แฉคนสำคัญโน้มใจแวร์เนอร์ผละหงส์จนใกล้ซบเชลซี

บิลด์ สื่อชื่อก้องของเมืองเบียร์ ระบุ คนที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการทำให้ ติโม แวร์เนอร์ กำลังจะมาซบ เชลซี ก็คือ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ หลังจากทั้งคู่สนิทกันตั้งแต่ตอนเล่นที่ สตุ๊ตการ์ท แล้ว โดยที่ รือดิเกอร์ พูดกล่อมอีกฝ่ายอย่างเต็มที่ตลอดช่วงที่ผ่านมา
     อันโตนิโอ รือดิเกอร์ กองหลัง เชลซี สโมสรชั้นนำของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มีส่วนสำคัญในการทำให้ ติโม แวร์เนอร์ กองหน้าคนเก่งของ แอร์เบ ไลป์ซิก เลือกที่จะมาอยู่กับ "สิงโตน้ำเงินคราม" หลังจากที่เขาพยายามพูดโน้มน้าวใจ แวร์เนอร์ ตลอดช่วงที่ผ่านมา ตามรายงานของ บิลด์ สื่อชื่อดังของประเทศเยอรมนี

    ลิเวอร์พูล เคยถูกมองว่าไม่น่าจะพลาดในดีลของ แวร์เนอร์ หลังจากที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม "หงส์แดง" ชื่นชอบฝีเท้าของเขามาก และดาวเตะชาวเยอรมันเองก็มักจะออกมาพูดยกย่อง ลิเวอร์พูล อยู่บ่อยๆ จนดูแล้วเหมือนจะมีใจให้ทีม

    อย่างไรก็ตาม ไม่นานมานี้ทั้ง บิลด์ และ สกายสปอร์ตส์ ต่างก็รายงานว่า เชลซี คือทีมที่กำลังจะได้ แวร์เนอร์ ไปร่วมก๊วน หลังจากตกลงเงื่อนไขในเบื้องต้นกันได้แล้ว โดยก่อนหน้านี้่มันก็มีกระแสข่าวลืออยู่แล้วว่า ลิเวอร์พูล ตัดสินใจที่จะยังไม่ล่าตัว แวร์เนอร์ หลังจบฤดูกาลนี้ จากประเด็นเรื่องของการเงิน

    ทั้งนี้ รือดิเกอร์ กับ แวร์เนอร์ สนิทกันมากๆ หลังจากทั้งคู่เคยอยู่กับ เฟาเอฟเบ สตุ๊ตการ์ท ด้วยกัน รวมถึงยังมักจะคุยกันแบบสนิทสนมในตอนไปรับใช้ทีมชาติเยอรมนี ซึ่งทำให้ช่วงที่ผ่านมา รือดิเกอร์ พยายามติดต่อกับอีกฝ่ายอย่างต่อเรื่องเพื่อที่จะกล่อมเขาให้ได้ พร้อมทั้งยังเล่าให้อีกฝ่ายฟังด้วยว่าการใช้ชีวิตในย่านตะวันตกของกรุงลอนดอน อันเป็นถิ่นที่ตั้งของ เชลซี มันดีแค่ไหน

    ขณะเดียวกัน หลังจากที่มีการนำเสนอข่าวเรื่อง เชลซี จ่อได้ แวร์เนอร์ มาร่วมก๊วนได้เพียงแค่พักเดียวนั้น รือดิเกอร์ ก็โหมกระแสข่าวลือให้มันรุนแรงขึ้นไปอีก หลังจากไปกด "ถูกใจ" โพสต์ๆ หนึ่งบน อินสตาแกรม ที่เป็นการตัดต่อรูปของ แวร์เนอร์ ในสีเสื้อของ เชลซี โดยที่ แทมมี่ อับราฮัม และ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า อีก 2 แข้งของ "สิงโตน้ำเงินคราม" ก็กดถูกใจโพสต์ที่ว่าเหมือนกัน

 

กำลังหลักทั้งคู่!ฟลิคเซ็งเลวานฯ,มุลเลอร์วืดแมตช์หน้า

ฮันซี่ ฟลิค กุนซือ บาเยิร์น มิวนิค รับหงุดหงิดทีเดียว กับการที่จะไม่ได้ใช้งาน โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ และ โธมัส มุลเลอร์ ในเกมหน้าที่เจอกับ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค แต่ชี้ มุลเลอร์ สมควรได้ใบเหลืองจริงในเกมเมื่อคืนวันเสาร์

           ฮันซี่ ฟลิค เทรนเนอร์คนเก่งของ บาเยิร์น มิวนิค ยอมรับว่า ตนรู้สึกหัวเสียไม่น้อยกับการที่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ และ โธมัส มุลเลอร์ สองผู้เล่นกำลังสำคัญ ต่างได้รับใบเหลืองจากเกม บุนเดสลีกา เยอรมัน นัดล่าสุดที่ "เสือใต้" บุกไปเอาชนะ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น 4-2 เมื่อวันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้ทั้งคู่ติดโทษแบน พลาดช่วยทีมในเกมหน้าที่มีคิวเปิดรัง อัลลิอันซ์ อารีน่า เจอกับ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน

           เกมนี้ เลวานดอฟสกี้ ทำได้ 1 ประตู ส่วน มุลเลอร์ กดไป 2 แอสซิสต์ แต่ทั้งสองต่างได้รับใบเหลืองเช่นกัน ซึ่ง ฟลิค ระบุว่า รู้สึกหงุดหงิดทีเดียว แต่ก็ต้องทำใจยอมรับกับการไร้สองแข้งหลักในแมตช์หน้า

              "มันน่าหงุดหงิด แต่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ และเราก็ต้องยอมรับมัน ผมได้มีการเข้าไปคุยกับผู้ตัดสิน มานูเอล กราเฟอ ซึ่งเขาก็บอกว่า เลวานดอฟสกี้ มีการไปเล่นงานใส่คู่แข่งจริงๆ และนั่นคือเหตุผลที่ได้ใบเหลือง ซึ่งผมมองไม่เห็นจังหวะนั้น ผมจึงให้ความเห็นไม่ได้ ส่วน มุลเลอร์ ถูกจดชื่อจากการเข้าไปบล็อกบอลในจังหวะที่พวกเขาได้ลูกฟรีคิก ดังนั้นใบเหลืองนี้ถือว่าโอเค เรายอมรับได้"

               "แมตช์หน้าเราจะไม่มีทั้งสอง แต่มันก็สำคัญไม่น้อยที่พวกเขาจะได้ลงเล่นแบบเต็มๆ เกม 90 นาที ในเกมกับ ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต (เดเอฟเบ โพคาล รอบรองชนะเลิศ) วันพุธนี้ หลังจากนั้นเราก็ค่อยมาคิดหาทางออก และเตรียมความสำหรับเกมที่จะเจอกับ กลัดบัค" กุนซือวัย 55 ปี เปิดใจหลังเกม

           ทั้งนี้ บาเยิร์น กำลังนำโด่งเป็นจ่าฝูงในตารางคะแนน บุนเดสลีกา โดยมี 70 แต้ม จากการลงแข่ง 30 นัด นำ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ทีมอันดับสอง 7 แต้ม

เต็มสูบ ! 5 ประเด็นหลัง ลิเวอร์พูล รวมตัวซ้อมที่แอนฟิลด์ครั้งแรก

การเห็นบรรดานักเตะลิเวอร์พูลกลับมารวมตัวฝึกซ้อมในสนามแอนฟิลด์ครั้งแรก และมีการซ้อมแบ่งทีมแบบ 11 ต่อ 11 ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีสำหรับสาวก "เดอะ ค็อป" เพราะนี่คือการเตรียมตัวแบบเต็มสูบของทีมเพื่อให้พร้อมสำหรับการกลับมาแข่งเกมลีกกันต่อในฤดูกาล 2019/2020
 หลังจากเหตุการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาดอย่างหนักจนทำให้เกมลูกหนังต้องหยุดชะงักชั่วคราว แต่ตอนนี้สถานการณ์ต่างๆ ค่อยๆ คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และทำให้แผน "โปรเจ็กต์ รีสตาร์ท" ค่อยๆ สมบูรณ์แบบ โดยล่าสุด พรีเมียร์ลีก อนุญาตให้ทุกๆ ทีมสามารถลงซ้อมแบบสัมผัสตัวกันได้เรียบร้อยแล้ว

 สำหรับการกลับมารวมตัวซ้อมแบบเต็มรูปแบบของ ลิเวอร์พูล แสดงให้เห็นสัญญาณในทางบวกที่น่าสนใจมากๆ โดยเฉพาะความมุ่งมั่นของนักเตะ "เดอะ เร้ดส์" ที่ใส่กันเต็มที่แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่การซ้อม แต่พวกเขาแสดงให้เห็นถึงสภาพร่างกายที่ฟิตเปรี๊ยะ และสภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง พร้อมสำหรับการไล่ล่าแชมป์ลีกสมัยแรกในรอบ 3 ทศวรรษ

1. ลงซ้อมแอนฟิลด์เต็มรูปแบบครั้งแรก

 บรรดาขุนพล "หงส์แดง" กลับมาร่วมตัวกันซ้อมตั้งแต่เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา หลังจากที่ "โปรเจ็กต์ รีสตาร์ท" ได้รับอนุมัติให้ทุกๆ สโมสรสามารถลงฝึกซ้อมได้  โดยจะซ้อมแบบแบ่งกลุ่ม แต่ละกลุ่มจะมีการซ้อมรวมกันไม่เกิน 5 คน และที่สำคัญทั้งหมดจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการเว้นระยะห่างทางสังคม รวมถึงปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้อย่างเข้มงวด

 จากนั้นในช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา พรีเมียร์ลีก อนุญาตให้ทำการซ้อมแบบสัมผัสโดนตัวกัน ทำให้ตอนนี้ทุกๆ ทีมมีการเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ เพื่อให้สภาพร่างกายฟิตสมบูรณ์เมื่อเกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดี เริ่มเปิดฉากกลับมาแข่งขันกันใหม่อีกครั้ง ในวันที่ 17 มิถุนายนนี้ เป็นต้นไป

 งานนี้เหล่านักเตะ "เดอะ เร้ดส์" ต่างคึกคักกันสุดๆ โดยนักเตะทั้งทีมตัวจริง และสำรอง ต่างเดินทางมาลงฝึกซ้อมที่สนามแอนฟิลด์ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่เกิดวิกฤติไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาด จนเป็นเหตุให้เกมลูกหนังต้องหยุดชะงักชั่วคราวเกือบ 3 เดือน

 สำหรับการได้กลับมาฝึกซ้อมแบบเต็มรูปแบบอีกครั้งทำให้บรรดานักเตะต่างมีความสุขกันอย่างมาก ที่สำคัญดูเหมือนว่าการซ้อมครั้งนี้ราวกับแข่งขันจริงๆ เพราะทุกๆ คนมุ่งมั่นกันอย่างเต็มที่……อย่าลืมว่า ลิเวอร์พูล ต้องการชัยชนะ 2 จาก 9 เกมที่เหลืออยู่ก็เพียงพอที่จะเถลิงแชมป์ลีกที่รอคอยมานานถึง 30 ปีได้ซะที

2. ฟิตเปรี๊ยะไม่มีอาการอ่อนล้า

 ปกติแล้วการที่นักฟุตบอลร้างสนามไปนานๆ มีความเป็นไปได้ที่สนิมจะเกาะหน้าแข้ง แต่สำหรับขุนพลลิเวอร์พูล ไม่มีเรื่องดังกล่าวให้เห็นเลย พวกเขาลงซ้อมแบบเป็นทีม และนักเตะทุกคนก็วิ่งกันอย่างเต็มที่ ราวกับว่าเหมือนกำลังแข่งขันในแมตช์จริงๆ เลยทีเดียว

 ซาดิโอ มาเน่ โชว์ให้เห็นแล้วว่าการร้างสนามไปเกือบ 3 เดือนไม่ได้ส่งผลต่อสภาพความฟิต และความเฉียบคมของเขาเลย โดยสตาร์ชาวเซเนกัล โชว์ลีลาการกระชากลากเลื้อยอย่างเมามัน แถมยังยิงประตูได้ด้วยในการซ้อมครั้งนี้ ด้านสตาร์คนอื่นๆ ภายในทีมก็มีสภาพร่างกายที่สมบูรณ์

 งานนี้บอกเลยว่าทุกๆ คนแฮปปี้สุดๆ ที่ได้กลับมาซ้อมแบบเต็มรูปแบบ และได้สัมผัสกับหญ้าที่แสนเขียวขจีในถิ่นแอนฟิลด์ ที่สำคัญดูเหมือนว่าบรรดาแข้ง "หงส์แดง" ต่างมุ่งมั่นกันมากๆ เพราะนี่จะเป็นโอกาสที่พวกเขาจะได้โชว์เพลงแข้งอย่างเต็มที่ หลังล็อกดาวน์กันมานาน

 แน่นอนว่านี่คือสัญญาณที่ดีเยี่ยมที่บ่งบอกว่าสภาพจิตใจของพวกเขายังมุ่งมั่น และแข็งแกร่งมากขนาดไหน รวมทั้งการได้กลับมาร่วมฝึกซ้อม และอยู่ร่วมกันเพื่อช่วยทีมในช่วงที่เหลืออยู่ของซีซั่นนี้ เป็นสิ่งที่บรรดาแข้ง ลิเวอร์พูล เฝ้ารอมานานแล้ว

3. ใจดีขยายสัญญานิว บาลานซ์

 ในขณะที่นักเตะกลับลงฝึกซ้อมแบบเต็มรูปแบบ ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับสาว "เดอะ ค็อป" ทั่วโลก แต่ยังมีเรื่องที่น่ายินดีอีกเรื่องอย่าง เมื่อ ลิเวอร์พูล ตัดสินใจขยายสัญญากับ "นิว บาลานซ์" บริษัทผลิตเครื่อกีฬาชึ้นนำจากประเทศสหรัฐอเมริกา ไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคมนี้

 ตามสัญญาฉบับเดิม "นิว บาลานซ์" จะได้อยู่เป็นผู้ผลิตชุดแข่งให้ "หงส์แดง" จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม นั้นหมายความว่าตอนนี้พวกเขาจะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นสปอนเซอร์หลักให้กับ "เดอะ เร้ดส์" อีกต่อไป และเป็น "ไนกี้" ที่จะเข้ามาสานต่องาน

 อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่เกมลูกหนังต้องหยุดชะงักเนื่องจากปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ "หงส์แดง" เห็นใจ "นิว บาลานซ์" อย่างมาก และเลือกที่จะเปิดฉากเจรจา 3 ฝ่ายได้แก่ สโมสร, ไนกี้ และ นิว บาลานซ์ เพื่อหาบทสรุปที่ลงตัว ซึ่งทั้งสามฝ่ายเห็นพ้องต้องการให้ขยายสัญญาออกไป และจะทำให้ นิว บาลานซ์ อยู่กับ ลิเวอร์พูล จนกระทั่งจบซีซั่น 2019/2020

 ก่อนหน้านี้ ลิเวอร์พูล ได้แสดงความเป็นมิตรไมตรีจิตที่ดีให้กับพาร์ทเนอร์ของพวกเขา ด้วยการยืนยันว่าจะให้บรรดาขุนพล "เดอะ เร้ดส์" สวมชุดแข่งของ "นิว บาลานซ์" หากพวกเขาผงาดคว้าแชมป์ลีกในซีซั่นนี้

4.  แสดงออกต่อต้านการเหยียดผิว

 หนึ่งในไฮไลท์สำคัญในการกลับมาซ้อมแบบเต็มรูปแบบที่แอนฟิลด์ครั้งแรกในรอบเกือบ 3 เดือน ก็คือการที่บรรดานักเตะลิเวอร์พูล แสดงการสนับสนุนการต่อต้านการเหยียดผิว  หลังเกิดเหตุการณ์ที่  จอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวสีเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกัน เสียชีวิต เนื่องจากการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ตำรวจผิวขาวประจำเมืองมินเนียอาโปลิส รัฐมินเนโซต้า ประเทศสหรัฐอเมริกา

 เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับผู้คนในสหรัฐอเมริกา และทั่วโลก จนถึงขั้นมีการประท้วงอย่างหนัก และมีการรณรงค์ในโครงการ "Black Lives Matter" หรือ "ชีวิตคนผิวสีก็มีความหมาย" เพื่อต่อต้านการเหยียดผิว โดยงานนี้สตาร์ลูกหนังหลายคนได้ออกมาเคลื่อนไหวกันอย่างต่อเนื่อง

 สำหรับ ลิเวอร์พูล ซึ่งตอนนี้มีคะแนนนำห่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึง 25 คะแนน เป็นสโมสรแรกในพรีเมียร์ลีก ที่แสดงการสนับสนุนโครงการ Black Lives Matter ด้วยการที่บรรดานักเตะนั่งคุกเข่าบริเวณวงกลมกลางสนามแอนฟิลด์ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับ ฟลอยด์

 แน่นอนว่าเรื่องนี้กลายเป็นปัญหาคาราคาซังกันมานาน และการออกมาเคลื่อนไหวของ ลิเวอร์พูล ถือเป็นการแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าพวกเขาต้องการให้ทุกๆ สังคมมีความเท่าเทียมกัน ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ เชื้อชาติ และ สีผิว
  
5. คิดยังไงหลังซ้อมเต็มรูปแบบ

 สำหรับการฝึกซ้อมครั้งนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ทำหน้าที่ควบคุมดูแลลูกทีมอย่างเต็มที่ เพื่อจะได้เห็นปฏิกิริยา และความทุ่มเทของนักเตะ อย่างไรก็ตามหลังจากที่ซ้อมเสร็จ นายใหญ่เลือดด๊อยท์ช เลือกที่จะให้ เปปิน ลินเดอร์ส มือขวาของเขาเป็นคนให้สัมภาษณ์กับสื่อ เกี่ยวกับการซ้อมแบบเต็มรูปแบบครั้งนี้

 "มันเป็นความรู้สึกที่น่าเหลือเชื่อที่ได้กลับมายังสนามที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ นี่คือบ้านของเรา แอนฟิลด์เป็นสนามที่เชื่อมโยงกับเราเป็นอันดับสองรองจากบ้านของเราเอง เราฝึกซ้อมตลอดทั้งสัปดาห์ด้วยความมุ่งมั่น และกระตือรือร้น เพื่อที่จะทำผลงานให้ดีที่สุด"

 "เราอยากให้นักเตะได้คุ้นชินกับการลงสนามโดยที่ไม่มีกองเชียร์ เรากลับมาแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อกลับสู่แนวทางในการเล่นของเรา เรารู้ว่าเราต้องทำงานหนักในช่วงฝึกซ้อม และทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อที่จะเรียกฟอร์มให้อยู่ในระดับเดียวกันที่เราเคยทำ"

 "วันนี้เป็นย่างก้าวที่สำคัญมากๆ ในการเดินมาถูกทิศ สิ่งแรกก็คือการคุ้นเคยกับกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวกับเกม และเรื่องที่สองการให้นักเตะทุกคนได้มีเวลาในการลงสนาม และแข่งขันกันในสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกับส่งที่เราจะต้องเจอในอนาคต" ลินเดอร์ส ระบุ

เตรียมฉลอง!สื่อกาวันลิเวอร์พูลมีสิทธิ์ได้แชมป์-เผยเวลาเตะ 2 นัดแรก

สาวก "เดอะ ค็อป" เตรียมตัวให้พร้อม… ล่าสุดมีโปรแกรมหลุดออกมาแล้ว ลิเวอร์พูล ได้คิวฟาดแข้งกับ เอฟเวอร์ตัน วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเกมที่ "หงส์แดง" ได้การันตีตำแหน่งแชมป์ พรีเมียร์ลีก
    มีการเปิดเผยออกมาแล้วว่า เกมแรกของ ลิเวอร์พูล สำหรับการรีสตาร์ทซีซั่นศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่มีโปรแกรมบุกไปเยือน เอฟเวอร์ตัน ทีมคู่ปรับร่วมเมืองนั้น ได้คิวลงเตะวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน (คิกออฟเวลา 19.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ส่วนที่ประเทศไทยตรงกับ 01.00 น. เช้ามืดวันจันทร์) ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเกมที่ทำให้ "หงส์แดง" ได้การันตีตำแหน่งแชมป์ลีกฤดูกาลนี้ ตามรายงานจาก เดลี่ เมล สื่อชั้นนำเมืองผู้ดี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน ที่ผ่านมา

    ปัจจุบัน ลิเวอร์พูล รั้งตำแหน่งจ่าฝูง พรีเมียร์ลีก ด้วยการมีคะแนนทิ้งห่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมอันดับสองถึง 25 แต้ม ดังนั้นเท่ากับว่า ทีมของกุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องการชัยชนะอีกแค่ 2 เกมเท่านั้น ก็จะคว้าแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีมาครองเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี

     อย่างไรก็ตาม "หงส์แดง" อาจจะได้ฉลองแชมป์ทันทีตั้งแต่เกมแรกของการรีสตาร์ท ถ้าหาก แมนฯ ซิตี้ แพ้ อาร์เซน่อล ในวันพุธที่ 17 มิถุนายน และ ลิเวอร์พูล เอาชนะ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" ได้ในอีก 4 วันต่อมา เพราะคะแนนจะทิ้งขาดเรียบร้อย โดย "เรือใบสีฟ้า" ไม่มีทางไล่ ลิเวอร์พูล ทัน สำหรับช่องว่าง 28 แต้ม (85 กับ 57 แต้ม) กับโปรแกรมที่เหลืออีก 9 นัด

    นอกจากนี้ เดลี่ เมล ยังระบุว่า เกมถัดไปของ ลิเวอร์พูล ที่จะเจอกับ คริสตัล พาเลซ (เหย้า) นั้น ได้คิวลงเตะวันพุธที่ 24 มิถุนายน (20.15 น. เวลาท้องถิ่น)

ฟุตบอลทำให้เจอกัน! หลุยส์ การ์เซีย พูดคุย ชนาธิป

อดีตตำนานหงส์แดง ไลฟ์สนทนาลูกหนังกับ ชนาธิป ก่อนจอมทัพชาวไทยเอ่ยปากยังอยากท้าทายตัวเองด้วยการลุยลาลีกาในอนาคต
หลุยส์ การ์เซีย อดีตแข้งระดับตำนานของ ลิเวอร์พูล ร่วมพูดคุยกับ ชนาธิป สรงกระสินธ์ กองกลาง คอนซาโดเล ซัปโปโร ถึงการปรับตัวในเจลีก ญี่ปุ่น พร้อมให้คำแนะนำถึงการเป็นนักเตะที่ดี ก่อนจอมทัพชาวไทยปิดท้ายหวังลัดฟ้าลุยศึก ลาลีกา สเปน ในอนาคต

โดยการไลฟ์ดังกล่าวทาง ลาลีกา ลีกฟุตบอลสูงสุดของสเปน เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนของไทยได้สัมภาษณ์อดีตตำนานหงส์แดง ซึ่งปัจจุบันเป็นทูตของ ลาลีกา ผ่านทางไลฟ์แชท โดยมีจอมทัพวัย 26 ปี ร่วมพูดคุยด้วย

ระหว่างการไลฟ์ หลุยส์ การ์เซีย ได้ตอบคำถามสื่อเกี่ยวกับการปรับตัวกับภาวะปกติใหม่ ที่วงการฟุตบอลต้องแข่งแบบไม่มีผู้ชม จากผลของไวรัสโควิด-19 รวมถึงตอบคำถามของ ชนาธิป ที่ถามเกี่ยวกับ อันเดรส อิเนียสต้า อดีตเพื่อนร่วมทีมของการ์เซียสมัยเล่นให้ บาร์เซโลน่า ร่วมกัน

ก่อนที่ประเด็นสำคัญในตอนท้ายอดีตตำนานหงส์แดง ได้ถาม ชนาธิป เกี่ยวกับการปรับตัวในเจลีก ซึ่งจอมทัพชาวไทยเผยว่า ตนต้องปรับตัวในหลายสิ่ง ทั้งในและนอกสนาม ในสนาม จังหวะบอลที่เจลีกเร็วกว่าไทยลีก นอกสนาม และต้องปรับตัวเรื่องวัฒนธรรม การใช้ชีวิต นอกจากนี้ยังยอมรับว่าช่วงแรกไม่ค่อยมีความมั่นใจ เพราะเพื่อนร่วมทีมไม่เชื่อใจ แต่ก็ผ่านมาได้ และทำให้เขาโตขึ้นเยอะ

หลังจากนั้นต่อมาทาง หลุยส์ การ์เซีย ได้ให้คำแนะนำกับ ชนาธิป สรงกระสินธ์ รวมถึงนักเตะรุ่นใหม่ว่า การเชื่อฟังโค้ชนั้นคือสิ่งสำคัญ แต่ก็ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยเช่นกัน เพราะนี่คือสิ่งที่จะทำให้นักเตะมีความแตกต่างที่โดดเด่น และสิ่งสำคัญคือ ต้องทุ่มเทกับเรื่องในสนามให้เต็มที่

ทั้งนี้จอมทัพ นกเค้าแมวเมืองเหนือ ยังได้กล่าวว่า แม้ตอนนี้ตนจะประสบความสำเร็จแล้วระดับหนึ่งกับการได้ไปเล่นเจลีก แต่ก็ยังต้องการท้าทายตัวเอง ด้วยการไปเล่นในยุโรป อย่าง ลาลีกา ในอนาคตอีกด้วย

 

ไม่ธรรมดา!เกร็ดน่าสนใจของ ฆวนม่า ลีโย่ ว่าที่มือขวาคนใหม่ของ เป๊ป

หลังจากที่ มิเกล อาร์เตต้า ตัดสินใจทิ้งตำแหน่งผู้ช่วยของ โจเซป กวาร์ดิโอล่า ไปเป็นผู้จัดการทีม อาร์เซน่อล เมื่อช่วงเดือนธันวาคม ปี 2019 แล้วนั้น หลายคนก็สงสัยว่า กวาร์ดิโอล่า จะเอาใครมาเป็นมือขวาคนใหม่ โดยมันเคยมีข่าวลือด้วยว่าเขาหมายตาไปที่ ชาบี อลอนโซ่ อดีตยอดดาวเตะชาวสแปนิช

    อย่างไรก็ตาม ไม่นานมานี้มีกระแสข่าวลือว่าคนที่ กวาร์ดิโอล่า จะเอาเข้ามาเป็นเบอร์ 2 ในถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม ได้แก่ ฆวน มานูเอล ลีโย่ หรือที่บางคนเรียกกันสั้นๆ ว่า ฆวนม่า ลีโย่ โดยเขาเป็นโค้ชชาวสแปนิชที่อายุ 54 ปีแล้ว และงานล่าสุดก็คือการเป็นกุนซือ ชิงเต่า หวงไห่ ทีมในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน แต่เขาก็เพิ่งลาออกไปเมื่อไม่นานมานี้

    สำหรับแฟนบอลส่วนใหญ่แล้วนั้น ชื่อของ ลีโย่ อาจจะไม่คุ้นหูมากเท่าไหร่ แต่ที่จริงกุนซือชาวสแปนิชรายนี้มีรายละเอียดที่น่าสนใจหลายอย่างเลยทีเดียว ลองไปดูกันดีกว่าว่ามันมีอะไรบ้าง

    – เจ้านายและไอดอลของ กวาร์ดิโอล่า
    มันเป็นเรื่องปกติที่นักเตะบางคนจะรู้สึกดีกับกุนซือที่ได้ร่วมงานด้วยหากทั้งคู่มีบางอย่างที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งความประทับใจที่ กวาร์ดิโอล่า มีต่อ ลีโย่ เกิดขึ้นตอนที่ กวาร์ดิโอล่า ยังเป็นนักเตะ และไปเล่นให้ โดราดส เด ซินาลัว ทีมในเม็กซิโกระหว่างปี 2005-06 ซึ่ง ลีโย่ ก็เป็นกุนซือของทีมอยู่ในตอนนั้น

 

    อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกดีๆ ที่ กวาร์ดิโอล่า มีให้ ลีโย่ มันเหนือกว่าที่เขามีให้คนทั่วไป เพราะอดีตนายใหญ่ บาร์เซโลน่า และ บาเยิร์น มิวนิค ถึงขั้นยกให้อีกฝ่ายเป็นไอดอลของเขา, บอกว่าเขาเป็นปรมาจารย์ รวมถึงยกให้ ลีโย่ มีอิทธิพลด้านการวางแท็กติกของตัวเองสูงที่สุดเทียบเท่ากับ โยฮัน ครัฟฟ์ ขณะที่ ลีโย่ ก็เคยพูดถึง กวาร์ดิโอล่า ว่า "เป็นเหมือนลูกชายของผม" เลย

 

    ทั้งนี้ ว่ากันว่าสมัยที่ยังร่วมงานกันนั้น พวกเขามักจะอยู่ด้วยกันจนดึกดื่นเพื่อคุยเรื่องฟุตบอลกันด้วย แต่ถึงอย่างนั้น กวาร์ดิโอล่า ก็เคยสร้างความชอกช้ำให้กับไอดอลของเขาเหมือนกัน เพราะเมื่อปี 2010 เขาเคยคุม บาร์เซโลน่า ลงเจอกับ อัลเมเรีย ที่ตอนนั้นม ลีโย่ เป็นกุนซืออยู่ ก่อนที่ "อาซูลกราน่า" จะชนะไปแบบขาดลอย 8-0

    – ไม่เคยเป็นนักเตะ
    กุนซือชื่อดังบางคนอาจจะทำผลงานที่ยอดเยี่ยมได้ทั้งที่ไม่ประสบความสำเร็จในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ อย่างเช่น โชเซ่ มูรินโญ่ ที่เคยเล่นฟุตบอลประมาณ 7 ปี ก่อนจะเลิกเอาดีด้านการค้าแข้ง เป็นต้น ซึ่ง ลีโย่ ก็เข้าข่ายนั้นเหมือนกัน เพียงแต่ที่ต่างออกไปก็คือเขาไม่เคยเป็นนักฟุตบอลจริงๆ เลย

 

    – เจ้าของสถิติน่าทึ่ง
    การที่เขาไม่เคยเป็นนักเตะอาชีพมาก่อนทำให้ ลีโย่ เริ่มเรียนงานด้านโค้ชตั้งแตอายุยังน้อย โดยเขาเริ่มคุมทีมเป็นครั้งแรกให้กับ อมารอซ เคที ทีมในย่านท้องถิ่น ในปี 1981 ทั้งที่ตอนนั้นมีอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น และในอีก 4 ปีให้หลังเขาก็ได้คุม โตโลซ่า ซีเอฟ ทีมในศึก เตร์เซร่า ดิวิชั่น หรือลีกระดับ 4 ของประเทศสเปน

 

    ทั้งนี้ ลีโย่ สร้างประวัติศาสตร์เป็นโค้ชอายุน้อยที่สุดที่สอบผ่านคอร์สเรียนด้านการโค้ชในประเทศสเปน จากการที่ตอนนั้นมีอายุเพียงแค่ 24 ปี ก่อนที่เขาจะสร้างชื่อได้กับ ซาลามังก้า ด้วยการพาทีมเลื่อนชั้นมาเรื่อยๆ จนขึ้นมาเล่นใน ลา ลีกา ได้ในฤดูกาล 1995-96 ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาสร้างประวัติศาสตร์ขึ้นอีก 1 หน้า ด้วยการเป็นกุนซืออายุน้อยที่สุดที่ได้คุมทีมในระดับ ลา ลีกา โดยตอนนั้นเขาเพิ่งมีอายุแค่ 29 ปี

 

    น่าเศร้าที่ซีซั่นนั้นบทสรุปมันไม่สวยหรู ซาลามังก้า ต้องวนเวียนอยู่ในโซนท้ายตารางจนถึงขั้นที่บอร์ดบริหารเคยคิดที่จะปลดเขาหลังจากเตะไป 28 เกมด้วย แต่นักเตะกับแฟนบอลคัดค้านเรื่องดังกล่าวจนทำให้เขายังได้คุมทีมต่อจนจบซีซั่น อย่างไรก็ตาม สุดท้ายก็ไร้ปาฏิหาริย์ ซาลามังก้า เป็นบ๊วยของ ลา ลีกา ในฤดูกาลนั้น ทำให้พวกเขาตกชั้นกลับไปเล่นใน เซกุนด้า ดิวิชั่น อย่างรวดเร็ว ส่วน ลีโย่ ก็แยกทางกับทีมในปี 1996 แล้วไปคุม เรอัล โอบีโด้

    – ผู้ให้กำเนิดแผนการเล่น
    ลีโย่ ได้รับเครดิตว่าเป็นผู้ริเริ่มแผนการเล่น 4-2-3-1 โดยเขาใช้แผนดังกล่าวตอนที่คุม คัลตูรัล วาย เดปอร์ติบา เลอเนซ่า ทีมเล็กๆ ในลีกสเปนเมื่อฤดูกาล 1991-92

 

    ทั้งนี้ กวาร์ดิโอล่า ก็ชื่นชอบแผนนี้ในระดับหนึ่ง อย่างเช่นเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดแรกของซีซั่นนี้ที่เขาใช้แผนนั้นพา แมนฯ ซิตี้ บุกไปทุบ เรอัล มาดริด 2-1 ถึงสนาม ซานติอาโก้ เบร์นาเบว เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

เผยมีทีมพรีเมียร์ฯเกือบได้คูตี้ก่อนลิเวอร์พูล

ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ มิดฟิลด์ บาร์เซโลน่า เกือบจะได้มาเล่นใน พรีเมียร์ลีก กับสโมสรอื่นก่อน ลิเวอร์พูล แต่ติดตรงที่ อินเตอร์ มิลาน จองตัวไว้แล้ว
      เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ผู้จัดการทีม เลสเตอร์ ซิตี้ เปิดเผยว่า เชลซี เคยพยายามคว้าตัว ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ กองกลางชาวบราซิเลียน มาร่วมทีมตอนนักเตะอายุ 14 ปี แต่ต้องพลาดไปเพราะเจ้าตัวตกลงกับ อินเตอร์ มิลาน แล้ว

    ร็อดเจอร์ส ซึ่งเป็นคนดึง คูตี้ มาอยู่กับ ลิเวอร์พูล เมื่อปี 2013 เผยผ่าน เดอะ บิวตี้ฟูล พ็อดคาสต์ ว่า "ตอนที่ผมมองดูทีม ลิเวอร์พูล ในช่วงมาทำงาน 6 เดือนแรก มันยังมีส่วนผสมบางอย่างที่เราขาดหายไป"

    "ฟิลิปเป้ เป็นหนึ่งในคนที่ผมรู้จักตั้งแต่สมัยทำงานให้กับ เชลซี เนื่องจากตอนนั้นเราพยายามคว้าตัวเขามาอยู่ เชลซี ตอนเขาอายุ 14 ปี แต่เขาตกลงกับ อินเตอร์ มิลาน ไปแล้ว"

    "ลิเวอร์พูล คุยถึงเรื่องของเขาในช่วงซัมเมอร์ และตามดูเขา จากนั้นเขาก็พร้อมย้ายทีมตอนอายุ 19 ผมคิดว่า "ว้าว ใช่เลย เอาเด็กคนนี้มาร่วมทีมเลย" กุนซือชาวไอร์แลนด์เหนือ เผย

เผยมีทีมพรีเมียร์ฯเกือบได้คูตี้ก่อนลิเวอร์พูล
    พร้อมกันนี้ ร็อดเจอร์ส ยังยอมรับด้วยว่า มาริโอ บาโลเตลลี่ อดีตกองหน้า ลิเวอร์พูล ควรจะก้าวขึ้นไปเป็นหนึ่งใน 3 ยอดดาวยิงระดับโลก ก่อนที่เส้นทางของเจ้าตัวจะวูบไป เพราะเรื่องราวนอกสนาม ก่อนที่เวลานี้จะมาอยู่กับ เบรสชา สโมสรใน เซเรีย อา อิตาลี

 

ค่าตัวชนาธิป พุ่งติดท็อปเท็นเจลีก

transfermarkt เว็บไซต์ลูกหนังชื่อดัง อัพเดตค่าตัวผู้เล่นเจลีกกลางปี 2563 ปรากฎว่า เจ ชนาธิป สรงกระสินธ์ แนวรุกทีมชาติไทยของคอนซาโดเล่ ซัปโปโร่ ติดอันดับที่ 9 ที่มีค่าตัวแพงที่สุดในลีก ประมาณ 67 ล้านบาท ซึ่งตกลงมาเล็กน้อยหลังจากฟุตบอลเจลีกนั้นหยุดแข่งขันไป ส่วนอันดับ 1 ของลีกยังคงเป็น อันเดรส อิเนียสต้า กองกลางคนเก่งของวิสเซล โกเบ
    ค่าตัวผู้เล่นเจลีกที่มีมูลค่าสูงสุด 10 อันดับแรก

    1.อันเดรส อิเนียสต้า สโมสรวิสเซล โกเบ ค่าตัว 120 ล้านบาท
    2.โช อัลเวส สโมสรนาโงย่า แกรมปัส ค่าตัว ค่าตัว  88 ล้านบาท
    3.ฟาบริซิโอ ดอส ซานโต๊ส สโมสรอูราวะ เรด ไดมอนส์ ค่าตัว  88 ล้านบาท
    4.เกน โชจิ สโมสรกัมบะ โอซาก้า ค่าตัว  84 ล้านบาท
    5.คารินยอส จูเนียร์  สโมสรชิสิมึ เอส พัลล์ ค่าตัว 84 ล้านบาท
    6.เทรุฮิโตะ นากางาวะ สโมสรโยโกฮ่ามา เอฟ มารินอส ค่าตัว 77 ล้านบาท
    7.มาร์กอส จูเนียร์  สโมสรโยโกฮ่ามา เอฟ มารินอส ค่าตัว 70 ล้านบาท
    8.คริสเตียโน สโมสร คาชิว่า เรย์โซล ค่าตัว 70 ล้านบาท
    9.ชนาธิป สรงกระสินธ์ สโมสร คอนซาโดเล่ ซัปโปโร่ ค่าตัว  67 ล้านบาท
    10.โชโกะ ทานิกูชิ สโมสร คาวาซากิ ฟร่อนตาเล่ ค่าตัว   63 ล้านบาท

    สำหรับฟุตบอลเจลีก 1 2020 จะกลับมาฟาดแข้งอีกครั้งในวันที่ 4 ก.ค.นี้ แฟนๆสามารถติดตามชมสดๆได้ฟรีได้ทาง Siamsport ซึ่งเป็นผู้ได้ลิขสิทธิ์ในเมืองไทยอย่างเป็นทางการ ทั้งช่องทาง Facebook และ Youtube

 

ยอดมนุษย์! โบนุชชีทึ่งโรนัลโด้ฟิตเปรี๊ยะแม้เจอช่วงล็อคดาวน์

กองหลังตัวเก่งของทัพม้าลาย สุดทึ่งซูเปอร์สตาร์โปรตุกีสยังอยู่ในสภาพร่างกายที่ยอดเยี่ยมเช่นเดิมแม้เจอช่วงล็อคดาวน์จากไวรัสโควิด-19

เลโอนาร์โด้ โบนุชชี กองหลังของ ยูเวนตุส สุดทึ่ง คริสเตียโน โรนัลโด้ กลับมาซ้อมกับทีมพร้อมสภาพร่างกายที่ยอดเยี่ยมหลังจากช่วงล็อคดาวน์

ฟุตบอลอิตาลี กำลังจะกลับมาลงสนามกันอีกครั้งในเดือนนี้หลังจากเกมถูกระงับไปตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม ด้วยการระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยบรรดานักเตะและทีมสตาฟฟ์โค้ชต่างต้องแยกกักตัวล็อคดาวน์อยู่ในบ้านของตัวเองเป็นเวลาร่วมเดือน ก่อนที่ทีมจะสามารถกลับมาทำการซ้อมได้อีกครั้งตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

โดยแข้งม้าลายได้ทยอยกลับมาซ้อมเต็มรูปแบบกันแล้ว และมีโปรแกรมลงสนามในเกมโคปปา อิตาเลีย รอบรองชนะเลิศนัดที่สองกับเอซี มิลาน วันที่ 12 มิถุนายนนี้ โดย โบนุชชี ได้เผยว่าเขาถึงกับอึ้งที่เห็น CR7 โผล่มาซ้อมพร้อมด้วยร่างกายฟิตเปรี๊ยะเหมือนก่อนเกมถูกระงับ

"ผมเจอเขาแบบไหนน่ะหรอ? ก็แบบที่ผมจากกับเขาน่ะสิ" โบนุชชี เผยถึงสภาพร่างกายของ โรนัลโด้

"เขาเป็นสุดยอดนักกีฬา เป็นมืออาชีพที่ยอดเยี่ยม เขาบอกผมถึงสิ่งที่เขาทำเพื่อรักษาความฟิตในช่วงกักตัว เขาโผล่มาซ้อมด้วยสภาพร่างกายที่สมบูรณ์แบบ เขามันแชมเปี้ยนตัวจริง ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็ตาม"

สื่อเบียร์แฉ! “ซานโซ่” มีเหตุผลแหกล็อกดาวน์กลับอังกฤษ

บิลด์ สื่อดังในเยอรมนี รายงาน เจดอน ซานโช่ ปีกตัวจิ๊ด แหกกฎล็อกดาวน์ขึ้นเครื่องกลับอังกฤษ ทั้งๆ ที่ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ไม่อนุญาต โดยงานนี้มีความเป็นไปได้ว่านักเตะอาจจะกลับไปบ้านเกิดเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับความคืบหน้าเรื่องย้ายไปเล่นให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
           เจดอน ซานโช่ ปีกตัวเก่ง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ สโมสรในศึกบุนเดสลีกา เยอรมนี มีโอกาสโดนผู้บริหาร "เสือเหลือง" ลงโทษ หลังจากมีรายงานว่าเจ้าตัวเดินทางกลับไปประเทศอังกฤษ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากต้นสังกัดในช่วงระหว่างล็อกดาวน์

          ดาวเตะทีมชาติอังกฤษ กับเพื่อนร่วมทีม 5 คนได้แก่ ราฟาแอล เกอร์เรยโร่, ธอร์ก็อง อาซาร์, มานูเอล อคานยี่, อั๊กเซล วิตเซล และ ดาน-อั๊กเซล ซากาดู เพิ่งจะแหกกฎมาตรการจากรัฐบาล หลังจากจ้าง นาน่า คาร์คารี่ ช่างตัดผมชื่อดังมาตัดผมให้กับพวกเขาถึงบ้าน แถมยังไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัยด้วย

          สำหรับในกรณีที่เมินกฎล็อกดาวน์เดินทางกลับไปยังดินแดนผู้ดี ทำให้เกิดกระแสข่าวลือพัดโหมกระหน่ำเกี่ยวกับอนาคตของ ซานโช่ โดย บิลด์ สื่อดังในประเทศเยอรมนี รายงานว่า อดีตเด็กปั้น "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กระทำการเรื่องนี้ทั้งๆ ที่ต้นสังกัดไม่อนุญาต

          ทั้งนี้ ยังไม่มีใครทราบเหตุผลที่ ซานโช่ เดินทางกลับอังกฤษ แต่มีความเป็นไปได้ว่า ดาวเตะวัย 20 ปี อาจจะเดินทางเพื่อไปเจรจากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เรื่องความเป็นไปได้ในการย้ายทีม โดยในช่วงที่ผ่านมาสื่อหลายสำนึกรายงานไปในทิศทางเดียวกันว่านักเตะได้ตกลงเงื่อนไขส่วนตัวกับ "ผีแดง" ได้แล้ว และจะย้ายมาอยู่ในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ด้วยค่าตัว 100 ล้านปอนด์ (ราว 3,800 ล้านบาท) ในช่วงซัมเมอร์นี้