่บรรดาดาวรุ่งมากความสามารถของสโมสร คล็อปป์ มองว่าอาจจะต้องใช้เวลาในการพัฒนาฝีเท้าอีกประมาณปีหรือสองปี ถึงจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของต้นสังกัด

  ลิเวอร์พูล ตั้งความหวังเอาไว้สูงมากๆ กับบรรดาแข้งวัยละอ่อนอย่าง คี-ยาน่า ฮูแฟร์ และ เซปป์ ฟาน เดน เบิร์ก แต่กระนั้นด้วยประสบการณ์ของ 2 แข้งชาวดัตช์ คล็อปป์ มองว่าอาจจะต้องให้เวลาอีกซักพัก ด้วยเหตุนี้ทำให้ทีมจำเป็นต้องหาเซนเตอร์แบ็กเป็นกำลังเสริมอีกซักคน

    แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องที่ท้าทายมากๆ ในการที่จะหากองหลังฝีเท้าดีซักคนซึ่งพร้อมที่จะสู้เพื่อแย่งตำแหน่งตัวจริงในถิ่นแอนฟิลด์ เพราะสโมสรมีแนวรับสำคัญอย่าง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ เป็นตัวหลักอยู่แล้ว ฉะนั้นใครที่จะมาเป็นคู่หูของเขา ต้องพร้อมที่จะแย่ตำแหน่งกับ โจ โกเมซ และ โฌแอล มาติป

 

 
– เสริมแนวรุกเพื่อความสดใหม่
    แม้ว่า ลิเวอร์พูล จะมีสามประสานสุดโหดอย่าง โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ก็ตาม แต่พวกเขาต้องการออปชั่นเสริมที่ต้องมีคุณภาพสูงพอสมควร หากเกิดกรณีที่หนึ่งใน 3 แข้งสำคัญมีปัญหาไม่สามารถลงสนามได้

 

    ดิว็อค โอริกี้ กับ เซอร์ดาน ชากีรี่ มีความเป็นไปได้สูงที่อาจจะโบกมือลาต้นสังกัด ขณะที่ในกรณีของ ริอาน บรูว์สเตอร์ กับ แฮร์รี่ วิลสัน อนาคตก็ยังไม่แน่นอน เพราะนักเตะทั้งสองคนถูกส่งไปเล่นแบบยืมตัว และยังไม่รู้ว่า "หงส์แดง" จะเลือกตัวกลับมาสู่ทีมหรือไม่

    ในส่วนของ ทาคูมิ มินามิโนะ สตาร์ทีมชาติญี่ปุ่น และ ฮาร์วี่ย์ เอลเลียต์ มิดฟิลด์ดาวรุ่งพุ่งแรง ได้รับโอกาสจาก กุนซือเลือดด๊อยท์ช ให้เป็นส่วนหนึ่งในทัพ "เดอะ เร้ดส์" สำหรับการเล่นในฤดูกาลล่าสุด แต่การที่ทีมต้องการเสริมแนวรุกเพิ่ม ก็เพื่อที่จะให้ทั้งสองคนมีความกระตือรือร้นที่จะแย่งตำแหน่งซึ่งจะเป็นการพัฒนาศักยภาพของพวกเขาไปด้วย

 

 
 
– กองกลางตัวใหม่เพื่อเป็นออปชั่นเสริม
    การที่ ลัลลาน่า โบกมือลาต้นสังกัดไปแล้ว และ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กองกลางกัปตันทีม มีปัญหาบาดเจ็บรบกวนในเวลานี้ ทำให้ยังไม่แน่ว่า "เฮนโด้" จะฟิตสมบูรณ์ในช่วงต้นฤดูกาล 2020/2021 หรือไม่ ฉะนั้นการมีมิดฟิลด์ใหม่มาเสริมทัพเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ

 คล็อปป์ ต้องการผู้เล่นที่มีฝีเท้าในระดับเดียวกับ ลัลลาน่า ซึ่งสามารถเล่นได้หลากหลายในแผงมิดฟิลด์ โดยการมีนักเตะสไตล์แบบนี้ร่วมทีม ช่วยให้ "หงส์แดง" สามารถเลือกส่งลงมาเล่นได้เกิดกรณีที่ กองกลางตัวหลัก ไม่สามารถลงสนาม หรือจำเป็นต้องพักร่างกาย

    แม้ว่า ลิเวอร์พูล จะมีมิดฟิลด์หลายคนทั้ง ฟาบินโญ่, ไวนัลดุม หรืออาจจะใช้ เจมส์ มิลเนอร์ มาทำหน้าที่มิดฟิลด์ตัวกลาง หรือจะส่ง อเล็กซ์ อ็อดซ์เลด-แชมเบอร์เลน ลงสนามก็ได้ แต่ คล็อปป์ ยังมองว่าทีมควรจะมีออปชั่นเสริมหากเกิดกรณีที่ไม่คาดฝัน

 

 
– 3 แข้งมีโอกาสลาทีม
เซอร์ดาน ชากีรี่
    หลังจากที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อปี 2019 หลังจากนั้นนักเตะก็ต้องเจอกับสถานการณ์ยากลำบากในการยึดตัวจริงกับทีม โดย ดาวเตะชาวสวิส ลงเล่นแค่ 182 นาทีในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อซีซั่นล่าสุด  เนื่องจากมีปัญหาบาดเจ็บรบกวน

  ชากีรี่ ได้ลงเล่นแค่ 7 นาทีหลังจากเกมลูกหนังลีกสูงสุดเมืองผู้ดีกลับมารีสตาร์ทเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยนักเตะลงเล่นในฐานะตัวสำรองแมตช์ปะทะ อาร์เซน่อล ที่สำคัญ สตาร์ทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ มีชื่อเป็นตัวจริงครั้งสุดท้ายในเกมลีกเมื่อเดือนธันวาคมเลยทีเดียว

    ด้วยศักยภาพของนักเตะแน่นอนว่ายังสามารถลงเล่นเป็นตัวจริงให้กับทีมในพรีเมียร์ลีก ได้สบายๆ แต่ก็ขึ้นอยู่กับบรรดาสโมสรต่างๆ ว่ากล้าที่จะยื่นข้อเสนอเพื่อคว้าตัว ชากีรี่ หรือไม่เท่านั้น

 
ดิว็อค โอริกี้
    ดาวเตะชาวเบลเยียม วัย 25 ปี ยังมีอนาคตไม่แน่นอนกับ ลิเวอร์พูล โดยนักเตะมักจะทำผลงานได้ดีในระดับหนึ่งเมื่อได้โอกาสจาก คล็อปป์ แต่ด้วยการที่ "หงส์แดง" มีสามประสาน "หินเหล็กไฟ" (เอสเอ็มเอฟ) ยึดตัวจริงไปแล้ว ทำให้เขาเป็นเพียงยางอะไหล่เท่านั้น

 

    โอริกี้ มีค่าเฉลี่ยในการยิงประตูและแอสซิสต์ในลีกอยู่ที่ทุกๆ 119 นาที นับตั้งแต่ที่นักเตะกลับมาจากการถูกส่งไปเล่นแบบยืมตัวกับ โวล์ฟสบวร์ก เมื่อฤดูกาล 2017/2018 และได้ลงเล่นตัวจริงพร้อมทั้งยิงประตูให้กับทีมในแมตช์ชนะ "สาลิกาดง" นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ในเกมลีกนัดสุดท้ายของซีซั่นล่าสุด

    อย่าไรก็ตาม ศักยภาพของนักเตะมีความเป็นไปได้ว่าเขาต้องการที่จะได้ลงสนามมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในฐานะตัวจริงสำหรับฤดูกาลหน้า ฉะนั้นการเลือกย้ายทีมน่าจะเป็นเรื่องที่อยู่ในหัวของนักเตะ โดยช่วงที่ผ่านมา มีข่าวว่า แอสตัน วิลล่า มีความสนใจอยากดึงตัวนักเตะไปร่วมทัพ

 

แฮร์รี่ วิลสัน
    หลังจากทำผลงานได้น่าประทับใจในการเล่นแบบยืมตัวกับ บอร์นมัธ แต่น่าเสียดายที วิลสัน ไม่สามารถช่วย "เดอะ เชอร์รี่ส์" ให้อยู่รอดปลดภัยในลีกสูงสุดเมืองผู้ดีได้ สตาร์ชาวเวลส์ ซัดไป 7 ประตูจาก 31 เกม ซึ่งถือว่าเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมของนักเตะจริงๆ

 

    อย่างไรก็ตามด้วยการที่ เอลเลียตต์ กำลังพัฒนาศักยภาพขึ้นมาเรื่อยๆ ตลอดช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา มีความเป็นไปได้ว่า ลิเวอร์พูล อาจจะยอมปล่อย วิลสัน ออกไปเพื่อนำเงินเข้าคลังสโมสร โดย วิลสัน มีข่าวกับ ลีดส์ และ "นักบุญ" เซาธ์แฮมป์ตัน แต่คาดว่า "หงส์แดง" ต้องการขายนักเตะแบบถาวร มากกว่าส่งไปเล่นยืมตัว

 

 
– อนาคตของ ไวนัลดุม ยังไม่แน่นอน
    จอร์จินโญ่ ไวนัลดุม จะหมดสัญญาในปี 2021 และถ้า ลิเวอร์พูล ไม่สามารถกล่อมให้นักเตะขยายสัญญาออกไปได้ พวกเขาก็อาจต้องตัดสินใจครั้งสำคัญเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียเขาไปแบบไม่มีค่าตัว

 

    บรรดาสาวก "เดอะ ค็อป" รู้กันเป็นอย่างดีว่า ดาวเตะเลือดดัตช์ เป็นหนึ่งในแข้งกำลังสำคัญของทีมนับตั้งแต่ที่เขาย้ายจาก นิวคาสเซิ่ล มาอยู่ในถิ่นแอนฟิลด์ เมื่อปี 2016 โดยลงเล่นให้กับ "หงส์แดง" มากกว่า 40 เกมเมื่อฤดูกาล 2019/2020 ซึ่งช่วยให้ทีมยุติ 30 ปีแห่งการรอแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้สำเร็จ

    อย่างไรก็ตาม ถ้าหากทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเรื่องสัญญาฉบับใหม่กับ ไวนัลดุม ได้ มันอาจจะถึงเวลาที่พวกเขาต้องเลือกกำเงินเข้าคลัง ดีกว่าที่จะเห็น กองกลางเชิงสูง วัย 29 ปี เก็บเสื้อผ้าออกจากสโมสรแบบฟรีเอเจนต์

 

 

– นักเตะที่ส่งไปเล่นแบบยืมตัวกลับสู่ทีม   

    ผู้เล่น "หงส์แดง" หลายคนทำผลงานได้น่าประทับใจในช่วงที่ถูกส่งไปเล่นแบบยืมตัว รวมทั้ง วิลสัน กับ บอร์นมัธ,  บรูว์สเตอร์ กับ "หงส์ขาว" สวอนซี ซิตี้ และ มาร์โก กรูยิช กับ "หญิงชรา" แฮร์ธ่า เบอร์ลิน

 

    อย่างไรก็ตามในรายของ วิลสัน ยังไม่แน่ว่าจะได้อยู่กับทีมหรือถูกขายแบบถาวร ส่วน กรูยิช อาจจะต้องถูกส่งไปเล่นแบบยืมตัวอีก 1 ปี ในขณะเดียวกันอนาคตของผู้เล่นทั้งสองคนก็ยังไม่ชัวร์ว่าพวกเขาจะได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมหรือเปล่าหากตัดสินใจกลับมาสู่อ้อมอกต้นสังกัดแม่

    สวนทางกับกรณีของ บรูว์สเตอร์ ซึ่งยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นในการค้าแข้งกับ ลิเวอร์พูล โชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจกับ สวอนซี และนักเตะก็มีความกระตือรือร้นที่อยากจะกลับไปแย่งตำแหน่งตัวจริงในถิ่นแอนฟิลด์ ฉะนั้นเรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับ คล็อปป์ ว่าจะตัดสินใจเก็บ บรูว์สเตอร์ เอาไว้ หรือจะปล่อยไปเล่นยืมตัวเพื่อสั่งสมประสบการณ์

ใจแข็ง!วูล์ฟส์ปัดข้อเสนอยูเวนตุสขอซื้อฮิเมเนซ

คอร์ริเอเร่ เดลโล่ สปอร์ต สื่อกีฬาของอิตาลี ตีข่าว วูล์ฟส์ โชว์ความใจแข็งบอกปัดข้อเสนอที่ ยูเวนตุส ยื่นเข้ามาเพื่อขอซื้อ ราอูล ฮิเมเนซ ไปร่วมทัพ โดยฝั่ง "เบียงโคเนรี่" เสนอให้เงินก้อนหนึ่งและจะแถม อารอน แรมซี่ย์ ให้ด้วย แต่ก็โดนปฏิเสธไป

    วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส สโมสรแกร่งแห่งศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ปฏิเสธข้อเสนอจาก ยูเวนตุส ที่ขอซื้อ ราอูล ฮิเมเนซ กองหน้าคนเก่งของทีมไปร่วมทัพ ตามรายงานของ คอร์ริเอเร่ เดลโล่ สปอร์ต สื่อกีฬาชั้นนำของประเทศอิตาลี

    ในฤดูกาลล่าสุด ฮิเมเนซ ทำผลงานได้โดดเด่นพอตัวด้วยการทำไป 17 ประตู กับอีก 6 แอสซิสต์ จากการลงเล่นในลีก 38 นัด ส่วนถ้านับรวมทุกรายการแล้วนั้นเขาก็ทำได้ 27 ประตูกับ 10 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 55 เกมเลย ซึ่งมันก็ทำให้แข้งวัย 29 ปีตกเป็นข่าวกับทีมยักษ์ใหญ่หลายทีม อย่างเช่น ยูเวนตุส และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นต้น

    ทั้งนี้ คอร์ริเอลเล่ เดลโล่ สปอร์ต เสริมว่าข้อเสนอที่ ยูเวนตุส ยื่นให้นั้น เป็นการให้ค่าตัวจำนวนหนึ่งพร้อมกับจะแถม อารอน แรมซี่ย์ กองกลางชาวเวลส์ให้ด้วย แต่ วูล์ฟส์ ก็ตอบปัดไปเพราะต้องการเงิน 90 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,600 ล้านบาท) ตามที่พวกเขาตั้งค่าหัวเอาไว้สถานเดียว

    สื่อเจ้าเดิมบอกอีกว่า ยูเวนตุส เคยยื่นข้อเสนอเป็นเงินพร้อมกับจะแถม กอนซาโล่ อิกวาอิน หัวหอกชาวอาร์เจนไตน์ให้เช่นกัน แต่ วูล์ฟส์ ก็ไม่สนใจที่จะพิจารณาข้อเสนอดังกล่าว

ฟูลแบ็กอาการหนัก, แนวรุกไม่คม ! ผ่า 5 ประเด็น แมนยู พ่าย เซบีย่า อดชิงยูโรปา ลีก

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พยายามอย่างเต็มที่แล้วแต่สุดท้ายสู้ความช่ำชองของ เซบีย่า ไม่ได้ส่งผลให้ทีมแพ้ไปด้วยสกอร์ 1-2 ในรอบรองชนะเลิศ ศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้ "ปีศาจแดง" ต้องเจ็บช้ำกับการตกรอบตัดเชือก 3 รายการติดต่อกันในฤดูกาลนี้
    "ผีแดง" มีโอกาสที่จะได้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบชิงชนะเลิศ หลังจากที่พวกเขาได้ประตูขึ้นนำจากจุดโทษของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส แต่น่าเสียดายที่ทีมมาโดนตีเสมอ จากซูโซ่ และถูก ลุค เดอ ยอง ซัดประตูชัยในครึ่งหลัง ส่งให้ เซบีย่า ได้เข้าชิงถ้วยใบเล็กยุโรปครั้งที่ 6

    ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด คงต้องกลับไปเตรียมทีมเพื่อสู้ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า โดยมีความเป็นไปได้ที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา จะต้องเสริมแกร่งทั้งในเกมรับ และเกมรุก ซึ่งในแมตช์นี้ขาดความเฉียบคมไปพอสมควร

1. ยิงทิ้งยิงขว้าง


    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา คงแทบอยากจะเปลี่ยนตัวเองลงไปเล่นแทน เพื่อเป็นการแสดงให้บรรดาลูกทีมได้เห็นว่าการจบสกอร์ที่เด็ดขาดและเฉียบคมเป็นยังไง หลังจากที่ทัพ "ปีศาจแดง" สามารถสร้างโอกาสในการทำประตูได้มากมายโดยเฉพาะในครึ่งหลัง แต่ดันไม่เด็ดขาด

    แมตช์นี้ "เร้ด เดวิลส์" สร้างโอกาสบริเวณหน้าประตูได้ถึง 20 ครั้ง แต่พวกเขาไม่สามารถส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายได้เลย ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการยิงประตูของเหล่ากองหน้าตัวความหวังทั้ง อองโตนี่ มาร์กซิยาล, มาร์คัส แรชฟอร์ด และ เมสัน กรีนวู้ด

    โดยเฉพาะในกรณีของ มาร์กซิยาล ที่หลุดเข้าไปในเขตโทษ 2-3 ครั้งแต่ดันยิงไปติดผู้รักษาประตู และยิงแบบไม่มีลุ้น ซึ่งหาก หัวหอกชาวฝรั่งเศส เปลี่ยนจังหวะเหล่านั้นให้เป็นประตู รูปเกมคงจะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน ฉะนั้นนี่คือสิ่งที่นักเตะต้องกลับไปแก้ไข หากต้องการยึดตำแหน่ง "หน้าเป้า" ถาวร

    จะว่าไปแล้วโอกาสที่ แมนฯ ยูไนเต็ด สร้างขึ้นมา และยิงไม่ได้ส่วนหนึ่งก็มาจากความเหนียวหนึบของ ยาสซีน บูนู ที่สามารถป้องกันจังหวะเหล่านั้นได้หมด โดยเฉพาะในต้นครึ่งหลังเจ้าตัวเซฟเป็นพัลวัน ทำให้ทีมยังคงรักษาสกอร์เสมอ 1-1 เอาไว้ได้
 
2. มหัศจรรย์ แฟร์นันด์ส

    ต้องยอมรับว่า บรูโน่ แฟร์นันด์ส คือหัวใจของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างแท้จริง เพราะเขาเป็นคนที่คอยปั้นเกมรุกให้กับทีม และยังสามารถปั่นเกมคู่แข่งได้ตลอดเวลา ที่สำคัญการยิงจุดโทษของนักเตะก็สุดฉมัง จนทำให้ทีมยกให้เป็นมือ 1 ในการสังหารจุดโทษไปแล้ว

    สำหรับประตูที่ทำให้ทีมขึ้นนำมาจากจังหวะจุดโทษซึ่งเป็นครั้งที่ 22 ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลนี้ โดยตอนนี้เขามีส่วนกับการที่ทีมได้ประตูถึง 20 ลูก โดยเป็นการตะบันเอง 12 ประตู กับอีก 8 แอสซิสต์ ซึ่งมีแค่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กับ ลิโอเนล เมสซี่ ที่มีสถิติเหลือกว่าเขาจาก 5 ลีกชั้นนำในยุโรป

     จอมทัพทีมชาติโปรตุเกส เป็นจุดศูนย์รวมในการเล่นเกมบุกของ "ปีศาจแดง" โดยมีหลายจังหวะที่ แฟร์นันด์ส ผ่านบอลสวยๆ ให้เพื่อนร่วมทีมได้ยิงประตู โดยเฉพาะในครึ่งหลังที่ผ่านบอลให้ เมสัน กรีนวู้ด ได้ซัดจ่อๆ แต่ไปติดเซฟของ ยาสซีน บูนู

    อีกไม่กี่นาทีหลังจากนั้นก็เปิดบอลสุดฉมังให้ มาร์กซิยาล ได้ซัด แต่ยังไม่ผ่านมือ บูนู อีกตามเคย ขณะเดียวกัน ดาวเตะเลือดฝอยทอง ได้บอลจาก มาร์กซิยาล บริเวณเขตโทษ และซัดเต็มเหนี่ยว แต่น่าเสียดายที่แนวรับของ เซบีย่า วิ่งเข้ามาป้องกันได้ทัน

    ต้องยอมรับเลยว่าเกมนี้ เซบีย่า ไม่าสมารถจัดการกับ แฟร์นันด์ส ได้ เขาแสดงให้เห็นถึงพลังกำลังในการเล่น และเทคนิคชั้นยอดในการสร้างโอกาสให้กับเพื่อนร่วมทีม แต่น่าเสียดายวันนี้ไม่ใช่วันของ แมนฯ ยูฯ เพราะแนวรุกขาดความเฉียบคมอย่างน่าเหลือเชื่อ

3. ฟูลแบ็กไร้ประสิทธิภาพ

    ปกติแล้วฟูลแบ็กของแมนฯ ยูไนเต็ด จะทำผลงานได้ดีแต่ในแมตช์นี้ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นทั้ง อารอน วาน-บิสซาก้า กับ แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ ทำผลงานได้อย่างย่ำแย่ โดยพวกเขาไม่สามารถเติมเกมบุกขึ้นมาสร้างความอันตรายให้เกมรับ เซบีย่า ได้เลย แถมเกมรับยังหลวมโคกอีกต่างหาก

    ในจังหวะที่ทีมเสียประตูตีเสมอเริ่มต้นจาก ลูกัส โอกัมโปส ตัดหลังให้ เซร์คิโอ เรกีลอน ขณะที่ วาน-บิสซาก้า วิ่งตามไม่ทัน ก่อนที่จะผ่านไปให้ ซูโซ่ ซึ่งได้ยืนโล่งๆ สบายๆ เพราะ วิลเลี่ยมส์ ดันหลุดตำแหน่ง ทำให้เขาจัดการส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่าย ชนิดที่ ดาบิด เด เคอา หมดปัญญาป้องกันจริงๆ

    ต้องบอกเลยว่า วาน-บิสซาก้า ค่อนข้างจะเล่นแบบตื่นๆ ไม่เหมือนกันช่วงที่ผ่านมา ที่เขาจะมีอาการนิ่งมากกว่านี้ โดยเฉพาะในจังหวะเสียประตูที่สองหากจะโทษว่าเป็นการประกบที่ผิดพลาดของ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ก็ได้ แต่ แบ็กขวาดาวรุ่งเลือดผู้ดี ก็ต้องรับผิดชอบด้วย ที่ไม่วิ่งเข้ามากดดัน ลุค เดอ ยอง ทำให้เขาซัดประตูได้สบายอุรา

    สำหรับ วิลเลี่ยมส์ ต้องบอกเลยว่านี่คือแมตช์ที่จะทำให้เขาจดจำไปอีกนาน เพราะเกมนี้เจ้าตัวเล่นไม่ออก และยังเป็นบ่อน้ำมันชั้นดีให้ เซบีย่า บุกเข้าไปลุ้นทำประตู ที่สำคัญนักเตะยังเล่นออกแนวตื่นสนามทำให้งานนี้ก็เลยโดนแข้งประสบการณ์ของทีมดังจากสเปน จัดการปั่นป่วนจนเสียขบวน

    ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าทั้งประตูตีเสมอ และประตูชัยของ เซบีย่า เริ่มต้นจากบริเวณฟูลแบ็กทั้งสองฝั่ง ซึ่งงาน โซลชา คงต้องทำการบ้านอย่างหนักในการแก้ไขปัญหานี้ หากไม่อยากที่จะต้องเจ็บช้ำในการลุ้นความสำเร็จในฤดูกาล 2020/2021

4.  ลินเดอเลิฟ VS แฟร์นันด์ส

    ต้องยอมรับเลยว่านี่คือค่ำคืนที่แสนน่าผิดหวังของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยเฉพาะคู่เซนเตอร์แบ็กอย่าง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กับ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ที่ไม่สามารถช่วยให้ทีมรอดพ้นจากความพ่ายแพ้ในแมตช์นี้ โดยเฉพาะในรายของ ลินเดอเลิฟ มีกรณีให้ต้องพูดถึงอย่างมาก

    จังหวะที่ "ปีศาจแดง" เสียประตูที่สอง หลายคนมองเห็นอย่างชัดเจนว่า ลินเดอเลิฟ ยืนผิดตำแหน่ง ทำให้ ลุค เดอ ยอง มีโอกาสซัดโล่งๆ ขณะที่ วาน-บิสซาก้า ก็ไม่ทำอะไรปล่อยให้คู่แข่งได้เล่นสบายๆ และแน่นอนว่าเมื่อเสียประตูอารมณ์ก็ถาโถมเข้าใส่นักเตะทุกคน

    ด้วยความที่ แฟร์นันด์ส พยายามชี้ให้เห็นถึงการเล่นที่ผิดพลาดจนทำให้ทีมเสียประตู แต่ด้วยอารมณ์ที่กำลังเดือดดาล ทำให้ ลินเดอเลิฟ ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองผิดพลาดแถมยังจัดการด่ากลับด้วยถ้อยคำที่รุนแรง จนกลายเป็นภาพที่แฟนบอลทั่วโลกได้เห็นกันไปแล้ว

    แม้ว่าหลังจบเกม โซลชา จะไม่ได้ตำหนิ ลินเดอเลิฟ ที่ทำพลาดในจังหวะนั้น แต่ก็ยอมรับว่าทีมควรมีการป้องกันจังหวะการเปิดบอลจากบริเวณด้านข้างให้ดีกว่า ซึ่งการพูดแบบนี้ดูเหมือนว่า "น้าลูกอม" จะบอกเป็นนัยๆ ว่า แมนฯ ยูไนเต็ด คงต้องหาคู่หูคนใหม่มาเล่นกับ แม็กไกวร์ ซะแล้ว

5. พลาดเข้าชิง 3 รายการติดต่อกันในฤดูกาลนี้

    โซลา ต้องพบกับความเจ็บปวดอย่างมาในฤดูกาลนี้เมื่อเขาค่อยๆ สร้างทีมขึ้นมาและทะลุเข้าไปลุ้นความสำเร็จถึง 3 รายการได้แก่ คาราบาว คัพ, เอฟเอ คัพ และ ยูโรปา ลีก แต่น่าเสียดายที่พวกเขาไปไม่ถึงฝั่งฝันทั้ง 3 ทัวร์นาเมนต์ เพราะต้องโบกมือลารอบตัดเชือกเรียบวุธ

    สำหรับในเกม คาราบาว คัพ ต้องพ่ายให้กับ แมนฯ ซิตี้ แบบเหย้า-เยือน ในขณะที่การดวลเกมฟุตบอลถ้วยที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ก็ต้องเจอทีเด็ดของ "สิงโตน้ำเงินคราม" ส่วนในการชิงชัยถ้วยใบเล็กยุโรป ต้องพ่ายให้กับเจ้าพ่อของโทรฟี่รายการนี้

    อย่างไรก็ตามในเกมยูโรปา ลีก รอบตัดเชือก สิ่งหนึ่งน่าจะทำให้สาวก "เร้ด อาร์มี่" พอจะมีรอยยิ้มอยู่บ้างก็คือสไตล์การเล่นที่สนุกเร้าใจ และสามารถไล่กดบดขยี้ เซบีย่า จนแทบอยู่หมัด แต่น่าเสียดายที่ทีมขาดความเฉียบคมทำให้พลาดโอกาสสำคัญๆ ไปหลายครั้ง ซึ่งเป็นจุดที่ต้องแก้ไขเป็นการด่วน

เฮนเดอร์สันรอรับทรัพย์, เด เคอา ยืน 1 ! เปิดค่าเหนื่อยนักเตะแมนยู

ดาบิด เด เคอา นายทวารชาวสแปนิช คงจะต้องหวาดหวั่นกับการรักษาตำแหน่งมือ 1 ทัพ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อต้นสังกัดเตรียมจับ ดีน เฮนเดอร์สัน ผู้รักษาประตูจอมหนึบ ขยายสัญญาออกไปถึง 4 ปี ซึ่งงานนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าต้นสังกัดเชื่อมั่นว่า โกลชาวอังกฤษ จะเป็นอนาคตของทีม

    นายด่านปราการสุดท้าย วัย 23 ปีทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในช่วงระหว่างที่ถูกส่งไปเฝ้าเสากับ "ดาบคู่" เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด เมื่อช่วงซีซั่นที่ผ่านมา ทำให้บรรดาสาวก "เร้ด อาร์มี่" ต่างเรียกร้องสโมสรให้โอกาสกับ เฮนเดอร์สัน ในการเฝ้าเสาตัวจริง "ผีแดง" แทน เด เคอา ที่เล่นผิดพลาดบ่อยครั้งจนสร้างความเสียหายให้กับทีม

    ขณะที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เล็งเห็นว่า เฮนเดอร์สัน มีโอกาสที่จะพัฒนาศักยภาพของเขาไปได้อีกครั้ง จึงได้สะกิดบอร์ดบริหารให้ยื่นสัญญาใหม่กับนักเตะพร้อมเพิ่มจำนวนค่าเหนื่อยจากเดิม 60,000 ปอนด์ (ราว 2.28 ล้านบาท) เป็น 100,000 ปอนด์ (ราว 3.8 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์

 

    นอกจากนี้ในสัญญาฉบับใหม่ยังมีออปชั่นสามารถขยายสัญญาเพิ่มได้อีก 1 ปี ที่การยื่นค่าเหนื่อยล่อใจในครั้งนี้ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องแบกรับค่าเหนื่อยให้กับคนในตำแหน่งนายทวารในทีมชุดใหญ่รวมแล้ว 575,000 ปอนด์ (ราว 21.85 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ เลยทีเดียว

     เด เคอา รับเงินอยู่ที่สัปดาห์ละ 350,000 ปอนด์ (ราว 13.3 ล้านบาท) ขณะที่ เซร์คิโอ โรเมโร่ ฟันเงินในตอนนี้ 70,000 ปอนด์ (ประมาณ 2.66 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ ส่วน ลี แกรนท์ รับเงินอยู่ที่สัปดาห์ละ 30,000 ปอนด์ (ราว 1.14 ล้านบาท)

 

    ในขณะเดียวกันค่าเหนื่อยที่ เฮนเดอร์สัน ได้รับอยู่ในระดับเดียวกัน บรูโน่ แฟร์นันด์ส จอมทัพทีมชาติโปรตุเกส ในส่วนของ โอเดียน อิกาโล่ หัวหอกตัวยืมชาวไนจีเรีย ได้รับค่าเหนื่อยจากสโมสรถึง 125,000 ปอนด์ (ราว 4.75 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์

 

     สำหรับ เมสัน กรีนวู้ด กองหน้าดาวรุ่งพุ่งแรง ได้มีการอัพเกรดค่าเหนื่อยเพิ่มสูงขึ้นในช่วงระหว่างที่นักเตะสามารถแจ้งเกิดในทีมชุดใหญ่ จำนวน 40,000 ปอนด์ (ราว 1.52 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ ในส่วนของ เจสซี่ ลินการ์ด ปีกอินสตราแกรมแม้ผลงานไม่เข้าตาแฟนบอล "ผีแดง" แต่ยังได้รับค่าเหนื่อยถึง 75,000 ปอนด์ (ราว 2.85 ล้านบาท)

 

     แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าเหนื่อยให้กับนักเตะประมาณ 352 ล้านปอนด์ (ราว  13,376 ล้านบาท) ซึ่งรวมทั้งนักเตะและสตาฟฟ์โค้ช ในช่วงระหว่างฤดูกาล 2018/2019 ขณะที่ในปีนี้ค่าใช้จ่ายของพวกเขาเพิ่มขึ้นถึง 56 เปอร์เซนต์ ประมาณ 627 ล้านปอนด์ (ราว 23,826 ล้านบาท)

    ที่สำคัญไปยิ่งกว่านั้นก็คือเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ผู้เล่น 11 รายของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีรายได้มากกว่า 100,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์เลยทีเดียว
 
    อันดับค่าเหนื่อยนักเตะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
นักเตะ                            ค่าเหนื่อยต่อปี (ปอนด์)                               ค่าเหนื่อยต่อสัปดาห์ (ปอนด์)
1. ดาบิด เด เคอา                 19.5 ล้าน  (ราว 741 ล้านบาท)                350,000 (ราว 13.3 ล้านบาท)
2. . ปอล ป็อกบา                  15 ล้าน (ราว  570 ล้านบาท)                   290,000 (ราว 11.02 ล้านบาท)
3. อองโตนี่ มาร์กซิยาล          13 ล้าน (ราว 494 ล้านบาท)                    250,000  (ราว 9.5 ล้านบาท)
4.  มาร์คัส แรชฟอร์ด              10.4 ล้าน   (ราว 395.2 ล้านบาท)           200,000 (ราว 7.6 ล้านบาท)
5. แฮร์รี่ แม็กไกวร์                   9.8 ล้าน   (ราว 372.4 ล้านบาท)            189,000 (ราว 7.18 ล้านบาท)
6.  ฆวน มาต้า                        8.3 ล้าน  (ราว 315.4 ล้านบาท)             160,000 (ราว 6  ล้านบาท)
7. ลุค ชอว์                            7.8 ล้าน  (ราว 296.4 ล้านบาท)             150,000 (ราว 5.7 ล้านบาท)
8. โอเดียน อิกาโล่                  6.5 ล้าน (ราว 247 ล้านบาท)                 120,000 (ราว 4.56 ล้านบาท)
9. เฟร็ด                                6.2 ล้าน (ราว 247 ล้านบาท)                  120,000 (ราว 4.56 ล้านบาท)
9. วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ               6.2 ล้าน  (ราว 247 ล้านบาท)                 120,000 (ราว 4.56 ล้านบาท)
9. เนมานย่า มาติช                    6.2 ล้าน (ราว 247 ล้านบาท)                  120,000 (ราว 4.56 ล้านบาท)
12. บรูโน่ แฟร์นันด์ส                5.1 ล้าน  (ราว 193.8 ล้านบาท)             100,000 (ราว 3.8 ล้านบาท)
12. ดีน เฮนเดอร์สัน                 5.1 ล้าน (ราว 193.8 ล้านบาท)              100,000 (ราว 3.8 ล้านบาท)
14. อารอน วาน-บิสซาก้า          4.6 ล้าน (ราว 174.8 ล้านบาท)               90,000 (ราว 3.42 ล้านบาท)
15. เอริก ไบยี่                        4.1 ล้าน (ราว 155.8 ล้านบาท)              80,000 (ราว 3.04 ล้านบาท)
15. มาร์กอส โรโฮ                    4.1 ล้าน (ราว 155.8 ล้านบาท)              80,000 (ราว 3.04 ล้านบาท)
17. ฟิล โจนส์                        3.9 ล้าน  (ราว 148.2 ล้านบาท)              75,000 (ราว 2.85 ล้านบาท)
17. เจสซี่ ลินการ์ด                    3.9 ล้าน (ราว 148.2 ล้านบาท)              75,000 (ราว 2.85  ล้านบาท)
19. คริส สมอลลิ่ง                    3.6 ล้าน (ราว 136.8 ล้านบาท)              70,000 (ราว 2.6 ล้านบาท)
19. เซร์คิโอ โรเมโร่                    3.6 ล้าน (ราว 136.8 ล้านบาท             70,000 (ราว 2.6 ล้านบาท)
21. สกอตต์ แม็คโทมิเนย์            3.1 ล้าน (ราว 117.8 ล้านบาท)               60,000 (ราว 2.28 ล้านบาท)
22. แดเนียล เจมส์                    2.3 ล้าน  (ราว 87.4 ล้านบาท)              45,000 (ราว 1.71 ล้านบาท)
23. เมสัน กรีนวู้ด                      2 ล้าน (ราว 76 ล้านบาท)                     40,000 (ราว 1.52 ล้านบาท)
24. ลี แกรนท์                          1.5 ล้าน (ราว  57 ล้านบาท)                   30,000 (ราว 1.14 ล้านบาท)
24. อันเดรส เปเรยร่า                 1.5 ล้าน (ราว  57 ล้านบาท)                30,000 (ราว 1.14  ล้านบาท)
26. ดีโอโก้ ดาโลต์                    1.3 ล้าน  (ราว 49.4 ล้านบาท)               25,000 (ราว 950,000 บาท)
27. ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์                780,000  (ราว 29.6 ล้านบาท)         15,000 (ราว 570,000 บาท)
28. อักเซล ตวนเซเบ้                    780,000 (ราว 29.6 ล้านบาท)           15,000 (ราว 570,000 บาท)

หอกไบรท์ตันเผยเทคนิคคล็อปป์ทำคู่แข่งปั่นป่วนก่อนแข่ง

เกล็นน์ มาร์รี่ย์ หัวหอก ไบรท์ตันฯ ระบุ เจอร์เก้น คล็อปป์ ทำให้บรรดาแข้งของคู่แข่งปั่นป่วนได้ตั้งแต่ก่อนลงเล่น จากการที่เขาชอบยืนดูคู่แข่งอบอุ่นร่างกายจากตรงกลางสนาม โดย ดาร์เรน เบนท์ อดีตกองหน้าคนดังก็ยืนยันว่า คล็อปป์ ชอบทำแบบนั้นจริงๆ

    เกล็นน์ มาร์รี่ย์ กองหน้า ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน สโมสรในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กล่าวว่าการที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล มักจะยืนดูคู่แข่งอบอุ่นร่างกายจากตรงกลางสนามในช่วงก่อนเริ่มการแข่งขันแต่ละนัดอยู่บ่อยๆ นั้น เป็นสิ่งที่ทำให้บรรดานักเตะของทีมคู่แข่งรู้สึกปั่นป่วนพอตัว

    ในแต่ละนัดนั้นนักเตะของทั้ง 2 ทีมจะต้องอบอุ่นร่างกายกันสักพักในช่วงก่อนที่เกมจะเริ่มขึ้น ซึ่งปกติแล้วกุนซือของทีมนั้นๆ ก็จะคอยดูการอบอุ่นร่างกายของลูกทีมเป็นหลักเผื่อว่าจะมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น อย่างเช่นการที่นักเตะได้รับบาดเจ็บในช่วงอบอุ่นร่างกาย เป็นต้น

    มาร์รี่ย์ กล่าวในรายการของ ทอล์คสปอร์ต สื่อกีฬาของอังกฤษว่า "คล็อปป์ ชอบทำเรื่องหนึ่งในช่วงก่อนลงเล่น ผมไม่รู้ว่ามีใครสังเกตเห็นถึงมันรึเปล่า เรื่องของเรื่องก็คือเขาจะเดินมาที่กลางสนาม, ยืนนิ่งตรงจุดกลางสนาม แล้วจ้องมองคู่แข่งที่อยู่อีกฝั่งแบบใจจดใจจ่อ มันทำให้คุณรู้สึกกระสับกระส่ายมากๆ"

    “Klopp does this thing before the game … he’ll walk right up to the halfway line and … just stare into the opposition half … Everyone’s like, ‘what’s he looking at? What’s going on?’ He sort of gets in your head before the game starts!” — Glenn Murray

    "เขายืนนิ่งๆ อยู่ตรงเส้นกลางสนาม แล้วดูคู่แข่งอบอุ่นร่างกาย ครั้งแรกที่คุณเจอเรื่องแบบนั้นแล้วน่ะมันก็ทำให้คุณรู้สึกปั่นป่วนมากๆ เพราะคุณจะคิดประมาณว่า -เขาทำอะไรฟะ ? เขาไม่ได้ดูทีมตัวเองอบอุ่นร่างกายด้วยซ้ำ เขามาดูเราเนี่ยนะ- เขาไม่ละสายตาเลย เขายืนดูอยู่อย่างนั้นไปจนจบ (ช่วงอบอุ่นร่างกาย)"

    ด้าน ดาร์เรน เบนท์ อดีตหัวหอกชาวอังกฤษที่เคยดวลกับ ลิเวอร์พูล ในยุคของ คล็อปป์ เผยว่าตนก็เคยรู้สึกแบบเดียวกับ มาร์รี่ย์ เหมือนกัน "มันตลกดีนะที่ เกล็นน์ พูดเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะตอนที่ผมอยู่กับ ดาร์บี้ น่ะ เราก็เคยเจอกับ ลิเวอร์พูล ในเกมฟุตบอลถ้วย ตอนนั้นเราอบอุ่นร่างกายกันอยู่และเขา (คล็อปป์) ก็ทำแบบเดียวกันนี้เลย เขายืนอยู่ตรงกลางสนามแล้วดูเราอบอุ่นร่างกาย มันทำให้ ไนเจล เพียร์สัน กุนซือของเราในตอนนั้นถามขึ้นมาเลยว่า -นี่เกิดอะไรขึ้นกันน่ะ ?- เขาเดินไปหา เจอร์เก้น คล็อปป์ แล้วถามว่า -ทุกอย่างโอเคไหม ?- ซึ่ง คล็อปป์ ก็ตอบกลับมาว่า -โอเคดี โอเค โอเคเลย- แล้วจากนั้นก็วิ่งเหยาะๆ กลับไป"

เรียกแขก!ซิลวาโพสต์เหน็บเดอะค็อปหลังโดนเย้ยร่วงชปล.

แบร์นาร์โด้ ซิลวา มิดฟิลด์ แมนฯ ซิตี้ โพสต์ข้อความเหน็บสาวก ลิเวอร์พูล หลังจากมีแฟนบอล "หงส์แดง" บางส่วนที่เยาะเย้ยกับการที่ "เรือใบสีฟ้า" ร่วงรอบ 8 ทีมสุดท้ายของ แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยดาวเตะชาวโปรตุกีสบอกว่า "เดอะ ค็อป" กลุ่มนั้นควรจะไปหาอย่างอื่นทำดีกว่ามาโพสต์เยาะเย้ยนักเตะของ แมนฯ ซิตี้
    แบร์นาร์โด้ ซิลวา กองกลาง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ โพสต์ข้อความเชิงเหน็บแนมแฟนบอล ลิเวอร์พูล หลังจากที่ "เดอะ ค็อป" บางส่วนไปเยาะเย้ยที่ "เรือใบสีฟ้า" ตกรอบก่อนรองชนะเลิศของ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา

    ช่วงที่ผ่านมาแฟนบอล แมนฯ ซิตี้ กับ ลิเวอร์พูล เริ่มเปิดศึกใส่กันบ่อยกว่าสมัยก่อน หลังจากที่ทีมรักของพวกเขาถูกมองว่าเป็น 2 ทีมที่เก่งที่สุดของเกาะอังกฤษจนกลายเป็นเหมือนคู่แข่งลุ้นแชมป์กันโดยตรง ซึ่งทันทีที่ แมนฯ ซิตี้ แพ้ โอลิมปิก ลียง 1-3 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา กองเชียร์ ลิเวอร์พูล บางส่วนก็โพสต์ข้อความเยาะเย้ย แมนฯ ซิตี้ กันอย่างสนุกสนาน

    ทั้งนี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา ซิลวา เริ่มต้นด้วยการโพสต์ย้อนถึงผลงานของทีม โดยบอกว่า "ฤดูกาล 2019-20 จบลงแบบน่าผิดหวังสำหรับเรา สำหรับแฟนๆ แล้วนั้น เราเห็นใจพวกเขาที่ต้องเจอกับฤดูกาลที่น่าผิดหวังแบบนี้ สิ่งเดียวที่เราสามารถให้คำมั่นสัญญาได้ก็คือในฤดูกาล 2020-21 เราจะสู้อย่างหนักเพื่อที่จะทำผลงานให้ออกมาดีกว่านี้ และกลับไปคว้าแชมป์รายการใหญ่ๆ มาครองเพื่อพวกคุณให้ได้!"

    อย่างไรก็ตาม หลังจากโพสต์ข้อความดังกล่าวได้ไม่นาน ดาวเตะชาวโปรตุกีสก็โพสต์เหน็บแฟนบอล ลิเวอร์พูล ต่อทันที ด้วยการบอกว่า "และสำหรับแฟนบอล ลิเวอร์พูล ทุกคนที่ไม่มีอะไรจะทำนอกจากแวะมาที่แอคเคาท์ของนักเตะ แมนฯ ซิตี้ แล้วน่ะ ฉันก็รู้สึกเห็นใจพวกแกเหมือนกัน แต่ในเหตุผลที่แย่ๆ อ่ะนะ พวกแกนี่มันน่าสมเพชชะมัด ไปฉลองแชมป์ของพวกแกสิวะ หรือไม่ก็พยายามหาคนรัก, ไปดื่มเบียร์กับเพื่อน, อ่านหนังสือแทนสิ มีทางเลือกให้ทำตั้งหลายอย่างนะ!"

And to all Liverpool fans that have nothing else to do than to come to a Man City player account, I’m also sorry for you but for the wrong reasons… pathetic… go celebrate your titles, or try to find a partner, drink a beer with a friend, read a book… so many options!

— Bernardo Silva (@BernardoCSilva) August 16, 2020
    สำหรับ ซิลวา นั้น เคยจุดประเด็นร้อนมาแล้วในเกมลีกที่ แมนฯ ซิตี้ เปิดรัง เอติฮัด สเตเดี้ยม เอาชนะ ลิเวอร์พูล 4-0 เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เพราะเกมนั้นทีมของกุนซือ โจเซป กวาร์ดิโอล่า ตั้งแถวเกียรติยศปรบมือให้ ลิเวอร์พูล เพื่อให้เกียรติที่อีกฝ่ายคว้าแชมป์ลีกมาครองได้ แต่ ซิลวา ไม่ยอมปรบมือแม้แต่นิดเดียว แถมยังเดินออกจากแถวก่อนที่นักเตะ ลิเวอร์พูล จะเดินผ่านไปครบทุกคนด้วย

 

กุลลิทเชียร์ผีรีบคว้าอูปาเมกาโน่เสริมทัพ

รุด กุลลิท ตำนานนักเตะทีมชาติฮอลแลนด์เชียร์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ให้รีบคว้าตัว ดาโย่ต์ อูปาเมกาโน่ กองหลังตัวเก่งของ ไลป์ซิก มาร่วมทีมโดยด่วน

 แข้งวัย 21 ปีเล่นได้อย่างโดดเด่นในเกมที่ทีมเอาชนะ แอตเลติโก มาดริด 2-1 ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จนคว้าตำแหน่งแมน ออฟ เดอะ แม็ตช์ ไปครองในขณะที่ทาง "ปีศาจแดง" ก็มีข่าวว่าต้องการเสริมทัพในตำแหน่งเซนเตอร์เพื่อมาจับคู่กับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์

 ทาง กุลลิท มั่นใจว่าหาก แมนฯ ยูไนเต็ด คว้าตัว อูปาเมกาโน่ ร่วมทีมได้สำเร็จ จะสร้างผลกระทบในแบบเดียวกับที่ตอน ลิเวอร์พูล ได้ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ มาร่วมทีมเลย

 "สิ่งแรกที่ คล็อปป์ ทำกับ ลิเวอร์พูล คืออะไรล่ะ? เขาซื้อกองหลังชั้นดี, เขาซื้อผู้รักษาประตูฝีมือดีและกองหลังที่ดีเพราะทุกๆอย่างมันเริ่มต้นจากจุดนั้น" กุลลิท กล่าวผ่านบีอิน สปอร์ต

 "และผมคิดว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ควรจะเริ่มจากจุดนั้นเช่นกัน ผมมองเห็นบางอย่างที่มหัศจรรย์กับ ไลป์ซิก และ ดาโย่ต์ อูปาเมกาโน่ เขาโดดเด่นมาก (ในเกมกับ แอต.มาดริด)"

 "เขาเล่นกับบอลได้ เขาเข้าสกัดหนักหน่วง กองหลังคือจุดที่ผมจะเริ่มทำทีมหากผมเป็น แมนฯ ยูไนเต็ด"

ร้านพูลเปิดราคากุนซือพรีเมียร์ฯใครจะโดนเด้งคนแรก

ร้านพูลเมืองผู้ดี เปิดราคากุนซือ พรีเมียร์ลีก คนแรกที่จะโดนไล่ออกในซีซั่นหน้า ยก สตีฟ บรูซ เต็ง 1 ส่วน เจอร์เก้น คล็อปป์ ดูแล้วเก้าอี้เหนียวสุด

    เบตแฟร์ บริษัทรับพนันที่ถูกกฎหมายของประเทศอังกฤษ เปิดราคาให้ สตีฟ บรูซ ผู้จัดการทีม นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด เป็นเต็ง 1 กุนซือ พรีเมียร์ลีก คนแรกที่จะโดนไล่ออกในฤดูกาล 2020/21 โดยมีอัตราต่อรองอยู่ที่ 6/1 (แทง 1 จ่าย 6 ไม่รวมทุน)

    ขณะที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล เจ้าของแชมป์เก่า เป็นกุนซือที่มีโอกาสโดนไล่ออกน้อยสุดตามสายตาของร้านพูลเมืองผู้ดี โดยมีราคาอยู่ที่ 67/1 (แทง 1 จ่าย 67 ไม่รวมทุน)

อัตราต่อรองผู้จัดการทีม พรีเมียร์ลีก ที่จะโดนไล่ออกคนแรก

1. สตีฟ บรูซ (นิวคาสเซิ่ล)  6/1
2. ดีน สมิธ (แอสตัน วิลล่า)  8/1
3. ฌอน ไดช์ (เบิร์นลี่ย์)  9/1
4. รอย ฮ็อดจ์สัน (คริสตัล พาเลซ)  10/1
5. เดวิด มอยส์ (เวสต์แฮม)  11/1
6. สกอตต์ พาร์คเกอร์ (ฟูแล่ม)  12/1
7. เกรแฮม พ็อตเตอร์ (ไบรท์ตัน)  13/1
7. โชเซ่ มูรินโญ่ (สเปอร์ส)  13/1
9. เป็ป กวาร์ดิโอล่า (แมนฯ ซิตี้)  15/1
9. สลาเวน บิลิช (เวสต์บรอมวิช)  15/1
11. มาร์เซโล่ บิเอลซ่า (ลีดส์)  17/1
12. นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต (วูล์ฟส์) 19/1
13. เบรนแดน ร็อดเจอร์ส (เลสเตอร์) 21/1
13. คาร์โล อันเชล็อตติ (เอฟเวอร์ตัน) 21/1
13. แฟร้งค์ แลมพาร์ด (เชลซี)   21/1
16. ราล์ฟ ฮาเซนฮุทเทิล (เซาธ์แฮมป์ตัน) 23/1
17. มิเกล อาร์เตต้า (อาร์เซน่อล)  26/1
17. โอเล่ กุนนาร์ โซลชา (แมนฯ ยูไนเต็ด) 26/1
19. คริส ไวลด์เดอร์ (เชฟฯ ยูไนเต็ด) 34/1
20. เจอร์เก้น คล็อปป์ (ลิเวอร์พูล)  67/1
– ไม่มีใครโดนไล่ออก   501/1

เมินได้ไง!ซาฮาชี้แมนยูพลาดมหันต์ไม่เซ็น1แข้ง

หลุยส์ ซาฮา อดีตหัวหอก แมนฯ ยูไนเต็ด ระบุ "ปีศาจแดง" ทำผิดพลาดอย่างร้ายแรงที่เมิน เอดินสัน คาวานี่ พร้อมเชียร์ให้ แมนฯ ยูไนเต็ด คว้าตัว มุสซ่า เดมเบเล่ กองหน้า ลียง มาร่วมทัพ

    หลุยส์ ซาฮา อดีตกองหน้า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดสโมสรแห่งวงการ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กล่าวว่า "ปีศาจแดง" ทำพลาดที่ไม่ให้ความสนใจในตัว เอดินสัน คาวานี่ กองหน้าประสบการณ์สูงชาวอุรุกวัย

    คาวานี่ กลายเป็นนักเตะไร้สังกัดหลังจากที่หมดสัญญากับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ไปเมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเขาก็มีข่าวกับหลายทีม อย่างเช่น เบนฟิก้า และ ลีดส์ ยูไนเต็ด เป็นต้น ซึ่งกระแสข่าวในตอนนี้ก็เทไปในทิศทางที่ว่าแข้งวัย 33 ปี กำลังที่จะเซ็นสัญญากับ เบนฟิก้า แล้ว

    ซาฮา เผยว่า "ผมคิดว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังทำพลาดที่ไม่เซ็นสัญญากับ เอดินสัน คาวานี่ ในช่วงซัมเมอร์นี้ ผมตามดูเขามาหลายปีแล้ว และผมก็ช้ำใจมากๆ ที่มันดูเหมือนกับว่าพวกเขา (แมนฯ ยูไนเต็ด) ไม่สนใจในตัวเขาเลย สำหรับผมแล้ว คาวานี่ จะเป็นคนที่เหมาะกับพวกเขามากที่สุดในช่วงซัมเมอร์นี้ คาวานี่ เป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ในการทำประตูที่ยอดเยี่ยม และความเป็นผู้นำของเขาก็จะเป็นสิ่งที่ล้ำค่ากับทีมมากๆ เขามีคุณภาพหลายอย่างที่หาได้ยากมากๆ จากบรรดานักเตะที่อยู่ในตลาด"

    อดีตหัวหอกชาวฝรั่งเศสเสริมว่าตอนนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ควรจะดึง มุสซ่า เดมเบเล่ หัวหอก โอลิมปิก ลียง มาร่วมทัพ เพราะแข้งวัย 24 ปีมีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยม "ผมคิดว่า เดมเบเล่ น่าจะเป็นการเสริมทัพที่น่าสนใจให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ จากการที่ผมเคยร่วมงานกับเขาที่ ฟูแล่ม ทำให้ผมรู้ดีว่า เดมเบเล่ เป็นคนที่มีร่างกายแข็งแรงมากๆ และจะเป็นกองหน้าตัวเป้าชั้นยอดได้ดี เขาจะสามารถพักบอลในแดนหน้าได้ และช่วยให้พวกปีกสามารถมีส่วนร่วมกับทีมได้เป็นอย่างดีในการเจอกับคู่แข่งบางทีม มันจะเป็นแผนสำรองที่ได้ผลอย่างมาก"