ทีวีฮอกไกโดบุกทำข่าวซัปโปโรถึงชิบะ “ชนาธิป” โชว์ฮา-“กวินทร์” ไหว้แบบไทย

สถานีโทรทัศน์ชื่อดังแห่งจังหวัดฮอกไกโดอย่าง HBC หรือชื่อเต็ม Hokkaido Cultural Broadcasting Co., Ltd. ได้ออกมารายงานข่าวความเคลื่อนไหวของพลพรรค "นกเค้าแมวเมืองเหนือ" คอนซาโดเล่ ซัปโปโร ที่เวลานี้ได้ยกพลเดินทางมาเก็บตัวอยู่ที่แคมป์ JFA Yume field (เจเอฟเอ ยูเมะ ฟิลด์) ในจังหวัดชิบะ เพื่อเตรียมพร้อมก่อนบุกเยือน โยโกฮาม่า เอฟซี ในศึกเจลีก 1 ซีซั่น 2020 ที่จะคัมแบ็กฟาดแข้งวันที่ 4 ก.ค.63 นี้
        โดยคอนซาโดเล่ ซัปโปโร ต้นสังกัดของ 2 แข้งทีมชาติไทย ”ตอง” กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ และ ”เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ ได้ถูกสถานีโทรทัศน์ดังกล่าวมาตามทำข่าวอย่างใกล้ชิด ก่อนจะมีการแพลนกล้องไปหาทั้งสองคน โดยชนาธิปได้โชว์ความฮาเล็กน้อย ซึ่งทำเอาห้องส่งอดยิ้มไม่ได้ ส่วนกวินทร์ก็ยิ้มให้กล้อง ก่อนจะทักทายด้วยการสวัสดีตามแบบฉบับประเพณีของเมืองไทย

        ทั้งนี้ในส่วนของการฝึกซ้อมทาง "มิช่า" มิไฮโล เปโตรวิช ที่วางแผนเดินทางเก็บตัวฝึกซ้อมล่วงหน้าในเมืองชิบะ ซึ่งห่างจากกรุงโตเกียว แค่ประมาณ 70 กว่า กม. ได้ลงฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาแทบทุกวัน โดยรูปแบบการฝึก
ซ้อมไม่ได้เน้นหนักอะไรมาก แต่ก็ได้วางกลยุทธ์แท็กติกต่างๆเพื่อเตรียมใช้ในเกมที่กำลังใกล้จะรีสตาร์ตในสัปดาห์หน้า ซึ่งใช้เวลาฝึกซ้อมประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งจึงเสร็จสิ้น

        สำหรับแฟนบอลชาวไทย สามารถติดตามการถ่ายทอดสดได้ทางช่อง 9 MCOT HD หมายเลข 30 ในฐานะฟรีทีวี ที่จะประเดิมยิงสดคู่ของ คอนซาโดเล่ ซัปโปโร ที่มีคิวออกไปเยือน โยโกฮาม่า เอฟซี ที่นำทัพโดย 2 แข้งตำนานทีมชาติญี่ปุ่น ”คิงคาซู” คาซูโยชิ มิอูระ วัย 53 ปี กับ ชุนซุเกะ นากามูระ อายุ 41 ปี โดยจะบรรเลงเพลงแข้งกันในวันเสาร์ที่ 4 ก.ค.63 ณ สนามเอ็นเอชเค สปริง มิตสึซาวะ เวลา 16.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

 

อยู่ไหนบ้าง11ตัวจริงคล็อปป์คุมลิเวอร์พูลนัดแรก

สุขสันต์วันเกิดบอส ยังจำกันได้ไหม 11 ตัวจริงนัดแรกที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ลงคุม ลิเวอร์พูล เป็นใคร และตอนนี้อยู่ไหนกันบ้าง
     เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล อายุครบ 53 ปี ในวันอังคารที่ 16 มิถุนายน และเชื่อว่า แฟนบอล "หงส์แดง" คงร่วมกันอวยพรให้กับกุนซือชาวเยอรมัน หลังเข้ามาสร้างทีมได้อย่างยอดเยี่ยมตั้งแต่มาทำงานในถิ่น แอนฟิลด์ เมื่อปี 2015

    คล็อปป์ นำ "หงส์แดง" ลงเล่นเกมแรกในวันที่ 17 ตุลาคม 2015 ด้วยการบุกไปเสมอ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 0-0 และในวันนี้เราจะไปดูกันว่า 11 ตัวจริงที่เล่นเกมนั้นเป็นใคร และตอนนี้อยู่ที่ไหนกันบ้าง
 
        ซิมง มิโญเล่ต์

        นายทวารเบลเจี้ยน เป็นมือ 1 ของ "หงส์แดง" ในเวลานั้น หลังย้ายมาจาก ซันเดอร์แลนด์ เมื่อปี 2013 ก่อนที่เวลานี้จะย้ายไปเฝ้าเสาให้ คลับ บรูช แล้ว

        นาธาเนียล ไคลน์

 

    ไคลน์ ย้ายจาก เซาธ์แฮมป์ตัน มาอยู่กับ ลิเวอร์พูล ในปี 2015 เช่นเดียวกับ คล็อปป์ และตอนนั้นกำลังฟอร์มรุ่งจนติดทีมชาติอังกฤษ ในตำแหน่งแบ็กขวา

        เวลานี้ ไคลน์ ยังอยู่กับ ลิเวอร์พูล แต่มีปัญหาบาดเจ็บมาตลอด รวมทั้งเป็นแค่ตัวเลือกรองจากทั้ง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และ โจ โกเมซ

        มาร์ติน สเคอร์เทล

 

        เซนเตอร์แบ็กจอมแกร่งชาวสโลวัก เป็นกำลังสำคัญในแนวรับของ ลิเวอร์พูล ช่วงเวลานั้น และค้าแข้งในถิ่น แอนฟิลด์ นานถึง 8 ปี ก่อนไปอยู่กับ เฟเนร์บาห์เช่ ปี 2016 และเวลานี้ไปเล่นให้ อิสตันบูล เบซัคเซเฮียร์ ในลีกตุรกี

        มามาดู ซาโก้

 

        แม้จะเล่นพลาดหลายครั้ง แต่ ซาโก้ ก็เป็นตัวหลักของ คล็อปป์ ในช่วงแรก ก่อนมีปัญหาเรื่องตรวจโด๊ปในปี 2016 จากนั้นก็สร้างปัญหาในช่วงปรีซีซั่น จนโดนปล่อยไปให้ คริสตัล พาเลซ ยืมตัวในเดือนมกราคม ปี 2017 และเซ็นถาวรในช่วงซัมเมอร์ปีนั้น

        อัลเบร์โต้ โมเรโน่

 

        แบ็กซ้ายชาวสแปนิช เป็นตัวเลือกเบอร์ 1 ตอนที่ คล็อปป์ เข้ามาคุมทีม แต่หลัง "หงส์แดง" ไปซื้อ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน ในปี 2017 ก็หลุดสำรองยาว และย้ายไปเล่นให้ บียาร์เรอัล เมื่อปีที่แล้ว

        เจมส์ มิลเนอร์

 

    มิลเนอร์ เป็นนักเตะสารพัดประโยชน์โดยเล่นได้ทั้งกองกลาง, แบ็กขวา และ แบ็กซ้าย รวมทั้งรักษาสภาพร่างกายของตัวเองได้ดีมาก ทำให้ยังเป็นส่วนสำคัญของทีม  

        เอ็มเร่ ชาน

 

        ชาน ย้ายจาก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น มาอยู่กับ ลิเวอร์พูล ในช่วงซัมเมอร์ปี 2014 และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่สุดท้ายไม่ยอมต่อสัญญา และเลือกไปเล่นให้ ยูเวนตุส ในปี 2018 ก่อนมาอยู่กับ ดอร์ทมุนด์ แบบยืมตัวในเวลานี้

        ลูคัส เลว่า

 

    เลว่า อยู่กับ ลิเวอร์พูล ตั้งแต่ปี 2007 อย่างไรก็ตาม หลังการย้ายเข้ามาของ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม ทำให้โอกาสลงสนามของเขาน้อยลง โดยฤดูกาล 2016/17 ได้ลงตัวจริงแค่ 12 นัดเท่านั้น ก่อนถูกขายไปให้ ลาซิโอ ด้วยค่าตัว 5 ล้านปอนด์

        อดัม ลัลลาน่า

    ลัลลาน่า ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในฤดูกาลแรกที่ คล็อปป์ เข้ามาคุมทีม โดยแอสซิสต์ไป 6 ลูก ก่อนที่ซีซั่นต่อมาจะทำ 7 แอสซิสต์ และยิงในลีกไป 8 ลูก แต่ต้องโชคร้ายเจออาการบาดเจ็บรบกวน จนหลุดไปเป็นตัวสำรอง และคงอำลาถิ่น แอนฟิลด์ หลังจบฤดูกาลนี้

        ฟิลิปเป้ คูตินโญ่

 

    กำลังสำคัญของ ลิเวอร์พูล ในเวลานั้น และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดช่วงที่ คล็อปป์ คุมทีม แต่สุดท้ายเจ้าตัวเลือกย้ายไปเล่นให้ บาร์เซโลน่า ตามความฝันในปี 2018 อย่างไรก็ตาม ผลงานไม่ดี จนถูกส่งให้ บาเยิร์น มิวนิค ยืมใช้งาน

        ดิว็อค โอริกี้

    หัวหอกทีมชาติเบลเยียม ได้ลงเป็นตัวจริงในเกมนั้น หลัง คริสติย็อง เบนเตเก้ กับ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ บาดเจ็บ และจนถึงตอนนี้เขาก็ยังอยู่กับทีม รวมทั้งมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลที่แล้วด้วย

 

จำเขาได้ไหม? “จรวดใบ้ทอ.หูกระทะ” ประทีป ปานขาว ตำนานที่ยังมีลมหายใจ

มีเสียงเรียกร้องถามไถ่กันมามากทีเดียวสำหรับมิตรรักผู้พิสมัยฟุตบอลไทยที่ต้องการให้ทีมงานฟุตบอลสยามนำเรื่องราวของ ประทีป ปานขาว เจ้าของฉายา "จรวดใบ้"
    อดีตทีมชาติชื่อดังอีกคนในฐานะปีกขวา ที่เชื่อว่าแฟนบอลรุ่นเก่าสักหน่อยยังน่าจะจำลีลาการเล่นของเขาผู้นี้ ที่นอกเหนือจากจะเป็นตำนานนักเตะทีมชาติไทยแล้วยังถือเป็นตำนานนักเตะอีกคนของ "อินทรีทัพฟ้า" ทหารอากาศ ทีมดังในอดีต

    ต้องขอเรียนให้ผู้อ่านทุกท่านได้ทราบก่อนเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยที่จะสื่อสารกับนักเตะฉายา "จรวดใบ้" ผู้นี้เพราะ นักเตะรุ่นใหญ่ ไฟกระพริบ ในวัย 58 ปีนั้นเป็นคนลิ้นไก่สั้น จริงแล้วไม่ได้ถือว่า ประทีป เป็นใบ้แต่ความที่ลิ้นไก่สั้น ทำให้เขาพูดไม่ชัด

    ทีมงานฟุตบอลสยามต้องขอบคุณ "หมวดบอย" เรืออากาศโทมนตรี แพรพันธ์ อดีตกองกลางฝีเท้าดี ทหารอากาศ นักเรียนจ่าอากาศรุ่น 36 มา ณ โอกาสนี้ ที่เป็นคนประสานเรื่องข้อมูลมาให้ทีมงานฟุตบอลสยามได้นำเสนอแบบพอเป็นสังเขป

    ประทีป ปานขาว เป็นคน อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ เกิดเมื่อ 7 พ.ย. 2505 ปัจจุบัน ทำงานรับราชการเป็นทหารอากาศ ยศพันจ่าอากาศเอก ( พิเศษ )

    โดยผู้ที่ผลักดันให้ประทีป ปานขาว ได้เข้ารับราชการเป็นทหารอากาศ คือ พลอากาศเอก กันต์ พิมานทิพย์ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ โดยอดีตนั้น พี่ชายแท้ๆของ ประทีป ปานขาว คือ สมภพ ปานขาว ที่เป็นอดีตนักเตะเก่าทหารอากาศ และเป็นอดีตผู้รักษาประตูทีมฮอกกี้ทีมชาติไทยได้แนะนำให้น้องชายตัวเองเข้ารับการเป็นทหารอากาศ และเล่นฟุตบอลให้กับทีมทหารอากาศ ก่อนที่ท้ายที่สุดจะได้รับการสนับสนุนจาก "บิ๊กกัน" โดยเป็นการเข้าที่ไม่ใช่รูปแบบของนักเรียนจ่าอากาศ แต่มาแบบ ข้าราชการกลาโหม ที่ภาษาทางทหาร เรียกว่า "หูกระทะ" มาแบบโควตาพิเศษ ตามความสามารถ

    ปัจจุบัน ประทีป ปานขาว มีตำแหน่ง จ่ากองร้อย ร้อย 1 กฝอ.ศทย. อย. เหล่าอากาศโยธิน เป็นทหารที่ดูแลด้านการดูแลฝึกสุนัขที่ใช้ในราชการทหาร นอกจากนี้ในช่วงเย็นของวันเสาร์,อาทิตย์ จะสอนฟุตบอลให้เยาวชนอยู่ที่ สนามพรรษากาล ในซอยลาดพร้าว 101 พันจ่าอากาศเอก ( พิเศษ ) ประทีป ปานขาว มีลูกสาว 1 คน เรียนปริญญาตรี ชั้นปีที่ 2 ที่ ม.ราชภัฏพระนคร บางเขน

    "จรวดใบ้" ฉายาที่ได้มาจากสื่อมวลชนในอดีตเพราะเป็นนักเตะแนวรุกที่มีความเร็วเป็นทีเด็ดเอกลักษณ์ ในตำแหน่งปีกขวา ทั้งทีมชาติไทย และ ทหารอากาศ

    ประทีป ปานขาว เป็นศิษย์เก่าของร.ร.ปทุมคงคา ด้วยรุ่น 79/1 เป็นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 รุ่นแรก หลังก่อนหน้านี้จะมี มศ. 3

    เขาเล่นให้กับทหารอากาศ ตั้งแต่ ถ้วย ค,ข และ ก. อยู่ในความสำเร็จครั้งอดีตของ "อินทรีทัพฟ้า" มาตลอด โดยเล่นเคียงบ่าเคียงไหล่ ในสมรภูมิลูกหนัง มาพร้อมๆกับ "เดอะตุ๊ก" ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน , ชลอ หงษ์ขจร , วีระพงษ์ เพ็งลี ฯลฯ โดยเขาถือเป็นนักเตะที่เล่นได้เข้าขากับ ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน เป็นอย่างมาก นอกจากจะยิงได้เอง เพราะปีกของทหารอากาศ ยุคอดีตคือกองหน้าดีๆนี่เอง ไม่เพียงเท่านั้น หลายๆประตูของ "เดอะตุ๊ก" นั้น ยังมาจากการป้อนให้ ของ ประทีป ปานขาว อีกด้วย

    ส่วนกับทีมชาติ นั้น ประทีป ปานขาว เล่นยุคเดียว กับ "เดอะตุ๊ก" , เฉลิมวุฒิ สง่าพล , วรวรรณ ชิตะวณิช โดยลงเล่นในนามทีมชาติไทย มาแทบครบทุกรายการ และอยู่ในความสำเร็จของทีมชาติไทย ในยุคอดีตมาตลอดอีกด้วย

    ในนามทีมชาติไทย นั้น ประทีป จะติดหลัง ชลอ แต่ก็ได้เล่นทันกันอยู่ ก่อนหน้านั้น กับทีมชาติไทย ชลอ เล่นปีกซ้าย ,ปีกขวา จะเป็น มาด๊าด ทองท้วม ( ราชประชา ) หรือไม่ก็ บุญนำ สุขสวัสดิ์ (ธ.กรุงเทพ ) ในนามทีมชาติจะได้เห็น ประทีป กับ ชลอ ลงด้วยกันไม่บ่อยนัก

    ความโดดเด่น ของ ประทีป ปานขาว คือ ลูกบ้า เขาจะเป็นนักเตะที่วิ่งเลี้ยงบอลตะลุยแบบบ้าระห่ำ แถมยังมีทีเด็ดที่ลูกโหม่งอีกด้วยแม้จะมีรูปร่างที่เล็ก

    อดีตนั้น ไม่มีใครปฎิเสธเลยว่า ประทีป ปานขาว อยู่ในยุครุ่งเรือง ของ ทหารอากาศ อย่างแท้จริง เขาคือ ตำนานนักเตะที่ยังมีลมหายใจและลีลายังติดตราตรึงใจแฟนบอลรุ่นเก่า มาจวบจนทุกวันนี้ มิรู้ลืม

    เรื่องโดย " Hk vp 9"

 

แชมป์แล้วจ้า! บาเยิร์นบุกทุบเบรเมน ซิวถาดบุนเดสลีกา8สมัยติด

บาเยิร์น มิวนิค คว้าแชมป์บุนเดสลีกาเป็นสมัยที่ 8 ติดต่อกันและสมัยที่ 30 ได้เสียที หลังบุกไปเอาชนะ เบรเมน 1-0 จากประตูชัยของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ทำให้มีเพิ่มเป็น 76 แต้ม หนี "เสือเหลือง" ที่แข่งน้อยกว่าถึง 10 คะแนน กระนั้นการันตีแชมป์แน่นอนแล้วแม้เหลือโปรแกรมอีก 2 นัด ส่วนเบรเมนต้องดิ้นรนหนีตกชั้นต่อไปหลัง ในเกมบุนเดสลีกา นัดที่ 31 เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา
สนาม : เวเซอร์ สตาดิโอน

    ศึก บุนเดสลีกา นัดท่ 31 เมื่อวันอังคารที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา เจ้าบ้าน แวร์เดอร์ เบรเมน รองบ๊วยอันดับ 17 ของลีก เปิดบ้านรับการมาเยือนของจ่าฝูง บาเยิร์น มิวนิค ที่ฟอร์มสุดยอดมากชนะมา 13 เกมติดต่อกันทุกรายการ

    โดยฟอร์มล่าสุดของ "นกนางนวล" บุกไปถล่ม พาเดอร์บอร์น 5-1 ขณะที่ "เสือใต้" เฉือนเอาชนะ กลัดบัค 2-1 แมตช์นี้หาก บาเยิร์น มิวนิค คว้าชัยจะการันตีคว้าแชมป์บุนเดสลีกาซีซั่นนี้ทันที

    เริ่มเกมมาได้แค่ 2 นาที "เสือใต้" ทักทายก่อนเลยหลัง โยชัว คิมมิช วางบอลมาเสาไกลให้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ วอลเลย์ด้วยขวาไม่จับบอลพุ่งไปติด มิลอส เวลโควิช ออกหลังไป

    นาที 18 โอกาสได้ลุ้นของ "นกนางนวล" เกือบชิงขึ้นนำบ้างเช่นกัน หลัง มักซิมิเลี่ยน เอ็กเกชไตน์ ลองกดด้วยขวาหน้ากรอบบอลพุ่งถากเสาแรกออกไปอย่างน่าเสียดาย

    นาที 26 แซร์จ นาบรี้ หลุดเข้าไปปาดบอลมากลางประตู บอลย้อนหลัง โธมัส มุลเลอร์ ก่อนแต่งบอลไหลต่อให้ โยชัว คิมมิช ยิงด้วยขวาไปชนคาน กระนั้นไลน์แมนตีธงไปก่อนแล้วว่าจังหวะของ นาบรี้ นั้นล้ำหน้าไปก่อน

    นาที 33 เยโรม บัวเต็ง เซ็นเตอร์แบ็กของบาเยิร์น ลองส่องไกลดูบ้างแต่บอลแรงไม่พอพุ่งเลียดไปเข้ามือ ยิรี่ พาฟเลนก้า

    ฝนเริ่มเทลงมาอย่างหนักทำให้ทั้งสองทีมคอนโทรลบอลกันลำบาก กระนั้น นาที 43 ทีมเยือนมาปลดล็อคพังประตูขึ้นนำจนได้ 1-0 เยโรม บัวเต็ง ตักบอลข้ามหัวแนวรับเจ้าถิ่นให้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ พักอกก่อนหมุนตัวยิงด้วยขวาเข้าไปอย่างสวยงาม เป็นประตูที่ 31 ในลีกซีซั่นนี้

    จบครึ่งแรก เบรเมน ตามหลัง บาเยิร์น มิวนิค 0-1

    ครึ่งหลัง นาที 55 คิมมิช ตักบอลเข้าไปในกรอบให้ โธมัส มุลเลอร์ ปาดมาเสาแรกให้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กระโดดยิงไขว้เข้าไป แต่ผู้ตัดสินเป่าเป็นจังหวะลำหน้าของ มุลเลอร์ ไปก่อนแล้ว

    เจ้าบ้านเกมรุกไม่ดีขึ้นเลย นาที 62 เปลี่ยนรวดเดียวสองคน ถอดเอา มิลอต ราชิชา และ เลโอนาร์โด้ บิทเท่นคอร์ท ออก แล้วส่ง โยชัว ซาร์เก้นท์ และฟิน บาร์เทลส์ ลงเล่นแทน

    นาที 79 บาเยิร์น มิวนิค ต้องเหลือผู้เล่นแค่ 10 คน หลัง อัลฟอนโซ่ เดวิส ไปขวาง มิลอส เวลโควิช จนโดนใบเหลืองที่สอง เป็นใบแดงถูกไล่ออกจากสนาม

    แม้ "เสือใต้" ผู้เล่นจะน้อยกว่าแต่ยังเปิดเกมรุกเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง นาที 81 คิงส์เล่ย์ โกมัน หลุดเข้าไปในกรอบด้านซ้าย ก่อนล็อกหลบเข้าไปตะบันด้วยซ้ายติดเซฟของ ยีรี่ พาฟเลนก้า

    นาทีสุดท้าย เบรเมน ชวดได้ประตูตีเสมอ หลัง ยูยะ โอซาโกะ โขกเช็ดเล่นทางไปเสาไกล แต่บอลยังไม่ผ่านมือ มานูเอล นอยเออร์ ที่พุ่งปัดปลายนิ้วช่วยทีมไว้ได้อย่างหวุดหวิด

    จบเกม บาเยิร์น มิวนิค บุกเอาชนะ เบรเมน หวุดหวิด 1-0 ส่งผลให้พวกเขาผงาดคว้าแชมป์บุนเดสลีกาซีซั่นนี้ทันที แม้จะเหลือโปรแกรมในลีกอีก 2 นัด แต่แต้มนำ ดอร์ทมุนด์ ขาด โดยเป็นแชมป์สมัยที่ 8 ติดต่อกัน และสมัยที่ 30 ส่วน เบรเมน แพ้ เป็นนัดที่ 18 จมรองบ๊วยต้องหนีตกชั้นต่อไป

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
 
        เบรเมน (4-1-2-3) : ยิรี่ พาฟเลนก้า – ธีโอดอร์ เกเบร เซลาสซี่, มิลอส เวลโควิช, นิคลาส มอยซานเดอร์, มาร์โค ฟรีเดิ้ล – เควิน โฟ้กท์ – มักซิมิเลี่ยน เอ็กเกชไตน์, ดาวี่ คลาสเซ่น – เลโอนาร์โด้ บิทเท่นคอร์ท, ยูยะ โอซาโกะ, มิลอต ราชิชา

        เทรนเนอร์ : โฟลเรียน โคห์เฟลด์

        บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1) :  มานูเอล นอยเออร์ – เบนฌาแม็ง ปาวาร์, เยโรม บัวเต็ง, ดาวิด อลาบา, อัลฟอนโซ่ เดวิส -โยชัว คิมมิช, เลออน โกเร็ทซ์ก้า – คิงส์เล่ย์ โกมัน, โธมัส มุลเลอร์, แซร์จ นาบรี้ – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

        เทรนเนอร์ : ฮันส์ ดีเทอร์-ฟลิค

“ซาลาห์” พร้อมลุย!คาดการณ์ 11 ตัวจริง ลิเวอร์พูล เกมเยือน เอฟเวอร์ตัน

 "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ทีมจ่าฝูงศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เตรียมรีสตาร์ทซีซั่นในคืนวันนี้ โดยมีคิวบุกไปทำศึกเมอร์ซี่ย์ไซด์ดาร์บี้แมตช์กับ เอฟเวอร์ตัน ที่สังเวียนแข้ง กูดิสัน พาร์ค ดูแล้วมีแนวโน้มสูงที่กุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ จะยัดผู้เล่นแกนหลักลงเป็นตัวจริงทั้งหมด ซึ่งก็รวมถึง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ดาวยิงตัวเก่ง ที่ล่าสุดกลับมาลงซ้อมได้เรียบร้อย และนี่คือ 11 ผู้เล่น "หงส์แดง" ที่คาดว่าน่าจะได้ลงเล่นตั้งแต่วินาทีแรกในระบบ 4-3-3

 – ผู้รักษาประตู : อลีสซง เบ็คเกอร์
      พลาดลงเล่นไป 2-3 เกมก่อนพักเบรกหนี "โควิด-19" เนื่องจากมีปัญหาบาดเจ็บที่สะโพก แต่ตอนนี้เจ้าตัวกลับมาฟิตสมบูรณ์แล้ว และไม่น่าจะมีปัญหาในการสตาร์ทเป็นตัวจริง

 – แบ็กขวา : เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์
      เป็นตัวเลือกเบอร์หนึ่งในตำแหน่งแบ็กขวาอย่างไม่ต้องสงสัย

 – เซนเตอร์แบ็ก : โจ โกเมซ
      ถึงแม้ โฌแอล มาติป และ เดยัน ลอฟเรน ต่างอยู่ในสภาพที่พร้อม แต่ โกเมซ น่าจะได้รับโอกาสเป็นตัวจริงในเกมนี้

 – เซนเตอร์แบ็ก : เฟอร์จิล ฟาน ไดค์
      หากไม่เจ็บหรือมีปัญหาอะไร ยังไง ฟาน ไดค์ คือชื่อแรกๆ ที่จะถูกลิสต์อยู่ในทีมตัวจริง

 – แบ็กซ้าย : แอนดี้ โรเบิร์ตสัน
      แม้ก่อนหน้านี้ดูเหมือนไม่ฟิต แต่จากสถานการณ์ล่าสุดดูเหมือน "ร็อบโบ้" ไม่น่าจะมีปัญหาสำหรับการลงเล่นเป็น 11 คนแรก

 – มิดฟิลด์ตัวรับ : ฟาบินโญ่
      เป็นอีกคนที่ไม่ค่อยฟิตก่อนพักเบรกหนี "โควิด-19" แต่ตอนนี้เจ้าตัวกลับมาฟิตเต็มสูบแล้ว และน่าจะยืนหนึ่งในตำแหน่งกองกลางตัวรับ

 – มิดฟิลด์ตัวฝั่งขวา : จอร์แดน เฮนเดอร์สัน
      กัปตัน "เฮนโด้" ไม่มีปัญหาเรื่องความฟิต และพร้อมนำลูกทีมคว้าชัยในเกมนี้ 

 
 – มิดฟิลด์ตัวฝั่งซ้าย : นาบี เกอิต้า
      แม้แดนกลาง ลิเวอร์พูล มีตัวเลือกมากมาย แต่มีโอกาสทีเดียวที่ เกอิต้า จะเบียด จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม เป็นตัวจริง หลังทำผลงานโดดเด่นในเกมอุ่นเครื่อง

 – ปีกขวา : โมฮาเหม็ด ซาลาห์
      ถึงแม้ไม่ได้ลงเล่นเกมอุ่นเกือกกับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส เมื่อกลางสัปดาห์ก่อน เพราะมีปัญหาเรื่องความฟิต แต่ล่าสุด "บังโม" กลับมาซ้อมได้เรียบร้อย และไม่น่าจะมีปัญหากับการสตาร์ทเป็นตัวจริง ถึงแม้ ดีว็อค โอริกี้ ชอบยิงประตูใส่ เอฟเวอร์ตัน ก็ตาม

 – ปีกซ้าย : ซาดิโอ มาเน่
      ฟอร์มกำลังดี แถมฟิตสมบูรณ์ ยังไงในทีมตัวจริงต้องมีที่ว่างให้กับ สตาร์ทีมชาติเซเนกัลวัย 28 ปี

 – กองหน้า : โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่
      ถือเป็นหัวใจสำคัญในแดนหน้า ดังนั้น ฟีร์มีโน่ จะได้ลงประสานงานกับ มาเน่ และ ซาลาห์ แน่นอน

 

รามอสฟรีคิกงาม! เรอัลมาดริดไม่พลาดอัดมายอร์ก้า ทวงจ่าฝูงคืนจากบาร์ซ่า

เรอัล มาดริด ไม่พลาดสามคะแนนหลังเล่นใน อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่ ไล่อัดเรอัล มายอร์ก้า 2-0 วินิซิอุส จูเนียร์ ซัดเปิด ก่อนเซร์คิโอ รามอส จะปั่นฟรีคิกสุดสวยปิดกล่อง ส่งผลให้มี 68 แต้มเท่ากับบาร์เซโลน่า แต่เฮดทูเฮดดีกว่าทำให้นั่งเป็นจ่าฝูงเหมือนเดิม ในเกม ลา ลีกา สเปน เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา


สนาม :
เอสตาดิโอ อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่

    เรอัล มาดริด ก่อนเกมหล่นมาเป็นรองจ่าฝูงหลังโดน บาร์เซโลน่า แซงขึ้นแท่นนำมี 68 คะแนน เกมนี้ต้องคว้าชัยอย่างเดียวเพื่อแซงขึ้นไปรั้งจ่าฝูง ด้วยเฮดทูเฮดที่เหนือกว่าบาร์ซ่า โดยเกมนี้เปิดรังรับมือ มายอร์ก้า ทีมโซนตกชั้นอันดับ 18 ของลีก

    เปิดฉากมาได้แค่ 7 นาที "ราชันชุดขาว" ได้ลุ้นก่อนจากจังหวะที่ แฟร์กล็องด์ เมนดี้ ครอสมาหน้าประตูให้ เบนเซม่า ซัดด้วยขวาไปติดเซฟนายด่านมายอร์ก้า

    นาทีถัดมาบอลต่อเนื่องจากลูกเตะมุม ดานี่ การ์บาฆาล จ่ายบอลให้ แกเร็ธ เบล ตะบันด้วยซ้ายนอกกรอบแต่บอลยังไปติดมือ มาโนโล่ เรน่า

    มายอร์ก้า ตอบโต้มาบ้าง นาทีที่ 10 อิดริสซู บาบา ได้บอลนอกกรอบก่อนซัดไกลแต่ยังไปติดมือของ ติโบล กูร์กตัวส์ พุ่งปัดออกไป

    นาที 19 ชุดขาวมาพังประตูขึ้นนำ 1-0 จนได้ จากจังหวะที่ ลูก้า โมดริช แทงบอลออกซ้ายให้ วินิซิอุส จูเนียร์ หลุดเข้าไปก่อนชิพบอลข้าม มาโนโล่ เรน่า เข้าไปอย่างเหนือชั้น

    นาที 23 วินิซิอุส เกือบใส่สกอร์ที่สองของตัวเองในเกมนี้หลัง เบนเซม่า แทงบอลอย่างสวยให้ดาวยิงเลือดบราซิลหลุดเข้าไปซัดบอลชนคาน

    ช่วงทดเจ็บ นาที 45+3 ทีมเยือนมีโอกาสจากลูกคอนเนอร์ หลัง ดานี่ โรดริเกซ เปิดมาเข้าหัว ลาโก้ จูเนียร์ โขกหลุดกรอบออกไป

    จบครึ่งแรก เรอัล มาดริด ขึ้นนำ เรอัล มายอร์ก้า 1-0

    กลับมาเล่นต่อครึ่งหลัง มายอร์ก้า เปิดเกมรุกทันที นาที 47 ดานี่ โรดริเกซ เปิดมาให้ อเล็กซานดาร์ เซดลาร์ โขกกลางประตูไปเข้ามือ ติโบล กูร์กตัวส์

    นาที 56 เรอัล มาดริด มาได้ประตูนำห่างเป็น 2-0 จากจังหวะลูกฟรีคิกหน้ากรอบไม่ถึง 25 หลา ก่อนจะเป็น เซร์คิโอ รามอส กัปตันทีมปั่นด้วยขวาข้ามกำแพงโค้งเสียบตาข่ายเข้าไป
   
    นาที 62 ทาเคฟุสะ คุโบะ โชว์สเต็ปหลอกล่อแนวรับชุดขาวเข้าไปซัดด้วยขวามุมแคบแต่บอลพุ่งเข้าข้างตาข่ายอย่างน่าเสียดาย

    ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม เรอัล มาดริด ไล่บดเอาชนะ มายอร์ก้า ไปแบบสนุก 2-0 คว้าสามแต้มมี 68 คะแนน เท่ากับบาร์เซโลน่า แต่เฮดทูเฮดเหนือกว่าทำให้ ชุดขาว ขึ้นนำจ่าฝูงต่อไป

    รายชื่อ 11 ผู้เล่นทั้งสองทีม

    เรอัล มาดริด (4-2-3-1) ติโบล กูร์กตัวส์ – ดานี่ กาบาร์ฆัล, ราฟาแอล วาราน, เซร์คิโอ รามอส, แฟร์กล็องด์ เมนดี้ – เฟเด บัลเบร์เด้, ลูก้า โมดริช – แกเร็ธ เบล, เอแดน อาซาร์, วินิซิอุส จูเนียร์ – คาริม เบนเซม่า

    เรอัล มายอร์ก้า (3-4-2-1) มาโนโล่ เรน่า – มาร์ติน บัลเยนต์, อันโตนิโอ ไรโย่, อเล็กซานดาร์ เซดลาร์ – อเลฆานโดร โปโซ่, อิดริสซู บาบา, อเล็กซ์ เฟบาส, ลาโก้ จูเนียร์ – ดานี่ โรดริเกซ, ทาเคฟุสะ คุโบะ – อันเต บูดิมีร์

    สรุปผลฟุตบอล ลา ลีกา เมื่อคืนวันพุธที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา

    – อลาเบส แพ้ โอซาซูน่า 0-1

    – เรอัล โซเซียดาด แพ้ เซลต้า บีโก้ 0-1

    – เรอัล มาดริด ชนะ เรอัล มายอร์ก้า 2-0

แมนยูสู้ไหม?วิลล่าเปิดตัวเลขค่าตัวก้อนโตแลกขายกรีลิช

เดลี่ เมล สื่อของเกาะอังกฤษ ระบุ แอสตัน วิลล่า ต้องการเงินอย่างต่ำ 80 ล้านปอนด์ เพื่อแลกกับการปล่อย แจ็ค กรีลิช ท่ามกลางกระแสข่าวลือว่า แมนฯ ยูไนเต็ด อยากได้เขาสุดๆ
    แอสตัน วิลล่า สโมสรในโซนท้ายตารางของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ จะต้องการเงินอย่างน้อย 80 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,200 ล้านบาท) เพื่อเป็นค่าตัวของ แจ็ค กรีลิช กองกลางกัปตันทีมหลังจบฤดูกาลนี้ ตามรายงานของ เดลี่ เมล สื่อชื่อดังของเมืองผู้ดี

    แม้ว่าซีซั่นนี้ วิลล่า จะทำผลงานได้น่าผิดหวัง แต่ฟอร์มส่วนตัวของ กรีลิช ถือว่าน่าประทับใจพอตัวจนทำให้เขาได้รับคำชมจากกูรูหลายคน และมันก็มีข่าวลือด้วยว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กาหัวเขาเป็นหนึ่งในเป้าหมายการเสริมทัพ

    ทั้งนี้ เงินจำนวน 80 ล้านปอนด์อาจจะเป็นอุปสรรคสำหรับ "ปีศาจแดง" ในการล่าตัว กรีลิช ไปเสริมแกร่ง หลังจากปัญหาการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด และทีมฟุตบอลอีกหลายทีมได้รับผลกระทบด้านการเงินอย่างหนัก โดย เดลี่ เมล เสริมว่า วิลล่า ยังไม่ยอมแพ้กับความหวังที่จะรั้งตัว กรีลิช ให้อยู่กับทีมต่อไปในซีซั่นหน้าด้วย ในกรณีที่พวกเขารอดจากการตกชั้น เพราะถ้าได้เล่นใน พรีเมียร์ลีก ต่อไป มันก็จะทำให้ทีมยังได้เงินก้อนโตเข้ากระเป๋าอยู่

เปิดศึก! นาโปลีดวลยูเวนตุสจัด “เมอร์เท่นส์ ฟัด โรนัลโด้” ชิงดำถ้วยโคปปา

เจนนาโร่ กัตตูโซ่ นายใหญ่ นาโปลี ผ่านเข้ารอบชิงดำหลังอัด อินเตอร์ มิลาน มาได้ในรอบที่แล้วความพร้อมขาด ดาวิด ออสปิน่า ติดโทษแบนนอกนั้นพร้อมลุย ทางด้าน เมาริซิโอ ซาร์รี่ กุนซือ ยูเวนตุส ปราบ เอซี มิลาน ด้วยกฎยิงประตูทีมเยือน แนวรุกไว้ใจ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ นำทัพ ในศึกฟุตบอลโคปปา อิตาเลีย นัดชิงชนะเลิศ คืนวันพุธที่ 17 มิ.ย. นี้
ปรีวิวฟุตบอลโคปปา อิตาเลีย นัดชิงชนะเลิศ
วันพุธที่ 17 มิถุนายน 2563
นาโปลี – ยูเวนตุส
เวลา : 02.00 น.
สนาม : โอลิมปิโก, โรม

    เกมฟุตบอลถ้วยเมืองมะกะโรนีนัดชิงชนะเลิศฤดูกาลนี้มีการเปลี่ยนแปลงกฎเล็กน้อย โดยหากเสมอกันในเวลาปกติ 90 นาที จะไม่มีการเล่นต่อเวลาพิเศษ แต่จะยิงจุดโทษตัดสินทันที

    เจนนาโร่ กัตตูโซ่ เทรนเนอร์ นาโปลี พาทีมฝ่าด่าน อินเตอร์ มิลาน มาได้ในรอบที่แล้วด้วยสกอร์รวม 2-1

    อย่างไรก็ตาม แมตช์นี้ต้องปราศจาก ดาวิด ออสปิน่า ที่ติดโทษแบน ทำให้เป็น อเล็กซ์ เมเร็ต ที่ได้ลงเฝ้าเสาแทน แต่ข่าวดีคือจะได้ ฟาเบียน รูอิซ ฟิตพร้อมออกสตาร์ทเป็นตัวจริง

    แผงหลัง คอสตาส มาโนลาส ยังไม่ค่อยสมบูรณ์ ดังนั้น นิโกล่า มัคซิโมวิช จะยังคงได้จับคู่เซนเตอร์ฮาล์ฟกับ คาลิดู คูลิบาลี่ ต่อไป แบ็กขวาเป็น โจวานนี่ ดิ ลอเรนโซ่ ฝั่งซ้ายอาจเปลี่ยนใช้ มาริโอ รุย

    ฟาเบียน รูอิซ คืนตัวจริงแดนกลางร่วมกับ ดีเอโก้ เดมเม่ และ ปิโอเตร เซียลินสกี้ แนวรุก ดรีส์ เมอร์เท่นส์ เป็นหน้าเป้า ริมเส้นขวาเลือกระหว่าง โฆเซ่ กาเยฆ่อน หรือ มัตเตโอ โปลิตาโน่ ฝั่งซ้ายยังเป็น ลอเรนโซ่ อินซินเย่

    ด้าน เมาริซิโอ ซาร์รี่ กุนซือ ยูเวนตุส ผ่านรอบตัดเชือกมาได้ด้วยการล้ม เอซี มิลาน หลังสกอร์รวมเสมอกัน 1-1 แต่ยังได้เข้ารอบเพราะกฎยิงประตูทีมเยือน

    สภาพทีม จอร์โจ้ คิเอลลินี่, เมรีห์ เดมิราล, อารอน แรมซี่ย์ และ กอนซาโล่ อิกวาอิน ยังไม่ค่อยสมบูรณ์ คาดว่าจะยังไม่เสี่ยงส่งลงเล่น

    ผู้รักษาประตูใช้ จานลุยจิ บุฟฟ่อน ลงเล่นในรายการนี้อยู่แล้ว แนวรับ มาต์ไตส์ เดอ ลิกท์ ยืนปราการหลังตัวกลางกับ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ แบ็กขวาอาจเปลี่ยนเป็น ฮวน กวาดราโด้ ฝั่งซ้ายคงเดิมที่ อเล็กซ์ ซานโดร

    แผงมิดฟิลด์ มิราเล็ม ปานิช ฟอร์มยังไม่ดีในนัดก่อน อาจถูกดร็อปเป็นสำรอง เปิดทางให้ ซามี่ เคดิร่า ได้เล่นแทนร่วมกับ โรดริโก้ เบนตันกูร์ และ แบลส มาตุยดี้ สามแนวรุกยังวางใจ เปาโล ดีบาล่า, คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ ดั๊กลาส คอสต้า

รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

    นาโปลี (4-3-3) : อเล็กซ์ เมเร็ต – โจวานนี่ ดิ ลอเรนโซ่, นิโกล่า มัคซิโมวิช, คาลิดู คูลิบาลี่, มาริโอ รุย – ฟาเบียน รูอิซ, ดีเอโก้ เดมเม่, ปิโอเตร เซียลินสกี้ – โฆเซ่ กาเยฆ่อน, ดรีส เมอร์เท่นส์, ลอเรนโซ่ อินซินเย่

    ยูเวนตุส (4-3-3) : จานลุยจิ บุฟฟ่อน – ฮวน กวาดราโด้, มาต์ไตส์ เดอ ลิกท์, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่, อเล็กซ์ ซานโดร – ซามี่ เคดิร่า, โรดริโก้ เบนตันกูร์, แบลส มาตุยดี้ – เปาโล ดีบาล่า, คริสเตียโน่ โรนัลโด้, ดั๊กลาส คอสต้า

ผู้ตัดสิน : ดานิเอเล่ โดเวรี่

ชีวิตหลังดราม่า…”โชคทวี” วันนี้เป็นไง

หลังจากที่ได้แยกทางกับสโมสรการท่าเรือเอฟซี ในฐานะเฮ้ดโค้ช ของ "โค้ชโชค" โชคทวี พรหมรัตน์ ซึ่งเป็นการแยกทางแบบไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ เมื่อโชคทวี ได้ออกมาพูดเกี่ยวกับการถูกแทรกแซงเรื่องการจัดตัวในการลงเล่น จนเกิดเป็นข่าวดังในช่วงเวลานั้น
    ชีวิตหลังเกิดเหตุการณ์ดราม่าของ โชคทวี เจ้าตัวเล่าว่า ก็รู้สึกเสียใจเหมือนกันที่พูดจาไม่ค่อยเหมาะสมออกไป แต่ตนเพียงแค่โฟกัสในเรื่องของการทำงานเท่านั้นจริง ๆ ไม่มีเรื่องอื่นมาเกี่ยวข้องเลย ยอมรับว่าการให้สัมภาษณ์ออกไปก็มีผลกระทบต่อภาพในการทำทีมของตัวเองพอสมควร อาจถูกมองว่าเราเป็นคนดุดันและก้าวร้าวหรือเปล่า  แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาถือว่าเป็นบทเรียน แต่แค่อยากให้รู้ว่าตนเป็นคนที่จริงจังกับการทำงานเท่านั้น

    "ตอนนี้ผมมีงานเปิดสอนฟุตบอลขั้นพื้นฐานที่ โรงเรียนโชคทวี ซอคเกอร์ ซึ่งมี 2 สาขา ที่สนามซอคเกอร์โปร ติวานนท์ และ บางแค ตอนนี้ก็ได้กลับมาเปิดหลังโควิดแล้ว โดยที่นี่ผมจะสอนแค่พื้นฐานให้แน่นเพียงอย่างเดียว ไม่ส่งแข่งขัน"

    นอกจากนั้นเจ้าตัวยังไปลงทุนทางการเกษตร บนที่ดิน 30 ไร่ที่บ้านเกิด จ.พังงา โดยปลูกพืชผสม ทั้งยางนา, ไผ่, มังคุด และล่าสุดลงทุเรียนพันธุ์ มูซานคิง ไป 200 ต้น แต่คงต้องรอผลผลิตอีกหลายปี ส่วนงานทำทีมก็ยังพร้อมเปิดรับข้อเสนอจากทุกทีม

 

เบนซ์ยิงงามหยด! เรอัลมาดริดถล่มบาเลนเซียกดดันบาร์ซ่าเหลือ2แต้ม

"ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ไม่พลาดโอกาสทอง หลังได้ คาริม เบนเซม่า จัดคนเดียวสองลูกก่อนทีมชนะ บาเลนเซีย 3-0 ขยับบีบ บาร์ซ่า จ่าฝูงเหลือสองแต้ม ในการแข่งขันศึกฟุตบอลลาลีกา สเปน คืนวันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา
สนาม : เอสตาดิโอ อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่

     ศึกฟุตบอลลาลีกา สเปน คืนวันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด มุ่งหวังสามคะแนนเต็มเท่านั้น เพื่อบีบช่องว่างกับจ่าฝูง บาร์เซโลน่า ให้เหลือแค่สองแต้มก่อน บาร์ซ่า มีคิวเต็มวันศุกร์นี้ ซีเนดีน ซีดาน เทรนเนอร์ชาวฝรั่งเศสขนผู้เล่นทัพใหญ่นำโดย "เอแดน อาซาร์-คาริม เบนเซม่า" ส่วน แกเร็ธ เบล มีชื่อสำรอง ขณะที่ อัลเบิร์ต เซลาเดส กุนซือทีมเยือน "ไอ้ค้างคาว" บาเลนเซีย ตั้งใจมีคะแนนติดมือกลับออกไปแมตช์นี้ ยิ่งถ้าชนะได้จะทำแต้มทาบพื้นที่ยูโรปาลีกอันดับ 5-6 ทันที วาง "ดาเนี่ยล ปาเรโฆ" ทำเกมสนับสนุน "โรดรีโก้ โมเรโน่" พังตาข่าย

     เริ่มครึ่งแรกราชันลุยก่อนนาทีที่ 4 เอแดน อาซาร์ ได้บอลอยู่บริเวณริมกรอบเขตโทษด้านซ้าย ก่อนจ่ายตบไหลคืนเข้ากลางสนามหน้ากรอบเขตโทษระยะ 25 หลาให้ เอ็นรีเก้ กาเซมีโร่ วางเท้าส่องไกลบอลพุ่งตรงเข้าหาประตูแต่นายทวารทีมเยือนรับไว้ได้

     เรอัล มาดริดสร้างโอกาสนาทีที่ 11 เอ็นรีเก้ กาเซมีโร่ หยอดบอลจากวงกลมกลางสนามออกข้างสนามด้านซ้ายไปที่ คาริม เบนเซม่า โยกมารับบอลกรัชากเจาะเข้ากรอบเขตโทษฝั่งเดียวกัน ปาดคืนมาให้ โทนี่ โครส ปรี่มาหวดทีเดียวบอลทิศทางเข้ากรอบแต่ผู้รักษาประตูทีมเยือนยังไม่พลาดรับอยู่มือ

     นาทีถัดมา คาริม เบนเซม่า สกิดบอลเร็วหน้ากรอบเขตโทษต่อให้ เอแดน อาซาร์ แตะบอลเข้าไปยิงในเขตโทษแต่นายด่านทีมเยือนเอาตัวบล็อกไว้ทัน ก่อนจังหวะต่อเนื่อง โทนี่ โครส สบจังหวะซัดไกลนอกกรอบเขตโทษระยะประมาณ 20 หลา บอลยังเข้ามือ เยสเปอร์ ซิลเลสเซ่น นายทวารบาเลนเซียเช่นเดิม

     ไอ้ค้างคาวเกือบนำนาทีที่ 14 มักซี่ โกเมซ ถอยต่ำลงไปล้วงบอลก่อนตวัดบอลตัดหลัง ราฟาแอล วาราน ที่ดันเช็คล้ำหน้าไปให้ โรดรีโก้ โมเรโน่ สปีดฉีกมาเก็บบอลกระชากเดี่ยวเข้ากรอบเขตโทษทางขวา ยิงบอลผ่านตัว ติโบล กูร์กตัวส์ นายทวารชุดขาวที่ออกมาปิดมุมแต่โชคไม่ดีบอลชนเสาอย่างจังกระดอนออกมาชวดขึ้นนำน่าเสียดาย

     บาเลนเซียเซ็งหนักนาทีที่ 21 การ์โลส โซเลร์ ป้ายบอลฝากไว้ที่ โฆเซ่ กาย่า แบ็กขวาทีมเยือนตบคืนกลับมาที่ การ์โลส โซเลร์ ที่ยืนจ่ายบอลยัดกลางสนาม 20 หลาเยื้องมาทางซ้ายเข้ากลางเขตโทษ บอลไปโดน มักซี่ โกเมซ กองหน้าไอ้ค้างคาวที่อยู่ตำแหน่งล้ำหน้าเปลี่ยนทางเล็กน้อย โรดรีโก้ โมเรโน่ วิ่งสอดมาตามแปบอลเข้าไปตุงตาข่าย กรรมการให้ประตูก่อนดูวีเออาร์ ริบสกอร์คืน

     เรอัล มาดริดเดินเกมนาทีที่ 29 ดานี่ การ์บาฆาล ตะลุยเดี่ยวลากบอลเจาะเข้ากรอบเขตโทษฝั่งขวา จิ้มบอลหนีดาวเตะบาเลนเซีย เข้าดวลเดี่ยว เอเลียควิม ม็องกาล่า กองหลังทีมเยือนในเขตโทษ แตะหลบหนึ่งครั้งแล้วซัดบริเวณกรอบ 6 หลา แต่ว่า เยสเปอร์ ซิลเลสเซ่น ปิดมุมเสาแรกได้ดีสกัดทิ้งได้อย่างหวุดหวิด

     ทีมเยือนทักทายอีกหนนาทีที่ 44 จอฟเฟร่ ก็องด็อกเบีย รับบอลจากเพื่อนทางด้านข้างส่งเข้ากลางสนามระยะเกือบ 30 หลา มิดฟิลด์ชาวฝรั่งเศสส่องไกลก่อน เอ็นรีเก้ กาเซมีโร่ จะเข้ามาขวาง บอลพุ่งโค้งจะเสียบเสาสองทว่า ติโบล กูร์กตัวส์ เหยียดสุดตัวปัดพ้นกรอบประตูอย่างสวยงาม จบ 45 นาทีแรกเสมอกัน 0-0

     เริ่มครึ่งหลังเจ้าถิ่นเปิดเกมนาทีที่ 58 ดาเนี่ยล วาส ฟูลแบ็กทีมเยือนออกบอลไม่ดีถูก เซร์คิโอ รามอส ขึ้นมาสูงมาฉกบอลบริเวณกลางสนามจ่ายสั้นให้ เอแดน อาซาร์ ไหลคืนกลับมาที่กัปตันราชันชุดขาวดีดบอลคืนจากวงกลมเขตโทษให้ เฟเด บัลเบร์เด้ รับบอลยิงทันทีแต่ว่าบอลไร้น้ำหนักเข้ามือ

     เรอัลมาดริดสำเร็จผลนาทีที่ 61 เอแดน อาซาร์ ถอยต่ำไปแดนตนเองครองบอล ก่อนกระชากกินมากลางสนามเบี่ยงมาทางซ้ายระยะ 30 หลา จ่ายเข้ากลางมี ลูก้า โมดริช รอบอลตบคืนไปที่ เอแดน อาซาร์ ที่สปีดตีมาพร้อมกองหลังบาเลนเซียตรงเส้นกรอบเขตโทษฝั่งซ้าย ไหลบอลเร็วให้ คาริม เบนเซม่า วิ่งตีคู่ยืนโล่งอยู่ด้านข้างฝั่งขวาซัดเข้าประตูไปเป็นลูกที่ 15 ของดาวยิงเมืองน้ำหอม

     ราชันชวดทิ้งห่างนาทีที่ 65 ลูก้า โมดริช ได้บอลบริเวณกลางสนามเยื้องมาด้านขวา ก่อนมิดฟิลด์โครแอตหมุนตัวหนีผู้เล่นไอ้ค้างคาว หวดไกลระยะ 20 หลาด้วยเท้าซ้ายบอลพุ่งโค้งแต่ไม่ดีพอหนีมือ เยสเปอร์ ซิลเลสเซ่น นายทวารทีมเยือน

     เจ้าบ้านทิ้งห่างนาทีที่ 74 โทนี่ โครส โยนลุกเตะมุมทางด้านขวาเข้ากลางเขตโทษ เซร์คิโอ รามอส กระโดดโหม่งจังหวะแรกโดนไม่เต็ม บอลกระดอนมาเข้าทาง แฟร์กล็องด์ เมนดี้ ลากบอลจี้โยกหนี ดาเนี่ยล วาส มาทางเขตโทษด้านซ้าย เกือบถึงเส้นหลัง ส่งบอลย้อนเข้ากลางให้ มาร์โก อเซนซิโอ ที่เพิ่งลงมาไม่ถึงนาทีเอนตัววอลเลย์ด้วยเท้าซ้ายสัมผัสบอลครั้งแรกเลี้ยวหนีมือ เยสเปอร์ ซิลเลสเซ่น นายด่านทีมเยือนเข้าไปอย่างแม่นยำ ราชันชุดขาวนำ 2-0

     ราชันชุดขาวเกือบบวกสกอร์เพิ่มนาทีที่ 85 โทนี่ โครส ปั่นลูกฟรีคิกระยะ 20 หลากรอบเขตโทษเอนมาทางซ้าย บอลเลี้ยงข้ามกำแพงผู้เล่นทีมเยือนแต่ เยสเปอร์ ซิลเลสเซ่น นายทวารบาเลนเซีย โชว์ความเหนียวเซฟได้อีกครั้ง

     แต่แล้วช่วงท้ายเกม โทนี่ โครส เปิดบอลโด่งจากกลางสนามให้ มาร์โก อเซนซิโอ ที่วิ่งหลุดแนวรับทีมเยือนมาคนเดียวทางสนามฝั่งขวา เจ้าตัวเลี้ยงขึ้นมาถึงกรอบเขตโทษ แล้วหยอดบอลเข้ากลางเขตโทษไปให้ คาริม เบนเซม่า ใช้สุดยอดทักษะกระดกหลบเกมรับไอ้ค้างคาวด้วยเท้าขวาและยิงตามน้ำด้วยซ้าย บอลเหินเสียบเข้าตุงตาข่ายแบบงามหยด ก่อนที่นาทีที่ 89 อี คัง อิน หัวหอกโสมขาวตัวสำรองของทีมเยือนไปเตะนอกเกมใส่ เซร์คิโอ รามอส ถูกใบแดงไล่ออกไป จบเกม เรอัล มาดริด ถล่มครึ่งหลังใส่ บาเลนเซีย 3-0 ขยับบีบ บาร์ซ่า จ่าฝูงเหลือสองแต้ม

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

เรอัล มาดริด (4-3-3): ติโบล กูร์กตัวส์,ดานี่ การ์บาฆาล,เซร์คิโอ รามอส,ราฟาแอล วาราน,แฟร์กล็องด์ เมนดี้,โทนี่ โครส,เอ็นรีเก้ กาเซมีโร่,เฟเด บัลเบร์เด้ (มาร์โก อเซนซิโอ น.74),ลูก้า โมดริช,คาริม เบนเซม่า,เอแดน อาซาร์ (วิเนซิอุส จูเนี่ยร์ น.82)

บาเลนเซีย (4-2-2): เยสเปอร์ ซิลเลสเซ่น,ดาเนี่ยล วาส,ฮูโก้ กิยามองต์,เอเลียควิม ม็องกาล่า,โฆเซ่ กาย่า,เฟร์ราน ตอร์เรส (กอนคาโล่ กูเอเดส น.59),ดาเนี่ยล ปาเรโฆ (ฟร็องซิส โกเกแล็ง น.69),จอฟเฟร่ ก็องด็อกเบีย,การ์โลส โซเลร์ (เดนิส เชริเชฟ น.69),โรดรีโก้ โมเรโน่ (อี คัง อิน น.76),มักซี่ โกเมซ (เควิน กาไมโร่ น.59)