ซูเนสส์ชูสเตอร์ลิงเหนือกว่า1แนวรุกลิเวอร์พูล

แกรม ซูเนสส์ ระบุ ในมุมมองของตนนั้น ราฮีม สเตอร์ลิง ดาวเตะ แมนฯ ซิตี้ เก่งกว่า ซาดิโอ มาเน่ นิดๆ พร้อมเชื่อว่า สเตอร์ลิง เป็นนักเตะที่ทุกสโมสรอยากมีอยู่ในทีม

    แกรม ซูเนสส์ ตำนานกองกลางของ ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แสดงความเห็นว่า ราฮีม สเตอร์ลิง ปีก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เก่งกว่า ซาดิโอ มาเน่ ดาวเตะ ลิเวอร์พูล อยู่นิดหน่อย

    สเตอร์ลิง และ มาเน่ ต่างก็ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมตลอดช่วงที่ผ่านมาจนเป็นกำลังสำคัญให้กับต้นสังกัดของตัวเอง โดยรายแรกเพิ่งทำแฮตทริกช่วยให้ แมนฯ ซิตี้ บุกไปถล่ม ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 5-0 ในเกมลีก เมื่อวันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม ที่ผ่านมา จนทำให้ฤดูกาลนี้เขาทำประตูในลีกไปแล้ว 17 ลูก มากกว่า มาเน่ 1 ประตู

    ซูเนสส์ กล่าวระหว่างทำหน้าที่กูรูของ สกายสปอร์ตส์ สื่อกีฬาชั้นนำของเมืองผู้ดีหลังจบเกมที่ แมนฯ ซิตี้ ชนะ ไบรท์ตันฯ ว่า "สเตอร์ลิง น่ะเป็นของจริง ทุกทีมในโลกคงอยากมีนักเตะแบบเขาอยู่ในทีมแน่ๆ ไม่ว่าจะเป็น เรอัล มาดริด, บาร์เซโลน่า หรือ บาเยิร์น มิวนิค สเตอร์ลิง อายุน้อยกว่านิดหน่อย ทั้งคู่มีคุณภาพในแบบที่คล้ายๆ กัน แต่ สเตอร์ลิง ก็อยู่ในระดับเดียวกับ มาเน่ ได้แล้ว (ทั้งที่อายุน้อยกว่า)

    "มาเน่ เป็นยอดนักรบ และแน่นอนว่าตอนนี้ทุกทีมอยากมีนักเตะแบบเขาอยู่ในทีมเช่นกัน มาเน่ อยู่ในระดับสูงได้ในตอนที่เขามีอายุ 28 ปี ส่วน สเตอร์ลิง ทำได้ในตอนที่มีอายุ 25 ปี และที่จริงเขายังเหลือเวลาอีก 3 ปีก่อนจะถึงช่วงพีคในอาชีพการค้าแข้งด้วยซ้ำ (อ้างอิงจากการที่หลายคนมักจะคิดว่านักฟุตบอลจะเข้าช่วงพีคในอายุ 28-29 ปี) ดังนั้นผมเลยคิดว่าเขาเหนือกว่านิดหน่อย"

“แรชฟอร์ด” ทั้งยิงทั้งจ่าย!แมนยูแต้มทาบเลสเตอร์หลังบุกบดพาเลซคาถิ่น

มาร์คัส แรชฟอร์ด ฟอร์มสุดร้อนแรงหลังยิงหนึ่งจ่ายหนึ่งช่วย "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บุกคว้าชัยถึงถิ่น "ปราสาทเรือนแก้ว" คริสตัล พลาเลซ 2-0 ส่งผลให้แมนยูมีแต้มขยับขึ้นไปเท่า เลสเตอร์ ซิตี้ แต่ยังคงรั้งอันดับ 5 ตามเดิมเพราะประตูได้เสียเป็นรอง ในศึก ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา

ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
 วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม 2563
คริสตัล พาเลซ 0   –    2 แมนฯ ยูไนเต็ด

สนาม : เซลเฮิร์สท์ พาร์ค

    เริ่มเกมครึ่งแรก เพียงแค่นาทีที่ 2 เท่านั้นเป็น พาเลซ ได้โอกาสก่อน จอร์แดน อายิว ส่งบอลให้ วิลฟรีด ซาฮา ไปทางมุมกรอบเขตโทษฝั่งซ้ายก่อน ซาฮา จะโยกหลอกแผงหลังผีแดงแล้วกดเน้นๆ บอลพุ่งตรงไปที่เสาแรกทำท่าจะเสียบมุมแต่ไม่ผ่านมือ ดาบิด เด เคอา ที่พุ่งปัดไว้ได้อย่างหวุดหวิด เรียกได้ว่ายิงสวยแล้วแต่ป้องกันได้สวยกว่า

    นาทีที่ 7 ยังคงเป็นเจ้าบ้านที่โหมบุกอย่างหนัก โจเอล วอร์ด เติมขึ้นมาเปิดบอลโด่งทางฝั่งขวาบอลเลยมาอยู่ที่ วิลฟรีด ซาฮา ในเขตโทษผีแดงเจ้าตัวทำท่าจะง้างเท้ายิงแต่ถูก บรูโน่ แฟร์นันด์ส จิ้มบอลไว้ได้ก่อนแต่ดันไหลไปเข้าทาง พาทริค ฟาน อานโฮลท์ วิ่งเข้ามาหวดเต็มข้อแต่ก็ยังไม่ผ่านบล็อกแข้งผีแดง

    นาทีที่ 11 แมนยู ได้ลูกเตะมุมทางฝั่งขวา บรูโน่ แฟร์นันด์ส เปิดยัดเข้ามากลางกรอบเขตโทษเลยมาตกใส่หัว แฮร์รี่ แม็กไกว์ แต่เจ้าตัวไม่ทันตั้งตัวเลยทำให้ทิศทางบอลย้อนกลับออกหลังไป

    นาทีที่ 12 ทีมเยือนได้ลูกเตะมุมอีกครั้งคราวนี้เป็น แฮร์รี่ แม็กไกว์ ที่เบียดเอาชนะแข้งพาเลซได้โขกเต็มๆ หัว แต่กดไม่ลงทำให้บอลเหินข้ามคานไปอย่างน่าเสียดาย

    ผ่านมาถึงนาทีที่ 21 แมนยูเปิดเกมรุกขึ้นมาอยู่หน้ากรอบเขตโทษพาเลซที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด เจ้าตัวตัดสินใจโยกหลอกก่อนจะซัดด้วยเท้าซ้ายแต่ไปติดตัว แอนดรอส ทาวน์เซ่นด์ ในจังหวะนี้ผู้ตัดสินเปาให้เจ้าบ้านได้ฟาวล์เพราะ แรชฟอร์ด ไปเตะเข้าที่หน้าขา ทาวน์เซ่นด์ หลังจากปล่อยบอลไปแล้ว

    นาทีที่ 27 พาเลซ สร้างความหวาดเสียวได้อีกครั้ง เจมส์ แม็คอาร์เธอร์ ได้เปิดบอลสุดริมเส้นฝั่งซ้าย

    นาทีที่ 29 ทัพอสรูแดงตอบโต้กลับมาบ้าน มาร์คัส แรชฟอร์ด เปิดบอลโด่งทางฝั่งซ้ายเลยข้ามฝั่งไปถึง อารอน วาน-บิสซาก้า ที่เติมเกมรุกขึ้นมาได้หวดเน้นๆ แต่ดันไปติดบล็อกแข้งพาเลซกระดอนออกไป

    นาทีถัดมา แมนยู ได้โอกาสงามๆ อีกครั้ง อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ใช้ความเร็วและความแข็งแกร่งแหวกกระชากพาบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษก่อนหักข้อผ่านบอลไปให้ เมสัน กรีนวู้ด ที่ยืนอยู่โล่งๆ ได้กดด้วยเท้าซ้ายแต่ดันโดนไม่ดีทำให้บอลหลุดออกข้างเสาประตูไปอย่างน่าเสียดายอีกครั้ง

    นาทีที่ 39 แมนยู ได้ลูกเตะมุมทางฝั่งซ้าย บรูโน่ แฟร์นันด์ส เปิดลอยโค้งมาเข้าหัว แฮร์รี่ แม็กไกว์ ที่ได้ขึ้นโขกเต็มๆ แต่เจ้าตัว

    นาทีที่ 41 พาเลซ ทำเสียวไส้ พาทริค ฟาน อานโฮลท์ ลิเดนเลิฟ จ่ายบอลยัดเข้าไปในกรอบเขตโทษผีแดงเป็น วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ที่พยายามแหย่เท้าสกัดแต่บอลดันไหลไปเข้าทาง จอร์แดน อายิว ได้กดเต็มข้อบอลพุ่งตรงกรอบแต่ยังดีมี ดาบิด เด เคอา ยืนตำแหน่งดีชกบอลออกไปได้

    นาทีที่ต่อมา แมนยู เปิดเกมรุกกลับมาบ้าง บรูโน่ แฟร์นันด์ส ได้ตะบันไกลบอลหลุดออกข้างเสาไปไม่ถึงหลา

    นาทีที่ 44 วิลฟรีด ซาฮา ถูก แฮร์รี่ แม็กไกว์ หวดล้มลงในเขตโทษแมนยูแต่ผู้ตัดสินไม่ได้ว่าอะไรปล่อยให้เล่นต่อไป แต่เมื่อกลับมาดูภาพช้าก็ดูเหมือนว่า ซาฮา จะถูกเตะที่ขาแบบไม่มีบอลเข้ามาเกี่ยวข้อง

    นาทีที่ 45+1 ปีศาจแดงออกนำ 1-0 จากจังหวะทำเกมสุดเหนือชั้น อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ส่งให้  บรูโน่ แฟร์นันด์ส หน้ากรอบเขตโทษพาเลซแล้วผ่านบอลต่อไปให้ มาร์คัส แรชฟอร์ด จับบอลแล้วใช้ความสามารถเฉพาะตัวพาลากจี้เข้าไปในเขตโทษทางฝั่งซ้ายก่อนจะหลอกทำท่าว่าจะยิงด้วยเท้าซ้ายและแต่งเข้าเท้าขวาแปเล่นมุมเข้าไปอย่างสวยงาม เล่นเอา พาทริค ฟาน อานโฮลท์ ที่พยายามตามมาสกัดถึงกับล้มหัวทิ่มหัวตำ

    นาทีที่ 45+3 พาเลซ เกือบได้ประตูตีเสมอเมื่อได้ลูกฟรีคิกบริเวณมุนกรอบเขตโทษทางฝั่งซ้าย ลูก้า มิลิโวเยวิช วิ่งเข้ามาปั่นบอลพุ่งโค้งทำท่าจะมุมเสียบสามเหลี่ยมมุมบนแต่ยังคงไม่ผ่านมือ เด เคอา ที่บินสุดตัวยืดสุดแขนปัดไว้ด้วยปลายมืออีกครั้ง

    จบครึ่งแรกทั้งสองทีมต่างเปิดเกมแลกกันอย่างสนุกแต่ แมนยู จบได้คมกว่าบุกมานำไปก่อน 1-0

    มาลุ้นต่อกันครึ่งหลัง ทั้งสองทีมยังไม่มีการเปลี่ยนตัวผู้เล่น นาทีที่ 51 เป็นแมนยู ที่ทำเกมรุกขึ้นไปทางฝั่งขวา บรูโน่ เปิดบอลโด่งยัดไปในเขตโทษโดยมี แรชฟอร์ด ยืนรออยู่แต่ถูก มามาดู ซาโก้ ที่อ่านเกมดีหวดเคลียร์บอลออกไปได้ก่อน

    นาทีที่ 53 พาเลซตอบโต้กลับ วิลฟรีด ซาฮา ได้กลับตัวในเขตโทษแล้วพลิกยิงแต่ไปติดตัว แม็กไกว์ ในจังหวะแรกก่อน แม็กไกว์ จะตามเก็บบอลแล้วหวดเคลียร์ออกไป

    นาทีที่ 55 คริสตัน พาเลซ พลาดได้ประตูตีเสมอ จากจังหวะกึ่งยิงกึ่งผ่านของ วิลฟรีด ซาฮา รอดขา อารอน วาน-บิสซาก้า บอลเลยไปเสาไกลเข้าทาง จอร์แดน อายิว ที่เติมขึ้นมาล้มตัวยิงเข้าไปแต่จังหวะนี้มีการเช็กวีเออาร์และ เกรแฮม สกอตต์ ผู้ตัดสินกลับคำตัดสินลงโทษพาเลซเป็นลูกล้ำหน้าในจังหวะที่ อายิว เล่นบอลทำให้ แมนยู ยังคงมีสกอร์นำอยู่ 1-0 ตามเดิม

    นาทีที่ 57 ป็อกบา ได้ส่องไกลแต่ทิศทางไม่ดีบอลหลุดออกข้างเสาไปอย่างน่าเสียดาย

    นาทีที่ 60 เจ้าบ้านได้ลุ้นอีกครั้ง เจมส์ แม็คคาร์ธี่ ตั้งป้อมหวดเหน่งๆ กลางกรอบเขตโทษระยะประมาณ 20 หลาแต่บอลไปตรงตัว เด เคอา ล้มลงรับไว้ได้ไร้ปัญหา
   
     นาทีที่ 62 แมนยูเกือบได้ประตูที่สอง แรชฟอร์ด ฉกบอลได้แล้วส่งบอลให้ มาร์กซิยาล ก่อนจะฉีกไปรับบอลแล้วหลุดเข้าไปแปเล่นทางหวังเข้าเสาไกลแต่ไม่ผ่านมือ บิเซนเต้ กวาอิต้า ที่พุ่งคว้าบอลไว้ได้อย่างหวุดหวิด

    นาทีที่ 71 ผีแดงได้ลุ้นอีกครั้ง บรูโน่ แฟร์นันด์ส เปิดบอลยัดเข้าไปในเขตโทษแต่ถูกแข้งเจ้าถิ่นเตะสกัดออกมาในจังหวะแรกไม่ดีไหลมาเข้าทาง บรูโน่ วิ่งเข้าไปซ้ำจังหวะสองด้วยเท้าซ้ายแต่โดนไม่ดีทำให้บอลค่อยๆ ไหลหลุดออกหลังไป

    นาทีที่ 73 พาเลซ เปิดเกมรุก เจฟฟรี่ย์ ชลุปป์ ตัวสำรองที่พึ่งเปลี่ยนลงมากระชากเดียวจี้ไปหน้ากรอบเขตโทษแมนยูแล้วตัดสินใจยิงด้วยเท้าซ้ายและคุมทิศทางไม่ดีบอลไหลออกข้างเสาไป

    นาทีที่ 75 แมนยู พลาดได้ประตูนำห่างไปแบบสุดเหลือเชื่อเมื่อ แรชฟอร์ด หลุดขึ้นไปเปิดบอลสุดริมเส้นทางฝั่งซ้ายบอลเลยมาถึง บรูโน่ ที่ยืนรออยู่บริเวณจุดโทษโล่งๆ แบบไร้ซึ่งตัวประกบก่อนเจ้าตัวจะยิงเต็มข้อแต่บอลเจ้ากรรมพุ่งไปชนเสาอย่างจังเล่นเอาเจ้าตัวถึงกับออกอาการเสียดายสุดๆ

    นาทีที่ 78 แมยู ได้ประตูนำห่างจนได้เป็น 2-0 จากจังหวะกระชากบอลแหวกสามของ แรชฟอร์ด ก่อนส่งต่อให้ บรูโน่ แล้วเบิ้ลบอลกลับมาให้ แรชฟอร์ด แปยัดไปให้ มาร์กซิยาล หลุดเข้าไปในกรอบเขตโทษทางฝั่งซ้ายแล้วล้มตัวแปบอลเล่นทางไปเสาไกลเข้าไปไม่พลาด นับเป็นการประสานงานแบบไรที่ติของแนวรุกอสูรแดงเลยดีเดียว

    และต่อเนื่องในจังหวะดังกล่าวเกมหยุดไปถึง 6 นาทีเหตุเพราะ พาทริค ฟาน อานโฮลท์ บาดเจ็บหนักจากการถูก มาร์กซิยาล ล้มทับแบบไม่ตั้งใจหลังยิงประตูจนทีมแพทย์ต้องเข้ามาดูอาการและพาขึ้นเปลสนามหามออกไปปฐมพยาบาลด้านนอก

    นาทีที่ 87 ยังคงเป็นทัพปีศาจแดงได้บุกอย่างต่อเนื่องบอลมาอยู่ที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ดึงหลอกตรงมุมกรอบเขตโทษฝั่งซ้ายแล้วซัดทันทีแต่น้ำหนักเบาเกินไป บิเซนเต้ กวาอิต้า รับไว้ไม่ยากเย็น

    นาทีที่ 90 ดาบิด เด เคอา ต้องออกแรงเหนื่อยอีกครั้งเมื่อ วิลฟรีด ซาฮา หลุดเข้าไปซัดเน้นๆ ทางฝั่งขวาหวังยัดเข้าเสาแรกแต่ก็ยังถูก เด เคอา ล้มตัวใช้ปลายเท้าป้องกันไว้ได้อย่างหวุดหวิดอีกครั้ง

    นาทีที่ 90+3 แรชฟอร์ด บรรจงปั่นบอลโค้งทำท่าจะมุดเสียบใต้คานแต่ กวาอิต้า นายด่านปราสาทเรือนแก้วยังทะบานปัดด้วยมือเดียวไว้ได้ เจ้าถิ่นรอดพ้นการเสียประตูที่สามช่วงท้ายเกม

    เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มจบเกม แมนยู บุกมาอัด พาเลซ ถึงถิ่น 2-0 คว้าชัยสำคัญทำให้มีแต้มขึ้นไปเท่า เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ 62 คะแนน แต่ แมนยู ยังอยู่อันดับที่ 5 ตามเดิมเพราะประตูได้เสียเป็นรองทัพจิ้งจอกสีน้ำเงิน

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

    คริสตัล พาเลซ (4-5-1) : บิเซนเต้ กวาอิต้า – โจเอล วอร์ด, สกอตต์ แดนน์, มามาดู ซาโก้, พาทริค ฟาน อานโฮลท์ – วิลฟรีด ซาฮา, เจมส์ แม็คอาร์เธอร์, ลูก้า มิลิโวเยวิช, เจมส์ แม็คคาร์ธี่, แอนดรอส ทาวน์เซ่นด์ – จอร์แดน อายิว

    แมนฯ ยูไนเต็ด (4-2-3-1) : ดาบิด เด เคอา – อารอน วาน-บิสซาก้า, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, แฮร์รี่ แม็กไกว์, ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ – สกอตต์ แม็คโทมิเนย์, ปอล ป็อกบา  – เมสัน กรีนวู้ด, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด – อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

พลาดขึ้นที่ 3 ! เจาะ 5 ประเด็น แมนยู เปิดรังโดนเซาธ์แฮมป์ตันบุกตีเสมอ

   แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พลาดโอกาสทองที่จะขึ้นไปรั้งอันดับ 3 ในตารางลีก หลังโดน เซาธ์แฮมป์ตัน ซัดประตูตีเสมอในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ส่งผลให้ทีมทำได้เพียงเปิดรังโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เสมอ "นักบุญ" 2-2 เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา
    ในแมตช์นี้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ยังคงใช้ 11 ตัวจริงหน้าเดิมๆ ซึ่งเป็นเกมที่ 5 ติดต่อกันในลีก และดูเหมือนว่ามันจะเริ่มส่งผลให้เห็นอย่างชัดเจน เนื่องจากสภาพร่างกายของนักเตะมีอาการอ่อนล้า โดยเฉพาะ เมสัน กรีนวู้ด ที่เล่นไม่ออกเลย ขณะที่ อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล กับ มาร์คัส แรชฟอร์ด ยังคงประสานงานกันได้ดี แต่ก็ไม่สุดยอดเหมือนหลายๆ แมตช์ก่อนหน้านี้

    ผลเสมอในแมตช์นี้ทำให้ "ผีแดง" ยังคงรั้งอันดับ 5 ต่อไป และในอีก 3 แมตช์ที่เหลืออยู่ทีมจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียกฟอร์มเก่งกลับมา เพราะในเกมสุดท้ายพวกเขาต้องบุกเยือน เลสเตอร์ ซิตี้ และอาจจะเป็นแมตช์ตัดสินโควตาไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็เป็นได้

1. ภารกิจคว้าตั๋วแชมเปี้ยนส์ ลีก ยังต้องลุ้นต่อไป 
    "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ รอดจากการโทษแบนในเกมฟุตบอลถ้วยยุโรป นั่นหมายความว่า "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจบอันดับท็อปโฟร์ ให้ได้เพื่อโอกาสที่จะกลับไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า

    ทีมของกุนซือโอเล่ กุนนาร์ โซลชา มีโอกาสที่จะขยับอันดับขึ้นไปอยู่ที่ 3 หากพวกเขาสามารถเอาชนะ "นักบุญ" เซาธ์แฮมป์ตัน ได้ และในแมตช์นี้ทัพ "เร้ด เดวิลส์" เกือบจะทำเสร็จเมื่อพวกเขามีสกอร์นำทีมเยือน 2-1 แต่สุดท้ายมาโดนตีเสมอในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ทำให้เก็บได้เพียง 1 แต้ม ส่งผลให้อันดับยังคงอยู่ที่ 5 เหมือนเดิม


 

    อย่างไรก็ตามผลการแข่งขันในแมตช์นี้ ยังทำให้สาวก "เร้ด อาร์มี่" รู้สึกยิ้มได้บ้าง แม้จะเป็นการยิ้มแบบเจื่อนๆ ก็ตาม เพราะทีมรักษาสถิติไม่แพ้ใครยาวนานถึง 18 เกมติดต่อกันจากการเล่นทุกรายการ และสะกดคำว่า "แพ้" ไม่เป็นในเกมพรีเมียร์ลีก 11 แมตช์ติดต่อกัน

    แม้ว่าในเกมนี้จะเก็บได้ 1 คะแนนต่อหน้าต่อตา เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน แต่ทีมยังอยู่ในสถานการณ์ที่ดีเพราะมีแต้มเท่ากับ เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมอันดับ 4 เพียงแค่เป็นรองประตูได้เสียเท่านั้น ฉะนั้นมีความเป็นไปได้ที่การลุ้นพื้นที่แชมเปี้ยนส์ ลีก อาจจะต้องตัดสินกันในนัดสุดท้าย ซึ่งทั้งสองทีมต้องปะทะกันเองซะด้วย 
   
2. มาร์กซิยาล ทำผลงานได้น่าประทับใจ
    ในช่วงต้นเกม อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล อาจจะโดนก่นด่าระงมจากการพลาดจังหวะยิงประตูขึ้นนำ ทั้งๆ ที่หลุดเดี่ยวแท้ๆ แต่ดันยิงไปติดมือ อเล็กซ์ แม็คคาร์ธี่  อย่างไรก็ตาม สตาร์ลูกหนังชาวฝรั่งเศส ค่อยๆ ทำผลงานดีขึ้นเรื่อยๆ และจัดการป่วนเกมรับ "เดอะ เซนต์ส" ได้ตลอด

    นอกจากนี้ มาร์กซิยาล ยังมีส่วนสำคัญในการเปิดร่องให้ทีมขึ้นนำ หลังจากที่เป็นคนแอสซิสต์ให้กับ มาร์คัส แรชฟอร์ด ทำประตู จากนั้นเจ้าตัวก็โชว์ทักษะชั้นยอดด้วยการกระชากบอลหลบแนวรับก่อนจะตะบันยิงประตูอย่างสวยงดงดงามให้ "ผีแดง" ทำสกอร์นำ 2-1


 

    สำหรับประตูดังกล่าวทำให้ มาร์กซิยาล ซัดไปแล้ว 50 ตุงให้ต้นสังกัดในการเล่นเกมพรีเมียร์ลีก  และเป็นผู้เล่น แมนฯ ยูไนเต็ด รายที่ 10 ที่ทำประตูในลีกแตะหลัก 50 ลูก ต่อจาก เวย์น รูนี่ย์ (183), ไรอัน กิ๊กส์ (114), พอล สโคลส์ (107), รุด ฟาน นิสเตลรอย (98), แอนดี้ โคล (93), โอเล่ กุนนาร์ โซลชา (91), คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (84), เอริก คันโตน่า (64) และ เดวิด เบ็คแฮม (62)

    ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะ มาร์กซิยาล ยังถือเป็นนักเตะเลือดเฟร้นช์คนที่ 7 ที่ทำประตูในศึก พรีเมียร์ลีก อย่างน้อย 50 ลูก ต่อจาก เธียร์รี่ อองรี (175), นิโกล่าส์ อเนลก้า (125), หลุยส์ ซาฮา (85), โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ (83), เอริก คันโตน่า (70) และ โรแบร์ ปิแรส (62)

3. แรชฟอร์ด เล่นดีแต่ติดแค่ไม่เฉียบคม
    มาร์คัส แรชฟอร์ด ยังคงใช้ความเร็วสร้างความปั่นป่วนให้กับเกมรับของ เซาธ์แฮมป์ตัน ตลอดทั้งเกม แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผลงานของเขามีรอยตำหนิ มาจากการใช้โอกาสเปลือง เพราะหากในแมตช์นี้ "หนูแรช" ใส่ความคมเข้าไปด้วย สกอร์คงไม่ได้จบที่ 2-2 แน่นอน

    หัวหอกเลือดผู้ดีประสานงานกับ มาร์กซิยาล ได้อย่างกลมกล่อมในจังหวะที่ได้ประตูตีเสมอ เมื่อเขาได้บอลแบบถวายพานจาก ดาวเตะชาวฝรั่งเศส และเจ้าตัวก็กดไม่เหลือซาก ซึ่งหากมองจากจังหวะนี้ดูเหมือนว่า แรชฟอร์ด มีความเฉียบคมในการยิงประตูอย่างมาก

 

    หลังจากที่ทีมขึ้นนำ 2-1 พวกเขามีโอกาสที่จะบวกสกอร์เพิ่มหลายครั้ง โดยเฉพาะจังหวะที่ แรชฟอร์ด ได้ยิงจ่อๆ หน้าประตู แต่ดันซัดไปติด  แม็คคาร์ธี่ บอลเหินข้ามคานออกไปหน้าตาเฉย ซึ่งหากจังหวะดังกล่าวเป็นประตู สถานการณ์ของทีมจะเปลี่ยนไปทันที

    อย่างไรก็ตามหากมองจากผลงานโดยรวมแล้ว แรชฟอร์ด ยังถือว่ามีประโยชน์กับทีมอย่างมากในเกมนี้ โดยเฉพาะการประสานงานกับ มาร์กซิยาล ที่สามารถจัดการเกมรับทีมเยือนได้พอสมควร แต่อย่างที่บอกหากเขาเฉียบคมมากกว่านี้ ผลงานของเจ้าตัวจะสมบูรณ์แบบที่สุด

4. รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ส่งผลต่อทีม
    โซลชา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกลับไปทำการบ้านข้อใหญ่ 1 ข้อนั่นก็คือการเล่นให้มีความละเอียดในทุกๆ จังหวะ เพราะแมตช์นี้สิ่งที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนก็คือการขาดสมาธิและความประมาทในการเล่นทั้งในจังหวะเสียประตูแรก และจังหวะโดนตีเสมอช่วงทดเวลาบาดเจ็บ

    หากมองจังหวะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เสียประตูแรก ต้องบอกว่าเป็นความผิดพลาดของ ปอล ป็อกบา เต็มๆ ซึ่งแน่นอนว่าหากเป็นนักเตะที่มีประสบการณ์จะไม่เล่นแบบติดประมาทอย่างนั้นบริเวณแถวหน้าประตูทีมตัวเอง และสุดท้ายผลของการกระทำก็นำไปสู่การเสียประตูแบบไม่น่าเสีย

 


 

    ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะ ป็อกบา ยังเล่นประมาททำให้โดนฉกบอลจากแดนกลาง แต่เดชะบุญที่แนวรุกของ "เดอะ เซนต์ส" ไม่เฉียบคมทำให้พวกเขาทิ้งโอกาสทองไปอย่างน่าเสียดาย แต่หลังจากนั้น มิดฟิลด์แชมป์โลก ก็ค่อยๆ พัฒนาเกมดีขึ้น และมีส่วนช่วยให้ทีมได้ประตูตีเสมอ และเกือบยิงประตูได้จากการประสานงานกับ บรูโน่ แฟร์นันด์ส

    ในส่วนของจังหวะที่โดนตีเสมอช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ต้องบอกว่าแนวรับของ แมนฯ ยูไนเต็ด อาจจะเสียสมาธิไปบ้าง โดยเฉพาะ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ที่ตามประกบ ไมเคิล โอบาเฟมี่ ไม่ดีส่งผลให้โดนทีมต้องทำแต้มหลุดมีอไปสองคะแนนอย่างน่าเสียดาย

    ฉะนั้นสิ่งที่ โซลชา จำเป็นต้องติวเข้มลูกทีมก็คือการเล่นที่มีความแน่นอน ไม่เน้นประมาท และพยายามมีสมาธิกับเกมจนกระทั่งได้ยินเสียงนกหวีดยาวจากปากท่านเปา

5. โรเตชั่นจำเป็นต้องนำมาใช้-ขุมกำลังสำรองต้องพัฒนา
    ต้องยอมรับว่า โซลชา จำเป็นต้องคิดหนักเกี่ยวกับเรื่องการเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้ หลังจากที่ในเกมพบ เซาธ์แฮมป์ตัน "น้าลูกอม" ใช้นักเตะตัวจริงชุดเดิมลงสนาม 5 เกมติดต่อกัน ซึ่งผลงานในครึ่งหลังแสดงให้เห็นประจักษ์ชัดแก่สายตาแล้วว่าทัพ "ผีแดง" มีอาการล้าจนเล่นไม่ออก

    สามประสานที่ว่าโหดๆ ซึ่งโชว์ฟอร์มสุดฮอตช่วยทีมยิงประตูชนะคู่ต่อสู้ด้วยระยะห่าง 3 ประตู มา 4 เกมติดต่อกัน แต่ในแมตช์นี้ มาร์กซิยาล กับ แรชฟอร์ด ทำผลงานได้หวือหวาสุดในครึ่งแรก ขณะที่ เมสัน กรีนวู้ด แทบไม่มีส่วนร่วมในเกมมากนัก แต่ในครึ่งหลังทั้ง 3 แนวรุกแทบไม่สามารถประสานงานกันได้เลย

 

    ขณะเดียวกันการที่ โซลชา ต้องการรักษาสกอร์นำ 2-1 ด้วยการเปลี่ยนผู้เล่นที่มีอาการล้าเพื่อเติมความสดเข้าไป แต่กลับได้ผลลัพธ์น่าผิดหวัง โดยการถอดป็อกบา ออก และส่ง เฟร็ด ลงมาแทน ผลก็คือทีมมีปัญหาในการลำเลียงบอลขึ้นไปในแนวรุก ส่วนการส่ง สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ลงมาแทน แฟร์นันด์ส ก็ไม่ได้ช่วยอะไรทีมเลย

    ฉะนั้นในเวลานี้จุดด้อยที่เห็นอย่างชัดเจนของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็คือขุมกำลังสำรองที่จำเป็นต้องนำมาใช้งานหากมีเกมลงเล่นแบบถี่ยิบอย่างนี้ แต่ดูเหมือนว่าภายในซุ้มม้านั่งสำรองของ "ผีแดง" จะมีเพียงแค่นักเตะระดับเกรด B และ B+ เท่านั้น ซึ่งในระยะยาวถือว่าไม่เป็นผลดีต่อทีมแน่นอน

    ด้วยเหตุนี้ "น้าลูกอม" และบอร์ดบริหารจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเริ่มคิดเกี่ยวกับการเสริมทัพ โดยเฉพาะผู้เล่นเป้าหมายที่พวกเขาเล็งเอาไว้ทั้ง เจดอน ซานโซ่, แจ็ค กรีลิช, รูเบน นาวาส และ คาลิดู คูลิบาลี่ จะต้องกระชากตัวมาเสริมแกร่งให้ได้ หากอยากลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาล 2020/2021

ต้อง 3 แต้มเท่านั้น ! ผ่า 5 ข้อสำคัญลิเวอร์พูล เยือน อาร์เซน่อล

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมัน เตรียมจัดทัพใหญ่บุก อาร์เซน่อล ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่สนามเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ในวันพุธที่ 15 กรกฏาคมนี้ โดยพวกเขามุ่งมั่นที่จะเก็บชัยชนะให้ได้ เพื่อที่จะกรุยทางสู่การทำแต้มเกิน 100 คะแนนในฤดูกาลนี้
    เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา "หงส์แดง" ทำสองแต้มหลุดมือจากการที่เสมอกับ เบิร์นลี่ย์ ที่แอนฟิลด์ ทำให้พวกเขาเสียสถิติชนะในบ้าน 100 เปอร์เซนต์ และยังทำให้โอกาสในการสร้างประวัติศาสตร์เกมลีกด้วยการเก็บคะแนนเกิน 100 แต้มอาจจะลดน้อยถอยลง เพราะเหลือเกมให้แข่งอีกแค่ 3 แมตช์เท่านั้น

    ลิเวอร์พูล จำเป็นต้องเก็บ 3 คะแนนในแมตช์พบ "เดอะ กันเนอร์" เพื่อเป็นการกรุยทางสู่การสร้างสถิติแซงหน้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ให้ได้ เพราะหากพวกเขาสามารถเก็บชัยชนะที่เหลืออยู่ได้ทั้งหมด จะทำให้ทีมคว้าไป 102 แต้มแซง "เรือใบสีฟ้า" ที่เคยทำได้ 100 คะแนนเมื่อซีซั่น 2017/2018

    นอกจากนี้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ก็คงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นในการเล่น เพราะเขายังมีลุ้นคว้ารางวัลดาวซัลโวสูงสุด เนื่องจากยิงไปแล้ว 19 ประตู ตามหลัง เจมี่ วาร์ดี้ 4 ลูกเท่านั้น  ฉะนั้นแมตช์นี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ คล็อปป์ และลูกทีมของเขาจะมาพร้อมกับความมุ่งมั่นเต็มพิกัด

1. เดินหน้าสร้างสถิติเก็บเกินร้อยแต้ม

    หลังจากที่ทำพลาดเสียสถิติชนะรวดในแอนฟิลด์ แมตช์เสมอ เบิร์นลี่ย์ 1-1 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตอนนี้ ลิเวอร์พูล ยังมีภารกิจในการสร้างความสะใจให้กับเหล่าสาวก "เดอะ ค็อป" ด้วยการเก็บแต้มให้ได้เกิน 100 คะแนนซึ่งจะเป็นสถิติใหม่ของพรีเมียร์ลีก อังกฤษ

    ตอนนี้ ลิเวอร์พูล มี 93 คะแนน และเหลือเกมลงแข่ง 3 แมตช์ทั้งหมด 9 คะแนน หากสามารถเก็บชัยชนะได้หมด จะทำให้พวกเขาเก็บคะแนน 102 แต้ม และจะเป็นการทำลายสถิติของ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ทำเอาไว้ 100 คะแนน เมื่อฤดูกาล 2017/2018

    ฉะนั้นในแมตช์ต้องออกไปเยือน อาร์เซน่อล ที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ในวันพุธนี้ คล็อปป์ คงหวังกระตุ้นให้ลูกทีมเดินหน้าเอา 3 คะแนนกลับบ้านให้ได้ เพราะนั่นจะเป็นการเพิ่มโอกาสในการทำลายสถิติเก็บแต้มสูงสุด แต่หากไม่สามารถทเก็บชัยชนะได้ ทุกอย่างก็จบ

    แม้หลายคนอาจจะมองว่าการเก็บมากกว่า 100 คะแนนเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญก็ได้ แต่สำหรับ คล็อปป์ หากทีมสามารถเขียนหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ได้ จะเป็นการช่วยเพิ่มความมั่นใจสำหรับการป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาลหน้า

2. ฟาน ไดค์ ใกล้ทาบสถิติ ฟาวเลอร์

    เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ คือนักเตะที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ไว้วางใจมาก และเป็นผู้เล่นที่เป็นเสาหลักของทีมมาตลอดนับตั้งแต่ที่ย้ายมาอยู่กับ "เดอะ เร้ดส์" เมื่อเดือนมากราคม 2018 โดยความสำเร็จที่ทีมได้มาส่วนหนึ่งมาจากการคุมเกมรับของดาวเตะเลือดดัตช์

    สำหรับตอนนี้ ฟาน ไดค์ มีโอกาสที่จะได้ใส่ชื่อตัวเองลงในหน้าประวัติศาสตร์ลูกหนังของสโมสรในฐานะนักเตะที่ลงเล่นครบ 38 แมตช์สองฤดูกาลติดต่อกัน ซึ่งเทียบเท่ากับที่ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ เคยทำเมื่อฤดูกาล 1994/1995 (เป็นซีซั่นที่มีทั้งหมด 42 เกม) และ 1995/1996

    เมื่อฤดูกาล 2018/19 ฟาน ไดค์ ลงสนามให้กับ ลิเวอร์พูล ทุกเกมในลีก แต่น่าเสียดายที่เขาไม่สามารถช่วยต้นสังกัดคว้าแชมป์ลีกได้ แต่ในซีซั่นนี้ ปราการเหล็กทีมชาติฮอลแลนด์ ลงสนามครบ 35 เกมแล้ว และหากอีก 3 แมตช์เจ้าตัวยังได้ลงเล่น นั่นหมายความว่าเขาจะมีสถิติเทียบเท่ากับ "เดอะ ก็อต" ทันที

    อย่างไรก็ตามสถิตินี้ดูเหมือนจะมีความหมายกับเหล่าสาวก "เดอะ ค็อป" อย่างมาก เพราะการที่ ฟาน ไดค์ ได้ลงคุมเกมรับทุกแมตช์ในลีก ทำให้ ทีมสามารถเก็บชัยชนะได้ถึง 30 เกม เสมอ 3 และแพ้ 2 เท่านั้น ซึ่งทำให้พวกเขาผงาดคว้าแชมป์ลีกที่รอคอยมานานถึง 30 ปีได้อย่างยิ่งใหญ่

3.  ฟีร์มีโน่ ตัวแสบของ อาร์เซน่อล

    แม้ว่า โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ อาจจะไม่ได้อยู่ในฟอร์มการเล่นประตูระเบิดเถิดเทิงก็ตาม แต่เมื่อไหร่ที่ ลิเวอร์พูล มีคิวดวลกับ อาร์เซน่อล ไม่ว่าจะเป็นเกมเหย้า หรือเยือน สตาร์ลูกหนังชาวบราซิเลียน มักจะเรียกฟอร์มเก่งกลับคืนมาได้ทุกครั้ง และยิงประตูใส่ "เดอะ กันเนอร์" บ่อยๆ

    ดาวเตะทีมชาติบราซิล มีสถิติที่สวยหรูในการดวลกับ อาร์เซน่อล โดยเขาจัดการซัดไปแล้ว 8 ประตู นั่นหมายความว่าเขาสามารถส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายทีมของกุนซือมิเกล อาร์เตต้า มากกว่าเวลาที่ลงสนามช่วย "หงส์แดง" ดวลกับสโมสรอื่นๆ ซะอีก

ต้อง 3 แต้มเท่านั้น ! ผ่า 5 ข้อสำคัญลิเวอร์พูล เยือน อาร์เซน่อล
    ที่สำคัญ "บ็อบบี้" ต้องการอย่างน้อย 2 ประตูในการสู้กับยอดทีมแห่งลอนดอนเหนือ ซึ่งจะทำให้เขาเขียนชื่อตัวเองลงในเกียรติประวัติส่วนตัวในฐานะนักเตะลิเวอร์พูล ที่ยิงประตูใส่ อาร์เซน่อล ได้มากที่สุด แซงหน้า กอร์ดอน ฮ็อดจ์สัน กับ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ สองตำนานสโมสร ที่ซัดกันไปคนละ 9 ประตู ในแมตช์ดวลกับ "ไอ้ปืนใหญ่"

4. บังโม ลุ้นดาวซัลโว

    การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก เป็นเกียรติประวัติที่ยิ่งใหญ่สำหรับนักเตะทุกคน โดยเฉพาะกับทัพ "หงส์แดง" ที่รอคอยมานานถึง 3 ทศวรรษ แต่สำหรับ  โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยังมีภารกิจที่จะต้องพยายามทำให้ได้นั่นก็คือการไล่ล่ารองเท้าทองคำสมัยที่ 3 ติดต่อกัน

    ในเกมที่เสมอ เบิร์นลี่ย์ ต้องบอกว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายสำหรับ "บังโม" เพราะเขามีโอกาสที่จะส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายหลายครั้ง แต่ต้องผิดหวังเพราะโดนปฏิเสธจากความเหนียวหนึบของ นิค โป๊ป ทำให้สกอร์รวมในการยิงประตูในลีกของเขายังคงอยู่ที่ 19 ลูกเท่าเดิม

    สำหรับตอนนี้ "คิง ออฟ อียิปต์" ยังตามหลัง เจมี่ วาร์ดี้ ดาวยิงเลือดผู้ดี "สุนัขจิ้งจอก" เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ตะบันไปแล้ว 23 ประตูถึง 4 ลูก ฉะนั้นในแมตช์ที่พบกับ อาร์เซน่อล นั้น ซาลาห์ คงต้องมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ๆ จะยิงประตูให้ได้ เพราะหากเกมนี้พลาด อีกสองแมตช์ที่เหลือคงยากจะตาม วาร์ดี้ ทัน

    ทั้งนี้ ซาลาห์ คว้ารางวัลรองเท้าทองคำ หรือ ดาวซัลโวสูงสุด ในศึกพรีเมียร์ลีก มาแล้ว 2 สมัยซ้อน โดยสมัยล่าสุดเป็นการครองรางวัลร่วมกันกับ ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยอง หัวหอก "ไอ้ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล และ ซาดิโอ มาเน่ ปีกตัวจี๊ดจากค่ายแอนฟิลด์

5. ตัวจริงชุดใหญ่จัดหนักไม่เกรงใจ

    คล็อปป์ ยังคงเดินหน้าจัดทีมชุดใหญ่ในเกมเยือน อาร์เซน่อล โดยตำแหน่งผู้รักษาประตูยังคงเป็นหน้าที่ของ อลีสซง เบ็คเกอร์ ในขณะที่ฟูลแบ็กแน่นอนว่าจะเป็นการกลับมาทำงานร่วมกันของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ในส่วนของเซนเตอร์แบ็กต้องเป็น เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ จับคู่กับ โจ โกเมซ

    ในส่วนของแดนกลาง กุนซือชาวเยอรมัน จะใส่ชื่อของ ฟาบินโญ่ และ จอร์จินโย่ ไวนัลดุม ยืนเป็นเสาหลัก โดยเกมนี้มีความเป็นไปได้สูงที่ นาบี เกอิต้า จะได้ลงมาโชว์ฝีท้า หลังจากผลงานในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้าดีเยี่ยม และทำให้ คล็อปป์ ประทับใจ

    สำหรับแนวรุกยังคงหนีไม่พ้นสามประสาน "หินเหล็กไฟ" (เอสเอ็มเอฟ) ได้แก่ ซาดิโอ มาเน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ โดยในรายของ สตาร์เลือดแซมบ้า ค่อนข้างถูกโฉลกในการยิงประตูอาร์เซน่อล ขณะที่ ดาวเตะชาวอียิปต์ เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะซัดประตูเจ้าบ้าน เพื่อหวังที่จะลุ้นดาวซัลโวสูงสุดในซีซั่นนี้
   
คาดการณ์ 11 ผู้เล่นตัวจริง ลิเวอร์พูล เยือน อาร์เซน่อล

ผู้รักษาประตู :  อลีสซง เบ็คเกอร์

กองหลัง : แอดรูว์ โรเบิร์ตสัน, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, โจ โกเมซ, เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์

กองกลาง : นาบี เกอิต้า, ฟาบินโญ่, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม

กองหน้า :  ซาดิโอ มาเน่, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์

นรกเสนายัน..กลัวที่ไหน.แต่เกือบเจอดี หลังยิงได้

ย้อนอดีตเมื่อวันวานครั้งที่ทีมชาติไทยต้องไปป้องกันแชมป์ฟุตบอลซีเกมส์ ครั้งที่ 19 ที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งในครั้งนั้นเหมือนมีคนเขียนบทให้ “เจ้าภาพ”อินโดนีเซีย ต้องเจอกับ “แชมป์เก่า”อย่างประเทศไทย ในช่วงเวลานั้นยังใช้ทีมชาติชุดใหญ่โดยไม่จำกัดอายุ

    หนึ่งในนักเตะดาวรุ่งที่โผล่มาติดทีมชาติในฐานะดาวยิงของทีมเล็กอย่าง ราชนาวี “เจ้าจ็อบ”ชายชาญ เขียวเสน ซึ่งเพิ่งผ่านการติดทีมชาติครั้งแรกในการเล่นแมตช์พิเศษเจอกับทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาแบบเซอร์ไพร๊ซ์ ก่อนจะมาติดชุดซีเกมส์ ปี 2540 ที่อินโดนีเซีย ได้เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ในครั้งนั้นที่เขาเรียกกันว่า นรกในเสนายัน ซึ่งเป็นสังเวียนฟาดแข้งจุแฟนบอลได้เรือนแสนคน

 

    “ผมไปซีเกมส์ที่อินโดฯ มีโอกาสลงตัวจริงแค่นัดเดียวก่อนหน้านั้น แต่พอนัดชิงชนะเลิศได้รับโอกาสได้ลงเป็นกองหน้าตัวจริงคู่กับ “ซิโก้”เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เจอกับ”เจ้าภาพ”อินโดนีเซีย ท่ามกลางแฟนบอลเป็นแสน ๆ คน ถามว่าผมกลัวไหม ผมไม่กลัวนะ เพราะตอนนั้นผมผ่านการฝึกทหารเรือมา เรื่องสภาพจิตใจมันควบคุมได้ มีแต่ความกระหายอยากจะลงเล่น ถึงแม้บรรยากาศมันจะน่ากลัวมาก ๆ ก็ตามที มีเผากระดาษ เผาโน่นเผานี่ตั้งแต่ก่อนเกมแล้ว”
 
    เกมในนัดชิงชนะเลิศ “เจ้าจ็อบ”ทำภารกิจได้อย่างยอดเยี่ยม โดยยิงประตูดับเสียงเชียร์ให้ไทยนำไปก่อน สมกับที่บอกว่าไม่รู้สึกกลัวกองเชียร์

 

 
    “ลูกนั้น “พี่โอ่ง”เปิดมาจากด้านซ้าย “พี่โย่ง”วรวุธ โหม่งชงมาแบบน้ำหนักพอดี ผมเลยตวัดด้วยซ้ายแบบบังคับให้เล่นมุมเข้าไป พอยิงเข้าผมก็รีบไปนั่งตรงมุมธง เพื่อรอให้พี่ ๆ เพื่อน ๆ ในทีมเข้ามาร่วมฉลอง ไม่ได้คิดว่าจะเป็นการยั่วยุกองเชียร์เลยแม้แต่น้อย”
 
    แต่ฉับพลันทันใด เหมือนดาวตกอุกาบาต กระทบพื้นที่สนามเสนายัน ก้อนหินนับสิบถูกขว้างลงมาตรงที่ “เจ้าจ็อบ”นั่งรอเพื่อน ๆ พี่ ๆ มาฉลองประตูกันเป็นห่าใหญ่ ทำเอาพวกพี่ ๆ ต้องรีบมาดึงเจ้าตัวออกจากจุดกระสุน(หิน)ตก

 

    “ตอนแรกนึกว่าหินก้อนเล็ก มันเฉี่ยวหัวเฉี่ยวขาผมไปหมด พอก้มลงมอง โห ก้อนเท่าลูกมะนาว โดนไปก็แตกเหมือนกัน โชคดีที่ไม่โดน รอดมาได้ เกมนั้นเล่นไปก็ระวังก้อนหินไปมีปามาตลอด นักเตะอินโดฯก็เล่นหนักตามเสียงเชียร์ ผมโดนเข่าใส่น่องจนเจ็บ พักครึ่งอาการเริ่มหนักเล่นต่อไม่ไหว เขาเลยเอา “อัลเฟรด”เนติพงษ์ ศรีทองอินทร์ลงไปแทน”
 
    จบเกมนั้นเสมอกันจนต้องมีการดวลจุดโทษตัดสิน ไทยชนะไป 4-2 เป็นฝ่ายคว้าแชมป์ไปครอง ทำให้เกิดการเผาสนามเสนายัน “ถามว่ากลัวไหม ก็ไม่นะครับ เพราะเราแค่ไปรออยู่ในห้องแต่งตัว แต่ข้างนอกก็มีทั้งเผาสนาม เผารถนอกสนาม โกลาหลกันใหญ่  เรารออยู่ประมาณ 2-3 ช.ม. ตอนนั้นในห้องแต่งตัวฝ่ายจัด ให้เราเปลี่ยนชุดเพื่อพรางตัว แบบใส่เสื้อเชิ๊ตลำลองทีมชาติไทย เอาเทปกาวแปะทับธงชาติไทยไม่ให้เห็น กางเกงบางคนมีขายาว บางคนขาสั้น เผื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเอาไม่อยู่และกองเชียร์บุกเข้ามา แต่โชคดีในที่สุดก็สงบ ได้กลับที่พักโดยสวัสดิภาพ ก่อนกกลับไทยพร้อมกับเหรียญทอง ซึ่งเป็นอีกแมตช์ที่ผมประทับใจไม่ลืมในชีวิตการเป็นนักฟุตบอล”

เพิ่งย้ายมาแท้ๆ!อินเตอร์เล็งโละ “อีริคเซ่น” หลังจบซีซั่น

สื่อเลี่ยนตีข่าว "งูใหญ่" อินเตอร์ มิลาน พร้อมโละ คริสเตียน อีริคเซ่น จอมทัพเลือดโคนม หลังจบซีซั่นนี้ ถึงแม้นักเตะเพิ่งย้ายมาอยู่กับทีมได้แค่ครึ่งปี

     อินเตอร์ มิลาน สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี พร้อมพิจารณาขาย คริสเตียน อีริคเซ่น เพลย์เมกเกอร์ชาวเดนิช หลังจบฤดูกาลนี้ เนื่องจากไม่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นแกนหลักของทีมได้ ตามรายงานจาก มีเดีย เซ็ต สื่อแดนมะกะโรนี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม ที่ผ่านมา
 
     สตาร์ทีมชาติเดนมาร์กวัย 28 ปี เพิ่งย้ายจาก ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ มาร่วมทัพ "งูใหญ่" ด้วยค่าตัว 20 ล้านยูโร (ประมาณ 700 ล้านบาท) เมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่ไม่สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงแบบถาวรได้ โดยสตาร์ทเป็นตัวจริง 8 นัด และลงสำรองอีก 7 นัด ทำได้ 3 ประตู กับ 3 แอสซิสต์

     ถึงแม้ผลงานในสนามถือว่าไม่เลว แต่ล่าสุด มีเดีย เซ็ต ระบุว่า อันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือ อินเตอร์ ยินดีรับพิจารณาข้อเสนอขอซื้อตัว อีริคเซ่น โดยเชื่อกันว่า ทีม "เนรัซซูร์รี่" ตั้งค่าหัว อดีตแข้ง อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ไว้ที่ 60 ล้านยูโร (ประมาณ 2,100 ล้านบาท) ซึ่งหากขายได้เท่ากับว่า อินเตอร์ จะได้กำไรอย่างมหาศาลเลยทีเดียว

รับรองเอง!เป๊ปการันตีติอาโก้เล่นในอังกฤษได้สบาย

โจเซป กวาร์ดิโอล่า กุนซือ แมนฯ ซิตี้ เชื่อว่า ติอาโก้ อัลกันตาร่า จะไปได้สวยถ้าหากมาเล่นใน พรีเมียร์ลีก โดยบอกว่า ติอาโก้ ผ่านการเล่นให้ทั้ง บาร์เซโลน่า และ บาเยิร์น มาแล้ว จนไม่น่าจะมีปัญหาอะไรถ้ามาเล่นในอังกฤษ

    โจเซป กวาร์ดิโอล่า ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แสดงความมั่นใจว่า ติอาโก้ อัลกันตาร่า มิดฟิลด์ บาเยิร์น มิวนิค จะสามารถโชว์ฟอร์มได้ดีหากมาเล่นใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ท่ามกลางกระแสข่าวลือที่ว่าเจ้าตัวกำลังจะย้ายมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล

    แนวโน้มที่ ติอาโก้ จะมาเล่นให้ ลิเวอร์พูล มีมากขึ้นเรื่อยๆ จนล่าสุดบ่อนรับพนันบางเจ้าถึงขั้นหั่นราคาที่เขาจะมาซบ "หงส์แดง" ไปแล้ว อย่างไรก็ตาม มันก็มีบางฝ่ายที่ตั้งประเด็นว่าแข้งวัย 29 ปีจะเหมาะกับสไตล์การเล่นของ พรีเมียร์ลีก หรือไม่

    กวาร์ดิโอล่า เผยว่า "ผมไม่สงสัยในเรื่องนั้นเลย นักเตะที่เล่นให้ทั้ง บาร์เซโลน่า และ บาเยิร์น มิวนิค สามารถเล่นใน พรีเมียร์ลีก ได้สบายๆ อยู่แล้ว แน่นอนว่าเขาสามารถเล่นในลีกนี้ได้ เขาเป็นนักเตะชั้นยอด แต่ผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าตอนนี้เขากำลังจะทำอะไร"

เดือดแน่! ยักษ์ชนยักษ์8ทีมชปล. พร้อมเปิดเส้นทางรอบรองฯ ใครจะเจอใคร

เปิดโผจับติ้วรอบ 8 ทีมสุดท้าย แชมเปี้ยนส์ ลีก! บาร์เซโลน่า มีลุ้นชน บาเยิร์น หากผ่านคู่แข่งอย่าง นาโปลี และ เชลซี มาได้ทั้งคู่ ขณะที่ผู้ชนะคู่ เรอัล มาดริด กับ แมนฯ ซิตี้ เจอผู้ชนะคู่ โอลิมปิก ลียง กับ ยูเวนตุส

     สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ทำการจับสลากประกบคู่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย และรอบรองชนะเลิศ ออกมาเป็นที่เรียบร้อย ที่เมืองนียง ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันศุกร์ที่ 10 ก.ค. ที่ผ่านมา

    ในการเล่นรอบ 8 ทีมสุดท้ายจนถึงนัดชิงชนะเลิศจะเตะแบบนัดเดียวจบที่ประเทศโปรตุเกส โดยใช้ 2 สนาม คือ เอสตาดิโอ ชูเซ่ อัลวาล้าด รังเหย้าของ สปอร์ติ้ง ลิสบอน และ เอสตาดิโอ ดา ลุช รังเหย้าของ เบนฟิก้า ที่จะใช้เป็นนัดชิงชนะเลิศด้วย หลังจากศึกชิงถ้วย "บิ๊กเอียร์" จำเป็นต้องหยุดการแข่งขันไปตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพราะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

    ส่วนรอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่ยังเตะไม่จบอีก 4 คู่ (ยูเวนตุส พบ โอลิมปิก ลียง นัดแรก 0-1, แมนฯ ซิตี้ พบ เรอัล มาดริด นัดแรก 2-1, บาเยิร์น มิวนิค พบ เชลซี นัดแรก 3-0 และ บาร์เซโลน่า พบ นาโปลี นัดแรก 1-1) นั้น จะเล่นนัดสองที่สนามของทีมเจ้าบ้านตามโปรแกรมเดิมในวันที่ 7-8 ส.ค. นี้

    สรุปผลการจับสลากประกบคู่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย และรอบรองชนะเลิศ

    รอบ 8 ทีมสุดท้าย

    คู่ 1- เรอัล มาดริด (สเปน)/แมนฯ ซิตี้ (อังกฤษ) พบโอลิมปิก ลียง (ฝรั่งเศส)/ ยูเวนตุส (อิตาลี)
    คู่ 2- แอร์เบ ไลป์ซิก (เยอรมนี) พบ แอตเลติโก มาดริด (สเปน)
    คู่ 3 – นาโปลี (อิตาลี) / บาร์เซโลน่า (สเปน) พบ เชลซี (อังกฤษ)/บาเยิร์น มิวนิค (เยอรมนี)
    คู่ 4-  อตาลันต้า (อิตาลี) พบ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (ฝรั่งเศส)

    รอบรองชนะเลิศ

    – ผู้ชนะคู่ 1 พบ ผู้ชนะคู่ 3
    – ผู้ชนะคู่ 2 พบ ผู้ชนะคู่ 4

    โปรแกรม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

    7-8 ส.ค. – รอบ 16 ทีมสุดท้ายคู่ที่ยังเตะไม่จบ
    12-15 ส.ค. – รอบ 8 ทีมสุดท้าย
    18-19 ส.ค. – รอบรองชนะเลิศ
    23 ส.ค. – รอบชิงชนะเลิศ

วิดาลยิงเฮ! บาร์ซ่าบุกเชือดบายาโดลิด ยื้อเวลาแย่งแชมป์กับมาดริด

บาร์เซโลน่า เก็บสามคะแนนยื้อเวลาลุ้นแชมป์กับ เรอัล มาดริด ออกไปอีกนิด หลังได้ อาร์ตูโร่ วีดัล ยิงประตูโทนบุกเชือด บายาโดลิด 1-0 ขยับไล่กวด ราชันชุดขาว แต้มเดียว ขณะที่เกมลีกเหลืออีกแค่ 2 นัดในมือพวกเขา ในการแข่งขันศึกฟุตบอลลาลีกา สเปน คืนวันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา
สนาม :
เอสตาดิโอ มูนิซิปัล โฆเซ่ ซอร์รีย่า

     ศึกฟุตบอลลาลีกา สเปน คืนวันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา บาร์เซโลน่า ต้องการสามคะแนนเท่านั้นเพื่อต่อลมหายใจในการแย่งแชมป์กับ เรอัล มาดริด นัดนี้ กีเก้ เซเตียน กุนซือเจ้าบุญทุ่ม ไร้ดาวรุ่งอย่าง อันซู ฟาติด ที่ติดโทษแบน แต่ตัวเก๋า "เมสซี่-กรีซมันน์" ลงประจำการ ส่วน "หลุยส์ ซัวเรซ" นั่งสำรองเกมนี้บุกบ้าน บายาโดลิด ที่แมตช์ล่าสุดแพ้ไป พวกเขาแทบจะอยู่รอดปลอดภัยแน่นอนแล้ว เซร์คิโอ กอนซาเลซ นายใหญ่เจ้าถิ่นเร้าลูกทีมสร้างเซอร์ไพร์สช็อกโลก วาง "เซร์จี้ กวาร์ดิโอล่า" เป็นตัวทีเด็ด

     ทีมเยือนเปิดเกมนาทีที่ 5 เคราร์ด ปีเก้ วางบอลจากหลังออกข้างให้ อาร์ตูโร่ วีดัล รับบอลแต่ถูกผู้เล่นเจ้าถิ่นเตะอัดมากระเด้งกลิ้งมาหา เนลสัน เซเมโด้ กระชากบอลเข้าเขตโทษด้านขวาตบย้อนมาเขตโทษ เกือบ 9 หลา ริกิ ปุช วิ่งมาซัดตามน้ำบอลเรียดพื้นเข้ามือนายทวารบายาโดลิด

     บาร์เซโลน่านำนาทีที่ 15 ลิโอเนล เมสซี่ วิ่งเข้าไปแย่งบอลจากผู้เล่นเจ้าถิ่น แตะย้อนให้ เซร์จี้ โรเบร์โต้ ส่งสั้นให้ เนลสัน เซเมโด้ หน้ากรอบเขตโทษฝั่งขวา ก่อนฟูลแบ็กบาร์ซ่าจ่ายให้ ลิโอเนล เมสซี่  ดีดต่อไปที่ อาร์ตูโร่ วีดัล ซัดบอลเต็มเท้าในเขตโทษ บอลชนเสาสองซุกเข้าประตูไปอย่างแม่นยำ

     บาร์ซ่าชวดจังหวะเด็ดนาทีที่ 19 ลิโอเนล เมสซี่ ไหลบอลออกริมสนามให้ เนลสัน เซเมโด้ ปาดบอลเข้ามากลางเขตโทษ บอลเลยตัวแนวรับบายาโดลิด มาเข้าทาง อองตวน กริซมันน์ สบจังหวะยิงประตู ทว่าเจ้าตัวจับบอลพลาดปล่อยบอลกลิ้งผ่านตัวแบบเหลือเชื่อ

     เจ้าบ้านตอบโต้นาทีที่ 22 เซร์จี้ กวาร์ดิโอล่า หัวหอกเจ้าบ้านเก็บตกบอลจากการสกัดของผู้เล่นบาร์ซ่า จับบอลจากนห้ากรอบเขตโทษเยื้องมาทางขวา แล้วส่องไกลทันทีบอลพุ่งชนข้างตาข่ายออกหลังไป

     อาซูลกราน่าบุกอีกนาทีที่ 24 เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ แทงบอลคิลเลอร์พาสกลางสนาม 30 หลาทะลุมาให้ เนลสัน เซเมโด้ หลุดเดี่ยวมาทางฝั่งขวากรอบเขตโทษ เข้ายิงบอลแบบจังเบอร์ แต่ว่า ยอร์ดี้ มาซิป นายทวารบายาโดลิด ล้มตัวเซฟก่อนตามตะครุบบอลอยู่มือ จบ 45 นาทีแรก บาร์เซโลน่า บุกนำ 1-0

     บาร์ซ่าสร้างจังหวะนาทีที่ 49 ลิโอเนล เมสซี่ หยอดบอลจากเขตโทษด้านซ้ายข้ามฝั่งมาที่ เซร์จี้ โรเบร์โต้ แปะบอลมากลางวงกลมกรอบเขตโทษ เจ้าหนู ริกิ ปุช สบโอกาสซัดบอลอีกครั้งแต่เบาเกิน ยอร์ดี้ มาซิป มือกาวเจ้าบ้านล้มตัวรับเอาไว้ได้ 

     เจ้าถิ่นหวังไล่ตามนาทีที่ 52 กีเก้ กองกลางบายาโดลิด เลี้ยงบอลแหวกหนี เนลสัน เซเมโด้ มาด้านซ้ายของสนาม จ่ายต่อให้ เอเนส อูนาล ตัวสำรองที่ลงมาตั้งป้อมส่องไกลจากหน้ากรอบเขตโทษ บอลกระดอนพื้นหนึ่งครั้งเข้าหาประตู แต่  มาร์ค อังเดร แทร์ ชตีเก้น รับบอลแบบไม่มีปัญหา

     บายาโดลิดทำได้ดีนาทีที่ 60 เอเนส อูนาล เทคตัวขึ้นโหม่งบอลจากลุกฟรีคิกของเพื่อนร่วมทีมบริเวณสนามทางด้านขวาระยะ 27 หลา บอลกระดอนพื้นแต่ว่า มาร์ค อังเดร แทร์ ชตีเก้น นายทวารบาร์ซ่าโชว์เหยียดตัวใช้มือปัดไว้ได้อย่างเฉียดฉิว

     อาซูลกราน่าชวดทิ้งห่างนาทีที่ 63 ลิโอเนล เมสซี่ ปั่นลูกนิ่งหน้ากรอบเขตโทษระยะประมาณ 22 หลาเยื้องมาทางด้านขวา บอลข้ามกำแพงผู้เล่นเจ้าถิ่นฮุบจะเข้าซุกตาข่าย ยอร์ดี้ มาซิป มือกาวบายาโดลิดปฏิกิริยายังดีใช้มือแปะบอลพ้นเขตประตูออกหลัง ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ซานโดร รามิเรซ หัวหอกเจ้าบ้านหลุดเข้าไปซัดคนเดียวตรงเขตโทษด้านซ้าย แต่ว่านายทวารคนเก่งบาร์ซ่าเซฟช่วยทีมสำเร็จ จบเกม บาร์เซโลน่า บุกชนะ บายาโดลิด 1-0 ทำคะแนนกดดัน เรอัล มาดริด เหลือแค่แต้มเดียว ขณะที่เกมในมือพวกเขาเหลือแค่ 2 นัดเท่านั้น

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

บายาโดลิด (4-5-1): ยอร์ดี้ มาซิป,ฆาบี โมยาโน่,กีโก้,ฆาบี ซานเชซ,ราอูล การ์เซีย (นาโช่ น.25),ออสการ์ ปลาโน่,เฟเด ซาน เอเมเตรีโอ,ฆัวกิน เฟร์นานเดซ (ปาโบล เออร์เบียส น.46),รูเบน อัลการาซ (เอเนส อูนาล น.46),กีเก้,เซร์จี้ กวาร์ดิโอล่า (ซานโดร รามิเรซ น.61)

บาร์เซโลน่า (4-1-2-1-2): มาร์ค อังเดร แทร์ ชตีเก้น,เนลสัน เซเมโด้,เคราร์ด ปีเก้,เกลม็อง ล็องเล่ต์ (โรนัลด์ อาเราโฆ น.57),ยอร์ดี้ อัลบา,เซร์จี้ โรเบร์โต้,เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ (จูเนียร์ ฟีร์โป้ น.74),ริกิ ปุช (อีวาน ราคิติช น.57),อาร์ตูโร่ วีดัล,ลิโอเนล เมสซี่,อองตวน กริซมันน์ (หลุยส์ ซัวเรซ น.46)

กลับอังกฤษ!เผยทีมชปช.สนดึงเจอร์ราร์ดนั่งเก้าอี้กุนซือ

เดลี่ เอ็กซ์เพรส สื่อของอังกฤษ ตีข่าว สตีเว่น เจอร์ราร์ด กุนซือ เรนเจอร์ส กำลังตกเป็นเป้าหมายของ สตีฟ แลนส์ดาวน์ เจ้าของทีม บริสตอล ซิตี้ หลังจากที่ บริสตอล เพิ่งสั่งเด้ง ลี จอห์นสัน พ้นจากการคุมทีมไปเมื่อไม่กี่วันก่อน
    สตีฟ แลนส์ดาวน์ มหาเศรษฐีและเจ้าของทีม บริสตอล ซิตี้ สโมสรในระดับ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ อังกฤษ กำลังเล็งที่จะดึง สตีเว่น เจอร์ราร์ด ผู้จัดการทีม เรนเจอร์ส สโมสรในศึก สกอตติช พรีเมียร์ชิพ มาเป็นกุนซือคนใหม่ของทีม ตามรายงานของ เดลี่ เอ็กซ์เพรส สื่อชื่อดังของเมืองผู้ดี

    แลนส์ดาวน์ เพิ่งสั่งปลด ลี จอห์นสัน พ้นจากการคุมทีมไปเมื่อวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม ที่ผ่านมา หลังจากที่ทีมมีผลงานน่าผิดหวังจนถึงขั้นไม่ชนะใครมา 9 นัดติดต่อกัน โดยพอ จอห์นสัน โดนเด้งออกจากตำแหน่ง บริสตอล ก็ชนะ 2 นัดติดต่อกันทันทีเลย

    นอกจาก เจอร์ราร์ด แล้วนั้น คริส ฮิวจ์ตัน อดีตกุนซือ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน, ลี โบว์เยอร์ อดีตแข้งคนดังที่ตอนนี้คุม ชาร์ลตัน แอธเลติก อยู่ และ ไรอัน โลว์ นายใหญ่ พลีมัธ อาร์ไกล์ ก็อยู่ในลิสต์ที่ แลนส์ดาวน์ เล็งเอาไว้เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม เดลี่ เอ็กซ์เพรส บอกว่าตำนานกองกลาง ลิเวอร์พูล คือคนที่ แลนส์ดาวน์ เชื่อว่าจะทำให้ทีมเลื่อนชั้นสู่ พรีเมียร์ลีก ตามที่ตนวาดฝันเอาไว้ได้

    สำหรับ เจอร์ราร์ด นั้น ทำผลงานได้น่าประทับใจพอตัวนับตั้งแต่ที่เข้าคุม เรนเจอร์ส ในช่วงกลางปี 2018 แม้ว่าจะยังไม่สามารถพาทีมคว้าแชมป์มาครองได้เลยก็ตาม โดยเขามีเปอร์เซ็นต์พาทีมชนะราว 60 เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน อย่างไรก็ตาม มันก็จะเป็นงานยากสำหรับ บริสตอล ที่จะดึง เจอร์ราร์ด มาเป็นกุนซือคนใหม่ได้ เพราะเขาเพิ่งต่อสัญญากับ เรนเจอร์ส จนถึงปี 2024 ไปเมื่อช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา